songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 17 มักกะโรนี หากจะให้กล่าวถึงหนังเทศที่กำลังครองตลาดอยู่ในปัจจุบันว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ก็เห็นจะสรุปได้ว่า หนึ่ง เป็นอเมริกัน ด้วยเหตุที่ว่าทั้งคนสร้างและคนดูส่วนใหญ่เป็นอเมริกันหรือไม่ก็มีรสนิยมแบบอเมริกัน สอง เป็นหนังที่บรรจุเนื้อหาสารถที่มีรูปลักษณะของความรุนแรง ปัญหาทางเพศและยาเสพติด อันสะท้อนภาพของความเป็นจริงในยุคสมัยปัจจุบัน และสาม เป็นหนังที่เจือไปด้วยสีสันของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันก้าวหน้า (ทั้งวิธีการสร้าง ตลอดรวมไปถึงเนื้อหาสารถ) แต่ก็ไม่ค่อยจะมั่นใจนักว่าอนาคตที่จะมาถึงจะสามารถแก้ปัญหาของมนุษย์อย่างเราๆ ได้
ในกระแสธารของหนังตามที่ได้กล่าวถึงนี้ ยังมีหนังที่แสนจะธรรมดาแต่แสนที่จะวิเศษและอยากจะพูดถึงชื่ว่า มักกะโรนี ครับ
โดยชื่อเราก็พอจะเดาออกนิดๆ แล้วว่า คงจะเป็นเกมอารมณ์ขันและเป็นอิตาเลี่ยน ครับ ตามความเห็นของผมแล้ว หนังอิตาเลี่ยน (ชั้นดี) มักจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับความงามอย่างรุนแรง ตัวอย่างที่อาจจะยกมาแสดงให้เห็นก็อย่างเช่นหนังของวิสกองตี (Visconti) หนังของเฟลลินี่ (Fellini) ของแบร์โตลุคชี่ (Bertolucci) และของตาวิอานี่ (Taviani) เป็นต้น ในขณะเดียวกันหนังก็มักจะแทรกอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบอิตาเลี่ยนฟาร์ซอยู่เสมอๆ และก็ในหนังเรื่องมักกะโรนีนี้ก็ประกอบไปด้วยคุณลักษณะสองอย่างนี้ ซึ่งในด้านความงดงามแม้จะเทียบไม่ได้กับบรรดาครูใหญ่ที่เอ่ยนามขังต้น แต่ในด้านความมีอารมณ์ขันแล้ว ก็มีอย่างครบถ้วนและเป็นอารมณ์ที่กินใจอย่างเหลือเกินครับ
มักกะโรนีมีแกนเรื่องที่แสนจะธรรมดาอย่างที่บอกแหละครับ เรื่องเริ่มที่ตัวละครอเมริกันคนนั้นชื่อว่าโรเบิร์ต เทรเวน (แสดงโดยแจ็ค เลมม่อน) ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงรองประธานบริษัทผลิตเครื่องบินอเมริกัน เขาเดินทางมาที่เมืองเนเปิ้ลเพื่อธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องบินซึ่งทางอิตาลีต้องการจะซื้อเอาไว้ใช้งาน จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนที่ชื่ออันโตนิโอ ยาซีเอลโล่ (แสดงโดยมาเชลโล่ มาสโตรยานี่) แวะเข้ามาหา อันโตนิโอเข้ามาหาเขาเหมือนอย่างคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมเสียเต็มประดา แต่โรเบิร์ตก็นึกไม่ออกเลยว่าอีตาชาวเนเปิ้ลที่แสนจะสามัญคนนี้เคยเป็นเพื่อนรักกับเขาเมื่อคราวไหน จนกระทั่งอันโตนิโอเท้าความว่า เขาก็คือน้องชายของมาเรียผู้ซึ่งเคยเป็น "แฟน" ของโรเบิร์ตเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคราวที่โรเบิร์ตยังเป็นจีไอผู้ซึ่งเข้ามาช่วยปลดปล่อยอิตาลีให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกฟาสซิสต์ อันโตนิโอไม่ได้เล่าเรื่องเฉย แต่งัดรูปเก่าๆ ที่มีรอยยับตรงมุมมาให้ดู มันเป็นรูปของตัวโรเบิร์ตเองในชุดจีไอที่มีใบหน้าอันสดชื่นนั่งเคียงคู่กับมาเรียสมัยยังสาวๆ โรเบิร์ตเริ่มระลึกถึงวันเก่าๆ ได้บางส่วน แต่ก็คิดว่านั่นมันเป็นอดีตที่ตายไปแล้วนี่นา เขาเคยเขียนจดหมายถึงมาเรียเพียงสองฉบับเท่านั้น เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ซึ่งเขาก็ไม่ซ่อนความรู้สึกที่ว่านี้เลยแม้แต่น้อย อันโตนิโอจึงกลับไปด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง แต่ก็ได้ลืมเอารูปเก่าๆ ใบนั้นกลับไปด้วย
