songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 29 อาหรับ เปอร์เซียและอิหร่าน อิรัก อารยันบทความนี้เขียนขึ้นประมาณปี 2546
คุณสุจิตต์
ได้อ่านบทความของคุณสุจิตต์ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อสองฉบับก่อน (?) ซึ่งคุณสุจิตต์ได้ตั้งคำถามถึงคำหลายๆ คำที่อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของสยามประเทศ อันได้แก่คำว่า อาหรับ อิรัก อิหร่าน เปอร์เซีย อารยัน และยังได้เอ่ยถึงคำว่า ซไคเทียน และกัมโพชา ทำให้ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน เลยได้พึ่งพาหนังสือ 2-3 เล่มดังนี้คือ History of the Arabs ของศาสตราจารย์ P'Hitti, Antiquity (Forms and Styles) บรรณาธิการโดย Jean Hirschen (ทีมนักวิชาการจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์), The Atlas of the Ancient World โดย Margaret Oliphant และค้นเพิ่มเติมจากเอนไซโคลพีเดียชนิด CD Rom ชื่อ Encarta 2000 ความจริงการอ่านนี่ไม่ได้ตั้งใจจะตอบต่อคำถามของคุณสุจิตต์เพื่อคุณสุจิตต์หรอกนะครับ แต่อยากที่จะตอบสนองต่อข้อสงสัยของตัวเองมากกว่า อย่างไรก็ตาม ไหนๆ ก็อ่านมาแล้วก็เลยขอถือโอกาสรายงานมาให้คุณสุจิตต์ด้วยและหวังว่าจะไม่ได้เป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน (มะพร้าว) นะครับ
แรกที่สุดต้องขอเรียนว่าคำปริศนาทั้งหมดข้างต้นนั้นมีมิติของการละและเทศะซึ่งทับซ้อนและพาดพิงถึงกันอยู่ค่อนข้างมาก แต่เพื่อความสะดวกจะขออนุญาตนำเสนอไปทีละคำ และหากเป็นไปได้ก็จะพยายามชี้ให้เห็นส่วนที่อ้างอิงถึงกันในตอนท้าย
ขอเริ่มที่คำว่าอาหรับก่อนเพื่อนเลยนะครับ
สำหรับคนไทยแล้ว เวลาเอ่ยคำว่าอาหรับเรามักจะนึกถึงชนมุสลิมที่มาจากตะวันออกกลาง แต่งชุดขาวเป็นเสื้อที่มีชายยาวจรดข้อเท้าและมีผ้าขาวคลุมอยู่บนศีรษะอีกทีนึง
ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดล่ะครับ เพราะชุดเช่นนี้นิยมกันในหมู่คนที่อยู่ในแถบคาบสมุทรอารเบีย ซึ่งคำว่าอารเบียนั้นก็แปลว่าดินแดนของชาวอาหรับ
แต่คนที่เราพูดถึงเมื่อครู่นี้คือพวกลูกหลานของอาหรับที่ถืออิสลามและเพิ่งเข้ามาในบริเวณอารเบียเมื่อ 1,300 ปีที่แล้วนี้เอง
รากเหง้าที่เก่าแก่กว่านั้น อาหรับหมายถึงคนที่ใช้ภาษาในตระกูลเซเมติค (เซเมติคมาจากคำว่าเซไมต์ ซึ่งสืบมาจากชื่อลูกชายคนโตของโนอาห์ที่ชื่อว่า Shem) ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับภาษาซีเรีย ปาเลสไตน์ อารเบีย และอิรัก
แต่หากพิจารณาดูในแง่ของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์คืออ่าวเปอร์เซีย (ตะวันออก) จนจรดทะเลแดง (ตะวันตก)แล้ว บริเวณที่เราเรียกว่าอารเบียหรือแผ่นดินของชาวอาหรับนั้นมีพัฒนาการของการตั้งบ้านแปงเมืองของคนกลุ่มต่างๆ มากมาย และกินเวลายาวนานมากๆ เช่น พวกบาบิโลเนียน อัสสิเรียน คาลเดีย อโมไรต์ อราเมียน ฟินิเชียน เฮบรูว์ อราเบียนและอบิสสิเนียน
คนที่เราเอ่ยชื่อมาข้างต้นนี้ เริ่มจากตรงไหนและเคลื่อนย้ายกันอย่างไรนั้น มักจะสรุปไว้เป็น 2 ทางว่า
