songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
12月12日 ช่างมันฉันไม่แคร์ช่างมันฉันไม่แคร์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมพูดถึงหนังไทยแบบเก่าในฐานะของการเป็นตัวอย่างที่ชาวบ้านเขาอ่านข่าวอาชญากรรมผ่านจอภาพยนตร์ สำหรับอาทิตย์นี้ ผมอยากจะพูดถึงหนังไทยอีกประเภทหนึ่ง ที่ต้องการจะสื่อถึงเรื่องราวชีวิตของคนในเมืองใหญ่ ในรูปลักษณ์และรสนิยมอันเป็นแบบแผนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่เรียกว่าชนชั้นกลางแบบเราๆ นี่แหละครับ ช่างมันฉันไม่แคร์ เริ่มขึ้นมาด้วยเสียงแซกโซโฟนที่แหบโหยในทำนองของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ ซึ่งหงา (สุรชัย จันทิมาทร) เอามาเรียบเรียงเสียงใหม่ โดยมี ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุลเป็นผู้ใส่คำร้อง เนื้อเพลงยังคงพูดถึงความใฝ่ฝันของคนที่อยากจะก้าวข้ามไปให้ถึงที่ที่มีแต่ความสุขอันอยู่สุดปลายของสายรุ้งตามเนื้อหาเดิมของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียงดนตรีบางท่อนที่เป็นเสียงเดี่ยวๆ ของแซ็กโซโฟนให้ความรู้สึกหวานระคนเศร้า โดดเดี่ยวและเหงาๆ สำหรับใครก็ตามที่เคยมีความรู้สึกเหงาใจยามเดินสวนกับฝูงคนบนถนนสายจอแจ คงจะรับรู้ความรู้สึกจากดนตรีท่อนนี้ได้ดี ตัวละครสองตัวถูกปล่อยออกมาบนเส้นทางชีวิตซึ่งอยู่กันคนละมุมของสังคมกรุงเทพฯ เบิร์ด (ลิขิต เอกมงคล) เป็นจิ๊กกะโล่หนุ่มผู้มีรูปร่างดี มีอาชีพขายตัวอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง พิม (สินจัย หงษ์ไทย) เป็นสาวปราดเปรียว และมือทองของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เส้นชีวิตของคนทั้งสองเดินทางมาบรรจบพบกันโดยบังเอิญ เพราะพิมกำลังต้องการนายแบบโฆษณากางเกงชั้นในสุภาพบุรุษและเบิร์ดก็ต้องการเงิน หลายคนอาจประหลาดใจที่ผู้สร้างกำหนดให้โฆษณาชิ้นแรกที่พระเอกหนุ่มของเราได้รับเป็นโฆษณากางเกงชั้นใน ผมเองตอนแรกก็รู้สึกเช่นนั้น แต่พอมานึกๆ อีกที ก็รู้สึกเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราโฆษณาชนิดนี้ต้องการความเป็นหนุ่มซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราที่มีอาชีพขายความเป็นหนุ่ม โฆษณาชนิดนี้ไม่ต้องการคนที่มีสติปัญญามากนัก ซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราอีก และที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นการปูความรู้สึกให้คนดูได้รับรู้ถึงความโง่เง่าไร้สาระของวงการโฆษณาอันจะส่งลูกต่อไปยังความคิดสำคัญของตัวนางเอกในตอนท้าย เหตุผลในการขายตัวของเบิร์ดไม่ต่างจากคนอาชีพเดียวกันที่ต่างเพศเท่าไหร่นัก กล่าวคือต้องส่งเสียให้กับพ่อแม่และน้อง การที่เขาได้เป็นนายแบบโฆษณาทำให้เขาได้เป็นดารายอดนิยมในอาชีพประจำของเขาด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่สำคัญเท่ากับความใกล้ชิดกับพิมที่มีมากขึ้นจนกระทั่งเขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชีวิตขาดไป นั่นก็คือความรักและความอบอุ่น ส่วนพิมนั้นความจริงเธอมีความสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้วกับคมสัน (สหัสชัย ชุมรุม) นักธุรกิจหนุ่มซึ่งมีอนาคตอันรุ่งเรือง