รุ่งเช้าโรเบิร์ตจึงสำนึกว่า เขาอาจจะแสดงความรู้สึกจนเกินกว่าเหตุและสิ่งที่อาจจะพอแก้ตัวได้ก็คือการเอารูปใบนั้นไปคืนให้กับอันโตนิโอซึ่งทำงานอยู่ที่กองจดหมายเหตุของเนเปิ้ล ระหว่างทาง ภาพความทรงจำเก่าๆ ได้ค่อยๆ ย้นกลับมาหาเขา และมันยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่เมื่อแวะกลับไปที่โบสถ์เก่าๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่น มาเรียสาวเคยนั่งยิ้มอย่างสดชื่นอยู่บนม้ายาวที่ทำด้วยปูน ผนังวาดเป็นลวดลายเถาองุ่นและไม้เลื้อยซึ่งรับกับซุ้มองุ่นจริงๆ ที่ปกแผ่ให้ความร่มเย็นอยู่บนซุ้มเหนือศีรษะ เมื่อมาถึงบ้านของอันโตนิโอเขาก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ดูเหมือนเพื่อนบ้านในละแวกนั้นได้ทักทายและให้การต้อนรับเขาเหมือนอย่างว่าเขาเป็นวีรบุรุษและเป็นคนที่พวกเขารู้จักสนิทสนมคุ้นเคยด้วยเป็นอย่างดี มักกะโรนี 2/2 โรเบิร์ตเลยตกลงใจว่าจะต้องไปกันอันโตนิโอเพื่อพบกับมาเรียในฐานะคนที่เคยชอบพอกัน บ้านของมาเรียอยู่ในที่สูง มีเถาองุ่นคลุมเรือนไม้ตรงบริเวณเทอเรซ ซึ่งมองออกไปจะเห็นอ่าวรูปโค้งของเมืองเนเปิ้ลและมีภูเขาไฟวิสซุเวียสสูงตระหง่านอยู่ไกลๆ ทั้งลูกและหลานยั้วเยี้ยของมาเรียตลอดจนสามีของเธอให้การต้อนรับเขาอย่างเคารพและอบอุ่นยิ่ง แม้รูปของเขาก็ถูกวางรวมอย กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพของบ้าน มาเรียเองดูเจ้าเนื้อและเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับอ้วนเผละมีหนวดเฟิ้มอย่างที่หญิงแก่อิตาเลียนมักจะเป็นกัน และแล้วความลึกลับเกี่ยวกับตัวเขา (ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน) ก็ได้เผยขึ้น เมื่อสามีของมาเรีย (ซึ่งเคารพรักเขาเหลือเกิน) ได้เอา จ.ม. ปึกเบ้อเร่อมาวางตรงหน้า พลางเซ้าซี้ให้เขาช่วยเล่าเรื่องอันโลดโผนต่อจาก จ.ม. เหล่านั้น เป็นต้นว่าวีรกรรมอันห้าวหาญของเขาในเบรุต อีกทั้งการเสียสละเสี่ยงชีวิตว่ายฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกรากไปช่วยพ่อแม่ลูกชาวฟิลิปปินส์ 5 คนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านเพราะน้ำท่วม อะไรทำนองนั้น เขามองหน้าอันโตนิโอซึ่งกำลังทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ จึงได้เข้าใจว่า แท้จริงอันโตนิโอเป็นคนเขียน จ.ม. นั้นทั้งหมดในชื่อของเขา และภาพพจน์แบบวีรบุรุษในสายตาชาวเนเปิ้ลเหล่านี้ก็คือภาพที่เกิดจากฝีมือของอันโตนิโอทั้งสิ้น
ครับ ผมคิดว่าในชีวิตของคนเรา บ่อยครั้งก็จะตกอยู่ในภาวะที่โรเบิร์ตต้องเผชิญอยู่นี้ เพียงแต่ต่างกันในระดับดีกรีเท่านั้น ความเป็นตัวของเรากับภาพที่คนอื่นให้เราเป็นนั้น บ่อยครั้งไปทีเดียวที่มันเป็นคนละอย่างกัน แต่ก็เช่นกัน บางครั้งเราก็อาจจะอยากให้เป็นอย่างที่คนอื่นเขาวาดหวังเอาจากเราบ้างเหมือนกันแหละ จริงไหมครับ
ในหนังเรื่องมักกะโรนี มีอยู่ตอนนึงโรเบิร์ตซึ่งค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกจากท่าทีของนักบริหารชั้นผู้ใหญ่ของสังคมที่มีแบบแผนอันเคร่งครัดแบบสังคมเมืองใหญ่ กลายมาเป็นคนสนุกสนานร่าเริงมีชีวิตชีวาแบบอิตาเลี่ยน เขาแอบมองอันโตนิโอซึ่งนั่งเหยียดขาอย่างสบายๆ อยู่ในแสงแดดอุ่นด้วยสายตาระคนไปด้วยความริษยาและชื่นชมในความเป็นชาวบ้านที่มีชีวิตง่ายๆ แบบนั้น และท้ายที่สุด โรเบิร์ตก็ปล่อยตัวเต็มที่ให้เป็นไปอย่างโลดโผนตามที่อันโตนิโอวาดภาพให้
