songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 28 แนะนำบทความ "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา"แนะนำบทความ "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา" ทรงยศ แววหงษ์
เจฟ เวด ตั้งข้อสังเกตว่า แต่เดิมนั้น นักเขียนทั้งที่เป็นชาวจีนและมิใช่ชาวจีนเป็นจำนวนมาก มักจะมองว่า เจิ้งเหอ ขันทีใหญ่และผู้บัญชาการกองเรือรบของจีนในรัชสมัยของจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิงตอนต้นของคริสตวรรษที่ 15 เป็นผู้รับผิดชอบต่อการเดินเรือถึง 7 ครั้ง (บ้างว่า 8 ครั้ง) ครอบคลุมภาคพื้นทะเลตั้งแต่ย่านอุษาคเนย์ไปจนถึงชายฝั่งด้านตะวันออกของอาฟริกา ภารกิจของท่านประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างจีนกับประเทศ (หรือชุมชนการเมือง)ต่าง ๆ ตลอดรายทาง ดังที่จีนถือเอาภาพลักษณ์นี้เป็นภาพใหญ่ของการเฉลิมฉลองวาระ 600 ปี ของการเดินเรือของท่านในปี 2548 นี้
เจฟ เวด กลับเห็นว่า พฤติกรรมของจีนที่ต่อเนื่องกัน 3 กรณี คือ (1.) การแผ่ขยายอิทธิพลเหนือหยุนหนาน ซึ่งเริ่มตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิจูหยวนหยางใน ค.ศ. 1370 และเข้มข้นขึ้นโดยมีปฏิบัติการทางทหารในรัชกาลจักรพรรดิหยงเล่อต่อหยุนหนานใน ค.ศ. 1403 ซึ่งจะทำให้จีนทรงอิทธิพลต่อระบบการบริหารและการปกครองของดินแดนแถบนี้ตลอดมา (2.) การส่งทหารจีนเข้ารุกรานไดเวียด (หรือเวียดนาม) นับตั้งแต่ ค.ศ. 1406 แต่การเข้ายึดครองมีต่อมาถึงปี 1428 ก็ต้องถอนตัวออกไป และ (3.) การเดินเรือ 7 ครั้ง ไปยังน่านน้ำคาบสมุทรทั้งตะวันออกและตะวันตก ทั้งหมดนี้มักยกคุณความดีให้กับเจิ้งเหอ แต่แท้จริงแล้ว ยังมีขุนนางขันทีที่เป็นผู้บัญชาการการเดินเรือแต่ละครั้งอีกหลายท่าน เช่น การเดินทางมาสยาม (ลี่ชิง ค.ศ. 1403, จางหยวน ค.ศ. 1408 และ 1410, หงเป่า ค.ศ. 1413, กู่เหวิน ค.ศ. 1416 และ หยางหมิน ค.ศ. 1420) ชวาโดยหม่าปินใน ค.ศ. 1403 หวูปิน ใน ค.ศ. 1412 กัมพูชาโดยหวั่งกงใน ค.ศ. 1405 ซูหยวน ในค.ศ. 1414 เป็นต้น
เจฟ เวด ได้ระบุว่า การเดินเรือของบรรดาขันทีเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการเดินเรือที่มีลักษณะ “ทหาร” (กล่าวคือลูกเรือส่วนใหญ่เป็นทหาร) แล้ว ในหลายกรณีก็มีการใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับบรรดาประเทศและชุมชนการเมืองต่าง ๆ ตามรายทางด้วย เช่นการกำราบ “ชุมชนโจรสลัด” ที่ “ท่าเรือเก่า” ใน ค.ศ. 1407 (ฆ่า”โจร” ตายไป 5,000 คน เผาทำลายเรือ 10 ลำ ยึดเอาไว้ได้อีก 7 ลำ จากนั้นก็เข้าแต่งตั้งตัวแทนของราชวงศ์หมิงเป็นผู้ปกครองแทน ในปีเดียวกัน (ค.ศ. 1407) เข้าแทรกแซงการเมืองของชวา โดยการส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามกับเรียกร้องให้กษัตริย์ชดใช้ความเสียหายของจีนเป็นจำนวนถึง 60,000 เหลียง ค.ศ. 1409 จีนกดดันอังวะว่าจะส่งทหารเข้าโจมตี ค.ศ. 1411 เจิ้งเหอบุกศรีลังกา นำกษัตริย์และพระราชวงศ์ของศรีลังกาไปยังจีน (มีข่าวลือว่าพระธาตุเขี้ยวแก้วอาจถูกอัญเชิญไปยังจีนด้วยซ้ำไป) และที่อาจจะเกี่ยวกับไทยก็คือ มีบันทึกว่าเจิ้งเหอได้ออกคำสั่งให้รื้อพระสถูปในอยุธยาจนราบเป็นหน้ากลองด้วย
เจฟ เวดจึงสรุปว่า การเดินเรือของเหล่าบรรดาขันทีจีนเหล่านี้ มีลักษณะใช้การกดดันและใช้กำลังทางทหาร แบบที่เรามักจะเรียกการกระทำเช่นเดียวกันนี้ของชาติมหาอำนาจทางตะวันตกที่เข้าข่มขู่ชาติที่อ่อนแอกว่าทางทหารว่าเป็น นโยบายการทูตแบบเรือปืน (Gunboat Diplomacy) แต่ลักษณะการรุกรานของจีนจะเรียกว่าเป็นการล่าอาณานิคมหรือไม่นั้น ก็ยังมีปัญหาในทางทฤษฎี ซึ่งเจฟ เวดได้ยกแนวคิดของนักวิชาการหลายคนที่วางกรอบทฤษฎีเกี่ยวกับการล่าอาณานิคม (colonialism) เอาไว้ เช่น ชุมปีเตอร์ (Schumpter) ฮอบสัน (Hobson) ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn) เดวิด อาร์มิเทจ (David Armitage) เป็นต้น มาทำการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของจีนในสมัยนั้น(ราชวงศ์หมิงตอนต้นคริสตวรรษที่ 15) ซึ่งเจฟ เวดได้สรุปว่า น่าจะเรียกว่าเป็น “ต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเล” เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑาเจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา[1] เจฟ เวดบทคัดย่อ
เจิ้งเหอ ขุนนางขันทีใหญ่ของราชวงศ์หมิง ได้เป็นผู้บัญชาการกองเรือจีน ที่เดินทางตลอดคาบสมุทรอุษาคเนย์ และมหาสมุทรอินเดียในคริสตศตวรรษที่ 15 ใน ปัจจุบัน ได้รับการวาดภาพให้เป็น “ทูตแห่งมิตรภาพ” ระหว่างจีนกับบรรดาชาติต่าง ๆ แต่บทความชิ้นนี้เสนอการมองภาพเจิ้งเหอแบบปฏิกิริยา โดยเสนอว่า “การเดินทางสำรวจคาบสมุทรทางทิศตะวันตก” เหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการแผ่อำนาจของจีนลงไปยังทิศใต้ในสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ (ค.ศ. 1403-24) ซึ่งสอดรับกับการรุกเข้าไปในไดเวียด และหยุนหนาน “การเดินทางเพื่อสันถวไมตรี” เหล่านี้ แท้จริงจึงเป็นความพยายามที่ประกอบด้วยการใช้กำลังเพื่อสร้าง “ความสันติราบคาบภายใต้ราชวงศ์หมิง” (pax Ming) ในอาณาบริเวณทางทะเลของเอเซีย โดยมีมะละกา ปาเลมบัง และ สมุทรา (Samudera) เป็นจุดที่สำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ในขณะเดียวกัน ราชวงศ์หมิงก็พยายามที่จะเข้าครอบงำเส้นทางการค้าระหว่างตะวันออกกลางกับเอเชียตะวันออกด้วย คำอธิบายข้างต้นนี้ จะได้อาศัยกรอบพิจารณาลักษณะของการล่าอาณานิคมของลัทธิจักรวรรดิ์นิยม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า การเดินทางของเจิ้งเหอ เป็นต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเล
เกริ่นนำ
แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเจิ้งเหอในสายตาโลก หรืออย่างน้อยในสายตาของชาวจีน มักออกมาในทำนองดังต่อไปนี้
ฮวงฮุยเจิ้น และ สิวจินตู่, “แปดสิบปีของการค้นคว้าเกี่ยวกับเจิ้งเหอ
ซูวู่หยวน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคมนาคม สาธารณรัฐประชาชนจีนกรกฎาคม 2537
ตันต้าเซ่น, Asian Culture ฉบับที่ 27 เดือนมิถุนายน 2546
กงหยวนจื่อ เจิ้งเหอและมาเลเซีย 2543
ทัศนะข้างต้นนี้ เป็นของบุคคลที่มีพื้นฐานต่างกันดังต่อไปนี้ 1. นักวิชาการของประเทศจีน 2 คนที่ทำการสำรวจงานศึกษาเกี่ยวกับเจิ้งเหอในระยะเวลาต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน 2. เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนซึ่งมีส่วนในการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 600 ปีเจิ้งเหอ 3. ตันต้าเซ่น เป็นนายกสมาคมเจิ้งเหอระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เป็นผู้ก่อร่างพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ ตลอดจนโรงแรม และบริเวณร้านค้าขายสิ่งของที่เกี่ยวเนื่อง(กับเจิ้งเหอ)ในเมืองมะละกา 4. กงหยวนจื่อ เป็นักวิชาการด้านอุษาคเนย์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
การประเมินและสร้างภาพของเจิ้งเหอ ทั้งในประวัติศาสตร์ของจีนและของโลก ซึ่งจะปรากฏอยู่ในงานตีพิมพ์ภาษาจีนทั้งหลายนั้น มักจะคล้อยตามทัศนะของทั้งสี่ท่านที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้ โดยทั่วไปและโดยจารีต(อย่างน้อยก็ของจีน) แล้ว เจิ้งเหอเป็นผู้ นำคณะเดินทางที่จักรพรรดิหยงเล่อ แห่งราชวงศ์ หมิงทรงแต่งตั้ง พร้อมด้วยกองเรือรบออกทะเลถึง 7 ครั้ง (ครั้งที่ 8 ซึ่งเดินทางใน ค.ศ. 1424 มักจะไม่ถูกนับรวมอยู่ด้วย) กองเรือนี้ ฝ่าคลื่นลมไปเยือนดินแดนต่าง ๆ ที่ห่างไกลเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและสันติระหว่างจีนกับผู้ปกครองของดินแดนเหล่านั้น เจิ้งเหอได้นำทั้งสินค้าและผู้ปกครองต่างถิ่นเหล่านั้นหลายคนมายังจีน เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการต่อราชสำนักขององค์พระจักรพรรดิ เป็นที่แน่ชัดว่า การเฉลิมฉลอง ครบรอบ 600 ปีนับแต่การออกเรือครั้งแรกของเจิ้งเหอไปยังแว่นแคว้นต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า อุษาคเนย์ และในคาบสมุทรอินเดียจะจัดฉลองกันในปี 2005 นั้น จะเน้นความสำคัญที่การเดินทางของเจิ้งเหอ และความหมายของมันในประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการแสดงทัศนะอันหลากหลายต่อประเด็นที่ว่านี้ และบทความชิ้นนี้ก็จะเป็นเช่นที่ว่า โดยจะได้เสนอทัศนะอันอาจจัดได้ว่าเป็น “ทัศนะทวนกระแส” ต่อการเดินเรือ ต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และต่อเหล่าบรรดาขันทีที่ควบคุมการเดินทางเหล่านี้
เมื่อกล่าวถึงชื่อเจิ้งเหอ ก็มักจะเป็นที่รู้จักกันว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มแซ่หม่า บ้านเดิมอยู่ที่หยุนหนาน ถูกจับเมื่อคราวที่ราชวงศ์ หมิงแผ่แสนยานุภาพทางทหารเข้าไปที่นั่น ต่อมาเขาก็ได้ถูกตอนให้เป็นขันทีของราชสำนัก เจิ้งเหอกลายเป็นคนสนิทของเจ้าชาย จูตี้โอรสของ จูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง ซึ่งต่อมาคือ เจ้าชายเอี้ยน และครองอำนาจเหนือเมืองเป่ยผิงซึ่งปัจจุบันคือบริเวณโดยรอบทั้งหมดของมหานครปักกิ่ง เจิ้งเหอติดตามรับใช้และร่วมรบกับเจ้าชายจูตี้ กำหราบพวกมองโกล ทำรัฐประหารจักรพรรดิ เจี้ยนเหวิน หลานของเจ้าชาย จูตี้ เอง ใน ค.ศ. 1399 ติดตามเจ้าพระองค์นี้ลงใต้ เพื่อผนวกอาณาบริเวณซึ่งปัจจุบันคือบริเวณหนานจิง เมื่อเจ้าชายจูตี้ ขึ้นเป็นพระจักรพรรดิ ก็ทรงพระนามว่า หยงเล่อ – และตัวเขาเองก็ได้พระราชทานนามว่า เจิ้งเหอ
การขยายอาณาจักรในสมัยของจักรพรรดิ หยงเล่อ –
ก่อนที่เราจะได้กล่าวถึงการเดินทางทางทะเลของเจิ้งเหอ แรกสุดเราอาจต้องทำความเข้าใจกับบริบททางสังคมในขณะนั้น เมื่อแสนยานุภาพทางทหารของจักรพรรดิหยงเล่อ แผ่ลงทางด้านใต้จาก เอี้ยนจิง (ปักกิ่งในปัจจุบัน) มิได้หยุดแค่ที่หนานจิง ซึ่งต่อไปจะได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิง แต่ความต้องการของจักรพรรดิคือ ต้องการไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะมีแผ่นดินต่อไป ในการนี้ พระองค์ได้พุ่งหัวลูกศรตรงไปยัง 3 จุดหมายด้วยกัน คือ
1. การรุกรานและยึดครองชุมชนการเมืองชาวไตในหยุนหนาน : ความสำเร็จของราชวงศ์หมิงในการล่าอาณานิคมภาคพื้นแผ่นดิน
หนึ่งปีหลังจากที่ จูหยวนจาง ได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นในค.ศ. 1369 พระองค์ได้ส่งคำประกาศพร้อมข้อปฏิบัติไปยัง “บรรดาดินแดนต่าง ๆ ของหยุนหนาน และญี่ปุ่น”[1] การมองหยุนหนาน ในฐานะของประเทศในสายตาของราชวงศ์จะเปลี่ยนไปทันทีหลังจากนี้ ใน ค.ศ. 1380 หยุนหนานซึ่งถือว่าเป็น “ประเทศราชของจีนนับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นมาแล้ว”[2] ได้สร้างความชอบธรรมในการที่จีนรุกรานเข้าสู่ชุมชนการเมืองบริเวณนี้ โดยใช้กองทหารจำนวนพลถึง 250,000 คน เข้ายึดต้าลี่ หลี่เจียง และจิ๋นฉื่อ ในปี ค.ศ. 1382 แล้วให้ทหารตั้งครัวเรือนตลอดทั่วทั้งดินแดน ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์หมิงจึงเข้าครอบครองศูนย์กลางสำคัญทั้งทางตอนเหนือและตะวันตกของหยุนหนานในปัจจุบัน ตลอดรวมทั้งพื้นที่ของชนชาวไตหลายแห่ง เหล่านี้จึงถือว่าเป็นดินแดนอาณานิคมแรก ๆ ที่ได้ถูกดูดกลืนเข้ามาอยู่ใน “หยุนหนาน” ของราชวงศ์หมิง[3]
ภายใต้กระบวนการดูดกลืนอันยาวนาน บรรดาชุมชนการเมืองเหล่านี้ต้องมีภาระต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่นการเสียส่วยสาอากร การถูกเกณฑ์แรงงาน ตลอดจนถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ ดังตัวอย่างที่ชุมชนไตมาวแห่ง ลู่ชวน/ผิงเหมี่ยน [4] เจ้าครองนครที่ชื่อ ซื่อหลุนฝ่า ต้องจัดหาม้าถึง 15,000 ตัว ช้าง 500 เชือก โคกระบือ 30,000 ตัวให้แก่จีน เมื่อ ค.ศ. 1397[5] (ตัวเลขเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขเชิงสัญญลักขณ์ ) นอกไปจากนั้น ยังต้องส่งแร่เงินจำนวนมากถึงปีละ 6,900 เหลียง[6] เป็นส่วยให้กับจีน ซึ่งจีนจะได้เรียกร้องเพิ่มขึ้นเป็นถึงปีละ 18,000 เหลียง หรือถึง 3 เท่าตัว ต่อเมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ทางจีนจึงจะได้ยอมลดจำนวนลงเหลือเท่าเดิม ดังที่เคยเก็บมาตั้งแต่ต้น [7]
ในรัชสมัยของจักรพรรดิ หยงเล่อ (ค.ศ. 1403-25) เราได้เห็นพัฒนาการสำคัญของการแสวงหาอาณานิคมภายใต้ราชวงศ์หมิง เข้าไปในแคว้นหยุนหนาน ก่อนที่จะได้รุกรานไดเวียด ชุมชนเมืองของวียดนามใน ค.ศ. 1406 ราชวงศ์หมิงยึดชุมชนต่าง ๆ ของหยุนหนานในระหว่างคริสตศควรรษที่ 15 โดยใช้กองกำลังทหารทั่งกดดัน และการปราบปรามจริง ๆ ท้ายสุดมีการจัดตั้งกองกำลังเพื่อทั้งกำหราบปราบปราม และเพื่อครอบงำทางการเมือง มีการจัดตั้งกองพันอิสระ ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของ กองบัญชาการทหารประจำภูมิภาค ขึ้นในเติ้งจง[8] และ หยงฉาง[9] ซี่งอยู่ในแคว้นหยุนหนานเมื่อ ค.ศ. 1403[10] โดยศูนย์การบัญชาการทางทหารนี้ จะได้เป็นหัวใจสำคัญของการจัดตั้งอาณานิคมของจีนในชุมชนชาวไตตลอดมาถึงหนึ่งศตวรรษ
