songyote さんのプロフィールsongyote'sフォトブログリストその他 ツール ヘルプ

ブログ


2月19日

ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์

ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์

ทรงยศ แววหงษ์

บทความจากหนังสือ the 8 Masters

ผมรู้จักชื่อของฌ๊ากส์ ตาติ (Jacques Tati) โดยการแนะนำจากเพื่อนสองคนคือ สนธยา ทรัพย์เย็น และมโนธรรม เทียบเทียมรัตน์ งานของตาติทำให้ผมมีความรู้สึกสองอย่างคือความชื่นชมและรื่นรมย์ที่ได้ดูหนังชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายเวลาที่ล่วงเลยไปแล้วกว่าครึ่งชีวิตกว่าจะได้มาพานพบกับงานของตาติ เข้าใจว่าคงจะมีหนังดีๆ อย่างนี้อีกจำนวนมากที่ผมไม่เคยได้สัมผัสเลยในชีวิต (คนจำนวนมากในโลกก็คงจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับผม) ผมนึกถึงคำของคุณสนธยาที่เรียกหนังประเภทที่เราไม่เคยได้รับรู้การมีอยู่ของมันในโลกนี้ว่า "หนังด้อยโอกาส" เพราะมีหนังจำนวนมากที่ถูกระบบกลั่นกรองและคัดเลือกในเชิงพาณิชย์กับมายาการในเชิงสุนทรีย์ของผู้เสพที่กีดกันหนังเหล่านี้ออกจากคนดู และกันคนจำนวนมากออกจากหนังเหล่านี้ในเวลาเดียวกัน ทั้งหนังและคนเสพหนังที่เหลือผ่านกระบวนการดังกล่าว ก็เป็นอย่างที่เราเห็นๆ อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง

  นักวิจารณ์หนังไม่น้อยที่เทียบงานของตาติกับงานของบัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton) และชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกภาพยนตร์ งานของเขาเป็นรอยต่อระหว่างหนังเงียบกับหนังเสียงในฟิล์ม และระหว่างหนังขาวดำกับหนังที่สีสดสวย คำเปรียบนี้มีความหมายอย่างน้อยสองอย่างที่ผมพอจะนึกออกในตอนนี้ ประการแรก ทั้งคีตัน แชปลิน และตาติอาศัยการแสดงตลกด้วยท่าทาง (slapstick) มากกว่าการพรรณนาความออกมาเป็นคำพูดอันเป็นมุขตลก (gag) อย่างที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันอยู่ในปัจจุบัน [บ๊อบ โฮป (Bob Hope) / เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ (Eddie Murphy) ในระยะแรก / สุขุม / จตุพล / หมู่เสนา / โน้ส-แต้ / เด๋อ / โน้ต เชิญยิ้ม / และ "ตลกคาเฟ่"] ตลกท่าทางอาจจะคมคายหรือเฝือได้เท่าๆ กับตลกคำพูด ความยากง่ายคงจะมีกันไปคนละอย่าง หากแต่ว่าตลกท่าทางนั้นไม่มีโอกาสในการอธิบายให้คนดูเข้าใจ (หรือรับรู้) เป็นคำพูด จึงต้องมีความชัดเจนและมีความพอดีอยู่ในตัวของมันเอง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป[1]  ผมนึกถึงนักวิจารณ์บางคนที่กล่าวว่า แชปลินใช้ท่าทางการแสดงเกี่ยวกับก้น (ทั้งของเขาเองและของตัวละคนตัวอื่นๆ) อยู่บ่อยๆ อาทิ การจุดไม้ขีดไฟกับก้นของตัวเองใน ซิตี้ ไลท์ (City Lights) หรือบรรจงเตะก้นคนอื่นอย่างหลากหลายอารมณ์ เช่น อย่างทักทาย อย่างหยอกล้อ หรือโกรธเกรี้ยว ในขณะที่นักแสดงคนอื่นอาจจะเล่นกับ "ตูด" อย่างจงใจและทำได้อย่างน่าคลื่นไส้ เช่น ตูดหมึก และในบางคราวถึงกับพรรณนาความอย่างยืดยาวถึงการท้องเสียของกระเทยบนรถทัวร์ได้อย่างชวนให้สงสัยในรสนิยมทั้งของผู้แสดงและของผู้ชมที่ฮากันอยู่ตึงๆ

หรือการแสดงของคีตันซึ่งนั่งอย่างเฉยเมยอยู่บนคันชักล้อรถไฟซึ่งเคลื่อนที่ออกไปในหนังโด่งดังของเขาที่ชื่อ เดอะ เจนเนอรัล (The General – 1926) ให้ความรู้สึกถึงความไม่อาทรร้อนใจ ตกอยู่ในห้วงความคิดคำนึงถึงความรัก ปฏิเสธที่จะรับรู้ภยันตรายของการเคลื่อนที่ของล้อรถไฟอันน่าสะพรึงกลัว นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของความสามารถอย่างยิ่งยวดในการใช้อากัปกิริยาท่าทางบอกเล่าเรื่องราวโดยไม่ต้องอาศัยการพูดเลย

ประการที่สอง คำเปรียบที่ยกเอาตาติมาทาบกับยักษ์ใหญ่ทั้งสองนั้นเป็นความหมายในเชิงยกย่องเป็นอย่างสูงในฐานะที่เป็นบุคคลและเป็นเจ้าของผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ!

หนังของคีตันและแชปลินสะท้อนให้เห็นบริบทของการเคลื่อนตัวของโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา)จากศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย เข้าสู่ศตวรรษที่ 20[2] การก่อตัวของสังคมเมือง ผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม สงครามโลกครั้งที่สอง และสภาวะภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่หนังของตาติให้ความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม[3] ก้าวเข้ามาสู่สังคมอุตสาหกรรม และความเป็นสมัยใหม่[4]

ฌ๊ากส์ ตาติ มีชื่อเต็มๆ ว่า ฌ๊ากส์ ตาติสเคฟฟ์ (Jacques Tatischeff) ตามชื่อของบิดาที่เป็นเชื้อสายขุนนางรัสเซียและแม่ชาวดัตช์  เขาเกิดที่เมืองอีฟลินส์ (Yvelines) ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1908[5] และตายที่กรุงปารีสวันที่ 5 พฤศจิกายน 1982 ทิ้งผลงานกำกับภาพยนตร์เอาไว้ 8 เรื่อง คือ เลกอล เดส์ แฟคเตอร์ส (L'École des facteurs – 1947) จูร์ เดอ เฟ็ตต์ (Jours de Fête – 1949) เลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ (Les Vacances de Monsieur Hulot – 1953) มงน็งคล์ (Mon Oncle – 1967) เพลย์ไทม์ (Play Time – 1971) พาเหรด (Parade – 1973) และพอร์ซา บาสเตีย (Forza Bastia – 1978)[6]

งานทั้ง 7 ชิ้นหลักของเขาเป็นที่กล่าวขวัญถึงในบรรดาคอหนังทั่วโลก เป็นแรงบันดาลใจและถูก "หยิบยืม" ไปใช้ในหนังอีกจำนวนมากที่สร้างโดยนักสร้างหนังรุ่นตามหลังมาทั่วโลก

จูร์ เดอ เฟ็ตต์[7] (Jour de Fête – ปี 1949 ความยาว 76 นาที)

หนังเปิดฉากแรกที่ภาพรถแทรคเตอร์ลากจูงรถพ่วงซึ่งเป็นที่พักรอนแรมของคณะแสดงการละเล่นในงานประจำปีเข้ามายังเมืองชนบทหลังฤดูการเก็บเกี่ยว รถพ่วงผ่านบ้านเล็กบ้านน้อย ชาวนาบางครอบครัวยังเก็บข้าวอยู่ในนา ม้าที่ถูกปล่อยให้เล็มหญ้าอยู่ชายทุ่ง ฝูงห่านที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างถนน และหญิงชราผู้จูงลูกแพะ เด็กๆ เป็นคนกลุ่มแรกที่วิ่งตามรถพ่วงกันเป็นพรวน ตรงไปยังลานกว้างกลางเมือง ที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งที่ว่าการของนายกเทศมนตรี และร้านเครื่องดื่มอันเป็นที่ชุมนุมแลกเปลี่ยนข่าวสารของคนในเมืองนั้น ชีวิตอันจำเจซ้ำซากของเมืองชนบทได้ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมาเมื่อเสาเมย์โพลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยวได้ถูกตั้งขึ้นกลางลานซึ่งบัดนี้รายล้อมไปด้วยศาลาม้าหมุน ร้านปาเป้า ร้านกงล้อหมุนนำโชค และโรงหนังล้อมผ้า

บรรดาผู้หญิงต่างก็งัดชุดสวยกับรองเท้าส้นสูงซึ่งนานๆ จะได้ถูกนำมาสรวมใส่ เด็กๆ ถูกขัดสีฉวีวรรณจนความมอมแมมกระดำกระด่างลดน้อยลงแล้ว จึงใส่ชุดใหม่สะอาดสดใส เช่นเดียวกับพวกผู้ชายที่ได้พากันใส่เสื้อเชิร์ต ผูกไท สรวมแจ๊คเก็ตชุดที่ดีที่สุดซึ่งปรกติจะใส่เฉพาะวันที่ไปโบสถ์เท่านั้น แต่สำหรับวันนี้พระเจ้าคงรอพวกเขาอยู่ที่ร้านขายเครื่องดื่มและชีวิตอันสำราญที่กลางลานบ้านนั่นเอง

ฟรองซัวส์ บุรุษไปรษณีย์ (ที่แสดงโดยตาติ) ถีบรถจักรยานผ่านฝูงวัวและแมลงที่ชอบตอมหน้าเข้าไปยังหมู่บ้านเหมือนเช่นทุกๆ วัน บุรุษไปรษณีย์มีความแข็งขันและภาคภูมิใจในหน้าที่สารพันของพวกเขา เขาได้รับการฝึกฝนการถีบรถจักรยานจนชำนิชำนาญ หากเป็นการส่งโทรเลข จังหวะการถีบจะต้องเร่งรีบกว่าจดหมายธรรมดา การส่งจดหมายรักย่อมมีจังหวะและท่าทีต่างไปจากจดหมายงานศพ แต่ถ้าจดหมายประเภท "จั๊งค์เมล์" ท่าทางของเขาก็จะเป็นการทำแบบพอเป็นพิธี นอกไปจากการส่งจดหมายหรือโทรเลขแล้ว บางทีบุรุษไปรษณีย์ก็ยังจะให้บริการอื่นๆ ตามรายทางอีกด้วย เช่น อาจรับส่งโทรศัพท์ไปซ่อม เอาขนมเค้กจากบ้านหนึ่งไปส่งให้อีกบ้านหนึ่ง บางทีก็ไปช่วยสรงฟางข้าวกับชาวบ้านในทุ่งนา แต่ทั้งหมดนี้ที่แน่ที่สุดก็คือการแวะเพื่อ "ดื่มสักอึก" ย่อมจะทำให้งานทั้งหมดราบรื่นไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น

