songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

songyote's

songyote waeohongsa

Occupation
Location
e-mail address: songyotew@yahoo.com
Photo 1 of 694
July 03

เสน่ห์อิศฟาฮาน

 

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
 

จะด้วยฝีมือโปรโมทของอิหร่านที่พยายามหาพันธมิตรไว้สู้อเมริกา หรือด้วยความสดใหม่ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวก็ตามที  ปัจจุบัน คนไทยทยอยไปเที่ยวอิหร่านกันมากขึ้นและทุกคนที่พวกเรารู้จักล้วนกลับมาด้วยความประทับใจเมืองๆ หนึ่งเป็นพิเศษ  เดือนนี้ *หมายเหตุสังคมจึงขอพาทุกท่านมารู้จักเสน่ห์ของเมืองที่ชื่อว่า Esfahan ผ่านสายตามัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างอาจารย์ทรงยศกันค่ะ

            อิสฟาฮานเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมเปอร์เซียรุ่งเรืองถึงขีดสุดในทุกๆ ด้าน  เวลาที่เราพูดถึงเมืองอิสฟาฮาน เราจึงมักจะนึกถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมเปอร์เซีย ซึ่งผมคิดว่าคงคล้ายๆ กับเวลาที่เราพูดถึงอยุธยาว่าสำคัญอย่างไรต่ออารยธรรมไทย  คืออะไรก็ตามที่เคยรุ่งเรืองในอิสฟาฮานได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของอิหร่านในปัจจุบัน  ความรุ่งเรืองด้านต่างๆ นี้ยังคงสืบทอดต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบันและยังสามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในอาคารบ้านเรือนต่างๆ

            ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวมักไปเยือนเป็นแห่งแรกคือจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่มาก  ชาวเมืองอิสฟาฮานทุกวันนี้ยังคงบอกว่าที่นี่คือลานกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  ยิ่งถ้าเทียบกับสถานที่ที่คล้ายคลึงกันในช่วงศตวรรษที่ 15-17 ด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของเปอร์เซียในยุคนั้นเพราะขนาดของจตุรัสกลางเมืองในยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับขนาดของจตุรัสแห่งเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลต่อกัน

            หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นในจตุรัสนั้นได้แก่พระราชวังหลวง ในช่วงสมัยเดียวกันนั้น  ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีพระราชวังไหนที่หรูหราฟู่ฟ่าเท่ากับพระราชวังแห่งอิสฟาฮาน  ซึ่งเป็นอาคารสูง 6 ชั้น ผนังด้านในมีจิตรกรรมเขียนสีซึ่งมีลายเส้นที่อ่อนหวานประดับประดาไว้ทั่วไปหมด  เมื่อไต่บันไดขึ้นไปถึงชั้นที่สาม เราจะเห็นว่ามีน้ำพุอยู่บนนั้น  ตัวบันไดเองก็มีสีสันงดงามอัศจรรย์เพราะกรุด้วยกระเบื้องเคลือบที่ทำลวดลายเป็นดอกไม้สีต่างๆ  ปัจจุบัน ตั้งแต่ชั้นที่  4-6  กำลังซ่อมอยู่

 ชั้นบนมีห้องดนตรีซึ่งเป็นห้องที่มีการจัดระบบเสียงได้ดียอดเยี่ยม  ลักษณะห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก  มีการกรุกำแพงด้วยแผ่นยิบซั่มบางๆ  ซึ่งฉลุเป็นลวดลายภาชนะต่างๆ  เช่น  เหยือกแก้ว  คนโทน้ำ  แจกัน  ผลของมันก็คือเมื่อนักดนตรีเล่นเพลงอยู่ในห้อง เสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกดูดเข้าไปในช่องฉลุเหล่านั้นทำให้เสียงดนตรีที่ได้ยินเป็นเสียงที่ประณีตละเอียดอ่อน  ลองนึกถึงภาพงานเลี้ยงที่ชั้น 3  แล้วมีเสียงดนตรีลอยลงมาจากห้องที่อยู่ชั้นบน  ผู้คนในงานเลี้ยงจะไม่เห็นนักดนตรีเลยแต่สามารถได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะได้ทั่วงาน