ในปีเดียวกันนี้ มีการจัดตั้งหน่วยปกครองใหม่ (Chiefs’ Office) ขึ้นที่แคว้นหยุนหนาน ในมืองต่าง ๆ คือเจ๋อเดี้ยน/ ต้าหู่ / หว่านไอ่/ หวานเดี้ยน และลูเจียง[11] และต่อมาในค.ศ. 1406 ก็ได้ตั้งขึ้นอีก 4 หน่วยในแคว้นสิบสองจุไทในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในเวียดนาม[12]โดยให้อยู่ภายใต้กองกำลังที่ หนิงหยวน ที่ มู่ปาง (แสนหวี) และ เมิงหยาง ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของพม่า ถูกยกขึ้นเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร เมื่อ ค.ศ. 1404[13] การรับรองฐานะของชุมชน และฐานะของผู้ปกครองชุมชนโดยราชสำนักของจีนราชวงศ์หมิงนี้ ต้องแลกกับเอกราชที่มีอยู่ หากไม่ยอมกระทำตามความต้องการของจีน ก็จะต้องเผชิญกับกองกำลังทางทหารของจีนทันที ดังตัวอย่างของป่าไป๋(Ba-bai)(ล้านนา)[14] ถูกโจมตีเมื่อ ค.ศ. 1405 โดยมู่เฉิง (Mu Sheng) ซึ่งเป็นตัวแทนของจีนในเขตหยุนหนาน ความพยายามที่จะครอบงำเหล่านี้มีทั่วตลอดไปจนแม้กระทั่งถึงบริเวณเขตอัสสัมในอินเดียปัจจุบัน โดยกองกำลังถูกส่งไปยัง Da – ga – la ซึ่งเป็นชุมชนของ อุตรกุลา(Uttrara – kula) ที่อยู่ริมฝั่งตอนเหนือของแม่น้ำ พรหมบุตร[15] และโจมตีชุมชนนั้นอย่างรุนแรง
หลังจากที่ยอมรับ หรือรับรองฐานะทางอำนาจที่เหนือกว่าของราชสำนักที่หนานจิง ( ค.ศ. 1421 จึงขยับไปอยู่ที่ปักกิ่ง) ทั้งโดยการถูกกดดันและการใช้กำลังทหารปราบปราม เจ้าหน้าที่ฝ่ายเสมียนหรือผู้จัดการงานทะเบียนทั้งปวงของจีน จะได้รับการแต่งตั้งลงไปจากราชสำนักของจีนเพื่อ “ช่วย” งาน”พื้นเมือง” ของผู้ปกครองท้องถิ่น และเป็นหลักประกันว่า ผลประโยชน์ของราชสำนักหมิงจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เสมียน (อาลักษณ์) จีนเหล่านี ปฏิบัติงานของตนโดยใช้ภาษาจีนในชุมชนปกครองต่าง ๆ ในหยุนหนาน (ค.ศ. 1404)[16] ขณะเดียวกัน ตำแหน่งเสมียนที่คล้าย ๆ กันนี้ (ซึ่งจะต้องเป็นคนจีน) ก็ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นอีก 7 ชุมชนในหยุนหนาน (ค.ศ. 1406)[17] ต่อไปจากนั้น เจ้าหน้าที่ราชการจีนก็จะค่อย ๆ ได้รับการแต่งตั้งลงไปช่วยผู้ปกครองในท้องถิ่นเหล่านี้ด้วย[18] ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ย่อมแสดงให้ปรากฏชัดว่า กระบวนการดูดกลืนชุมชนการเมืองต่าง ๆ ในอุษาคเนย์ได้ค่อย ๆ เกิดขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนโดยผ่านกระบวนการล่าอาณานิคม
ชุมชนการเมืองท้องถิ่นมีหน้าที่จัดหาเงินหรือทองเป็นส่วยแทนแรงงาน ส่งมายังหน่วยพระคลังของจีน[19] และหากมีการศึก ก็จะต้องเกณฑ์ทหารมาช่วยอีกด้วย ดังตัวอย่างกรณี มู่ปาง (แสนหวี) ได้ถูกกำหนดให้จัดหากำลังทหารเพื่อร่วมรบต่อป่าไป๋ (ล้านนา) ในปี ค.ศ. 1406 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น [20] การเกณฑ์ทหารพื้นเมืองโดยผู้ปกครองราชวงศ์หมิง สะท้อนให้เห็นเช่นเดียวกับกรณีที่กระทำต่อไดเวียด
กระบวนการดังกล่าวนี้ ยังดำเนินต่อเนื่องมาอีกแม้หลังรัชสมัยของจักพรรดิ หยงเล่อ - โดยเฉพาะทศวรรษ 1430 และ 1440 มีการเคลื่อนกำลังพลขนมดใหญ่เข้ากำหราบชุมชนชาวไตในหยุนหนาน โดยเฉพาะกลุ่มไทมาว หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ลู่ชวน อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่รวมเอากรณีมาอภิปรายด้วย
[1] Ming Tai-zong shi-lu, juan(หมิงไตจงสื่อลู่) 39.1b จวน (juan) คือหน่วยหรือส่วนที่ใช้แบ่ง สื่อลู่ตามที่ปรากฏนี้จึงหมายถึง หน้าที่ 1 (ด้านซ้าย) ของตอนที่ 39 ของไตจงสื่อลู่) ในบางแห่งก็มีการเอ่ยถึงหยุนหนานในฐานะที่เป็น “ประเทศ”ดังปรากฏในไตจงสื่อลู่ตอนที่ 53.9 a-b [2] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 138.5a-b [3] หยุนหนาน อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นชื่อของมณฑล แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารในสมัยราชวงศ์หมิงมักเรียกหยุนหนานในฐานะรวม ๆ ของพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ และไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนหนานจึงคล้ายกับคำว่า “ตะวันตก” ในกรณีการเคลื่อนย้ายของชาวยุโรปที่ข้ามมายังทวีปอเมริกาเหนือตอนศตวรรษที่ 18 และ 19 [4]ลู่ชวน (Lu-chuan) และผิงเหมี่ยน(Ping-main)เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของมองมาว (Möng Mao) และปง (Pong) ซึ่งเป็นชุมชนการเมืองของไตมาว (Tai Mao) [5] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 190.3b. [6] โปรดดูเชิงอรรถที่ 52 [7] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6a. [8] ตั้งอยู่ในตำบลเติ้งเย่ว (Teng-yue) ทางทิศตะวันตกของเป่าซาน (Baoshan) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเติ้งจง (Teng-chong) ห่างจากผาโม (Bhamo) ไปทางเหนือประมาณ 160 กม. และห่างจาก Myitkying ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 150 กม. โปรดดู Liew Foon Ming, Treaties on Military Affairs of the Ming Dynastic History, 2 vols. Hamburg: Gesellschaft für Nature-und VöOatasiens e.V. 1998 Vol. 2 pp. 94-95 [9] เดิมรู้จักกันในนามหน่วยป้องกันจิ๋นฉื่อ (Jin-chi ซึ่งแปลว่าฟันทอง) ปัจจุบันคือเป่า-ซาน โปรดดู Liew, Treaties on Military Affairs Vol. 2 pp.91-2 [10] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 23.4 [11] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 16.3a. [12] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 53.2b. [13] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.1a [14] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 49.1a-b [15] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 82.1a-b [16] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.2 b [17] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 55.1 b [18] สภาพคล้ายกันเป็นอย่างมากกับที่ปรึกษาที่สหราชอาณาจักรแต่งตั้งมาเพื่อช่วยผู้ปกครองของรัฐต่าง ๆ ชาวมาเลย์ช่วงหลัง 1876 แอนโธนี่ หรีด ตั้งข้อสังเกตว่า สหราชอาณาจักรไม่เคยพยายามที่จะผนวกรัฐมาเลย์ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างแท้จริง ความเหมือนและความต่างกันในลัทธิอาณานิคมที่หลากหลายมีค่าควรแก่การศึกษายิ่ง [19] ดูตัวอย่างได้จาก Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6 a [20] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 57.2a-b เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา - ต่อ
2. การรุกรานเข้าไปในไดเวียด : ความล้มเหลวของการล่าอาณานิคมภาคพื้นดินของราชวงศ์หมิง ใน ค.ศ. 1406 จีนภายใต้ราชวงศ์หมิง พยายามที่จะมีอิทธิพลและอำนาจเหนือชุมชนการเมืองไดเวียด (จีนเรียกว่าอันนัน –An-nan)[22] จักรพรรดิหยงเล่อ ส่งเจ้าผู้ปกครองหุ่นของจีน ชื่อเจิ่งเตียนผิง( Chen Tian – ping) เจิ่งเดียนบินฮ์ (Tran Thien Binh) เข้าไปเป็นผู้ปกครอง[23] ซึ่งก็ได้ถูกฆ่า ตายทันที ความตายของผู้ปกครองคนนี้ได้กลายเป็นข้ออ้างที่จักรพรรดิหยงเล่อส่งกองทัพมหึมาซึ่งตระเตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้วเข้ารุกรานอย่างฉับพลัน พระองค์ได้แต่งตั้งนายพลชั้นสูงหลายคน ผู้บัญชาการเรือรบ หน่วยปืนไฟ หน่วยโจมตีเร็ว และกองทหารม้าจำนวนมากในการศึกคราวนี้ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1406 กองเรือจีนได้ชักใบออกจากหนานจิง ยกพลขึ้นบกบริเวณทางตอนใต้ของจีน เข้าสมทบกับกองกำลังอื่น ๆ ตรงบริเวณพรมแดนของแคว้นกว่างสี กองกำลังเหล่านี้ประกอบด้วย คน 95,000คนจากแคว้นซีเจียง เจียงซี กว่างตุ้ง กว่างสี และฮู่กว่าง( Hu-guang) นอกจากนี้ยังมีทัพม้า 10,000 ตัว และทหารราบจากส่วนต่าง ๆ ตลอดจน “ทหารพื้นเมือง” จากกว่างสีอีก 30,000 คน[24] นอกไปจากนี้ ก็ยังมีทัพม้าอีก 75,000 คน และทหารอีกมากที่ระดมเกณฑ์มาจากหยุนหนาน กุยโจว เสฉวน และกว่างสี แคว้นหยุนหนานยังต้องจัดหาข้าวจำนวน 200,000 สือ(shi)[25] เพื่อเลี้ยงดูกองทหาร ทั้งยังต้องเตรียมกองกำลังสมทบอีก 10,000 นาย บัญชีของทางการจีนระบุว่า จำนวนรวมของกำลังพลที่ใช้ในการนี้ มีถึง 800,000 นาย[26] ปืนไฟเป็นอาวุธสำคัญสุดของยุทธการนี้ และประมาณการว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของทหารในกองทัพนี้ มีปืนไฟอยู่ประจำกาย Sun Laichen ได้ศึกษาถึงการใช้ปืนไฟของกองทัพหมิง รวมทั้งมีการต่อเรือในเวียดนามเพื่อใช้ในการรุกรานคราวนี้[27] พอถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1407 ทัพของจีนก็ประสบชัยชนะสำคัญเมื่อยึดเมืองต้าบาง ( Da-bang )ได้[28] บันทึกที่มีอยู่ให้รายละเอียดว่า ทัพจีนได้ปลอมม้าให้เหมือนกับสิงโต เพื่อทำให้ทัพช้างของเวียดนามตกใจกลัว แล้วจึงรุกคืบต่อไปโดยใช้ธนูเพลิง[29] ภายในไม่กี่อาทิตย์ต่อมา เมืองหลวงของเวียดนามทางทิศตะวันออกก็แตกลง และเมืองหลวงทางทิศตะวันตก ก็ถูกทิ้งร้างให้ตกเป็นของจีน พอถึงตอนกลางปี (ค.ศ. 1407) เจ้าครองนครเวียดนามที่ชื่อHo Quy Ly และบุตรก็ถูกจับกุม เป็นอันสิ้นสุดของราชวงศ์โห่ (Ho) แห่งเมืองไดนงู (Dai Ngu) ที่แสนสั้น ทัพของจีนประกาศชัยชนะโดยอ้างว่าได้ฆ่าทหารเวียดนามตายลงถึงเจ็ดล้านคน[30] ตอนปลายปี 1407 นี้เองที่เจียวจื่อ ( Jiae-zhi)[31]ได้ตกเป็นมณฑลที่ 14 ของจีน จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1428 ต่อเมื่อราชวงศ์หมิงถูกขับไล่ออกจากบัลลังก์ ฐานะของแคว้นนี้ จึงถูกยกเลิกกลับไปเป็นเช่นเดิม การเข้ายึด(เวียดนาม)เป็นอาณานิคม ได้กระทำทันทีโดยอาศัยกองทัพที่รุกรานเข้าไป แล้วใช้กองกำลังของท้องถิ่นมาเป็นผู้ช่วย จางฟู่( Zhang Fu) ผู้บัญชาการส่วนภูมิภาคของจีน ได้ให้การว่า “เนื่องด้วยกองกำลังที่ระดมมาจากหยุนหนาน กว่างตุ้ง และกว่างสีได้ร่อยหรอลง พวกเขาจึงปรารถนาที่จะเลือกคนมาจากกองกำลังพื้นถิ่นที่มาจากอันนันเพื่อเข้ามทดแทน” [32] ความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองและการระดมเกณฑ์กำลังพล ก็ได้ดำเนินไป ขอบเขตบริหารใหม่ได้ถูกกำหนดขึ้น มีการจัดตั้งหน่วยเก็บภาษีอากร กองควบคุมเกลือ สำนักศึกษาตามลัทธิขงจื๊อ สำนักทางพุทธศาสนา และหน่วยงานอื่น ๆ พ่อค้าจำนวนถึง 7,600 คนและช่างฝีมือต่าง ๆ (รวมทั้งผู้ประกอบปืน) ได้ถูกจับกุมที่ไดเวียด ถูกส่งตัวไปยังเมืองหนานจิง[33] ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิง พอมาถึง ค.ศ. 1408 จีนก็ได้จัดตั้งหน่วยราชการ ทั้งที่เป็นทหารและที่เป็นพลเรือนถึง 472 ส่วน ขึ้นที่แคว้นเจียวจื่อ[34] ซึ่งดำเนินไปตามรูปแบบการจัดการของจีน แต่ก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยที่เป็นชาวเวียดนาม ภายในระยะเวลา 2 ปี ได้มีการจัดการค้าทางสำเภาถึง 3 ครั้งในเขตปกครองใหม่นี้ ซึ่งเป็นจำนวนครั้งเท่ากันกับส่วนอื่น ๆ ของประเทศ นี่ย่อมเป็นเครื่องชี้ชัดถึงความปรารถนาของจีนที่จะเข้าควบคุมการค้าทางทะเล เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งของประเทศในทางเศรษฐกิจ [35] มาตรการทางเศรษฐกิจด้านอื่นก็คือ การเก็บภาษีข้าว เก็บส่วยเป็นครั่ง ไม้จันทน์หอม ขนนกกระเต็น พัด เครื่องหอม และเข้าควบคุมผูกขาดทอง เงิน เหล็ก และปลา[36] มีการส่งขันทีไปยังเจียวจื่อ เพื่อทำหน้าที่รวบรวมสินทรัพย์อันมีค่าเพื่อพระจักพรรดิโดยตรง ซึ่งบรรดาขันทีก็จะเก็บทรัพย์เหล่านี้ บำรุงแก่ตนเองในจำนวนที่เท่ากันกับที่ส่งให้จักรพรรดิ [1]ผู้เขียนขอขอบคุณ แอนโธนี่ หรีด (Anthony Reid) ที่กรุณาวิพากษ์และวิจารณ์ต้นฉบับของบทความนี้ [2] Ming Tai-zong shi-lu, juan(หมิงไตจงสื่อลู่) 39.1b จวน (juan) คือหน่วยหรือส่วนที่ใช้แบ่ง สื่อลู่ตามที่ปรากฏนี้จึงหมายถึง หน้าที่ 1 (ด้านซ้าย) ของตอนที่ 39 ของไตจงสื่อลู่) ในบางแห่งก็มีการเอ่ยถึงหยุนหนานในฐานะที่เป็น “ประเทศ”ดังปรากฏในไตจงสื่อลู่ตอนที่ 53.9 a-b [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 138.5a-b [4] หยุนหนาน อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นชื่อของมณฑล แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารในสมัยราชวงศ์หมิงมักเรียกหยุนหนานในฐานะรวม ๆ ของพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ และไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนหนานจึงคล้ายกับคำว่า “ตะวันตก” ในกรณีการเคลื่อนย้ายของชาวยุโรปที่ข้ามมายังทวีปอเมริกาเหนือตอนศตวรรษที่ 18 และ 19 [5]ลู่ชวน (Lu-chuan) และผิงเหมี่ยน(Ping-main)เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของมองมาว (Möng Mao) และปง (Pong) ซึ่งเป็นชุมชนการเมืองของไตมาว (Tai Mao) [6] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 190.3b. [7] โปรดดูเชิงอรรถที่ 52 [8] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6a. [9] ตั้งอยู่ในตำบลเติ้งเย่ว (Teng-yue) ทางทิศตะวันตกของเป่าซาน (Baoshan) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเติ้งจง (Teng-chong) ห่างจากผาโม (Bhamo) ไปทางเหนือประมาณ 160 กม. และห่างจาก Myitkying ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 150 กม. โปรดดู Liew Foon Ming, Treaties on Military Affairs of the Ming Dynastic History, 2 vols. Hamburg: Gesellschaft für Nature-und VöOatasiens e.V. 1998 Vol. 2 pp. 94-95 [10] เดิมรู้จักกันในนามหน่วยป้องกันจิ๋นฉื่อ (Jin-chi ซึ่งแปลว่าฟันทอง) ปัจจุบันคือเป่า-ซาน โปรดดู Liew, Treaties on Military Affairs Vol. 2 pp.91-2 [11] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 23.4 [12] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 16.3a. [13] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 