สำหรับวันอันพิเศษวันนี้ ฟรองซัวส์ย่อมเป็นผู้เดียวที่จะได้ใช้ความสามารถในการวางแผนกะเกณฑ์และคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อที่จะตั้งเสาเมย์โพลลงกลางลานและกลางงานได้สำเร็จ ธงฝรั่งเศสเล็กๆ บนปลายยอดเสาช่างสง่างามสมกับเกียรติภูมิของหมู่บ้านของพวกเขาเสียนี่กระไร

เด็กๆ ตื่นเต้นกับการหมุนเหวี่ยงของม้าหมุนรอบแล้วรอบเล่า ผู้หญิงสนุกสนานกับเรื่องราวที่แบ่งปันกันฟัง (หลังการเติมแต่งด้วยจินตนาการของตนแล้ว) แม้กระทั่งที่มาที่ไปของชุดอันงดงามของคนนั้นคนนี้ อย่างเช่นของยายเมียเจ้าของร้านเครื่องดื่มโน่นไงที่ชุดเป็นมันเลื่อม มีสายรัดคาดเอวกับดอกไม้ผ้าดวงใหญ่ซึ่งอ้างว่าตัดตามแบบแคตาล้อกที่ส่งตรงมาจากปารีสทีเดียว ส่วนพวกผู้ชายนั้น แน่นอนที่สุด ร้านเครื่องดื่มย่อมเป็นที่ที่เดียวที่เหมาะควรกับพวกเขาทั้งหลาย เครื่องดื่มที่ผ่านหน้าไปนั้น ยิ่งมากแก้วขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มรสชาติมาขึ้นเท่านั้น หัวเรื่องใหญ่ในการคุยกันในวันนี้คือ ความก้าวหน้าของการไปรษณีย์ในอเมริกา  บุรุษไปรษณีย์ของที่นั่นถูกฝึกฝนให้ใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนซึ่งรวมไปถึงการต้องแล่นทะลุกองเพลิง ฝึกการหย่อนตัวลงปล่องไฟจากเฮลิคอปเตอร์ และการฝึกการห้อยโหนต่องแต่งจากเครื่องบินซึ่งร่อนไปในท้องฟ้า

แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจสูงสุดจากเรื่องเหล่านี้ก็คือฟรองซัวส์ บุรุษไปรษณีย์ประจำหมู่บ้านนั่นเอง ในวันรุ่งขึ้นฟรองซัวส์ได้ปรับ "ความเร็ว" ของเขาให้ใกล้เคียงกับแบบอเมริกันที่เห็นในหนังให้มากที่สุด โดยการเกาะท้ายรถกระบะที่ขับมาในทางเดียวกัน ประทับตราไปรษณีย์โดยใช้ท้ายรถกระบะแทนโต๊ะทำงาน ปั่นจักรยานหลบหลีกรถเสียลงไปในคูข้างทาง แข่งความเร็วกับทีมจักรยานตูร์ เดอ ฟรองซ์ แปะจดหมายกับหัวผู้รับหรือหนีบไว้ที่ก้นม้าขณะที่ช่างเกือกม้ายังไม่ว่างมือ ส่งพัสดุภัณฑ์ให้คนขายเนื้อภายใต้คมมีดสับเนื้อ ซึ่งผลก็คือตาคนขายเนื้อได้รองเท้าที่ขาดเป็นสองท่อนเพราะถูกสับด้วยฝีมีดของตัวเอง  "ความเร็ว" แบบอเมริกันส่งผลให้จักรยานหนีฟรองซัวส์ออกไปไกล จนท้ายที่สุดก็ไปหยุดลงที่ร้านเครื่องดื่ม และเมื่อฟรองซัวส์ตามมาทันจึงได้แวะเข้าไป "ดื่มสักอึก" เหมือนอย่างเคย

เมื่องานรื่นเริงสิ้นสุดลง ผู้คนพากันนอนสลบไสล ร้านรวงเริ่มถูกถอดเก็บ รวมทั้งศาลาม้าไม้หมุนก็ถูกถอดขึ้นรถบรรทุกพ่วงลากจูงออกไปจากหมู่บ้าน ฟรองซัวส์ช่วยชาวบ้านสรงฟางข้าวอยู่ในทุ่งข้างทาง เด็กน้อยสะพายกระเป๋าและหมวกไปรษณีย์วิ่งตามรถพ่วงซึ่งแล่นห่างออกไปจนกลายเป็นจุดเล็กๆ บนถนนอันยืดยาว

ตาติให้จูร์ เดอ เฟ็ตต์สะท้อนรายละเอียดของชนบทฝรั่งเศสเหมือนกับจะพูดว่า "นี่แหละชีวิตของชาวฝรั่งเศส" ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์กึ่งทำนายฐานะของ "อเมริกัน" ที่มีอยู่และจะมีต่อไปในฝรั่งเศสและในโลก โดยมีความเร็วและประสิทธิภาพเป็นกุญแจ 2 ดอกที่สำคัญที่จะไม่มีใครทัดทานได้ และความเป็นฝรั่งเศสคงจะต้องแปรเปลี่ยนไปในอนาคต

ความจริงบรรยากาศตามท้องเรื่องจูร์ เดอ เฟ็ตต์อิงอยู่กับบรรยากาศของเวทีซ้อมมวยในชนบทซึ่งตาติเองได้ร่วมแสดงเป็นหนุ่มชาวบ้านที่ฝันถึงการได้เป็นนักมวยกับเขาบ้างในหนังสั้นชื่อ ซวญญ์ ตง โกช (Soigne ton Gauche – ระวังหมัดซ้าย) ซึ่งกำกับโดยเรอเน่ เคลมองต์ (René Clemént) ในปี 1936

จูร์ เดอ เฟ็ตต์จะส่งแรงบันดาลใจไปยังเลกอล เดส์ แฟคเตอร์ส์ (โรงเรียนบุรุษไปรษณีย์) ในปี 1947 ซึ่งตาติทั้งกำกับและทั้งแสดงเองโดยเน้นให้รายละเอียดของการฝึกฝนบุรุษไปรษณีย์ว่าจะต้องปฏิบัติตนเช่นไรในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เราเข้าใจโดยชัดแจ้งว่าความสำเร็จของตาติ แชปลิน และคีตันนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความเป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ของพฤติกรรมของคนแต่ละคน การสังเกตที่ถี่ถ้วนก่อให้เกิดความแม่นยำในการแสดงและการกำหนดสถานการณ์ที่ถูกต้อง ดังเช่นลักษณะการนั่งอย่างเฉยเมยของคีตันบนก้านเหล็กคันชักที่เชื่อมต่อล้อรถไฟที่น่าสะพรึงกลัวในเรื่องเดอะ เจเนอรัล ดังที่กล่าวไปแล้ว หรือการยืนอยู่ตรงช่องว่างของหน้าต่างพอดีในขณะที่ฝาบ้านขนาดใหญ่ล้มทับลงมาอย่างน่ากลัวใน สตีมโบ๊ต บิลล์ จูเนียร์ (Steamboat Bill Jr.) หรือการยื่นดอกกุหลาบสีขาวให้กับหญิงสาวตาบอดของแชปลินในเรื่องซิตี้ ไลท์ จะมีก็แต่ความแม่นยำอย่างไม่มีผิดพลาดเท่านั้นที่จะทำให้ทั้งสามกรณีนี้มีความลงตัวอย่างได้ผลที่สุด

เลส์ วากองส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ (Les Vacances de Monsieur Hulot หรือ M.Hulot's Holidays – 1953 ความยาว 87 นาที)

ช่วงวันหยุดพักผ่อนประจำปีในฤดูร้อนเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมอุตสาหกรรมซึ่งมีคนชั้นกลางเป็นจักรกลผลักดันที่สำคัญ ช่วงเวลาที่สามารถจะหลุดไปจากตารางเวลาอันรัดรึงของระบบธุรกิจที่เข้มงวด เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันแสนสั้นที่ทุกคนรอคอยมาอย่างยาวนานตลอดปี ทำให้ปีที่ประสบความสุขจึงมักถูกประทับไว้ในความทรงจำเหมือนกับรูปโปสการ์ดอันงดงาม เพื่อเตือนถึงความมีอยู่ของมันในอดีต

เลส์ วากองส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ จบภาพสุดท้ายด้วยโปสการ์ดรูปชายทะเล ประทับตราตำบลแซงต์ มารค์ ซูร์ แมร์ เพราะเรื่องราวอันแสนสนุกเกิดขึ้นที่นี่ในฤดูร้อนของ ค.ศ. 1953

ภาพแรกของหนังเรื่องนี้เริ่มที่ฉากสถานีรถไฟซึ่งผู้คนพากันเบียดเสียดเยียดยัดเพื่อเริ่มต้นการเดินทางเมื่อฤดูแห่งการพักผ่อนได้มาถึง แต่บางคนก็เดินทางด้วยพาหนะชนิดอื่น โดยเฉพาะตัวละครสำคัญคือเมอสิเออร์อูโลต์ (ผู้ซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของตาติตลอดไป) ได้เดินทางโดยรถยนต์เก่าๆ ล้าสมัยและมีปัญหาไปตลอดทาง

พวกคนชั้นกลางหนีความจำเจของตารางเวลาประจำของตนมาสู่ตารางการพักผ่อนที่ซ้ำซาก ทั้งการว่ายน้ำ กิจกรรมชายหาด การเล่นไพ่ ตีปิงปอง อ่านหนังสือ ฟังคลื่นวิทยุ ขี่ม้า ตีเทนนิส กินอาหารกลางวันและอาหารเย็นร่วมกันทุกวันเป็นอาทิ

สองสามีภรรยาชรามาพักผ่อนพร้อมกับชุดราคาแพง ชายทะเลสำหรับครอบครัวนี้จึงเป็นเพียงที่เดินเล่นอันเฉิดฉาย  ครอบครัวของอดีตนายพันทหารมาพักผ่อนพร้อมกับระเบียบแบบแผนแบบทหาร วงสนทนามักจะเป็นเรื่องของอดีตอันกล้าหาญของท่านนายพัน  ส่วนครอบครัวพ่อ แม่ และลูกๆ นั้น ผู้พ่อเดินทางมาพักผ่อนพร้อมด้วยการติดต่อทางโทรศัพท์เรื่องธุรกิจอย่างไม่ขาดสาย  ชายหนุ่มปัญญาชนมีหนังสือยากๆ ติดตัวมาพร้อมกับบทสนทนาอันน่าเบื่อหน่ายสำหรับคนรอบข้าง สองคนที่ดูต่างไปจากคนอื่นก็คือหญิงสาว (สวย) และอูโลต์ซึ่งดูเหมือนจะอยู่นอกตารางแห่งความเบื่อหน่ายของคนอื่นๆ เขาคือคนที่เปิดแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่อึกทึกป่วนคนอื่นๆ (โดยไม่ตั้งใจ) เป็นคนที่ทำให้คนอื่นๆ ที่ชายหาดแตกตื่นเพราะคิดว่าเขาคือปลาฉลาม  พิชิตทุกคนบนลอนเทนนิสด้วยท่วงท่าทีที่แปลกประหลาด พาเพื่อนบางคนไปงานศพ (โดยไม่ตั้งใจ) ปรากฏตัวในงานเต้นรำใส่หน้ากากกับสาวสวย แล้วจู่ๆ เขาก็หายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็น แม้ค่ำคืนสุดท้ายของการจากลาก็ไม่มีใครทราบว่าดอกไม้ไฟซึ่งถูกจุดเหมือนกับการเฉลิมฉลองอันงดงามเพื่อสั่งลาฤดูการพักผ่อนของปีนั้น แท้จริงก็มีอูโลต์อยู่เบื้องหลัง (โดยไม่ตั้งใจอีกเหมือนกัน) การจากลาด้วยความประทับใจและเศร้าสร้อยของทุกคนในฤดูร้อนคราวนั้นก็เป็นเพราะมียาดำแบบอูโลต์แทรกอยู่นั่นเอง

