songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
1月23日 เด็กช่างฝันที่ชื่ออลิส
บทกลอนภาษาอังกฤษข้างบนนี้เป็นท่อนท้ายสุดของกลอนนำเรื่องอลิส'ส แอดเวนเจอร์ส อิน วันเดอร์แลนด์ (Alice' Adventure in Wonderland) ที่เรามักจะคุ้นกับชื่อสั้นๆ ตามหนังการ์ตูนเรื่องยาวของวอลท์ดิสนีย์ว่า อลิส อินวันเดอร์แลนด์ (Alice in Wonderland) (2494) บทกลอนที่ว่านี้ถูกนำมาประกอบเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของหนังเกี่ยวกับการผจญภัยของอลิสเรื่องล่าสุดที่ชื่อว่าดรีมไชลด์ (Dream Child - หนังอังกฤษ กำกับโดย Gavin Millar)
เรื่องราวการผจญภัยของอลิสในดินแดนมหัศจรรย์ได้รับการดัดแปลงมาเป็นหนัง หนังการ์ตูน และละครเวทีหลายต่อหลายครั้ง และต่างก็ประสบกับความสำเร็จหรือล้มเหลวแตกต่างกันไป ตำรับที่อาจจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยมากที่สุดก็เห็นจะเป็นหนังการ์ตูนของดิสนีย์ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
ความจริงแล้ว เรื่องราวของอลิสที่ถูกถ่ายทอดออกมานี้มักจะมาจากเรื่องของอลิสที่ผู้เขียนเขียนแยกออกเป็นสองตอนคือ อลิส'ส แอดเวนเจอร์ส อิน วันเดอร์แลนด์ และ ธรู เดอะ ลุกกิ้ง กลาสส์ ซึ่งตีพิมพ์พร้อมรูปประกอบของในปี 2408 และ 2415 ตามลำดับ ส่วนคนเขียนเรื่องนั้น เรามักจะคุ้นกับชื่อของลูว์อิส แคร์รอลล์ มากกว่าชื่อจริงของท่านคือสาธุคุณชาร์ลส ลุทวิดจ์ ดอดจ์สัน ซึ่งเป็นผู้บรรยายวิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในระหว่าง พ.ศ. 2398 ถึง 2424 และช่วงชีวิตแห่งการทำงานที่นี่เอง ที่สาธุคุณดอดจ์สันได้พบและ "ประทับใจ" อลิส ลิดเดลล์ (ต่อมาใช้นามสกุลฮาร์กรีฟส์) หนึ่งในสามบุตรสาวของคณบดีของไคร้สต์เชิร์ช
อาจจะเป็นการยากที่จะเล่าเรื่องของนิทานสองเรื่องที่ออกชื่อไปแล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ด้วยความที่เรื่องมีรายละเอียดอันสลับซับซ้อนและเป็นเรื่องอันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ตามวิธีคิดแบบเราๆ แม้กระทั่งการใช้ภาษาและสัญลักษณ์ต่างๆ ก็ดูจะแปลกประหลาดไปหมด แต่หากจะเล่าอย่างย่นย่อที่สุดก็เห็นจะต้องบอกว่า อลิส'ส แอดเวนเจอร์ส อิน วันเดอร์แลนด์ เป็นเรื่องของอลิสที่ผ่านความฝันของเธอในบ่ายของฤดูร้อนอันสุขสงบที่ออกซ์ฟอร์ดในช่วงประมาณปี 2403 เธอได้ล่วงเข้าไปสู่ดินแดนอันมหัศจรรย์โดยการเดินตามกระต่ายสีขาวตัวหนึ่งลงไปในโพรงไม้ ตัวของเธอได้เปลี่ยนขนาดจากคนปกติเป็นคนขนาดยักษ์และขนาดจิ๋วกลับไปกลับมาหลายครั้ง ได้พบกับสัตว์พูดได้นานาชนิด พบกับบุ้งซึ่งนั่งสูบมอระกู่อยู่บนเห็ดยักษ์ เจอดัชเชสส์กับทารกช่างร้องไห้นั่งอยู่ในบ้านที่มีคนครัวปรุงอาหารด้วยพริกไทยคลุ้งบ้าน และตอนท้ายเด็กทารกได้กลายเป็นลูกหมู
แมวเชสเชียร์แคทอันแสนแปลกประหลาด แต่ก็เป็นตัวที่ประทับใจผู้อ่านเรื่องนี้เป็นอย่ามาก ทั้งยังได้ร่วมงานน้ำชาแสนพิลึกกับแมด แฮทเทอร์ มาร์ชแฮร์ และดอร์เมาส์ พบและเล่นโครเก้ท์กับพระราชา ราชินี และตัวกริฟ่อน
ส่วนเรื่องธรู เดอะ ลุกกิ้ง กลาสส์ เป็นการผจญภัยตอนหลังของอลิสซึ่งผ่านเข้าไปในกระจกเงาร่วมไปกับอัศวินทั้งหลายในเกมหมากรุก การผจญภัยดังกล่าวสนุกสนานไม่แพ้ตอนแรก และตัวละครที่ใครๆ ก็จำกันได้ในเรื่องนี้ก็คือ ทวีเดิ้ลดี-ทวีเดิ้ลดัม กับฮัมที่-ดัมที่
ความพยายามที่จะปรับนิทานสองเรื่องนี้มาเป็นภาพยนตร์หรือการ์ตูนมักเป็นปัญหาด้วยความแรงของการเขียนเรื่องอันแปลกประหลาดของลูว์อิส แคร์รอลล์ และการกำหนดออกเป็นภาพของเซอร์จอห์น เทนเนียล ตั้งแต่แรก อย่างเช่นเมื่อตอนวอลท์ ดิสนีย์ปรับเรื่องนี้มาเป็นการ์ตูน ได้ตัดและเพิ่มตัวละครหลายตัวก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือน บรรดาหนังสือพิมพ์อังกฤษ (ซึ่งมักจะหัวเราะเยาะความเป็นอเมริกันอยู่แล้ว) พากันบอกว่าอลิสของดิสนีย์ไม่ได้บรรยากาศของความเงียบสงบ (ความจริงขี้เกียจๆด้วย) แบบปีทองยุควิคตอเรียน แถมเสียงที่ใช้ประกอบเรื่องก็แสนจะเอะอะเจี๊ยวจ๊าว (นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการให้เสียงตัวละครแต่ละตัวที่ถูกสับเสียเละเทะ)
เอาละครับ ข้างต้นที่เขียนมาออกยืดยาวก็ขอให้ถือซะว่าเป็นการเกริ่นนำยุ่งๆ ตามลูว์อิส แคร์รอลล์ก็แล้วกันนะครับ คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะพูดถึงในอาทิตย์นี้ คือหนังเรื่องดรีมไชล์ด