ทฤษฎีหลังมักจะได้รับการเชื่อถือมากกว่าทฤษฎีแรก เพราะร่องรอยในทางโบราณคดีจำนวนมากช่วยให้เราเห็นภาพของการพัฒนาชุมชนจากร่อนเร่มาเป็นชุมชนเพาะปลูก จากหมู่บ้านเป็นเมืองและเป็นอาณาจักรได้เป็นอย่างดี เราสันนิษฐานว่า บริเวณอารเบียซึ่งโดยสภาพภูมิศาสตร์แล้วมีทะเลล้อมอยู่ 3 ด้าน (ตะวันออก ใต้ ตะวันตก) ส่วนด้านบนเป็นพื้นที่แห้งแล้งของทะเลทราย (อัล นูฟูด)ในขณะที่ดินอุดมที่จะใช้เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ก็จำกัดเต็มที ฉะนั้นเมื่อประชากรขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ชนชาวอาหรับเหล่านี้จึงจำเป็นต้องแสวงหาพื้นที่เพื่อสร้างอาหารให้พอแก่การเลี้ยงดูประชากรให้ได้ การเดินทางเพื่อหาที่ดินใหม่ๆ น่าจะอยู่ในสำนึกของคนแถบนี้ตลอดเวลา นับตั้งแต่โมเสสอพยพลูกหลายชาวเฮบรูว์ออกจากเมืองรามเสสของอียิปต์เพื่อหา "ดินแดนแห่งพันธสัญญา" ตลอดเรื่อยมาเมื่อพวกยิวเข้ามาตั้งประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และแม้กระทั่งชาวปาเลสไตน์เรียกร้องดินแดนเพื่อสร้างประเทศในปัจจุบัน เส้นทางอพยพขยายตัวนั้นมี 2 เส้นทางคือ เส้นที่หนึ่งนั้นขยายไปทางทิศตะวันตก ทะลักเข้าคาบสมุทรซีนาย ถัดากตรงนั้นไปก็จะได้พบกับที่ราบลุ่มริมแม่น้ำไนล์ เราคิดว่าการอพยพที่ว่านี้น่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งหากพิจารณาดูประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณก็จะพบว่าช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกันนี้ พระเจ้านาเมอร์หรือเมเนสได้ทรงรวมเมืองเล็กเมืองน้อยเป็นหนึ่งเดียวได้เป็นครั้งแรก เรามักเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการรวมอียิปต์เหนือ-ใต้เข้าด้วยกัน ดังมีหลักฐานเป็นจารึกของพระเจ้านาเมอร์ปี 3200 ก่อนคริสตกาล อีกเส้นทางหนึ่งคือการอพยพขึ้นทางเหนือแล้วเฉียงไปทางอีสานทิศ เพราะบริเวณที่ว่านั้นก็คือที่อุดมของเมโสโปเตเมียซึ่งเดิมมีผู้ครอบครองอยู่แล้วได้แก่พวกสุเมเรียนผู้ซึ่งมีวัฒนธรรมที่สูงกว่าทุกด้าน นับแต่ระบบการขีดเขียน การชลประทาน การเพาะปลูก นานเข้าพวกอาหรับอพยพนี้ก็จะได้ผสมกับคนดั้งเดิมและพัฒนาศาสตร์ต่างๆ ของสุเมเรียนยกลายเป็นพวกบาบิโลเนียน ซึ่งจะได้วางรากฐานต่างๆ ให้กับโลกตะวันตกต่อมามากมาย เช่น ระบบกฎหมาย (ของกษัตริย์ฮัมมูราบี) ระบบการก่อสร้างซึ่งใช้ซุ้มโค้ง (arch และ vault - จะได้ตกทอดต่อไปยังโรมันและพัฒนาจนสุดยอดโดยชาวมุสลิม) ระบบล้อเลื่อน ระบบมาตราชั่ง ตวง วัด และอื่นๆ อีกมากสุดจะจาระนัยได้หมด พอมาถึง 2500 ปีก่อนคริสตกาลจึงมีการอพยพของพวกเซเมติคอีกระลอกหนึ่ง ได้แก่พวกอโมไรต์และคานาอัน เข้ามาสู่ซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนแถบชายฝั่งทะเลก็มีพวกที่ชาวกรีกเรียกว่าฟินิเชียนมาตั้งถิ่นฐานด้วยความที่เป็นนักเดินเรือ การค้าขายและติดต่อกับเมืองต่างๆ ช่วยให้พวกฟินิเชียนพัมนาตัวเองอย่างรวดเร็ย สิ่งที่สำคัญเหลือเกินที่พวกนี้ทิ้งเอาไว้ให้มนุษยชาติก็คืออักขระ 22 ตัว ซึ่งได้วางรากฐานให้กับระบบการขีดเขียนและออกเสียงของ "ภาษา" ในสมัยต่อมา พวกเฮบรูว์นั้นเพิ่งอพยพมาเมื่อประมาณ 1500-1200 ปีก่อนคริสตกาล (เป็นช่วงเดียวกันที่พวกอารยันอพยพเข้าสู่อินเดีย) โดยตั้งรกรากอยู่บริเวณซีเรียและปาเลสไตน์ พวกนี้ได้พัฒนาศาสนาที่ก้าวหน้าที่สุด โดยมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และความคิดนี้ก็จะได้สืบทอดต่อไปยังศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามตามลำดั สองหันห้าร้อยปีที่แล้ว พวกนาเบเทียนซึ่งได้รับอิทธิพลของโรมันได้อพยพเข้ามาตั้งเมืองระหว่างเส้นทางการค้า (สายเหนือ-ใต้) เป็นเมืองที่ขุดจากภูเขาหินแกรนิตสีน้ำตาลแดง เมืองจึงได้รับชื่อว่าเปตรา ซึ่งในภาษากรีกนั้นหมายถึงศิลา (อยู่ในตอนใต้ของประเทศจอร์แดนปัจจุบัน) คนกลุ่มสุดท้ายที่อพยพเข้ามาก็คือชนชาวอิสลาม