songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 工具 帮助

日志


12月12日

ช่างมันฉันไม่แคร์

ช่างมันฉันไม่แคร์

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมพูดถึงหนังไทยแบบเก่าในฐานะของการเป็นตัวอย่างที่ชาวบ้านเขาอ่านข่าวอาชญากรรมผ่านจอภาพยนตร์ สำหรับอาทิตย์นี้ ผมอยากจะพูดถึงหนังไทยอีกประเภทหนึ่ง ที่ต้องการจะสื่อถึงเรื่องราวชีวิตของคนในเมืองใหญ่ ในรูปลักษณ์และรสนิยมอันเป็นแบบแผนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่เรียกว่าชนชั้นกลางแบบเราๆ นี่แหละครับ

ช่างมันฉันไม่แคร์ เริ่มขึ้นมาด้วยเสียงแซกโซโฟนที่แหบโหยในทำนองของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ ซึ่งหงา (สุรชัย จันทิมาทร) เอามาเรียบเรียงเสียงใหม่ โดยมี ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุลเป็นผู้ใส่คำร้อง  เนื้อเพลงยังคงพูดถึงความใฝ่ฝันของคนที่อยากจะก้าวข้ามไปให้ถึงที่ที่มีแต่ความสุขอันอยู่สุดปลายของสายรุ้งตามเนื้อหาเดิมของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียงดนตรีบางท่อนที่เป็นเสียงเดี่ยวๆ ของแซ็กโซโฟนให้ความรู้สึกหวานระคนเศร้า โดดเดี่ยวและเหงาๆ สำหรับใครก็ตามที่เคยมีความรู้สึกเหงาใจยามเดินสวนกับฝูงคนบนถนนสายจอแจ คงจะรับรู้ความรู้สึกจากดนตรีท่อนนี้ได้ดี

ตัวละครสองตัวถูกปล่อยออกมาบนเส้นทางชีวิตซึ่งอยู่กันคนละมุมของสังคมกรุงเทพฯ เบิร์ด (ลิขิต เอกมงคล) เป็นจิ๊กกะโล่หนุ่มผู้มีรูปร่างดี มีอาชีพขายตัวอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง พิม (สินจัย หงษ์ไทย) เป็นสาวปราดเปรียว และมือทองของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เส้นชีวิตของคนทั้งสองเดินทางมาบรรจบพบกันโดยบังเอิญ เพราะพิมกำลังต้องการนายแบบโฆษณากางเกงชั้นในสุภาพบุรุษและเบิร์ดก็ต้องการเงิน หลายคนอาจประหลาดใจที่ผู้สร้างกำหนดให้โฆษณาชิ้นแรกที่พระเอกหนุ่มของเราได้รับเป็นโฆษณากางเกงชั้นใน  ผมเองตอนแรกก็รู้สึกเช่นนั้น แต่พอมานึกๆ อีกที ก็รู้สึกเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราโฆษณาชนิดนี้ต้องการความเป็นหนุ่มซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราที่มีอาชีพขายความเป็นหนุ่ม โฆษณาชนิดนี้ไม่ต้องการคนที่มีสติปัญญามากนัก ซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราอีก และที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นการปูความรู้สึกให้คนดูได้รับรู้ถึงความโง่เง่าไร้สาระของวงการโฆษณาอันจะส่งลูกต่อไปยังความคิดสำคัญของตัวนางเอกในตอนท้าย

เหตุผลในการขายตัวของเบิร์ดไม่ต่างจากคนอาชีพเดียวกันที่ต่างเพศเท่าไหร่นัก กล่าวคือต้องส่งเสียให้กับพ่อแม่และน้อง  การที่เขาได้เป็นนายแบบโฆษณาทำให้เขาได้เป็นดารายอดนิยมในอาชีพประจำของเขาด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่สำคัญเท่ากับความใกล้ชิดกับพิมที่มีมากขึ้นจนกระทั่งเขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชีวิตขาดไป นั่นก็คือความรักและความอบอุ่น  ส่วนพิมนั้นความจริงเธอมีความสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้วกับคมสัน (สหัสชัย ชุมรุม) นักธุรกิจหนุ่มซึ่งมีอนาคตอันรุ่งเรือง แต่ยิ่งนานวันสัมพันธภาพของทั้งสองคนก็ยิ่งห่างกันออกไปทุกที เพราะคมสันคนเดิมที่พิมเคยรักได้ตายไปจากความรู้สึกของพิมนานแล้ว  และเมื่อค่ำคืนที่คมสันพยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำพิมแต่เบิร์ดเข้ามาช่วยทัน ก็ยิ่งทำให้พิมและคมสันแยกทางกันเดินโดยถาวร