หนังเรื่องนี้แปลกไปจากอลิสในตำรับของคนอื่นๆ ซึ่งมักจะเริ่มเรื่องตามหนังสือคือ ภาพของบ่ายอันเงียบสงบวันหนึ่งของออกซฟอร์ด อลิสคะยั้นคะยอให้สาธุคุณดอดจ์สันเล่านิทานให้ฟัง แต่สำหรับเรื่องนี้ ภาพเริ่มที่โขดหินชายทะเลอันมีตัวกริฟ่อน (สัตว์ในเทพนิยาย) กับตัวม้อค เทอร์เทิ่ล (รูปร่างเป็นเต่าทะเลผสมวัว ชื่อนี้เป็นชื่อของซุปชนิดหนึ่ง) อลิส ฮาร์กรีฟส์ (แสดงโดยคอรอล บราวน์) วัยเกือบ 80 ได้ถามม้อค เทอร์เทิ่ลว่า "ร้องไห้ทำไม" และเมื่อม้อค เทอร์เทิ่ลเริ่มเล่าเรื่องการเรียนอันแสนประหลาดของตัวเองในวัยเด็ก ภาพของอลิสก็ได้กลับไปเป็นอลิสน้อยวัย 12 แต่ในเรื่องนี้ อลิสไม่ได้มีผมสีทองใส่ชุดสีฟ้ามีแถบผ้ากันเปื้อนอยู่ข้างหน้าตามภาพพจน์ที่เราชินกัน อลิสเด็กสาวในเรื่องนี้คือภาพของอลิส ลิดเดลล์ตัวจริงตามภาพที่สาธุคุณดอดจ์สันได้เคยถ่ายเอาไว้นานแล้ว (คนที่เล่นเป็นอลิสในเรื่องนี้คือ เอมิเลีย แชงค์เลย์) เด็กช่างฝันที่ชื่ออลิส 2/2 จากนั้นฉากนิทานของม้อค เทอร์เทิ่ลกับกริฟ่อน ก็เลือนไปเป็นฉากห้องเต้นรำในเรือเดินสมุทรชื่อเบเรนแกเรีย อลิส ฮาร์กรีฟ วัยเกือบ 80 ปี (นามสกุลเดิมคือ ลิดเดลล์) กำลังจะเดินทางไปนิวยอร์กร่วมกับลูซี่ เด็กสาวผู้เป็นพยาบาลกึ่งคนรับใช้ เพื่อร่วมฉลองครบรอบร้อยปีเกิดของสาธุคุณชาร์ลส ลุทวิดจ์ ดอดจ์สัน อีกทั้งรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วย
ที่อเมริกา อลิสได้พบกับนักหนังสือพิมพ์หนุ่มผู้มาติดพันลูซี่ขณะทำข่าวอันครึกโครมของอลิส สิ่งต่างๆ ที่อลิสได้พบเห็นในอเมริกาค่อยๆ ดึงตัวอลิสกลับไปในวัยเด็ก ตลอดจนในนิทานที่ดอดจ์สันแต่งขึ้นเพื่อเธอ
ภาพของอดีตนั้น อลิสเห็นตัวเองเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัว โดยเฉพาะกับดอดจ์สันผู้ซึ่งเธอและคนอื่นๆ ก็รับรู้ว่าเขา "ประทับใจ" เธอเป็นอย่างมาก ดอดจ์สันเป็นคนที่อลิสชอบเอามาล้อตอนเขาติอ่าง (เมื่อขาดความมั่นใจในตัวเอง) และแกล้งเขาต่างๆ นานา เช่น เปิดห้องมืดที่เขากำลังล้างรูป (เธอ) อยู่ ที่ร้ายที่สุดคือหัวเราะเยาะเมื่อเขาท่องกลอนจากนิทานของเขา (ตอนม้อค เทอร์เทิ่ลอีกเช่นกัน) ต่อหน้าคนอื่นมากๆ จนทำให้เขาติดอ่างแล้วต้องเลิกล้มการท่องเสียกลางคัน
ภาพของอลิสหัวเราะเยาะดอดจ์สันนี้กลับมาในห้วงคำนึงของอลิสขณะที่จะลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อดอดจ์สันในความคิดคำนึงได้ล้มเลิกการท่องกลอน และนั่งลงด้วยความเสียใจ ในหอประชุมกลับมีเสียงกระหึ่มของคณะโคลัมเบียไควร์ ท่องกลอนบทนั้นด้วยความไพเราะจนจบ
อลิสชราได้ลุกขึ้นกล่าวสดุดีสาธุคุณดอดจ์สันกับได้ยกกลอนที่ผมลอกมาขึ้นต้นบทความนี้ แล้วลงท้ายว่า "เมื่อตอนนั้นฉันยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจเรื่องราวอันแสนวิเศษ อีกทั้งรับรู้ความรักที่แฝงอยู่ได้ มาบัดนี้ฉันได้เข้าใจแล้วทุกสิ่ง ฉันขอแสดงความขอบคุณคุณดอดจ์สัน" จากนั้น ภาพในความนึกฝันก็เดินต่อไปเป็นภาพอลิสลุกขึ้นไปจูบแก้มของดอดจ์สันเพื่อแสดงความขอโทษ ขอบคุณและความรัก
ฉากสุดท้ายเป็นฉากเหมือนฉากแรกของเรื่อง หนูน้อยอลิสยืนมองม้อค เทอร์เทิ่ลที่กำลังซบหน้ากับฝ่ามือร้องไห้ แต่คราวนี้ม้อค เทอร์เทิ่ลกลายเป็นตัวดอดจ์สันซึ่งค่อยๆ มองลอดรอยแยกของนิ้วมือ แล้วยิ้มให้กับอลิส
สำหรับท่านที่ชอบอ่านหรือชอบดูหนังอลิสอินวันเดอร์แลนด์ เชื่อว่าคงจะชอบหนังเรื่องดรีมไชล์ดนี้ แม้หนังเรื่องนี้จะไม่เน้นการผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์อย่างเช่นที่เคยๆ ทำกันมา แต่ฉากม้อค เทอร์เทิ่ล และฉากแม้ดทีปาร์ตี้ก็ถูกสอดใส่เข้ามาอย่างมีความหมาย ตัวละครแต่ละตัวดูจะเป็นภาพของมโนธรรมความรู้สึกผิดถูกที่ตามมาหลอกหลอนอลิส ฮาร์กรีฟส์ มากกว่าจะเป็นตัวละครที่แฟนตาซีและสนุกสนานเหมือนอย่างเคยเป็นมา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ออกจะสอดคล้องกับจุดใหญ่ของหนังที่มุ่งสะท้อนให้เห็นภาพของอลิสในโลกแห่งความเป็นจริงควบคู่ไปกับการเผยชีวิตบางส่วน (ที่น่าสงสาร) ของท่านสาธุคุณดอดจ์สัน
คนดูจะได้รับรู้ความรู้สึกผูกพันของดอดจ์สันที่มีต่ออลิสตามประวัติที่เป็นจริง แต่ความรู้สึกของชายวัยเกือบสามสิบปีที่เป็นพระกับเด็กหญิงวัยสิบสองนี้ไม่ได้ถูกแสดงออกอย่างประเจิดประเจ้อจนน่าเกลียดแต่อย่างใด เผลอๆ บางทีอาจจะแอบเข้าข้างดอดจ์สัน และหมั่นไส้เด็กที่เอาแต่ใจตัวเองแบบอลิสด้วยซ้ำไป
เอียน โฮล์ม ดารามาแรงของอังกฤษเล่นบทดอดจ์สันได้ดีมากๆ ผมเคยติดใจเอียนในบทของชายหน้าไหว้หลังหลอกเจ้าเล่ห์อย่างน่ารักในเรื่องบราซิล (Brazil หนังอังกฤษปี 1985 กำกับโดย Terry Gilliam) มาก พอมาถึงเรื่องด๊านซ์ วิธสะเตรนเจอร์ (Dance with Stranger หนังอังกฤษปี 1985 กำกับโดย Mike Newell) เอียนรับบทพ่อพระได้อย่างแนบเนียนกว่า ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับบทในเรื่องดรีมไชล์ดอยู่
