songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 09 ภาพลักษณ์นี้มี 'ผู้สร้าง' - discussionRelated conversation concerning the mural painting at Wat Suwandararam:
เรียนอาจารย์ชาญวิทย์และทุกท่าน ขอบคุณครับ ที่ช่วยกระตุกความคิดผมในหลายๆ เรื่อง มีจุดเล็กๆ ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ ที่ อ.ชาญวิทย์บอกว่าจิตรกรรมที่วัดสุวรรณฯนั้น มีภาพตอน พระสยามเทวาธิราชมาอัญเชิญพระอิศวรลงมาจุติเป็นพระนเรศวร อันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นเมื่ออาจารย์บอกนี่เองครับ ทั้งๆ ที่ก็เคยไปดูมาแล้วเหมือนกัน (แต่นานแล้ว) ซึ่งผมว่านี่มันน่าสนใจมากๆ เลยสำหรับผม
ด้วยความนับถือ ชาตรี 28ก.พ.50 อ.ชาตรีครับ ความจริงการบูชาพระอิศวรนั้นก็มีอยู่ในราชสำนักเสมอ อย่างเช่นพระราชพิธีโสกันต์รัชกาลที่ 6 นั้น ก็มีการสร้างเขาไกรลาส(พระสุเมรุ)จำลอง ร.5 ทรงฉลองพระองค์เป็น พระอิศวร รับพระหัตถ์พระกุมาร(ร.6)ขึ้นไปบนเขาไกรลาสด้วยกัน รือเขาพระสุเมรุจำลองด้านหลังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท(มีพระวิมานอยู่บนสุด ถัดลงมาคือสัตว์ทั้งสี่-สิงห์-ช้าง-ม้า-วัว อันเป็นต้นกำเหนิดของแม่น้ำทั้งสี่สายที่หล่อเลี้ยงโลก และล่างสุดก็มีสระอโนดาต ครบถ้วนตามลักษณะของเขาพระสุเมรุทั้งหมด) หากคิดว่าพระที่นั่งดุสิตเกี่ยวข้องกับลัทธิความตายขอกษัตริย์ ซึ่งหมายถึงการเดินทางไปสู่สวรรค์ (สวรรคต-การเดินทางไปสู่สวรรค์)ตำแหน่งของเขาพระสุเมรุลูกนี้ก็ถือได้ว่าตรงตามตำแหน่งนะครับ หรือพระนามของสมเด็จพระเอกาทศรถใน ฉบับหมอบรัดเล (และพันจันทนุมาศ)คือ"พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว" พระสยามเทวาธิราชเทวดาองค์ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัย ร. 4 นัยว่าเอามาแทนเทวรูปองค์เดิมที่ใช้มาแต่สมัยอยุธยา(พระบรมเชษฐา ในบางแห่งว่าเป็นพระรูปของพระนเรศวรด้วยซ้ำไป) ผมเข้าใจว่าร.4 อาจจะเป็นพระองค์แรกที่ทรงตระหนักว่ากรุงเทพไม่ใช่อยุธยาอีกต่อไป(อย่างที่ร. 1 ทรงมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องกับอยุธยา) และพระสยามเทวาธิราชก็ทรงเกิดขึ้นมาในบริบททางการเมือง สังคมใหม่โดยสิ้นเชิง(รูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ๆ เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เก่า หรือเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ แบบยุโรป-เช่นพระเก้าอี้ที่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีทรงประทับนั่งให้ถ่ายรูปด้วยความอิดอัดเป็นต้น) ผมยังไม่ได้ลองค้นว่า รูปรัชกาลที่ 5 บนธนบัตร แสตมป์ อนุสาวรย์พระรูปทรงม้าและรูปที่ทรงฉายออกมาอย่างมากมายนั้น เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับ"ภาพ"ของพระนเศวรในฐานะวีรกษัตริย์หรือไม่ "แต่เป็นที่แน่นอนสุดที่"ภาพ"เหล่านี้ ย่อมทำให้รูปลักษณ์ หน้าตา ของกษัตริย์ ที่แจ่มแจ้งชัดเจนปรากฏต่อสาธารณชน เป็นครั้งแรก ดังเช่นที่พระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษได้ทรงใช้(อย่างประสบความสำเร็จมาแล้ว?) ผลสรุปประการหนึ่ง