ภาพโปสการ์ดรูปชายทะเลอันว่างเปล่าซึ่งเป็นภาพสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ชวนให้เราคิดคำนึงถึงอูโลต์และหญิงสาวสวยในฐานะที่เป็นอดีตอันงดงามและมีชีวิตชีวา

หนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับเมอสิเออร์อูโลต์ หลายคนยอมรับเขาทั้งที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร เห็นแต่รูปลักษณ์ภายนอกว่าเป็นชายวัยกลางคนร่างสูง[8] สวมชุดสีอ่อนแล้วสวมเสื้อฝนขนาดสั้นสีเดียวกันยาวถึงต้นขาทับอยู่ชั้นนอก ถือร่มสีดำ คาบกล้องยาสูบ (ซึ่งเกือบไม่เคยจุด) ใส่หมวกปีกหลุบๆ และมีท่วงท่าเดินซึ่งเก้งก้าง ลังเลจนเกือบละล้าละลัง

เทอร์รี่ โจนส์ (Terry Jones) หนึ่งในคณะละครตลกอังกฤษมอนตี้ ไพธ่อน (Monty Python) กล่าวถึงความสามารถของตาติว่า ดังที่โรเบิร์ต บราวนิ่ง (Robert Browning) กวีอังกฤษเคยกล่าวว่า เมื่อเอาความคิด 2 อย่างมาผูกรวมกัน มันไม่ใช่แค่เกิดเป็นความคิดอย่างที่สาม แต่เกิดเป็นดวงดาราอันเจิดจรัส ตาติได้เอามุข 2 อย่างมาประสมกันแล้วบังเกิดขึ้นเป็นความขบขัน เขา (โจนส์) ได้ตระหนักถึงความงามและความขบขันว่าสามารถเป็นสิ่งเดียวกันได้จากหนังเรื่องนี้ของตาติ[9]

มงน็งคล์ (Mon Oncle – ปี 1956 ความยาว 116 นาที)

มงน็งคล์เป็นผลรวมของบรรยากาศฝรั่งเศสดั้งเดิมจากจูร์ เดอ เฟ็ตต์ กับตัวเมอสิเออร์อูโลต์จากเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ และบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัยของทศวรรษที่ 50 ตอนปลาย

หนังเปิดฉากแรกที่ปั้นจั่นสำหรับก่อสร้าง ตึกที่เพิ่งสร้างใหม่กับแนวกำแพงเก่าซึ่งกำลังจะถูกพังทลายลง หมาจรจัดหลายตัวกับหมาใส่เสื้อกันหนาวอีกตัวหนึ่งอันแสดงถึงฐานะที่แตกต่างกันออกไปตามฐานานุภาพพากันวิ่งอย่างร่าเริงไปตามตรอกซอกซอยของเมืองเก่า ต่อเมื่อวิ่งเข้าเขตเมืองใหม่ หมาใส่เสื้อค่อยเปลี่ยนอากัปกิริยาเป็นเซื่องหงอยแล้วมุดเข้าบ้านที่โอ่อ่าหลังหนึ่งไป

บ้านหลังที่ว่านี้เป็นของครอบครัวอาร์แปลซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกชายและหมาตัวที่ว่ามาแล้วนั้น ผู้สามีขับรถอเมริกันคันยาวหรูไปทำงานยังโรงงานผลิตพลาสติค โดยจะแวะไปส่งลูกชายที่โรงเรียนก่อน ในขณะที่ฝ่ายภริยาเป็นผู้ที่ดูแลระเบียบและความสะอาดเอี่ยมอ่องของบ้านอยู่เป็นนิจ เธอมีครัวที่ทันสมัย ตู้เตาในครัวล้วนแล้วแต่ทำงานอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า บางส่วนของครัวมีระบบสเตอไรด์ฆ่าเชื้อและดูคล้ายห้องของทันตแพทย์ตามคลินิกด้วยซ้ำไป เธอมีห้องนั่งเล่นที่ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์ซึ่งถูกออกแบบอย่างทันสมัยจากโรงงานของสามีเธอ ลานเล็กๆ หน้าบ้านมีสระน้ำที่มีปลาโลหะตั้งอยู่ตรงกลาง หากมีแขกสำคัญเธอก็จะเปิดสวิทช์น้ำพุให้พุ่งขึ้นจากปากของปลาตัวนี้เป็นการต้อนรับ ก่อนที่จะกดปุ่มปิด-เปิดประตูอัตโนมัติ  แต่หากเป็นคนกันเองหรือคนที่ไม่ใช่แขก น้ำพุปลาก็จะไม่จำเป็นต้องอวดตัว น้ำพุที่ว่าจึงเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและเป็นทั้งเครื่องแสดงฐานะ  บ้านที่เป็นระเบียบหลังนี้เป็นผลรวมของความพยายามของทุกคนในบ้านโดยเฉพาะคุณนายอาร์แปลบวกกับระบบกลไกเทคโนโลยีไฟฟ้าอันซับซ้อน สิ่งแปลกปลอมอย่างเดียวที่มาเป็นครั้งคราวของบ้านนี้ก็คือเมอสิเออร์อูโลต์ ซึ่งบังเอิญเป็นน้องชายของมาดามอาร์แปลนี่เอง

เจอรารด์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวอาร์แปลดูหงอยเหงาในบ้านจักรกล และเมื่ออยู่กับพ่อแม่เจ้าระเบียบ เจอรารด์ตอบรับอาหารที่แสนถูกอนามัยเช่นไข่ต้มที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาอย่างดีด้วยอาการสะอึกและด้วยความเบื่อหน่าย ตรงกันข้าม หากอูโลต์ผู้เป็นน้าชายไปรับกลับจากโรงเรียนหรือพาซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยว เจอรารด์ดูมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะระหว่างเส้นทางจะได้พบกับแก๊งค์เด็กจอมแก่นจากเขตเมืองเก่าซึ่งมีเกมการละเล่นที่แสนสนุกและน่าตื่นเต้น เช่นแกล้งกระแทกท้ายรถขณะที่รถชะลอลงจอดเมื่อรถติด เจ้าของรถที่ถูกกระแทกมักจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงลงมาต่อว่ารถคันข้างหลังด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าถูกชนท้าย หรือเกมผิวปากเรียกคนเดินถนน ทำให้ผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเหลียวไปมองข้างหลังแล้วเดินชนเข้ากับเสาไฟซึ่งรออยู่แล้วข้างหน้า ขนมปิ้งที่แสนอร่อยเพราะโรยด้วยน้ำตาลจนพูนด้วยมือที่สกปรกมอมแมมของตาคนขาย ขนมรถเข็นก็เป็นสุดยอดอีกอย่างหนึ่งของเส้นทางที่ว่านี้

ตาติให้อูโลต์พาคนดูเข้าไปในเขตเมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกจอแจของผู้คนที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ตลาดนั้นตรงลานกว้างมีทั้งร้านขายผักสด ขายผลไม้ ขายปลาสดและแห้ง เสียงดนตรีจากสตรีทออร์แกนช่วยสร้างบรรยากาศที่คึกคัก ทำให้เหมือนมีงานการละเล่นอยู่กลายๆ ร้านเครื่องดื่มมักมีแรงดึงดูดให้ใครต่อใครได้หันเหจากเส้นทางที่ตั้งใจเดิน โฉบเฉี่ยวแวะเวียนเข้าไปพอให้ได้ฮาเฮ ทั้งนี้รวมไปถึงตาคนกวาดถนนซึ่งแม้จะมีไม้กวาดอยู่ในมือเสมอ แต่แกก็มักจะคิดว่าการได้โม้กับคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นงานหลักของแกมากกว่าการกวาดถนน จะว่าไปแล้วตาติชวนให้เรารู้สึกได้ว่าละแวกเขตเมืองเก่าที่อูโลต์อาศัยอยู่นั้น แท้จริงแล้วทุกคนรู้จักกันหมดในฐานะที่เป็น "เพื่อนบ้าน" กัน

แม้กระทั่งห้องเช่าของอูโลต์ซึ่งอยู่บนชั้นที่ 3 ซึ่งสูงที่สุดแล้วของตัวบ้าน เส้นทางเดินของอูโลต์ก็จะต้องเดินผ่านป้าเจ้าของบ้านพร้อมด้วยลูกสาวซึ่งกำลังโตเต็มวัย ต่อไปตามเส้นทางที่วกวนผ่านเพื่อนบ้านอีกหลายห้องในแต่ละชั้น "พอให้ได้ทักทายกัน" กว่าจะสิ้นสุดลงที่ห้องของตัวเอง บ้านของอูโลต์ตามทัศนะของตาติจึงเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยชีวิต และการตอบสนองต่อกันในฐานะมนุษย์อันเป็นการแสดงภาพที่อยู่มานานคู่กันกับชุมชน และบ้านในเขตเมืองใหม่ที่มีแต่โลหะ อุปกรณ์เครื่องใช้ที่อาจเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ (ปลาโลหะพ่นน้ำ เครื่องครัวที่พร้อมจะโจมตีอูโลต์ โรงรถอัตโนมัติที่ขังเจ้าของบ้านเอาไว้ข้างใน) แม้บ้านของครอบครัวอาร์แปลเอง ก็ดูคล้ายกับใบหน้าเพราะมีหน้าต่างกลมๆ เหมือนลูกตา 2 ดวง แต่ใบหน้านั้นก็เป็นเพียงใบหน้าและดวงตาของมนุษย์หุ่นยนต์ที่น่าสะพรึงกลัว

มงน็งคล์จบเรื่องลงตรงที่บริษัทซึ่งจ้างงานอูโลต์ตามอิทธิพลของเมอสิเออร์อาร์แปลได้ส่งอูโลต์ไปยังสาขาต่างเมือง (ตามคำขอของเมอสิเออร์อาร์แปลเพื่อที่อูโลต์จะได้ไม่เป็นตัวอย่างที่ "เลว" ให้กับเจอรารด์) อูโลต์ได้ทำให้คนทั้งสนามบินมีท่วงทำนองเปลี่ยนไปเป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะแจ๊สซึ่งเป็นเพลงประกอบฉากขณะนั้น และเผลอๆ อูโลต์อาจเป็นคนทำให้เมอสิเออร์อาแปลเป็นคนเล่นเกมผิวปากหลอกคนเดินชนเสา ซึ่งทำให้เจอรารด์กับพ่อได้กลายเป็น "พวกเดียวกัน" แทนที่อูโลต์ซึ่งจากไป   