ตัวอลิสเองนั้น อลิสวัยเด็กเล่นได้ดี เห็นภาพพจน์ของเด็กสาวผู้ที่ฉลาดอยากรู้อยากเห็น และฉลาดที่จะเอาเปรียบคนที่ตัวเองรู้ว่าเหนืออยู่ในทุกทาง นัยว่าเธอมีอนาคตสดใสมากจากหนังเรื่องนี้ ส่วนอลิสวัยชราซึ่งแสดงโดยดาราใหญ่อย่างคอรอล บราวน์นั้น ตีบทเสียกระจุยกระจาย เธอแสดงเป็นอลิสผู้ซึ่งมีชื่เสียงโด่งดังเพราะฝีมือของลูว์อิส แคร์รอลล์ และเธอรู้สึกแบบผิดๆ ว่านี้คือเกียรติยศที่เธอควรจะได้รับ อีกทั้งบทขี้จู้จี้จุกจิกแบบคนแก่ ชอบระบายความไม่พึงใจไปที่ลูซี่เด็กสาวคนติดตาม และท้ายสุดค่อยๆ รู้สึกสำนึกในความดีงามและความรักของดอดจ์สันที่ดีต่อเธอเสมอมา (แม้เขาจะตายจากไปแล้ว) จนฉากท้ายๆ ที่เธอตื้นตันใจและสดุดีความดีงามของเขาอย่างจริงใจในพิธีประสาทปริญญานั้น จัดได้ว่าสั่นสะเทือนความรู้สึกของคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม
อลิสยังคงท่องเที่ยวไปในดินแดนมหัศจรรย์ทุกครั้งที่เราเยี่ยมหน้าไปในโลกของเธอ และในดินแดนแห่งน้น บางทีเราก็อาจจะพบตัวเองร่วมเดินทางกับเธอก็เป็นได้
1月21日 ดร. ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ที่เมืองไทยชื่อเสียงของดร.ซาฮี ฮาวาสส์ ในแวดวงโบราณคดีด้านอียิปต์วิทยา (Egyptology) นั้น เรียกได้ว่าดังคับฟ้า ฉะนั้น เมื่อท่านได้เดินทางมาเมืองไทย สถานเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทยร่วมกับสำนักกิจการวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดรายการบรรยายพิเศษที่โรงหนังกรุงศรีไอเเม็กซ์ สยามพารากอน พร้อมฉายหนัง Mysteries of Egypt เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา (น่าเสียดายที่ในพิธีกรรมสังสันทน์กันของพวกเซเลบ และไฮโซนั้น สถาบันทางการศึกษาของจุฬาฯ ถูกจัดลำดับความสำคัญต่ำกว่าห้างสรรพสินค้า และผู้จัดการโรงหนังที่มาพร่ำพรรณนาความดีงามของโรงหนังแบบไอเเม็กซ์)
คำบรรยายของดร.ซาฮี ฮาวาสส์ จะว่าน่าตื่นเต้นก็ใช่ เพราะเป็นการบรรยายถึงการขุดค้นเรื่องต่าง ๆ ของท่าน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทุกงานขุดค้นถือว่าสำคัญหมด เพราะทำให้ความรู้เรื่องอียิปต์วิทยามีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ และความรู้ที่ว่านี้ อาจใช้ประยุกต์ได้กับอายธรรมโลกข้างเคียง ทั้งในแง่พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ยุคสมัย และอารยธรรม เช่น อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมบนเกาะครีต ไมซีเนียน เปอร์เซีย หรือแม้กระทั่งกรีซ (โดยรวม) ตลอดจนโรมัน แต่ผลงานของท่านที่ผมเห็นว่าระบือโลกจริง ๆ ก็คือ การค้นพบมัมมี่ทอง (The Golden Mummies) ที่โอเอซิสบาฮารียา (Baharia) ในปี 1999 ท่านและทีมงาน(โดยเฉพาะลาต่างตัวที่สะดุดแล้วขาของมันตกลงไปในตำแหน่งที่ค้นพบมัมมี่)ที่ได้ค้นพบมัมมี่รุ่นกรีก – โรมัน ถึง 105 ตัว และมัมมี่ของไฮโซที่นี่ ใช้ทองห่อหุ้มมัมมี่ (เกือบเท่าเทียมฟาโรห์) ทั้งนี้ก็เพราะคนเหล่านี้ล้วนร่ำรวยจากการผลิตและขายเหล้าองุ่น (เราทราบดีว่า อียิปต์เป็นชาติแรกที่ผลิตเหล้าองุ่น – จากภาพวาดในหลุมศพซึ่งฝังอยู่ในหุบขุนนาง (Valley of the Nobles) ที่ฝั่งฟากตะวันตกของแม่น้ำไนล์บริเวณเมืองลุกซอร์ – อีกทั้งเหล้าองุ่นเหล่านี้มีธรรมเนียมของการบันทึกรายละเอียดของสถานที่ – วัน – เดือน – ปี ที่ผลิตดังที่นิยมทำกันในปัจจุบันด้วย)
"มัมมี่ทองคำ" แห่งโอเอซิส บาฮาริยา (Bahariya) ซึ่ง ดร.ฮาวาสส์ค้นพบโดยบังเอิญในปี 1996 เพราะลาของเจ้าหน้าที่โบราณคดีก้าวตกลงไปในหลุมที่ฝังมัมมี่เหล่านี้ (จากวารสาร Horus เมษายน/มิถุนายน 2005)
งานศึกษาที่สำคัญต่อมาของท่านก็คือ การสำรวจภายในมหาปิรามิดคูฟู (Khufu) หรือคีออปส์ (Cheops) อันเป็นชื่อในภาษากรีก ตัวมหาปิรามิดเองทั้งภายนอกและภายในเป็นความมหัศจรรย์ในทางสถาปัตยกรรม แม้เราจะเชื่อว่ามหาปิรามิดองค์นี้ควรจะมีพระศพของฟาโรห์คูฟู แต่เราก็ไม่พบพระศพ(เช่นเดียวกับหลุมพระศพของฟาโรห์ทุกพระองค์ ยกเว้นฟาโรห์ตุตอังคอามูน) แม้ภายในปิรามิดองค์นี้จะมีเส้นทางสามเส้นนำไปสู่ห้องเก็บพระศพ (burial chamber) 3 ห้อง ซึ่งอยู่ต่างตำแหน่งกัน (ห้องใต้พื้นดิน 30 เมตรเรียกว่าห้องศิลา ห้องระดับกลางเรียกห้องพระราชินี – Queen’s chamber และระดับสูงถูกเรียกว่าห้องกษัตริย์ – King’s chamber) หลายคนพอใจกับคำอธิบายว่า ห้องพระศพได้ถูกปล้นสะดมโดยโจร (ทั้งในอดีตร่วมสมัยของกษัตริย์ และโจรร่วมสมัยของเรา) พระศพจึงถูกเคลื่อนย้ายไปที่อื่น เยี่ยงฟาโรห์องค์อื่น ๆ แต่ดร.