แต่ยิ่งนานวันสัมพันธภาพของทั้งสองคนก็ยิ่งห่างกันออกไปทุกที เพราะคมสันคนเดิมที่พิมเคยรักได้ตายไปจากความรู้สึกของพิมนานแล้ว และเมื่อค่ำคืนที่คมสันพยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำพิมแต่เบิร์ดเข้ามาช่วยทัน ก็ยิ่งทำให้พิมและคมสันแยกทางกันเดินโดยถาวร มาถึงตรงนี้ พิมผู้ซึ่งเมามายก็เปิดเผยความเป็นมาของตัวเองต่อคนดูโดยผ่านการเล่าให้เบิร์ดฟัง เธอเคยเป็นแอ็คติวิสต์สมัยเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ พิมได้เห็นการฆาตกรรมทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างใกล้ชิด และเกือบจะต้องตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรมครั้งนั้นด้วย หากคมสันเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน ทั้งสองหนีกันไปที่เกาะเสม็ดและมีรักต่อกันที่นั่น ต่อเมื่อบ้านเมืองดี ทั้งคู่จึงกลับมาสู่เมืองและมีอาชีพแตกต่างกันไป คมสันเจริญรอยตามพ่อซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ส่วนพิมทำงานทางโฆษณาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในส่วนลึกแล้วเธอก็มีความเห็นว่ามันคือ “กระหรี่ทางปัญญา” เท่านั้น เบิร์ดพาพิมไปที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติเพื่อฟื้นจิตใจที่บอบช้ำ ความงามของกระจกสีประดับช่องหน้าต่าง ลวดลายประดับฝาแบบเวเนเทียนเรอแนสซองส์และสถาปัตยกรรมแบบกอธิกของวัดนิเวศน์ฯ ช่วยให้พิมผ่อนคลายขึ้นจากบทผู้ร้ายของคมสันเมื่อคืนก่อน ยิ่งทัศนียภาพของทุ่งนาอันกว้างขวางยิ่งทำให้พิมสุขใจขึ้น เธอพูดกับเบิร์ดว่า “หากไม่มีทุ่งนา เราก็คงไม่เป็นตัวตนกันได้หรอก” เบิร์ดดีใจที่พิมมองเห็นความสำคัญของท้องนาซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตเดิมของตน เขาขอให้พิมเรียกชื่อจริงๆ เขาว่า สมหวัง พิมคิดจะเลิกจากอาชีพโฆษณาในขณะที่สมหวังต้องการจะเลิกจากอาชีพขายตัวเพื่ออยู่กินกับพิม แต่ก็ช้าไปกว่ามืออำมหิตของคมสันผู้ผูกใจเจ็บจะเอื้อมมาถึง คมสันได้ออกอุบายให้พิมได้รู้ความจริงส่วนตัวของสมหวัง จนสมหวังวิ่งเตลิดหนีไป แต่พิมผู้ซึ่งประกาศล้างมือจากวงการ “กะหรี่ทางปัญญา” ก็ไม่แคร์กับอดีตของสมหวัง เธอได้เดินเคียงคู่ไปกับสมหวังท่ามกลางสายฝนและลมแรงแห่งชีวิตที่โหมกระหน่ำอย่างหนัก ว่ากันตามจริงแล้ว โครงเรื่องหลักของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนวนิยายโรแมนติกในช่วงหลังของทศวรรษที่ 2490 และต้นทศวรรษ 2500 เท่าไรนัก ตัวเอกซึ่งเป็นคนที่มีอุดมคติผู้เบื่อหน่ายต่อชีวิตเมืองหลวงและได้กลับคืนไปสู่ชีวิตที่เรียบง่ายในชนบท สิ่งที่แตกต่างออกไปคือการกำหนดรายละเอียดของตัวละครและของเหตุการณ์ซึ่งทำได้อย่างแนบเนียนตามสถานการณ์ของสังคมที่แปรเปลี่ยนไป บุคลิกของพิมถูกสร้างให้เป็นผู้หญิงที่แคล่วคล่องประเปรียวอย่างคนที่ต้องทำงานกับกลุ่มคนที่หวือหวาในสังคม เป็นผู้หญิงที่ทันสมัยโดยเฉพาะชีวิตทางเพศของเธอ เธอดื่มเบียร์และเหล้าตลอดจนสูบบุหรี่จัด เหมือนกับต้องการจะปลดปล่อยความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจ (เธอสูบบุหรี่ลักกี้สไตรค์ซึ่งพวกที่สูบบุหรี่ย่อมจะรู้ดีว่ามันเป็นบุหรี่ของพวกคอแข็งจริงๆ และบุหรี่ยี่ห้อนี้ก็เหมาะที่สุดกับไฟแช็คชนิดเก่าซึ่งเป็นโลหะหนาๆ รายละเอียดเช่นนี้ช่วยเสริมบุคลิกของผู้หญิงที่เข้มแข็งได้ดีทีเดียว) ส่วนบุคลิกของสมหวังหรือเบิร์ดนั้น ก็ดูเด๋อด๋าและคิดอะไรอย่างตรงไปตรงมาเหมาะสมกับคนชนบทที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงนัก หนังให้รายละเอียดมากพที่เราจะเห็นสภาพชีวิตและจิตใจของสมหวังนับตั้งแต่เดินทางมาจากชนบทจนมาจมปลักอยู่กับวงการขายตัวภายในบาร์เรนโบว์ คนที่มีภาพพจน์บางที่สุดเห็นจะเป็นคมสัน เราไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอของเขาชัดเจนนัก นอกจากเป็นนักศึกษาศิลปากร เป็นลูกเศรษฐี ได้ช่วยเหลือพิมในยามวิกฤติและต่อมาได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้กรุยกราย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงคำบรรยายจากปากของพิมมากกว่าที่คนดูจะเห็นจริงและรู้สึกตามนั้น การเปรียบเทียบระหว่างอาชีพของนักโฆษณากับชายขายรักว่าเป็นโสเภณีเหมือนกันนั้นดูคมคายดี สมหวังเป็นเพียงลูกหลานของชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งพลัดหลงเข้ามาในเมืองด้วยความใจแตกและด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชายขายรักอย่างเขานั้นเป็นได้อย่างมากก็ขายฝันหวานชั่วครั้งชั่วคราวให้แก่ลูกค้า ส่วนพิมนั้นถึงแม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอาชีพโฆษณาแต่เธอก็ซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะมองเห็นว่าความสำเร็จนั้นเป็นความสำเร็จของ “กระหรี่ทางปัญญา” เพราะการโฆษณาเปรียบเสมือนการขายฝันหลอกลวงชาวบ้านนั่นเอง ตรงนี้ผู้แต่งเรื่องเสนอประเด็นได้น่าสนใจดี เพราะถ้าจะว่าไปแล้วศูนย์กลางวิถีชีวิตแบบผู้บริโภคอันเป็นลักษณะเด่นของสังคมเมือง ก็มีกลไกของการโฆษณานี่เองที่เป็นตัวผลักดันให้เฟืองทุกตัวหมุนไปได้ การกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ทำได้สวยงามมากในหลายตอน อย่างเช่นภาพของพิมคุยกับสมหวังใต้สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวลงไปในทะเลสีเขียวครามใสแจ๋ว และกว้างเวิ้งว้างสุดตานั้นสวยงามมาก ภาพอีโรติกขาวดำตอนที่พิมรักแรกกับคมสันที่เนินทุ่งหญ้า ทำให้ผมนึกถึงทุ่งหญ้างามในหนังญี่ปุ่นเรื่อง โอนิบาบะ ของคาเนโตะ ชินโต (1964) และฉากอีโรติกที่งามตาและยวนใจในเรื่องวูแมน อิน เดอะ แซนด์ ของ ฮิโรชิ เตชิกาวาระ (1964) ภาพตอนที่พิมพาสมหวังไปนั่งกินข้าวที่ร้านมิ่งหลีแล้วเจอหงากับพรรคพวก ก็สวยงามประทับใจดี ร้านมิ่งหลีอันลือชื่อซึ่งติดอยู่กับมหาวิทยาลัยศิลปากรได้กลายสภาพจากปราสาทผีดิบ (คำนี้ผมจำเอามาจากเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเขียนเรื่องประทับใจมาลงในนิตยสาร ลลนา เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เธอมีความประทับใจที่น่ากลัวทีเดียวเกี่ยวกับร้านนี้) กลายมาเป็นตึกแถวฝรั่งรุ่นแรกของไทยซึ่งได้รับอิทธิพลวิคตอเรียในเซคชั่นอันงามสง่าในอดีต เป็นต้น ในแง่การแสดงแล้วสินจัยเล่นได้ดีจนติดเพดานบินไปเสียแล้ว เธอหวีผมที่ลงเจลจนเรียบแล้วรวบไปเป็นเปียใหญ่ด้านหลัง ทำให้รูปหน้าของเธอดูเก๋และทันสมัยดี เครื่องแต่งตัวเรียบแต่มีรสนิยม ก็ดูปราดเปรียวเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ทำงานในธุรกิจโฆษณาดี