ของทั้งหลายทั้งปวงข้างบน ก็คือ ในด้านหนึ่งสยาม(คำที่สมเด็จกรมดำรงฯ ทรงใช้กับกรณี พระตำนานของพระนเรศวร)ใหม่ ภายใต้พระบรมเดชานุภาพของรัชกาลที่ 5 ในฐานะกษัตริย์อุดมคติ พระนเรศวรวีรกษัตริย์ในเชิงอุดมคติ บ้านเมืองแบบใหม่(ทุกครั้งที่ผมนึกถึงพระที่นั่งอนันตสมาคมและวัดเบญจมบพิตร ผมอดประหลาดใจไม่ได้ว่า อาคารสองแห่งนี้จะในความรับรู้ของชาวบ้านอย่างไร อาคารใหญ่โตมโหฬารแบบฝรั่งท่ามกลางบ้านเรือนไม้กระดานหรือหลังคามุงจาก วัดซึ่งทำมาจากวัสดุชนิดใหม่ เกือบแข็งเหมือนหินและสีขาวประหลาดตา) หรือนี้คือผลสังเคราะห์ระหว่างไทยกับเทศ จารีตกับสมัยใหม่ ทรงยศ เรียน อ. ทรงยศ
ด้วยความนับถือ ชาตรี 1มี.ค.50 songyote w. อ.ชาตรีครับ อยากที่จะต่อความยาวเรื่องที่คุยค้างกับอาจารย์อีกสักนิดนะครับ(แม้จะเป็นการขยายขี้เท่อให้อาจารย์ได้ทราบก็ตาม) แน่นอนที่สุดที่ผมจะเห็นด้วยกับอาจารย์ว่า ในสมัยที่เรากำลังคุยกันนี้เป็นยุคสมัยใหม่ หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หรือแม้จะใช้ของเดิมๆแต่ก็น่าเชื่อว่าใช้ในความหมายที่แตกต่างไปจากเดิม พระสยามเทวาธิราชเป็นของใหม่แน่ๆ(อย่างที่เราเห็นพ้องกัน) ท่านถูกสร้างขึ้นใหม่พร้อมจ้อบเดสคริปต์ชั่นใหม่ คือให้ดูแลสังคมใหม่ที่เรียกว่าสยามประเทศ มีอาณาบริเวณที่ชัดแจ้งแน่นอน ไม่หดเข้า ขยายออก อย่างสมัยก่อนอีกแล้ว เพราะเส้นอาณาเขตนี้ถูกแบ่งในขอบเขตโลก(โดยฝรั่ง) ฉะนั้นจะเอาเทวดาองค์เดิมๆมาทำหน้าที่ก็อาจจะต้องอธิบายความกันยืดยาวแน่ๆ การอัญเชิญพระศิวะ ลงมาจุตินั้นก็เป็นของใหม่นะครับ เดิมเรามักจะนึกถึงการทูลเชิญพระนารายณ์มาจุติเป็นอวตารปางต่างๆของพระองค์ แต่ก็ไม่เคยมีการกล่าวถึงการทูลเชิญมาจุติเป็นกษัตริย์ไทย(?) ที่ใกล้สุดก็อาจเป็นกรณีพระนารายณ์ที่คนอื่นๆมองเห็นว่าท่านมี สี่กรนอนอยู่ในแปล การทูลเชิญใครๆมาจุตินั้นก็เห็นจะมีแต่ การที่พระอินทร์พร้อมเหล่าเทวดาทูลเชิญพระโพธิสัตว์จุติลงมาเสวยพระชาติเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อจะตรัสรู้และทำการเทศนาสั่งสอน (ดังกรณีจิตรกรรมที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และที่อ.เหมวาดเป็นภาพจิตรกรรมพุทธชาดกช่วง พ.ศ. 2500 ส.ธรรมภักดี) กรณีนี้จึงเป็นของใหม่อีก กรมพระยาดำรงและพระองค์เจ้าธานี ซึ่งเข้าไปควบคุมรายละเอียดของภาพวาดที่วัดสุวรรณฯ คือผู้ประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมา ระหว่างพระอินทร์ซี 11 กับพระนารายณ์นั้น ผมว่าพระอินทร์ท่านเป็นเทวดาเก่า(ที่ตกกระป๋องแล้ว)ของพวกอินโดอารยัน มีหน้าที่หลักคือการควบคุมน้ำ(จากฟ้า)ฝน และเป็นหัวหน้านักรบรุ่นเก่า ซึ่งเหมาะกับสังคมเกษตรแบบเก่า เมื่อมนุษย์สร้างประดิษฐกรรมที่ก้าวหน้าคือการควบคุม ระดับ ทิศทางน้ำ(เขื่อน เหมืองฝาย ระหัด) การพึ่งพาน้ำจากฟ้าอย่างเดียวจึงคลี่คลายความสำคัญลงมาในระดับหนึ่ง ฉะนั้นเทพปกรณัม พระกฤษณะยกเขาโควรรธณะ กั้นน้ำฝนของพระอินทร์ที่บันดาลลงมาทำโทษชุมชน โคบาล หรือภาพจำหลักหน้าบัน บรรณาลัยปราสาทบันทายสรี(เขมร)เป็นภาพพระกฤษณะแผลงศรดาขึ้นไปเต็มท้องฟ้า(ซึ่งดูอย่างไรก็เห็นเป็นเหมืองฝายกั้นน้ำ) กั้นน้ำฝนที่เกิดจากฤทธิ์ของพระอินทร์ ทั้งสองกรณีล้วนแล้วแต่ยืนยันว่าพระอินทร์ท่านตกกระป๋อง และเปิดทางให้เทวดาใหม่ไฟแรงอย่างพระกฤษณะ-นารายณ์ ทั้งสิ้น พระอินทร์เมื่อตกกระป๋องแล้วพวกถือพุทธก็ได้ยืมตัวท่านมาใช้ (แบบ คุณ สุรยุทธ์เอาหม่อมอุ๋ยมาใช้แบบเกลือจิ้มเกลือนั่นแหละครับ) พระอินทร์รับบทเล็กคอยเสริมบารมีให้พระพุทธเจา เช่น กั้นกลดบังเงาให้ตอนเสด็จพ่อพระพุทธเจ้าไถนา มารับเอาพระเกศาตอนตัดพระเมาลี มาดีดพิณตอนอดอาหาร มาถือฉัตรตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ฯลฯ ฯลฯ โดยฐานะขอกษัตริย์ไทยแล้วทรงเป็นทั้งเทวดาฮินดูและพระพุทธเจ้าในเวลาเดียวกัน ดังจะเห็นจากคำที่สามัญชนแบบเรากล่าวคำว่า "ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท" (เทวดาฮินดู) และ"(ขี้)ข้าพระพุทธเจ้า" (พุทธ) ฉะนั้นการจะให้พระอินทร์มาจุติเป็นกษัตริย์ (พระพุทธเจ้า)ก็ดูกระไรอยู่นะครับ แม้การขึ้นเป็นกษัตริย์จะมีชื่อว่าอินทราภิเษก แต่ดูจากเครื่องหมายที่พราหมณ์มอบให้กษัตริย์ก็ดูจะเกี่ยวกับพระนารายณ์มากกว่านะครับ เช่นที่นั่ง(บัลลังค์)อัฐทิศ ก็หมายถึงการควบคุมจักรวาล ซึ่งแผ่ขยายไปแปดทิศ มงกุฎ-เขาพระสุเมรุ ธารพระกร-กระบอง-อันเป็นอาวุธของพระนารายณ์ซึ่งหมายถึงการค้ำจุนจักรวาล ทำไมต้องเป็นพระอิศวร อันนี้ไม่ทราบจริงๆครับ แต่ผมอยากจะเดาว่า การแยกพระนารายณ์ออกจากพระอิศวรอย่างเด็ดขาดนั้นอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการปฏิบัติจริงๆ ในอินเดียใต้นั้นออกจะเป็นเรื่องปรกติที่เราเห็นการบูชาทั้งพระนารายณ์ทั้งพระศิวะ พระโค และศิวลึงค์(เช่นวิหาร ชอร์เทมเปิ้ล) นเรศวร-นร -อิศวร หรือ นเรศ-นร-อิศ ทั้งสองคำแปลเหมือนกันคือแปลว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งปวงครับ ขอบคุณครับที่อาจารย์กุกรุณาตั้งโจทย์ให้ผมได้ร่วมคิดด้วยครับ ทรงยศ March 02 ภาพลักษณ์นี้มี 'ผู้สร้าง'จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 06:00:00 การผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจากพงศาวดาร ตำนาน ภาพจิตรกรรม จิตรกรรมฝาผนัง มาสู่ภาพยนตร์ ในแต่ละยุคสมัยล้วนมีนัยน่าขบคิด เขียนโดย ยุวดี มณีกุล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ภาพยนตร์ 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ทำให้เกิดปรากฏการณ์น่าสนใจหลากหลายในสังคมไทยห้วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงบันเทิง แวดวงวิชาการประวัติศาสตร์ หรือในกลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ ผลพวงประการสำคัญของกระแส 'พระนเรศวรฟีเวอร์' ที่เห็นได้ชัดคือคนไทยจำนวนมากหันมาสนใจประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยามากขึ้น สิ่งที่เรียกว่าสำนึกชาตินิยมก็ก่อตัวเข้มข้นขึ้นไม่แพ้กัน การนำเสนอภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในฐานะวีรบุรุษกู้ชาติสยามนั้น ถูกส่งทอดมาอย่างเป็นทางการไม่ต่ำกว่า 100 ปี ด้วยสื่อสาธารณะสำคัญของแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะสื่อที่สามารถมองเห็นได้อย่างภาพเขียน ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในอดีต ได้แก่ พระอุโบสถหรือพระวิหารของวัดสำคัญ ประเด็นนี้ นักวิชาการจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นาม อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ ผู้มีพื้นความสนใจสื่อภาพยนตร์ในอุษาคเนย์ ในฐานะผลผลิตทางสังคมวัฒนธรรม มีแง่มุมบางประการเกี่ยวกับการผลิตซ้ำภาพลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากภาพจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพชุดจิตรกรรมฝาผนัง สมัยรัชกาลที่ 7 ที่วัดสุวรรณดาราราม (ภายใต้การควบคุมงานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วาดโดยพระยาอนุศาสนจิตรกร หรือจันทร์ จิตรกร) รวมทั้งจากภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ พ.ศ.นี้ ภาพเขียนอวดมหาชน อาจารย์ทรงยศเกิดมุมมองเกี่ยวกับการผลิตซ้ำภาพลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็เนื่องด้วยช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้นำนิสิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปทัศนศึกษาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้เยี่ยมชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดาราราม โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พระวิหารวัดสุวรรณดารารามชุดนี้ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ในการตีความพระประสงค์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงรับหน้าที่ควบคุมและกำกับการวาดภาพ เมื่อปี พ.ศ.2473-2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เพียง 1 ปี "ผมคิดว่าลักษณะโครงสร้างของจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพชุดพระราชประวัติพระนเรศวรมหาราชน่าสนใจมาก มันเป็นลักษณะโครงสร้างเดียวกับพุทธประวัติ" อาจารย์ทรงยศเกริ่น "ในแง่ของหนัง นี่อาจจะเป็นครั้งสำคัญมากๆ ที่ภาพพจน์ของพระนเรศวรได้ปรากฏขึ้นมาเป็นรูปร่าง เป็นคนมีชีวิตจิตใจ แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งแรกนั้นที่เป็นหนังน่าจะชื่อว่าพระนเรศวรหรือพระองค์ดำ เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว แต่ครั้งนี้ยิ่งใหญ่มากในแง่โปรดักชั่น" อาจารย์ทรงยศลำดับความว่า ครั้งแรกที่มีการสร้างภาพของสมเด็จพระนเรศวร เป็นภาพชุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 94 ภาพ/แผ่น มีการเขียนโคลงภาพพระราชพงศาวดาร 376 บท ภาพชุดนี้แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2430 ฝีมือการวาดของกลุ่มช่างหลวงหลายคน ในหนังสือ 'พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ...สร้างสำเร็จเมื่อปีกุน พ.ศ.2430 ได้โปรดฯ ให้นำไปประดับพระเมรุท้องสนามหลวงอวดมหาชนเมื่อครั้งพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย (ซึ่งทรงสถาปนาพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพนารีรัตน์ ในรัชกาลที่ ๖) กับพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ และพระศพพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ และในงานพระเมรุครั้งนั้นได้โปรดฯ ให้รวบรวมโคลงเรื่องพระราชพงศาวดารที่กล่าวมานี้ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งบานแผนกเป็นร่ายและโคลงกำกับ แล้วพิมพ์เป็นเล่มสมุดพระราชทานเป็นของแจกด้วย ...