ฮาวาสส์ยังอยากจะเชื่อว่าพระศพยังอยู่ในปิรามิด เพียงแต่ยังหาไม่พบ การศึกษาเพื่อจะคลี่คลายความลับของมหาปิรามิดทำต่อเนื่องกันมานับสิบปี แต่เมื่อคราวขึ้นสหัสวรรษใหม่ ดร.ฮาวาสส์พร้อมทีมสมาคมเนชันนัลจีโอการฟฟิค ส่งหุ่นยนต์ตีนตะขาบขนาดจิ๋วติดตั้งกล้องโทรทัศน์เข้าไปในปล่อง “ระบายลม” ซึ่งมีถึง 4 ปล่อง กล้องส่งภาพแบบเรียลลิตี้โชว์ออกมาให้ดูสด ๆ แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดลง เพราะหุ่นยนต์พบกำแพงหนา ซึ่งเจาะเข้าไปต่อไม่ได้ ปริศนาของปิรามิดยังคงค้างคาใจต่อไป ฟาโรห์คูฟูผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ครอบครองมหาปิรามิดที่มหัศจรรย์เหนืออื่นใด ทรงมีเพียงพระรูปองค์เดียวขนาดเล็กที่ทำจากงาช้างขนาดสูงเพียง 7.5 ซม.องค์เดียว ซึ่งนักโบราณคดีขุดค้นพบที่เมืองอบิโดส (Abydos) ซึ่งต่างจากฟาโรห์องค์อื่นที่มีพระรูปในลักษณะต่างๆ ขนาดเล็ก ใหญ่น้อยหลากหลายมากมาย
ปี 2005 เมื่อดร.ฮาวาสส์ประกาศผลของการศึกษามัมมี่พระศพของฟาโรห์ตุตอังคอามูนอีกครั้ง ก็เป็นที่ฮือฮากันไปทั่ว ดร.ฮาวาสส์อ้างว่า ต้องการจะติดตั้งครอบแก้วปรับอุณหภูมิและความชื้นโดยตรงยังโลงพระศพ เพราะความชื้นที่มาจากลมหายใจและเหงื่อของบรรดานักท่องเที่ยวที่ในแต่ละวัน ล้วนแออัดยัดเยียดเพื่อจะเข้าไปชมในหลุมพระศพนี้ และท่านก็เลยถือโอกาสทำ CAT สแกนอีกครั้ง ผลของการอ่าน CAT ที่เป็นการตีความใหม่ มี 6 ประการคือ
หลายคนวิจารณ์ว่า ฮอสนี่ มูบารัค ประธานาธิบดีของอิยิปต์ อยู่ในตำแหน่งมานานมาก จนบางคนยกให้เป็นพระเจ้าฟาโรห์องค์ใหม่ ในงานที่สยามพารากอนเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้ตระหนักว่า ดร.ฮาวาสส์ อาจจะเป็นยิ่งกว่าฟาโรห์ (โดยเฉพาะในทางอียิปต์วิทยา) ภาพใบหน้ายิ้ม (อย่างมีชัยชนะ) ของ ดร. ฮาวาสส์เมื่อก้มไปยังพระพักตร์แห้งสีน้ำตาลดำของมัมมี่พระศพของฟาโรห์ตุตอังคอามูนที่นอน (อย่างจำนน) อยู่กับพระที่ให้ความรู้สึกเหมือนบิดาก้มลงมองบุตรอย่างเอ็นดู บรรดาเซเลบ และบุคคลสำคัญในแวดวงการทูตตลอดจนคณาจารย์ในงานวันนั้น ก็เสมือนหนึ่งเป็นเพียงดาวบริวารที่โคจรล้อมรอบ ดร.ฮาวาสส์ "รา" สุริยเทพแห่งอียิปต์ในงานวันนั้น ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ กำลังมองมัมมี่ของฟาโรห์ตุตอังคอามูนประหนึ่ง "ฟาโรห์องค์ปัจจุบันกำลังจ้องมองฟาโรห์ในอดีต"
ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่คำบรรยายพิเศษนี้ ไม่ค่อยพิเศษนัก เพราะทุกเรื่องล้วนแล้วเป็นเรื่องที่ท่านใช้คำว่า "ฉันได้พบ" "ฉันได้ทำไอ้นั่น...ไอ้นี่" บ่อยครั้งเกินไป ทำให้คำกล่าวหาว่าท่านชอบประชาสัมพันธ์ตัวเอง (จนเกินจริง) เป็นมาเฟียด้านอียิปต์วิทยาเพราะรวบรวมการศึกษาโบราณคดีอียิปต์ทุกเรื่องมาอยู่ในมือของท่าน ทั้งมีอำนาจเป็นล้นพ้น ดูเป็นจริงสมคำเล่าลือ
อย่างไรก็ตาม ความพอใจของผมมีอยู่สองอย่าง แม้ท่านจะไม่ตั้งใจนำเสนอ คือ ภาพสไลด์หน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตอังคอามูนที่ท่านฉายให้ดู ได้ทำให้ผมเห็นลักษณะริมฝีปากว่าละม้ายกับฟาโรห์อัคเอนนาเตนอันเป็นพระบิดา อย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ เรามักจะรู้สึกว่าพระพักตร์ฟาโรห์พระองค์พ่อ ดูบิดเบี้ยวและ "ประหลาด" จนถูกกำหนดว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของศิลปะแบบอมารนา (Amarna)
ความพอใจอีกประการหนึ่งก็คือ การออกเสียงพระนามฟาโรห์โดย ดร.ฮาวาสส์ เมื่อเอ่ยพระนามของตุตอังคอามูน (ท่านออกเสียงจริงๆ ว่า ตุต -ัง ค-า มู้น ซึ่งเป็นความรู้สึกของผมตลอดมาว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ เพราะพระนามของพระองค์มาจากชื่อเทพ Thoth ผสมกับ Ankh สัญลักษณ์แห่งชีวิตและ Amun อันเป็นชื่อของสุริยเทพ ซึ่งฟมก็ได้แต่หวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่า บรรดาหนังสือที่ตีพิมพ์เรื่องราวของฟาโรห์พระองค์นี้จะได้ทำการปรับปรุงงานแปลของตนเสียบ้าง
1月18日 สาม (บวกหนึ่ง) ทหารเสือตาแก่ลุกมาจากเก้าอี้สบายของแกเมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามา แกรับมือเด็กไปจากแม่ จูงไปยังม้าไม้หมุนซึ่งแกะสลักและทาสีอย่างสวยงามา เด็กหญิงที่น่ารักคนนั้นถูกอุ้มวางลงนบอานแล้วรัดไว้ด้วยเข็มขัดหนังเก่าคร่ำคร่า เธอได้รับทวนโลหะอันเล็กเพื่อใช้ในการแทงและเกี่ยวห่วงไม้วงแหวนที่แขวนอยู่บนราวทุกคราวเมื่อม้าหมุนมาถึงตรงนั้น แล้วตาแก่ก็เดินไปสับสวิตช์ไฟฟ้าปล่อยให้ม้าหมุนไปเป็นวงกลมรอบแกนกลาง ม้าหมุนอันนี้ถูกสร้างมาตั้งสองร้อยกว่าปีมาแล้วในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และถูกตั้งซ่อนเอาไว้ในสวนป่าของพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้