ซึ่งเข้ามาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 7 เพราะศูนย์กลางของความเชื่อถือศาสนาอิสลามในสมัยของพระมหะหมัด คือ นครเมกกะห์ และเมดินาฮ์ (ในซาอุดิอารเบียปัจจุบัน) ท่านดำรงชีพอยู่ในระหว่างปี คศ. 571 ถึง 8 มิถุนายน คศ.632 การขยายตัวของอิสลามิกจากศูนย์กลางใน 2 นครข้างต้นออกไปยังทุกทิศทาง และเสมือนหนึ่งนำที่พังเขื่อนยักษ์ ศาสนาใหม่นี้เข้าครองพื้นที่เมโสโปเตเมียทั้งหมด เลยไปจรดเอเชียกลางและเอเชียใต้ (ในระยะต่อมา) จากอ่าวเปอร์เซียจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่อียิปต์คลุมพื้นที่ของอาฟริกาทางด้านเหนือทั้งหมด (ลิเบีย อัลจีเรีย ตูนิเซีย และมอรอคโค) เข้าสู่สเปน ศาสนาใหม่นี้ได้สร้างเอกภาพทางความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ได้หล่อเล้ยงอาณาจักรใหม่ๆ ต่อมาซึ่งเจริญรุ่งเรืองในศาสตร์ทุกสาขา ภาษาซึ่งเป็นพาหะของความก้าวหน้าเหล่านี้ก็คือภาษาอารบิค หรือภาษาของชาวอาหรับ ด้วยเหตุนี้กระมังที่เวลาคนไทยพูดถึงคำว่าอาหรับ จึงหมายถึงอาหรับรุ่นหลังซึ่งศูนย์กลางอยู่ในอิรัก อิหร่าน ซีเรีย และอียิปต์ ซึ่งถือศาสนาอิสลาม เปอร์เซียและอิหร่าน เปอร์เซียนั้นเป็นคำเรียกในภาษากรีก โดยมาจากชื่อเมืองปารชา หรือ ฟารซ (Parsa, Fars) อันเป็นเมืองต้นกำเนิดของราชวงศ์อาเคมีนิดส์ ส่วนคำว่าอิหร่านนั้นแปลว่าดินแดนแห่งชาวอารยัน ซึ่งกินบริเวณตั้งแต่เอเชียกลาง อาฟกานิสถาน และบริเวณเทือกเขาคอเคซัสทั้งหมด ชื่ออิหร่านและเปอร์เซียถูกใช้ในลักษณะแทนกันได้ตลอดมาจนถึงปี คศ.1935 จึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่านอย่างเดียว (อย่างไรก็ตาม ประเทศอิหร่านนั้นมีประวัติศาสตร์ของตัวเองย้อนกลับไปถึงปี 559 ก่อนคริสตกาล ดังที่มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 2500 ปี ในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์ปาเลวียังครองราชย์อยู่) ชาวเปอร์เซียถือว่ารากเหง้าของตนนั้นสืบมาจากชนชาวอารยัน ซึ่งอพยพเข้ามายังที่ราบสูงอิหร่านในระหว่าง 1000-2000 ปีก่อนคริสตกาล ราชวงศ์อเคมีนิดส์ถือว่าเป็นราชวงศ์ที่สร้างจักรวรรดิ์เปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่เมืองคันธาระและแคว้นบัคเตรีย (ปากีสถานและอาฟกานิสถาน) จนจรดอียิปต์ กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์นี้ก็คือ พระเจ้าไซรัสที่สอง (มหาราช) แต่ช่วงที่ถือว่าอาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองยิ่งใหญ๋ที่สุดคือในสมัยของพระเจ้าดาริอุส ทรงขยายพรมแดนของจักรวรรดิ์ของพระองค์เข้าสู่แคว้นสินธ์ (Sindh) และปัญจาบ (ในปากีสถานในปัจจุบัน ปัญจ ในภาษาอูรดู แปลว่า 5 และอาบน้ำแปลว่าน้ำ เผลอๆหากผมพูดกับคุณสุจิตต์ในประเทศปากีสถานว่า "อาบน้ำแล้วหรือยัง" คนที่นั่นอาจจะเข้าใจก็ได้นะครับ) กษัตริย์ดาริอุสที่ว่า ตั้งเมืองหลวงที่ประทับถึง 3 เมือง คือ ปาสารกาดี (Pasargadae) เมืองหลวงเก่าซึ่งยังคงรักษาเอาไว้ใช้ในพระราชพิธีประจำปี ส่วนเมืองซูซา เอาไว้ใช้บริหารกิจการบ้านเมือง และเมืองสุดท้ายก็คือ เอคบาตานา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของพวกมีเดียนที่ไปยึดเขามาได้ สามเมืองหลวงนี้จึงมีความหมายในเชิงสัญญลักษณ์และประโยชน์ทางการเมืองที่ต่างกันไป นอกไปจากนี้ เมืองเปอร์เซโปลิส (ในภาษากรีกแปลว่าเมืองของพวกเปอร์เซีย) ยังมีการสร้างท้องพระโรงขนาดมหึมาและที่น่าทึ่งอีกประการก็คือเมืองทั้งสี่นี้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยระบบถนนที่เรียกว่า "ราชมรรคา" เช่นเดียวกัน แต่มาก่อนหน้าทั้งระบบถนนของโรมันและของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งคนไทยมักคุ้นกันดี ปัจจุบันที่เหล่านี้เป็นที่ที่มีชื่อเสียงเหลือเกิน ใครๆ ไปเมืองอิหร่านก็ต้องไปชมศิลปะวัตถุที่นี่กันทั้งนั้น อาหรับ เปอร์เซียและอิหร่าน อิรัก อารยัน - ต่อพระเจ้าดาริอุสสิ้นพระชนม์ในปี 486 ก่อนคริสตกาล เมื่อสิ้นพระองค์ อาณาจักรก็ร่วงโรยตาม การกระทบกระทั่งกับกรีซยิ่งทำให้อาณาจักรเปอร์เซียอ่อนลงตามลำดับ ในปี 331 ก่อนคริสตกาล เมื่อทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์แห่งแคว้นมาซิโดเนียมาถึง เปอร์เซียก็ตกเป็นของกรีซ ตลอดรวมทั้งจักรวรรดิ์อันกว้างใหญ่ด้วย นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าความเป็นกรีกแบบเฮเลนนิสติคเข้าสู่บัคเตรียและคันธาระซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณมาก่อน
เปอร์เซียโบราณจบสิ้นลงในศตวรรษที่เจ็ดตอนต้นเมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของมุสลิม เปอร์เซียที่คนสยามรู้จักกันนั้นไม่ใช่เปอร์เซียโบราณแต่เป็นเปอร์เซียที่ชนอาหรับถือศาสนาอิสลามเข้ามารครอบครองแล้ว โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid คศ.1501-1736) และในขณะเดียวกันอาจหมายถึงราชสำนักออตโตมานเตอร์กซึ่งมีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงอิสตันบูล แม้ราชสำนักจะเป็นของชนชาวเตอร์ก แต่ขนบประเพณีและความรู้ต่างๆ ก็รับทอดมาจากเปอร์เซียแต่ดั้งเดิม พูดง่ายๆ ก็คือว่า เปอร์เซียหมายถึงขนบประเพณี ศิลปวัฒนธรรมมากกว่าที่จะหมายถึงประเทศ (ยกเว้นบางกรณี เช่น สำเภาสุไลมานนั้น จริงๆ แล้วพระเจ้าสุไลมานที่ 1 (ทรงได้ฉายาว่า "ผู้ประเสริฐ) ครองราชย์ 1520-66 ท่านเป็นออตโตมานเตอร์ก มิใช่อิหร่านเปอร์เซีย ท่านเก่งกล้าสามารถเหลือหลาย ฝรั่งตะวันตกกลัวเกรงบารมีของท่านนัก แต่แม้ท่านเป็นเตอร์ก แต่ราชสำนักของท่านก็ยึดขนบเปอร์เซีย แต่หากจะพูดถึง "ม้าเทศ" ที่ "เจ้าการะเกดขี่ไปท้ายวังว่าจะไปแทงฝรั่ง" นั้น ม้าเทศคือม้าเปอร์เซีย ไม่ใช่ม้าฝรั่ง (Farnjiyah หมายถึงพวกแฟรงค์) ชนชาวเปอร์เซียพัฒนาม้าจนได้พันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก กลายเป็นสินค้าสำคัญในโลกสมัยก่อน เข้าสู่เมืองฝรั่งโดยผ่านมอรอคโค เข้าสเปน ม้าสเปนเป็นที่นิยมกันแม้ในซาลสบรูก ประเทศออสเตรียที่มีโรงเรียนฝึกม้าที่เรียกกันว่า Spanish Riding School นั้น จริงๆ แล้วก็พัฒนาพันธุ์มาจากม้าเปอร์เซียนี่เอง หรือในนิยายอาหรับราตรี ชื่อของพระเจ้ากาหลิปฮารูน อัล ราชิด นั้น จริงๆ แล้วราชสำนักอันรุ่งเรืองของพระองค์มีอยู่จริงในแบกแดด ช่วงคริสตศตวรรษที่ 8 แต่หากจะพูดถึงความเป็นมาของตระกูลบุนนาคที่ว่า "เฉกอะหมัดชาวกูม" แล้ว ตามตัวอักษรแล้วเมืองกูม (Qum หรือ Qom) เมืองเก่าแก่และสำคัญในทางศาสนาอยู่ในประเทศอิหร่าน เฉกอะหมัดเป็นจะตรงกับ Sheikh Ahmet หรือ Ahmad ชื่อ Ahmet หรือ Ahmad นั้นไม่มีปัญหา เป็นชื่อที่ชายอิสลามิกนิยมกันตามคำเรียกพระมหะหมัด ซึ่งปรากฏว่าสะกดเช่นนี้ 1 ครั้งในพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน แต่เชกนี้นั้น ผมเคยถามคนอิหร่านในประเทศอิหร่าน เขาว่าดูทะแม่ง เพราะคำว่าเชกเป็นภาษาอารบิค ส่วนชาวอิหร่านนั้นแท้จริงแล้วพูดภาษาฟารซี เพราะถือว่าตัวเองเป็นอารยัน