songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 25 จตุคามรามเทพ - discussionสืบเนื่องมาจากบทความของคุณไมเคิล ไรท ที่อิกส่งมาให้
ทรงยศ
ขอบคุณครับ อิก ความจริงเห็นบทความชิ้นนี้แล้วแต่ไม่ได้อ่านอย่างจริงจัง ผมเองได้ไป "ซื้อ" มาหลายอัน คน "ขาย" ไม่ได้บอกว่าเป็นของปลอมแท้ๆ แต่ผมก็เข้าใจดีเพราะราคา 20 บาทมีนัยไปในทางนั้น (แต่ผมก็เชื่อว่าคุณวิเศษ อย่างน้อยผมก็ว่าของผมพิมพ์สวยดีครับ ทรงยศ
อาจารย์ครับ ที่ผมรู้สึกประหลาดจิตมากๆ
ก็เห็นจะเป็นตอนที่หลานขุนพันธ์แจ้งจับคนทำ
"ของปลอม" นั่นแหละครับ
ผมสงสัยจังว่าเอาเข้าจริงแล้วมี
"ของแท้" ด้วยหรอฮะ
พลันผมนึกถึงงานแปลชิ้นเอกอุของอาจารย์จั๊ก - รุกสยามในนามของพระเจ้า - ในเรื่องมีอยู่ตอนหนึ่ง
บรรดาบาทหลวงเยซูอิดที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในสยามกล่าวว่า
"คนสยามชอบไหว้พระอิฐพระปูน" ผมเก็บถ้อยคำนั้นไว้ในความทรงจำนานพอดู
แต่ "รู้สึก" กับมันจริงๆ จังๆ ก็ตอนที่กระแส
"จตุคาม" บูมนี่แหละครับ
แต่ที่จะลืมเสียไม่ได้เลยก็คือว่าในชั้นเรียนวิชา
Literary Works in English อาจารย์เฉลิมศรีเคยเล่าให้ฟังว่าตอนช่วงต้นรัตนโกสินทร์
บาทหลวงที่มาเผยแพร่ศาสนาได้ใช้คำพูดทำนองนี้วิจารณ์คนสยามอีกเช่นเคย
ปรากฏว่าคนสยามสวนกลับว่า "พวกคุณก็ไหว้ไม้
(กางเขน) ไม่ใช่หรอ???"
ผมคิดเล่นๆ ว่า นี่อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เขาตัดสินใจเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวนะครับ
ทรงยศ
อิกครับ
ผมเพิ่งกลับมาจาก (Croatia - เครเชีย) และได้พบว่าประเทศของเขามีโบสถ์เก่าเยอะแยะ และในแต่ละแห่งก็ประกวดประขันกันว่าของตัวเองมีอัฐิธาตุอันเกี่ยวเนื่องกับพระศาสดาเยซู และพวกนักบุญ เกจิอาจารย์ทั้งหลายแหล่ในอดีตกาล และในแต่ละแห่งก็อวดว่าของตนเป็นของ "จริง จริงๆ" ทั้งสิ้น
อัฐิเหล่านี้มีต่างๆ กัน เช่น นิ้วของนักบุญเจอโรมผู้ซึ่งแปลพระคัมภีร์จากภาษากรีกมาเป็นภาษาละติน ชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะของนักบุญจอห์น เดอะ บัปติสมา เศษชิ้นไม้จากมหากางเขนที่ตรึงพระเยซูเจ้าซึ่งพระนางธีโอโดรา แม่ของพระเจ้าคอนสแตนตินอ้างว่าได้มาจากกรุงเยรูซาเล็ม เป็นต้น
ลัทธิบูชาอัฐิธาตุอันเป็นบุคลาธิษฐานเหล่านี้อาจกำเนิดมาตั้งแต่คราวที่กรุงโรมแตกสลายไป และเมื่อพวกคนเถื่อนเข้ามาแทนที่ ก็จะได้พบว่าแม้อำนาจทางการเมืองของอาณาจักรโรมันจะสูญสลายไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังอยู่ก็คือองค์กรทางการพระศาสนาของพระเยซูซึ่งเกี่ยวร้อยคนยากจนจำนวนมากมายเข้าด้วยกัน จึงไม่น่าประหลาดใจที่ชนชาวป่าเถื่อนเหล่านี้จะได้รับเอาพระเยซูมาแทนที่ผีประจำเผ่าของตน ตำนานและการแสวงหาอัฐิธาตุที่เกี่ยวเนื่องเป็นสิ่งที่ทำให้ศาสนาคริสต์มีความชัดเจนและการแสวงหาเหล่านี้ก็ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน
การได้มาซึ่งพระมหากางเขนเป็นสิ่งที่ทุกคนตื่นเต้นและเป็นอัศจรรย์แห่งพระศาสนาโดยแท้ และการแสวงหาพระจอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ตอบสนองทั้งความสุขในโลกนี้และโลกหน้า การหวนหาพระเยซูเจ้าโดยผ่านสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ทุกอย่าง กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญหรือรวมไปถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับลูกศิษย์ของพระองค์ก็ล้วนแล้วแต่ตอบสนองการโหยหาอาลัยนี้ได้ทั้งสิ้น
เมื่อพวกมุสลิมเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็มได้ พวกคริสเตียนก็ได้ใช้ข้ออ้างทางศาสนาระดมพลใหญ่เข้าโจมตีทั้งกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลและเยรูซาเล็ม ที่บอกว่าเป็นข้ออ้าง ก็เพราะเราทราบดีว่าทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งร่ำรวยทางการค้าและการทำสงครามทางศาสนาที่แท้จริงคือการปล้นสดมภ์เพื่อหวังทรัพย์สมบัติ และการเข้าควบคุมเส้นทางและชุมชนทางเศรษฐกิจ
ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งก็คือการแสวงหาอัฐิธาตุอย่างเป็นล่ำเป็นสันและเป็นการค้าที่สำคัญไม่น้อย ยิ่งมีตำนานรองรับก็ยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งดูเป็นของจริงแท้ๆ อย่างเช่นชาวเวนิสเชื่อว่าร่างของนักบุญมาร์คที่ตัวเองกราบไหว้กันอยู่ในมหาวิหารใหญ่ในกรุงเวนิสนั้นเป็น "ของจริงแท้ๆ" ตำนานว่ากันว่าการลอบขนส่งร่างของท่านผ่านแดนพวกมุสลิมมานั้น ต้องซ่อนท่านมาใต้ของหมักเค็ม (หมู?) เป็นต้น
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ลูกศิษย์ของพระเยซูยิ่งลืมอาจารย์ และพากันเห็นว่าสวรรค์บนดินที่จับต้องได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นดีกว่าและแท้จริงกว่าสวรรค์หลังความตาย จึงพากันแสวงหาและกอบโกยศาสนพาณิชย์ (การขายในเปลื้องบาป) เป็นการใหญ่ ยิ่งพระร่ำรวยเท่าไหร่ คนก็ยิ่งห่างพระเยซูเจ้าเท่านั้น
ฉะนั้น เมื่อผมเดินผ่านแผงจตุคามแถวท่าพระจันทร์ ผมก็รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาในประเทศของเรากำลังอ่อนระโหยโรยแรง ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเน่าสนิท ผู้คนโหยหาพระพุทธเจ้า แต่ตามองเห็นแต่ลัทธิถือผีทั้งสิ้น (โดยเฉพาะพวกที่ชอบอ้างว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นี่แหละตัวดี
ทรงยศ
ปล. ผมว่าฟางเส้นสุดท้ายกับเรือปืนนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องเดียวกัน
ศาสนาสำคัญน้อยกว่าการค้าและผลประโยชน์ครับ