ผมชอบเดินเล่นในสวนป่าของแวร์ซายส์ยามฤดูใบไม้ผลิเพราะมันเขียวครึ้มและร่มรื่นดี ขณะเดินไปผมก็สร้างจินตนาการว่า ตามสุมทุมพุ่มไม้เหล่านี้นี่แหละที่บรรดานักดนตรีจะตั้งวงบรรเลงเพลงเบาๆ กลายเป็นเสียงเพลงแห่งป่าที่ล่องลอยไปให้ความรื่นรมย์แก่บรรดาแขกของกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ยามที่มีงานหลวงพระราชทานเลี้ยงรับรอง หรือในยามปกติ เมื่อถึงเวลากลางคืนก็จะมีคนยามสวมหน้ากากยืนถือคบไฟที่ทำจากไขสัตว์จำนวนนับร้อยๆ อัน ส่องให้ป่านี้สว่างไสวดุจเวลากลางวัน เพราะความสว่างนี้เปรียบเสมือนกับรัศมีของสุริยเทพ ซึ่งหมายถึงองค์กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 นั่นเอง
เมื่อผมมายืนตรงสระน้ำพุใหญ่ซึ่งมีรูปพระอาทิตย์ทรงชักรถม้าขึ้นมาจากผิวน้ำ รอบๆ รถม้ามีเทวดาและบริวารเป่าแตรป่าวประกาศการเดินทางมาถึงของพระอาทิตย์ในยามอรุณรุ่ง อันเป็นวารที่แสงสว่างและความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความมืดและความหนาวเย็นของกลางคืน
หากจะมองตามสายตาของเทพอพอลโลหรือสุริยเทพไปข้างหน้าตามแนวถนนทางเท้าที่กว้างใหญ่อันแบ่งป่าออกเป็นสองส่วน ก็จะไปสุดสายตาที่ตัวพระราชวังและห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อดีตกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสพอดี
กษัตริย์พระองค์นี้ครองราชย์นานถึง 45 ปี ซึ่งอาจจะถือได้ว่ายาวนานที่สุดในบรรดากษัตรืย์ทั้งหลายที่เคยครองราชย์มา ในยุคสมัยของพระองค์อาจถือได้ว่าเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดในทุกด้าน ยกเว้นทางด้านเศรษฐกิจ
ทรงเป็นกษัตริย์ที่ถือว่ามีอำนาจมากที่สุดจนถึงกับมีผู้เปรียบพระองค์ว่า “...ราชบัลลังก์นั้นมิใช่เป็นของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หากแต่เป็นบัลลังก์ที่ประทับขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง...” เพราะพระองค์เป็นผู้ที่ได้อ้างถึงเทวสิทธิ์ของราชาเป็นพระองค์แรก และกษัตริย์พระองค์นี้แหละที่ได้กล่าววาจาอมตะว่า “เราคือรัฐ”
ตัวพระราชวังแวร์ซายส์นั้นถูกสร้างในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยสถาปนิกมีชื่อหลายคน งานก่อสร้างนี้เป็นงานใหญ่มหึมาเพราะสถานที่เป็นที่ลุ่มน้ำขังเต็มไปด้วยไข้ป่า สภาพท้องที่จึงถูกปรับระดับให้เสมอกันเพื่อวางตัวอาคารและส่วนที่เป็นสวนไม้ประดับ สวนป่า ตลอดจนสระน้ำพุจำนวนมากมายจะอยู่ลดหลั่นกันลงไปทางด้านหลังของอาคาร ในระหว่างงานก่อสร้างนี้ ตามบันทึกระบุว่ามีคนตายด้วยไข้ป่านับจำนวนเป็นพันๆ คน
เมื่อสร้างเสร็จ กษัตริย์ที่ 14 ก็ทรงโปรดย้ายไปประทับที่นี่ตลอดปลายรัชสมัยของพระองค์ (1682) เพราะพระราชวังปาเลส์โรยาลในปารีสทำให้พระองค์นึกถึงเหตุการณ์ร้ายเมื่อคราวสงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส (1649-53) ซึ่งพวกฝูงชนได้เคยบุกเข้าจนถึงห้องบรรทมทีเดียว การย้ายราชสำนักไปที่แวร์ซายส์จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเท่ากับเป็นการย้ายข้าราชบริพารไปด้วยเกือบทั้งหมด และข้าราชบริพารนับร้อยๆ คนนี้ก็จะต้องมีคนรองรับอีกจำนวนนับหมื่นคน คนเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เรือนที่ปลูกอยู่บริเวณหน้าพระราชวัง ฉะนั้น แวร์ซายส์จึงไม่ใช่พระราชวังเท่านั้น แต่คือเมืองเกิดใหม่ทั้งเมือง
ตัวพระราชวังแวร์ซายส์บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศสทั้งหมด วิธีคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเก่ากำลังเสื่อมสลายไป เปิดทางให้สถาปัตยกรรมแบบใหม่ซึ่งได้รับอิทธิพลสกุลช่างอิตาเลียนเข้ามาแทนที่ ลักษณะการใช้เสากลมปลายประดับด้วยช่อใบอาคันธุส (คอรินเธี่ยน) โดมหน้าจั่วสามเหลี่ยม และการใช้ฟาซาดแบบกรีกโรมัน ช่วยทำให้แวร์ซายส์ดูสง่างามและแปลกตาไปจากเดิม (ความนิยมนี้มักเป็นที่นิยมอย่างสูงในบรรดาพวก “รวยใหม่” ทั่วโลก รวมทั้งชาวกรุงเทพฯด้วย)
ส่วนจิตรกรรมก็เริ่มคลี่คลายจากช่างสกุลเดิม (เช่น ภาพวาดที่แสดงถึงชีวิตแบบชาวนาของพี่น้องเลอ แน็ง) ก็กลายมาเป็นเรื่องราวที่โรแมนติก (อย่างเช่น ภาพตามเทพปกรณัมกรีก-โรมันของโคล้ด ลอแร็ง หรือนิโกลาส์ ปุสแซ็ง) การเปลี่ยนทางวัฒนธรรมนี้ จริงๆ แล้วมีไปเสียทุกด้านมากกว่าที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้
กิจวัตรประจำวันของกษัตริย์และข้าราชบริพารประจำวังแวร์ซายส์นี้บ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและบ่งบอกถึงความหรูหราเกินจริงด้วยในขณะเดียวกัน