กำเนิดสูงส่งกว่าพวกอาหรับที่เริ่มต้นโดยการเป็นเผ่าร่อนเร่ คำว่า เฉกอะหมัด สำหรับเขาจึงดูทะแม่ง ในอีกความเห็นหนึ่งนั้น ผมได้ถามท่านผู้รู้ชาวสยามประเทศซึ่งถืออิสลาม และเดินทางใช้ชีวิตอยู่แถบนั้นนานพอสมควร ท่านว่าอาจเป็นไปได้ที่เมืองกูมเป็นเมืองศาสนา จึงมีผู้คนหลากหลายเดินทางมาจาริกแสวงบุญกัน ภาษาอารบิคซึ่งเป็นภาษาของศาสนาอิสลามจึงนิยมใช้กันแพร่หลาย ฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่ท่านอะหมัดจะพลอยใช้คำว่า เชก หรือ เฉก ซึ่งหมายถึงหัวหน้าชุมชน-หมู่บ้านไปกับเขาด้วย อันนี้คงจะฝากคุณสุจิตต์และครับที่จะค้นคว้าตรงนี้จริงๆ จังๆ กันเสียที ไม่เช่นนั้นก็จะอ้างคำของผู้ใหญ่ในอดีตซึ่งอ้างกันเป็นทอดๆ จนจะว่าไปแล้ว จริงๆ ท่าว่าไว้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้ อิรัก ผมคงจะพูดถึงอิรักอย่างผ่านๆ นะครับ เพราะบริเวณที่เป็นประเทศอิรักปัจจุบัน ก็คือดินแดนระหว่างสองแม่น้ำ ไทกริส-ยูเฟรติส หรือเมโสโปเตเมียนั้นเอง บริเวณแถบนี้ก้าวเข้าสู่สมัยใหม่เมื่อพวกมุสลิมมาถึงในคริสตวรรษที่ 7 แบกแดดเมืองหลวงของอิรักเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งในคริสตศตวรรษที่ 8 ในช่วงราชวงศ์อับบาสิด ดังที่ได้พูดถึงไปบ้างแล้วสมัยกาหลิบฮารูน อัล ราชิด อิรักถูกพวกมองโกลเข้าโจมตีใน คศ.1258 และยึดครองอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน ตั้งแต่ คศ.1534 จนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นปีล่มสลายของอาณาจักรออตโตมานนั่นเอง ปัจจุบันอิรกบอบช้ำจากการถล่มของอเมริกาและอังกฤษ ตลอดจนการปิดล้อมจากสหประชาชาติ ความจริงพูดถึงในแง่ความงดงามของประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของโบราณสถาน (เมืองอูร์ เมืองเกิดของอับราฮัม เมืองบาบิโลน เมืองนิเนเวห์) และโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมสมัยสุเมเรียน บาบิโลเนียน อัคคาเดียน ฯลฯ ที่เต็มแน่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว อิรักก็เป็นประเทศที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง มีศาสนสถานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ที่เก็บอัฐิธาตุของท่านอาลี ท่านฮุสเซน เป็นประเทศที่คนเป็นมิตรอย่างที่สุด และเป็นประเทศที่ทุกคนต้องถูกตรวจเอดส์ก่อนเข้าประเทศ อีกทั้งเป็นประเทศที่ทุกหัวระแหงจะมีรูปประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนจนน่าอึดอัด อารยัน อารยันแต่แรกเริ่มเดิมทีจริงๆ หมายถึงชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เรียกว่าคอเคซัสอันกินบริเวณระหว่างทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ ซึ่งมีเทือกเขาพาดผ่านด้วย เทือกเขานั้นจึงถูกเรียกว่าเทือกเขาคอเคซัส ตามทฤษฎีแต่เดิมนั้นท่านว่าชนชาวอารยันซึ่งพูดภาษาในตระกูลเดียวกันคือ อินโด-ยูโรเปียนนี้จะได้อพยพไปยังพื้นที่อื่นๆ หลายทิศหลายทางในราวสัก 1500 ถึง 2000 ปีก่อนคริสตกาล สายหนึ่งนั้นเข้ามาทางตอนเหนือของอินเดีย อาจเข้ามาทางระหว่างช่องเขาฮินดูกูช (เขานี้ถูกจัดว่าเป็นคอเคซัสแถบสินธุ เพราะเป็นต้นน้ำสินธุแขนงหนึ่ง แต่โดยชื่อฮินดูกูชตามภาษาอูรดูแล้ว หมายถึงความตายของชาวฮินดู ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีตำนานอย่างไร) แล้วผ่านเข้ามาสู่ลุ่มน้ำสินธุตอนกลางและล่าง พวกอารยันนั้นใช้ภาษาปรากิต แล้วต่อมาได้มีการจัดระบบอย่างขนานใหญ๋ จึงเรียกว่าสังสกฤตหรือสันสกฤต จนกล่าวกันทั่วไปว่าภาษาอารยันในลุ่มน้ำสินธุก็คือภาษาสันสกฤต งานวรรณกรรมที่สำคัญๆ นั้น ผมนึกถึงพระคัมภีร์พระเวท (ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมุขปาฐะอายุประมาณ 3000 ปี กว่าจะจารึกเป็นอักษรก็เมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 นี้เอง) รามายนะ (ซึ่งเล่าเรื่องการแย่งชิงดินแดนของชาวอารยันต่อชนพื้นเมืองเดิม ซึ่งหนังสือบางเล่มใช้คำว่า Dasas ผมถอดคำได้ว่า "ทาส" และก็ดูจะตรงกับเรื่องราวของรามายนะพอดี ที่ฝ่ายแพ้ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ขาดความเป็นไท) กับอีกเรื่องหนึ่งคือมหาภารตะ (อันเป็นเรื่องราวของการรบพุ่งระหว่างเมืองพี่เมืองน้องชาวอารยันด้วยกัน หลังจากขับไล่ชนพื้นเดิมออกไปแล้ว) ทั้งรามายนะและมหาภารตะก็เช่นกันที่เป็นการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ มาจารึกเป็นคัมภีร์ราว คศ.1300 แต่เชื่อว่าเรื่องราวน่าจะอิงกับเหตุการณ์ราว 1000 ถึง 700 ปีก่อนคริสตกาล พวกอารยันนั้นรบเก่ง เลี้ยงปศุสัตว์ในระยะแรกและนับฐานะทางเศรษฐกิจโดยดูจากขนาดของฝูงปศุสัตว์ ต่อมาจึงตั้งถิ่นฐานสร้างชุมชนแล้วกลายเป็นเมือง มีฐานทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาเนื่องจากความรู้ในเรื่องระบบชลประทาน มีการจัดระบบสังคมและอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนาที่ซับซ้อนยิ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับโลหะขึ้นมา ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล มีรัฐสำคัญต่างๆ ของพวกอารยันมากมาย เช่น คันธาระ หัตสติงปุระ (เมืองเดียวกับที่ระบุในมหาภารตะ) โกสัมพี ราชคฤห์ (เมืองหลวงของแคว้นมคธ) เป็นอาทิ ลำพังตรงแคว้นคันธาระซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของปากีสถานปัจจุบันนั้น (มีเมืองหลวงชื่อตักศิลา) กลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่สำคัญ ความเจริญก้าวหน้าของความรู้ วิทยาการต่างๆ นั้น (เป็นลูกผสมระหว่างกรีก ปาเทียนหรือเปอร์เซีย และอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ) แผ่ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ข้างเคียงด้วย อย่างเช่นในสมัยของกษัตริย์มีนันเดอร์หรือมิลินท์ (155-130 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ซึ่งมีเชื้อสายกรีก และทรงหันมารับนับถือศาสนาพุทธนั้น ทรงปกครองพื้นที่ตั้งแต่อาฟกานิสถานปัจจุบันจนจรดนครละฮอร์ในปากีสถานปัจจุบัน เมื่อสิ้นกษัตริย์มิลินท์ พวกศักกะซึ่งเป็นสายหนึ่งของซไคเทียนก็เข้ามาแทนที่ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้บริเวณแถบนี้ นับแต่ 90 ปีก่อนคริสตกาลจนคริสตศตวรรษที่ 4 ทีเดียวฃ พระดี พระงามในอาฟกานิสถานที่ถูกพวกตาลีบันทำลาย ก็คงจะมีมาในระยะเวลาไล่เลี่ยขณะนี้นี่เอง ความเชื่อว่าพวกอารยันนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ดินแดนต่างๆ นั้น ได้ถูกพัฒนาอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพวกขบวนการนาซีในเยอรมนี ในไทยเองนั้น คำว่าอารยะ และอารยธรรม (ธรรมของชาวอารยัน) ล้วนแล้วแต่มีความหมายในทางสูงส่งทั้งสิ้น ที่เขียนมายืดยาวนี้ ก็หวังว่าจะได้ตอบสนองต่อคำถามของคุณสุจิตต์ที่ตั้งเอาไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนบ้างนะครับ แต่ที่จะสามารถเชื่อมโยงอธิบายสังคมไทยได้บ้างอย่างไรนั้น