มาถึงตรงนี้ พิมผู้ซึ่งเมามายก็เปิดเผยความเป็นมาของตัวเองต่อคนดูโดยผ่านการเล่าให้เบิร์ดฟัง เธอเคยเป็นแอ็คติวิสต์สมัยเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ พิมได้เห็นการฆาตกรรมทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างใกล้ชิด และเกือบจะต้องตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรมครั้งนั้นด้วย หากคมสันเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน  ทั้งสองหนีกันไปที่เกาะเสม็ดและมีรักต่อกันที่นั่น ต่อเมื่อบ้านเมืองดี ทั้งคู่จึงกลับมาสู่เมืองและมีอาชีพแตกต่างกันไป คมสันเจริญรอยตามพ่อซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ส่วนพิมทำงานทางโฆษณาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในส่วนลึกแล้วเธอก็มีความเห็นว่ามันคือ กระหรี่ทางปัญญา เท่านั้น

เบิร์ดพาพิมไปที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติเพื่อฟื้นจิตใจที่บอบช้ำ ความงามของกระจกสีประดับช่องหน้าต่าง ลวดลายประดับฝาแบบเวเนเทียนเรอแนสซองส์และสถาปัตยกรรมแบบกอธิกของวัดนิเวศน์ฯ ช่วยให้พิมผ่อนคลายขึ้นจากบทผู้ร้ายของคมสันเมื่อคืนก่อน ยิ่งทัศนียภาพของทุ่งนาอันกว้างขวางยิ่งทำให้พิมสุขใจขึ้น เธอพูดกับเบิร์ดว่า หากไม่มีทุ่งนา เราก็คงไม่เป็นตัวตนกันได้หรอก เบิร์ดดีใจที่พิมมองเห็นความสำคัญของท้องนาซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตเดิมของตน เขาขอให้พิมเรียกชื่อจริงๆ เขาว่า สมหวัง

พิมคิดจะเลิกจากอาชีพโฆษณาในขณะที่สมหวังต้องการจะเลิกจากอาชีพขายตัวเพื่ออยู่กินกับพิม แต่ก็ช้าไปกว่ามืออำมหิตของคมสันผู้ผูกใจเจ็บจะเอื้อมมาถึง คมสันได้ออกอุบายให้พิมได้รู้ความจริงส่วนตัวของสมหวัง จนสมหวังวิ่งเตลิดหนีไป แต่พิมผู้ซึ่งประกาศล้างมือจากวงการ กะหรี่ทางปัญญา ก็ไม่แคร์กับอดีตของสมหวัง เธอได้เดินเคียงคู่ไปกับสมหวังท่ามกลางสายฝนและลมแรงแห่งชีวิตที่โหมกระหน่ำอย่างหนัก

ว่ากันตามจริงแล้ว โครงเรื่องหลักของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนวนิยายโรแมนติกในช่วงหลังของทศวรรษที่ 2490 และต้นทศวรรษ 2500 เท่าไรนัก ตัวเอกซึ่งเป็นคนที่มีอุดมคติผู้เบื่อหน่ายต่อชีวิตเมืองหลวงและได้กลับคืนไปสู่ชีวิตที่เรียบง่ายในชนบท สิ่งที่แตกต่างออกไปคือการกำหนดรายละเอียดของตัวละครและของเหตุการณ์ซึ่งทำได้อย่างแนบเนียนตามสถานการณ์ของสังคมที่แปรเปลี่ยนไป บุคลิกของพิมถูกสร้างให้เป็นผู้หญิงที่แคล่วคล่องประเปรียวอย่างคนที่ต้องทำงานกับกลุ่มคนที่หวือหวาในสังคม เป็นผู้หญิงที่ทันสมัยโดยเฉพาะชีวิตทางเพศของเธอ เธอดื่มเบียร์และเหล้าตลอดจนสูบบุหรี่จัด เหมือนกับต้องการจะปลดปล่อยความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจ (เธอสูบบุหรี่ลักกี้สไตรค์ซึ่งพวกที่สูบบุหรี่ย่อมจะรู้ดีว่ามันเป็นบุหรี่ของพวกคอแข็งจริงๆ และบุหรี่ยี่ห้อนี้ก็เหมาะที่สุดกับไฟแช็คชนิดเก่าซึ่งเป็นโลหะหนาๆ รายละเอียดเช่นนี้ช่วยเสริมบุคลิกของผู้หญิงที่เข้มแข็งได้ดีทีเดียว) ส่วนบุคลิกของสมหวังหรือเบิร์ดนั้น ก็ดูเด๋อด๋าและคิดอะไรอย่างตรงไปตรงมาเหมาะสมกับคนชนบทที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงนัก หนังให้รายละเอียดมากพที่เราจะเห็นสภาพชีวิตและจิตใจของสมหวังนับตั้งแต่เดินทางมาจากชนบทจนมาจมปลักอยู่กับวงการขายตัวภายในบาร์เรนโบว์  คนที่มีภาพพจน์บางที่สุดเห็นจะเป็นคมสัน เราไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอของเขาชัดเจนนัก นอกจากเป็นนักศึกษาศิลปากร เป็นลูกเศรษฐี ได้ช่วยเหลือพิมในยามวิกฤติและต่อมาได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้กรุยกราย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงคำบรรยายจากปากของพิมมากกว่าที่คนดูจะเห็นจริงและรู้สึกตามนั้น