ห้องที่มีชื่อเสียงมากห้องหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้คือห้องท้องพระโรงกระจก ซึ่งเพดานวาดเป็นภาพเกี่ยวกับเทพปกรณัมกรีกด้วยฝีมือของเลอบรุน ประดับโคมระย้าแก้วเจียระไนและกรุผนังด้วยกระจกอย่างดี ซึ่งเมื่อแสงอาทิตย์ส่งผ่านกระจกใสของบานประตูเข้ามา แสงก็จะสะท้อนกลับไปกลับมาจนห้องสว่างไสว แลเห็นองค์กษัตริย์และข้าราชบริพารซึ่งใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ภายในห้องนั้น ห้องซึ่งสะท้อนภาพของความสุขอันเกิดจากการได้เห็นแต่ตัวเอง สาม (บวกหนึ่ง) ทหารเสือ 2/3ท้องพระโรงนี้เคยใช้ประกอบการรื่นเริงใหญ่บ่อยๆ ที่ฟู่ฟ่าสุดขีดก็เห็นจะเป็นงานแฟนซีสวมหน้ากากในปี 1745 ซึ่งจัดโดยมาดามเดอปอมปาดัวร์ สนมคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เธอเป็นผู้ซึ่งชื่นชมในความงามของศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชร เฟอร์นิเจอร์ พรมประดับผนัง ดนตรีและภาพวาด หากแต่รสนิยมในความงามของเธอนั้นฟู่ฟ่าเกินจริงจนดูรกรุงรังไปหมด
ฉะนั้นแวร์ซายส์จึงไม่ใช่แค่ชื่อของสถานที่หรอตัวอาคารของพระราชวังเท่านั้น แต่แวร์ซายส์หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดขึ้นที่นี่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เรื่อยมาจนถึงปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งความรุ่งเรืองของราชสำนัก ความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็หมายถึงความฟุ้งเฟ้อที่เหินห่างไปจากความยากจนของคนทั้งหลาย และความเหลวแหลกในหมู่คนชั้นสูงขณะนั้นด้วย
การได้เดินทอดน่องช้าๆ ในสวนป่าของแวร์ซายส์ในฤดูร้อนนี้ทำให้ผมสบายใจและนึกถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย รวมทั้งนึกถึงนิยายของอเลกซองด์ร ดูมาส์ เรื่องสามทหารเสือด้วย นิยายเรื่องนี้เดินเรื่องราวอันสนุกสนานตื่นเต้นอิงไปกับประวัติศาสตร์การเมืองของฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และต้นรัชสมัยหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ผู้ซึ่งต่อไปจะได้สร้างพระราชวังแห่งนี้
สามทหารเสือของดูมาส์นี้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นการ์ตูน สร้างเป็นละครและหนัง ซึ่งเฉพาะที่เป็นหนังนั้นมีด้วยกันถึงสิบกว่าตอนแน่ะครับ สามทหารเสือตอนที่ผมดูเป็นครั้งแรก คือตอนที่มียีน เคลลี่แสดงเป็นดาตาญัง ทหารเสือคนที่สี่ เด็กหนุ่มผู้ซึ่งเดินทางมากาสโกนีเพื่อมาสมทบกับอรามิส (นักดาบเจ้าสำราญ) อาโธส (นักดาบตัวใหญ่ มุทะลุ และชอบดื่ม) และปอร์โธส เพื่อรับใช้พระราชินีแอนน์แห่งออสเตรีย ราชินีของกษัตริย์หลุยส์ที่ 13 แม่ของหลุยส์ที่ 14 ชู้รักของดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮมและของคาร์ดินัลมาซาแร็งในท้ายที่สุด
ลานา เทอร์เนอร์แสดงเป็นเลดี้ เดอ วินเทอร์ สตรีผู้ชั่วร้านย เธอเคยเป็นภรรยาของอาโธส เป็นสายลับของคาร์ดินัลเชลิเออ (วินเซนต์ ไพรซ์) และเป็นผู้ฆ่ากองสตังซ์ (จูน อลิสัน) ภรรยาของดาตาญัง ส่วนควีนแอนน์นั้นนำแสดงโดยแองเจลล่า แลนสเบอรี่ หนังเรื่องนี้ถูกสร้างเมื่อปี 1948 สามปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กำกับการแสดงโดยจอร์จ ซิดนี่ย์
สามทหารเสือตอนนี้ผมถือเป็นแม่บทในการดูตอนอื่นๆ ต่อมา เรื่องจับความตั้งแต่ดาตาญังเด็กหนุ่มบ้านนอกเดินทางเข้าปารีสเพื่อเป็นทหารเสือของพระราชินี แล้วก็ได้เป็นสมใจ โดยมีสหายอีกสามคนคือ อรามิส อาโธส และปอร์โธส ทั้งหมดสาบานว่าจะไม่แยกจากกันดังคำขวัญที่เขาชอบพูดว่า “วัน ฟอร์ ออล แอนด์ ออล ฟอร์ วัน” (ดูเหมือนคำขวัญนี้เหมาเจ๋อตุงก็เคยเอาไปใช้ในความหมายที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของรัฐและประชาชนซึ่งไม่อาจจะแยกออกจากกันได้)
ทหารเสือเหล่านี้คอยปกป้องเกียรติของควีนแอนน์ ราชินีผู้รักความเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮับสเบิร์กมากกว่าหลุยส์ที่ 13 ผู้เป็นสามีของเธอและกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส (การแต่งงานของพวกเจ้านายสมัยนั้นเป็นการแต่งงานโดยมีเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ) และบ่อยครั้งที่สี่ทหารเสือเองจะต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของริเชลิเออร์ผู้ซึ่งคุมกำลังและอำนาจที่แท้จริงของฝรั่งเศส