ก็ไม่บังอาจเลยครับ เพราะคิดว่าเกินไปจากสติปัญญาเท่าที่มีอยู่จริงๆ April 16 the thought after the article "The myth of naresuan"ความจริงรูปวาดในสมัย ร.5 นั้นไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก แต่ที่ผมคิดว่าสำคัญก็ตรงที่ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เรื่องราวของพระนเรศวรตามตำนานปรากฏเป็น "รูปร่าง"ชัดเจนเป็นครั้งแรก คงจะเห็นว่าการได้"เห็น" นี้เกิดขึ้นไล่เรี่ยกับการได้เห็นหน้าตาของกษัตริย์สยามเป็นครั้งแรกในสายตาของสาธารณชน ไม่ใช่ในชนหมู่เล็กเหมือนอย่างแต่ก่อน (รูปถ่ายช่วยให้ภาพ"จริงๆ" เพิ่งเริ่มขึ้นและเข้ามาในสยามประเทศในสมัย ร.4 เป็นครั้งแรก ท่านทรงฉายพระองค์เองและพระราชินี-สมเด็จพระพระเทพศิรินทราบรมราชินี ตลอดจนพระราชโอรส ธิดาหลายพระองค์ พระองค์ท่านทรงคิดอะไรหรืออย่างไร) ปรากฏการณ์ image popularization แบบนี้ทำเป็นครั้งแรกในสมัยควีนวิคตอเรีย รูปของควีนถูกใส่เข้าไปในสแตมป์ ธนบัตร เหรียญใช้กันทั่วไป (ความจริงกลวิธีแบบนี้เคยถูกใช้มาแล้วในรูปของเหรียญและประติมากรรมโดยจักรพรรดิ์ จักรพรรดินี สมัยกรีกและโรมัน เช่น เหรียญรูปคลีโอพัตรา จูเลียสซีซ่า ประติมากรรมของอเล็กซานเดอร์ เฮเดรียน อันโตนีนุส ฯลฯ แต่มีลักษณะเป็น image เชิง idealistic หรือชวนให้คิดไปทำนองนั้น) ฉะนั้นสิ่งที่ ร.4 ทรงสนใจ และ ร.5 ทรงสนใจอย่างที่สุด ดังที่จะเห็นพระรูปของพระองค์อย่างมากมาย ในรูปลักษณ์ต่างๆ (น่าสนใจที่คนจำนวนมากในปัจจุบันจำ image ของพระองค์ตอนนั่งทอดอาหาร ที่พระตำหนักลำลอง ข้างพระที่นั่งวิมานเมฆ มากที่สุด) จึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพของพระนเรศวรจะถูกขยายทั้งขนาดและรายละเอียดอย่างเหมือนจริงที่สุดอีก 31 ปีต่อมา(2473-เริ่มลงมือ และเสร็จในปีถัดไป) เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดารารามอันเป็นวัด ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจักรีวงศ์ เพราะสร้างขึ้นโดยบิดา-มารดาของรัชกาลที่ 1 สมเด็จกรมพระยาดำรงฯและพระองค์เจ้าธานีฯทรงกำกับรายละเอียดของภาพอย่างใกล้ชิดที่สุด ภาพวาดให้ความสนใจทั้งหมดไปที่ กิจกรรมของสมเด็จพระนเรศวร ทางการทหารที่อาจเชื่อมโยงไปสู่ การต่อสู้ที่เก่งกล้า และจะได้รับชัยชนะต่อศัตรูทั้งหลายของสยามประเทศ(หากจะมีสิ่งที่เรียกว่าประเทศแล้ว) โดยเฉพาะ พม่า กิจวัตรของพระองค์จึงมีแต่ state affair ไม่มี personal affair ใดๆ แม้ในยามหลับและฝันไป ภาพชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ภาพการกรทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา ซึ่งมีรายละเอืยดว่าเมื่อตอนเยาว์วัยได้เคยประมือกันมาแล้ว(และเห็นเค้าลางของชัยชนะของพระนเรศวรมาแต่ต้นแล้วด้วย) ภาพยุทธหัตถีมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่เต็มทั้งฝาผนัง และอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตามจารีตของการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง คือตรงข้ามกับพระประธาน โดยจารีตตำแหน่งที่ว่านี้มักจะเป็นภาพของการมีชัยชนะของพระพุทธเจ้าเหนือพระวัสวดีมารอันเป็นภาวะสุดท้ายที่สมณโคดมจะกลายมาสู่สภาวะของการเป็นพุทธะ-ผู้หลุดพ้น ศิลปินในอดีตกำหนดพื้นที่ตรงนี้เอาไว้เพื่อบอกแก่ผู้คนที่เข้ามาเยือนให้ได้รับรู้เรื่องราวของพระประธานว่าเป็นมาอย่างไร(อย่างตอกย้ำ เช่นเดียวกับภาพวาด ประติมากรรม กระจกสีในโบสถ์คริสต์) โดยตำแหน่งของภาพจึงเป็นที่เข้าใจได้โดยชัดแจ้งว่า