ซึ่งหากเธอแต่งตัวกรุยกรายแบบที่ผู้หญิงไทยมักจะนิยมเพื่อให้ดูเป็นแหม่มหมวยแบบฮ่องกงหรือไม่ก็ไต้หวัน คงจะดูไม่เหมาะสมกับบุคลิกเธอเป็นแน่ ลิขิตนั้นยังแสดงได้ไม่เก่งพอทั้งที่ได้รับบทเดิมมากๆ คงจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะแสดงได้เป็นธรรมชาติจริงๆ แต่นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของดาราดวงใหม่ที่จะจรัสแสงที่ขอบฟ้าของโลกการแสดง ส่วนสหัสชัยนั้น ผมคิดว่าเล่นแข็งๆ เหมาะกับละครเวทีมากกว่าเล่นหนัง ผมต้องขอสารภาพว่ารสนิยมของผมไม่สอดคล้องกับบุคลิกของสหัสชัยในเรื่องนี้เลย ผมคิดว่าการแต่งตัวด้วยชุดราตรีโบไทดำนั้น ดูไม่เข้าท่าเลย ยิ่งการไว้หนวดเรียวหวีผมเสยลงน้ำมันเรียบแปล้นั้น ชวนให้ผมนึกถึง “ติงลี่” ไม่น่าที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองโดยใช่เหตุและไร้รสนิยมขนาดนั้น เพลงประกอบหนังก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่ง เพลงหลักของเรื่องที่พูดถึงความใฝ่ฝันในชีวิตอันงดงามนั้น (ต้องขออภัยจริงๆ ครับที่จำชื่อไม่ได้จริงๆ เพราะมัวแต่ไปนึกถึงเนื้อร้องของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียเพลิน) สุรชัยร้องได้ดีมาก แม้ท่อนที่เป็นดนตรี (โดยเฉพาะแซ็กโซโฟน) ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกดีและสอดแทรกในระหว่างเรื่องได้อย่างมีจังหวะจะโคน ส่วนเพลง ดอกไม้ให้คุณ ซึ่งสุรชัยร้องในเรื่องนี้เหมือนจะทวงความเป็นเจ้าของจากดนุพลก็ฟังดูดีเช่นเดียวกับเพลง ช่างมันฉันไม่แคร์ ตอนจบของเรื่อง พูดโดยรวมแล้ว ก็ต้องขอปรบมือให้กับ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่ทำและกำกับหนังที่ดีมีคุณภาพออกมาให้ได้ดูกัน ในยามที่หนังไทยซบเซาอยู่ขณะนี้ ช่างมันฉันไม่แคร์คงจะเป็นหนังขายดีในหมู่ผู้มีรสนิยมแบบชนชั้นกลางซึ่งปากกัดตีนถีบกันอยู่ในเมืองที่มีถนนจอแจมากมาย และมีคนเดินสวนกันขวักไขว่ แต่ทุกคนรู้สึกแปลกแยกออกจากกัน ถนนที่มีกลิ่นอาหารลอยปะปนอยู่กับกลิ่นเอียนของควันรถและแสงไฟสีส้มสลัวในยามค่ำคืน ที่นี่มีชีวิตคนอยู่มากหลายที่ถูกชะตากรรมอันเกิดจากกลไกการบริโภคพัดพาให้ดำเนินไปเหมือนตกอยู่ภายในวังวน 12月6日 การเมืองของต้นไม้จากเว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เดือนธันวาคม 2551
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ทรงยศ แววหงษ์
บ่อยครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสถานที่ต่างๆ กับนักศึกษาแล้วพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จักหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นไม้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่านักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นปัจจุบันนั้นเติบโตขึ้นมาก็พบเห็นต้นไม้ต่างๆ นานาเหล่านี้แล้ว และทึกทักเอาว่ามันก็คงมีอยู่เช่นนี้ตลอดมา จึงมักไม่สนใจตั้งคำถาม แต่ผมคิดว่าหากเราจำแนกพรรณไม้เป็นรายต้นแล้ว จะพบว่าทุกต้นล้วนมีถิ่นที่มาและความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งความเป็นมาของมันสะท้อนหรือบ่งบอกถึงความเป็นไปทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว เบื้องหลังแนวคิดในการจัดสวน แต่ถ้ามานั่งนึกดู