การเปรียบเทียบระหว่างอาชีพของนักโฆษณากับชายขายรักว่าเป็นโสเภณีเหมือนกันนั้นดูคมคายดี สมหวังเป็นเพียงลูกหลานของชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งพลัดหลงเข้ามาในเมืองด้วยความใจแตกและด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชายขายรักอย่างเขานั้นเป็นได้อย่างมากก็ขายฝันหวานชั่วครั้งชั่วคราวให้แก่ลูกค้า ส่วนพิมนั้นถึงแม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอาชีพโฆษณาแต่เธอก็ซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะมองเห็นว่าความสำเร็จนั้นเป็นความสำเร็จของ กระหรี่ทางปัญญา เพราะการโฆษณาเปรียบเสมือนการขายฝันหลอกลวงชาวบ้านนั่นเอง ตรงนี้ผู้แต่งเรื่องเสนอประเด็นได้น่าสนใจดี เพราะถ้าจะว่าไปแล้วศูนย์กลางวิถีชีวิตแบบผู้บริโภคอันเป็นลักษณะเด่นของสังคมเมือง ก็มีกลไกของการโฆษณานี่เองที่เป็นตัวผลักดันให้เฟืองทุกตัวหมุนไปได้

การกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ทำได้สวยงามมากในหลายตอน อย่างเช่นภาพของพิมคุยกับสมหวังใต้สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวลงไปในทะเลสีเขียวครามใสแจ๋ว และกว้างเวิ้งว้างสุดตานั้นสวยงามมาก ภาพอีโรติกขาวดำตอนที่พิมรักแรกกับคมสันที่เนินทุ่งหญ้า ทำให้ผมนึกถึงทุ่งหญ้างามในหนังญี่ปุ่นเรื่อง โอนิบาบะ ของคาเนโตะ ชินโต (1964) และฉากอีโรติกที่งามตาและยวนใจในเรื่องวูแมน อิน เดอะ แซนด์ ของ ฮิโรชิ เตชิกาวาระ (1964) ภาพตอนที่พิมพาสมหวังไปนั่งกินข้าวที่ร้านมิ่งหลีแล้วเจอหงากับพรรคพวก ก็สวยงามประทับใจดี ร้านมิ่งหลีอันลือชื่อซึ่งติดอยู่กับมหาวิทยาลัยศิลปากรได้กลายสภาพจากปราสาทผีดิบ (คำนี้ผมจำเอามาจากเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเขียนเรื่องประทับใจมาลงในนิตยสาร ลลนา เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เธอมีความประทับใจที่น่ากลัวทีเดียวเกี่ยวกับร้านนี้) กลายมาเป็นตึกแถวฝรั่งรุ่นแรกของไทยซึ่งได้รับอิทธิพลวิคตอเรียในเซคชั่นอันงามสง่าในอดีต เป็นต้น