ครั้นเสร็จงานพระเมรุ จึงโปรดฯ ให้แบ่งรูปภาพเรื่องพระราชพงศาวดารไปประดับไว้ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยบ้าง ส่งไปประดับพระที่นั่งวโรภาษพิมาณ ณ พระราชวังบางปะอินบ้าง เรื่องตำนานโคลงภาพพระราชพงศาวดารมีมาดังนี้ นัยหลังจิตรกรรมฝาผนัง? ต่อมาในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ครานั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ระบุไว้ว่าเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2473 จะต้องไปวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม วัดสำคัญของราชวงศ์จักรี จิตรกรรมฝาผนังชุดดังกล่าวมีทั้งหมด 16 ภาพ ภาพที่หนึ่งทรงกระบี่กระบองกับมังสามเกียด ภาพที่สองทรงเรือไล่ตามพระยาจีนจันตุ ภาพที่สามทรงตีเมืองคัง ภาพที่สี่ทรงเล่นชนไก่พนันกับมังสามเกียด ภาพที่ห้าทรงประกาศอิสรภาพ ภาพที่หกทรงจัดพิธีถือน้ำที่วัดฤาษีชุม (ศรีชุม) รับศึกหงสาวดี ภาพที่เจ็ดทรงตีค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ ภาพที่แปดทรงปล้นค่ายพม่า ภาพที่เก้าทรงฆ่าลักไวทำมู ภาพที่สิบทรงสุบินว่าฟันจระเข้ ภาพที่สิบเอ็ดทรงปฐมกรรมพระยาละแวก ภาพที่สิบสองทรงได้ซากเมืองหงสาวดี ภาพที่สิบสามทรงตีเมืองตองอู ภาพที่สิบสี่กระบวนพระบรมศพพระนเรศวร โดยภาพที่สำคัญที่สุดคือภาพเหนือประตูตรงข้ามพระประธาน เป็นภาพทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา และภาพหลังพระประธานเทวดาเหาะในหมู่เมฆ อาจารย์ทรงยศวิเคราะห์ถึงภารกิจสำคัญของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพครั้งนี้ กับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาเดียวกัน "บริบททางสังคมตอนนั้น ผมคิดว่าภาพความเสื่อมถอยของราชสำนักอาจเกิดขึ้นทั่วไป ผมคิดว่าการสร้างภาพสมเด็จพระนเรศวรน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเชิงกษัตริย์นิยม เพราะตอนนั้นจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จากนั้นท่านก็ทรงเขียนพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร มีรายละเอียดเยอะมาก" "ภาพพระสยามเทวาธิราชเสด็จขึ้นสวรรค์ทูลเชิญพระอิศวรให้ลงมาจุติมาเป็นพระนเรศวร น่าสนใจมาก ในพงศาวดารไม่ได้ระบุไว้ นี่เป็นการสร้างขึ้นมาโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผมคิดว่าท่านอิงกับวิธีการเล่าเรื่องจิตรกรรมฝาผนังที่มีในจารึกอยู่แล้ว เช่น บรรดาเทวดาทั้งหลายไปสวรรค์ทูลเชิญให้พระอิศวรเสด็จเป็นพระพุทธเจ้า" "อย่าลืมว่าพระสยามเทวาธิราชเพิ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ในฐานะเทวดาองค์ใหม่ที่มีอำนาจบริบาลสยามทั้งปวง ทำไมต้องเป็นพระอิศวรนั้นไม่ทราบชัดเจน แต่รู้ว่าลัทธิเทวราชาบางส่วนเป็นลัทธิธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับพระอิศวร บางส่วนเป็นลัทธิธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับพระนารายณ์" ในแง่ตำแหน่งของการวางภาพย่อมสะท้อนถึงความสำคัญของภาพเช่นกัน "ปกติเวลาเราเข้าไปในพระวิหารหรือพระอุโบสถ สิ่งที่สำคัญที่สุดในห้องนั้นคือพระประธาน ตำแหน่งสูงที่สุดแสดงความเป็นประธานในพื้นที่ โดยจารีตการวาดจิตรกรรมฝาผนัง ด้านที่สำคัญสุดมีสองด้าน คือด้านหลังพระประธานและด้านตรงข้ามพระประธาน จารีตด้านหลังพระประธานจะวาดเป็นรูปการตรัสรู้หรือการมีชัยชนะเหนือหมู่มาร ในแง่พื้นที่จะเต็มไปด้วยสีสัน การเคลื่อนไหวเต็มผนังใหญ่ ที่วัดนี้ด้านหลังเป็นเทวดาเหาะมาชุมนุมกัน ในแง่หนึ่งอาจเป็นการมาไหว้พระบรมศพ ในภาพกระบวนศพของพระนเรศวรด้านขวา หรือมาไหว้ต้อนรับการเกิดของพระนเรศวรซึ่งอยู่ด้านซ้ายก็ได้" กล่าวสำหรับภาพที่สองนั้น อาจารย์ทรงยศถือว่าเป็นภาพเด่นที่สุดของชุด ตำแหน่งภาพอยู่ตรงข้ามผนังพระอุโบสถ โดยทั่วไปภาพในตำแหน่งนี้มักเป็นภาพมารวิชัย แต่นี่เป็นภาพการทำยุทธหัตถี "ผมเชื่อว่าหลังเหตุการณ์ รศ.130 ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีกรณีขัดแย้งกันระหว่างมหาดเล็กกับทหารแล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ สืบเนื่องมาเรื่อยๆ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 มีหลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลค่อนข้างขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา อย่างน้อยสุดคงเห็นคำประกาศของคณะราษฎรที่พูดว่าการบริหารกิจการบ้านเมืองของฝ่ายเจ้าไม่ประสบความสำเร็จ คือมันเป็นความตกต่ำของระบอบกษัตริย์ หรือกษัตริย์นิยมในช่วงนั้น" "การสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้ น่าจะเป็นความพยายามของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่จะกอบกู้อิมเมจของระบอบกษัตริย์ในช่วงนั้นในฐานะที่ท่านเป็นฝ่ายพระราชวงศ์ ต้องไม่ลืมว่ารัชกาลที่ 6 มาพร้อมกับความเชื่อเรื่องกษัตริย์วีรบุรุษ ท่านทรงไปบวงสรวงอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรที่หนองสาหร่าย ดอนเจดีย์ ท่านสั่งให้หาเลยว่าตรงไหนคือเจดีย์ที่รำลึกยุทธหัตถี พอท่านทรงพบแล้วก็มีการเฉลิมฉลองใหญ่ รัชกาลที่ 6 ทรงมีสปีคยืดยาวมาก สุดท้ายพระองค์ทรงเปล่งคำว่าไชโย คำว่า 'ไชโย' ก็เกิดเป็นครั้งแรกในสมัยนี้ พระองค์ทรงสร้างคำนี้ขึ้นมา เป็นคำเดียวกับคำว่าชัยในภาษาสันสกฤต คนฮินดูจะกล่าวคำที่เป็นมงคลที่สุดคือคำว่าชัย ในหลวงรัชกาลที่ 6 ท่านโปรดภาษาสันสกฤต ท่านจึงทรงประดิษฐ์คำนี้ขึ้น" ซ้ำโครงสร้างพุทธประวัติ ในแง่การลำดับภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น อาจารย์ทรงยศมองว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำเค้าโครงเรื่องพุทธประวัติมาเป็นแบบแผน หากพระสยามเทวาธิราชอัญเชิญพระอิศวรมาจุติเป็นพระนเรศวร พระองค์ย่อมทรงมีภารกิจสำคัญคือเอาชัยชนะเหนือพระยามาร และพระยามารในที่นี้ก็คือพระมหาอุปราชา จอมทัพใหญ่แห่งกองทัพพม่า อาจารย์ทรงยศแจกแจงอีกว่า ในพระประวัติ ได้พรรณนาว่าช้างทรงสมเด็จพระนเรศวิ่งตะลุยไปข้างหน้าจนพ้นจากกองทัพฝ่ายตน หลังจากฝุ่นควันจางลงจึงทรงพบว่าอยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรู แต่ด้วยพระกฤษดาภินิหารพระองค์จึงทรงสามารถกระทำยุทธหัตถีเอาชนะพระมหาอุปราชาได้ "หลังรบเสร็จพระนเรศวรทรงพระพิโรธเหล่าทหารของพระองค์ที่ตามไม่ทัน ทรงสั่งประหาร แต่สมเด็จพระพนรัตนวัดป่าแก้ว พระสังฆราชฝ่ายขวา ได้ทูลขอชีวิตเหล่าทหารนั้นไว้" ในหนังสือ 'พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ฉบับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า ...