53.2b. [14] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.1a [15] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 49.1a-b [16] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 82.1a-b [17] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.2 b [18] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 55.1 b [19] สภาพคล้ายกันเป็นอย่างมากกับที่ปรึกษาที่สหราชอาณาจักรแต่งตั้งมาเพื่อช่วยผู้ปกครองของรัฐต่าง ๆ ชาวมาเลย์ช่วงหลัง 1876 แอนโธนี่ หรีด ตั้งข้อสังเกตว่า สหราชอาณาจักรไม่เคยพยายามที่จะผนวกรัฐมาเลย์ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างแท้จริง ความเหมือนและความต่างกันในลัทธิอาณานิคมที่หลากหลายมีค่าควรแก่การศึกษายิ่ง [20] ดูตัวอย่างได้จาก Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6 a [21] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 57.2a-b [22] ส่วนใหญ่จะเรียกว่า อันนัม (An-nam) ชุมชนการเมืองของไดเวียด (the Great Viet – เวียดใหญ่) เมื่อตอนต้น ศตวรรษที่ 15 ไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับเวียดนามในปัจจุบัน หากแต่มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำแดงควบคุมพื้นที่ได้เฉพาะบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นไป และใต้ลงมา แต่ไม่ลึกลงมาถึงชุมชนการเมืองจามปา (ซึ่งเป็นชนชาติออสโตรนีเชียน) ส่วนด้านตะวันตกจรดชุมชนการเมืองเผ่าไต [23] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 52.6a-7a เฉินเถียนผิง (Chen Tian-ping) (เจิ่งเดียนบินฮ์ Tran Thien Binh) เป็นชาวเวียดนามผู้แปรพักตร์ โดยอ้างว่าตนเป็นเชื้อสายของผู้ปกครองตระกูลเจิ่ง [24] ทหารที่มิใช่ชาวจีนเหล่านี้ ประจำการภายใต้ “หน่วยงานพื้นเมือง” ของกว่างสี ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ก็คือพวกจ้วง (Zhaung) และ เย้า (Yao) [25] 1 สือ(shi) เทียบเท่ากับ 100 ลิตร (hectoliter) [26] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 60.1a-4a จำนวนที่ระบุว่า 800,000 ตามหมิงสื่อลู่นี้ อาจจะเป็นตัวเลขที่เกินความจริง วิทมอร์ (Whitmore) ประมาณการว่าตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงคือ 215,000 เท่านั้น โปรดดู John K. Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming (1371-1421) New Haven : Yale Center for International and Area Studies, 1985 น. 89 [27] Sun Laichen, Chinese Military Technology and Dai Viet, 1390 –1497, Asia Research Institute Electronic Working Paper No. 11, Singapore 2003 http://www.ari.nus.edu/sg/docs/wps/wps03_011.pdf โปรดดูหน้า 6-11 ซึ่งระบุการใช้ปืนไฟของกองทัพหมิงในการรุกราน [28] ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงฮานอย [29] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 62.3a-b และโปรดดู Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming หน้า 91-92 [30] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 68.3b-7a [31] เป็นชื่อใหม่ของไดเวียดเมื่อถูกยึดครอง [32] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 67.3b-4a เทียบกับวันที่ 26 มิถุนายน 1407 ตามปฏิทินปัจจุบัน [33] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.6a. [34] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 80.3b-4a [35] ความสำคัญของการค้าทางทะเลของเยดนาม ปรากฏใน Momoki Shiro, ‘Ðai Viêt and the South China Sea Trade : From the 10th to the 15th Century’ Crossroads, 12/1 (1998) หน้า 18-23 [36] โทเบียส เรตติก (Tobias Rettig) ได้เคยเปรียบเทียบกับฝิ่น สุราและเกลือ ซึ่งถูกผูกขาดโดยพวกฝรั่งเศสต่อเวียดนาม ตลอดระยะเวลากว่า 450 ปีต่อมา ภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที - ต่อ
3. หัวลูกศรอันที่สาม: การเดินทางของเจิ้งเหอและต้นเค้าของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลในสมัยราชวงศ์หมิง ภารกิจของบรรดาขันทีหลายคนที่ออกเดินทางทางทะเล ผ่าน “มหาสมุทรทางทิศตะวันตก” (ได้แก่ย่านอุษาคเนย์ ด้านตะวันตกของบอร์เนียว ตลอดทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย) เช่นเดียวกับภารกิจที่เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่า คือ ในละแวกย่านมหาสมุทรทางทิศตะวันออก (ฟิลิปปินส์ปัจจุบัน บอร์เนียว และทาวด้านทิศตะวันออกของอินโดนีเซีย) เป็นแนวหัวลูกศรอันที่สามของการขยายตัวลงใต้ของจักรพรรดิหยงเล่อ คนส่วนใหญ่มักถือกันว่ามีการยาตราทางเรือถึง 7 ครั้งแต่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องด้วยหลักฐานตัวบันทึกหลายแห่งยังขัดกัน อย่างไรก็ตามการเดินทางเหล่านี้ก็มิใช่การแผ่แสนยานุภาพทางทะเลเข้าสู่อุษาคเนย์ครั้งแรกของจีนสมัยหมิงเสียทีเดียว เพราะ ความจริงแล้วได้มีการติดต่อกับชุมชนการเมืองในแถบอุษาคเนย์เหล่านี้ โดยอาศัยเส้นทางทะเลมาตลอด 30 ปีสุดท้ายของคริสตศตวรรษที่ 14 ภายใต้จักรพรรดิหงหวู่ เผิงฮุย (Peng Hui) ได้ระบุรายละเอียดเหล่านี้ลงในบทความชิ้นล่าสุดของเขา[37] ซึ่งการเดินทางข้างต้นนี้ โดยทั่วไปนำโดยพลเรือน[38] ลักษณะการเดินเรือสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ ต่างไปจากสมัยของจักรพรรดิ หงหวู่ ตรงที่เหล่าผู้บัญชาการเรือล้วนเป็นขันที และ “ตัวแทนพระองค์” ที่ออกเดินเรือและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ เจิ้งเหอ หรือในอีกนามของท่านก็คือ “ซาน-เป่า (San-bao)” (“สิ่งคุ้มครองทั้งสาม” หรือ “สมบัติสามประการ” ) ท่านเป็นหัวใจของตำนานหลานเรื่องตลอดทั่วอุษาคเนย์ ซึ่งความจริงแล้ว ผู้บัญชาการขันทีคนอื่น ๆ ก็มีบทบาทมากไม่แพ้กัน เช่นหวังกุ่ยตน (Wang Gui-ton) และโฮ่วเซียน ( Hou Xian) เป็นต้น จางเฉี้ยน(Zhang Qian) และขันทีคนอื่นเป็นผู้มีบทบาทเหนือชุมชนการเมืองในย่านมหาสมุทรตะวันออก และเป็นผู้ที่นำผู้ปกครองหรือตัวแทนของผู้ปกครองในเขตเหล่านั้น เช่นโบนิ (Bo-ni)/บังกาสินัน (Pangasinan/)ซูลู และลูซอน ไปยังจีน ในภาคผนวกตอนท้ายของบทความนี้ ได้ให้รายละเอียดของขันทีแต่ละคนกับภารกิจแต่ละครั้งตลอดระยะเวลา 30 ปี แรกของศตวรรษที่15 ดังที่ได้บันทึกไว้ใน หมิงสื่อลู่ ซึ่งจะเห็นว่าแท้จริงมีบรรดาขันทีมากมายที่ออกเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจ และเจิ้งเหอ ก็เป็นผู้หนึ่งในบรรดาขันทีเหล่านี้ อีกทั้งยังจะได้พบว่า การเดินทางทางทะเลเหล่านี้ ดำเนินไปพร้อม ๆ กับการรุกรานชุมชนการเมืองในหยุนหนาน และในเจียวจื่อ หรือไดเวียด ด้วย เป็นที่ชัดแจ้งว่า บรรดาบุคคลที่ร่วมในกองเรือเหล่านี้มีหลายประเภทด้วยกัน ผู้บัญชาการเรือหลายคนเป็นมุสลิม ต้นหนนำร่องส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจีน และอาจะเป็นไปได้ว่า ลูกหลานของชาวอาหรับจากมณฑลฝูเจี้ยนก็รวมอยู่ในบรรดาลูกเรือเหล่านี้ บรรดาชาวเรือมักมีถิ่นที่อยู่บริเวณมณฑลที่ติกับทะเล ส่วนทหารนั้น อาจเกณฑ์จากหลากหลายท้องที่ รวมทั้งลูกหลานทหารชาว Yuan จากเอเชียตะวันตก หรือเอเชียกลาง จุดประสงค์ของปฏิบัติการเหล่านี้ เป็นเช่นเดียวกับที่จักรพรรดิหยงเล่อได้ส่งทัพเข้าสู่หยุนหนานและการครอบครองไดเวียด กล่าวคือการสร้างสิทธิชอบธรรมแห่งองค์พระจักพรรดิ สำแดงแสนยานุภาพของราชวงศ์หมิง หรืออีกนัยหนึ่งคือการสถาปนา “ความสันติราบคาบภายใต้หมิง – pax Ming” ตลอดทั่วทั้งโลก(ที่รู้จัก) และรวบรวมความมั่งคั่งทั้งหลายเข้าสู่ราชสำนักจีน[39] เพื่อให้บรรลุต่อจุดประสงค์เหล่านี้ กองกำลังที่จะเคลื่อนไปกับกองเรือเหล่านี้จะต้องยิ่งใหญ่และทรงพลังยิ่ง การต่อเรือเริ่มต้นขึ้นทันทีที่จักรพรรดิหยงเล่อขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ. 1403 กองบัญชาการทหารประจำมณฑลฝูเจี้ยนได้รับบัญชาให้ต่อเรือเดินสมุทร 137 ลำ[40] เช่นเดียวกันที่ทหารหน่วยอื่น ๆ ก็ได้รับบัญชาให้สร้างเรือหลายขนาดขึ้นเป็นจำนวนถึง 400 ลำ พอถึง ค.ศ. 1405 หลังจากที่เจิ้งเหอเริ่มออกเรือเป็นครั้งแรก เจ๋อเจียง( Zhe-jiang) และหน่วยทหารประจำหลายมณฑลได้รับคำสั่งให้ต่อเรือเดินสมุทรอีก 1,180 ลำทันที[41] พอมาถึง ค.ศ. 1408 คณะมนตรีและ the Ministry of Works ได้กลายเป็นหน่วยที่รับผิดชอบในการต่อ “เรือสมบัติ – ‘เป่าชวน’ ” จำนวน 48 ลำ[42] การออกเดินเรือแต่ละครั้งจะมีเรือร่วมขบวนด้วยจำนวน 50 – 250 ลำ จัดได้ว่าเป็นกองเรือ (รบ) ที่ใหญ่มาก[43] และกองเรือจะออกเดินทางแต่ละครั้งเป็นเวลาหลาย ๆ ปีทีเดียว ส่วนจำนวนคนในกองเรือนั้น มีจำนวนที่แตกต่างกัน หากเป็นการปฏิบัติการครั้งที่ใหญ่ที่สุด ก็มีจำนวนพล 27,000 ถึง 30.,000 คน ในระบบปฏิบัติการพื้นฐานแล้ว จะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ชั้นสูงที่เป็นทูตานุทูตหลายระดับจำนวน 100 นาย ผู้บัญชาการทหารชั้นสูง 93 นาย ผู้กอง 104 นาย และรองผู้กองอีก 104 นาย นอกไปจากนี้ก็จะมีบุคลากรทางการแพทย์ และนักดาราศาสตร์อีกจำนวนหนึ่ง มีกรณีเจาะจงครั้งหนึ่งระบุว่า มีจำนวนคนถึง 27,400 ศึ่ง 26,800 เป็นบุคลากรทางทหารระดับต่าง ๆ และมีหน่วยทหารเฉพาะด้าน ตลอดจนทหารชั้นดี กลาสี และเสมียนด้วย[44] ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การออกปฏิบัติภารกิจทางทะเลแต่ละครั้ง จะมีบุคลากรทางทหารกว่า 20,000 คน พงศาวดารหมิงสื่อลู่ประจำปี 1427 ได้ระบุจำนวนทหารชำนาญรบ 10,000 นาย ได้ถูกส่งออกไปกับการเดินทางทางทะเลในคาบสมุทรด้านตะวันตก[45] และยังมีนัยชี้ให้เห็นว่า บุคลากรในกองเรือนี้โดยสัดส่วนแล้วเป็นทหารเสียส่วนใหญ่ อีกทั้งน่าจะติดอาวุธปืนไฟที่ดี และก้าวหน้าที่สุดในโลกขณะนั้น[46] เช่นเดียวกับทหารที่ส่งเข้าปฏิบัติการในหยุนหนาน และไดเวียด ปฏิบัติการเหล่านี้ เป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดแจ้ง แง่มุมจากด้านการทหารของการเดินทางทะเลเหล่านี้ ควรที่จะต้องนำมาพิจารณา ทั้งนี้เป็นเพราะบรรดานักวิชาการทั้งชาวจีนและมิใช่ชาวจีน มักจะเน้นให้ความสำคัญว่าปฏิบัติการทางทะเลเหล่านี้เป็นไปเพื่อ “มิตรภาพ” เพื่อที่จะสถาปนา “ความสันติราบคาบภายใต้หมิง –pax Ming” ได้ตลอดทั่วทั้งภูมิภาค และอำนวยความสะดวกต่อการเดินเรือได้ตลอดทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดียจนถึงทวีปอาฟริกา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดตั้งฐานอันมั่นคง ตลอดบริเวณที่ปัจจุบันคือภูมิภาคอุษาคเนย์ จุดแวะพักเหล่านี้ (กวนฉาง guan-chang) อันจะประกอบด้วยคลังสมบัติ (สินค้า) ที่มีทหารประจำยามถูกจัดตั้งขึ้นที่เมืองมะละกาและส่วนปลายสุดของช่องแคบมะละกาใกล้ ๆ กับชุมชนการเมืองสมุทรา (Samudera) บนฝั่งด้านสุมาตรา[47] ดังที่ปรากฏตำแหน่งชัดเจนบนแผนที่ หวู่เป่ยจื่อ (Wu-bei-zhi) ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาจากเส้นทางการเดินทะเลเหล่านี้ในตอนครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 ขณะที่การติดต่อระหว่างประเทศต่าง ๆ ต้องอาศัยการเดินเรือเท่านั้น บางทีช่องแคบมะละกาในสมัยนั้นอาจมีความสำคัญมากกว่าในสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำไป ดังนั้น การเข้าควบคุมเส้นทางสัญจรทางน้ำนี้ได้ ย่อมเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเข้าควบคุมตลาดทั่วทั้งภูมิภาค มะละกาในฐานะที่เป็นฐานที่มั่นทางทะเลของจีน ราชสำนักหมิงจึงได้มีการสร้างเสริมมะละกาให้เจริญเติบโตให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญในเวลาต่อมาด้วย[48] สัมพันธภาพระหว่างมะละกาและจีนจึงแน่นแฟ้นอย่างยิ่งตลอดครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 ระดับของการพัฒนาเมืองท่าของมะละกา และชุมชนการเมืองทางทะเลของสุมาตราว่าเกี่ยวพันกับนโยบายเหนือย่านน้ำในอุษาคเนย์ของจีนในตอนต้นศตวรรษที่ 15 ยังจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอีกมาก [1]ผู้เขียนขอขอบคุณ แอนโธนี่ หรีด (Anthony Reid) ที่กรุณาวิพากษ์และวิจารณ์ต้นฉบับของบทความนี้ [2] Ming Tai-zong shi-lu, juan(หมิงไตจงสื่อลู่) 39.1b จวน (juan) คือหน่วยหรือส่วนที่ใช้แบ่ง สื่อลู่ตามที่ปรากฏนี้จึงหมายถึง หน้าที่ 1 (ด้านซ้าย) ของตอนที่ 39 ของไตจงสื่อลู่) ในบางแห่งก็มีการเอ่ยถึงหยุนหนานในฐานะที่เป็น “ประเทศ”ดังปรากฏในไตจงสื่อลู่ตอนที่ 53.9 a-b [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 138.5a-b [4] หยุนหนาน อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นชื่อของมณฑล แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารในสมัยราชวงศ์หมิงมักเรียกหยุนหนานในฐานะรวม ๆ ของพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ และไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนหนานจึงคล้ายกับคำว่า “ตะวันตก” ในกรณีการเคลื่อนย้ายของชาวยุโรปที่ข้ามมายังทวีปอเมริกาเหนือตอนศตวรรษที่ 18 และ 19 [5]ลู่ชวน (Lu-chuan) และผิงเหมี่ยน(Ping-main)เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของมองมาว (Möng Mao) และปง (Pong) ซึ่งเป็นชุมชนการเมืองของไตมาว (Tai Mao) [6] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 190.3b. [7] โปรดดูเชิงอรรถที่ 52 [8] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6a. [9] ตั้งอยู่ในตำบลเติ้งเย่ว (Teng-yue) ทางทิศตะวันตกของเป่าซาน (Baoshan) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเติ้งจง (Teng-chong) ห่างจากผาโม (Bhamo) ไปทางเหนือประมาณ 160 กม. และห่างจาก Myitkying ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 150 กม. โปรดดู Liew Foon Ming, Treaties on Military Affairs of the Ming Dynastic History, 2 vols. Hamburg: Gesellschaft für Nature-und VöOatasiens e.V. 1998 Vol. 2 pp. 94-95 [10] เดิมรู้จักกันในนามหน่วยป้องกันจิ๋นฉื่อ (Jin-chi ซึ่งแปลว่าฟันทอง) ปัจจุบันคือเป่า-ซาน โปรดดู Liew, Treaties on Military Affairs Vol. 2 pp.91-2 [11] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 23.4 [12] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 16.3a. [13] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 53.2b. [14] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.1a [15] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 49.1a-b [16] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 82.1a-b [17] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.2 b [18] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 55.1 b [19] สภาพคล้ายกันเป็นอย่างมากกับที่ปรึกษาที่สหราชอาณาจักรแต่งตั้งมาเพื่อช่วยผู้ปกครองของรัฐต่าง ๆ ชาวมาเลย์ช่วงหลัง 1876 แอนโธนี่ หรีด ตั้งข้อสังเกตว่า สหราชอาณาจักรไม่เคยพยายามที่จะผนวกรัฐมาเลย์ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างแท้จริง ความเหมือนและความต่างกันในลัทธิอาณานิคมที่หลากหลายมีค่าควรแก่การศึกษายิ่ง [20] ดูตัวอย่างได้จาก Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6 a [21] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 57.2a-b [22] ส่วนใหญ่จะเรียกว่า อันนัม (An-nam) ชุมชนการเมืองของไดเวียด (the Great Viet – เวียดใหญ่) เมื่อตอนต้น ศตวรรษที่ 15 ไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับเวียดนามในปัจจุบัน หากแต่มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำแดงควบคุมพื้นที่ได้เฉพาะบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นไป และใต้ลงมา แต่ไม่ลึกลงมาถึงชุมชนการเมืองจามปา (ซึ่งเป็นชนชาติออสโตรนีเชียน) ส่วนด้านตะวันตกจรดชุมชนการเมืองเผ่าไต [23] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 52.6a-7a เฉินเถียนผิง (Chen Tian-ping) (เจิ่งเดียนบินฮ์ Tran Thien Binh) เป็นชาวเวียดนามผู้แปรพักตร์ โดยอ้างว่าตนเป็นเชื้อสายของผู้ปกครองตระกูลเจิ่ง [24] ทหารที่มิใช่ชาวจีนเหล่านี้ ประจำการภายใต้ “หน่วยงานพื้นเมือง” ของกว่างสี ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ก็คือพวกจ้วง (Zhaung) และ เย้า (Yao) [25] 1 สือ(shi) เทียบเท่ากับ 100 ลิตร (hectoliter) [26] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 60.1a-4a จำนวนที่ระบุว่า 800,000 ตามหมิงสื่อลู่นี้ อาจจะเป็นตัวเลขที่เกินความจริง วิทมอร์ (Whitmore) ประมาณการว่าตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงคือ 215,000 เท่านั้น โปรดดู John K. Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming (1371-1421) New Haven : Yale Center for International and Area Studies, 1985 น. 89 [27] Sun Laichen, Chinese Military Technology and Dai Viet, 1390 –1497, Asia Research Institute Electronic Working Paper No. 11, Singapore 2003 http://www.ari.nus.edu/sg/docs/wps/wps03_011.pdf โปรดดูหน้า 6-11 ซึ่งระบุการใช้ปืนไฟของกองทัพหมิงในการรุกราน [28] ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงฮานอย [29] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 62.3a-b และโปรดดู Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming หน้า 91-92 [30] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 68.3b-7a [31] เป็นชื่อใหม่ของไดเวียดเมื่อถูกยึดครอง [32] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 67.3b-4a เทียบกับวันที่ 26 มิถุนายน 1407 ตามปฏิทินปัจจุบัน [33] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.6a. [34] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 80.3b-4a [35] ความสำคัญของการค้าทางทะเลของเยดนาม ปรากฏใน Momoki Shiro, ‘Ðai Viêt and the South China Sea Trade : From the 10th to the 15th Century’ Crossroads, 12/1 (1998) หน้า 18-23 [36] โทเบียส เรตติก (Tobias Rettig) ได้เคยเปรียบเทียบกับฝิ่น สุราและเกลือ ซึ่งถูกผูกขาดโดยพวกฝรั่งเศสต่อเวียดนาม ตลอดระยะเวลากว่า 450 ปีต่อมา [37] Peng Hui, Ming-dai หงหวู่ nian-jian chu-shi Nan –yang shi-jie yan –jiu (การวิจัยเรื่องการส่งคณะทูตไปยังหนานยางในระหว่างรัชสมัยของจักรพรรดิหงหวู่) Dong – nan – ya yang jiu, 1 (2004) หน้า 80-6 ของแสดงความขอบคุณ หลิวหง (Liu Hong) ที่แนะนำบทความชิ้นนี้แก่ข้าพเจ้า [38] จากบทความของเผิงฮุย ระบุว่า มีการเดินทางของขันทีไปยังดินแดนอุษาคเนย์ เพียง 3 คณะเท่านั้นตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีในรัชสมัยของจักรพรรดิหงหวู่ ได้แก่ เฉินเหนิง (Chen Neng) ไปอันนัมในปี 1378 เจาต้า (Zhao Ða) และสงฟู่ (Song Fu) เดินทางมาสยามในปี 1395 [39] เหล่าขันทีถูกส่งไปยังเจียวจื่อ (Jiao-zhi – ไดเวียดที่ถูกยึดครอง) และพม่าในสมัยหมิงนั้น มีหน้าที่รวบรวมหินมีค่า ทอง และไข่มุกด้วย ดังปรากฏว่านับแต่ปี 1459 นั้น การแสวงหาทองกลายเป็นงานที่สำคัญของการเดินเรือที่นำโดยเหล่าขันที โปรดดู Ying-zong shi-lu ตอนที่ 307.3b [40] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 19 [41] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 43.3b [42] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 279.1a. [43] แอนโธนี หรีด (Anthony Reid) แสดงความเห็นว่า หากเทียบกับบันทึกของบริษัทดัทช์อีสต์อินเดีย (VOC = Verenigde Oostindische Compagnie หรือ Dutch East India Company) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มบริษัทการค้าที่อิงอาณาจักร (รัฐ) บริษัทนี้ ส่งเรือออกจากเนเธอร์แลนด์ไปยังเอเชีย นับแต่ปีก่อตั้ง 1602 จนถึง 1620 เพียง 181 ลำ หรือ โดยเฉลี่ย 10 ลำเรือ (ขนาดความจุ 480 ตัน) ต่อปี เรือแต่ละลำมีคนเดินทางไปด้วย 111 คนต่อลำ (โดยเฉลี่ย) ในช่วงระยะระหว่างปี 1602-10 และเพิ่มขึ้นเป็น 162 คน (โดยเฉลี่ย) ในแต่ละลำเรือในช่วงปี 1610-20 โปรดดู Dutch – Asiatic Shipping in the 17th and 18th Centuries, Den Haag : Nijhoff, 1987 หน้า 144 และ 174 [44] J.V.G. Mills, Ma Huan :Ying –yai Sheng-lan, ‘The Overall Survey of the Ocean’s Shores [1433]’, Cambridge: Cambridge University Press, 1970, pp. 31-2 [45] Xuan-zong shi-lu, ตอนที่ 26.2a. [46] ราชสำนักของหมิง ได้สร้างข้อกำหนดเกี่ยวกับเรือที่จะออกเดินทะเลใน ค.ศ. 1393 ว่า จะต้องมีอาวุธดังต่อไปนี้ คือ มีปืนขนาดถือในมือ 16 กระบอก ปืนปากแตร (กว้าง 8 นิ้ว) 4 กระบอก หลาวเพลิง 20 ธนูจรวด 20 ง่ามไฟ 20 มีปืนใหญ่ชนิด fire gorse 10 กระบอก ลูกปืนใหญ่ 1,000 ลูก และจรวดอีก 20 ลูก โปรดดู ตังจื่อปา (Tang Zhi-ba), ‘Shi-lun Zheng He chuan-dui zhuang-bei de wu-qi (ว่าด้วยอาวุธต่าง ๆ ที่กองกำลังประจำเรือของเจิ้งเหอมี) อ้างใน Zheng He Yan-jin, Vol. 50 (ฉบับพิเศษตีพิมพ์ในปี 2003) หน้า 204 [47] สมุทรา (Samudera) เป็นชุมชนการเมืองและการค้าชายทะเล ตั้งอยู่บริเวณเมืองท่าปัจจุบันที่ชื่อ Lhokseumawe ในอะเจะห์ [48] มะละกาก้าวขึ้นมามีบทบาทในฐานะเมืองท่าสำคัญตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 สำดับเวลาของการก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัยกับการเดินเรือทางทะเลสมัยราชวงศ์หมิงนั้น มิใช่เหตุบังเอิญ และเป็นที่ชัดเจนว่า กองกำลังสนับสนุนของจีนทำให้มะละกาปลอดจากการคุกคามของอาณาจักรมัชฌปาหิต(ในชวา) และจากอาณาจักรอยุธยา (ประเทศไทยปัจจุบัน) ภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที - ต่อเป็นที่แจ้งชัดว่า แสนยานุภาพดังที่กล่าวมาแล้ว ย่อมมีบทบาทอย่างสำคัญในการกระตุ้นให้บรรดาผู้ปกครองต่างถิ่นเหล่านี้ พากันวิ่งเข้าไปหาจีนในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม มีอยู่บางกรณีที่การปรากฏตัวของกองทหารจีน ก็ยังไม่ได้ผล และทำให้ต้องมีการใช้ความรุนแรงอย่างแท้จริง ดังกรณีที่เจิ้งเหอได้สั่งให้มีปฏิบัติการทางทหารดังต่อไปนี้
1. การโจมตีท่าเรือเก่า: สถานผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยในสุมาตรา เมื่อ ค.ศ. 1407 ใน ค.ศ. 1407 เจิ้งเหอเดินทางกลับจากปฏิบัติการทางทะเลครั้งแรก และได้นำเอา “โจรสลัด” ชื่อเฉินซูยี่ (Chen Zu-yi) ซึ่งถูกจับได้ที่ “ท่าเรือเก่า” (Old Port) รายงานระบุว่า “(โจร) ได้แสร้งทำเป็นยอมจำนนแต่แท้จริงได้ลอบวางแผนจะเข้าโจมตีกองทัพแห่งพระจักพรรดิ”[1] เหล่าโจรถูกฆ่าตายไป 5,000 คน เรือ 10 ลำถูกเผาทำลาย และถูกยึดได้ 7 ลำ ต่อมาในปีเดียวกัน ทางจีนได้ยอมรับฐานะเป็นชุมชนเมืองของท่าเรือเก่านี้ อย่างไรก็ตามโดยที่มีชาวจีนทั้งที่เป็นอดีตทหารและพลเรือนจากทั้งกว่างตุ้งและฝูเจี้ยนจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นี่ จึงไม่อาจรับรองฐานะขึ้นเป็นประเทศได้ หากแต่ได้รับการยอมรับเข้าไว้ในฐานะที่เป็น “สถานตัวแทนผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย” ซึ่งหมายถึงชุมชนการเมืองที่ปกครองดูแลโดยผู้ที่มิใช่ชาวจีน แต่อยู่บนแผ่นดินของจีน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนผู้ดูแลความสงบคือสื้อจิ่นชิง (Shi Jin-qing) แม้จะได้รับการแต่งตั้งโดยเจิ้งเหอ แต่ก็มีฐานะเป็นผู้ปกครองท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของราชวงศ์หมิงของจีน[2] ฉะนั้น เราจึงจะเห็นได้ว่า นี่คือรูปลักขณ์ของอาณานิคมจีนภายในอุษาคเนย์นั่นเอง สถานภาพเช่นว่านี้ สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1430 ซึ่งมีนัยว่า สถานะนี้จะสืบต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับฐานะของจีน (ราชวงศ์หมิง) ที่มีอยู่เหนือดินแดนอุษาคเนย์ และก็มีนัยด้านกลับว่า ผู้ปกครองเหล่านี้ มีฐานะเป็นตัวแทนของราชวงศ์หมิงนั่นเอง[3]
2. เหตุอันรุนแรงในชวา เมื่อ ค.ศ. 1407 2.1 ในปี 1407 ทัพของเจิ้งเหอ ขึ้นฝั่งที่ชวา ได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงกับกองกำลังท้องถิ่น ทำให้ทหารจีน ตายไป 170 คน กองกำลังท้องถิ่นที่ว่านี้ น่าจะเป็นทหารของอาณาจักรมัชฌปาหิต คู่แข่งสำคัญของจีนในการครองน่านน้ำย่านอุษาคเนย์ หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจเป็นกองกำลังของชวากลุ่มอื่น ที่ต้านอาณาจักรมัชฌปาหิต บันทึกของฝ่ายจีนกล่าวว่า ทหารของจีน “ได้ขึ้นฝั่งเพื่อทำการค้า” “ณ ที่ที่กษัตริย์ตะวันออกทรงปกครอง” นัยซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า จีนได้เข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องภายใน หรือแม้กระทั่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในชวา 2.2 จีนโต้ตอบโดยเรียกร้องให้กษัตริย์ชวาตะวันตก ทำการชดเชย “...จะต้องจ่ายทองจำนวน 60,000 เหลียง (liang)[4]เพื่อชดเชยต่อชีวิตเหล่านั้น และต่ออาชญากรรมที่ท่านได้ก่อขึ้น.......หากละเว้นที่ไม่กระทำตามนี้ (จีน) ก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งกองกำลังทหารเข้าลงโทษต่ออาชญากรรมของท่านดังตัวอย่างที่ปรากฏมาแล้วในกรณีของอันนัม” [5] จีนได้อ้างไปถึงการรุกรานอันนัมตามรายละเอียดที่ได้กล่าวถึงมาแล้วในตอนต้น[6]
3. การกดดันข่มขู่พม่าใน ค.ศ. 1409 เมื่อตอนต้นของรัชสมัย จักรพรรดิหยงเล่อค่อนข้างกังวลต่อชุมชนการเมืองมู่ปาง (Mu-bang) แสนหวี(Hsenwi) ขณะเดียวกับที่ต้องแข่งกับอังวะ (พม่า) เพื่อจะมีอิทธิพลเหนือหยุนหนาน เมื่อคราวที่ตัวแทนจากมู่ปาง เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิใน ค.ศ. 1409 และมีการบ่นถึงเจ้าครองนครอังวะที่ชื่อ Na-lou-la [7] จักรพรรดิหยงเล่อได้ทรงมีปฏิกิริยาดังนี้ “ Na-lou-la ผู้ซึ่งปกครองเหนือพื้นที่อันกระจ้อยร่อย มีความฮึกเหิมเกินตัว และกระทำการอย่างผิดพลาด ซึ่งเราก็รู้เรื่องนี้ดีมาตลอด เหตุที่เรามิได้ส่งกองทหารไปกำหราบ ก็เนื่องด้วยเกรงว่า จะเป็นอันตรายต่อราษฎรสามัญ เราได้ทำการส่งคนออกไปเพื่อให้คำแนะนำในอันที่จะเปลี่ยนการกระทำแบบเดิม ๆ และเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ หากเขายังมิได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จะได้สั่งให้นาย(พล)ทหารของเราทำการโจมตีด้วยกองกำลังทหาร ทั้งต่อเส้นทางสัญจรทาง(น้ำ)ทะเล และเจ้า (ตัวแทนของแสนหวี) ก็จะได้ระดมทหารของท่านเข้าโจมตีเขตบนพื้นแผ่นดิน ซึ่งผลลัพธ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้ใด”[8] ข้อความนี้ ย่อมเป็นการกล่าวอ้างไปถึงกองกำลังทางทะเลซึ่งบัญชาการโดยเจิ้งเหอ ตลอดรวมถึงภายใต้การบัญชาของหวังจิ่งหง (Wang Jing-hong) และโฮ่วเซ๊ยน (Hou Xian)ซึ่งได้รับบัญชาให้เดินทางไปปฏิบัติการในคาบมหาสมุทรด้านตะวันตก การกดดันของจักรพรรดิจีนในกรณีนี้ ทำให้เห็นธาตุแท้ของการเดินทางทะเลของจีนที่มีลักษณะทางทหารและการข่มขวัญ สร้างแรงกดดันโดยแท้