หนังที่นี้มีโครงเรื่องง่ายๆ เรื่องนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของคนสองคนที่อยู่คนละวัฒนธรรม โดยโน้มเอีงเข้าข้างปรัชญาชีวิตแบบเรียบง่ายและเป็นมนุษย์มนา ไม่ต้องเร่งรีบอย่างคนในเมืองใหญ่แล้ว ยังเสนอปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นตัวของเรากับภาพที่คนอื่นสร้างให้ และปัญหาของมิตรภาพที่แท้จริง ซึ่งไม่ต้องการวัตถุชนิดใดเป็นเครื่องรองรับนอกจากความจริงใจที่กำลังหดหายไปทุกขณะในสังคมเมืองใหญ่อีกด้วย
ถ้าจะว่าถึงการแสดงแล้ว ผมคิดว่าใครล่ะจะมีความเหมาะสมกับบทประเภทนี้เท่ากับแจ็ค เลมมอน เมื่อคราวที่เขาเคยรับบทพ่อของ น.ศ. อเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งหายตัวไปในความป่าเถื่อนของเผด็จการเมืองปิโนเช่ต์เมื่อคราวรัฐประหารอันโหดเหี้ยมของชิลีในปี 2516 ในเรื่อง Missing แจ๊คช่างเหมาะสมกับบทชายกลางคนชาวอเมริกันทั่วๆ ไปที่มองโลกในแง่ดีอย่างอนุรักษ์นิยมเป็นที่สุด และในเรื่องนี้ แจ๊คก็แสดงได้อย่างดีและน่ารักเหมือนอย่างเคย
ส่วนมาเชลโล่ มาสโตรยานนี่ "มิตร ชัยบัญชา" ชาวอิตาเลี่ยนคนนี้ ก็แสดงได้อย่างชนิดตีบทแตกกระจุยเช่นกัน มาร์เชลโล่รับบทชายกลางคนชาวอิตาเลียนซึ่งมีเค้าของความหล่อในอดีต อันมีอารมณ์ขันและติดจะกะล่อนนิดๆ แบบอิตาเลี่ยน แต่ก็ซื่อตรงจริงใจและไม่เป็นพิษเป็นภัยแบบชาวบ้านๆ มาร์เชลโลแสดงได้เนียนดีจนผมเกือบลืมไปว่าเขาเคยรับบทหนักๆ ได้เป็นอย่างดีจากเรื่อง 8 1/2 และบทที่เบากว่าอย่างในเรื่องเดอะ ซิตี้ ออฟ วีเม่น มาแล้ว
หนังจบที่ภาพของอันโตนิโอนอนตายครั้งที่สามอยู่บนเตียง ที่นิ้วชี้นั้นเกาะเกี่ยวอยู่กับสายเชือกที่โยงเข้ากับกระดิ่ง เผื่อว่าเขาจะให้สัญญาณว่าเขาจะฟื้นขึ้นเป็นครั้งที่สาม ในขณะที่คนดูลุ้นแข่งกับญาติพี่น้องของเขาและโรเบิร์ตให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นอีก ภาพก็ค่อยๆ เลื่อนออกไปนอกหน้าต่าง จับไปที่ภูเขาวิสซุเวียสซึ่งยืนทะมึนอยู่ใกล้ๆ เหมือนกับจะบอกเราว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์และความเป็นไปในโลกนี้
ข้อมูลจำเพาะ Macaroni (1985) กำกับโดย Ettore Scola นำแสดงโดย Jack Lemmon และ Marcello Mastroiannai เพลงประกอบที่งดงามมากๆ โดย Armado Tovoili February 05 สัปดาห์หนังรักสันติภาพ 1/2รายการสภาท่าพระอาทิตย์ คลื่นสามัญประจำบ้าน เอฟเอ็ม 97.5 เมกะเฮิร์ตซ วันที่ 25 เมษายน 2546 ช่วงที่ 4 เวลา 09.00 -09.30 น. คำนูณ สิทธิสมาน และ ขุนทอง ลอเสรีวานิช คุยกับอ.ทรงยศ แววหงษ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง สัปดาห์หนังสันติภาพ
คำนูณ – ช่วงนี้จะคุยเรื่องสัปดาห์หนังสันติภาพ ที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี อ.ทรงยศ แววหงษ์ เป็นผู้จัดงานเป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สวัสดีครับอาจารย์ครับ มีกี่วันครับสัปดาห์หนังสันติภาพ ทรงยศ – เรามี 4 วันครับตั้งแต่ 26-30 เม.