สมเด็จพระพนรัตนถวายพระพรว่า ซึ่งข้าราชการเหล่านั้นจะกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระองค์เห็นจะไม่เป็นได้ ที่เกิดเหตุบันดาลให้เสด็จเข้าไปมีชัยชนะโดยลำพังพระองค์ในท่ามกลางข้าศึกนั้น น่าจะเปนเพราะพระบารมีบันดาลจะให้พระเกียรติปรากฏไปทั่วโลก เปรียบเหมือนเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ในวันที่จะตรัสรู้พระโพธิญาณนั้น เทวดาก็มาเฝ้าอยู่เปนอันมาก เมื่อพระยามารยกพลมาผจญ ถ้าหากเทวดามาช่วยรบพุ่งพระยามารให้พ่ายแพ้ไปก็จะไม่สู้อัศจรรย์นัก เผอิญเทวดาพากันหนีไปหมด ยังเหลือแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว ทรงสามารถปราบพระยามารกับทั้งรี้พลให้พ่ายแพ้ได้ จึงได้พระนามว่า สมเด็จพระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพ็ชดาญาณ เปนมหัศจรรย์ไปทั่วอนันตจักรวาล ที่พระองค์ทรงชนะสงครามครั้งนี้ก็คล้ายกัน ถ้าหากมีชัยชนะด้วยกำลังรี้พล พระเกียรติยศก็จะไม่เปนมหัศจรรย์เหมือนที่มีชัยด้วยทรงทำยุทธหัตถีโดยลำพังพระองค์กับสมเด็จพระอนุชาธิราช จึงเห็นว่าหากพระบารมีบันดาลเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ ไม่ควรทรงโทมนัสน้อยพระราชหฤทัย สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงฟังสมเด็จพระพนรัตนถวายวิสัชนา ก็ทรงปีติโสมนัส สิ้นพระพิโรธ สมเด็จพระพนรัตนจึงทูลขอชีวิตข้าราชการไว้ทั้งหมด... ด้วยข้อมูลเหล่านี้ อาจารย์ทรงยศจึงเห็นว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังพระประวัติสมเด็จพระนเรศวร เป็นโครงสร้างเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัตินั่นเอง "ภาพจิตรกรรมฝาผนังสีน้ำมันบนผนังปูนชุดนี้ กลายเป็นตัวแบบในการผลิตซ้ำเมื่อมีการอ้างถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่คนแห่ไหว้ลัทธิบูชาสมเด็จพระนเรศวรที่ต้องมีการถวายไก่ ไก่หน้าตาเป็นอย่างไร พันธุ์ไหน ก็ดูมาจากภาพจิตรกรรมชุดนี้" ครั้นภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้รับการต่อยอดมาเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม ผลงานการกำกับของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล นั้น ในสายตาของนักฉายหนังอุษาคเนย์อย่างอาจารย์ทรงยศมองว่า การเลือกใช้คำว่า 'ตำนาน' เป็นการเปิดโอกาสให้ท่านผู้สร้างได้ตีความประวัติศาสตร์จากการค้นคว้าและลงพื้นที่ด้วยองค์เอง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมตีความเช่นกัน "เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชถูกประชาพิจารณ์ และผมคิดว่านี่จะยิ่งทรงพลังกว่าตอนเป็นภาพนิ่งเป็นไหนๆ" อาจารย์ทรงยศกล่าวในที่สุด |
|
|