4. การโจมตีศรีลังกาใน ค.ศ. 1411 กรณีที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อแท้ของการเดินเรือของเหล่าขันทีขุนนางจีนว่า มีลักษณะทางการทหาร ก็คือกรณีที่มีการรุกรานศรีลังกา แล้วจับเจ้าครองนครของศรีลังกาแล้วนำตัวกลับไปยังราชสำนักจีนที่หนางจิง Nan-jing (ปัจจุบัน) เมื่อ ค.ศ. 1411 เจิ้งเหอ บุกเข้าวังหลวง จับกษัตริย์ ทำลายกำลังทหารของกษัตริย์ เอาตัวกษัตริย์พร้อมครอบครัวของพระองค์ส่งไปยังจีน[9]บ้างก็กล่าวว่า แม้พระทันต์ธาตุ (เขี้ยวแก้ว) ก็ถูกนำกลับไป (จีน) ด้วย แต่ประเด็นนี้ ขาดหลักฐานร่วมสมัยที่สามารถยืนยันได้ เช่นเดียวกับกรณี หยุนหนาน ทางจีนได้แต่ตั้งผู้ปกครองหุ่นขึ้นแทน โดยเลือกเอาผู้ที่จะกระทำการต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อจีน[10] กองทหารจีนที่กลับจากการปฏิบัติการในศรีลังกาล้วนแล้วได้รับการปูนบำเหน็จแบบเดียวและเทียบเท่ากับที่กองกำลังซึ่งรุกรานไดเวียดในปี 1406 ได้รับ ซึ่งหมายความว่า ปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้งนี้ มีเป้าประสงค์ไม่แตกต่างกัน [11]
5. โจมตี และจับกุม ซู-กาน-ลา (Su-Gan-La) แห่งสมุทรา ค.ศ. 1415 ตัวอย่างต่อไปที่แสดงให้เห็นเป้าประสงค์และวิธีการของการปฏิบัติการทางทะเลของจีน คือกรณีที่ ซู-กาน-ลา “หัวหน้าโจรแห่งสมุทรา” ถูกจับที่สุมาตราและนำตัวไปจีนโดยเจิ้งเหอ เมื่อ ค.ศ. 1415 ส่วนกรณีของเหตุการณ์ใน ค.ศ. 1414 และ 1415 ยังไม่ค่อยชัดแจ้งนัก ด้วยเหตุที่หลักฐานหลายฝ่ายยังขัดแย้งกันอยู่[12] ว่ากองทัพของเจิ้งเหอเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามภายในของเมืองทางตอนเหนือของสุมาตรา โดยเข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อจีนทำการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการทางทะเลของจีนนั้นมีจุดหมายหลักอยู่ที่เป็นปฏิบัติการทางทหารเพื่อเสริมสร้างความสงบราบคาบภายใต้หมิง (pax Ming) เหนือบริเวณภูมิภาคอุษาคเนย์และมหาสมุทรอินเดีย
6. ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่อยุธยา ในตงซีหยางเกา (Dong-xi-yang-kao) (ค.ศ. 1618) จ้างซี่ (Zhang Xie) ได้บันทึกโดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเจิ้งเหอว่า เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 15 เจิ้งเหอได้ออกคำสั่งให้ทำการรื้อถอนพระสถูปในอยุธยาอย่างน้อย 1 องค์ ในบันทึกนี้ระบุภายใต้หัวข้อตำแหน่งแห่งที่ว่า “เป็นพระสถูปที่ปราศจากยอดและอยู่ทางเบื้องทิศตะวันตก” มีการกล่าวว่า พวกชนป่าเถื่อน (ชาวอยุธยา)[13]เหล่านี้แรกสร้างพระสถูปได้จนสำเร็จอยู่ก่อน อย่างไรก็ตาม เจิ้งเหอได้บัญชาให้ปราบพระสถูปนี้จนราบเรียบ จนแม้ต่อมาถึงจะมีความพยายามที่จะสร้างสถูปขึ้นอีก ก็ไม่เป็นที่สำเร็จอีกเลย
7. ความรุนแรงอื่น ๆ ก. เฝ่ยซิน (Fei Xin) บันทึกว่า ประชาชนในโมกาดิชู ได้ก่อการวิวาท (นัยคือกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงกับชาวจีน) ดังที่โหล่วเมาเติ้ง (Lou Mao-deng) ได้เขียนนิยายของเขาเรื่อง Sanbao taijian xiyangji tongsu yanyi เมื่อ ค.ศ. 1597 โดยมีเนื้อเรื่องอิงกับเหตุการณ์ที่โมกาดิชูนี้ รายละเอียดของหนังสือได้กล่าวถึงกองกำลังจีนที่ใช้ระเบิดดินดำทำลายเมืองชื่อ ลา-สา (La-sa) ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรอารเบีย ทั้งยังมีการฆ่าฟันอย่างโหดร้ายตลอดการเดินทางเรือหลายครั้ง ข. โจเซฟแห่งแครงกานอร์ (Joseph of Cranganore) ตัวละครของหนังสือชื่อ Novus Orbis เขียนโดยไซมอน กรีเนียส (Simon Grynaeus) ซึ่งตีพิมพ์ที่เมืองบาเซิล เมื่อ ค.ศ. 1555 ได้ระบุว่า “พวกชนชาวคาเธย์เหล่านี้ เป็นคนที่มีพลังอย่างน่าประหลาดใจ แต่แรกคนพวกนี้ทำการค้าอย่างแข็งขันทีสุดในเมืองกาลิกุต แต่กษัตริย์แห่งกาลิกุตได้ปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างเลวร้าย พวกเขาจึงพากันถอนตัวออกไปจากเมือง แต่ในไม่ช้าก็กลับมา เข้าโจมตี ฆ่าฟันชาวเมืองล้มตายมากมาย จากนั้นก็ไม่กลับมาอีกเลย ต่อมา พวกนี้ได้เริ่มไปยังเมืองมายลาเปตัม (Mailapetum) ซึ่งอยู่ในอำนาจการปกครองของกษัตริย์นรสิงห์ (Narsingha) แต่อยู่เบื้องทิศตะวันออก....และบัดนี้พวกเขาได้ลงมือทำการค้าที่นั่น” หลักฐานอื่นที่อาจเพิ่มเติมในเรื่องนี้ก็คือ บันทึกของเดอ บาร์รอส (De Barros) กล่าวว่า เมืองดิว (Diu) ได้ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งกุจารัต (Gujarat) เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะในการรบทางทะเลต่อชาวจีน ซึ่งมักจะมาเยือนชายฝั่งทะเลอินเดียเสมอ[14] แม้กำหนดเวลาของเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่มีความชัดเจน แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ไม่มีระยะเวลาใดเลยที่จีนจะมีแสนยานุภาพทางทะเล และไปเยือนชายฝั่งทะเลของอินเดีย นอกจากระยะเวลาที่กองเรือของเจิ้งเหอออกปฏิบัติการทางทะเล [1] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.1 a [2] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.5.a [3] ตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันก็คือ การที่ผู้ปกครอง Ma-na-re-jia-na-nai (มหาราชาธิราช ?) สิ้นชีวิตลงที่จีนในปี 1408 บุตรชายของท่านที่ชื่อเสี่ยหวาง (Xia-wang) ได้รับการคุ้มกันจากจีน เดินทางกลับมายังบรูไน กองกำลังชุดนี้จะอยู่ต่อมาอีกเกือบ 2 ปี ขณะเดียวกัน ก็มีคำเตือนไปยังอาณาจักรมัชฌปาหิตให้ละเสียซึ่งส่วยการบูรจากบรูไน ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ปาเลมบัง และบรูไนนั้น เป็นฐานสำคัญทางการค้าด้านปลายสุดของขอบเขตของอาณาจักมัชฌปาหิต และเป็นที่ซึ่งจีน (ราชวงศ์หมิง) ได้ใช้ความพยายามที่จะเข้าครอบงำให้ได้ [4] เหลียง เป็นหน่วยมาตราชั่งน้ำหนักของจีน ซึ่งมักจะเรียกกันว่า “ออนซ์ของจีน” ในสมัยราชวงศ์หมิงมีค่าน้ำหนักเท่ากับ 37 กรัม [5] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.6a-b. [6] เป็นวิธีเดียวกันกับที่พวกเจ้าอาณานิคมยุโรปจะได้ใช้ในเอเชียต่อมา โดนมีการเรียกร้องค่าชดเชยเมื่อเข้ายึดด้วยอำนาจสำเร็จแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ อาจใช้เปรียบเทียบได้กับการแสวงหาประโยชน์ของจักรวรรดิจีนเช่นกัน [7] ในแง่ของสำเนียงแล้ว ใกล้กับคำว่า Nowrouhta มาก แต่หากเป็นเช่นนั้น ดูจะไม่สอดคล้องกับพระนามของกษัตริย์พระองค์ใดเลย [8] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 94.5b [9] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 116.2a-b [10] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 130.1b-2a [11] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 118.4a. [12] สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของ Su-gan-la โปรดดูจากเรื่องสมุทรา (Samudera) ใน Ying-yai sheng-la ซึ่งได้รับการแปลโดยมิลล์ส แล้ว ภายใต้ชื่อ Ma Huan:Ying-yai Sheng-lan หน้า 116-17 [13] หมายถึงคนในอาณาจักรอยุธยา [14] ทั้งสองแห่งนั้นอ้างมาจาก Henry Yule, The Book of Ser Marco Polo, the Venetian Concerning the Kingdom and Marvels of the East, 2 vols., London : John Murray, 3rd edition, 1929, Vol. II, หน้า 391-2 เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา - ต่อภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที ตัวอย่างต่าง ๆ ดังข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า กองกำลังทางเรือของจีนที่ได้ส่งออกไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 นั้น มุ่งหมายที่จะให้ชุมชนการเมืองตลอดย่านน้ำเท่าที่ปรากฏบนความรับรู้ขณะนั้น ยอมรับในฐานะอันเหนือกว่า (หรือแม้กระทั่งอำนาจที่สูงสุด)ของจีนภายใต้ราชวงศ์หมิง และการที่จะให้บรรลุตามเจตนาได้ก็ต้องใช้ทั้งการข่มขวัญ และการใช้กำลังจริง ๆ การทีมีเจ้าผู้ปกครองชุมชนการเมืองในอุษาคเนย์ต้องเดินทางไปจีนร่วมกับคณะของเจิ้งเหอนั้น ก็ส่อนัยว่าการบังคับขับไสเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของปฏิบัติการเหล่านี้ ทั้งนี้เป็นเพราะเกือบจะไม่มีใครเคยได้ยินเลยว่า บรรดาเจ้าผู้ปกครองในอุษาคเนย์จะได้เดินทางไปชุมชน (ประเทศ) ใดที่มีผู้อื่นปกครอง ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงในบ้านตัวเอง และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมเนียม ตลอดจนพิธีกรรมในเชิงปฏิบัติ ฉะนั้น การที่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปยังจีนก็ย่อมส่อให้เห็นนัยของการที่ถูกบังคับให้เป็นไปเช่นนั้น “นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy” มักไม่ถูกนำมาใช้กับการเดินเรือของเจิ้งเหอ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับกันทั่วไปว่า ปฏิบัติการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการทูตไม่มากก็น้อย และก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดแจ้งว่า กองเรือเหล่านี้เป็นเรือปืน และผู้ที่มากับกองเรือประมาณ 26,000 หรือ 28,000 คน เป็นทหาร ฉะนั้น จึงดูจะไม่ขัดเขินนักที่จะใช้คำคำนี้ (นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy) กับภารกิจของเหล่ากองเรือทหารนี้ โดยอาศัยการใช้กำลังจึงทำให้เจตจำนงของภารกิจนี้บรรลุถึงเป้าหมายคือการเข้าควบคุมเมืองท่า และเส้นทางในการเดินเรือต่าง ๆ มิใช่การเข้าควบคุมเหนือพื้นที่ดินแดนอันที่จะเป็นเรื่องของการล่าอาณานิคมในระยะต่อมาภายหลัง หากแต่เป็นการควบคุมทั้งการเมืองและเศรษฐกิจเหนือจุดตัดเชิงพื้นที่ เป็นการเข้าควบคุมเหนือเส้นชีวิตในทางเศรษฐกิจ จุดเชื่อมโยง และเครือข่ายต่าง ๆ โดยอาศัยการเข้าคุมท่าเรือและเส้นทางการค้า การเข้าควบคุมการค้าได้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการรวบรวมความมั่งคั่ง (เข้าสู่ประเทศจีน) กองทหารเจ้าอาณานิคมเดิมซึ่งอยู่บนเรือเหล่านี้ เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การควบคุมนี้ดำรงอยู่ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ การปฏิบัติการทางเรือของจีนอาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็น “ต้นแบบของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเล maritime proto-colonialism” ชุมชนการเมืองชายทะเลสำคัญ ๆทั้งหลาย ซึ่งตั้งอยู้บนเส้นทางและเครือข่ายการค้าทางทะเลระหว่างตะวันออกและตะวันตก และคาบสมุทรต่าง ๆ ได้ถูกเข้าควบคุมโดยจีน และทำให้จีนได้รับผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย ต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลโดยจีน (ราชวงศ์หมิง) ดังที่ได้กล่าวถึงการเดินเรือของเจิ้งเหอมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่ต่างจากการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลที่กระทำโดยพวกโปรตุเกสในศตวรรษที่ 15 และ 16 นัก เพียร์สัน (Pearson)[1] ให้ความเห็นว่า อาณาจักรของโปรตุเกสนั้น ดูคล้ายกับการสืบต่อเนื่องมาจากนครรัฐต่าง ๆ ของอิตาลี โดยที่การค้ากับเจ้าครองนครนั้น มีสายสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับกรณีของจีนราชวงศ์หมิงด้วย นอกไปจากนั้น ตามหลักการของรอเธอร์มุนด์ (Rothermund) ที่ว่าด้วยเรื่องการค้าของเอเชียและการขยายตัวของยุโรป (Asian Trade and European Expansion) และสเตนการ์ด (Steengard) เคยกล่าวถึง “การปฏิวัติทางการค้าของเอเชีย” (Asian Trade Revolution) แล้ว เพียร์สันคิดว่า “นี้เป็นอาณาจักรที่อาศัยกำลังทางทหารที่เน้นให้ได้ผลตอบแทนที่มิใช่รูปแบบในทางเศรษฐกิจ โดยพื้นฐานแล้ว การค้าแบบที่ทำกันในเอเชีย มักจะเรียกร้องเครื่องบรรณาการ ส่วนโปรตุเกสได้สร้างการคุกคามต่อการเดินเรือในเอเชียแล้ว “ขาย” ความคุ้มครองของตนจากการคุกคามดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องให้มีการจ่ายค่าผ่านทางและเงินค่าศุลกากรซึ่งเป็นเงินกินเปล่า เพราะโดยแท้จริงแล้ว มิได้มีสิ่งใดตอบแทนเลย พฤติกรรมเช่นนี้อาจจะเรียกในภาษาปัจจุบันได้ว่า เป็น ‘ยันตร์กันผี’ ซึ่งเราก็ทราบดีว่ามักจะป้องกันไม่ได้อย่างจริงๆจังๆ[2] โดยการใช้คำว่า “จีน” แทนคำว่า “โปรตุเกส” เราจะเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของกิจกรรมที่จีนกระทำต่อน่านน้ำในอุษาคเนย์ และคาบสมุทรอินเดีย เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 15 กำลังพลทางทหารซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นกองเรือรบขนาดใหญ่ของราชวงศ์หมิง มีภารกิจที่จะต้องดูแล “ความสงบอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” จึงยังประโยชน์ทางการเมืองควบคู่ไปกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยไม่มากก็น้อย การสิ้นสุดลงของราชวงศ์หมิง เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ลักษณะต้นแบบการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลของจีนไม่พัฒนาเป็นการล่าอาณานิคมเต็มรูปแบบที่ยุโรปเป็นในระยะเวลาภายภาคหน้า อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การขยายตัวทางทะเลสิ้นสุดลง การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิหยงเล่อ ค่าใช้จ่ายที่มากมายมหาศาลที่จะต้องใช้ในการเดินเรือ ดังที่มีขุนนางชั้นสูงพากันคัดค้านเสมอมาว่า การเดินเรือเหล่านี้เป็นการสูญเปล่า อีกทั้งเป็นเรื่องความสำราญส่วนตัวของเหล่าบรรดาขันทีเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อผู้อุปถัมภ์ได้สิ้นพระชนม์ลง ในไม่ช้าการเดินเรือขนาดใหญ่เหล่านี้ก็สิ้นสุดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ในปูมบันทึกรายปีของราชวงศ์หมิงปี ค.ศ. 1445 ได้กล่าวเป็นนัยว่า การควบคุมเขตน่านน้ำ หรือพยายามจะควบคุม ยังคงมีต่อมาจนกระทั่งตอนกลางของทศวรรษ 1440 ได้มีบันทึกว่า ชาวชวา 3 คน ที่เดินเรือค้าขายระหว่างชวากับสยามได้ถูกจับกุมแล้วส่งไปยังจีน[3] ตัวอย่างนี้ จึงชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยจีน (ราชวงศ์หมิง) จะยังคงทำตนเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือค้าขายในภูมิภาคนี้ตลอดมาอีกครึ่งศตวรรษเป็นอย่างน้อย