ตอนที่ถือกันว่าสนุกสนานและน่าตื่นเต้นก็คือ ตอนที่ควีนแอนน์ได้มอบเครื่องเพชร 10 เม็ดซึ่งได้รับมาจากพระเจ้าหลุยส์ให้ดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮมด้วยคามสนิทเสน่หา ริเชลิเออต้องการทำลายพระเกียรติของพระราชินีโดยการจัดงานหลวง ซึ่งควีนแอนน์จะต้องแต่งตัวด้วยเครื่องเพชรดังกล่าวนี้ ในขณะเดียวกันก็ส่งเลดี้ เดอ วินเทอร์ไปขโมยเพชรเหล่านี้มา 2 เม็ด พระราชินีจึงต้องส่งสามทหารเสือฝ่าวงล้อมทหารของริเชลิเออไปเอาเพชรกลับมาจากอังกฤษให้ได้ภายใน 9 วันและทันงานเลี้ยงพอดี สามทหารเสือของเราจึงต้องออกแรงอย่างมากกว่าจะได้เพชรดังกล่าวกลับมากู้เกียรติพระราชินีของตน
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ริเชลิเออส่งเลดี้ เดอ วินเทอร์กลับไปลอกฆ่าดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮมจนถึงแก่ความตาย และในเหตุการณ์ครั้งนั้น กองสตังซ์ภรรยาของดาตาญังก็ตกอยู่ใต้คมมีดของเธอด้วยเช่นเดียวกัน สามทหารเสือจับเลดี้ เดอ วินเทอร์ได้ อาโธสจึงได้ว่าจ้างให้เพชณฆาตตัดคอเธอด้วยขวาน ความตายของเลดี้ เดอ วินเทอร์จึงเป็นการล้างแค้นที่ดาตาญังให้กองสตังซ์ เป็นการล้างแค้นของอาโธสในฐานะอดีตสามี และเป็นการคิดบัญชีเลือดให้พระราชินี แต่เป็นการท้าทายอำนาจของริเชลิเออ
ริเชลิเออจึงจับตัวทหารเสือทั้งสี่ทันที แต่ด้วยปฏิภาณของดาตาญังทั้งหมดก็ได้การปล่อยตัวโดยไม่ให้กลับมารับราชการอีก อรามิสถูกส่งไปเป็นพระ ปอร์โธสแต่งงานไปกับหญิงม่ายผู้มั่งคั่ง อาโธสได้รับศักดินาชั้นเคานท์ถือครองแผ่นดินในต่างจังหวัด ส่วนดาตาญังถูกส่งไปประเทศอังกฤษ
ตัวละครบางตัวในเรื่องสามทหารเสือเป็นบุคคลที่มีจริงตามประวัติศาสตร์ เช่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 กษัตริย์อ่อนแอผู้ทรงใช้ราชอำนาจร่วมกับริเชลิเออ คาร์ดินัลผู้มีความสามารถในทางการทหารและการเมืองมากกว่าอย่างอื่น ริเชลิเออมีความทะเยอทะบานเช่นเดียวกับรัฐบุรุษทั้งหลายในโลกนี้ แต่ผลประโยชน์ของท่านเป็นผลประโยชน์ที่รวมไปได้กับความรุ่งเรืองของประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นผู้ร้ายในเรื่องสามทหารเสือ แต่ท่านเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ในความเป็นจริง ส่วนควีนแอนน์แห่งออสเตรีย เจ้านายของสามทหารเสือนั้น ในประวัติศาสตร์เป็นผู้รักษาประโยชน์ของราชวงศ์ฮับสเบิร์กเหนือผลประโยชน์ของฝรั่งเศส และเป็นแม่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
หลังจากสามทหารเสือหรือเดอะ ทรี มัสเกเตียร์สที่สร้างในปี 1948 แล้วก็มีหนังในชุดนี้อีกมากมาย คนที่ควรจะได้รับเครดิตในฐานะผู้สร้างในชุดนี้มากตอนที่สุดเห็นจะป็นริชาร์ด เลสเตอร์ (Richard Lester) เพราะทั้งตอนที่มีชื่อว่า เดอะ ทรี มัสเกเตียร์ และเดอะ โฟร์ มัสเกเตียร์ส (สร้างในปี 1973 และ 1974) นั้นสนุกสนาน โลดโผน ผจญภัย หนังดูเบา แต่ก็มีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ครบถ้วน หนังถ่ายทำได้สวยงาม และมีดาราขนกันมาเพียบ อาทิเช่น ไมเคิล ยอร์ค (เป็นดาตาญัง) โอลิเวอร์ รีด (อาโธส) แฟรงค์ ฟินเลย์ (ปอร์โธส) ริชาร์ด แชมเบอร์เลน (อรามิส) เฟย์ ดันนาเวย์ (เลดี้ เดอ วินเทอร์)ชาร์ลสตัน เฮสตัน (ริเชลิเออ) เจอราลดีน แชปลิน (ควีนแอนน์) ไซมอน วอร์ด (ดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮม) เป็นต้น ดาราชุดนี้กลายเป็นภาพพจน์ของตัวละครต่างๆ ในเรื่องสามทหารเสืออย่างฝังแน่นมาจนถึงปัจจุบัน
ฉะนั้นเมื่อ 15-16 ปีผ่านไปในปี 1989 ครบรอบสองร้อยปีของการปฏิวัติฝรั่งเศส ริชาร์ด เลสเตอร์ก็ได้ขนเอาดาราชุดเดิมเกือบทั้งหมดมาแสดงในหนังเรื่องสามทหารเสือตอนล่าสุดที่ชื่อว่า เดอะ รีเทอร์น ออฟ มัสเกเตียร์ส หนังตอนนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือของดูมาส์ในชุดเดียวกับตอนทะเวนตี้ เยียร์ส อาฟเตอร์ ซึ่งจะเป็นการผจญภัยของสามทหารเสืออีกครั้งหลังจาก 20 ปีผ่านไป ยุคสมัยที่กษัตริย์หลุยส์ที่ 13 ล่วงลับไปแล้วเช่นเดียวกับริเชลิเออ คงทิ้งให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อายุ 11 ขวบอยู่ภายใต้การสำเร็จราชการของควีนแอนน์ ซึ่งจะต้องใช้อำนาจร่วมกับคาร์ดินัลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อว่ามาซาแร็ง ผู้ที่เกือบจะเรียกได้ว่าถอดแบบมาจากริเชลิเออทีเดียว
เรี่องเริ่มต้นตรงที่ดาตาญังผู้ซึ่งตกต่ำและยากจนได้ยอมเป็นทหารรับจ้างของมาซาแร็ง เขาเริ่มรวบรวมเพื่อนเก่าในอดีต อรามิสผู้ได้เป็นพระแต่ชอบผู้หญิงเสมอปฏิเสธที่จะร่วมมือด้วย เขาและปอร์โธสผู้มั่งคั่งจากทรัพย์สินของเมียจึงได้เดินทางไปชวนอาโธสกลับมาร่วมทีมดังเดิม อาโธสเป็นเจ้าที่ดินและมีบุตรบุญธรรมชื่อ ราอูล เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์คิดค้า อาโธสปฏิเสธที่จะร่วมมือด้วยเพราะไม่ต้องการทำงานให้กับมาซาแร็ง สาม (บวกหนึ่ง) ทหารเสือ 3/3ราอูลเดินทางผ่านป่าไปพบหญิงสาวสวนคนหนึ่งซึ่งได้ฆ่าชายคนที่ได้เคยเป็นเพชณฆาตตัดคอเลดี้ เดอ วินเทอร์ โดยคาดคั้นให้บอกว่าชายสี่คนที่มีส่วน “ร่วมประหาร” เลดี้ เดอ วินเทอร์ คือใคร เธอต้องการจะแก้แค้นให้เลดี้ เดอ วินเทอร์ ซึ่งเป็นแม่ของเธอ