อย่างน้อยก็เป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างหนึ่งของตาติ เพราะการกลับนิสัยของเมอสิเออร์อาร์แปลเกิดขึ้นในขณะที่แนวกำแพงเมืองเก่า (ซึ่งหมายถึงเมืองเก่าด้วย) กำลังถูกทลายลง ปารีสเดิมที่มีชีวิตชีวากำลังก้าวเท้าเข้าสู่ความเป็นปารีสใหม่ที่ทันสมัย อาคารสูบที่เต็มไปด้วยโลหะและกระจกอันจะเป็นสาระสำคัญของเรื่องราวของอูโลต์ในหนังเรื่องต่อไป

ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์ -- ต่อ

เพลย์ไทม์ (Play Time – 1967 ความยาว 120 นาที)

มงน็งคล์จบเรื่องด้วยฉากสนามบินซึ่งเมอสิเออร์อูโลต์จะเดินทางจากไปยังเมืองอื่น เพลย์ไทม์ซึ่งสร้างขึ้นในอีก 10 ปีต่อมาเปิดฉากแรกของเรื่องด้วยภาพของสนามบินปารีสอันทันสมัย ผู้คนหลากหลายค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นภายในอาคารซึ่งดูเหมือนฉากเวทีขนาดใหญ่ แม่ชี 2 คนใส่หมวกแบบเก่าที่มีขอบหมวกข้างแก้มพับยกขึ้นไปเหนือหูได้ เวลาเธอเดินขอบหมวกจึงดูเหมือนปีกเล็กๆ ของนกซึ่งกำลังขยับตัวบินอย่างร่าเริง การล้อเลียนเครื่องบินเป็นมุขแรกที่ตาติส่งตัวละครของเขาออกมาทักทายคนดู และเหมือนกับเป็นการเตือนว่าหนังซึ่งฉายอยู่ในระบบ 70 มิลลิเมตรเรื่องนี้ จะมีมุขต่างๆ ซุกซ่อนเอาไว้บนจอ (อันกว้างใหญ่) อย่างมากมาย

ดังที่กล่าวแล้วฉากภายในอาคารสนามบินดูเหมือนเวทีขนาดใหญ่ มีพนักงานสายการบินยืนอยู่ตรงสุดเวทีด้วยท่าทางที่คล้ายท่ายืนของนางแบบ ทางเดินตรงกลางโถงของอาคารเหมือนแคทวอล์ค โดยมีสามีภรรยาซึ่งกำลังจะเดินทางนั่งอยู่อย่างเจียมตัวตรงข้างซ้ายของทางเดินแบบ  ตัวละคนที่ดูไร้ความหมายถูกปล่อยขึ้นมาบนทางเดิน นับแต่นายทหารผู้รอคอยคนที่นัดหมาย นางพยาบาลอุ้มเด็กที่หาทางไปห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม เลขานุการผู้เดินด้วยความรีบเร่ง พนักงานกวาดพื้นท่าทางขี้เกียจและดูผิดที่โผล่ออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ แล้วฉากก็ชุลมุนขึ้นเมื่อขบวนนักข่าวที่รุมล้อมศาสตราจารย์แก่ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาในฉาก สมทบด้วยนักท่องเที่ยวอเมริกันกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาเยือนกรุงปารีส ในท่ามกลางความชุลมุนดังกล่าวนี้ เสียงร่มตกลงกระทบพื้นดึงความสนใจของทุกคนไปที่เมอสิเออร์อูโลต์ผู้ปรากฏตัวอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ แต่ก็เป็นช่วงเวลาเพียงแว่บเดียวที่เขาเก็บร่มขึ้นจากพื้นแล้วก็หายไปจากฉาก ปล่อยให้บรรยากาศของความชุลมุนดำเนินต่อไป

ตาติไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดว่าเข้าต้องการอะไรในฉากเปิดของหนัง เพียงแต่เราจะทราบในเวลาต่อมาว่าตัวละคร 2 ตัวซึ่งมีวิถีทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะได้ถูกความบังเอิญดึงให้เข้ามาพบกัน มีความสัมพันธ์ที่ผิวเผินแต่อ่อนหวาน แต่แล้วก็จากกันไปเหมือนกับวันเวลาที่เวียนผ่านทุกคนไป สองคนที่ว่านั้นคือสาวชาวอเมริกันผู้ซึ่งมาปารีสเพราะอยากจะเห็นหอไอเฟล ประตูชัย โบสถ์พระหทัยอันศักดิ์สิทธิ์ละแวกย่านมงมาเตรอะกับเมอสิเออร์อูโลต์ผู้ซึ่งเดินทางมาพบใครคนหนึ่งในบริษัทที่ตั้งอยู่ในละแวกสนามบินนี่เอง

ตาติให้ภาพเมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งสร้างขึ้นด้วยโลหะและกระจกใส แม้ทุกคนจะมองเห็นกันแต่มนุษย์ก็ถูกแยกออกจากกันและหากันไม่พบ อูโลต์ตามหาชายคนนึ่งซึ่งดูยุ่งกับธุรกิจการงานของเขา แม้จะมองเห็นกันผ่านกระจก แต่ก็ไม่อาจได้พบกัน เพราะความซับซ้อนของเส้นทาง อูโลต์หลงทางอยู่ในอาคารทันสมัยแห่งนั้น ได้เห็นเลขานุการสำนักงานสมัยใหม่จำนวนนับสิบๆ คน นั่งอยู่ในคอกรูปกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งกั้นทุกคนออกจากกันเสมือนอยู่ในเขาวงกต อูโลต์หลงเข้าไปในห้องจัดแสดงสินค้าที่ทันสมัยและดูไร้สาระ เช่น แว่นตาที่พับหักงอได้ ถังขยะรูปทรงเป็นเสาแบบกรีก เครื่องดูดฝุ่นที่มีไฟฉายส่องแสงสว่าง บานประตูเปิดปิดซึ่งไร้เสียง เป็นต้น กว่าอูโลต์จะหลุดออกจากเขาวงกตนี้ได้ก็พลบค่ำ และบังเอิญได้พบเพื่อนเก่าจากสมัยเป็นทหาร จึงได้แวะเข้าไปในบ้านเพื่อนคนนี้

ตาติสร้างจินตนาการให้เราเห็นบ้านในเมืองสมัยใหม่ว่าเป็นกล่องสี่เหลี่ยมต่อเนื่องกันไป ทั้งในแนวนอนและแนวดิ่ง ทุก "บ้าน" มีผนังบางๆ แบ่งและกั้นแต่ละ "บ้าน" ออกจากกัน หากมองทางด้านตัดขวาง (ตาติออกแบบให้ผนังด้านที่เรามองเห็นเป็นกระจกใสบานใหญ่) จึงดูเหมือนเราเห็นกริยาท่าทางของคนในทุกบ้านพร้อมกัน ตาติจงใจที่จะทำให้แต่ละบ้านข้างเคียงดูเหมือนมีปฏิกิริยาตอบโต้กันผ่านจอโทรทัศน์บางแบนที่ติดอยู่ที่ผนังซึ่งใช้ร่วมกัน ฉะนั้น เมื่อชายข้างห้องกำลังเปลี่ยนเสื้อ พ่อแม่ในห้องถัดไปจึงทำท่าปิดตาลูกสาว แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ ห้องที่ติดกับห้องที่อูโลต์กำลังคุยอยู่กับเพื่อนนั้นเป็นห้องของชายคนที่อูโลต์ตามหามาตลอดทั้งเรื่อง ทั้งคู่จะไม่ได้พบกันเลย หากอูโลต์จะไม่ได้มาหยุดยืนดูร้านอาหารเปิดใหม่ซึ่งกำลังตกแต่งเตรียมเปิดบริการอยู่ และชายคนที่เขาตามหาก็จะไม่พบอูโลต์เลย หากเขาไม่ได้พาหมาออกมาเดินเล่นและได้มาหยุดดูการตกแต่งร้านอาหารแห่งนั้นเช่นกัน ตาติไม่ได้สนใจที่จะให้รายละเอียดของความต้องการที่จะพบกันของคนทั้งสอง เพราะประเด็นที่สำคัญกว่าคือการให้รายละเอียดของการที่คนทั้งสอง "หากันไม่เจอ" ในเมืองสมัยใหม่ต่างหาก

อูโลต์พบกันเพื่อนเก่าอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานเป็นคนเปิดปิดประตูภัตตาคารหรูหราที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ ในขณะที่หญิงสาวอเมริกันซึ่งมาปารีสเพราะอยากจะได้พบเห็นสถานที่อันลือชื่อต่างๆ ของกรุงปารีส แต่สถานที่เหล่านั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนที่เธอจะได้พบเห็นก็แต่ตามประตูกระจกที่ปิดเปิดตามที่ต่างๆ เท่านั้น ดูเหมือนตาติจะตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์ว่าปารีสเก่าอันมีเสน่ห์ได้ตายจากไปนานแล้ว สิ่งที่มาใหม่ก็คือบรรดาตึกที่แข็งกระด้างและไร้เสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หญิงสาวชาวอเมริกันคนนี้จะได้บังเอิญมาพบกับอูโลต์ผู้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของโลกเก่าที่ภัตตาคารแห่งนี้นี่เอง