            ผมคิดว่าบรรดาราชสำนักที่อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่างพูดถึงพระราชวังที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้เป็นเสียงเดียวกัน  ผมจะขอยกตัวอย่างความน่าทึ่งบางอย่าง เช่น กระเบื้องเคลือบหลากสีสันที่นำมาใช้ประดับประดาพระราชวังนั้นต้องอาศัยความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาอย่างมากว่าต้องใช้โลหะชนิดไหนมาผสมลงไปในน้ำเคลือบและทำการเผาอยู่ที่อุณหภูมิเท่าใด จึงจะได้สีกระเบื้องตามที่ต้องการและยังคงสีที่สดใสอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน  เพราะฉะนั้น เพียงแค่สีของบันไดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว

            เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องของดนตรีที่มีพัฒนาการสลับซับซ้อนมาก  ในโลกของเปอร์เซียนั้น มีการศึกษาเรื่องดนตรีอย่างลึกซึ้ง  มีการศึกษาถึงขั้นว่าเสียงของห้องจังหวะใดจะสามารถให้เสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสุขสบายได้ หรือสร้างห้องดนตรีแบบไหนถึงจะเกิดความนุ่มนวลของเสียงเมื่อนักดนตรีบรรเลงเครื่องดนตรีพร้อมๆ กัน  ส่วนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็มีการพัฒนาไปด้วยในขณะเดียวกัน

 นี่เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่อยู่กลางเมืองอิสฟาฮาน  พระราชวังที่ชื่ออาลี คาพู (Ali Kapu หมายถึงประตูสวรรค์) นี้ยังมีเรื่องที่ผมประทับใจอีกอย่าง คือเมื่อเดินเข้าประตูไป จะเห็นอักขระที่เป็นภาษาฟาร์ซี ซึ่งก็คือภาษาเปอร์เซีย  (คำว่า เปอร์เซียเป็นการเรียกเพี้ยนโดยคนกรีก  ถิ่นฐานดั้งเดิมของคนกลุ่มนี้คือจังหวัดฟาร์ส (Fars)  เมื่อคนกรีกเข้ามาถึง ได้เรียกเพี้ยนไปเป็นพาร์ส เพอร์สและกลายเป็นเปอร์เซียในที่สุด)  อักขระภาษาฟาร์ซีที่จารึกไว้ ณ ที่นั้นนำมาจากบทกวีของโอมัร คัยยาม (ผู้แต่งรุไบยาต)  ไกด์ท้องถิ่นแปลให้เราฟังว่ามนุษย์นั้นออกมาจากประตูหนึ่งและท้ายที่สุดจะได้เข้าไปสู่ประตูหนึ่ง”  ประตูที่เราออกมาคือประตูสวรรค์และท้ายสุดประตูที่เราจะเข้าไปและไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลยคือประตูแห่งความตาย

            นอกเหนือไปจากความงดงามของอาคารต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว ผมคิดว่ายังมีด้านอื่นๆ อีกที่น่าสนใจ เช่น วิธีคิดว่าสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ที่ควรจะประกอบขึ้นเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองนั้นควรจะมีอะไรบ้าง  ในจัตุรัสนั้น นอกจากพระราชวังหลวงแล้ว ยังมีตลาดและสุเหร่าอยู่ 2 สุเหร่า

            ถัดจากอาคารพระราชวังเป็นตลาดหรือบาซาร์ (Bazaar) ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรารับมาใช้แล้วเพี้ยนเป็นคำว่า ปสานในสมัยอยุธยา  หมายความว่ารัฐไม่สามารถคงอยู่ได้ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคงดีพอ  เปอร์เซียรุ่งเรืองเพราะทำตัวเป็นคนกลางในการเก็บเกี่ยวสินค้าจากโลกตะวันออกที่หมายถึงจีน อินเดีย แล้วส่งไปขายต่อยังโลกตะวันตกที่ยุโรป  ตัวบาซาร์สมัยนั้นมีการพัฒนาไปไกลมากถ้าเทียบกับโลกส่วนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน

         