มันไม่น่าประหลาดใจหรือที่พรรณไม้ซึ่งต้องการความหนาวเย็นในการเติบโตมาเบ่งบานประชันโฉมกับพรรณไม้เมืองร้อนที่ต้องการแดดจัด ความคิดของการรวบรวมพืชพรรณต่างถิ่นให้มาอยู่ที่เดียวกันนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ผู้คนจะแห่กันไปดู “ของแปลก” เช่น สมัยที่มีการริเริ่มทำสวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Gardens) ต่างๆ ขึ้นในยุโรป สวนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมกันมากทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและชั้นล่าง ในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเป็นวิธีคิดของคนไทย คือการที่โลกตะวันตกนำต้นไม้หลากหลายชนิดจากต่างสถานที่มารวมกันแล้วบอกว่านี่คือสวรรค์ โดยอ้างไปถึงแนวความคิดเก่าแก่เรื่อง “สวนอีเดน” สวนสวรรค์แห่งแรกของมนุษย์ ที่ซึ่งพระเจ้าได้เนรมิตพืชพรรณต่างๆ ขึ้นมาอยู่รวมกันอย่างหลากหลาย แนวคิดการสร้างสวนของคนมุสลิมก็อ้างไปถึงสิ่งเดียวกันคือ สวนสวรรค์ หรือ paradise ของอาดัมกับอีวา ดังนั้น ความสุขในการสร้างบ้านของคนมุสลิมอย่างหนึ่ง ก็คือการได้เนรมิต “สวน” ชนิดนั้นขึ้นมาในบริเวณบ้านของตนเอง โดยใช้ความรู้ทางเรขาคณิตจัดสวนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม โดยมากจะมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีทางเดิน ทแยงมุมและตัดเป็นเส้นตามลักษณะทางเรขาคณิต โดยที่สวนมักจะปลูกพืชหลายชนิดคละเคล้าปะปนกัน มีทั้งพืชที่ให้ผล พืชที่ให้กลิ่น เป็นต้น แต่ในบ้านเรา ผมคิดว่าการเนรมิตสวนขึ้นมาให้มีทั้งไม้เมืองหนาว เมืองร้อน ไม้แถบทะเลทราย ฯลฯ นั้นล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝีมือมนุษย์มากกว่าจะอ้างไปถึงสวนสวรรค์ อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงพลังอำนาจของผู้เป็นเจ้าของที่สามารถเนรมิตพืชพรรณจากถิ่นต่างๆ ให้มาอยู่รวมกันได้ ความคิดเช่นนี้ความจริงเป็นความคิดที่แอบแฝงอยู่ในการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์มานานแล้ว ผมคิดว่าการสร้างสวนทำนองนี้มี นัยสำคัญอย่างหนึ่งว่าสถานที่ซึ่งสวนตั้งอยู่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด ทุกอย่างจึงสามารถมาขึ้นอยู่ด้วยกันได้ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นหลักฐานในการแผ่อำนาจพลานุภาพของตน เช่น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษสร้างสวนคิว (Kew Gardens) ขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะบอกหรือแสดงว่าตนเองนั้นมีอำนาจทางการเมืองเหนือพื้นที่ต่างๆ ในโลก ดังนั้น จึงสามารถเคลื่อนย้ายพืชเขตร้อนเข้ามาปลูกในลอนดอนซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของอังกฤษได้ สาเหตุที่ผลักดันการเคลื่อนย้ายของพืชพรรณ ลักษณะที่สำคัญร่วมกันของพืชอาณานิคมดังกล่าวคือมันถูกย้ายถิ่นไปพร้อมๆ กับกระบวนการล่าอาณานิคม ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาข้อจำกัดทางพื้นที่ของประเทศกลุ่มยุโรป ด้วยความที่ยุโรปมีขนาดเล็ก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องบุกเบิกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการเพาะปลูกกสิกรรมในประเทศของตนเอง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ การเดินเรือเพื่อบุกเบิกค้นหาพื้นที่ใหม่จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองความจำเป็นและแก้ไขปัญหาดังกล่าว แรงงานก็ได้จากชาวพื้นเมืองหรือทาสที่คนยุโรปเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ใช้แรงงาน ปัญหาต่อไปที่ต้องคิดคือควรจะเพาะปลูกพืชชนิดไหน เลี้ยงสัตว์อะไร เพื่อเลี้ยงดูผู้คนในประเทศตนเองได้อย่างเพียงพอและได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงเห็นปรากฏการณ์การทำกสิกรรมขนาดมหึมา นอกจากนั้น ความเชื่อในเรื่องการแบ่งงานกันทำว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ยังนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากที่ปลูกพืชหลายหลากชนิดเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว วิธีการเพาะปลูกคือใช้พื้นที่เยอะเพื่อให้ได้พืชในปริมาณมากที่สุด เก็บเกี่ยวง่ายแล้วส่งออกเพื่อขาย พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย กาแฟ ชา โกโก้ ในกลุ่มนี้จะขอยกตัวอย่างเรื่องกาแฟ ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่ากาแฟมีพื้นถิ่นมาจากละตินอเมริกาเพราะเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน แต่ความจริง กาแฟนั้นถูกผูกขาดอยู่ในโลกของมุสลิมมานานมาก จนถึงคริสตศตวรรษที่ 17 พวกดัทช์จึงสามารถขโมยกาแฟได้สำเร็จจากเมืองที่ชื่อว่ามอคค่า กาแฟทุกวันนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “มอคค่า” ด้วย ชาวดัทช์ได้นำกาแฟมาทดลองปลูกอยู่หลายแห่ง สถานที่ที่ประสบความสำเร็จคือในอินโดนีเซีย ทั้งสุมาตรา บาหลีและติมอร์ สายพันธุ์กาแฟ ดังกล่าวจะมีกลิ่นของเครื่องเทศอยู่ด้วย ต่อมา พวกอังกฤษ เยอรมันและฝรั่งเศสได้ทดลองนำกาแฟไปปลูกในแถบละตินอเมริกาจนกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างทุกวันนี้ ตามตำนานนั้น พวกฝรั่งเศสนำต้นกาแฟใส่เรือไปและต้องจัดทหารเฝ้ารักษาไม่ให้มีใครมาทำลายต้นกาแฟเหล่านั้นได้ ขนาดเมื่อน้ำหมด ยังต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้รดต้นกาแฟทั้งๆ ที่คนในเรือไม่มีน้ำจะกิน ถ้าเรามองหาพืชเศรษฐกิจของไทยที่เป็นพืชท้องถิ่นแท้ๆ ผมก็จะนึกถึงข้าวซึ่งเป็นพืชที่มีการแลกเปลี่ยนค้าขายในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียงมาช้านาน เช่น ในสมัย ร.3 มีการส่งออกข้าวไปยังอินโดนีเซียด้วย จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมที่ยุโรปพยายามผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำ ไทยถูกวางตัว (โดยประเทศในยุโรป!) ให้ specialize ในการผลิตข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ดังนั้น การผลิตข้าวแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงการผลิตเพื่อกิน จึงได้รับแรงกระตุ้นจากหลายทางให้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออกในปริมาณที่มากขึ้นๆ จนคลี่คลายไปเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย ทีนี้มาดูเรื่องพืชที่เราคุ้นเคยในครัวกันบ้าง ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าพริกเป็นพืชท้องถิ่นของไทยเพราะใช้ในการปรุงอาหารหลายอย่างมาช้านาน