ด้วยความต้องการของควีนแอนน์ สามทหารเสือพร้อมด้วยราอูลจึงต้องผจญภัยรับใช้พระราชินีกันอีกครั้งหนึ่ง ภาระที่ได้รับมอบหมายคือการไปลักพาตัวพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ของอังกฤษผู้แพ้สงครามกลางเมืองต่อโอลิเวอร์ ครอมเวลส์ และตกเป็นเชลยซึ่งจะต้องโทษประหารชีวิตโดยการตัดคอในฐานะที่เป็นผู้ทรยศต่อประเทศชาติ และในขณะเดียวกันสามทหารเสือก็จะต้องต่อสูกับการตามล้างแค้นของจัสติน วินเทอร์ ผู้เก่งกาจชั่วร้ายถอดแบบแม่ (เลดี้ เดอ วินเทอร์) ของเธอมา และเป็นสายลับทำงานให้กับมาซาแร็งด้วย
ชาร์ลส์ที่ 1 ถูกตัดพระเศียร ตามความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์กล่าวกันว่าเมื่อเพชณฆาตชูพระเศียรไปรอบๆ นั้น คนพากันร้องด้วยความตกใจและเสียใจจนถึงกับเป็นลม คนอังกฤษไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าประเทศของเขาจะว่างเว้นจากการมีกษัตริย์ได้
สามทหารเสือจึงไม่ประสบความสำเร็จตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระราชินีของเขาในคราวนี้ แต่อย่างไรก็ดี ทหารเสือได้ทำงานที่สำคัญกว่าสำหรับประเทศฝรั่งเศสคือ ได้ช่วยพระเจ้าหลุยส์องค์น้อยจากน้ำมืออันชั่วร้ายของมาซาแร็งและจัสตินในท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้จบลงตรงที่สามทหารเสือบังคับให้มาซาแร็งลงนามในคำยินนอมที่จะทำการปฏิรูปการบริหารเพื่อที่จะทำให้คนอยู่ดีกินดี นอกไปจากนี้ อรามิสยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบิชอป ปอร์โธสเป็นขุนนางชั้นบารอน ดาตาญังและราอูลได้รับตำแหน่งสูงขึ้นในกองทหารเสือ ส่วนอาโธสนั้นไม่ได้ขออะไรเป็นของตัวเองนอกจากขอให้นามของมาซาแร็งปรากฏเป็นที่ยกย่องสืบไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งตรงนี้เราก็จะเห็นเป็นจริงตามนั้นว่า แม้มาซาแร็งจะเป็นชาวอิตาเลียนไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส แต่ท่านก็เป็นรัฐบุรุษผู้มีบทบาทในการทำให้ฝรั่งเศสเข้มแข็ง และยังเป็นผู้ฝึกฝนทางการเมืองการปกครองให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ขณะยังทรงพระเยาว์อยู่ด้วย
หนังเรื่องนี้แม้จะเป็นการเล่าเรื่องผ่านปากดาตาญัง แต่ตัวละครที่เด่นและมีสีสันมากกลับเป็นจัสติน วินเทอร์ ผู้ซึ่งเฉลียวฉลาด เก่งกาจ เต็มไปด้วยความแค้น และเร่าร้อนไปด้วยความสวยงามอันยวนใจ ในขณะที่ราอูลเป็นเด็กหนุ่มผู้อ่อนหัดต่อผู้หญิงและต่อความรัก สนใจแต่เรื่องการค้นคว้าทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่นทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (ตามแบบกาลิเลโอ) และทฤษฎีการเคลื่อนตัวของดาวนพเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ (ตามแบบเคปเลอร์) ซึ่งถือว่าเป็นของใหม่ในขณะนั้น แต่โดยธรรมชาติแล้ว เขาก็เป็นคนมุทะลุบ้าบิ่นอย่างที่ดาตาญังเคยเป็นในอดีตเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว มาซาแร็ง (ฟิลิปป์ นัวเรต์ ดาราฝรั่งเศสผู้อาวุโสผู้เด่นดัง และร่วมแสดงนำในเรื่องซีเนม่า ปาริดิสโซ่) แม้จะมีบทไม่มากนัก แต่บทบาทของนัวเรต์ก็กินขาดสมมากดาราใหญ่จริงๆ ครับ
ดูมาส์อาศัยประวัติศาสตร์สมัยหลุยส์ที่ 13 และที่ 14 มาเป็นบรรยากาศของท้องเรื่องก็เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสัน เป็นช่วงเวลาที่การเมืองขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบกันระว่างขุนนางกับกษัตริย์ ระหว่างกษัตริย์กับรัฐมนตรีของพระองค์ ระหว่างพระองค์กับราชินีของพระองค์ และระหว่างกันกับทุกคนเอง การเมืองทั้งในวังและนอกวังเป็นเช่นนี้เสมอ ทหารเสือทั้งสาม (บวกกับอีกหนึ่ง) ถูกชูขึ้นมาเพียงเพื่อจะโลดแล่นไปบนผลประโยชน์ของคนกลุ่มต่างๆ แล้วสะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหล่านั้น
เวลาผ่านไปมากแล้ว แสงเรืองรองสุดท้ายของพระราชวังแวร์ซายส์มืดดับลงไปนานแล้ว เด็กหญิงตัวเล็กที่น่ารักถูกอุ้มลงจากหลังม้าและเดินจากไปพร้อมกับแม่ของเธอ ม้าไม้แกะสลักทาสีสวยงามยืนหยุดนิ่งอยู่กับหลัก ตาแก่ผู้คอยดูแลม้าหมุนแห่งนี้เดินกลับไปนั่งลงในเก้าอี้ตัวสบายเหมือนอย่างเดิม ท่ามกลางสวนป่าที่เขียวครึ้มและงดงามของแวร์ซายส์ |
|
|