ภาพวาดจิตรกรรมชุดนี้เป็นการเทียบเคียงกับพุทธประวัติ ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับโครงสร้างตามปรกติว่าพุทธประวัติจะเริ่มจากการที่ พระอินทร์หรือชาวสวรรค์จะได้ทูลเชิญพระโพธิสัตว์ไปจุติเป็นพระพุทธเจ้า -ทรงละทรัพย์สมบัติทั้งปวงออกผนวช-ทรงบำเพ็ญเพียร-จนบรรลุธรรมะตรัสรู้-ทรงแสดงธรรมตลอด 45ปี แล้วเสด็จสู่มหาปรินิพพานเมื่อชันษา80 ภาพจิตรกรรมที่วัดสุวรรณดาราม ก็เริ่มต้นด้วยการที่พระสยามเทวาธิราชได้ทูลอัเชิญพระศิวะลงมาจุติเป็นพระนเรศวร(นร+อิศวร=ผู้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งปวง)-ทรงถูกเอาเป็นตัวประกัน-ออกรบ-ประกาศ "เอกราช"(คำที่ถูกใช้และฝังหัวเด็กทุกคน)-ทรงกระทำยุทธหัตถี-ปราบเขมร-แล้วจบลงด้วยการสวรรคต (การเดินทางกลับสู่สวรรค์) นอกจากโครงสร้างดังกล่าวนี้แล้ว คำกล่าวทูลขอชีวิตของบรรดาทหารที่ตามช้างทรงไม่ทันโดยสมเด็จพระพนรัตน์ เปรียบชัยชนะของพระองค์โดยลำพัง เป็นไปเช่นเดียวกับชัยชนะของพระพุทธองค์เหนือพระยามารและกองทัพทั้งหมดโดยลำพัง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำฐานะอันสูงส่งเทียบเท่าพระพุทธองค์ของสมเด็จพระนเรศวร และฐานะอันศักดิ์สิทธิ์ของการศึกของพระองค์ ตลอดจน"เอกราช"ของสยามประเทศ แม้ภาพยนตร์เรื่อง ตำนานพระนเรศวรจะไม่ใช่ครั้งแรกของการ"อัพเดท"ภาพของพระนเรศวรให้มีตัวตนและสมจริงมากขึ้น(พิศาล อัครเศรนีเคยทำเรื่องมหาราชดำมาแล้ว) แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพระนเรศวรของท่านมุ้ย(?)มีความสมจริงมากจนหลายคน พากันถกเถียงถึง"ความสมจริง"หลายๆประเด็นเช่น พระนเรศวรมีคนรักไหม หากมีเธอคือใคร คนเดียวหรือหลายคน ปืนยาวจะยิงข้ามแม่น้ำสะโตงได้จริงไหม (ผู้สร้างออกมายืนยันว่าทดลองยิงแล้วและได้ผลจริงๆ) เกราะที่ใส่ๆกันอยู่นั้นมีจริงๆหรือ มีมากไหม หากมีทำไมไม่พบเศษชิ้นส่วนเลยแม้กระผีก(อาจารย์ผู้สนใจประวัติศาสตร์ฝรั่ง วิจารณ์ต่อว่า เกราะที่ใส่เป็นโซ่ถักนั้นรียกว่า chain mail ความจริงพอมาถึงศตวรรษที่16ฝรั่งก็เลิกใช้กันไปแล้ว) ฯลฯ จะเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อถกเถียงเรื่องความสมจริงทั้งสิ้น ทางฝ่ายผู้สร้างเองก็พยายาม"ทำ"ให้ดูสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีอาจารย์ทางประวัติผู้มีชื่อเสียงช่วยค้นคว้าประกอบการวิจัยอย่างเข้มข้นทั้งในและนอกประเทศ ในแง่ของการเลือกตัวผู้แสดงนั้นก็ไม่ทราบว่า มีกรอบของภาพในใจหรือไม่ถึงมาลงที่ คนหน้าตาดูขึงขังดุดัน แข็งกระด้างแบบผู้พันเบริ์ดคนนี้ ทำไมภาพวาดที่วัดสุวรรณดารารามจึงวาดภาพพระนเรศวรเป็นชายร่างสันทัดและดู"จืด"มากเมื่อเทียบกับผู้พันเบริ์ด (มีใครเคยสังเกตไหมครับว่า พระพักตร์ของวีรกษัตริ์แต่ละพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเจ้ารามคำแหง สมเด็จพระเจ้าตากสินและพระองค์อื่นๆก่อนมีประดิษฐกรรมรูปถ่ายนั้น เกิดขึ้นในลักษณะเช่นไร ยกตัวอย่างพระบรมสาทิศลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้นท่านมีหลายอย่างแม้ในอาคารวิหารน้อยของวัดอรุณแห่งเดียวกัน มีทั้งออกจีน-มาก น้อย และไม่"จีน"เลย เราจะมีคำอธิบายต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร) อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวร(ของท่านมุ้ย)คราวนี้คงจะได้รับการผลิตซ้ำต่อไปอีกนานพอควร จนกว่าจะมีการเรียกร้องของบริบททางสังคมใหม่ๆเกิดขึ้น |
|
|