   สมัยก่อน สินค้ามักมีไม่มากพอที่จะขายได้ทั้งวัน  การค้าขายมักจะเป็นภาพของพ่อค้าวัวต่างม้าต่างที่รวบรวมสินค้าตามรายทางพร้อมกับตระเวนขายไปตามรายทาง  ตลาดส่วนใหญ่จึงมีลักษณะเป็นตลาดนัดมากกว่าตลาดถาวร  ในยุโรปเองก็มีตลาดนัดที่เรียกว่า flea market เพราะเปรียบเสมือนตัวหมัดที่กระโดดไปมาตามแหล่งต่างๆ  แต่สิ่งที่เราเห็นในเมืองอิสฟาฮานเป็น covered bazaar คือตลาดที่เป็นตัวอาคารถาวรขนาดใหญ่  แสดงว่าที่นี่เป็นที่รวมสินค้ารายทางจำนวนมหาศาล เป็นศูนย์รวมของพ่อค้ามากมาย

            ผมจินตนาการว่าในตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ  ตลาดตรงนี้เป็นแหล่งค้าขายพรม ตรงนั้นขายหมวก ตรงนี้ขายเครื่องเหล็ก ตรงนั้นอาจจะเป็นที่ขายทอง  ถัดมาเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการทำน้ำหอม เครื่องแก้ว แล้วก็เครื่องเทศนานาชนิด  การที่ตลาดจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตลาดถาวรที่มีสินค้าขายได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก

 

            ถัดจากอาคารที่เป็นตัวคุมเศรษฐกิจ ก็เป็นอาคารที่มีบทบาทในการควบคุมความคิด  เราเห็นสุเหร่า 2 แห่ง ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง  สุเหร่าเล็กที่ชื่อชัยค์ลุฏฟุลลอฮนั้นใช้เฉพาะราชสำนัก  ปกติ สีที่ใช้ด้านนอกตัวสุเหร่ามักจะเป็นสีเขียวหรือไม่ก็น้ำเงิน  แต่ที่นี่สีพื้นกลับเป็นสีเบจ คือสีน้ำตาลและเนื้ออ่อนสลับกับสีน้ำเงินและเขียว  เมื่อเห็น จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นสีที่นุ่มนวลมาก  แต่ที่วิเศษกว่านั้นคือเมื่อเดินเข้าไปในอาคาร เราจะเห็นร่องรอยความคิดทั้งเรื่องของเรขาคณิตและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมาก เช่น จตุรัสเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ตัวอาคารของสุเหร่ามีเงื่อนไขว่าต้องหันไปทางทิศที่ตั้งของนครเมกกะ ซึ่งไม่สัมพันธ์กันเลยกับผังสี่เหลี่ยมของลานเมือง  สถาปนิกจึงต้องออกแบบให้เราเดินเบี่ยง  ที่น่าทึ่งก็คือเรากลับไม่รู้สึกถึงการถูกบังคับให้ต้องเดินเบี่ยงเลย

            และเมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก็ต้องตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ในการเขียนลวดลายประดับประดาต่างๆ ที่เป็นศิลปกรรมแบบอิสลาม ทั้งลายแบบพรรณพฤกษาและการใช้ตัวอักขระจากพระคัมภีร์ที่เรียกว่ากูฟิค (kufic) หรืออักษรประดิษฐ์มาประดับ ซึ่งสำหรับคนเปอร์เซียแล้วมันคือส่วนหนึ่งของการชื่นชมสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้น ศิลปะ สีกับพระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

            ที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือเมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน จะเห็นลายเป็นวงขนาดใหญ่และค่อยๆ เล็กลงเข้าหาจุดศูนย์กลาง  มองเผินๆ ก็ดูเหมือนลายวงกลมธรรมดา แต่ถ้ามีแสงมากระทบโดนในมุมที่ถูกต้อง เราจะเห็นลายนั้นคลี่ตัวออกเป็นรูปนกยูงรำแพนหางได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะตลอดวัน  นี่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการคำนวณแสงในสถาปัตยกรรมที่น่าอัศจรรย์มาก