ย. ขอเล่าความคิดนิดนึงนะครับ มันสืบเนื่องจากตอนสงครามในอิรักกำลังเข้มข้นดุเดือด เราก็จัดสัปดาห์ภาพยนตร์ ที่เราอยากจะแสดงความรู้สึกว่า เราไม่เห็นด้วยกับสงคราม เพราะฉะนั้นเมื่อจบรายการนั้น อันนี้ก็เป็นความคิดของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่า อยากจะจัดหนังสันติภาพ ดังนั้นธีมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสันติภาพคือ ศาสนา เราก็เลยพยายามที่จะดึงเอาหนังที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะฉะนั้นเรื่องแรกเราจะเริ่มด้วยหนังที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามนะครับ คำนูณ – อาจารย์จะบรรยายก่อนทุกวัน ทรงยศ – ครับ ไม่เชิงบรรยาย จะนำเสวนานิดนึง หลังดูหนังแล้ว คิดว่า ผู้ชมทั้งหลายคงมีความคิดเห็นส่วนตัวนะครับผมคิดว่า เราแลกเปลี่ยนกันได้ คำนูณ- อย่างเรื่องแรกผมว่าน่าดูนะครับ เพราะเราน่าจะทำความเข้าใจแนวคิดของศาสนาอิสลามค่อนข้างมาก เท่าที่อาจารย์เคยดูมา หนังเรื่องนี้เป็นยังไงครับ ทรงยศ –หนังเรื่องนี้จะว่าไปแล้วไม่ค่อยป๊อปปูลา ถึงแม้จะเป็นหนังตลาด คือหมายความว่าทำสำหรับเป็นหนังตลาดทั่วไป ไม่ค่อยป๊อปปูลาเท่าไหร่และก็ได้ดารานำแสดงที่ใหญ่มาก คือแอนโทรนี ควิน ไอริน ปาปาส ซึ่งเคยเล่นหนังทีวีหลายเรื่อง อย่างเรื่องแซด ฉะนั้นหนังเรื่องนี้จะบรรยายถึงตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นคนในประวัติศาสตร์และเป็นคนใกล้ชิดกับพระมะหะหมัด และเรื่องจะดำเนินตั้งแต่ตอนต้นถึงบั้นปลายชีวิต สิ้นพระชนม์ที่เมืองเมดินา คำนูณ- ไม่มีตัวแสดงเป็นพระมะหะหมัด ทรงยศ – ไม่มีครับ อันนี้ถือเป็นข้อห้ามเลย เพราะว่าเราทราบดีว่า คนมุสลิมนับถือคัมภีร์อัลกุรอ่าน หนึ่งไม่วาดตัวบุคคล ในบางกรณีถ้าจะวาดอย่างพระมะหะหมัด ท่านจะมีผ้าสีขาวปิดหน้า เพราะฉะนั้นจะไม่มีหน้าของท่าน ผู้สร้างรู้สึกว่าจะเป็นคนปากีสถานและอพยพไปอยู่อังกฤษ ชื่อมุสตาฟา อัคคาน เขาก็รู้ข้อปฏิบัติของคนอิสลามดี คำนูณ- รู้สึกหนังจะรู้จักใน 2 ชื่อ เพราะผมค้นในอินเตอร์เน็ตรู้สึกจะชื่อเดอะ เมสเซนเจอร์ เท่าที่อาจารย์ดูแล้ว ก็เล่าความเป็นศาสนาความเป็นอิสลามได้ค่อนข้างมาก ทรงยศ – ก็เล่าถึงการเริ่มต้นของศาสนานะ เพราะเราทราบดีว่ าศาสนาอิสลามกว่าจะก่อร่างสร้างตัวได้ต้องผ่านการรบ สามารถ – มีประวัติก่อนที่พระมะหะหมัดจะมาเผยแพร่ศาสนาไหม มีส่วนนั้นไหม ทรงยศ- มีครับเริ่มต้นจากที่เมืองเมกกะ และท่านเดินทางจากเมกกะไปเมดินาและก็จะต้องต่อสู้กับคนกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีความคิด เพราะตอนนั้นยังไม่มีศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นคนแถวนั้นซึ่งเป็นชุมชนการค้า ก็จะถือหลายศาสนา ในกาบะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเมกกะ และเป็นจุดสนใจของคนมุสลิม เดิมมีไอดอล มีรูปเคารพของต่างศาสนา สามารถ – เริ่มก่อนจะเป็นศาสดา แต่ไม่พูดเลยไปถึงตอนเป็นหนุ่มที่เป็นพ่อค้าระหว่างเปอร์เซียอินเดีย ทรงยศ – ไม่ได้มีอันนั้น จะแตะตรงชีวิตของคนเป็นผู้ติดตาม คำนูณ- ส่วนคานธีเป็นวันอาทิตย์นะครับ ทรงยศ – วันอาทิตย์ครับ ก็ถือว่าคานธีเป็นคนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ในยุคสมัยของเขา ท่านเสนอแนวคิดไม่เห็นด้วยกับสงคราม คำนูณ- จะมีหนังเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยใช่ไหมครับ ทรงยศ- วันสุดท้ายครับ ออกจะเป็นหนังตลาดนิดหน่อย แต่เรานึกถึงองคิลุมาล ผมคิดว่ามันยิ่งไปกันใหญ่ ก็เลยเอาหนังลิตเติ้ล