หรือในอีกทางหนึ่งศาสนาจะสำคัญก็ต่อเมื่อมันมีนัยในทางเศรษฐกิจ จตุคามรามเทพ - ค้นหาตำนาน โดย ไมเคิล ไรทจตุคามรามเทพ – ค้นหาตำนาน จากคอลัมน์ : ฝรั่งมองไทย ไมเคิล ไรท มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 4 – 10 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ฉบับที่ 1394 ความนำ จตุคามรามเทพ เป็นชื่อเทพองค์หนึ่ง ที่ต้องขนานนามขึ้นใหม่ เพราะไม่เคยปรากฏในคัมภีร์ใดๆ หรือตำนานเก่าแก่, ไม่ว่าพุทธหรือพราหมณ์ ผู้ผลิตพระเครื่องนี้โฆษณาสรรพคุณโดยอ้างคำของร่างทรง หรือ “ตำนานเก่าแก่” โดยไม่ระบุชื่อหรือที่มาของตำนาน ผู้ที่ศึกษาสังคมและศาสนาอย่างเป็นวิชาการย่อมไม่สนใจว่า องค์จตุคามรามเทพมีจริงหรือไม่จริง เพราะมันเป็นเรื่องศรัทธา ผู้ศรัทธาจตุคามรามเทพย่อมเชื่อว่ามีจริงตามสิทธิ์ของเขา นักวิชาการจึงไม่ท้าทายหรือลบหลู่ศรัทธา แต่มีสิทธ์และหน้าที่ค้นคว้าว่า จตุคามรามเทพ มีความเป็นมาอย่างไร? มีเอกสารโบราณรองรับไหม? ผลเบื้องต้นคือ จตุคามรามเทพไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมาจากความว่างเปล่า, มีเค้ามูลอยู่ในวรรณคดีโบราณจริง, แต่วรรณคดีชิ้นนั้นๆ อยู่ในความทรงจำคลาดเคลื่อนจนได้ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ออกมาอย่างผิดเพี้ยนจากคำในตำนานเดิม ปริศนาพระนาม จตุคามรามเทพ ไม่เคยปรากฏในเอกสารโบราณดังว่ามาแล้ว “ราม” ก็คือ “พระราม” ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชื่อกษัตริย์หลายองค์ในโลกมอ-ไทย แต่ “รามเทพ” น่าจะหมายเฉพาะพระรามในรามายณะ ส่วน “จตุคาม” แปลว่า “สี่บ้าน” พระนามรวมหมายความว่า “พระรามสี่บ้าน” ที่ไม่เคยปรากฏในตำนานประวัติศาสตร์หรือเทพปกรณัม, ไม่ว่าเป็นฝ่ายพุทธหรือฝ่ายฮินดู จึงอธิบายไม่ได้และเป็นที่น่าสงสัย เป็นไปได้ไหมว่า คำ “จตุคาม” เพี้ยนมาจากคำอื่นที่คนไม่ถนัดบาลี สันสกฤต จำมาผิดๆ? หลักฐานชิ้นที่ 1 จากตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช (ที่มีต้นฉบับเก่าแก่, เคยพิมพ์เผยแพร่และใครๆ อ้างอิงได้) เราทราบว่า พระธาตุนครฯ มีความผูกพันกับลังกาอย่างใกล้ชิด เช่น “พลิติและพลิมุ่ย สองเศรษฐีชาวลังกาได้รับคำสั่งพระเจ้ากรุงลังกาให้มาช่วยสร้างพระบรมธาตุที่เมืองนคร แต่เดินทางถึงช้าจึงสร้างวิหารนี้ขึ้น” (วิหารนี้หมายถึงวิหารพระม้า) ในบทสัมภาษณ์ (ข่าวสด 7 มี.ค.2550) น.พ.บัชา พงษ์พานิช อธิบายเรื่องเทพรักษาพระธาตุว่า “โดยที่ยอดบันไดเป็นคู่ของ ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ นั่งพิทักษ์อยู่” เทพปูนปั้นที่นั่งชันเข่าสองข้างหัวบันไดจะเป็นท้าวขัตตุคาม หรือ ท้าวรามเทพ ตามที่เชื่อกันนั้น ยังไม่มีหลักฐานโบราณรองรับ แต่เทวรูปสลักนูนสูงบนบานประตูไม้ทางเข้าลานประทักษิณ ยังเป็นปริศนาที่น่าสนใจ บานหนึ่ง มีรูปพระนารายณ์ทรงจักรและธนู ซึ่งสมควรจะเป็น รามเทพ จริง แต่อีกบานหนึ่งเป็นใคร? ใครๆ มักนับพระพักตร์ที่มองเห็นเป็นสี่ แล้วสรุปว่าเป็น พระพรหม แต่ท่านถือ เทพาวุธ(ค้อน? หอก?) ผิดพระพรหม แต่ตรงกับ ขันธกุมาร (สุกันทะ) ที่นับถือว่าเป็น เทวเสนาบดี ยิ่งกว่านั้น หากนับพระพักตร์ที่มองไม่เห็น (เพราะอยู่ด้านหลังรูปนูน) ก็เป็นหกเศียร (ฉมุข) ตรงกับขันธกุมารที่เป็นลูกบุธรรมแม่นมทั้งหกในนักษัตร์กฤตติกา เทวรูปองค์ไหนในวิหารพระม้าจะเป็นท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ยังไม่เป็นที่ตกลง แต่ที่สรุปได้คือ 1.