            นอกจากสุเหร่าเล็กที่ใช้เฉพาะราชสำนักแล้ว ยังมีสุเหร่าใหญ่หรือมัสยิดญามิอ์ซึ่งเป็นที่สำหรับให้ชาวเมืองมาทำนมาซร่วมกันในวันศุกร์  พื้นที่ของสุเหร่าจึงต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับชาวเมืองจำนวนมากได้  สุเหร่านี้ยังประกอบด้วยส่วนที่เป็นโรงเรียนอยู่สองด้าน เป็นปีกซ้ายขวา  ในโลกของคนอิสลามเรียกส่วนนี้ว่า มาดะรีชาห์หมายถึงโรงเรียน (ศาสนา)  ในสมัยก่อน โรงเรียนลักษณะนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องของศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิชาคำนวณ การแพทย์และอื่นๆ ด้วย

            มาดะรีชาห์ที่นี่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับฤดูกาล  ในฤดูร้อน จะใช้ด้านที่เป็นอาคารเปิดโล่ง  ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ออกแบบให้มีประตูเปิดปิดได้เพื่อให้อบอุ่นเหมาะกับการเรียนในฤดูหนาว  มีทั้งห้องเรียนขนาดเล็กที่น่าจะจุคนได้สัก 20 คนเป็นอย่างมากและห้องเรียนขนาดใหญ่  ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างดียอดเยี่ยม

            อีกอย่างที่อาจทำให้เราแปลกใจคือเวลาอยู่ในเมืองอิศฟาฮาน เราจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา  น้ำเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของคนเมืองนี้  จะมีน้ำพุอยู่ในสวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วเมือง  พวกเขาเอาน้ำมาจากไหนกันในเมื่อถัดจากตัวเมืองที่แผ่ออกไป ล้วนเป็นที่โล้นแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปของอิหร่าน

            อิศฟาฮานได้น้ำจากสองแหล่งด้วยกัน แหล่งแรกคือแม่น้ำสายสั้นๆ ที่ไหลผ่านเมือง ส่วนอีกแหล่งคือน้ำซับใต้ดิน หมายความว่าต้องอาศัยผู้รู้ว่าน้ำซับนั้นอยู่ตรงไหนแล้วจัดการชักน้ำเหล่านั้นขึ้นมาใช้  น้ำจะถูกเพิ่มความดันเป็นระยะเพื่อให้เกิดแรงผลักจากใต้ดินจนกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ซึ่งน้ำพุนี้สามารถไปโผล่ได้ถึงชั้นสามของพระราชวังกลางเมือง

            เรางุนงงสงสัยเพราะเราคิดว่าน้ำต้องสัมพันธ์กับต้นไม้  แล้งอย่างนี้จึงไม่น่ามีน้ำได้  แต่น้ำของคนเปอร์เซียนั้นสัมพันธ์กับหิมะที่ละลายซึมลงในชั้นใต้ดิน  แผ่นหินที่สลับซับซ้อนได้กักเก็บน้ำเอาไว้เป็นโตรกธารที่ไหลเวียนอยู่ใต้ดิน คนเปอร์เซียจึงพัฒนาความรู้เรื่องการสร้างลำรางส่งน้ำที่สัมพันธ์กับชั้นใต้ดินที่อยู่ห่างไกลร่วมร้อยกิโลเมตร  ในโลก มีอยู่ไม่กี่วัฒนธรรมที่มีความรู้เรื่องการทำอุโมงค์ใต้น้ำเช่นนี้  ในความเป็นจริง อิศฟาฮานจึงมีน้ำอยู่มากเกินพอด้วยซ้ำไป

            สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับน้ำที่สลับซับซ้อน  น้ำคือความร่มเย็น น้ำคือชีวิต  พอตกเย็น ผู้คนจะไปนั่งคุยกันอยู่ริมแม่น้ำ ไปปิกนิก นัดรวมญาติ ถ่ายรูป และเป็นที่นัดพบของหนุ่มสาว  ตามสวนจะมีการสร้างน้ำพุเพื่อให้ความชุ่มชื่นร่มเย็นแก่ชีวิต  นอกจากนั้น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแบบมุสลิมก็คือเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบริเวณบ้าน สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือสวนซึ่งมีน้ำพุขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง  ทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมุสลิมชื่นชมน้ำอย่างมาก