ความชุลมุนวุ่นวายในภัตตาคารเปิดโอกาสให้ตาติสอดใส่การศึกษากริยาของคนต่างๆ ได้อย่างสนุกสนาน เช่น การเจาะช่องส่งอาหารจากครัวควรจะให้มีขนาดกว้างเท่ากับด้านขวางหรือด้านยาวของจานเปล การเดินเสิร์ฟของบ๋อยบางคนเหมือนเดินแฟชั่นโชว์มากกว่าการเสิร์ฟอาหารจริงๆ  ปลาซึ่งถูกวางลงบนโต๊ะและปรุงต่อหน้าแขกก่อนรับประทานถูกปรุงอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีใครได้กินจริงๆ เลย เพราะบริกรเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่า ขวดคอนญัคที่วางเอาไว้ในครัวพร่องไปเรื่อยๆ จนกัปตันต้องวางกับดักโดยเอาเขม่าดำมาทาปากขวดเอาไว้ แล้วจะได้พบว่าคนปากดำเป็นวงกลมขอบปากขวด แท้จริงก็คือผู้ช่วยที่เขาไว้ใจที่สุดนั่นเอง บ๋อยคนหนึ่งกางเกงขาดเพราะถูกขอบพนักเก้าอี้เกี่ยวเอาได้กลายสภาพเป็น "บ๋อยอะไหล่" เมื่อคนอื่นเกิดแจ๊คเก็ตขาด โบว์ไทเปรอะน้ำซอส รองเท้าขาด ทุกคนล้วนแล้วแต่มาขออะไหล่ไปจากตัวเขาทั้งสิ้น ที่ขำไม่แพ้กันก็คือการที่อูโลต์ทำให้บานประตูกระจกใสหน้าร้านแตกลง เพื่อนผู้ซึ่งมีหน้าที่ปิดเปิดประตูจึงต้องยืนถือมือจับบานประตูไว้ ทำเสมือนปิดเปิดประตูกระจกใสที่ไม่มีอยู่จริง ความชุลมุนของภัตตาคารดำเนินไปจนถึงเวลาสร่างซาในเช้าวันรุ่งขึ้น อูโลต์จากลากับนักท่องเที่ยวสาวชาวอเมริกันโดยมอบผ้าแพรคลุมผมซึ่งมีรูปสถานที่สำคัญต่างๆ ของปารีส (ตามที่เธอคาดหวังว่าจะได้เห็น) เมื่อรถบัสของเธอวิ่งเข้ามาวนอยู่ในวงเวียนร่วมกันกับรถคันอื่น ๆ จังหวะของดนตรีก็เปลี่ยนไปเป็นดนตรีที่ใช้ตามสวนสนุกที่มีม้าหมุนอยู่ตรงกลาง และการเคลื่อนไหวของรถทุกคันในวงเวียนก็เคลื่อนไปในอากัปกิริยาของม้าหมุน อนุสาวรีย์กลางวงเวียนซึ่งเป็นรูปเสาบิดเกลียวก็ดูเหมือนเสาทาสีขาวแดงที่สืบทอดรูปแบบมาจากเสาเมย์โพล ซึ่งใช้ในการเฉลิมฉลองกันหลังฤดูการเก็บเกี่ยว

ฉากนี้เกือบจะเป็นการ "กระพริบตา" (wink) ย้อนความรู้สึกของเรากลับไปสู่จูร์ เดอ เฟ็ตต์ หนังเรื่องแรกของตาติ

เพลย์ไทม์จบลงด้วยความสดชื่นรื่นเริง การจากกันของอูโลต์และเพื่อนสาวชาวอเมริกันเป็นความรู้สึกที่ค้างคา คล้ายกับที่อูโลต์จากสาวสายในเรื่อง เลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ โดยปราศจากการล่ำลา และเหมือนกับการจากลาเด็กสาวลูกเจ้าของบ้านเมื่อวันสุดท้ายที่ได้พบว่า "เธอเป็นสาวแล้ว" ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าในเรื่องหน้า อูโลต์จะโชคดีกว่านี้ไหม  

ทราฟฟิค  (Traffic – 1971 ความยาว 89 นาที)

หากจะกล่าวว่าเพลย์ไทม์เป็นเรื่องของมนุษย์กับอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในยุคสมัยใหม่ ทราฟฟิคก็เป็นเรื่องของมนุษย์กับยวดยานพาหนะและการสัญจรซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับระยะทาง ภาพของนีล อาร์มสตรอง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันซึ่งก้าวเท้าลงเหยียบบนโลกพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางที่ไกลที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์

ทราฟฟิคเล่นกับประเด็นของการเดินทางที่แสนสั้นแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ เมื่อเทียบกับการเดินทางไปในอวกาศของนักวิทยาศาสตร์ดังที่กล่าวไปแล้ว ในเรื่องนี้เมอสิเออร์อูโลต์กลายมาเป็นสถาปนิก[10] ผู้ออกแบบรถค้างแรมสำหรับการเดินป่าที่มีอุปกรณ์อเนกประสงค์อย่างครบครัน เช่น มีที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เตาปิ้งย่าง โต๊ะกินข้าว เตียงนอน โทรทัศน์เครื่องเล็ก และอื่นๆ อีกสุดจะจารนัยได้หมด อูโลต์จะต้องเอารถคันนี้เดินทางจากปารีสไปในงานมอเตอร์โชว์ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศฝรั่งเศสไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แม้เจ้ารถสารพัดนึกจะทำอะไรได้หลายอย่าง และแม้ว่าระยะทางจากปารีสถึงอัมสเตอร์ดัมจะไม่ได้ยาวไกลอะไรมากนัก แต่การเดินทางก็ต้องวิธีการขนไปโดยรถบรรทุก และก็รถบรรทุกนี่แหละที่จะมีปัญหาต่างๆ นานา ไปตลอดทาง เช่น น้ำมันหมด เบรกไม่ทำงาน ถูกตำรวจจับเพราะต้องสงสัยว่าแหกด่าน อุบัติเหตุรถชน เป็นต้น ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แสนจะสามัญของคนที่ขับรถบรรทุก (บนโลกนี้) จะต้องเผชิญ เพียงแต่วิธีเล่ารายละเอียดของปัญหาแต่ละอันที่ตาตินำมาใช้นั้น จะขยายไปสู่เรื่องย่อยๆ อีกมาก ซึ่งเป็นสีสันอันมีรสชาติของหนังเรื่องนี้ดังเช่น ภาพที่อูโลต์หิ้วถังน้ำมันเปล่าเดินไปตามไฮเวย์อันยืดยาวเพื่อตามหาปั๊มน้ำมัน แล้วสวนทางกับคนที่ทำแบบเดียวกันแต่อยู่คนละฟากถนน

อู่ซ่อมเบรกที่ดูซอมซ่อ มีรถจอดเสียอยู่มากมายตามลานดินซึ่งรกเรื้อไปด้วยหญ้าตามแบบบ้านนอก ทุกอย่างดูหยุดนิ่งเหมือนสิ้นหวัง ในขณะที่เจ้าของอู่รถกำลังดูการถ่ายทอดมนุษย์อวกาศอเมริกันเดินอยู่ในอวกาศทางทีวี สภาพรวมที่เห็นทั้งหมด ทำให้เราคาดเดาได้ยากว่ารถจะซ่อมเสร็จอย่างไร และการเดินทางจะเริ่มต่อไปได้เมื่อไร

ส่วนสถานีตำรวจที่จับรถบรรทุกของอูโลต์มา ก็เต็มไปด้วยตำรวจที่ทำงานกันอย่างเชื่องช้า จะมีก็แต่ความอยากรู้อยากเห็นการทำงานของรถสารพัดนึกมากกว่าจะทำงานของตัวเอง ซึ่งอูโลต์และสหายก็สนองตอบความต้องการของเหล่าตำรวจเหล่านั้นเป็นอย่างดี โดยการแจงให้ดูว่าอุปกรณ์แต่ละอย่าง แต่ละส่วน ใช้งานอย่างไร รวมแม้กระทั่งการนอนในรถให้ดูด้วยจริงๆ

ฉากรถชนกันเพราะการให้สัญญาณมือที่สับสนของตำรวจจราจรอาจเป็นฉากที่เด่นที่สุดฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นการบังคับรถเพื่อเลี่ยงการชนกันอย่างรุนแรง ดูเหมือนกับรถกำลังเคลื่อนไหวช้าๆ ไปกับจังหวะดนตรี รถบางคันวิ่งตามลูกล้อของตัวเองที่หลุดวิ่งนำไปข้างหน้า คนที่ค่อยๆ เหยียดตัวเองออกมาจากรถแต่ละคันแล้วพยายามจะดัดตัวด้วยอาการต่างๆ กันเหมือนการออกกำลังกายเป็นหมู่ พระซึ่งกำลังตรวจดูสภาพเครื่องยนต์รถของตน เมื่อมองจากด้านหลังเหมือนท่านกำลังทำพิธีสวดมนตร์ และฉากของคนซึ่งกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพงหญ้าเพื่อหาชิ้นส่วนอะไหล่ของรถ เมื่อพบเข้าชิ้นหนึ่งก็จะประกาศหาเจ้าของ เหมือนกำลังเล่นเกมอะไรสักอย่าง

รถซึ่งชนกันทำให้รถสารพัดนึกของเรา (แม้จะอยู่ภายในรถบรรทุกคันใหญ่อีกทีหนึ่ง) พลอยชำรุดไปด้วย เจ้าของอู่ซ่อมรถดูเป็นคนโผงผาง ชอบคุย แม้งานจะคืบหน้าแต่ก็ต้องใช้เวลาข้ามวัน รายละเอียดบางตอนชวนให้นึกถึงการหยิบยืมมุขของชาร์ลี แชปลินจากเรื่องโมเดิร์น ไทม์ส (Modern Times) อย่างจงใจ เช่น ฉากที่เจ้าของอู่รถบอกให้อูโลต์มองหาเศษไม้รูปลิ่มในอู่ต่อเรือ แชปลินพบไม้ชิ้นนั้นตรงที่เขาใช้ค้ำยันเรือทั้งลำ และผลของการดึงเอาไม้ชิ้นนั้นออกมาก็ได้ทำให้เรือซึ่งยังต่อไม่เสร็จค่อยๆ ถอยลองไปตามรางเลื่อนและจมหายไปต่อหน้าต่อตาดคนทุกคนที่อ้าปากค้างด้วยความตะลึงพรึงเพริด อูโลต์จะพบไม้ชิ้นนั้นอย่างไร จะมีโศกนาฏกรรมแบบเดียวกัน หรือไม่ก็เชิญผู้อ่านค้นหาเอาเอง

ในที่สุดรถของอูโลต์ก็สามารถเดินทางมาถึงสถานที่จัดการแสดงรถในเมืองอัมสเตอร์ดัมกับเขาจนได้ หากแต่ว่าเป็นการมาถึงที่ช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะงานแสดงได้สิ้นสุดลงไปเมื่อวันก่อน แต่แม้กระนั้นการที่มีรถเหลืออยู่เพียงคันเดียวกลับทำให้ผู้คนที่ยังตกค้างอยู่ชื่นชอบและพากันสั่งจองรถสารพัดนึกนี้เป็นการใหญ่

อูโลต์พยายามจะจากไปเงียบๆ เหมือนอย่างหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่สภาพรถที่จอดติกันทั้งลานกว้างกลับกลายเป็นอุปสรรคในการเดินทางเคลื่อนไหวของคนทุกๆ คน ภาพตอนนี้ชวนให้เราคิดถึงประโยชน์ของรถว่ามีไว้สำหรับการเคลื่อนที่ แต่บ่อยครั้งที่การเคลื่อนที่นั้นจะนำไปสู่การจอดหยุดนิ่งอย่างน่ารำคาญคราวละนานๆ อูโลต์กางร่มของเขาเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้เพราะฝนเริ่มตกลงมา ในครั้งนี้เป็นการกางร่มที่มีเขาและเลขานุการบริษัทรถยนต์อยู่ร่วมกันภายใต้ร่มคันนั้น

พาเหรด (Parade – ปี 1974 ความยาว 85 นาที)