บุดดา มา คำนูณ- งานมีถึงวันอังคารที่ 29 อาจารย์ครับเทียบดูแล้ว ข่าวสัปดาห์หนังเกลียดสงครามมีมากวันกว่า แสดงว่าวงการบันเทิงสร้างหนังเกี่ยวกับสงครามมากกว่าสร้างหนังเกี่ยวกับสันติภาพและศาสนา ทรงยศ – ไม่เชิงครับ อันนั้นคงเป็นความบกพร่องของเราในการจัดมากกว่า ตอนนั้นเรามีเวลามากกว่าในเรื่องสัปดาห์เกลียดสงคราม มีเวลานึกถึงหนังหลายเรื่อง เราเริ่มต้นที่ลอเรนซ์ออฟ อาราเบียเป็นจุดเริ่มต้น และเราก็กวาดตาไปดูสงครามในแง่มุมต่างๆ ในประเทศไทยต่างๆ มีอะไรบ้าง ในขณะที่หนังรักสันติภาพ เกิดจากวันสุดท้ายของสัปดาห์หนังเกลียดสงคราม ปิ๊งขึ้นมา ดังนั้นเราทำงานในระยะเวลาที่สั้นเกินไป สัปดาห์หนังรักสันติภาพ 2/2ขุนทอง – อาจารย์ครับเท่าที่เราดูหนัง จัดกิจกรรมที่ห้องสมุดเรวัต พุทธนันทน์ มีผู้มาร่วมมากมายขนาดไหนครับ ทรงยศ - คนมาดูไม่มากนัก อาจจะด้วยเหตุผลหลายอย่าง เหตุผลอย่างหนึ่ง คือสะท้อนภาพความคิดที่อยู่ในมหาวิทยาลัยว่า หนังเป็นเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นเรื่องความบันเทิง ในขณะที่ผมคิดว่าหนังในมหาวิทยาลัยเป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และมันจะกล่อมเกลาให้คนมีความละเอียดอ่อน มีแง่มุมในการมองอะไรได้มากขึ้น อันที่สองเวลาเราจัดแบบนี้ ผมเองก็เตรียมตัวหาหนัง กับเตรียมประเด็นแต่เรื่องประชาสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัยทำ การประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยอาจจะเป็นแบบข้าราชการ อย่างไรก็ตามผมก็มีความสุขกับคนที่มานะครับ จำนวนคนอาจจะไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพ ขุนทอง – ก็จะเป็นกลุ่มเดิมๆนะครับ ทรงยศ – ก็จะมีบางคนที่แปลกหน้ามา พูดตามตรงหนังมันเป็นวัฒนธรรมของคนชั้นกลาง คนที่มาบางคนเหมือนกับเป็นอีกชนชั้นในทางสังคม ซึ่งแปลก ขุนทอง – อาจารย์ไปหาหนังจากไหนครับ ทรงยศ –อันนี้ก็มี 2 ส่วนครับ ส่วนหนึ่งก็คืออยู่ในคอลเล็กชั่นส่วนตัว ก็คือผมก็เริ่มสะสมหนังมากขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่า หนังเรื่องไหนที่ดีก็จะมานำเสนอและมาชวนกันคุย ก็คือแต่เดิมผมมีความพยายามจะเก็บเป็นคอลเล็คชั่นไว้ในห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และก็เป็นที่กลางที่ใครก็ได้สามารถไปยืมได้ หนังก็จะมา 2 ส่วน ส่วนที่ 3 จะมาจากเพื่อนฝูง ร้านค้าบางร้าน ขุนทอง – อย่างบริษัทผู้จำหน่ายภาพยนตร์ ต่างประเทศ เราสามารถพึ่งเขาได้ไหมครับ ทรงยศ – ผมเองไม่ค่อยอยากเล่นกับหนังที่ตลาดมากนักและผมเองไม่ค่อยคุ้นกับพวกที่อยู่ในแวดวงธุรกิจนี้ ก็เลยไม่อยากออกแรงทางนั้น ขุนทอง- ซัพพลายของหนังอาจจะมีจำกัด คำนูณ- สภาพของห้องเรวัต พุทธินันท์ มีความพร้อมในการฉายแค่ไหนครับ ทรงยศ – ดีมากๆครับ เป็นห้องมินิเธียเตอร์ แล้วก็มีที่นั่งเหมือนกับโรงหนังทั่วไปเลย นั่งสบาย และ 80 ที่นั่งกำลังดี และเครื่องฉายเป็นโอเวอร์เฮด โปรเจ็คเตอร์ซึ่งยิงภาพขนาดประมาณ 2 คูณ 3 เมตร คำนูณ- อาจารย์ฉายหนังจากวิดีโอหรือดีวีดี ทรงยศ – มีทุกอย่างเลย เพราะหนังเก่าๆ เมื่อเราหาในรูปแบบอื่นไม่ได้ และเป็นหนังที่ดีมาก ๆ เราก็ฉายหนังในรูปของวิดีโอ เพราะฉะนั้นวิดีโอบางอันอาจจะคุณภาพไม่ได้ เราไม่สามารถหาก็อปปี้ดีๆ ได้ เช่น มองซินญอ กิโฮเต้ หาไม่ได้ ผมคิดว่าในเมื่ออยากจะนำเสนอก็เอามาฉาย