            นอกจากจัตุรัสกลางเมืองแล้ว ยังมีพระราชวังขนาดเล็กอยู่อีกประมาณ 30 วัง  พระราชวังเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีการสลักเสลาและเขียนสีในแต่ละราชวงศ์  แต่ละวังมีอาคารซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยป่า  ที่ไม่เรียกว่าสวนเพราะต้นไม้ที่นั่นมีขนาดใหญ่มากเพราะปลูกมาตั้งแต่สมัยสร้างวัง จึงมีอายุประมาณ 100-200 ปี  ต้นไม้ที่นิยมกันมากเพราะนำไปใช้ได้คือต้น sycamore ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นเมเปิ้ล เช่น พระราชวังที่ชื่อว่าเชเฮลโซตูน ซึ่งแปลว่าวังที่มีเสาไม้ 40 ต้นนั้น เสาทุกต้นทำจากไม้ซิกคาหม่อทั้งสิ้น  เมืองอิศฟาฮานทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้

            อิศฟาฮานยังมีที่เที่ยวอื่นๆ  อีก เช่น หลุมฝังศพของมหากวีที่ชื่อว่าฮาฟิซ   ซึ่งคนอิหร่านเองก็ยังไปที่หลุมศพนี้กันอยู่ในปัจจุบัน   พอไปถึง ก็จะอ่านบทกวีของท่านกัน  ถัดจากหลุมศพ  มีร้านน้ำชาเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการแสวงหาความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนอิหร่านซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ  พวกเราก็ไปนั่งกินขนมที่หน้าตาคล้ายกับซ่าหริ่มในน้ำกุหลาบซึ่งทำจากดอกกุหลาบจริงๆ และมีขายทั่วไปในอิหร่าน

            ผมคิดว่าอิศฟาฮานมีอะไรให้ดู ให้ได้เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอยู่มากจริงๆ

June 11

ไทยมีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย...

ด้วยความที่มีคนเมล์กระทู้ของพันทิปมาให้อ่าน เพื่อให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียและเป็นอันดับสองของโลก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7899316/A7899316.html ผมอ่านแล้ว มีข้อสังเกตแบบนี้ครับ
 
.....ความจริง ตั้งใจจะร่วมวงคุยเรื่อง พิพิธภัณฑ์หลังจากได้รับเมล์นานแล้ว แต่ก็มัวแต่ทำอะไรต่างๆจิปาถะอยู่นานจนกระทั่งตอนนี้นี่แหละ ผมมีความรู้สึกคล้ายกับคนที่โพสต์กระทู้นี้ ที่รู้สึกประหลาดใจกึ่งสงสัยในตัวเลขสถิติ และรู้สึกคล้ายๆกับเขาว่าคนไทยไม่ค่อยอยากไปพิพิธภัณฑ์เพราะไปแล้วก็พบแต่ลุงหรือป้าคนเดิมนั่งสัปหงกหรือตรวจหวยเบอร์อยู่ในห้องจัดแสดงที่มืดทึมหรือ/และอบอ้าว ป้ายอธิบายส่วนใหญ่เป็นเพียงการบอกว่าของนั้นๆเรียกว่าอะไร(เป็นศัพท์ที่แบบนักวิชาการใช้) ศิลปะสกุลไหน ปีพุทธศักราชอะไร ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับคนชั้นกลาง รับราชการ บ้านอยู่เซ็นต์หลุยส์ซอย 3 สาทร อย่างบ้านผม และเดาว่าคงจะไม่สัมพันธ์กับบ้านไหนๆด้วย แต่เมื่ออ่านข้อมูลที่ส่งเมล์มาอีกที ก็พบอะไรบางอย่างทีผมสนใจครับ การที่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆอย่างทีว่ากระจายอยู่เยอะแยะไปหมดนั้น ผมเดาต่อว่าส่วนใหญ่คงจะเป็นของเอกชนหรือของชุมชน(โดยเฉพาะวัด) และปรากฏการณ์นี้น่าจะเพิ่งเกิดในรอบ 10-20 ปีนี้กระมัง ทั้งนี้ผมไม่รวม "เอกชน" ประเภทวังสวนผักกาด หรือเอกชนประเภทเสี่ยเล็กที่ได้รับการ "ยุ"จนขึ้นจากนักโบราณคดีชั้นนำบางคน เอกชนเล็กๆที่ว่าและนอกไปจากข้างต้น(บางระดับ) ลุกขึ้นมาเก็บข้าวของที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพราะรู้สึกว่าของเหล่านั้นอาจทำให้ท้องถิ่นของเขามีที่มีทางอยู่ในกระแสประวัติศาสตร์หลวงบ้าง ปรากฏการณืนี้น่าจะคู่ขนานกับ ความรู้สึกท้องถิ่นนิยมกระมัง อย่างไรก็ตามท้องถิ่นนิยมที่ว่ายังต้องอิงๆอยู่กับประเทศ-ชาติ-เจ้านิยมอยู่(เมื่อเร็วๆนี้ผมเดินทางไปจันทบุรี-ระยอง ไปดูวัดสองวัด วัดเอาประวัติของตัวเองไปอิงกับพระเจ้าตากสินเพื่อให้มีจุดน่าสนใจ ไปน้ำตกพลิ้ว ก็มีการอิงกับพระนางเรือล่มและการที่ร.5 เสด็จกลับจาก"ไกลบ้าน" (คศ.1907) ท่านได้เสด็จมา "ต้อนรับ" จันทบุรี ระยอง เข้าสู่สยามประเทศก่อนเดินทางกลับเข้าสู่พระนคร อย่างนี้เป็นต้น) หากจะคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นมีหน้าที่ ตอกย้ำความเป็นตัวเป็นตน พิพิธภัณฑ์ที่เรากำลังพูดถึงนี้คงกำลังหาช่องทางของตัวเองโดยอิงกับกระแสระดับชาติไปก่อนกระมัง (กรอบการมองของระดับชาติเองก็มีพลังมากจนชุมชนท้องถิ่นยังหาช่องทางชัดๆของตัวเองลำบากอยู่) ผมเกิดคำถามในใจว่าการเกิดของพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆในโลกนั้นเกิดขึ้น...
May 14