พาเหรดต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ ของตาติตรงที่เป็นหนังที่สร้างบรรยากาศเหมือนการแสดงของคณะละครสัตว์[11]  ประกอบกับการแสดงไมม์ของตาติเอง ที่ว่าสร้างบรรยากาศก็เพราะผู้ชมที่เข้าร่วมปรากฏอยู่ในหนังด้วยส่วนใหญ่ดูจะเป็นผู้ชมจริงๆ (ไม่ถึงกับเป็นผู้แสดงประกอบ) นั่งปะปนกับหุ่นกระดาษขึ้นรูปเป็นคนดู แต่ท้ายสุดของเรื่อง เด็กเล็กๆ 2 คนได้ขึ้นมาบนเวทีแล้วเล่นกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่วางทิ้งไว้บนเวที เป็นภาพที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติซึ่งการใช้คนดูร่วมแสดงหรือร่วมมีบทบาทตามธรรมชาตินี้ช่วยให้หนังมีความสดใหม่อยู่ในตัวเป็นอย่างมาก

หลังของตาติซึ่งค่อมลงนิดหน่อยในบางจังหวะของการเคลื่อนไหว เมื่อผสมรวมกับความสูง (มาก) ของเขา ทำให้ตาติดูแก่ลงอย่างผิดตาจากเมอสิเออร์อูโลต์ที่เรามักคุ้น แต่ถึงกระนั้นการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงในการแสดงไมม์หลายชุดของเขา กลับทำให้มองไม่เห็นร่องรอยของชายวัย 66 ปี หากแต่ยังเป็นตาติคนเดิมผู้ซึ่งชำนาญในการสังเกตการณ์และเลียนแบบด้วยท่าทางไมม์ของเขาอยู่นั่นเอง

การแสดงไมม์ในหนังเรื่องนี้มีที่สำคัญอยู่ 4 ชุด คือ การตีเทนนิส ชกมวย ตกปลา และขี่ม้า การแสดงทั้ง 4 ชุดนี้ชวนให้นึกถึงฉากการตีเทนนิสและขี่ม้าของอูโลต์ในเรื่อง เลส์ วางกองส์ เดอ
เมอสิเออร์อูโลต์
 นึกถึงการชกมวยในเรื่องซวญญ์ ตง โกช หนังที่กำกับโดยเรอเน่ เคลมองต์ ที่เขาแสดงเป็นเด็กหนุ่มชาวนาผู้ใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นนักมวยผู้มีชื่อเสียง  ความจริงแล้วตาติได้ทำหนังสั้นๆ อีก 2 เรื่องที่แสดงให้เห็นการสังเกตและเลียนแบบท่าทางของคนอันจะเป็นฐานที่สำคัญของการแสดงของเขา (รวมทั้งไมม์ด้วย) หนังทั้งสองนี้ก็คือ เลกอล เดอ แฟคเตอร์ส (L'ecole de Facteurs) หรือโรงเรียนไปรษณีย์ (สร้างในปี 1947 กับกูร์ ดู ซัวร์ (Cours du Soir – 1967)

เลกอล เดอ แฟคเตอร์ส เป็นการแสดงภาพของการฝึกหัดบุรุษไปรษณีย์ตามทัศนะของตาติ นับตั้งแต่จังหวะการขึ้นอานรถ การถีบที่เร่งรีบในกรณีที่เป็นการส่งโทรเลข กับการถีบด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอหากเป็นจดหมายปรกติ การหยิบยื่นไปรษณียภัณฑ์ก็มีความแตกต่างกันระหว่างจดหมายงานศพ (อย่างเศร้าสร้อย) จดหมายจั๊งค์เมล์ (อย่างไม่แยแส) ในขณะที่จดหมายรักจะถูกส่งให้ด้วยท่าทางที่อ่อนหวาน ตาติทำให้อาการเคลื่อนไหวของบุรุษไปรษณีย์ดูมีสง่าราศีเหมือบุรุษในเครื่องแบบประเภทอื่นๆ และทั้งหมดของการศึกษาเรื่องกริยาของบุรุษไปรษณีย์นี้ ก็จะไปปรากฏอยู่ในเรื่องจูร์ เดอ เฟ็ตต์ดังที่พูดถึงไปแล้ว

ส่วนกูร์ ดู ซัวร์ หรือโรงเรียนภาคค่ำนั้น เป็นเรื่องของชั้นเรียนการแสดงที่ศึกษาอากับกิริยาท่าทางของคน เช่น คนสูบบุหรี่ (พวกไก่อ่อน พวกขี้ยา พวกนักธุรกิจ ฯลฯ ปรากฏในบางฉากของมงน็งคล์)  คนสะดุดบันได การตกปลา (ในพาเหรด) การตีเทนนิส (ในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์) การขี่ม้า (ในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์เช่นกัน)

พาเหรดเป็นหนังที่ดูแล้วเพลิดเพลิน เพียงแต่ไม่รู้สึกสนุกและจุใจอย่างเรื่องก่อนๆ และที่สำคัญก็คือ ไม่มีเมอสิเออร์อูโลต์ผู้ซึ่งจะคอยนำพาเราไปสู่เรื่องราวต่างๆ ที่ทั้งสนุกสนานและชวนให้คิดอยู่ตลอดเวลา แม้กระนั้นคนดูหลายคนก็อดใจที่จะแอบคาดหวังไม่ได้ว่า "เอาเถิด อีกประเดี๋ยวอูโลต์ก็คงจะออกมา" แต่ก็ไม่มีใครสมหวัง แถมเมื่อหนังจบลงแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นตาติในฐานะนักแสดง ส่วนเมอสิเออร์อูโลต์นั้นจากลาขาดกันไปตั้งแต่หนังเรื่องเพลย์ไทม์แล้ว

หลังจากพาเหรดแล้ว ตาติได้ลงมือทำหนังสารคดีเกี่ยวกับนักฟุตบอลฝรั่งเศสเชื้อสายคอร์สิกันเรื่อง ฟอร์ซา บาสเตีย ในปี 1978  แต่งานก็ค้างคาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1982 ความจริงแล้วในขณะเดียวกันนั้น ตาติได้วางแผนและลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเมอสิเออร์อูโลต์แล้ว ในบทหนังเรื่องที่ตาติให้ชื่อว่าคอนฟิวชั่น (Confusion) นี้ เราจะได้เห็นเมืองปารีสในอนาคตซึ่งถูกครอบงำด้วยโทรทัศน์ การโฆษณา การติดต่อสื่อสาร และเมอสิเออร์อูโลต์ผู้อยู่ในอาการชราภาพแล้ว  ตามข้อมูลบอกว่าบทของหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่แนวคอมมิดี้อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะออกมาในรูปไหน เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ในเรื่องเพลย์ไทม์ซึ่งตาติตั้งใจสะท้อนให้เห็นความยุ่งเหยิง (Confusion) ของปารีสในอนาคต (ทศวรรษที่ 70) อันเนื่องมาจากการวิ่งไล่ตามความทันสมัย ทำให้มนุษย์มีสภาพไม่ต่างจากจิ้งหรีดที่ถูกขังอยูในกรงเล็กๆ เต็มไปหมด และต้องตกอยู่ในสภาพจำยอมต่อภาวะซึ่งไม่อาจเชื่อมโยงติดต่อกันได้โดยตรง แม้มนุษย์จะตกอยู่ในสภาพอันน่าหดหู่เช่นว่านี้ แต่ตาติก็ยังสามารถใช้ความเฉียบคมของเขานำเสนอออกมาในรูปของคอมมิดี้ได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม บทหนังเรื่องนี้ได้รับการปรับให้ออกมาในรูปของแอนิเมชั่นภายใต้ชื่อว่า ดิ อิลูชั่นนิสต์ (The Illutionist) ซึ่งจะกำกับโดยซิลเวียน โชเมต์ (Sylvian Chomet) ผู้โด่งดังมาจากการกำกับแอนิเมชั่นแนวหดหู่เรื่อง เดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ (The Triplets of Belleville) นัยว่าหนังแอนิเมชั่นเรื่องใหม่นี้มีงบประมาณ 10 ล้านปอนด์อังกฤษ ลงทุนโดยบริษัท ปาเต้ (Pathé  Pictures) และคาดว่าจะออกฉายได้ในปี 2009 ผมออกจะประหวั่นใจอย่างไรพิกล แม้ว่าซิลเวียนจะมีฝีมืออย่างเอกอุ และหนังแอนิเมชั่นของเธออย่างเดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจูร์ เดอ เฟ็ตต์ และเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ตามทัศนะของผม เดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ดูหดหู่อย่างดำมือ และดูไม่เข้ากับอูโลต์และตาติ เห็นทีจะต้องรออีก 2 ปีข้างหน้าเพื่อจะรอดูว่าอูโลต์จะกลายเป็นตาแก่หงำเหงอะ ถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ที่กรุด้วยกระจกรอบด้าน ในห้องมีแต่โทรทัศน์ซึ่งถาโถมแกด้วยโฆษณา เกมโชว์ เกมทายปริศนาชิงรางวัล ละครและหนังโซปี้ แต่แกไม่สามารถจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับใครๆ ได้อย่างไร เพราะคนที่รู้จักและชอบพอ เช่น สาวน้อยในเลส์ วาก็องส์ฯ เด็กสาวลูกเจ้าของบ้านเช่าที่เติบใหญ่ในมงน็งคล์ สาวอเมริกันในเพลย์ไทม์ หรือแม้กระทั่งสาวเลขานุการเปรี้ยวกระฉับกระเฉงในทราฟฟิค ตลอดจนเด็กน้อยเจอรารด์ในมงน็งคล์ ก็ล้วนแล้วแต่เติบโตและจากไปอยู่ในสังคมอันยุ่งเหยิงของสหัสวรรษใหม่นี้แล้วทั้งสิ้น

ปีหน้าที่จะมาถึงนี้ ฌ๊าคส ตาติจะอายุครบร้อยปีไล่หลังแอร์เจ้ (Hergé) ซึ่งเพิ่งฉลองร้อยปีไปหมาดๆ นี้ ตาติทิ้งเมอสิเออร์อูโลต์ให้อยู่ในโลกของความทรงจำของคนจำนวนมาก อูโลต์เกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยนับจากหนังเรื่องแรกที่เขาปรากฏตัวขึ้นในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ เราได้พบญาติ 2-3 คนของเขาในมงน็งคล์ แต่ดูเหมือนตาติจะเปลี่ยนใจเกี่ยวกับมิติของชีวิตของอูโลต์ เขาจึงกลับไปเป็นชายผู้โดดเดี่ยวเหมือนอย่างเดิมในเรื่องต่อๆ มา  แม้เขาจะเป็นคนที่มักจะนำเอาความยุ่งเหยิงเล็กๆ มาสู่คนรอบข้างอยู่บ่อยๆ ด้วยความซุ่มซ่ามของเขา แต่ก็ไม่เคยทำให้ใครต้องเดือดร้อนอย่างจริงจัง เพราะความซุ่มซ่ามของเขาเกิดจากการไม่รู้ถึงการเปลี่ยนไปของโลกรอบตัว หรือในอีกทางหนึ่ง ความซุ่มซ่ามของเขาก็คือการตอบโต้ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างซุ่มซ่ามของโลกเท่าที่คนตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกระทำได้ ซึ่งความจริงเมื่อเทียบกับเดอะ แทรมป์ (The Tramp) แล้ว แชปลินเลือกให้เดอะ แทรมป์มีความสุขเมื่อได้คืนลูกให้แม่ที่แท้จริง (ในเดอะ คิด – The Kid) ประสบความร่ำรวยและความรักในเดอะ โกลด์ รัช (The Gold Rush) ประสบความรักกับหญิงสาวที่หายจากตาบอดในซิตี้ ไลท์ส (City Lights) หลีกหนีออกไปจากโรงงานและเมืองพร้อมกับหญิงคนรักในโมเดิร์น ไทม์ส (Modern Times) หรือแม้กระทั่งกลายเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในการปลดทุกข์ยากของประชาชนในเดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (The Great Dictator) พูดง่ายๆ ก็คือ เดอะแทรมป์สู้กับสังคมรอบตัวชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในขณะที่อูโลต์แอบจากไปเงียบๆ กับสาวเปรี้ยวโดยทิ้งประดิษฐกรรมของรถสารพัดนึก (อันทันสมัย) เอาไว้เบื้องหลังในเรื่องทราฟฟิค ผมได้แต่หวังว่าเมื่ออูโลต์กลับมาเมื่อครบร้อยกับหนึ่งปีของตาติ เขาจะยังเป็นอูโลต์ที่ผมรู้จักและรักคนเดิม