แต่ตอนหลังเราเริ่มมีซีวีดี ดีวีดี หรือถ้าเป็นวิดีโอก็คุณภาพดี คำนูณ - เรียกว่าเราจะมีเวอร์ชั่นที่พัฒนาสูงสุดของหนังนะครับ และมีบรรยายไทยไหม ทรงยศ – พยายามที่จะหาซับไตเติ้ลภาษาไทย แต่ว่าผมคิดว่าในบางกรณีโดยเฉพาะวิดีโอกับวีซีดี อาจจะมีข้อจำกัด ดีวีดีเราเลือกภาษาได้ แต่ก็มีข้อจำกัดนะครับ ตอนหลังเขาใช้ซอฟต์แวร์ในการที่จะถอดภาษาอังกฤษหรือภาษาดั้งเดิมออกเป็นภาษาไทยแต่เครื่องไม่มีความฉลาดพอที่จะถอดภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราอ่านภาษาไทยแล้วรำคาญ เพราะมันผิด คำนูณ – แต่การพูดคุยก่อนและทีหลังน่าจะช่วยได้ ทรงยศ- ครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเห็นส่วนตัว ที่จะดูหนังตลอด 2 ชั่วโมงและความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่ตรงกับคนอื่น และก็ของเหล่านี้มันแลกเปลี่ยนกันได้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครถูกใครผิด คำนูณ- นอกจากหนัง 2 สัปดาห์นี้แล้วที่ห้องเรวัตก็มีหนังตลอดปี ทรงยศ – ตลอดภาคการศึกษา เพราะฉะนั้นตารางเราจะเป็นตารางเดียวกันกับนักศึกษา เช่นเทอมนี้จะเริ่มเดือนมิ.ย. เปิดเทอมการศึกษา คำนูณ- จะมีหนังทุกเสาร์อาทิตย์ ทรงยศ - หนังของผมจะฉายวันศุกร์ 5 โมงเย็น เผื่อเวลานิดหน่อยในการเดินทาง แต่จะมีเงื่อนไขเยอะ ห้องสมุดปิด 1 ทุ่ม เลทกว่านั้นก็ไม่ได้ ขุนทอง – มีนักศึกษาไปดูบ้างไหมครับ ทรงยศ – มีครับ แต่ว่าเมื่อเทียบสัดส่วนแล้วนักศึกษาน้อยกว่าคนข้างนอก สามารถ – มันอาจจะเป็นเพราะวัยเขาหรือเปล่า ทรงยศ – ใช่ครับเป็นวัย แต่ เราจะให้คำอธิบายยังไงกับต่างประเทศครับ ซึ่งวัยก็อยู่เดียวกัน ฉายหนังตามสถาบันการศึกษาก็มีคนวัยขนาดนี้ แต่ไปดูหนังที่มันจริงจังกว่า สามารถ – ผมว่าสภาพแวดล้อมของสังคมไทย กับคนที่เขาต่างจากเราอันนี้คือตัวอธิบาย ทรงยศ- ใช่ครับผมเห็นด้วยอย่างมากเลย ว่ามันสะท้อนถึงโครงสร้างทั้งโครงสร้างเลย สามารถ – สถาบันครอบครัวเราไม่เคยแนะนำให้เด็กแยกประเภทดูหนังเลย เด็กก็ดูหนังที่เด็กอยากดู ทรงยศ – ครับ สื่อซึ่งให้ความสนใจกับอะไรที่เป็นสิ่งที่เป็นตลาด เด็กก็ดึงไปว่าหนังเป็นความบันเทิง แต่ลืมไปว่าหนังมันมีวิธีคิดซ่อนอยู่ข้างหลัง คำนูณ – นี่เป็นงานของหลายองค์กรร่วมกันใช่ไหมครับ ทรงยศ – การจัดที่เป็นช่วงปกติ ถ้าในสัปดาห์หนังเป็นเรื่องขององค์กร มีมูลนิธิองค์การตำรา โครงการเซาท์อีสท์เอเชียโปรแกรม อาณาบริเวณศึกษา แต่ว่ารายการหนังปกติที่ฉายหนังที่ห้องเรวัตเป็นเรื่องของตัวบุคคล ร่วมกับสถาบัน อย่างโปรแกรมของผมที่เป็นเรื่องคุยกับหนังก็เป็นเรื่องของผมกับห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำนูณ – ขอบคุณมากครับอาจารย์ครับ February 01 ถึงนักศึกษาปัจฉิมโอวาทจากหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ ตีพิมพ์ในหนังสือรุ่นคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากรที่จบการศึกษาปี 2006 ในทัศนะของผม รุ่นของคุณเป็นรุ่นที่พิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ พวกคุณเริ่มเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยของเราตั้งแต่ปี 2545 และมีชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้จนถึงปี 2549 ผมไม่ได้รู้จักพวกคุณส่วนใหญ่เพราะวิชาที่ผมรับผิดชอบมักเป็นวิชาในชั้นปีที่3 และชั้นปีที่ 4 