ในแง่การแสดงแล้วสินจัยเล่นได้ดีจนติดเพดานบินไปเสียแล้ว เธอหวีผมที่ลงเจลจนเรียบแล้วรวบไปเป็นเปียใหญ่ด้านหลัง ทำให้รูปหน้าของเธอดูเก๋และทันสมัยดี เครื่องแต่งตัวเรียบแต่มีรสนิยม ก็ดูปราดเปรียวเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ทำงานในธุรกิจโฆษณาดี ซึ่งหากเธอแต่งตัวกรุยกรายแบบที่ผู้หญิงไทยมักจะนิยมเพื่อให้ดูเป็นแหม่มหมวยแบบฮ่องกงหรือไม่ก็ไต้หวัน คงจะดูไม่เหมาะสมกับบุคลิกเธอเป็นแน่ ลิขิตนั้นยังแสดงได้ไม่เก่งพอทั้งที่ได้รับบทเดิมมากๆ คงจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะแสดงได้เป็นธรรมชาติจริงๆ แต่นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของดาราดวงใหม่ที่จะจรัสแสงที่ขอบฟ้าของโลกการแสดง ส่วนสหัสชัยนั้น ผมคิดว่าเล่นแข็งๆ เหมาะกับละครเวทีมากกว่าเล่นหนัง ผมต้องขอสารภาพว่ารสนิยมของผมไม่สอดคล้องกับบุคลิกของสหัสชัยในเรื่องนี้เลย ผมคิดว่าการแต่งตัวด้วยชุดราตรีโบไทดำนั้น ดูไม่เข้าท่าเลย ยิ่งการไว้หนวดเรียวหวีผมเสยลงน้ำมันเรียบแปล้นั้น ชวนให้ผมนึกถึง ติงลี่ ไม่น่าที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองโดยใช่เหตุและไร้รสนิยมขนาดนั้น

เพลงประกอบหนังก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่ง เพลงหลักของเรื่องที่พูดถึงความใฝ่ฝันในชีวิตอันงดงามนั้น (ต้องขออภัยจริงๆ ครับที่จำชื่อไม่ได้จริงๆ เพราะมัวแต่ไปนึกถึงเนื้อร้องของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียเพลิน) สุรชัยร้องได้ดีมาก แม้ท่อนที่เป็นดนตรี (โดยเฉพาะแซ็กโซโฟน) ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกดีและสอดแทรกในระหว่างเรื่องได้อย่างมีจังหวะจะโคน ส่วนเพลง ดอกไม้ให้คุณ ซึ่งสุรชัยร้องในเรื่องนี้เหมือนจะทวงความเป็นเจ้าของจากดนุพลก็ฟังดูดีเช่นเดียวกับเพลง ช่างมันฉันไม่แคร์ ตอนจบของเรื่อง

พูดโดยรวมแล้ว ก็ต้องขอปรบมือให้กับ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่ทำและกำกับหนังที่ดีมีคุณภาพออกมาให้ได้ดูกัน ในยามที่หนังไทยซบเซาอยู่ขณะนี้

ช่างมันฉันไม่แคร์คงจะเป็นหนังขายดีในหมู่ผู้มีรสนิยมแบบชนชั้นกลางซึ่งปากกัดตีนถีบกันอยู่ในเมืองที่มีถนนจอแจมากมาย และมีคนเดินสวนกันขวักไขว่ แต่ทุกคนรู้สึกแปลกแยกออกจากกัน ถนนที่มีกลิ่นอาหารลอยปะปนอยู่กับกลิ่นเอียนของควันรถและแสงไฟสีส้มสลัวในยามค่ำคืน ที่นี่มีชีวิตคนอยู่มากหลายที่ถูกชะตากรรมอันเกิดจากกลไกการบริโภคพัดพาให้ดำเนินไปเหมือนตกอยู่ภายในวังวน

12月6日

การเมืองของต้นไม้

จากเว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เดือนธันวาคม 2551
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ทรงยศ แววหงษ์
 

บ่อยครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสถานที่ต่างๆ กับนักศึกษาแล้วพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จักหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นไม้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ  อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่านักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นปัจจุบันนั้นเติบโตขึ้นมาก็พบเห็นต้นไม้ต่างๆ นานาเหล่านี้แล้ว และทึกทักเอาว่ามันก็คงมีอยู่เช่นนี้ตลอดมา จึงมักไม่สนใจตั้งคำถาม แต่ผมคิดว่าหากเราจำแนกพรรณไม้เป็นรายต้นแล้ว จะพบว่าทุกต้นล้วนมีถิ่นที่มาและความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งความเป็นมาของมันสะท้อนหรือบ่งบอกถึงความเป็นไปทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