คุยกับหนัง - มิถุนายน 52 / TU Movie Program - June 09

ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
ชมฟรีเช่นเคย - แต่กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ก่อนทุกครั้ง (กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ)
The show is at Rewat Buddhinan Activity Room on Basement 2, Pridi Banomyong Building.  The program is open to public for free.  Please inform the library staff that you are attending the show.
 
 

4 มิ.ย. 52 : The Crow (1994/102 min/USA)

กำกับการแสดง : Alex Proyas
ผู้แสดง : Brandon Lee / Ernie Hudson / Michael Eincolt

เอริค ดราเวน พร้อมคู่หมั้นสาว ถูกแกงค์อันธพาลรุมฆ่าตายอย่างทารุณ เขาฟื้นขึ้นมาจากหลุมพร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ผ่านกลับมาในความทรงจำ ความเจ็บปวดที่เขาจะได้ถ่ายทอดย้อนกลับไปยังฆาตกรทีละคน/ทุกคน

เดอะ โครว์เป็นหนังประเภท cult ระคนไปด้วยความตาย ความเศร้าโศก ความรัก ความแค้น ความรุนแรง และศาสนา ดนตรีแบบฮาร์ดร็อค และภาพพจน์ของแบรนดอน ลีในฐานะ "หน้ากากแห่งความตาย" จากหนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อศิลปะร่วมสมัยมิใช่น้อย

4 June 09 : The Crow (1994/102 min/USA)

Director: Alex Proyas

Actors: Brandon Lee / Ernie Hudson / Michael Eincolt

Eric Draven and his fiance were brutally murdered by gangsters.  He rose from the grave with painful memory of how he was killed.  He passed on such pains to each of those who murdered him, one by one.

The Crow is a "cult" filem.  It contains death, sorrow, love, vengeance, violence and religion.  Hard rock music and Brandon Lee image as "mask of dead" fro this film has a lot to do with the contemporary art.