อีกทั้งวิชาเหล่านี้ก็เป็นวิชาที่จำกัดนักศึกษาเฉพาะที่อยู่ในสาขาวิชาเอก โท ของภาควิชาสังคมศาสตร์ เท่านั้น จะมีนักศึกษานอกสาขาวิชาบ้างบางคนที่ได้รู้จักกันก็เพราะกิจกรรมอื่นๆที่อยู่นอกชั้นเรียน “รุ่นพิเศษ” ที่ผมหมายถึงก็เพราะช่วงระยะเวลาที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยของเรานี้ เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเหลือเกินในบ้านเมือง การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่มีมาก่อน กล่าวคือ ปี 2544 เป็นปีสุดท้ายที่คุณเรียนอยู่ในชั้นสุดท้ายของม.ปลายในโรงเรียนของพวกคุณแต่ละคนเป็นปีที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการล่มสลายของสภาวะเศรษฐกิจที่เราเรียกกันว่าโรค “ต้มยำกุ้ง” ระบาด หรือฟองสบู่แตกในพ.ศ. 2540 คุณพ่อ-คุณแม่หรือญาติพี่น้องของคุณคงจะได้รับผลสะเทือนบ้างไม่มากก็น้อย เรามักสรุปสาเหตุหลักๆของวิกฤติคราวนี้ว่า เป็นเพราะเราส่วนใหญ่มือเติบและขาดสำนึกการใช้ชีวิตในทางเศรษฐกิจ เราจึงต้องรับผลพวงจากมันกันถ้วนหน้าและเมื่อรัฐบาลเกิดใหม่ในปีเดียวกันนี้ พวกคุณคงจะจำได้ว่า ความหวังที่จะได้เห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในหมู่คนไทยทั้งหลายมีอย่างรุนแรง จนเกินกว่าเหตุผลและความยับยั้งชั่งใจจะตามได้ทัน คนไทยจำนวนหนึ่งพากันทำลายหลักการแห่งเหตุผลอันเป็นหัวใจของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ฝูงชนพากันกดดันศาลรัฐธรรมนูญจนองค์กรอิสระที่สำคัญนี้ต้องตอบรับและกลายสภาพเป็นเพียง “โรงฟอกย้อม”ชำระมลทินให้กับนายกรัฐมนตรีใดกรณี ซุกหุ้น 1 นานาอารยะประเทศพากันขบขันเชิงสมเพชที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่พ้นความผิดในการครอบครองหุ้น เพราะได้ “โอน” ไปให้ “คนขับรถ” “คนสวน” และ “แม่บ้าน” ของตน ผมคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อถือในข้อเท็จจริงนี้ แต่ก็ไม่มีใครมีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับมัน เพราะพากันสนใจผลลัพธ์ท้ายสุด ว่าจะได้คนรวยมาเป็นนายก และเมื่อเขารวยแล้ว เขาก็คงจะไม่โกง (เพราะมีทรัพย์สินเงินทองอยู่อย่างมากมายอยู่แล้ว) และเพื่อตอบสนองต่อกระแสสังคมในแบบเดียวกัน นายกได้แสดงจำอวดการเมืองต่อไปว่า กำลังจะได้พบมหาสมบัติเป็นทองคำที่พวกญี่ปุ่นซ่อนเอาไว้เมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้นำไปซ่อนเอาไว้ที่ถ้ำลิเจีย จังหวัดกาญจนบุรี นายกถึงขนาดบินไปยังสถานที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ และประกาศว่าจะมีการขุดค้นโดยใช้ดาวเทียมช่วยค้นหา เมื่อได้ทองคำก็จะได้นำไปชำระหนี้กองทุน IMF เพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศชาติ เมื่อไม่เจอขุมทองที่ซ่อนเอาไว้ในถ้ำ รัฐบาลจึงตระหนักแน่ว่า “ขุมทอง” ที่แท้นั้นมีอยู่จริงๆแต่ซ่อนอยู่ในอนาคต วิธีง่ายๆก็คือหยิบเงินออมจากอนาคตมากู้วิกฤติปัจจุบัน (แม้จะมีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จำนวนมากออกมาเตือนสติรัฐบาล เช่น ศาสตราจารย์ ดร. อัมมาร สยามวาลา และนักวิชาการอีกหลายท่านจาก TDRI) รัฐบาล (หากจะตระหนักถึงปัญหา) แต่เลือกเอาการสร้างความนิยมในปัจจุบัน หากปัญหาถ้าจะมีก็เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเอาไว้จะได้ว่ากันในภายภาคหน้า