เบื้องหลังแนวคิดในการจัดสวน
              ในโลกโลกาภิวัตน์ที่ทุกหน่วยของโลกถูกรวมเข้าด้วยกันจนทุกท้องที่ทุกถิ่นดูจะมีอะไรต่ออะไรคล้ายกันไปหมดนั้น การที่ต้นไม้ถูกเคลื่อนย้ายถ่ายเทจนทุกที่ทั่วโลกมีพืชพรรณหน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมด คงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไม่คิดสงสัย  รวมทั้งการที่ต้นไม้ที่มาจากถิ่นกำเนิดแตกต่างกันจะถูกนำมาผสมปนเปให้อยู่ในที่เดียวกันและบางครั้งถูกออกแบบจัดแต่งโดยฝีมือของมนุษย์ ก็ไม่รู้สึกเป็นเรื่องที่แปลก น่าทึ่งหรือสมควรตั้งคำถามอีกต่อไป  ยกตัวอย่างเช่น ความพยายามในการจัดแต่งพรรณไม้ประดับบริเวณพระเมรุงานพระราชพิธีพระศพพระพี่นางที่สนามหลวง ซึ่งได้มีการนำไม้จากดอยตุงซึ่งเป็นพรรณไม้เมืองหนาวลงมาอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตเมืองร้อน  

              แต่ถ้ามานั่งนึกดู มันไม่น่าประหลาดใจหรือที่พรรณไม้ซึ่งต้องการความหนาวเย็นในการเติบโตมาเบ่งบานประชันโฉมกับพรรณไม้เมืองร้อนที่ต้องการแดดจัด  ความคิดของการรวบรวมพืชพรรณต่างถิ่นให้มาอยู่ที่เดียวกันนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ผู้คนจะแห่กันไปดู ของแปลกเช่น สมัยที่มีการริเริ่มทำสวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Gardens) ต่างๆ ขึ้นในยุโรป  สวนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมกันมากทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและชั้นล่าง

              ในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเป็นวิธีคิดของคนไทย คือการที่โลกตะวันตกนำต้นไม้หลากหลายชนิดจากต่างสถานที่มารวมกันแล้วบอกว่านี่คือสวรรค์ โดยอ้างไปถึงแนวความคิดเก่าแก่เรื่อง สวนอีเดนสวนสวรรค์แห่งแรกของมนุษย์ ที่ซึ่งพระเจ้าได้เนรมิตพืชพรรณต่างๆ ขึ้นมาอยู่รวมกันอย่างหลากหลาย

              แนวคิดการสร้างสวนของคนมุสลิมก็อ้างไปถึงสิ่งเดียวกันคือ สวนสวรรค์ หรือ paradise ของอาดัมกับอีวา  ดังนั้น ความสุขในการสร้างบ้านของคนมุสลิมอย่างหนึ่ง   ก็คือการได้เนรมิต สวนชนิดนั้นขึ้นมาในบริเวณบ้านของตนเอง โดยใช้ความรู้ทางเรขาคณิตจัดสวนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม โดยมากจะมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีทางเดิน       ทแยงมุมและตัดเป็นเส้นตามลักษณะทางเรขาคณิต โดยที่สวนมักจะปลูกพืชหลายชนิดคละเคล้าปะปนกัน มีทั้งพืชที่ให้ผล พืชที่ให้กลิ่น เป็นต้น

              แต่ในบ้านเรา ผมคิดว่าการเนรมิตสวนขึ้นมาให้มีทั้งไม้เมืองหนาว เมืองร้อน    ไม้แถบทะเลทราย ฯลฯ นั้นล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝีมือมนุษย์มากกว่าจะอ้างไปถึงสวนสวรรค์  อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงพลังอำนาจของผู้เป็นเจ้าของที่สามารถเนรมิตพืชพรรณจากถิ่นต่างๆ ให้มาอยู่รวมกันได้  ความคิดเช่นนี้ความจริงเป็นความคิดที่แอบแฝงอยู่ในการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์มานานแล้ว  ผมคิดว่าการสร้างสวนทำนองนี้มี  นัยสำคัญอย่างหนึ่งว่าสถานที่ซึ่งสวนตั้งอยู่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด  ทุกอย่างจึงสามารถมาขึ้นอยู่ด้วยกันได้  ในขณะเดียวกัน ก็เป็นหลักฐานในการแผ่อำนาจพลานุภาพของตน เช่น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษสร้างสวนคิว (Kew Gardens) ขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะบอกหรือแสดงว่าตนเองนั้นมีอำนาจทางการเมืองเหนือพื้นที่ต่างๆ ในโลก  ดังนั้น จึงสามารถเคลื่อนย้ายพืชเขตร้อนเข้ามาปลูกในลอนดอนซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของอังกฤษได้