“ลัทธิการล่าอาณานิคม” กับราชวงศ์หมิง
ดังที่ได้กล่าวถึงการรุก 3 ทางของจีนต่อย่านอุษาคเนย์ในศตวรรษที่ 15 มาแล้วข้างต้น โดยแต่ละด้านก็ได้ถูกติดป้ายว่าเป็น “การล่าอาณานิคม” ทั้งสิ้น ต่อไปก็จะได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปแล้ว “ลัทธิล่าอาณานิคม” เป็นคำที่ใช้ได้กับพฤติกรรมของจีนสมัยหมิงหรือไม่นั้น แฮโรลด์ เวียนส์ (Herold Wiens) เห็นว่าน่าจะใช้ได้ ดังที่เขาเขียนในหนังสือชื่อ China’s March Toward the Tropics (1954) ว่า “เขตปกครองตนเองของชนชาติต่าง ๆ “ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนภายหลังปี 1949 มีเพื่อ “กลบเกลื่อนลักษณะเจ้าอาณานิคมเก่า (ของจีน)นั่นเอง”[4] อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่หนังสือของเขาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงการเผชิญหน้าอันดุเดือดของสงครามเย็น หนังสือของเขาจึงถูกมองว่าเป็นการถือหางฝ่ายหนึ่งเพื่อตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เราจะถือว่าทัศนะของเขาในหนังสือเล่มนี้เป็นการกล่าวเกินจริงไหม หรือแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์การขยายตัวของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้นก็คือปฏิบัติการภายใต้ “ลัทธิการล่าอาณานิคม” นั่นเอง ในประวัติศาสตร์แล้ว คำว่า “ลัทธิการล่าอาณานิคม” นั้น มีหลายความหมาย เช่น การเข้าโจมตีแล้วยึดพื้นที่ในสมัยอาณาจักรโรมัน การขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันออกของอาณาจักรรัสเซียโบราณ การรุกรานคนอื่นในสมัยอ๊อตโตมานเติร์ก และการเดินเรือแล้วมีผลพวงมากมายต่อมาของมหาอำนาจยุโรปนับแต่ศตวรรษที่ 15 ข้อถกเถียงเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมนี้ มักจะเจาะจงลงไปที่การขยายตัวของมหาอำนาจทางทะเลของยุโรป และจะมองมายังจีนก็คือว่า เป็นเพียงตัวการเล็ก ๆ และอยู่นอกเหนือไปจากคำนิยามมากกว่าจะมองว่าแท้จริงก็คือเจ้าอาณานิคมเช่นกัน บางทีก็มองแบบจำแนกเอาว่า “จักรวรรดินิยม” ยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 นั้นมีเชื้อมาจากการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม และส่งผลให้เกิดผลสองด้านในบรรดาประเทศอาณานิคมก็คือทำให้ไม่เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและถูกจองจำให้ผลิตพืช(เศรษฐกิจ) ซึ่งไม่ใช่อาหาร มีคำถามว่านิยามของ “จักรวรรดินิยม” เช่นว่านี้อาจประยุกต์ใช้กับพฤติกรรมของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงได้หรือไม่ การขยายตัวของจีนนับแต่ศตวรรษที่ 14 และ 15 นั้น สอดรับกับนิยาม “จักรวรรดินิยม” ที่ชุมปีเตอร์ (Schumpeter) กล่าวไว้คือ “ภาวะอันแจ้งชัดของแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างไร้จุดประสงค์โดยอาศัยการใช้กำลังโดยไร้ขอบเขตใด ๆ” ดังนั้น พฤติกรรมแห่งการเข้าพิชิตจึงปรากฏ “โดยมิได้มีวิธีการอันเจาะจงใด ๆ แต่แท้จริงได้แฝงเป็นนัยอยู่ที่การกระทำนั้น ๆ”[5] หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การกระทำใดๆ ของผู้ปฏิบัติการขยายดินแดนของจีนสมัยหมิงนั้นเป็นการกระทำ “เพื่อที่เข้าครอบงำ” แต่เพียงอย่างเดียว หรือแท้จริงแล้ว มีการบวกลบคูณหารถึงผลที่จะได้รับมากไปกว่านั้น และด้วยเหตุฉะนี้จึงอาจจำแนกได้ว่าเป็นลักษณะของ “ลัทธิการล่าอาณานิคม” ได้เช่นกัน การขยายแผ่อำนาจและเข้ายึดครองเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ โดยจีน (สมัยต้นราชวงศ์หมิง) เกิดขึ้นเพราะแรงขับดันทางเศรษฐกิจหรือไม่ คำนิยามของ เจ.เอ. ฮอบสัน (J.A. Hobson) ที่มุ่งหมายไปถึงจักรพรรดินิยมอังกฤษนั้น สามารถนำไปใช้กับกรณีจีน (หมิง) ได้หรือไม่ ดังที่ฮอบสันกล่าวว่า “จากจุดยืนนี้ การขยายตัวทางทหารและราชนาวีของเรา ในระยะเวลาหลายปีที่เพิ่งผ่านมา อาจถือได้ว่ามีเป้าประสงค์ลำดับต้นอยู่ที่การปกป้องตลาดของอาณานิคมที่มีอยู่แล้ว และแผ่ขยายเพื่อสร้างตลาดใหม่ ๆ”[6] การขยายดินแดนและการเข้ายึดครองของราชวงศ์หมิงภายใต้จักรพรรดิหงหวู่ (ค.ศ. 1368-98) และจักรพรรดิหยงเล่อ (ค.ศ. 1403-24 ) เป็นไปเนื่องด้วยเหตุอันเป็นความจำเป็นเช่นเดียวกับที่เจ้าชายกอร์ชาคอฟ (Gorchakov) ซึ่งเป็นเสนาบดีของรัสเซีย ได้กล่าวถึงการที่รัสเซียได้ขยายตัวไปทางทิศตะวันออกเมื่อ ค.ศ. 1864 ว่า “สถานการณ์ของรัสเซียเป็นดังเช่นที่บรรดาอารยประเทศทั้งหลายจะต้องเผชิญกับชนร่อนเร่ซึ่งมิได้มีการจัดตั้งองค์กรแห่งรัฐอย่างดีนัก...เพื่อที่จะเป็นการต่อต้านการรุกรานและปล้นสดมภ์ของชนเหล่านี้ เราจะต้องเข้าไปกำหราบและเข้าควบคุมโดยเข้มงวด แต่ก็ยังมีพวกทำนองนี้ที่ห่างออกไป ....ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการต่อไป (เช่นกัน) .....เราเดินทัพไปข้างหน้าเพราะความจำเป็นเท่า ๆ กับเพราะความปรารถนา”[7] ยังมีนิยามของคำว่า “ลัทธิล่าอาณานิคม” อีกมาก และความหลากหลายของนิยาม ก็ส่อให้เห็นว่ามันเป็นแนวคิดที่ยากต่อการกำหนดให้ตายตัว ที.อาร์. อดัม (T.R. Adam) ผู้เขียน Modern Colonialism: Institutions and Policies ได้ให้คำนิยามว่า ลัทธิล่าอาณานิคมเป็น “การควบคุมทางการเมืองของฝ่ายที่มีอำนาจในการบงการวิถีชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนที่ด้อยพัฒนากว่า”[8] ส่วน ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn) เสนอว่า “ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการที่ชนต่างแดนเข้าปกครองต่อประชาชนท้องถิ่น”[9] ไมเคิล ดอยล์ (Michael Dolye) ให้ข้อพิจารณาว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นรูปการณ์หนึ่งซึ่งต่อเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการสร้าง “สัมพันธภาพทั้งที่เป็นและไม่เป็นทางการ ที่รัฐหนึ่งเข้าควบคุมอธิปไตยทางการเมืองของอีกสังคมการเมืองหนึ่ง”[10] อาร์. เจ. ฮอร์วาธ (R.J. Horvath) ได้ระบุถึงความแตกต่างระหว่างลัทธิการล่าอาณานิคมกับลัทธิจักรวรรดินิยมว่า ลัทธิล่าอาณานิคมจะต้องมีลักษณะของการที่มีผู้คนของฝ่ายล่าอาณานิคมเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาณานิคม ซึ่งเฟอร์โร (Ferro) เองก็เห็นด้วยในข้อนี้โดยกล่าวว่า การล่าอาณานิคมจะ “เกี่ยวข้องกับการเข้ายึดครองเหนือพื้นที่ต่างแดน แล้วเข้าทำการผลิตเหนือพื้นที่นั้น โดยผู้คนที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานจากประเทศเจ้าอาณานิคม”[11] “หลักการแห่งน้ำเค็ม” (salt water doctrine) ซึ่งได้วางกรอบให้กับงานเขียนเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคม และการสลายตัวของการล่าอาณานิคม อีกทั้งยังกำหนดนิยามลัทธิการล่าอาณานิคม โดยเฉพาะที่นำมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมมหาอำนาจในยุโรปกับ “ดินแดนโพ้นทะเล” ซึ่งแบ่งแยกออกจากกันตามสภาพที่เป็นไป “และมีการยอมรับกันทั่วไปว่า มีจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคสมัยแห่งการค้นพบ (age of discoveries) เริ่มโดยบรรดาอาณาจักรเจ้าอาณานิคมได้มีความเข้มแข็งในด้านแสนยานุภาพทางทะเล ถึงแม้ว่าการขยายตัวในดินแดนที่ต่อเนื่องกันจะมิได้ก่อให้เกิด...ลัทธิการล่าอาณานิคม”[12] ดังที่หลักการนี้จะได้หมายความเอาว่า ดินแดนที่ว่านี้จะต้องถูกคั่น หรือแบ่งแยกออกจากตัวเมืองแม่โดยห้วงทะเล จึงจะมีคุณสมบัติเป็นอาณานิคมได้ หลักการนี้จึงถูกอ้างถึงโดยผู้เขียนบางคนว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมก็คือ จะต้องมี “ความห่างจากกัน” คำถามคือ ระยะทางที่ห่างจากกันนี้ ก่อให้เกิดนัยที่สำคัญของปรากฏการณ์หรือไม่ เดวิด อาร์มิเทจ ( David Armitage) ดูจะเป็นผู้ที่ให้ความคิดเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมที่ฟังดูเข้าทีกว่า เขาได้ชี้ให้เห็นว่า อาณานิคมอังกฤษนั้น ถือเอาเส้นตรงที่ลากจากอังกฤษ ผ่านไอร์แลนด์ ข้ามไปยังคาริบเบียน แล้วรวมเอาชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอเมริกาทั้งหมด[13] ฉะนั้น เรื่องของระยะทาง และการแบ่งแยกออกจากกันโดยผืนทะเลจึงไม่ใช่ตัวสำคัญในการตัดสิน หากแต่มีเรื่องของอุดมการณ์ นโยบาย และการปฏิบัติของเจ้าอาณานิคมต่างหากที่เป็นตัวกำหนด เขายังเห็นต่อไปอีกว่า สกอตแลนด์ก็ถูกกระทำให้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการเข้าไปตั้งถิ่นฐาน การครอบงำทางวัฒนธรรม และการพึ่งพาในทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะ “ทำให้มีอารยะ” เกิดขึ้นเหนือดินแดนและผู้คนชายขอบเหล่านี้ [14] ออสเตอร์แฮมเมล (Osterhammel) และอีเมอร์สัน (Emerson) เป็นผู้ที่ให้คำนิยามที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ในบทความนี้ที่สุด กล่าวคือออสเตอร์แฮมเมล และ ฟริสช์ (Frisch) ให้ความหมายว่า “เป็นสัมพันธภาพที่เกิดในลักษณะของการครอบงำระหว่างคนกลุ่มน้อยจากต่างแดน กับคนหมู่มากที่เป็นคนดั้งเดิม (หรือแม้กระทั่งเป็นคนที่มาอาศัยอยู่โดยถูกบีบบังคับให้มา) วิถีชีวิตของคนในอาณานิคมเหล่านี้ เป็นไปเนื่องจากการตัดสินใจและการดำเนินการของเหล่าเจ้าอาณานิคม”[15] ในขณะที่อีเมอร์สันได้นิยามว่า “ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการก่อให้เกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของการปกครองเหนือคนต่างแดน ซึ่งถูกแบ่งแยกออกไป และถูกทำให้ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ปกครอง”[16] ฉะนั้น เมื่อแรกหันกลับมามอง ทั้งนโยบายและการกระทำทั้ง 3 เหตุการณ์ของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่อาร์มิเทจ ออสเตอร์แฮมเมล และอีเมอร์สันได้วางไว้ เราก็อาจถือได้ว่า เข้าข่ายที่จะเป็นการกระทำของรัฐแบบเจ้าอาณานิคมอยู่ โดยประการแรก การเดินเรือที่นำโดยเหล่าขันทีที่เริ่มในศตวรรษที่ 15 นั้น ได้ก่อให้เกิดลักษณะที่ถือว่าเป็นต้นแบบขแงการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลเท่านั้น เพราะมิได้มีการใช้อำนาจเข้าปกครอง (เหนือประชาชนหรือดินแดน)โดยแท้จริง มีการปกครองจริง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นรอยต่อที่สำคัญและเครือข่ายเชื่อมโยงเท่านั้น ส่วนกองกำลังทางทหารซึ่งเป็นกำลังหลักของกองเรือรบ ก็กำหนดบทบาทว่าเป็นไปเพื่อรักษา “สันติอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” ซึ่งจะทำให้รัฐจีนมีอิทธิพลเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ ในบางด้าน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอีกด้วย ประการที่สอง การรุกรานไดเวียด อาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดแจ้งที่สุดของการล่าอาณานิคม เพราะมีทั้งการรุกราน การเข้าครอบครองพื้นที่ การจัดตั้งผู้ปกครอง (ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร) มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจและมีการครอบงำโดยราชสำนักของจีน และการเสื่อมสลายลงของการเป็นอาณานิคมก็ชัดแจ้งเมื่อจีนประสบความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายเจ้าอาณานิคมเหนือไดเวียด ประการที่สาม การรุกรานของจีนต่อชุมชนการเมืองไตในหยุนหนาน เมื่อตอนศตวรรษที่ 15 เป็นความสำเร็จที่สุดของนโยบายอาณานิคมของจีน ดังที่จะได้เห็นว่า หลายอาณาบริเวณที่ได้ถูกยึดเป็นอาณานิคมของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ซึ่งกรณีนี้เกือบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เข้าข่ายที่เป็นเจ้าอาณานิคม เพราะมีการใช้สรรพกำลังทางทหารขนาดใหญ่เข้ากระทำการรุกรานต่อชนชาติที่ไม่ใช่ชาวจีน มีทั้งการยึดครองพื้นที่ แล้วเข้าแบ่งแยกเป็นหน่วยการปกครองย่อย ๆ ซึ่งมีผู้ปกครองที่จีนเป็นผู้เห็นชอบ อีกทั้งยังมี “ที่ปรึกษา” มาร่วมบริหารด้วย มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจเหนือพื้นที่ที่ถูกครอบครองเหล่านี้ กองกำลังเจ้าอาณานิคมของจีนเหล่านี้ (ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือคนพื้นถิ่น) มีปฏิบัติการทั้งโดยทางตรง (ใช้กำลัง) และโดยทางอ้อม (การข่มขู่) เพื่อดำรงสถานะของการปกครองเหนือพื้นที่ชุมชนไตในแคว้นหยุนหนาน การศึกษาเรื่องการล่าอาณานิคมเหนือดินแดนอุษาคเนย์ มักจะจำกัดอยู่ที่ประสบการณ์ภายใต้การครอบงำของชาติตะวันตกเท่านั้น บทความนี้แม้จะเสนอข้อถกเถียงหลายประการ ซึ่งบางท่านอาจจะเห็นว่าขาดน้ำหนักที่เพียงพอ แต่อย่างน้อยก็คงเป็นการเปิดแนวทางที่ควรจะมีการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมในอุษาคเนย์เพิ่มมากขึ้น เราอาจจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตของการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้รวมไปถึงการกระทำมากหลายประการของจีนด้วย[17] [1] M.N. Pearson, ‘Merchants and States’, อ้างใน James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires: State Power and World Trade, 1350-1750, Cambridge University Press, 1991, หน้า 41-116. โปรดดูหน้า 77 [2] เพิ่งอ้าง, หน้า 79 สำหรับการศึกษาเรื่องการจำแนกช่วงระยะเวลาของการขยายตัวทางภาคพื้นทะเลของพวกโปรตุเกสนั้นให้ดู Sanjay Subramanyam และ Luis Filipe F.R. Thomaz ใน ‘Evolution of Empire: The Portuguese in the Indian Ocean During the Sixteenth Century’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires : State Power and World Trade, 1350-17850, Cambridge : Cambridge University Press, 1991 หน้า 298-331 โดยสัญชัยและหลุยส์ได้ระบุว่า การจัดรูปองค์กรของจักรวรรดินิยมมี 3 ลักษณะคือ การจัดขึ้นเป็นเครือข่ายของป้อมปราการชายฝั่งทะเล เพราะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลาทางตอนเหนือของอาฟริกา แบบที่สองคือการสร้างลักษณะอาณานิคมเหนือพื้นที่และสภาพเกษตรกรรม ตลอดจนการตั้งถิ่นฐานในหมู่เกาะต่างๆ ของแอตแลนติค แบบสุดท้ายคือลักษณะของเครือข่ายตลอดชายฝั่งของกินี โดยมีการใช้ความรุนแรงไม่มากนัก แต่หนักไปทางการค้าขาย ทั้งสองคนนี้ยังเสนอว่า “การลองผิดลองถูกกรณีของเอเชีย” นั้น มีลักษณะทั้งสามประการคละเคล้าปะปนกันไป ลักษณะของจีน (หมิง) ดูจะกระเดียดไปทางกรณีของกินีมากกว่าแบบอื่น [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 132.8a [4] Herold J. Wiens, China’s March Toward the Tropics, Hamden, Conn. : Shoe String Press, 1954 [5] อ้างอิงจาก Marc Ferro, Colonization : A Global History, London : Routledge, 1997, หน้า 13 [6] J.A. Hobson, Imperialism: A Study, London : Unwin Hyman, 1988 (ต้นฉบับดั้งเดิม 1902) หน้า 64 [7] อ้างมาจาก Ferro, Colonization, หน้า 14 [8] T.R. Adam, Modern Colonialism : Institutions and Policies, New York : Doubleday and Company, 1955, หน้า 3 [9] Hans Kohn, ‘Reflections on Colonialism’ ใน R. Strausz-Hupe and H.W. Hazards (eds.), The Idea of Colonialism, Philadelphia : Foreign Policy Research Institute, University of Pennsylvania, 1958, หน้า 1-15 [10] M. Doyle, Empires, Ithaca : Cornell University Press, 1986 [11] Ferro, Colonization, หน้า 1 [12] L.C. Buchheit, Secession, the Legitimacy of Self-determination, New Haven : Yale University Press, 1978 หน้า 18 [13] David Armitage, The Ideological Orignins of the British Empire, Cambridge : Cambridge University Press, 2000 หน้า 45 [14] เพิ่งอ้าง, หน้า 26 [15] Jürgen Osterhammel and Shelly L. Frisch, Colonilaism : A Theoretical Overview, Princeton : Markus Weiner, 1997, หน้า 16-17 [16] R. Emersonm ‘Colonialism : Political Aspects’ ใน D. L. Sill (ed.), International Encyclopedia of the Social Sciences, 17 Vols., New York : Macmillan and Free Press, 1968, Vol. 3, หน้า 1-6 [17] แอนโทนี่ หรีด (Anthony Reid) ได้แนะนำว่า เราควรขยายขอบข่ายการศึกษาว่าอะไรทำให้จักรวรรดิจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคพื้นดิน และล้มเหลวอย่างสำคัญในการขยายอาณาจักรทางทะเล เป็นที่ชัดแจ้งว่า ความล้มเหลวในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทะเลน่าจะเป็นสาเหตุประการหนึ่ง เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรีหรือเพื่อกดขี่บีฑาภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที ตัวอย่างต่าง ๆ ดังข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า กองกำลังทางเรือของจีนที่ได้ส่งออกไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 นั้น มุ่งหมายที่จะให้ชุมชนการเมืองตลอดย่านน้ำเท่าที่ปรากฏบนความรับรู้ขณะนั้น ยอมรับในฐานะอันเหนือกว่า (หรือแม้กระทั่งอำนาจที่สูงสุด)ของจีนภายใต้ราชวงศ์หมิง และการที่จะให้บรรลุตามเจตนาได้ก็ต้องใช้ทั้งการข่มขวัญ และการใช้กำลังจริง ๆ การทีมีเจ้าผู้ปกครองชุมชนการเมืองในอุษาคเนย์ต้องเดินทางไปจีนร่วมกับคณะของเจิ้งเหอนั้น ก็ส่อนัยว่าการบังคับขับไสเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของปฏิบัติการเหล่านี้ ทั้งนี้เป็นเพราะเกือบจะไม่มีใครเคยได้ยินเลยว่า บรรดาเจ้าผู้ปกครองในอุษาคเนย์จะได้เดินทางไปชุมชน (ประเทศ) ใดที่มีผู้อื่นปกครอง ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงในบ้านตัวเอง และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมเนียม ตลอดจนพิธีกรรมในเชิงปฏิบัติ ฉะนั้น การที่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปยังจีนก็ย่อมส่อให้เห็นนัยของการที่ถูกบังคับให้เป็นไปเช่นนั้น “นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy” มักไม่ถูกนำมาใช้กับการเดินเรือของเจิ้งเหอ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับกันทั่วไปว่า ปฏิบัติการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการทูตไม่มากก็น้อย และก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดแจ้งว่า กองเรือเหล่านี้เป็นเรือปืน และผู้ที่มากับกองเรือประมาณ 26,000 หรือ 28,000 คน เป็นทหาร ฉะนั้น จึงดูจะไม่ขัดเขินนักที่จะใช้คำคำนี้ (นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy) กับภารกิจของเหล่ากองเรือทหารนี้ โดยอาศัยการใช้กำลังจึงทำให้เจตจำนงของภารกิจนี้บรรลุถึงเป้าหมายคือการเข้าควบคุมเมืองท่า และเส้นทางในการเดินเรือต่าง ๆ มิใช่การเข้าควบคุมเหนือพื้นที่ดินแดนอันที่จะเป็นเรื่องของการล่าอาณานิคมในระยะต่อมาภายหลัง หากแต่เป็นการควบคุมทั้งการเมืองและเศรษฐกิจเหนือจุดตัดเชิงพื้นที่ เป็นการเข้าควบคุมเหนือเส้นชีวิตในทางเศรษฐกิจ จุดเชื่อมโยง และเครือข่ายต่าง ๆ โดยอาศัยการเข้าคุมท่าเรือและเส้นทางการค้า การเข้าควบคุมการค้าได้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการรวบรวมความมั่งคั่ง (เข้าสู่ประเทศจีน) กองทหารเจ้าอาณานิคมเดิมซึ่งอยู่บนเรือเหล่านี้ เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การควบคุมนี้ดำรงอยู่ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ การปฏิบัติการทางเรือของจีนอาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็น “ต้นแบบของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเล maritime proto-colonialism” ชุมชนการเมืองชายทะเลสำคัญ ๆทั้งหลาย ซึ่งตั้งอยู้บนเส้นทางและเครือข่ายการค้าทางทะเลระหว่างตะวันออกและตะวันตก และคาบสมุทรต่าง ๆ ได้ถูกเข้าควบคุมโดยจีน และทำให้จีนได้รับผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย ต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลโดยจีน (ราชวงศ์หมิง) ดังที่ได้กล่าวถึงการเดินเรือของเจิ้งเหอมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่ต่างจากการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลที่กระทำโดยพวกโปรตุเกสในศตวรรษที่ 15 และ 16 นัก เพียร์สัน (Pearson)[1] ให้ความเห็นว่า อาณาจักรของโปรตุเกสนั้น ดูคล้ายกับการสืบต่อเนื่องมาจากนครรัฐต่าง ๆ ของอิตาลี โดยที่การค้ากับเจ้าครองนครนั้น มีสายสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับกรณีของจีนราชวงศ์หมิงด้วย นอกไปจากนั้น ตามหลักการของรอเธอร์มุนด์ (Rothermund) ที่ว่าด้วยเรื่องการค้าของเอเชียและการขยายตัวของยุโรป (Asian Trade and European Expansion) และสเตนการ์ด (Steengard) เคยกล่าวถึง “การปฏิวัติทางการค้าของเอเชีย” (Asian Trade Revolution) แล้ว เพียร์สันคิดว่า “นี้เป็นอาณาจักรที่อาศัยกำลังทางทหารที่เน้นให้ได้ผลตอบแทนที่มิใช่รูปแบบในทางเศรษฐกิจ โดยพื้นฐานแล้ว การค้าแบบที่ทำกันในเอเชีย มักจะเรียกร้องเครื่องบรรณาการ ส่วนโปรตุเกสได้สร้างการคุกคามต่อการเดินเรือในเอเชียแล้ว “ขาย” ความคุ้มครองของตนจากการคุกคามดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องให้มีการจ่ายค่าผ่านทางและเงินค่าศุลกากรซึ่งเป็นเงินกินเปล่า เพราะโดยแท้จริงแล้ว มิได้มีสิ่งใดตอบแทนเลย พฤติกรรมเช่นนี้อาจจะเรียกในภาษาปัจจุบันได้ว่า เป็น ‘ยันตร์กันผี’ ซึ่งเราก็ทราบดีว่ามักจะป้องกันไม่ได้อย่างจริงๆจังๆ[2] โดยการใช้คำว่า “จีน” แทนคำว่า “โปรตุเกส” เราจะเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของกิจกรรมที่จีนกระทำต่อน่านน้ำในอุษาคเนย์ และคาบสมุทรอินเดีย เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 15 กำลังพลทางทหารซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นกองเรือรบขนาดใหญ่ของราชวงศ์หมิง มีภารกิจที่จะต้องดูแล “ความสงบอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” จึงยังประโยชน์ทางการเมืองควบคู่ไปกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยไม่มากก็น้อย การสิ้นสุดลงของราชวงศ์หมิง เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ลักษณะต้นแบบการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลของจีนไม่พัฒนาเป็นการล่าอาณานิคมเต็มรูปแบบที่ยุโรปเป็นในระยะเวลาภายภาคหน้า อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การขยายตัวทางทะเลสิ้นสุดลง การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิหยงเล่อ ค่าใช้จ่ายที่มากมายมหาศาลที่จะต้องใช้ในการเดินเรือ ดังที่มีขุนนางชั้นสูงพากันคัดค้านเสมอมาว่า การเดินเรือเหล่านี้เป็นการสูญเปล่า อีกทั้งเป็นเรื่องความสำราญส่วนตัวของเหล่าบรรดาขันทีเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อผู้อุปถัมภ์ได้สิ้นพระชนม์ลง ในไม่ช้าการเดินเรือขนาดใหญ่เหล่านี้ก็สิ้นสุดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ในปูมบันทึกรายปีของราชวงศ์หมิงปี ค.ศ. 1445 ได้กล่าวเป็นนัยว่า การควบคุมเขตน่านน้ำ หรือพยายามจะควบคุม ยังคงมีต่อมาจนกระทั่งตอนกลางของทศวรรษ 1440 ได้มีบันทึกว่า ชาวชวา 3 คน ที่เดินเรือค้าขายระหว่างชวากับสยามได้ถูกจับกุมแล้วส่งไปยังจีน[3] ตัวอย่างนี้ จึงชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยจีน (ราชวงศ์หมิง) จะยังคงทำตนเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือค้าขายในภูมิภาคนี้ตลอดมาอีกครึ่งศตวรรษเป็นอย่างน้อย
“ลัทธิการล่าอาณานิคม” กับราชวงศ์หมิง
ดังที่ได้กล่าวถึงการรุก 3 ทางของจีนต่อย่านอุษาคเนย์ในศตวรรษที่ 15 มาแล้วข้างต้น โดยแต่ละด้านก็ได้ถูกติดป้ายว่าเป็น “การล่าอาณานิคม” ทั้งสิ้น ต่อไปก็จะได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปแล้ว “ลัทธิล่าอาณานิคม” เป็นคำที่ใช้ได้กับพฤติกรรมของจีนสมัยหมิงหรือไม่นั้น แฮโรลด์ เวียนส์ (Herold Wiens) เห็นว่าน่าจะใช้ได้ ดังที่เขาเขียนในหนังสือชื่อ China’s March Toward the Tropics (1954) ว่า “เขตปกครองตนเองของชนชาติต่าง ๆ “ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนภายหลังปี 1949 มีเพื่อ “กลบเกลื่อนลักษณะเจ้าอาณานิคมเก่า (ของจีน)นั่นเอง”[4] อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่หนังสือของเขาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงการเผชิญหน้าอันดุเดือดของสงครามเย็น หนังสือของเขาจึงถูกมองว่าเป็นการถือหางฝ่ายหนึ่งเพื่อตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เราจะถือว่าทัศนะของเขาในหนังสือเล่มนี้เป็นการกล่าวเกินจริงไหม หรือแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์การขยายตัวของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้นก็คือปฏิบัติการภายใต้ “ลัทธิการล่าอาณานิคม” นั่นเอง ในประวัติศาสตร์แล้ว คำว่า “ลัทธิการล่าอาณานิคม” นั้น มีหลายความหมาย เช่น การเข้าโจมตีแล้วยึดพื้นที่ในสมัยอาณาจักรโรมัน การขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันออกของอาณาจักรรัสเซียโบราณ การรุกรานคนอื่นในสมัยอ๊อตโตมานเติร์ก และการเดินเรือแล้วมีผลพวงมากมายต่อมาของมหาอำนาจยุโรปนับแต่ศตวรรษที่ 15 ข้อถกเถียงเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมนี้ มักจะเจาะจงลงไปที่การขยายตัวของมหาอำนาจทางทะเลของยุโรป และจะมองมายังจีนก็คือว่า เป็นเพียงตัวการเล็ก ๆ และอยู่นอกเหนือไปจากคำนิยามมากกว่าจะมองว่าแท้จริงก็คือเจ้าอาณานิคมเช่นกัน บางทีก็มองแบบจำแนกเอาว่า “จักรวรรดินิยม” ยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 นั้นมีเชื้อมาจากการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม และส่งผลให้เกิดผลสองด้านในบรรดาประเทศอาณานิคมก็คือทำให้ไม่เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและถูกจองจำให้ผลิตพืช(เศรษฐกิจ) ซึ่งไม่ใช่อาหาร มีคำถามว่านิยามของ “จักรวรรดินิยม” เช่นว่านี้อาจประยุกต์ใช้กับพฤติกรรมของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงได้หรือไม่ การขยายตัวของจีนนับแต่ศตวรรษที่ 14 และ 15 นั้น สอดรับกับนิยาม “จักรวรรดินิยม” ที่ชุมปีเตอร์ (Schumpeter) กล่าวไว้คือ “ภาวะอันแจ้งชัดของแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างไร้จุดประสงค์โดยอาศัยการใช้กำลังโดยไร้ขอบเขตใด ๆ” ดังนั้น พฤติกรรมแห่งการเข้าพิชิตจึงปรากฏ “โดยมิได้มีวิธีการอันเจาะจงใด ๆ แต่แท้จริงได้แฝงเป็นนัยอยู่ที่การกระทำนั้น ๆ”[5] หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การกระทำใดๆ ของผู้ปฏิบัติการขยายดินแดนของจีนสมัยหมิงนั้นเป็นการกระทำ “เพื่อที่เข้าครอบงำ” แต่เพียงอย่างเดียว หรือแท้จริงแล้ว มีการบวกลบคูณหารถึงผลที่จะได้รับมากไปกว่านั้น และด้วยเหตุฉะนี้จึงอาจจำแนกได้ว่าเป็นลักษณะของ “ลัทธิการล่าอาณานิคม” ได้เช่นกัน การขยายแผ่อำนาจและเข้ายึดครองเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ โดยจีน (สมัยต้นราชวงศ์หมิง) เกิดขึ้นเพราะแรงขับดันทางเศรษฐกิจหรือไม่ คำนิยามของ เจ.