เงินในอนาคต ถูกนำมาใช้ชำระหนี้กองทุน IMF ท่ามกลางเสียงชื่นชมสรรเสริญ อย่างอึ่งมี่ของประชาชนชาวไทย บางคนอาจจะรู้ว่าหนี้นั้นยังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเจ้าหนี้ เปลี่ยนเวลาจากปัจจุบันไปอยู่ในอนาคต แต่อีกหลายคนไม่ทราบความเป็นจริงนี้เลย นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังได้อาศัยเงินจากอนาคตมาสร้างฝันในปัจจุบันอีกมากมาย เช่น โครงการดูแลสุขอนามัยของชาวบ้าน “30 บาทรักษาทุกโรค” “กองทุนหมู่บ้าน” และ “โครงการเอื้ออาทร” อีกนานาประเภท เช่น บ้านเอื้ออาทร รถแท็กซี่เอื้ออาทร ทุนการศึกษาเอื้ออาทรฯลฯ เงินจากอนาคตเอามาใช้ในปัจจุบัน ถูกระดมมาด้วยวิถีทางต่างๆ เช่นมาจากธนาคาร สถาบันทางการเงินของรัฐ และกึ่งรัฐ การขายพันธบัตรจำนวนมาก อีกทั้งระดมมาจากคนยากคนจน ผ่านการกระตุ้นให้คนเล่นหวย(ซึ่งเรียกอย่างสวยหรูว่า “หวยบนดิน”) คุณยังจำได้ไหมว่า ในขณะที่พวกเราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝันภายในรั้วมหาวิทยาลัยของเรา รัฐบาลได้ทำให้ความฝันของคนในสังคมหรูเลิศว่า ยาเสพติดกำลังจะหมดไปพร้อมๆกับผู้มีอิทธิพล และแม้กระทั่งความยากจนในสังคมไทยก็จะหมดไปด้วย มีคนจำนวนกว่า 2500 คน ต้องสังเวยชีวิตเพื่อจะทำให้ความฝันว่าเราปลอดภัยจากยาเสพติดดูสมจริง มีอีกจำนวนนับร้อยต้องสูญเสียไป เช่นกันเพื่อให้สังคมเห็นศักดาอำนาจของรัฐบาลและเพื่อที่จะให้พรรคการเมืองอย่างฝ่ายรัฐบาลสามารถเข้าไปกุมพื้นที่ทางภาคใต้ การสูญเสียที่ภาคใต้คราวนี้กลับนำมาซึ่งบาดแผลอันร้าวลึกในภูมิภาคใต้และสุดจะคาดเดาได้ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าไร กว่าจะเยียวยาจนหายสนิท ภาพโดยรวมแล้ว สี่ปีที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย จึงเป็นสี่ปีที่เราล่องลอยอยู่ในความฝันว่าสังคมปรกติสุขดี เศรษฐกิจแม้จะไม่ดีเหมือนในอดีต แต่ก็มีกินมีใช้เอย่างเหลือเฟือ อย่างไรก็ตามในปลายปีที่สี่ ซึ่งคุณกำลังจะจบออกจากมหาวิทยาลัย สภาวะบ้านเมืองข้างนอกกำลังกลับมาผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง เป็นความผันผวนที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังมีปัญหาในเชิงจริยธรรมเป็นอย่างมากทั้งในแง่ของการเมือง แง่เศรษฐกิจ และด้านสังคม เศรษฐกิจที่ไร้จริยธรรมจะทำให้คนหมู่มากทำงานหนัก ซึ่งได้ค่าตอบแทนน้อย แต่ต้องเสียภาษีบำรุงรัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่คนรวยจำนวนน้อยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอย่างเปิดเผยและขาดความละอาย ท้ายสุดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ขยายตัวกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อน การเมืองที่ขาดจริยธรรมนั้น ก่อให้เกิดการฉ้อฉลในเชิงนโยบาย ใช้เงินของส่วนรวมไปสร้างความมั่งคั่งให้กับตน และสร้างความพึงใจระยะสั้นในหมู่ฝูงชน ในทางสังคมนั้น เราพากันเคารพนบไหว้คนที่ขาดจริยธรรมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความดี ซึ่งตรงข้ามกับความเลว คนดี ซึ่งอยู่คนละฟากกับคนร้าย กลายเป็นเรื่องของอดีตและไร้ความหมาย ผมได้แต่หวังว่า ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาถึงข้างต้น คงเป็นการมองโลกในแง่ร้ายและปราศจากมูลความเป็นจริงที่กำลังรอคอยคุณอยู่ภายนอก |
|
|