สาเหตุที่ผลักดันการเคลื่อนย้ายของพืชพรรณ 
             ผมคิดว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ในโลกนั้นถูกเคลื่อนย้ายจากที่แห่งหนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่งด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเหตุความคิดความเชื่อทางศาสนา เศรษฐกิจ การเมืองและอื่นๆ อีกมากมาย  การเคลื่อนย้ายทำนองนี้ได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ มาแต่ไหนแต่ไร  แต่กระแสการเคลื่อนย้ายพืชพรรณจำนวนมากในเวลาอันสั้นนั้นเกิดจากการล่าอาณานิคมเป็นเหตุสำคัญ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้วมานี้เอง  เราอาจจะเรียกพืชที่ถูกย้ายถิ่นในปริมาณมหาศาลด้วยเหตุผลทางการเมืองเช่นนี้ ว่า พืชอาณานิคม

              ลักษณะที่สำคัญร่วมกันของพืชอาณานิคมดังกล่าวคือมันถูกย้ายถิ่นไปพร้อมๆ กับกระบวนการล่าอาณานิคม ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาข้อจำกัดทางพื้นที่ของประเทศกลุ่มยุโรป

              ด้วยความที่ยุโรปมีขนาดเล็ก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องบุกเบิกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการเพาะปลูกกสิกรรมในประเทศของตนเอง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้      การเดินเรือเพื่อบุกเบิกค้นหาพื้นที่ใหม่จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองความจำเป็นและแก้ไขปัญหาดังกล่าว  แรงงานก็ได้จากชาวพื้นเมืองหรือทาสที่คนยุโรปเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ใช้แรงงาน

              ปัญหาต่อไปที่ต้องคิดคือควรจะเพาะปลูกพืชชนิดไหน เลี้ยงสัตว์อะไร เพื่อเลี้ยงดูผู้คนในประเทศตนเองได้อย่างเพียงพอและได้ประโยชน์สูงสุด  เราจึงเห็นปรากฏการณ์การทำกสิกรรมขนาดมหึมา  นอกจากนั้น ความเชื่อในเรื่องการแบ่งงานกันทำว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ยังนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากที่ปลูกพืชหลายหลากชนิดเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว  วิธีการเพาะปลูกคือใช้พื้นที่เยอะเพื่อให้ได้พืชในปริมาณมากที่สุด เก็บเกี่ยวง่ายแล้วส่งออกเพื่อขาย  พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย กาแฟ ชา โกโก้

              ในกลุ่มนี้จะขอยกตัวอย่างเรื่องกาแฟ  ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่ากาแฟมีพื้นถิ่นมาจากละตินอเมริกาเพราะเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน  แต่ความจริง กาแฟนั้นถูกผูกขาดอยู่ในโลกของมุสลิมมานานมาก  จนถึงคริสตศตวรรษที่ 17 พวกดัทช์จึงสามารถขโมยกาแฟได้สำเร็จจากเมืองที่ชื่อว่ามอคค่า กาแฟทุกวันนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มอคค่าด้วย  ชาวดัทช์ได้นำกาแฟมาทดลองปลูกอยู่หลายแห่ง  สถานที่ที่ประสบความสำเร็จคือในอินโดนีเซีย ทั้งสุมาตรา บาหลีและติมอร์  สายพันธุ์กาแฟ    ดังกล่าวจะมีกลิ่นของเครื่องเทศอยู่ด้วย  ต่อมา พวกอังกฤษ เยอรมันและฝรั่งเศสได้ทดลองนำกาแฟไปปลูกในแถบละตินอเมริกาจนกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างทุกวันนี้  ตามตำนานนั้น พวกฝรั่งเศสนำต้นกาแฟใส่เรือไปและต้องจัดทหารเฝ้ารักษาไม่ให้มีใครมาทำลายต้นกาแฟเหล่านั้นได้  ขนาดเมื่อน้ำหมด ยังต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้รดต้นกาแฟทั้งๆ ที่คนในเรือไม่มีน้ำจะกิน

             ถ้าเรามองหาพืชเศรษฐกิจของไทยที่เป็นพืชท้องถิ่นแท้ๆ  ผมก็จะนึกถึงข้าวซึ่งเป็นพืชที่มีการแลกเปลี่ยนค้าขายในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียงมาช้านาน เช่น ในสมัย ร.3 มีการส่งออกข้าวไปยังอินโดนีเซียด้วย  จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมที่ยุโรปพยายามผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำ  ไทยถูกวางตัว (โดยประเทศในยุโรป!) ให้ specialize ในการผลิตข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก  ดังนั้น การผลิตข้าวแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงการผลิตเพื่อกิน จึงได้รับแรงกระตุ้นจากหลายทางให้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออกในปริมาณที่มากขึ้นๆ จนคลี่คลายไปเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย

              ทีนี้มาดูเรื่องพืชที่เราคุ้นเคยในครัวกันบ้าง  ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าพริกเป็นพืชท้องถิ่นของไทยเพราะใช้ในการปรุงอาหารหลายอย่างมาช้านาน รวมทั้งน้ำพริกซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวไทยด้วย  ความจริง พริกเป็นพืชท้องถิ่นแถบละตินอเมริกาที่เดินทางมาพร้อมกับการค้นพบโลกใหม่  ตามบันทึกกล่าวว่าในปี 1492  คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส       เดินทางไปถึงละตินอเมริกาและนำพริกใส่เหยือกกลับมาด้วย  ตามบันทึกยังบอกอีกด้วยว่ากะลาสีเรือหลายคนตายด้วยโรคลักปิดลักเปิด  หลายคนยังเสียดายว่าถ้าขณะนั้นโคลัมบัสรู้ว่าในพริกอุดมด้วยวิตามินที่จะช่วยแก้โรคนี้ได้ การกินพริกก็อาจจะช่วยให้คนเหล่านี้ไม่ต้องล้มตาย

              อย่างไรก็ตาม บางคนเชื่อว่าพริกบางสายพันธุ์ก็เป็นพืชท้องถิ่นของเอเชีย เช่น ในมณฑลเสฉวนทางตอนใต้ของจีน ผู้คนกินอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบก่อนที่พวกสเปนหรือโปรตุเกสจะเดินทางไปถึง  ดังนั้น น้ำพริกทางเหนือและอีสานของไทยที่กินกันอยู่ทุกวันนี้จึงน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับวัฒนธรรมการกินพริกในตระกูลดังกล่าวซึ่งเป็นพริกที่ไม่มีความเผ็ดร้อนมากนัก  น่าสังเกตว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียนั้น ถึงอาหารจะมีรสเผ็ด  แต่ก็ไม่นิยมทานเผ็ดมาก  จะยกเว้นก็แต่ในอินเดียใต้ ศรีลังกา ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่พบว่ามีการปลูกพริกที่มีลักษณะเผ็ดร้อนอยู่

              คราวนี้ก็มาดูตัวอย่างพืชที่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลความเชื่อทางศาสนากันบ้าง  ในปัจจุบัน เราจะพบต้นพธิ์ขึ้นแพร่หลายอยู่ทั่วไปในเมืองไทยจนหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นพืชท้องถิ่นของเรา  แต่ความจริง พื้นถิ่นของต้นโพธิ์อาจจะอยู่ที่อินเดีย เนื่องจากต้นโพธิ์ถูกเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา จึงมีการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูกในเมืองไทย  ปัจจุบัน ผมคิดว่าทั้งไทย เขมรและลาวเชื่อกันว่าหน่อจากต้นโพธิ์ดั้งเดิมที่พระพุทธองค์   ทรงตรัสรู้นั้นอยู่ที่ศรีลังกา ตามตำนานที่ว่าในสมัยพุทธกาล มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้อัญเชิญหน่อต้นศรีมหาโพธิ์ดั้งเดิมที่อินเดียมาปลูกไว้ที่ศรีลังกาและได้รับการดูแลรักษาสืบต่อกันเรื่อยมา

              อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความนิยมในการนำต้นโพธิ์ไปปลูกตามวัดสำคัญต่างๆ ในไทยนั้นอิงอยู่กับเรื่องการเมืองด้วย กล่าวคือ ตามคติความเชื่อทางพุทธนั้น พุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่จะมีอายุเพียง 5,000 ปีก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ คือ พระศรีอาริย์  เมื่อผ่านกึ่งหนึ่งคือ 2,500 ปีไปแล้ว พุทธศาสนาก็จะเริ่มเสื่อมและสังคมก็จะร่วงโรยลงตามกันไปด้วย จนท้ายสุดจะสิ้นยุคพุทธกาล เกิดการทำลายล้างและเกิดสังคมใหม่ที่ดีกว่าคือสังคมแห่งพระศรีอาริย์  จากความเชื่อดังกล่าว เราจึงตระหนกว่าเมื่อผ่านกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ทุกอย่างจะเลวลงหมด