รวมทั้งน้ำพริกซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวไทยด้วย ความจริง พริกเป็นพืชท้องถิ่นแถบละตินอเมริกาที่เดินทางมาพร้อมกับการค้นพบโลกใหม่ ตามบันทึกกล่าวว่าในปี 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางไปถึงละตินอเมริกาและนำพริกใส่เหยือกกลับมาด้วย ตามบันทึกยังบอกอีกด้วยว่ากะลาสีเรือหลายคนตายด้วยโรคลักปิดลักเปิด หลายคนยังเสียดายว่าถ้าขณะนั้นโคลัมบัสรู้ว่าในพริกอุดมด้วยวิตามินที่จะช่วยแก้โรคนี้ได้ การกินพริกก็อาจจะช่วยให้คนเหล่านี้ไม่ต้องล้มตาย อย่างไรก็ตาม บางคนเชื่อว่าพริกบางสายพันธุ์ก็เป็นพืชท้องถิ่นของเอเชีย เช่น ในมณฑลเสฉวนทางตอนใต้ของจีน ผู้คนกินอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบก่อนที่พวกสเปนหรือโปรตุเกสจะเดินทางไปถึง ดังนั้น น้ำพริกทางเหนือและอีสานของไทยที่กินกันอยู่ทุกวันนี้จึงน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับวัฒนธรรมการกินพริกในตระกูลดังกล่าวซึ่งเป็นพริกที่ไม่มีความเผ็ดร้อนมากนัก น่าสังเกตว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียนั้น ถึงอาหารจะมีรสเผ็ด แต่ก็ไม่นิยมทานเผ็ดมาก จะยกเว้นก็แต่ในอินเดียใต้ ศรีลังกา ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่พบว่ามีการปลูกพริกที่มีลักษณะเผ็ดร้อนอยู่ คราวนี้ก็มาดูตัวอย่างพืชที่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลความเชื่อทางศาสนากันบ้าง ในปัจจุบัน เราจะพบต้นโพธิ์ขึ้นแพร่หลายอยู่ทั่วไปในเมืองไทยจนหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นพืชท้องถิ่นของเรา แต่ความจริง พื้นถิ่นของต้นโพธิ์อาจจะอยู่ที่อินเดีย เนื่องจากต้นโพธิ์ถูกเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา จึงมีการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูกในเมืองไทย ปัจจุบัน ผมคิดว่าทั้งไทย เขมรและลาวเชื่อกันว่าหน่อจากต้นโพธิ์ดั้งเดิมที่พระพุทธองค์ ทรงตรัสรู้นั้นอยู่ที่ศรีลังกา ตามตำนานที่ว่าในสมัยพุทธกาล มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้อัญเชิญหน่อต้นศรีมหาโพธิ์ดั้งเดิมที่อินเดียมาปลูกไว้ที่ศรีลังกาและได้รับการดูแลรักษาสืบต่อกันเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความนิยมในการนำต้นโพธิ์ไปปลูกตามวัดสำคัญต่างๆ ในไทยนั้นอิงอยู่กับเรื่องการเมืองด้วย กล่าวคือ ตามคติความเชื่อทางพุทธนั้น พุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่จะมีอายุเพียง 5,000 ปีก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ คือ พระศรีอาริย์ เมื่อผ่านกึ่งหนึ่งคือ 2,500 ปีไปแล้ว พุทธศาสนาก็จะเริ่มเสื่อมและสังคมก็จะร่วงโรยลงตามกันไปด้วย จนท้ายสุดจะสิ้นยุคพุทธกาล เกิดการทำลายล้างและเกิดสังคมใหม่ที่ดีกว่าคือสังคมแห่งพระศรีอาริย์ จากความเชื่อดังกล่าว เราจึงตระหนกว่าเมื่อผ่านกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ทุกอย่างจะเลวลงหมด ในแง่ของรัฐ การที่ปล่อยให้คนในสังคมเกิดความวิตกกังวลว่าสังคมกำลังเคลื่อนเข้าสู่ความเสื่อมทรามในยุคสมัยของตนเอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ.2500 ที่ถือกันว่าเป็นช่วงกึ่งพุทธกาล ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงมีโครงการเนื่องในพุทธศาสนาผุดขึ้นหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้าง “พุทธมณฑล” ให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา มีการคิดออกแบบกันว่าพระพุทธรูปลักษณะใดจึงจะเหมาะกับพื้นที่และบริบททางสังคมในขณะนั้น ในที่สุด จึงเกิดพระประธานที่เรารู้จักกันดี โดยการออกแบบของ อ.