songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 工具 帮助

日志


10月6日

มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์

เรื่องและภาพจากคอลัมน์ "นานาสาระ" ในเว็บไซต์หมายเหตุสังคม ปีที่ 2 ประจำเดือนตุลาคม 2551
 
มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์
กำเนิดของแนวคิดเรื่อง “พิพิธภัณฑ์”
1 - 3muses           แนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์นั้นเราเอามาจากฝรั่ง  คำว่า museum ที่ฝรั่งใช้เรียกสถานที่แบบนี้มาจากคำว่า muse ในภาษาละติน  มิวส์หมายถึงเทพธิดา 9 องค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะหลายแขนงที่คนในสมัยกรีกนิยมชมชอบกัน และได้กลายมาเป็นตัวแทนของความงามทางด้านจิตใจด้วย  นอกเหนือไปจากศิลปะภาพวาด ประติมากรรมต่างๆ แล้ว ยังรวมไปถึงศิลปะด้านอื่น เช่น บทกวี ประวัติศาสตร์ ดนตรี ฯลฯ ด้วย  ความหมายของ museum แต่เดิมจึงเป็นการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะแขนงต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะให้คนในรุ่นต่อๆ มา หรือใครก็ตามทีที่ได้พบเห็นมีโอกาสได้ซึมซับ อิ่มเอิบใจไปกับความงดงามของงานศิลปะทั้งหลายเหล่านั้น
 

2 - louvre

          ผู้ที่มีบทบาทในการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะตะวันตกในสมัยแรกๆ คือบรรดากลุ่มขุนนาง ราชสำนัก เศรษฐีพ่อค้า ที่มักนิยมเก็บสะสมงานศิลปะเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง  จนกระทั่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง จึงทำให้บรรดางานศิลปะถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เช่น การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) ของฝรั่งเศสที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้สมบัติที่เคยอยู่และชื่นชมกันแต่ในราชสำนักกลายมาเป็นสมบัติของชาติที่เปิดแสดงให้ผู้คนทั่วไปในสังคมสามารถเข้าถึงงานศิลปะเหล่านั้นได้

          ต่อมา มีคนที่สนใจเก็บรวบรวมของต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น  การตัดสินใจเลือกของที่จะเก็บสะสมจึงปะปนกันระหว่างการชื่นชมความงามทางด้านศิลปะกับความชื่นชมต่อความแปลกประหลาด (curios) ด้วย  (ในแง่หนึ่ง เศรษฐีมักชอบเก็บของที่ “แปลก” สำหรับสังคมตนเองเพราะแสดงว่าสามารถเข้าถึงสิ่งที่ผู้คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ครอบครองด้วย  -เหมือนทุกวันนี้ที่เศรษฐีก็ยังชอบใช้ของนอกมากกว่าของที่ผลิตในประเทศอยู่)  ผู้ที่เลือกสะสมของแปลกจึงอาจจะไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับความงามหรือสุนทรียภาพใน concept เดิมของคำว่า museum หรือไม่

          พิพิธภัณฑ์หลายแห่งจึงมีทั้งของสวยและของแปลก (สำหรับสังคมสมัยนั้น) จัดแสดงปะปนกันอยู่

เส้นทางของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย

          ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์น่าจะเริ่มเข้ามาในสังคมไทยประมาณรัชกาลที่ 4  พระองค์ทรงเป็นคนแรกที่สร้างอาคารขึ้นมาเพื่อเก็บของต่างๆ นานาทั้งของสวยงามและแปลกประหลาด และให้ชื่อเรียกสถานที่แบบนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์” พิพิธ หมายถึงสิ่งที่หลากหลาย ภัณฑ์ คือวัสดุสิ่งของต่างๆ  ดังนั้น ต้นกำเนิดวิธีคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ของไทยเราจึงพัฒนามาจากการเก็บสิ่งของต่างๆ ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน  แนวคิดนี้เกิดขึ้นในหมู่ของชนชั้นสูงในสังคมไทยเป็นระยะเวลานานมากก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณชน  วิธีคิดในการคัดเลือกและการจัดแสดงสิ่งของจึงเป็นการโชว์ของสวย ของมีค่า พอๆ กับของแปลกประหลาดและของหายาก ซึ่งมีนัยสะท้อนถึงความเหนือกว่าของคนในระดับสูง

          ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าแนวคิดซึ่งเป็นกระแสหลักของการจัดทำพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราคือความเป็นอนุรักษ์นิยม  หนึ่งคือการจัดแสดงนั้นเป็นไปเพื่อโชว์การสะสมสิ่งของ  และสองคือเป็นไปเพื่อบอกกล่าวตอกย้ำและเชิดชูฐานะของบรรดาชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้

          ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์ของเราน่าจะหันมารักษาความหมายของ museum ดั้งเดิมให้มากขึ้น  นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกอิ่มเอิบใจเมื่อได้พบเห็นสิ่งของ มองเห็นถึงความงดงามทางด้านจิตใจ  นอกจากนั้น สิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคือพิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถสื่อสารถ่ายทอดความรู้ทางสังคมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากอดีตสู่ปัจจุบันได้ด้วย  การจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ควรออกจากกรอบวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับผู้คนในทุกระดับ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาจิตใจของผู้คนในสังคมและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

          อย่างไรก็ตาม ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการจัดแสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีเรื่องราวและรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมไปถึงให้ความสำคัญกับความรู้สึกด้านสุนทรียะมากขึ้น  ประการถัดมาคือผมคิดว่าเกิดความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์มากขึ้น  นอกจากพิพิธภัณฑ์ในส่วนของรัฐแล้ว ยังเกิดพิพิธภัณฑ์ที่จัดสร้างและจัดแสดงโดยเอกชนและองค์กรต่างๆ นานา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ  ประการที่สามคือพิพิธภัณฑ์หลายแห่งแม้แต่ของรัฐเองได้เริ่มมีความเป็น “ท้องถิ่น” เพิ่มมากขึ้น ทำให้แง่มุมทางสังคมได้ไปปรากฏในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

          ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่มีความเป็น “ท้องถิ่น” เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน     จ่าทวีที่พิษณุโลก ที่จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในยุคหนึ่งซึ่งเป็น       ชาวบ้าน ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าอกเข้าใจว่าในชุมชนหนึ่งๆ นั้น นอกจากจะมีชีวิตของคนในระดับสูงแล้ว ยังมีชีวิตของราษฎรอยู่ในสังคมด้วย  หรือกรณีบ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณอเนก นาวิกมูล ซึ่งเป็นเอกชน ได้จัดแสดงเรื่องราวของ “ของเล่น” ที่สะท้อนถึงวิธีการบ่มเพาะคนในสังคม  ในขณะเดียวกัน ก็เกิด “พิพิธภัณฑ์ชาวนา” ในหลายพื้นที่ด้วยกันซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการบันทึก “วิถีชาวนาดั้งเดิม” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของเกษตรกรในปัจจุบัน  การจัดแสดงอาจจะยังดูน่าเบื่อ แต่อย่างน้อย ผมก็คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

          ความเป็น “ท้องถิ่น” ที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นความต่อเนื่องของชีวิตของชาวบ้านธรรมดา ซึ่งแต่เดิมเราไม่ค่อยได้รับรู้เพราะว่าการสืบค้นยังไม่ค่อยมี หลักฐานต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้เสมือนเป็นสะพานเชื่อมกลับไปสู่การทำความเข้าใจถึงชีวิตของชาวบ้านธรรมดาได้ดีทีเดียว

         นอกจากนั้น ยังมีความพยายามที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์ก้าวไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ของกรุงเทพฯ ที่มีสื่อใหม่ๆ ให้ผู้เข้าไปชมสามารถค้นคว้าหรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  ความสนุกสนานในรูปแบบต่างๆ นี้น่าจะช่วยดึงดูดให้ผู้ดู โดยเฉพาะเด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น  สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นการคลี่คลายตัวของพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราในช่วงประมาณสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา

          โดยรวมๆ แล้ว ผมคิดว่าแนวโน้มเรื่องพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยนั้นจะมีลักษณะท้องถิ่นและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คือ นอกจากจะสะท้อนความเป็นท้องถิ่น ความเป็นเมือง ความเป็นประเทศของตนแล้ว พิพิธภัณฑ์จะมีลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงเรื่องการแพทย์ การคมนาคม พูดถึงเฉพาะเรื่องของเล่น เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์น่าจะสะท้อนบริบททางสังคม

          ส่วนที่ผมคิดว่าขาดเวลาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยก็คือผมรู้สึกว่าสิ่งของต่างๆ มักถูกนำมาจัดแสดงในลักษณะที่หยุดนิ่ง ไม่มีบริบทในเรื่องของเวลาและความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับเรื่องอื่นๆ ในสังคม ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความรู้ และ/หรือ ความสามารถในการจัดแสดงน้อยเกินไป เช่น ถ้าจะจัดแสดงเรื่องของข้าว ผมคิดว่านอกจากสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น เครื่องมือการเกษตรต่างๆ แล้ว น่าจะนำเสนอเรื่องราวที่มาที่ไปว่าข้าวเข้ามาสู่สังคมเราได้อย่างไรหรือนานเท่าไรแล้ว พันธุ์ข้าวมีความหลากหลายและสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างไร ข้าวถูกแปลงไปสู่รูปแบบอื่นๆ อย่างไร ความสัมพันธ์ของข้าวกับคน วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับการปลูกข้าว ฯลฯ ด้วย

          ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการนำเสนอโดยส่วนใหญ่ยังไม่น่าสนใจพอ  ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มักจะถูกจัดวางให้อยู่นิ่งๆ ในพิพิธภัณฑ์  ถึงแม้ว่าบางครั้งจะพบเห็นคำอธิบายที่ยืดยาวอยู่ข้างๆ แต่ก็มักเป็นข้อมูลความรู้ในรายละเอียดมากกว่าจะช่วยให้เห็นมิติต่างๆ ของสิ่งของนั้นโดยรอบและโดยรวม  อย่างไรก็ตาม ผมเห็นความตั้งใจและความพยายามอันดีที่จะเก็บสิ่งของต่างๆ เพียงแต่ยังขาดความคิดในการเรียบเรียงจัดการและนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือขาดงบประมาณ

         ผมขอยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านหนองขาว กาญจนบุรี  ทั้งเจ้าอาวาสและชาวบ้านเองมีความตั้งใจดีมากๆ ที่จะพยายามเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในหมู่บ้าน แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเอาของเหล่านั้นมารวมกันไว้เพื่อไม่ให้สูญหาย  แต่ยังขาดวิธีคิดว่าจะจัดการกับมันอย่างไร เช่น จะขยายความหมายของตะเกียงหนึ่งชิ้นให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างไร และที่สำคัญ ยังขาดงบประมาณที่จะนำมาตอบสนองเพื่อจะนำไปสู่เรื่องราวดังกล่าว (เช่น ให้ทุนศึกษาวิจัย) ด้วย

         อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ผมคิดว่าวิธีคิดในเรื่องพิพิธภัณฑ์กำลังถูกแพร่ขยายออกไปสู่ชุมชนเล็กชุมชนน้อยในสังคมไทยต่างๆ อย่างรวดเร็ว

บทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย

          ผมคิดว่าหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์คือการเชื่อมโยงความเป็นมาของสังคมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนเส้นทางของผู้คนในสังคมให้มองเห็นรากเหง้าของตนเอง เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่มาที่ไปของตนเองและชุมชน รวมทั้งช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ของตนเองกับชุมชน

          ที่ผ่านมา คนในระดับชาวบ้านยังไม่สามารถกุมสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” และใช้มันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราถูกสอนให้มีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผินมาก  ในขณะที่หากเทียบกับชนชั้นสูง การที่เขาต้องพยายามรักษาสถานะทางสังคมไว้ให้ได้ทำให้เขาค้นคิดวิธีจนสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างความหมาย สร้างฐานะ เพื่อดำรงฐานะทางชนชั้นตนเอง รวมไปถึงการนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ควบคุมชนชั้นระดับล่างได้ด้วย  ผมจึงคิดว่าการให้ความรู้กับชาวบ้านในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้นเป็นหนทางหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กับชนชั้นที่สูงกว่าในสังคม

         ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าชุมชนต่างๆ มีความพยายามในการกลับไปสู่รากเหง้าหรือท้องถิ่นของตนเอง  คนในรุ่นเก่าถึงแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวในอดีตแต่ก็เป็นความเข้าใจในครรลองเดิมๆ ซึ่งเป็นมิติที่แคบเกินไป  เพราะฉะนั้น พิพิธภัณฑ์เองต้องสามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะนำเสนอแนวคิดที่หลากหลายในการแสวงหา “ความหมาย” ของความรู้ที่สะสมไว้ในท้องถิ่นและชุมชนของตน

          ผมยังคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นนอกจากจะถ่ายทอดความงามและความรู้แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ช่วยเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมมนุษย์กับชุมชน เห็นเส้นทางพัฒนาการของชุมชนจนถึงปัจจุบันในแง่มุมที่หลากหลาย  สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้ที่ชัดเจนหนักแน่น และนั่นก็หมายถึงอนาคตที่มั่นคงแข็งแรงด้วย  ด้วยเหตุนี้ พิพิธภัณฑ์จึงมีความจำเป็นต่อทุกสังคม  และผมคิดว่าเราน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอเรื่องราวของสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ในลักษณะที่ช่วยกระตุ้นความคิดของผู้ชมให้มากขึ้น เช่น การมองชีวิตผู้คน มองสภาพสังคม โดยผ่านสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งว่ามันทำหน้าที่อะไรในแต่ละยุคสมัย  แทนที่จะให้ความรู้เพียงว่าของนั้นเรียกว่าอะไร ทำด้วยวัสดุอะไร สร้างในสมัยไหนเท่านั้น

ทำไมถึงชอบไป “พิพิธภัณฑ์”

          ตอบตามความเป็นจริงก็คือพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลุดไปจากความยุ่งเหยิงไปปัจจุบัน ทำให้ผมสามารถมีใจจดจ่อกับเรื่องราวในอดีต ทำให้ใจสงบและเกิดความคิดดีๆ ในการที่จะไปคิดเรื่องราวอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย  คงคล้ายๆ กับการฟังเพลงหรือดูหนังครับที่ช่วยพาเราออกไปจาก “โลกแห่งความเป็นจริง” ชั่วคราวและช่วยให้ใจว่างพอจะหันกลับมามองประสบการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่จริงได้ชัดเจนขึ้น