เอ. ฮอบสัน (J.A. Hobson) ที่มุ่งหมายไปถึงจักรพรรดินิยมอังกฤษนั้น สามารถนำไปใช้กับกรณีจีน (หมิง) ได้หรือไม่ ดังที่ฮอบสันกล่าวว่า “จากจุดยืนนี้ การขยายตัวทางทหารและราชนาวีของเรา ในระยะเวลาหลายปีที่เพิ่งผ่านมา อาจถือได้ว่ามีเป้าประสงค์ลำดับต้นอยู่ที่การปกป้องตลาดของอาณานิคมที่มีอยู่แล้ว และแผ่ขยายเพื่อสร้างตลาดใหม่ ๆ”[6] การขยายดินแดนและการเข้ายึดครองของราชวงศ์หมิงภายใต้จักรพรรดิหงหวู่ (ค.ศ. 1368-98) และจักรพรรดิหยงเล่อ (ค.ศ. 1403-24 ) เป็นไปเนื่องด้วยเหตุอันเป็นความจำเป็นเช่นเดียวกับที่เจ้าชายกอร์ชาคอฟ (Gorchakov) ซึ่งเป็นเสนาบดีของรัสเซีย ได้กล่าวถึงการที่รัสเซียได้ขยายตัวไปทางทิศตะวันออกเมื่อ ค.ศ. 1864 ว่า “สถานการณ์ของรัสเซียเป็นดังเช่นที่บรรดาอารยประเทศทั้งหลายจะต้องเผชิญกับชนร่อนเร่ซึ่งมิได้มีการจัดตั้งองค์กรแห่งรัฐอย่างดีนัก...เพื่อที่จะเป็นการต่อต้านการรุกรานและปล้นสดมภ์ของชนเหล่านี้ เราจะต้องเข้าไปกำหราบและเข้าควบคุมโดยเข้มงวด แต่ก็ยังมีพวกทำนองนี้ที่ห่างออกไป ....ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการต่อไป (เช่นกัน) .....เราเดินทัพไปข้างหน้าเพราะความจำเป็นเท่า ๆ กับเพราะความปรารถนา”[7] ยังมีนิยามของคำว่า “ลัทธิล่าอาณานิคม” อีกมาก และความหลากหลายของนิยาม ก็ส่อให้เห็นว่ามันเป็นแนวคิดที่ยากต่อการกำหนดให้ตายตัว ที.อาร์. อดัม (T.R. Adam) ผู้เขียน Modern Colonialism: Institutions and Policies ได้ให้คำนิยามว่า ลัทธิล่าอาณานิคมเป็น “การควบคุมทางการเมืองของฝ่ายที่มีอำนาจในการบงการวิถีชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนที่ด้อยพัฒนากว่า”[8] ส่วน ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn) เสนอว่า “ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการที่ชนต่างแดนเข้าปกครองต่อประชาชนท้องถิ่น”[9] ไมเคิล ดอยล์ (Michael Dolye) ให้ข้อพิจารณาว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นรูปการณ์หนึ่งซึ่งต่อเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการสร้าง “สัมพันธภาพทั้งที่เป็นและไม่เป็นทางการ ที่รัฐหนึ่งเข้าควบคุมอธิปไตยทางการเมืองของอีกสังคมการเมืองหนึ่ง”[10] อาร์. เจ. ฮอร์วาธ (R.J. Horvath) ได้ระบุถึงความแตกต่างระหว่างลัทธิการล่าอาณานิคมกับลัทธิจักรวรรดินิยมว่า ลัทธิล่าอาณานิคมจะต้องมีลักษณะของการที่มีผู้คนของฝ่ายล่าอาณานิคมเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาณานิคม ซึ่งเฟอร์โร (Ferro) เองก็เห็นด้วยในข้อนี้โดยกล่าวว่า การล่าอาณานิคมจะ “เกี่ยวข้องกับการเข้ายึดครองเหนือพื้นที่ต่างแดน แล้วเข้าทำการผลิตเหนือพื้นที่นั้น โดยผู้คนที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานจากประเทศเจ้าอาณานิคม”[11] “หลักการแห่งน้ำเค็ม” (salt water doctrine) ซึ่งได้วางกรอบให้กับงานเขียนเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคม และการสลายตัวของการล่าอาณานิคม อีกทั้งยังกำหนดนิยามลัทธิการล่าอาณานิคม โดยเฉพาะที่นำมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมมหาอำนาจในยุโรปกับ “ดินแดนโพ้นทะเล” ซึ่งแบ่งแยกออกจากกันตามสภาพที่เป็นไป “และมีการยอมรับกันทั่วไปว่า มีจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคสมัยแห่งการค้นพบ (age of discoveries) เริ่มโดยบรรดาอาณาจักรเจ้าอาณานิคมได้มีความเข้มแข็งในด้านแสนยานุภาพทางทะเล ถึงแม้ว่าการขยายตัวในดินแดนที่ต่อเนื่องกันจะมิได้ก่อให้เกิด...ลัทธิการล่าอาณานิคม”[12] ดังที่หลักการนี้จะได้หมายความเอาว่า ดินแดนที่ว่านี้จะต้องถูกคั่น หรือแบ่งแยกออกจากตัวเมืองแม่โดยห้วงทะเล จึงจะมีคุณสมบัติเป็นอาณานิคมได้ หลักการนี้จึงถูกอ้างถึงโดยผู้เขียนบางคนว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมก็คือ จะต้องมี “ความห่างจากกัน” คำถามคือ ระยะทางที่ห่างจากกันนี้ ก่อให้เกิดนัยที่สำคัญของปรากฏการณ์หรือไม่ เดวิด อาร์มิเทจ ( David Armitage) ดูจะเป็นผู้ที่ให้ความคิดเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมที่ฟังดูเข้าทีกว่า เขาได้ชี้ให้เห็นว่า อาณานิคมอังกฤษนั้น ถือเอาเส้นตรงที่ลากจากอังกฤษ ผ่านไอร์แลนด์ ข้ามไปยังคาริบเบียน แล้วรวมเอาชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอเมริกาทั้งหมด[13] ฉะนั้น เรื่องของระยะทาง และการแบ่งแยกออกจากกันโดยผืนทะเลจึงไม่ใช่ตัวสำคัญในการตัดสิน หากแต่มีเรื่องของอุดมการณ์ นโยบาย และการปฏิบัติของเจ้าอาณานิคมต่างหากที่เป็นตัวกำหนด เขายังเห็นต่อไปอีกว่า สกอตแลนด์ก็ถูกกระทำให้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการเข้าไปตั้งถิ่นฐาน การครอบงำทางวัฒนธรรม และการพึ่งพาในทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะ “ทำให้มีอารยะ” เกิดขึ้นเหนือดินแดนและผู้คนชายขอบเหล่านี้ [14] ออสเตอร์แฮมเมล (Osterhammel) และอีเมอร์สัน (Emerson) เป็นผู้ที่ให้คำนิยามที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ในบทความนี้ที่สุด กล่าวคือออสเตอร์แฮมเมล และ ฟริสช์ (Frisch) ให้ความหมายว่า “เป็นสัมพันธภาพที่เกิดในลักษณะของการครอบงำระหว่างคนกลุ่มน้อยจากต่างแดน กับคนหมู่มากที่เป็นคนดั้งเดิม (หรือแม้กระทั่งเป็นคนที่มาอาศัยอยู่โดยถูกบีบบังคับให้มา) วิถีชีวิตของคนในอาณานิคมเหล่านี้ เป็นไปเนื่องจากการตัดสินใจและการดำเนินการของเหล่าเจ้าอาณานิคม”[15] ในขณะที่อีเมอร์สันได้นิยามว่า “ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการก่อให้เกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของการปกครองเหนือคนต่างแดน ซึ่งถูกแบ่งแยกออกไป และถูกทำให้ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ปกครอง”[16] ฉะนั้น เมื่อแรกหันกลับมามอง ทั้งนโยบายและการกระทำทั้ง 3 เหตุการณ์ของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่อาร์มิเทจ ออสเตอร์แฮมเมล และอีเมอร์สันได้วางไว้ เราก็อาจถือได้ว่า เข้าข่ายที่จะเป็นการกระทำของรัฐแบบเจ้าอาณานิคมอยู่ โดยประการแรก การเดินเรือที่นำโดยเหล่าขันทีที่เริ่มในศตวรรษที่ 15 นั้น ได้ก่อให้เกิดลักษณะที่ถือว่าเป็นต้นแบบขแงการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลเท่านั้น เพราะมิได้มีการใช้อำนาจเข้าปกครอง (เหนือประชาชนหรือดินแดน)โดยแท้จริง มีการปกครองจริง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นรอยต่อที่สำคัญและเครือข่ายเชื่อมโยงเท่านั้น ส่วนกองกำลังทางทหารซึ่งเป็นกำลังหลักของกองเรือรบ ก็กำหนดบทบาทว่าเป็นไปเพื่อรักษา “สันติอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” ซึ่งจะทำให้รัฐจีนมีอิทธิพลเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ ในบางด้าน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอีกด้วย ประการที่สอง การรุกรานไดเวียด อาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดแจ้งที่สุดของการล่าอาณานิคม เพราะมีทั้งการรุกราน การเข้าครอบครองพื้นที่ การจัดตั้งผู้ปกครอง (ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร) มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจและมีการครอบงำโดยราชสำนักของจีน และการเสื่อมสลายลงของการเป็นอาณานิคมก็ชัดแจ้งเมื่อจีนประสบความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายเจ้าอาณานิคมเหนือไดเวียด ประการที่สาม การรุกรานของจีนต่อชุมชนการเมืองไตในหยุนหนาน เมื่อตอนศตวรรษที่ 15 เป็นความสำเร็จที่สุดของนโยบายอาณานิคมของจีน ดังที่จะได้เห็นว่า หลายอาณาบริเวณที่ได้ถูกยึดเป็นอาณานิคมของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ซึ่งกรณีนี้เกือบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เข้าข่ายที่เป็นเจ้าอาณานิคม เพราะมีการใช้สรรพกำลังทางทหารขนาดใหญ่เข้ากระทำการรุกรานต่อชนชาติที่ไม่ใช่ชาวจีน มีทั้งการยึดครองพื้นที่ แล้วเข้าแบ่งแยกเป็นหน่วยการปกครองย่อย ๆ ซึ่งมีผู้ปกครองที่จีนเป็นผู้เห็นชอบ อีกทั้งยังมี “ที่ปรึกษา” มาร่วมบริหารด้วย มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจเหนือพื้นที่ที่ถูกครอบครองเหล่านี้ กองกำลังเจ้าอาณานิคมของจีนเหล่านี้ (ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือคนพื้นถิ่น) มีปฏิบัติการทั้งโดยทางตรง (ใช้กำลัง) และโดยทางอ้อม (การข่มขู่) เพื่อดำรงสถานะของการปกครองเหนือพื้นที่ชุมชนไตในแคว้นหยุนหนาน การศึกษาเรื่องการล่าอาณานิคมเหนือดินแดนอุษาคเนย์ มักจะจำกัดอยู่ที่ประสบการณ์ภายใต้การครอบงำของชาติตะวันตกเท่านั้น บทความนี้แม้จะเสนอข้อถกเถียงหลายประการ ซึ่งบางท่านอาจจะเห็นว่าขาดน้ำหนักที่เพียงพอ แต่อย่างน้อยก็คงเป็นการเปิดแนวทางที่ควรจะมีการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมในอุษาคเนย์เพิ่มมากขึ้น เราอาจจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตของการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้รวมไปถึงการกระทำมากหลายประการของจีนด้วย[17] [1] M.N. Pearson, ‘Merchants and States’, อ้างใน James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires: State Power and World Trade, 1350-1750, Cambridge University Press, 1991, หน้า 41-116. โปรดดูหน้า 77 [2] เพิ่งอ้าง, หน้า 79 สำหรับการศึกษาเรื่องการจำแนกช่วงระยะเวลาของการขยายตัวทางภาคพื้นทะเลของพวกโปรตุเกสนั้นให้ดู Sanjay Subramanyam และ Luis Filipe F.R. Thomaz ใน ‘Evolution of Empire: The Portuguese in the Indian Ocean During the Sixteenth Century’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires : State Power and World Trade, 1350-17850, Cambridge : Cambridge University Press, 1991 หน้า 298-331 โดยสัญชัยและหลุยส์ได้ระบุว่า การจัดรูปองค์กรของจักรวรรดินิยมมี 3 ลักษณะคือ การจัดขึ้นเป็นเครือข่ายของป้อมปราการชายฝั่งทะเล เพราะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลาทางตอนเหนือของอาฟริกา แบบที่สองคือการสร้างลักษณะอาณานิคมเหนือพื้นที่และสภาพเกษตรกรรม ตลอดจนการตั้งถิ่นฐานในหมู่เกาะต่างๆ ของแอตแลนติค แบบสุดท้ายคือลักษณะของเครือข่ายตลอดชายฝั่งของกินี โดยมีการใช้ความรุนแรงไม่มากนัก แต่หนักไปทางการค้าขาย ทั้งสองคนนี้ยังเสนอว่า “การลองผิดลองถูกกรณีของเอเชีย” นั้น มีลักษณะทั้งสามประการคละเคล้าปะปนกันไป ลักษณะของจีน (หมิง) ดูจะกระเดียดไปทางกรณีของกินีมากกว่าแบบอื่น [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 132.8a [4] Herold J. Wiens, China’s March Toward the Tropics, Hamden, Conn. : Shoe String Press, 1954 [5] อ้างอิงจาก Marc Ferro, Colonization : A Global History, London : Routledge, 1997, หน้า 13 [6] J.A. Hobson, Imperialism: A Study, London : Unwin Hyman, 1988 (ต้นฉบับดั้งเดิม 1902) หน้า 64 [7] อ้างมาจาก Ferro, Colonization, หน้า 14 [8] T.R. Adam, Modern Colonialism : Institutions and Policies, New York : Doubleday and Company, 1955, หน้า 3 [9] Hans Kohn, ‘Reflections on Colonialism’ ใน R. Strausz-Hupe and H.W. Hazards (eds.), The Idea of Colonialism, Philadelphia : Foreign Policy Research Institute, University of Pennsylvania, 1958, หน้า 1-15 [10] M. Doyle, Empires, Ithaca : Cornell University Press, 1986 [11] Ferro, Colonization, หน้า 1 [12] L.C. Buchheit, Secession, the Legitimacy of Self-determination, New Haven : Yale University Press, 1978 หน้า 18 [13] David Armitage, The Ideological Orignins of the British Empire, Cambridge : Cambridge University Press, 2000 หน้า 45 [14] เพิ่งอ้าง, หน้า 26 [15] Jürgen Osterhammel and Shelly L. Frisch, Colonilaism : A Theoretical Overview, Princeton : Markus Weiner, 1997, หน้า 16-17 [16] R. Emersonm ‘Colonialism : Political Aspects’ ใน D. L. Sill (ed.), International Encyclopedia of the Social Sciences, 17 Vols., New York : Macmillan and Free Press, 1968, Vol. 3, หน้า 1-6 [17] แอนโทนี่ หรีด (Anthony Reid) ได้แนะนำว่า เราควรขยายขอบข่ายการศึกษาว่าอะไรทำให้จักรวรรดิจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคพื้นดิน และล้มเหลวอย่างสำคัญในการขยายอาณาจักรทางทะเล เป็นที่ชัดแจ้งว่า ความล้มเหลวในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทะเลน่าจะเป็นสาเหตุประการหนึ่ง |
|
|