ศิลป์ พีระศรี ให้เป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่ประยุกต์ให้ดูเป็นศิลปะร่วมสมัย เพื่อเป็นนัยว่าเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่สังคมที่มีความหวังต่อไปในภายภาคหน้า จะเห็นได้ว่า รัฐได้พยายามสร้างอะไรหลายอย่างเพื่อเป็นประจักษ์พยานเฉลิมฉลองและบอกกล่าวผู้คนว่าสังคมไทยกำลังก้าวต่อไปอย่าง มีอนาคต ผมจึงมองว่าการนำต้นโพธิ์ซึ่งมีนัยของการสืบต่อพุทธศาสนามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐพยายามสร้างและตอกย้ำความหวังทางสังคมเช่นกัน สุดท้าย ผมอยากยกตัวอย่างของดอกไม้บ้าง ลั่นทมเป็นพืชพื้นถิ่นของละตินอเมริกาซึ่งถูกปลูกไว้ข้างหลุมศพในสุสาน จึงมีชื่อในภาษาดั้งเดิมที่มีความหมายว่า “ต้นไม้ประจำสุสาน” ที่น่าสนใจคือหลายประเทศในเอเชียก็นิยมปลูกลั่นทมด้วยโดยเรียกชื่อต่างๆ กัน ในศรีลังกาเรียกลั่นทมว่า “อาลาเรีย” ลั่นทมที่นั่นมีหลายสี หลากรูปทรงและเป็นดอกไม้ที่ใช้ในงานมงคล เช่น ร้อยเป็นพวงมาลัยถวายพระพุทธรูป ใช้เป็นเครื่องหอม ไม้ประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ ส่วนในลาวเรียกว่าจำปาขอม ผมไม่แน่ใจว่าเขมรเรียกว่าอะไร น่าจะเรียกว่าจำปาเช่นกัน และชื่อนี้น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับพวกจาม ซึ่งเป็นคนเผ่าหนึ่งในเวียดนามตอนกลางหรือแถวเมืองเว้ในปัจจุบัน และเคยมีบทบาทรบพุ่งกับอาณาจักรขอมโบราณอย่างยาวนาน น่าแปลกที่ว่าในแทบทุกที่ที่ปรากฏต้นลั่นทมนั้น ดอกไม้ชนิดนี้มักมีความหมายของการเป็นไม้มงคลและลืมเลือนความหมายของชื่อดั้งเดิมของมัน มีแต่ในเมืองไทยของเราที่เรียกไม้ชนิดนี้ว่าลั่นทม แล้วบังเอิญมีเสียงที่ใกล้เคียงกับ คำว่า “ระทม” ซึ่งมีความหมายที่ไม่เป็นมงคล เลยกลายเป็นพันธุ์ไม้ที่ผู้คนถือ ไม่นิยมนำมาปลูกกันในบ้านเพราะเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความระทมแก่ผู้เป็นเจ้าของ เดิมเราจึงพบต้นลั่นทมในเขตวัดเท่านั้นทั้งที่เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม รูปทรงสวยทั้งดอกและลำต้น จนกระทั่งเกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อของลั่นทมเป็น “ลีลาวดี” จึงเกิดกระแสนิยมการปลูกต้นลั่นทมกันในบ้านจนราคาพุ่งขึ้นไปถึงต้นละเป็นหมื่น ส่งผลให้ดอกไม้ที่เคยเป็นอัปมงคลนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ผมคิดว่าการเมืองของต้นไม้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามค้นคว้า แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักชีววิทยา นักเกษตรหรือนักพฤกษศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ของต้นไม้น่าจะช่วยให้นักสังคมศาสตร์มีงานทำเพิ่มขึ้นอีกด้านและช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว |
|
|