[1] แม้หนังเงียบจะได้อาศัย "คำบรรยาย" แทรกเข้ามาเป็นครั้งคราว แต่คำบรรยายเหล่านั้นก็มีลักษณะเป็นเพียงกรอบหรือบริบทของเหตุการณ์ ฉะนั้น ที่เหลือระหว่างคำบรรยายจึงต้องอาศัยความสามารถของนักแสดงเป็นอย่างยิ่งที่จะแสดงเพื่อให้สื่อความหมายตามที่ต้องการต่อคนดู

[2] หนังของเขาทั้งสองหรือที่เขาร่วมแสดงนั้นคาบยาวมาถึงตอนกลางของศตวรรษที่ 20

[3] ในเรื่อง จูร์ เดอ เฟ็ต (Jour de Fete)

[4] ในเรื่อง มงน็งคล์ (Mon Oncle) / เพลย์ไทม์ (Play Time) และเรื่องทราฟฟิค (Traffic)

[5] 9 ตุลาคม ปลายสมัยรัชกาลที่ 5

[6] Forza Bastia เป็นภาพยนตร์สารคดีสั้นเก่ยวกับนักฟุตบอลฝรั่งเศสเชื้อสายคอร์สิกัน อันเป็นงานที่เขาทำเอาไว้แต่ไม่เสร็จ

[7] ถ่ายทำใน 2 ระบบพร้อมกันคือสีและขาวดำ แต่มีความผิดพลาดของฉบับสี จึงออกฉายเฉพาะฉบับขาวดำ จวบจนถึงปี 1995 เมื่อได้มีการปรับแก้ในเชิงของเทคนิค ฉบับสีจึงได้ออกเผยแพร่ให้คนดูทั่วโลกได้ดูกันเป็นครั้งแรก แม้จะมีข้อแตกต่างในรายละเอียดและตัวละครเล็กน้อยระหว่าง 2 ฉบับที่กล่าวถึง แต่โครงเรื่องหลักก็เป็นไปเช่นเดียวกัน ก็คือความเป็นไปของชีวิตชนบทในเมืองเล็กๆ ของฝรั่งเศส และอิทธิพลของอเมริกันที่ครอบงำฝรั่งเศส (และโลก) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

[8] อูโลต์ยิ่งดูสูงมากขึ้นเพราะเขาสรวมกางเกงขาลอย การเน้นความเกินพอดีเช่นนี้มีให้เห็นเสมอทำนองเดียวกับกางเกงหลวมโพรกและรองเท้าที่ยาวเกินเท้าจริงของตัวตลก ซึ่งส่งอิทธิพลไปถึงเครื่องแต่งตัวของชาร์ลี แชปลินในบท "แทรมป์")

[9] ความจริงโจนส์จะไปไกลกว่าตาติอีก ตรงที่ว่าเขาสามารถเอาความงามและความน่าชังมาอยู่รวมกันแล้วกลายเป็นตลกขบขันอย่างชนิดท้องคัดท้องแข็ง เช่น ฉากในฮาเร็มของพระเจ้าสุลต่านจากเรื่อง ดิ แอดเวนเจอร์ส์ ออฟ บารอน มุนช์เฮาเซ่น (The Adventures of Baron Munchausen)

[10] แม้ในหนังแต่ละเรื่องอูโลต์จะเป็นอะไรก็ได้ที่แตกต่างกัน แต่ในทุกเรื่องเขาก็คืออูโลต์

[11] เพียงแต่ว่ามีสัตว์เพียงชนิดเดียวคือม้า นอกนั้นเป็นกายกรรม มายากล และดนตรี

2月13日

เมื่อเป็ดก้าวจากจานอาหารมาเป็นดาราหนัง

Tang-lao-ya

นั่นเป็นคำใหม่ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในภาษาจีนกลางเมื่อต้นเดือนนี้เองครับ ท่านผู้อ่านพอจะเดาออกไหมว่าคำ คำนั้นคืออะไร หรือหมายถึงอะไร ผมบอกไบ้ให้นิดว่าเป็นชื่อของซูเปอร์สตาร์สัญชาติอเมริกันและเป็นดาราในสังกัดดีสนีย์ เขาเกิดในปี 2477 ครับ

คำเฉลยก็คือว่านั่นเป็นชื่อของโดนัลด์ดั๊กในภาษาจีนกลาง ซึ่งถอดออกมาเป็นภาษาฝรั่ง อย่าให้ลองเดาถอดออกมาเป็นภาษาไทยเลยนะครับ เพราะคงจะเดาเสียงออกมาอย่างผิดๆ จะมากกว่าถูกนั่นแหละ ทีนี้ที่บอกว่าเป็นคำใหม่สำหรับคนจีน (บนแผ่นดินใหญ่) ก็เพราะว่าการ์ตูนชุดมิกกี้และโดนัลด์ได้เริ่มออกฉายทางทีวีของจีนเมื่อต้นเดือนนี้เอง คนจีนจะได้ดูการ์ตูนชุดนี้ตอน 6 โมงครึ่งทุกเย็นวันอาทิตย์ติดต่อกันถึง 104 ตอนตลอด 2 ปีข้างหน้า บริษัทดีสนีย์คาดหวังว่าเมืองจีนจะเป็นตลาดมหึมาสำหรับสินค้าของบริษัทกว่า 8,000 รายการ (ตลอดรวมไปถึงของเล่นนานาชนิดและแผ่นเสียงด้วย) แม้ในระยะแรกนี้ทางบริษัทอาจจะมีปัญหานิดหน่อยในเรื่องของสินค้าเลียนแบบ เนื่องจากขณะนี้จีนยังไม่ยอมรับกฎหมายลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ แต่ในระยะเวลาข้างหน้าเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อเมริกากระชับแนบแน่นขึ้น เรื่องแบบนี้ก็คงจะต้องมีการปรับปรุงกันตามธรรมเนียมแหละ อีกทั้งความฝันอันสูงสุดของบริษัทดีสนีย์ (และของจีนด้วย) ก็คือการสร้างดีสนีย์แลนด์อีกสักแห่งขึ้นในเมืองจีน เมื่อถึงเวลานั้นบรรดาซูเปอร์สตาร์ในสังกัดของบริษัทก็คงจรัสแสงขึ้นแข่งกับดาวแดงเหนือท้องฟ้าของอาณาจักรกลางกันบ้างแหละ และอาจจะมีใครสักคนเขียนหนังสือชื่อสตาร์ แอนด์ สไตร้น์ โอเวอร์ไชน่า แข่งกับ นาย ซี พี สโนว์ ก็เป็นได้ใครจะรู้

ความจริงที่ขึ้นต้นด้วยเรื่องของเป็ดโดนัลด์ ดั๊ก นั้น ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนถึงโดนัลด์ ดั๊ก โดยตรงหรอกครับ หากแต่เห็น เป็นข่าวใหญ่ที่ควรจะรายงานให้ท่านผู้อ่านทราบตามควร ที่จริงแล้วก็อยากจะพูดถึงเป็ดอีกตัวนึงที่ชื่อว่า เฮาเวิร์ด ซะมากกว่า

ในบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่เป็นเป็ดอเมริกันนั้นมีดาราใหญ่อยู่ 3 ตัวด้วยกันคือ โดนัลด์ ดั๊ก สังกัดบริษัทดีสนีย์ ดัฟฟี่ ดั้ก ในสังกัดของเมโทร โกลวิน เมเยอร์ และ เฮาเวิร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัดของมาร์เวล คอมิคส์ กรุ๊ป แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นกับเจ้าเป็ดตัวหลังเท่ากับตัวแรก แต่สำหรับคนบ้าการ์ตูนอเมริกันแล้วเจ้าเป็ดตัวหลังออกจะหวือหวากว่ามากนัก

ว่ากันโดยกำเนิดแล้ว โดนัลด์ ดั๊ก อายุแก่กว่าใครเพื่อน ใครที่เคยดูการ์ตูนชุดแรกๆ ของวอลท์ ดีสนีย์ ที่ชื่อว่า ซิลลี่ ซิมโฟนี ซึ่งเริ่มฉายในปี 2477 ก็คงจะจำได้ว่า โดนัลด์ ดั๊ก เป็นเป็ดอารมณ์ร้าย และช่างเห็นแก่ตัว (เช่นเดียวกับบุคลิกของมิกกี้ เม้าส์ ในระยะแรก) ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านกึ่งแพในบึงแห่งหนึ่ง จวบจนเริ่มจะกลายเป็นดาราดังขึ้นมานั่นแหละ โดนัลด์ ดั๊ก จึงเริ่มจะปรับปรุงนิสัยของตัวเองขึ้นบ้าง และเพื่อให้บุคลิกของดาราดวงนี้ละเมียดละไมขึ้น เพื่อให้คนดูยอมรับได้มากขึ้น บรรดาญาติๆ ของโดนัลด์ก็ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมาในเมืองใหม่

บ้านเกิดของโดนัลด์ที่ชื่อว่า ดั๊กเบิร์ก ญาติของเขาก็คือหลานๆ ฮิวอี้ ดิวอี้ และ ลูอี้ คู่รักคือ เดซี่ ดั๊ก ลุงจอมขี้เหนียวชื่อ ลุงสครู้จ แมคดั๊ก และญาติโยมอื่นๆ อีกมาก ส่วนดั๊ฟฟี่ ดั๊ก เป็ดสีดำนั้น เกิดขึ้นโดยฝีมือของ ชัค โจนส์ ภายในสังกัดของ วอร์เนอร์ บราเธ่อร์ และโอนไปอยู่ในสังกัดของ เมโทร ภายหลัง เจ้าดั๊กฟี่ ดั๊ก เป็นเป็ดอารมณ์ร้ายนิสัยเสียอย่างคงเส้นคงว่าจนถึงทุกวันนี้ ชัค โจนส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าดัฟฟี่นั้นเหมือนกับอารมณ์โกรธ และเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซึ่งเรามักจะพยายามซ่อนเอาไว้ แล้วพยายามสร้างเหตุผลกลบเกลื่อนเสีย แต่เจ้าดัฟฟี่นั้น แสดงอารมณ์ของมันอย่างเปิดเผยที่สุด