สองชื่อนี้หมายถึงเทพสององค์, จะเหมาเป็นองค์เดียวไม่ได้ 2.หลักฐานดังกล่าว น่าจะรับรองความสัมพันธ์ระหว่างพระบรมธาตุนครฯ กับศรีลังกา และ 3.ชวนให้สงสัยว่า ชื่อ ขัตตุคาม และรามเทพ ต่างสืบทอดมาจากตำนานเอกสารโบราณฉบับใดแน่? เรื่องนี้นำไปสู่หลักฐานชิ้นที่สอง หลักฐานชิ้นที่ 2 ในเรื่องนี้ ท่านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลาฯ แนะนำให้ผมกลับไปอ่าน ตำราพระพุทธสิหิงค์ (สิหลพุทธรูปนิทาน) และตำนานชินกาลบาลีปกรณ์ ทั้งสองฉบับมีความว่า ครั้งหนึ่งพระร่วงสุโขทัยได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธรูปในลังกาว่า ศักดิ์สิทธิ์นัก จึงส่งทูตไปเจรจาพระเจ้าเมืองนครฯ ว่าทำอย่างไรจึงจะได้มา พระยานครฯ ตอบว่า “ไปเอามาบ่มิได้ เพราะลังกามีเทพารักษ์สี่องค์ (จตุเทวรักขา) คือ พระราม, พระลักษมณ์, สุมนเทพ และขัตตุคามเทพ” เทพเหล่านี้คือใคร? ปัจจุบันนี้ พระราม ยังสถิตอยู่ที่เมืองเทพนคร(Dondra) ครองภาคตะวันตกเฉียงใต้ ในนาม “อุบลวรรณ” พระลักษมณ์หายไป มีพิเภก(Vibhishana) มาขึ้นครองแทน ที่วัดกัลยาณีสีมา, กรุงโคลัมโบ สุมนเทพยังครองสุมนกูฏ (เขาพระพุทธบาทกลางเกาะ) ส่วนขัตตคามเทพ ได้แก่ ขันธกุมาร(บุตรพระอิศวร) ที่สถิตอยู่ที่กฏรคาม (Kataragama) ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ “ขันธกุมาร”ได้ชื่อในลังกาตามที่สถิต Kataragāma ซึ่งเขียนเป็นบาลีว่า ขัตตุคาม แล้วคนไม่ถนัดภาษาย่อมดัดแปลงเป็น “จตุคาม” ตามใจนึกคิดโดยไม่นึกถึงความหมายหรือหลักภาษา ความสรุป ว่าโดยสรุป “จตุคามรามเทพ” แต่เดิมน่าจะเป็นเทพฮินดูสององค์ ที่ชาวลังกานับถือเป็นเทพารักษ์พระพุทธศาสนา ต่อมา เมื่อชาวนครฯ รับพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา เทพทั้งสองก็ตามมาด้วยในฐานะเทพารักษ์พระบรมธาตุนครฯ ต่อมา ในสมัยหลังนี้ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เสื่อม และเอกสารโบราณถูกลืมหรือถูกอำพราง บรรดาผู้มีศรัทธาบางคนจึงรู้สึกแปลกแยกหมดที่พึ่ง แล้วขวนขวายสร้างที่พึ่งขึ้นมาใหม่โดยผนวกชื่อ “ขัตตุคามเทพ” กับ “รามเทพ” แล้วอุปโลกน์เทพองค์ใหม่ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ขึ้นมาจากความว่างเปล่าโดยไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ ความส่งท้าย ในเรื่องนี้เห็นจะโทษใครไม่ได้ คนที่คิด “จตุคามรามเทพ” ขึ้นมา คงจะเป็นคนอนาถาทางการศึกษา ไม่รู้ประวัติศาสตร์ เข้าไม่ถึงเอกสารโบราณ และขาดออกจากหลักพุทธศาสนาขนานแท้ จนหลงงมงายกับเครื่องอัปมงคลชนิดเรียก “เงินไหลเข้ามา” ในที่สุดผมได้แต่โทษระบอบสังคม และการศึกษาที่ผูกวัฒนธรรมและความรู้ดีๆ ไว้เป็นสมบัติเฉพาะชนชั้นผู้ดี แล้วทิ้งประชาชนจำนวนมากเป็นอนาถา ให้งมงายขวนขวายหาที่พึ่งกับผีสางเทวดาที่ไม่มี (และไม่เคยมี) ในโลกแห่งความเป็นจริง. |
|
|