 
 
11 มิ.ย. 52  :  Mr.Thank You (1936/78 min/Japan) และ Ornamental Hairpin (1941/70 min/Japan)
 
Mr.Thank You
กำกับการแสดง : Hiroshi Shimizu/ดัดแปลงจากนวนิยายของ Yasunari Kawabata
ผู้แสดง : Michiko Kuwano / Ken Uehara

คนขับรถเมล์ไปกลับระหว่างโตเกียวกับหมู่บ้านที่ห่างออกไป 80 กม. ผู้สุภาพอ่อนน้อม  เขาขอบคุณทุกคนที่อยุ่ตามรายทาง ใครๆ จึงเรียกเขาว่า Mr.Thank You  ในวันนี้ รถของเขาจะนำเด็กสาวพร้อมแม่ที่มุ่งเข้าโตเกียวเพื่อ "เป็นสาวใช้" บ้านคนรวย ผู้โดยสารคนอื่นมีทั้งชายขี้ลืม พ่อค้าต่างเมือง เฒ่าหัวงู และหญิงผู้เจนโลก  เรื่องราวชีวิตของแต่ละคนทั้งในรถและที่พบตามรายทาง สานขึ้นเป็นภาพสังคมญี่ปุ่นก่อนสงครามอย่างน่าสนใจ
 
Ornamental Hairpin
กำกับการแสดง : Hiroshi Shimizu/ดัดแปลงจากนวนิยายของ Masuji Ibuse
ผู้แสดง : Shinichi Himori / Kanji Kawara / Hiroko Kawasaki
เหล่าสตรีนักแสวงบุญพากันเข้าพักยังโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในชนบท  เสียงเจี๊ยวจ๊าวของสตรีทำให้อาจารย์ใหญ่นักประพันธ์รำคาญใจเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเธอจากไปในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เหยียบโดนปิ่นประดับผมกัลปังหาแดงในบ่ออาบน้ำ สตรีคนหนึ่งที่ได้จากไป ส่งจดหมายมาบอกว่าเธอจะกลับมารับปิ่นชิ้นนี้ เธอจะเป็นหญิงสาวหรือหญิงมีอายุ เธอโสดหรือมีครัวเรือน และเธอสวยหรือขี้เหร่ คำตอบของแต่ละคำถามคือโครงสร้างของบทกวีอันจะนำไปสู่เรื่องราวที่จะตามต่อมาโดยที่ไม่มีใครอาจคาดเดาได้
 
11 June 09  :  Mr.Thank You (1936/78 min/Japan) + Ornamental Hairpin (1941/70 min/Japan)
 
Mr.Thank You
Director: Hiroshi Shimizu/adapted from Yasunari Kawabata's novel
Actors : Michiko Kuwano / Ken Uehara
 
A gentle bus driver drives between Tokyo and a village 80 km away. He always thanks every single passenger. Therefore, they call him Mr. Thank You.  Today, Mr. Thank You drives his bus as usual.  His passengers are a girl and her mother heading for Tokyo to be a maid in a rich man's house.  Other passengers are namely a forgetful man, a merchant from other town, an old goat and an artful lady.  Stories of each passenger and those who are on the way entwine to be an interesting episode of Japanese society during pre-WWII period.
 
Ornamental Hairpin
Director: Hiroshi Shimizu/adapted from Masuji Ibuse's novel
Actors : Shinichi Himori / Kanji Kawara / Hiroko Kawasaki
 
Female pilgrims stay overnight in a small inn in countryside.  Their boisterous annoys the poet/headmaster a great deal.  In the morning when the pilgrims left, a young man stepped on a red coral hairpin in the bath tub.  The inn received a letter from a lady who spent a night there notified that she was the owner of such hairpin. She will stop by to fetch it.  Is she young or old, single or married, beautiful or ugly?  Answers to these questions are the yarns which are woven to be poetry of lives and very much unexpected stories.
 

18 มิ.ย. 52 : Chop Shop (2007/84 min/USA)

กำกับการแสดง : Ramin Bahrani
ผู้แสดง : Alejandro Polanco / Isamar Gonzales

อเลฮานโดร และอิสมัรอายุ 16 อาศัยอยู่ชั้นบนของอู่ขนาดเล็กในย่านเซียงกง เขตควีนส์ของนิวยอร์ก ทั้งสองมีความฝันว่า การเก็บหอมรอมริบเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้สามารถซื้อรถตู้ เปิดร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดสำหรับคนจนแถวข้างถนน แต่ฝันของคนจนไม่หอมหวานอย่างคนชั้นกลางและคนรวยเลย

18 June 09 : Chop Shop (2007/84 min/USA)

Director