songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
3月5日 ความหมายที่ซ่อนไว้ในโบสถ์เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนมีนาคม 2552
ในความคิดของผม ครูตั้งใจจะบอกเราว่า... 1. พระพุทธเจ้าเป็นใคร นอกจากตำแหน่งที่เด่นสะดุดตาแล้ว วิธีการออกแบบยังลงไปใน นอกจากทศชาติแล้ว ก็จะเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติเรื่อยไปจนจบชีวิตของพระองค์ อย่างไรก็ตามที ตอนที่สำคัญที่สุดที่ครูที่ออกแบบตั้งใจจะบอกเราก็คือเรื่องราวตอนที่มีการเปลี่ยนผ่านสภาวะจากการเป็นนักบวชธรรมดาไปเป็นนักบวชที่ได้ค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง ซึ่งชาวพุทธถือกันว่าเป็นสภาวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือการตรัสรู้ เพราะฉะนั้น พระประธานส่วนใหญ่เรามักจะเห็นว่าเป็นพระนั่งหนึ่งในสองแบบ บางองค์ก็จะเป็นปางสมาธิ แต่บางองค์จะนั่งโดยวางมือข้างขวาไว้บนหัวเข่าให้ปลายนิ้วจรดลงไปที่พื้น ปลายนิ้วนั้นจรดลงไปเพื่อเรียกเจ้าแม่ดินหรือแม่พระธรณีมาเป็นพยาน เราเรียกปางนี้ว่ามารวิชัยซึ่งเป็นเหตุการณ์ช่วงที่พระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะตรัสรู้และถูกขัดขวางโดยพญามารจนพระองค์ต้องเรียกแม่พระธรณีมาช่วย นอกจากจะเอาฉากมารวิชัยมาสร้างเป็นพระประธานแล้ว จารีตของการวาดจิตรกรรมยังนิยมใช้ผนังด้านที่อยู่ตรงข้ามพระประธาน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุด วาดเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวคือสภาวะการเปลี่ยนผ่านจากนักบวชธรรมดาไปเป็นพุทธะ ผู้ตื่นจากกิเลสทั้งปวง ซึ่งก็คือเหตุการณ์ตอนชนะมารหรือตอนตรัสรู้นั่นเอง 2. โบสถ์เป็นพื้นที่สมมุติในเวลาสมมุติ ในแง่ของการเป็นพื้นที่สมมตินั้นหมายถึงว่าเมื่อเราผ่านเข้าไปในพระอุโบสถแล้ว ห้องสี่เหลี่ยมนั้นได้กันความเป็นจริงทุกอย่างเอาไว้ภายนอกหมด ไม่มีรถ ไม่มีร้านค้า ไม่มีอะไรเลย นอกจากพระพุทธเจ้าซึ่งนั่งอยู่กลางห้อง นอกจากนั้นโดยจารีต เพดานของห้องจะมีลักษณะสำคัญสองอย่าง คือหนึ่ง บนเพดานจะประดับประดาด้วยไม้แกะสลักหรืออย่างน้อยที่สุดก็วาดรูปซึ่งมีลักษณะคล้ายดวงดาว รูปวาดหรือไม้แกะสลักนั้นเราเรียกว่าดาวเพดาน จึงเสมือนหนึ่งว่าเพดานคือท้องฟ้าเพราะมีดาวประดับอยู่ ซึ่งสัมพันธ์กับสอง สีของเพดานซึ่งทาด้วยสีแดง หมายถึงสีอันสุกสว่าง ซึ่งก็คือรังสีความรู้ของพระพุทธเจ้าจากการตรัสรู้ที่ได้ฉาบท้องฟ้าหรือจักรวาลเอาไว้ทั้งหมด จารีตทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งยืนยันอีกประการว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมในอุโบสถนั้นเป็นพื้นที่และเวลาสมมุติ เสมือนประหนึ่งว่าเรากำลังเดินทางไปในจักรวาลในช่วงเวลาของการตรัสรู้ของ 3. โบสถ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แต่เดิมนั้น ผมเข้าใจว่าคนสมัยใหม่คงลืมความคิดนี้ไปแล้ว นั่นคือเรื่องของการควบคุมแสง เราจะเห็นว่าในอุโบสถแต่เดิมจะมีการควบคุมไม่ให้แสงสว่างจนเกินไป หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญในทางสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถจะเปิดพื้นที่ให้แสงเข้ามาได้มากๆ แต่ในหลายกรณี สามารถยืนยันได้ว่ามีการควบคุมแสงจริงๆ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ผมนึกถึงคือพระวิหารของวัดมหาธาตุที่พิษณุโลก ผมจำได้ว่าเวลาที่เห็นรูปถ่ายเก่าๆ นั้น จะมีการควบคุมแสงที่ดีมาก คือด้านหลังของพระพุทธชินราชจะเป็นพื้นที่ทาสีดำ มีลายดอกไม้ร่วงและมีเทวดาประดับอยู่สองข้าง เราจะเห็นว่ามีการควบคุมแสงโดยการเจาะหลังคาด้านบนทั้งบ่าซ้ายและขวาของพระพุทธรูป แสงจากท้องฟ้าจึงตกลงมาโดนองค์พระ ทำให้ดูว่าพระพุทธชินราชต้องแสงสว่างจนเหมือนท่านลอยออกมาจากพื้นหลัง อย่างนี้เป็นต้น ผนังโดยรอบพระวิหารก็เช่นเดียวกัน คือมีการเจาะเป็นช่องแสงยาวๆ เอาไว้เพื่อคุมแสงให้พอเหมาะ ผมมักจะจินตนาการเสมอว่าถ้าเราจุดเทียนสักเล่มสองเล่ม เปลวเทียนซึ่งอาจจะขยับตัวเบาๆ จากแรงลมที่ผ่านเข้ามาในห้องนั้น จะทำให้เกิดเงาและแสงจนอาจทำให้ดูเหมือนพระพุทธชินราชทรงเคลื่อนไหวได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะให้เกิดความรู้สึกว่านี่คือพื้นที่สมมุติซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก บางท่านอาจจะบอกว่าผนังวิหารที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นมาเติมทีหลัง ซึ่งก็ถูก หากแต่เดิมนั้น หลังคาพระวิหารเป็นลักษณะที่เราเรียกกันว่าทรงปีกนกซึ่งยื่นยาวลงมาจนเกือบจรดพื้นดิน ผลที่เกิดตามมาก็คือการควบคุมแสงอยู่ดี ถึงไม่มีช่องหลังคาหรือฝาผนังด้านข้างเลยก็ตาม ในโบสถ์มหาอุดก็เช่นกัน ถึงแม้จะก่อผนังทึบ ไม่มีช่องหน้าต่างและมีประตูเข้าแค่ทางเดียว แต่เขากลับเจาะช่องเล็กๆ ไว้บนผนังด้านหลังพระประธาน เมื่อเราปิดประตู แสงที่ออกมาจากด้านหลังจะทำให้ดูเหมือนพระประธานทรงเปล่งรัศมีออกมาโดยรอบ ก่อเกิดเป็นบรรยากาศที่ดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ด้วยแสงที่มลังเมลือง เป็นการควบคุมปริมาณและทิศทางของแสงอย่างฉลาดของคนโบราณ ในปัจจุบัน การสร้างพระอุโบสถหรือพระวิหารก็ดีอาจจะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปแล้ว เรากลับเอาแสงไฟนีออน สปอตไลท์ใส่เข้าไปในพระอุโบสถ บางที่ก็ใส่กระจกเงาเข้าไปด้วยเพื่อให้เกิดการสะท้อนแสง เป็นความสวยงามในรสนิยมของคนสมัยใหม่ แต่ความหมายที่ว่านี่เป็นพื้นที่ในเชิงสมมุติและได้กันเอาเวลาและพื้นที่ปัจจุบันออกไปนอกอาคารกลับหดหายไป 4. สังคมมีลำดับชั้น นอกจากลักษณะการจัดวางตำแหน่งแล้ว เรายังเห็นการจัดลำดับชั้นได้ในจิตรกรรมด้วย ตามจารีตดั้งเดิมของการเขียนจิตรกรรมฝาผนังในสมัยอยุธยานั้น นิยมเขียนรูปเทพหรืออะไรก็ตามนั่งพนมมือเรียงกันเป็นตับอยู่บนพื้นที่เหนือหน้าต่างสองข้างพระประธาน แถวล่างสุดอาจเป็นรูปนักพรตปะปนกับสิ่งมีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในจักรวาล เช่น พญาครุฑ พญานาค ยักษ์ ถัดขึ้นไปเป็นแถวเทวดา เหนือขึ้นไปอีกเป็นเทวดาที่มีหน้าตาเหมือนกันหมด นั่นคือพรหมซึ่งเป็นเทวดาชั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อเป็นพรหมแล้ว หน้าจะเหมือนกันหมด แยกแยะไม่ได้แล้ว ถึงแม้ในตำราจริงๆ พรหมจะยังสามารถแยกได้อีกเป็นหลายระดับด้วยกัน ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่าเทพชุมนุม เหนือแถวของพรหมจะมีเส้นหยักๆ ที่เรียกว่าเส้นสินเทา ระหว่างเส้นสินเทากับเพดาน จะวาดรูปพวกนักสิทธิ์วิทยาธรซึ่งก็คือคนที่มีความรู้นิดหน่อย พอจะเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ยังติดอยู่ในกิเลส สะท้อนให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกชายขอบของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาล จะเห็นได้ว่านี่คือการตอกย้ำว่าแม้ในหมู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีลำดับชั้น แต่เงื่อนไขของการจัดลำดับสำหรับชาวพุทธนั้นอยู่ที่การทำความดี คนโบราณมักจะสั่งสอนกันว่าต้องทำดี ทำดีแค่นี้อยู่ลำดับนี้ ถ้าทำดีมาก ก็จะได้ขึ้นไปอยู่ลำดับบนขึ้นไปอีก ผมคิดว่าลำดับชั้นในสังคมถูกสอน ถูกถ่ายทอดผ่านวิธีคิดในทางศาสนา แล้วสะท้อนออกไปนอกวัดว่าในสังคมทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีลำดับชั้นและแต่ละคนต้องรู้ลำดับชั้นของตนเอง 5. เราตอบรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย อีกตัวอย่างได้แก่กระจกเล็กๆ ที่ใช้ประดับตามที่ต่างๆ ในวัด เราเรียกมันว่ากระจกเกรียบ มีสีสันต่างๆ สวยงาม เวลามีแสง จะสะท้อนว้อบแว้บ เห็นได้แต่ไกล กระจกเล็กๆ เหล่านั้นมาจากไหน คำตอบอาจจะเดินทางกลับไปถึงเปอร์เซียซึ่งเข้ามาในสยามประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 สิ่งที่คนตะวันตกเรียกว่าโมเสกนั้น เมื่อเข้ามาในสังคมไทยแล้ว เราไม่ได้เรียกชื่อนั้นอีกต่อไป แต่เรียกว่าการประดับด้วยกระจกสี ด้านหนึ่งเป็นการประดับประดาเพื่อความสวยงาม แต่อีกด้านหนึ่งคือแสงสว่างซึ่งมีความสำคัญในทุกศาสนาว่าเป็นสัญลักษณ์ถึงความกระจ่างแจ้ง การมองเห็นและปัญญา ส่วนทวารบาลทั้งหลายที่เรามองว่าเป็นของไทยนั้น ถ้าถามว่าคตินี้มาจากไหน ก็คงมองย้อนกลับไปที่อินเดีย มีทวารบาลเต็มไปหมดในศาสนสถานของฮินดู ทวารบาลของไทยบางแห่งจะแกะสลักไม้เป็นผู้ชายไว้หนวดเครายาว ซึ่งแน่นอนว่าสังคมสยามไม่ไว้หนวดและเคราแบบนั้น แถมเรายังเรียกทวารบาลแบบนี้ว่าเสี้ยวกาง ทำให้ยิ่งเห็นว่าเป็นอิทธิพลของจีนซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทวารบาลบางตัวอาจยืนอยู่บนสิงโตซึ่งหากมองดีๆ จะดูเหมือนหมาพันธุ์ปักกิ่งของจีน นอกจากนั้น เสี้ยวกางบางตัวยังถือกริช กริชมาจากภาคใต้ ในกลุ่มคนมาเลย์ ผมจึงบอกว่าสิ่งที่เราเรียกว่าศิลปะหรือสถาปัตยกรรมไทยนั้น ในรายละเอียดมันเป็นสิ่งที่ตกผลึกมากับเวลา มีอะไรหลายอย่างที่มาจากต่างวัฒนธรรม ต่างประเพณีและความเชื่อที่ค่อยๆ ร้อยเข้าไว้ด้วยกัน อย่างลายดอกไม้โตๆ ที่เรามักเรียกกันว่าดอกพุดตานหรือดอกโบตั๋นนั้น เป็นลายที่มาจากฝรั่งก็ได้ มาจากจีนก็ได้ ความเป็นจีนที่แทรกอยู่ในวัดไทยนั้นมีมานานแล้วแต่มาเด่นชัดเอาในสมัย ร.3 ที่เรียกว่าศิลปะแบบพระราชนิยม เราเห็นกระเช้าดอกไม้ที่ดูเผินๆ เหมือนลายฝรั่งประดับเป็นลายปูนปั้นที่กรอบประตูหน้าต่าง แต่ความจริงคือสัญลักษณ์ของความมั่งมีศรีสุข ความอยู่ดีกินดี ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคติของจีน นอกจากนั้น ยังมีรูปลูกท้อ ผลทับทิม ต้นไผ่ เมฆ น้ำ นกกระเรียน ค้างคาว ซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งมีความหมายรวมๆ ถึงสิ่งที่เป็นมงคลและความมั่งมีศรีสุข ลวดลายมงคลเล็กๆ เหล่านี้แทรกตัวอยู่ในโบสถ์มานานมากแล้วและดำรงสืบมา เราจึงอาจจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโบสถ์อีกอย่างก็คือการดำรงอยู่ร่วมกันของความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจสำหรับวัดที่ตกแต่งด้วยศิลปกรรมสมัยใหม่ เช่น ที่วัดร่องขุ่น วัดเขียน (อ่างทอง) ก็คือความเป็นจีนและอื่นๆ ได้ถูกลดลงไปและมีความพยายามที่จะสร้างภาพในเชิงอุดมคติ หรืออาจเรียกว่าความเป็นไทยบริสุทธิ์ขึ้นมา จะว่าน่ายินดีหรือน่าเสียดายก็แล้วแต่มุมมอง… |
|
|