เรื่องราวของดัฟฟี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะเป็นการ์ตูนชุด ดั๊ก ด๊อดเจอร์ส บุรุษผู้คืนชีพมาในศตวรรษที่ 24 (เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบหนังชุด บั๊ค รอเจอร์ส นั่นเอง) การ์ตูนชุดนี้ฉายในปี 2497 เป็นที่ชื่นชอบของคนหลายคน (รวมทั้งผมด้วย) โดยเฉพาะนักสร้างหนังที่เรารู้จักกันดีสองคนคือ สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ จอร์จ ลูคัส ข้อแตกต่างอย่างฉกรรจ์ของโดนัลด์กับดัฟฟี่อยู่ตรงที่โดนัลด์นั้น พยายามเป็นเป็ดที่ดีตามอุดมคติแบบอเมริกันในขณะที่ดั๊ฟฟี่ (และเพื่อนๆ ของเขา) สะท้อนลักษณะที่ชั่วแบบมนุษย์ธรรมดาทั่วๆ ไป ทั้งโดนัลด์และดั๊ฟฟี่ แม้จะก้าวออกมาจากหนังสือการ์ตูนสู่จอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ แต่ทั้งคู่ยังคงจำกัดขอบเขตของตัวเองอยู่ในโลกของการ์ตูน อาศัยรูปแบบและสัญลักษณ์แบบการ์ตูนเสนอข้อคิด สาระ และบันเทิง จะมีก็แต่เฮาเวิร์ดเท่านั้นที่ก้าวจากหนังสือการ์ตูนออกมาสู่การแสดงที่อาศัยคนจริงๆ ร่วมด้วย เพื่อเสนอสาระที่แตกต่างออกไปจากเป็ดรุ่นพี่ทั้งสอง

เฮาเวิร์ดถือกำเนิดขึ้นมาในโลกของการ์ตูนในปี 2516 โดยความคิดของ แวล มาเยอริค และ ปลายปากกาของสตีฟ เกอร์เบอร์ ทั้งสองเป็นศิลปินในสังกัดของค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ชื่อ มาร์เวล คอมิคส์ กรุ๊ป ค่ายนี้ผลิตการ์ตูนเล่มที่ขายแพร่หลายกันในอเมริกาอย่างเช่นการ์ตูนชุดโคแนน เรด ซอนญา สไปเดอร์แมน ฮัลค์ ดร.สเตรงจ์ ไอร์ออนแมน กัปตันอเมริกา เป็นต้น ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่อีกค่ายหนึ่งก็คือ ดี.ซี.กรุ้ป ซึ่งผลิตการ์ตูนชุดซูเปอร์แมนและเครือญาติ มนุษย์ค้างคาว กรีนแอร์โร่ว์ แบล๊ค ธอร์น และอื่นๆ

การเกิดของเฮาเวิร์ดนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นการเกิดโดยบังเอิญจริงๆ เพราะเดิมนั้นทางค่ายมาร์เวลผลิตการ์ตูนเกี่ยวกับตัวประหลาดที่ชื่อ แมน-ธิงค์ ซึ่งเกิดมาในบึงใหญ่แห่งหนึ่งอันเป็นสะดือของจักรวาลเป็นประตูเชื่อมต่อมิติของโลกมนุษย์กับโลกอื่น เจ้าตัวประหลาดที่ว่านั้นมีบุคลิกที่สร้างปัญหายุ่งยากในการเดินเรื่องต่อๆ ไปมาก เพราะมันพูดไม่ได้ คิดก็ไม่เป็น ฉะนั้นคนเขียนเรื่องซึ่งฝืดเต็มทีก็เลยต้องสร้างละครตัวใหม่ขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาให้และเพื่อให้สอดคล้องกับโครงเรื่องหลัก ซึ่งเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี ตัวละครใหม่จึงกลายมาเป็นเป็ดประหลาด ซึ่งเกิดมาจากบึงเดียวกันนั้น หมอนี่เป็นเป็ดช่างพูด ชอบคาบซิการ์และเป็นสิงห์ปืนไว ซึ่งก็คือบุคลิกของเอดเวิร์ดจี โรบินสัน ดาราอเมริกันผู้ซึ่งโด่งดังมาจากหนังคลาสสิกเรื่องลิตเติ้ล ซีซาร์ ในปี 2473 นั่นเอง ก็เป็นอันว่าโลกมนุษย์ได้รับการกู้ภัยให้พ้นจากหายนะ (หมายถึงว่าโลกการ์ตูนของมาร์เวล และศิลปินในสังกัดน่ะ) โดยเจ้าเป็ดประหลาดตัวนี้

เมื่อเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดกลายเป็นดาราโดยบังเอิญเช่นนี้ เจ้าของเรื่องก็จำเป็นที่จะต้องสร้างบุคลิกลักษณะของมันให้ซับซ้อน เพื่อคนอ่านจะได้มีจินตนาการที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ เกอร์เบอร์ค่อยๆ เปลี่ยนบุคลิกของเฮาเวิร์ดออกจากเอดเวิร์ด จี โรบินสัน กระเดียดไปเป็นคนขี้เหงา และรู้สึกว่าตัวเองอยู่นอกสังคม ซึ่งก็คือบุคลิกของวู้ดดี้ อัลเลน สไปเดอร์แมน และสัตว์ เจ้ามนุษย์ยักษ์ตัวโต ก็ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นจนมาเป็นเป็ดประหลาดผู้ซึ่งพลัดหลงจากโลกของเป็ดมาสู่มิติของโลกมนุษย์โดยบังเอิญ เป็นเป็ดที่มีความชำนาญในเรื่องแคว้กฟู (กังฟูแบบเป็ด) แต่ก็ชอบเก็บตัว ไม่สนใจปัญหาของคนอื่น และไม่ชอบการเป็นฮีโร่ (ครับ เป็ดอเมริกันตัวนี้เกิดมาในสมัยของบุปผาชนอเมริกัน ซึ่งแม้ประธานาธิบดีก็ยังเป็นคนขี้โกหก และฉ้อฉลขี้โกงนี่นา จะมากะเกณฑ์ให้มันเป็นฮีโร่อะไรกันนักหนา) และแล้วในท้ายสุดเฮาเวิร์ดก็ได้แฟนเป็นสาวอะโกโก้ชื่อ เบเวอร์ลี่ สวิตซ์เล่อร์ ซึ่งทั้งคู่จะได้ร่วมผจญภัยกันไปเรื่อยๆ ในการ์ตูนชุดเฮาเวิร์ดเดอะดั๊ก การ์ตูนซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาของโลกมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ อย่างสะใจคนอ่าน

การผจญภัยของเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดในหนังสือการ์ตูนนั้นไม่สู้กระไรนัก เพราะทุกครั้งคราจะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ในเรื่องและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนเขียนให้พ้นภัยได้เสมอมา แต่ศึกหนักที่มันต้องเผชิญและเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็คือศึกที่ต้องถูกฟ้องร้องโดยโดนัลด์ ดั๊ก เป็ดในสังกัดของบริษัทดีสนีย์

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าบริษัทดีสนีย์เกรงว่าเฮาเวิร์ดซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับโดนัลด์ ดั๊ก แต่ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แถมมีแฟนเป็นสาวอะโกโก้นั้น อาจจะก่อให้เกิดความไขว้เขวตลอดจนทำให้โดนัลด์เสียภาพพจน์ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือแฟนๆ ของเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ด ชักเพิ่มมากขึ้นทุกที โดนัลด์ ดั๊ก เป็ดรุ่นพี่ ก็ย่อมจะไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเป็นธรรมดา

การทะเลาะกันระหว่างเจ้าของเป็ดทั้งสองดำเนินไปตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปี 2523 จึงได้มีการหย่าศึกโดยการสร้างเงื่อนไขว่าเป็ดทั้งสองตัวจะต้องมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และในฐานะที่เจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดเกิดมาทีหลัง จึงต้องยอมอ่อนข้อให้โดยการกำหนดบุคลิกลักษณะดังต่อไปนี้คือ ปากจะต้องมีลักษณะเล็กกว่า (ปากของโดนัลด์) แต่หนา และมีปลายกระดกขึ้น หัวต้องมีลักษณะเป็นรูปวงรีแบบรูปไข่ (ไม่กลมเหมือนหัวของโดนัลด์) นัยน์ตาจะต้องไม่โตเกินกว่า 1 ใน 3 ของใบหน้า เท้าจะต้องเป็นแผ่นแต่ต้องมีนิ้วโผล่ให้เห็นหรือไม่ก็ให้ใส่รองเท้าไปซะเลย จะมาเปลือยเปล่าเห็นเป็นแบนๆ แบบโดนัลด์ไม่ได้ รูปร่างจะต้องเตี้ยกว่า มีขนสีเหลือง ต้องนุ่งกางเกงตลอดและบนหัวต้องมีกระจุกขนยุ่งๆ อยู่ตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างไปจากโดนัลด์ผู้ซึ่งชอบใส่เสื้อกลาสีเรือ ไม่นุ่งกางเกง ไม่ใส่รองเท้าและมีขนสีขาวนั่นเอง

ด้วยเหตุฉะนี้แหละครับ เจ้าเป็ดเฮาเวิร์ด จึงมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนปัจจุบัน และจนกลายมาเป็นดาราหนังใหญ่ในสังกัดของลูคัส (ผู้ซึ่งหลงเสน่ห์ของ ดี๊ก ด๊อดเจอร์ มานานแล้ว) เรื่อง เฮาเวิร์ด เดอะ ดั๊ก ซึ่งกำลังลงโรงอยู่ในอเมริกาขณะนี้ และอีกไม่นานก็คงจะกลายมาเป็นวิดีโอระบาดอยู่ในบ้านเรา สำหรับผมคงจะไม่ดูเป็นแน่ เพราะผมไม่คิดว่าลักษณะของเฮาเวิร์ดจะเหมาะกับการทำเป็นหนังได้สนุกเท่ากับการอ่านการ์ตูน

ใครที่ชอบอ่านการ์ตูนชุดนี้คงจะจำประโยคที่ว่า นี่คือเรื่องของเป็ด ซึ่งดันมาติดอยู่ในโลกที่มันไม่ได้มีส่วนด้วยผมก็ขอจบลงด้วยประโยคที่ว่านี่คือผลประโยชน์ของมนุษย์ ซึ่งเจ้าเป็ดเคราะห์ร้ายดันมาเกี่ยวข้องด้วย

จากบทความ บันเทิง-วรรณกรรม: ดูหนังดูละครตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับที่ 12368 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2529


Article printed from onopen.com - โอเพ่นออนไลน์: http://www.onopen.com