              ในแง่ของรัฐ การที่ปล่อยให้คนในสังคมเกิดความวิตกกังวลว่าสังคมกำลังเคลื่อนเข้าสู่ความเสื่อมทรามในยุคสมัยของตนเอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี  ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ.2500 ที่ถือกันว่าเป็นช่วงกึ่งพุทธกาล ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม  จึงมีโครงการเนื่องในพุทธศาสนาผุดขึ้นหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้าง พุทธมณฑลให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา  มีการคิดออกแบบกันว่าพระพุทธรูปลักษณะใดจึงจะเหมาะกับพื้นที่และบริบททางสังคมในขณะนั้น  ในที่สุด จึงเกิดพระประธานที่เรารู้จักกันดี โดยการออกแบบของ อ.ศิลป์ พีระศรี ให้เป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่ประยุกต์ให้ดูเป็นศิลปะร่วมสมัย เพื่อเป็นนัยว่าเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่สังคมที่มีความหวังต่อไปในภายภาคหน้า  จะเห็นได้ว่า รัฐได้พยายามสร้างอะไรหลายอย่างเพื่อเป็นประจักษ์พยานเฉลิมฉลองและบอกกล่าวผู้คนว่าสังคมไทยกำลังก้าวต่อไปอย่าง    มีอนาคต  ผมจึงมองว่าการนำต้นโพธิ์ซึ่งมีนัยของการสืบต่อพุทธศาสนามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐพยายามสร้างและตอกย้ำความหวังทางสังคมเช่นกัน  

              สุดท้าย ผมอยากยกตัวอย่างของดอกไม้บ้าง  ลั่นทมเป็นพืชพื้นถิ่นของละตินอเมริกาซึ่งถูกปลูกไว้ข้างหลุมศพในสุสาน จึงมีชื่อในภาษาดั้งเดิมที่มีความหมายว่า ต้นไม้ประจำสุสาน”  ที่น่าสนใจคือหลายประเทศในเอเชียก็นิยมปลูกลั่นทมด้วยโดยเรียกชื่อต่างๆ กัน  ในศรีลังกาเรียกลั่นทมว่า อาลาเรีย”  ลั่นทมที่นั่นมีหลายสี หลากรูปทรงและเป็นดอกไม้ที่ใช้ในงานมงคล เช่น ร้อยเป็นพวงมาลัยถวายพระพุทธรูป ใช้เป็นเครื่องหอม ไม้ประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ  ส่วนในลาวเรียกว่าจำปาขอม  ผมไม่แน่ใจว่าเขมรเรียกว่าอะไร  น่าจะเรียกว่าจำปาเช่นกัน  และชื่อนี้น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับพวกจาม ซึ่งเป็นคนเผ่าหนึ่งในเวียดนามตอนกลางหรือแถวเมืองเว้ในปัจจุบัน  และเคยมีบทบาทรบพุ่งกับอาณาจักรขอมโบราณอย่างยาวนาน

              น่าแปลกที่ว่าในแทบทุกที่ที่ปรากฏต้นลั่นทมนั้น ดอกไม้ชนิดนี้มักมีความหมายของการเป็นไม้มงคลและลืมเลือนความหมายของชื่อดั้งเดิมของมัน  มีแต่ในเมืองไทยของเราที่เรียกไม้ชนิดนี้ว่าลั่นทม แล้วบังเอิญมีเสียงที่ใกล้เคียงกับ   คำว่า ระทมซึ่งมีความหมายที่ไม่เป็นมงคล เลยกลายเป็นพันธุ์ไม้ที่ผู้คนถือ ไม่นิยมนำมาปลูกกันในบ้านเพราะเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความระทมแก่ผู้เป็นเจ้าของ  เดิมเราจึงพบต้นลั่นทมในเขตวัดเท่านั้นทั้งที่เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม รูปทรงสวยทั้งดอกและลำต้น  จนกระทั่งเกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อของลั่นทมเป็นลีลาวดีจึงเกิดกระแสนิยมการปลูกต้นลั่นทมกันในบ้านจนราคาพุ่งขึ้นไปถึงต้นละเป็นหมื่น ส่งผลให้ดอกไม้ที่เคยเป็นอัปมงคลนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

              ผมคิดว่าการเมืองของต้นไม้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามค้นคว้า  แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักชีววิทยา นักเกษตรหรือนักพฤกษศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ของต้นไม้น่าจะช่วยให้นักสังคมศาสตร์มีงานทำเพิ่มขึ้นอีกด้านและช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว