songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 工具 帮助

日志


5月17日

ศิลปะกับมนุษย์และสังคม

เว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์อ.ทรงยศ แววหงษ์

ศิลปะคืออะไร
     
เมื่อพูดถึงคำว่าศิลปะผมคิดว่าในความหมายของคนทั่วๆ ไปอาจจะนึกถึงความงดงาม ซึ่งเมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัสแล้วรู้สึกสบายอกสบายใจ เช่น โปสเตอร์สีสวย เพลงเพราะๆ หรือ การได้เห็นน้ำพุสวยๆ ตั้งอยู่กลางเมืองที่แออัด พลุกพล่านด้วยผู้คน ผมคิดว่าผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาเมื่อได้เห็นน้ำพุที่ให้ความรู้สึกเย็น สบายตา ก็จะรู้สึกดีขึ้นกับชีวิตที่เป็นอยู่ และถ้ามีรูปปั้นสวยๆ มาตั้งเพิ่มเข้าไป ก็จะยิ่งทำให้เมืองดูมี ศิลป์ดูน่าอยู่ยิ่งขึ้นไปอีก

     ผมจึงคิดว่าเวลาพูดถึง ศิลปะคนทั่วไปมักไม่ค่อยได้นึกถึงศิลปะในแง่ของผลงานที่ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนพิเศษกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าศิลปินแต่นึกถึงสิ่งที่สวยงามและทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจ แจกันที่ปักดอกไม้สวยๆ สักชิ้นหนึ่งก็อาจดูมี ศิลป์ได้ ด้วยนิยามเช่นนี้ ผมจึงคิดว่า ศิลปะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในแวดวงของกลุ่มที่เรียกว่า “Academic Art” เท่านั้น

ความงามของศิลปะกับอัตวิสัยของผู้ชม
     van gogh
ศิลปะจะให้ความรู้สึกเช่นไรขึ้นอยู่กับอัตวิสัยของผู้ชมด้วย งานชิ้นเดียวกันสามารถทำให้ผู้ดูเกิดความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากความรู้สึกนึกคิดของคนนั้นขึ้นอยู่กับภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีอิทธิพลหล่อหลอมความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ภาพของแวนโก๊ะบางรูปที่เต็มไปด้วยสีเหลือง ซึ่งเป็นสีในโทนร้อน คนที่มาจากเมืองร้อนอย่างเราอาจรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกร้อนแรง แต่เมื่อภาพนั้นปรากฏอยู่ในเมืองหนาว ผมคิดว่าภาพอาจจะให้ความรู้สึกที่อุ่นสบาย

 

     ส่วนเทคนิคการวาดของแวนโก๊ะที่ใช้การป้ายสีที่หนาเป็นปื้นและไม่ใช้วิธีการตัดเส้น อาจทำให้ผู้ดูบางคนรู้สึกว่าเป็นภาพที่หยาบ แข็ง แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นธรรมชาติ ดูดิบและดูงดงามเหลือเกิน ดังนั้น การตีความงานศิลปะของคนทำงานศิลปะหรือคนดูศิลปะจึงต่างๆ กันไป

     อย่างไรก็ตาม มีงานศิลปะบางประเภทที่สามารถทำให้ผู้ดูหรือได้ยินจำนวนมากรู้สึกดีหรือจับใจได้ งานพวกนี้มักจะมีลักษณะกลางๆ ไม่หวือหวาหรือสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เช่น รูปในโปสการ์ด ซึ่งมักเลือกรูปที่เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและเห็นว่าสวยอยู่แล้ว ดังนั้น ภาพโปสการ์ดจึงสามารถเข้าถึงและเป็นที่พอใจของคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับเพลงที่มีโทนนิ่มนวล กลางๆ ก็น่าจะเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากกว่าเพลงร็อคหรือเพลงแจ๊ส ซึ่งต้องการความคุ้นเคยในระดับหนึ่ง

     แต่บางครั้ง อัตวิสัยของผู้ชมก็มีมากเสียจนเบียดบังความงาม ทำให้ไม่มีใครสนใจเนื้อหาของศิลปะได้เหมือนกัน เช่น ในกรณีของกลุ่มคนเดินทางประเภทที่เรียกว่าฉิ่งฉับทัวร์ ผู้คนมักร่วมร้องเพลง ส่งเสียงดังกันโดยไม่ได้สนใจความไพเราะของเพลงที่ร้อง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือท่วงทำนอง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางคือการเปลี่ยนที่ซึ่งต้องสร้างและคงบรรยากาศของความสนุกสนานไว้ให้ได้เพื่อให้ต่างไปจากชีวิตปกติ เพราะฉะนั้น การฟังดนตรีจึงไม่ใช่เพื่อความไพเราะอีกต่อไป แต่เป็นการเสพจังหวะ เพื่อเอาจังหวะนั้นมาสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของตนเองระหว่างการออกท่าออกทางเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน

ศิลปะกับการเชื่อมโยง
     
ผมคิดว่าการที่ผู้ฟังจะรู้สึกอย่างไรกับงานศิลปะบางชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือภาพ ก็ขึ้นอยู่กับว่างานศิลปะเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยง สื่อสารหรือตอบสนองต่อกลุ่มผู้เห็นหรือได้ยินไปในทิศทางใด ผมขอยกตัวอย่างในเรื่องของเพลง

white cliff of dover     มีเพลงสองเพลงในโลกตะวันตกที่สร้างความรู้สึกคิดถึงบ้านกับคนฟังบางกลุ่ม คือเพลง The White Cliff of Dover ของ Vera Lynn ที่เนื้อเพลงพูดถึงหน้าผาสีขาวที่เมืองโดเว่อร์ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คนจะมองเห็นแต่ไกลเมื่อข้ามช่องแคบจากยุโรปเข้ามาใกล้จะถึงอังกฤษ ทหารอังกฤษซึ่งออกไปรบในสงครามโลกในยุโรป เมื่อเดินทางกลับมา เมื่อเห็นหน้าผาสีขาว ก็จะรู้สึกว่าถึงบ้านแล้ว หน้าผานี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ บ้านคนอังกฤษที่ไปอยู่ต่างถิ่นเมื่อได้ยินเพลงนี้ก็มักจะเกิดความคิดถึงบ้านขึ้นมา อีกเพลงหนึ่งคือ Over the Rainbow จากภาพยนตร์เรื่อง The Wizard of Oz ที่มักทำให้ทหารอเมริกันรู้สึกคิดถึงบ้านเมื่อได้ยิน แน่นอนว่าคนที่ไม่ใช่คนอังกฤษหรืออเมริกันมาฟัง ก็ย่อมได้ความรู้สึกนึกคิดต่างออกไป อาจจะคิดว่าเพลงเพราะเนื้อหาดีแต่ก็ไม่ทำให้เกิดความคิดถึงบ้านขึ้นมาได้

     หรือดนตรีจำพวกวอร์แดนซ์ (war dance) นั้น ผมคิดว่าเพลงประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถทำให้คนฟังรู้สึกฮึกเหิม แล้วก็รักหมู่เหล่า พร้อมที่จะเสียสละได้ เคยมีคนตั้งคำถามว่าในสมัยก่อน เราใช้เพลงหรือดนตรีลักษณะไหนปลุกเร้าใจผู้คน ซึ่งก็มีคนบอกว่าเราน่าจะใช้แตรหรือกลอง แต่ท่วงทำนองเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เมื่อช่วงประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา เกิดมีเพลงประเภทที่เรียกกันว่าอเมริกันมาร์ชออกมาจำนวนมาก และท้ายที่สุดกลายเป็นแม่แบบในการกำหนดว่าเพลงของทหารทั่วโลก ซึ่งฟังแล้วจะเกิดความฮึกเหิม รักชาตินั้น จำเป็นจะต้องเป็นเพลงประเภทเพลงมาร์ช

     พอสรุปได้ว่าการที่ศิลปะจะตอบสนองหรือสื่อสารกับกลุ่มผู้คนอย่างไรนั้นจำเป็นต้องมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิต วัฒนธรรมหรือสถานการณ์บางอย่างกับคนกลุ่มนั้นๆ

ศิลปะทำหน้าที่อะไรบ้างในสังคม 
     
ที่ผมพูดไปแล้วข้างต้นก็คือศิลปะช่วยทำให้เรารู้สึกสบายอกสบายใจ สบายตา ให้ความงดงามในแง่ใดแง่หนึ่ง นอกจากนั้น ก็ยังอาจทำให้ผู้ดูเกิดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นานา

     หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือผมคิดว่าภาพวาดในครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว รายละเอียดทางสังคมบางอย่าง ดังนั้น ภาพวาดจำนวนมากจึงมีลักษณะเหมือนจริง ซึ่งในสมัยต่อมา เทคโนโลยีการถ่ายภาพได้เข้ามาแทนที่หน้าที่ของภาพวาดในส่วนนี้

     อย่างกรณีรูปวาดของ Rembrandt และ Vermeer นั้นมีชื่อเสียงเพราะสามารถวาดรูปได้เหมือนจริงมาก แต่ผมคิดว่าในขณะที่ภาพของ Rembrandt บอกเล่าภาพชีวิตร่วมสมัยด้วยความเหมือนจริงแล้วหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ภาพของ Vermeer กลับชวนให้คนดูคิดต่อไปได้อีกมาก จนเหมือนมีคำถามค้างคาอยู่ในใจเวลาดูภาพของเขา

verneer1

 

    อย่างเช่น ภาพหญิงสาวกับต่างหูมุกของ Vermeer อาจจะทำให้หลายคนที่ได้เห็นตั้งคำถามว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร อายุน่าจะสักเท่าไร สีหน้าและแววตาของเธอดูเหมือนว่ากำลังต้องการจะถามหรือพูดอะไรบางอย่าง สิ่งที่เธออยากบอกนั้นคืออะไร หรือภาพที่ชื่อว่า The Geographer เป็นรูปนักภูมิศาสตร์กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง บนโต๊ะมีแผนที่ เขากำลังคิดถึงอะไร กำลังคิดช่วยวางแผนขยายการล่าอาณานิคมอย่างที่นักภูมิศาสตร์ชาวดัทช์หลายคนทำอยู่ในสมัยนั้นหรือเปล่า

                                  verneer3                                                verneer2

     หรือกรณีภาพผู้หญิงเทนม คนที่ดูจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเทนมอย่างตั้งอกตั้งใจ ศิลปินให้รายละเอียดของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น รอยเย็บที่แขนเสื้อนั้นหยาบ ไม่ประณีตเรียบร้อย ซึ่งบอกให้เรารู้ถึงฐานะของผู้หญิงคนนี้ได้ว่าเธอน่าจะอยู่ในฐานะชาวนาหรือชนชั้นแรงงาน แต่ขณะเดียวกัน ความมีสมาธิอย่างมากของเธอก็ชวนให้ผู้ดูตั้งคำถามว่าเธอกำลังคิดถึงอะไร กำลังครุ่นคิดถึงปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิตลำเค็ญของเธออยู่หรือเปล่า

 naive    แม้แต่ภาพจิตรกรรมแบบที่เรียกกันว่า Naive Art ในแถบยุโรปตะวันออก โปแลนด์ ฮังการี ซึ่งไม่ได้พยายามจำลองสิ่งต่างๆ ให้เหมือนจริงแบบจิตรกรชาวดัทช์ แต่ชาวบ้านก็ได้บันทึกภาพหมู่บ้านของพวกเขาให้ผู้ชมรู้จัก ในทางหนึ่งคือสะท้อนให้เห็นว่าคนที่นั่นมีลักษณะรูปร่างหน้าตาอย่างไร ใส่เสื้อผ้าสีอะไร ต้นไม้หน้าตาเป็นแบบไหน แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนลักษณะทางอุดมคติที่ชาวบ้านอยากให้เป็นไปพร้อมกันด้วย เช่น อยากจะเห็นทรงพุ่มไม้เรียงใบสวยงาม เต็มไปด้วยลูกไม้สีแดงเปล่งปลั่งน่ากิน เราจึงไม่เห็นใบที่เหลือง เหี่ยวแห้งในรูปของพวกเขาเลย

     เช่นเดียวกับฮูปแต้มในภาคอีสานของไทย ที่ทั้งสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงว่าในขณะนั้นผู้คนเป็นอย่างไร บ้านเรือนเป็นอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนภาพทางอุดมคติและจินตนาการผ่านเรื่องเล่าซึ่งสืบทอดกันมาเพราะเขาคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นสะท้อนความงดงามของความดีและส่งผลดีต่อชีวิต

     หรือในกรณีของภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นที่วาดเป็นรูปคลื่น มีภูเขาไฟฟูจิเป็นแบคกราวนด์ มีภาพหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่สวยงาม หรือภาพการ์ตูนของศิลปินมาเลเซียที่ชื่อ Lat ซึ่งใช้ภาพลายเส้นสื่อสารเรื่องราวทางสังคมได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

blue wave

     ทั้งหมดที่พูดถึงนั้นได้ใช้ภาพวาดเพื่อบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไปพร้อมๆ กับบอกเล่าความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีงามในอุดมคติของพวกเขา

     ความสำคัญของศิลปะอีกประการหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้คือการที่คนบางกลุ่มได้นำศิลปะมารับใช้เจตนาบางอย่าง เช่น การโฆษณา ผมคิดว่าโฆษณาเป็นตัวอย่างสุดยอดตัวอย่างหนึ่งที่ใช้พลังของศิลปะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ เช่น อาศัยการผสมผสานระหว่างเสียงที่คนอยากจะได้ยิน (เสียงดนตรีบ้าง เสียงคนพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดีบ้าง) ตัวละครซึ่งคนทั่วไปอยากจะเห็น (พระเอกนางเอกยอดนิยมบ้าง คนที่มีภาพลักษณ์ดี น่าเชื่อถือบ้าง) เข้ากับการนำเสนอด้วยภาพที่ผ่านการคัดสรรและตกแต่งมาอย่างดี เรียกว่าใช้ศิลปะทุกรูปแบบเพื่อส่งเสริมการบริโภคและเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายได้อย่างมีศิลป์อย่างยิ่ง

     กล่าวโดยสรุปก็คือผมคิดว่าศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับสิ่งใดๆ เนื้อหาของงานศิลปะจึงล้วนแต่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทั้งความเป็นจริง จินตนาการและความใฝ่ฝันของยุคสมัย และในทางตรงกันข้าม ศิลปะก็อาจถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาเพื่อที่จะรับใช้เจตนารมณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจให้ฮึกเหิมรักชาติ หรือกระตุ้นให้เกิดความอยากได้สินค้าบางชนิดมาครอบครอง

คนตัวเล็กๆ’ ในหนังไทย

จากบทสนทนาระหว่างทรงยศ แววหงษ์กับทีมงาน *หมายเหตุสังคม

tiny 1     ในอดีต หนังไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับชีวิตของ คนตัวเล็กๆหรือชนชั้นล่างในสังคมไทย แน่นอนว่าคนเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในหนังไทยตลอดมา แต่ในอดีต กลุ่มคนเหล่านี้เป็นเพียงตัวประกอบ เป็นแม่บ้านที่โผล่มาเปิดประตูบ้านให้คุณชายซึ่งเป็นพระเอก เป็นคนขับรถที่ได้แต่ขับรถให้คุณหนูไปอย่างเดียว จะมีบทพูดบ้างก็แค่ประโยคสองประโยค แต่ในปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านี้ถูกดึงขึ้นมาเป็นคนสำคัญของภาพยนตร์หลายเรื่อง และอาจจะถึงกับได้เป็นพระเอกนางเอกเลยทีเดียว เช่น หนังเรื่อง เฉิ่มที่มีพระเอกเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนนางเอกเป็น ผู้หญิงทำงานกลางคืนซึ่งเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่รางวัลและรายได้

     คนตัวเล็กๆในหนังไทยได้เปลี่ยนบทบาทไปแล้วจริงหรือไม่ เปลี่ยนไปอย่างไร เพราะสาเหตุใด คือหัวข้อสนทนาที่อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ นั่งคุยกับทีมงานของ *หมายเหตุสังคม

คนตัวเล็กๆเปลี่ยนบทบาทในหนังไทยไปจริงหรือไม่ อย่างไร
     
โดยปกติ คนตัวเล็กๆมักเป็นเพียงตัวประกอบ แต่คนพวกนี้เคยได้เป็นตัวเอกมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่มักเรียกกันว่ายุคประชาธิปไตยเบ่งบานช่วงนั้น มีหนังแนว เพื่อชีวิตออกมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งมักนำเสนอเรื่องราวของตัวเอกที่มาจากชนชั้นล่างของสังคม เช่น คนกลางแดด เทพธิดาโรงงาน ผู้แทนนอกสภา ประชาชนนอก ครูบ้านนอก เป็นต้น ผู้สร้างหนังจะพยายามหยิบคนกลุ่มหนึ่ง (ที่คิดว่าน่าสนใจ) ขึ้นมาเผยให้เห็นชีวิตของพวกเขาให้มากที่สุด โดยนำเสนอให้เห็นว่าพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่ได้เปรียบในสังคม (เช่น นายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ) อย่างไร ด้วยความหวังว่าในท้ายที่สุด หนังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างทางสังคม และ/หรือ ทางการเมือง

         

tiny 2

     ในช่วงถัดจากนั้นไม่นาน ก็มีการนำชีวิตหรือความเป็นอยู่ของชนชั้นสูงมาล้อเลียน เช่น มาดามยี่หุบเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็น สาวบ้านนอกที่ชะตาชีวิตพลิกผันให้กลายเป็น สาวไฮโซและต้องเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในบ้านสุดหรูในเมืองกรุง แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปโดยสะท้อนให้เห็นความดัดจริตของชนชั้นสูง ซึ่งถ้าดูจากกระแสสังคมสมัยนั้น ยังเป็นช่วงของความรู้สึกที่ต้องการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมในเรื่องที่ชนชั้นล่างถูกกระทำและถูกโกหกหลอกลวงจากชนชั้นสูง หนังจึงออกมาในทำนองเสียดสีชีวิตอันหลอกลวงของพวกไฮโซ ซึ่งอาจจะมีนัยของการไม่ยอมรับหรือความรู้สึกต่อต้านชนชั้นเหล่านี้อยู่บ้าง

     แต่ปัจจุบัน ชนชั้นล่างกลับเป็นฝ่ายถูกนำมาล้อเลียนเสียดสีเพื่อสร้างความตลกขบขัน ถ้าดูจากตลาดภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมา เราอาจจะพอกล่าวได้ว่าหนังที่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ (ซึ่งก็สะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกดูหนังประเภทนี้) คือหนังตระกูลตลกทั้งหลาย ซึ่งตัวเอกล้วนเป็น คนตัวเล็กๆไม่ว่าจะเป็น ข้ามากับพระ” “โหน่งเท่งนักเลงภูเขาทอง” “ผีหัวขาดและอื่นๆ อีกมากมาย

                             tiny 3                             tiny 4

     มีบ้างเหมือนกันที่หนังนำชีวิตชนชั้นล่างมานำเสนอด้วยความรู้สึกโหยหาอาลัยอดีต/ ชนบท ที่แสนดีและงดงามอย่างกรณี มนต์รักทรานซิสเตอร์” (น่าสังเกตว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากวรรณกรรมยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน) ตัวละครเอกมีความฝันที่จะมีชีวิตที่หลุดออกมาจากหมู่บ้าน จึงเข้าไปอยู่ในคณะวงดนตรีลูกทุ่ง เดินทางเข้ากรุง เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ ต้องเจอะเจอกับความหลอกลวงไม่จริงใจของชนชั้นอื่น (นายทุน?) แล้วในท้ายที่สุด ก็ต้องกลับไปสู่อ้อมอก อันอบอุ่นและจริงใจของชีวิตในชนบทอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ส่อความรู้สึกของการโหยหาอาลัยอดีตเช่นเดียวกับเรื่อง เรือนแพและแผลเก่า” (“ขวัญกับเรียมในเวอร์ชั่นใหม่)

ทำไมผู้สร้างหนังจึงเลือกที่จะหยิบ คนตัวเล็กๆมาเป็นตัวละครหลัก
     
ดูเหมือนว่า กระแสของหนังที่หยิบยกเรื่องราวของ คนตัวเล็กๆหรือคนชั้นล่าง/ คนชายขอบมานำเสนอ ไม่ได้จำกัดแค่หนังไทยเท่านั้น กระแสหนังต่างชาติก็มีให้เห็นด้วยเช่นกัน มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำเรื่องราวธรรมดาสามัญของผู้คนที่เราพบเห็นได้ข้างทางในชีวิตประจำวันทั่วไปมาสร้างแล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างเรื่อง Children of Heaven ที่วนเวียนอยู่กับปัญหาการหารองเท้ามาใส่ของพี่น้องที่ยากจนคู่หนึ่ง

     เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เกิดกระแสความนิยมนำชีวิตเล็กๆของ คนเล็กๆหรือ เรื่องเล็กๆมาเป็นประเด็นหลักของหนัง

     เพราะไม่อาจมองข้าม คนตัวเล็กๆเหล่านี้อีกต่อไป?
เป็นไปได้ไหมว่า คนตัวเล็กๆเหล่านี้มีบทบาทสูงขึ้นและหลากหลายขึ้นในสังคมของเราจนยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่สนใจพวกเขาได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่ในทุกๆ ที่ในชีวิตประจำวันจนไม่อาจถูกมองข้ามไปได้อีกต่อไป แม้แต่ในแวดวงของการใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง คนกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญก็ยังเป็นชนชั้นล่าง ดูได้จากชีวิตจริงของคนทำงานออฟฟิศในตึกสูงที่พอได้เวลาพักเที่ยง คนเหล่านี้ก็เดินเข้าลิฟต์เพื่อลงมากินข้าวแกง กินก๋วยเตี๋ยว กินส้มตำตามเพิงหรือร้านเล็กๆ ข้างทาง

tiny 5

     ดูแต่ผู้กำกับที่ชื่อ เป็นเอก รัตนเรืองซึ่งถือเป็นผู้กำกับชนชั้นกลางและค่อนข้างมีหัวสมัยใหม่ ตัวละครที่อยู่ในหนังของเขาก็เป็น คนตัวเล็กๆเช่น ใน ฝัน บ้า คาราโอเกะซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เขาให้นางเอกเป็นสาวเซเว่น ส่วนพระเอกเป็นมือปืนรับจ้าง

     เพราะคนอยากดูหนังตลก และหนังตลกที่ ปลอดภัยคือหนังเกี่ยวกับคนตัวเล็กๆ’?
ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าสนใจในหนังไทยยุคปัจจุบันก็คือในอดีต ผู้ที่แสดงเป็นตลกก็เป็นได้เพียงตัวตลกตลอดกาล ไม่มีวันได้ขึ้นเป็น พระเอกแต่ในปัจจุบัน คนที่ (ผู้คนรู้จักกันโดยทั่วไปในฐานะที่) เป็นตลกมาก่อนได้เลื่อนเป็น พระเอกในหนังไทยหลายเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการทำรายได้

     เป็นไปได้ไหมว่าคนอยากผ่อนคลายให้หายจากความเครียดในชีวิตจริง จึงพยายามแสวงหาอะไรที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้ ตลกคาเฟ่จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนนิยมดูมากมาย ส่วนหนึ่งแน่นอนว่าคนชื่นชมความ
คมคายเรื่องปฏิภาณไหวพริบ แต่อีกส่วนหนึ่งจะมาจากการที่คนดูพอใจที่จะเห็นผู้คนทำร้ายกันด้วยหรือไม่ ด้วยคำพูดที่เชือดเฉือนกัน ด้วยการหัวเราะเยาะ ด้วยท่าทีความรุนแรง (เช่น คนดูจะพากันหัวเราะเมื่อเห็นตลกพูดอะไรผิดแล้วโดนถาดตีหัว)

     เป็นไปได้หรือไม่ที่เราไปดูหนังตลก ดูความเปิ่น ความเชย ความผิดพลาดของคนอื่น เพื่อเติมเต็มกำลังใจให้ตัวเอง อย่างตัวการ์ตูนเด็กที่ชื่อชาร์ลี บราวน์นั้น ตอนที่ปรากฏตัวใหม่ๆ เป็นเด็กฉลาดช่างคิดแต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เขามามีชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างสูงเมื่อกลายเป็นเด็กไม่ฉลาด แถมทำอะไร โง่ๆโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหมาแสนรู้ของตัวเองที่ชื่อสนู้ปปี้

     เป็นไปได้ไหมว่าการเห็นความล้มเหลว การเสียท่าของตัวละครอาจช่วยให้คนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่กลุ่มคนฉลาด ประสบความสำเร็จ หรือ perfect) รู้สึกดีจากการที่มีคนอื่นๆ ที่แย่กว่าเราอีก ตลกคาเฟ่หรือหนังตลกที่ออกไปในทาง โหดร้ายทำนองนี้จึงช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าหรือชีวิตไม่เลวร้ายจนเกินไปนักของคนดูได้

     และถ้าคิดจะนำชีวิตใครสักคนหรือสักกลุ่มมาทำให้ ตลกสร้างความขบขันให้คนดูหัวเราะได้เต็มที่ ก็น่าจะ ปลอดภัยกว่าที่จะนำชีวิตของคนตัวเล็กๆมาทำ ไม่อย่างนั้น ชีวิตของผู้สร้างหนังเองก็อาจวุ่นวายได้เหมือนตอนที่เด๋อ ดอกสะเดาคิดจะสร้างหนังตลกเรื่อง ยอดชายนายโอ๊ก อ๊ากแล้วต้องได้รับเกียรติ เยี่ยมเยียนถึงที่จากตำรวจสันติบาล

     เพราะ หน้าที่ของหนังต่อคนดูเปลี่ยนไป?

tiny 6     สมัยก่อน หนังไทยเคยทำหน้าที่ในฐานะสื่อที่ เปิดโลกและ ขายฝันให้กับชนชั้นล่างที่เป็นคนดูกลุ่มใหญ่โดยการนำเสนอเรื่องราวหรือภาพวิถีชีวิตบางอย่างซึ่งกลุ่มผู้ชมไม่คุ้นเคย อย่างหนังกลางแปลงที่มากับรถขายยาสมัยก่อนนั้น มักนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความใฝ่ฝันถึงชีวิตร่ำรวยหรูหราของชนชั้นสูง (ยิ่งถ้าเป็นเจ้าได้ยิ่งดี) อย่างคุณชายกลางและท่านชายพจน์ใน บ้านทรายทองและปริศนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นและไม่คุ้นเคย (เช่นเดียวกับเวลาไปดูเจ้าหญิงเจ้าชายในลิเกตามงานวัด?)

     แต่ในปัจจุบัน คนทำหนังอาจประเมินว่าคนที่ (ยังมีเวลา) เข้าโรงหนัง (อยู่) ส่วนใหญ่มักเป็นวัยรุ่น ซึ่งไม่น่าจะไปดูหนังเพื่อที่จะไปดูความฝันที่เป็นไปไม่ได้ของตนเองอีกต่อไป แต่น่าจะไปดูเพื่อ หาเพื่อนทั้งในสองแง่ กล่าวคือ แง่หนึ่งเพื่อจะได้คุยเรื่องเดียวกับเพื่อนฝูงได้ กับอีกแง่หนึ่งเพื่อหารูปแบบการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นแบบที่ตนพึงพอใจหรือทำ/ เป็นอยู่แล้ว (การปรากฏอยู่ในหนังอาจช่วยให้รู้สึกดีว่าได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง)

     เมื่อกลุ่มคนดูไปดูหนังเพื่อหารูปแบบความเป็นไปได้ของชีวิตที่ตนเองอยากจะเป็น ไม่ใช่ไปดูเพื่อตอบสนองความฝันที่เป็นไปไม่ได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป ผู้สร้างหนังจึงต้องหยิบรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนธรรมดาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มาเล่น

     ซึ่งทำให้นึกเชื่อมโยงไปถึงลักษณะการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนึ่งที่นิยมกันมาก คือใช้มือถือถ่ายรูปตัวเอง เพื่อเก็บไว้ดูหน้าของตัวเองที่อยู่ในจอว่าเป็นอย่างไร นี่คือกระบวนการตอบสนอง self-concern ของกลุ่มคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ ดังนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่หนังไทยบางเรื่องมุ่งเน้นที่จะตอบสนองด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในแบบของตัวเอง เป็นความเหมือนจริงที่งดงามและทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่คาดเดาได้ (แน่นอนที่สุดว่าตัวเอกของหนังในเรื่อง รักแห่งสยามคงไม่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายตอนจบจากการเป็นเกย์!)

อุดมการณ์ปัจเจกชนนิยมในหนัง?
     
ที่น่าสนใจในแง่ของเนื้อหาที่เกี่ยวกับชีวิตของ คนตัวเล็กๆซึ่งหนังไทยยุคใหม่พยายามนำเสนอก็คือหนังในปัจจุบันล้วนไม่แตะประเด็นของโครงสร้างสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งหรือความฝันต่างๆ ของผู้คนในหนังล้วนไม่เกี่ยวข้องกับมิติด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจหรือการเมืองเหมือนในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน สาระหรือเจตนาที่ถูกนำเสนอผ่านคนตัวเล็กๆเหล่านั้นมีแต่เรื่องราวที่ (ทำให้เชื่อ) ว่าความอดทนและความพากเพียรพยายามเท่านั้นที่จะช่วยให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญไปได้ (เช่นเดียวกับคำขวัญที่ว่า ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน”?) ในแง่นี้ ตัวละคร สมัยใหม่เหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากนางเอกรุ่นก่อนๆ ที่ก้มหน้าก้มตาอดทนและพยายามทำความดีเพื่อเอาชนะใจนางร้ายทั้งหลาย

                                              tiny 8                                                 tiny 7

     ซึ่งอาจจะสะท้อนว่าผู้คนในสังคมยอมรับ (และถือเสมือน) ว่าเราจำเป็นต้องยอมรับสภาพการณ์อย่างที่มันเป็น ไม่ว่าจะเป็นสังคมที่เป็นแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หรือการเมือง (ที่มีรัฐบาล) แบบนี้ และการจะเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้นั้น เราต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ก่อน แล้วจึงค่อยอาศัยความพยายามดิ้นรนด้วยตัวเองไปตามระบบ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้

     หนังจึงสื่อว่าชีวิตที่เราอยากจะเป็นนั้น มันเป็นไปได้ถ้าเรามีความพยายาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับอุดมการณ์แบบปัจเจกชนนิยมที่เป็นแนวคิดแบบตัวใครตัวมัน ความสำเร็จหรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับมือของเรา และเราไม่ควรหวังหรือสนใจอีกต่อไปว่าจะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรืออะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราได้ด้วยน้ำมือของเรา

     คิดๆ ดูก็น่าตลกที่ว่าถึงแม้หนังจะยกระดับ คนตัวเล็กๆขึ้นมาเป็นตัวละครหลักหรือเป็นพระเอกนางเอกของเรื่อง แต่เนื้อหาโดยรวมกลับช่วยตอกย้ำถึงความเล็กของพวกเขาที่ไม่อาจ (มีวันก้าวขึ้นมา?) เป็น หลักให้กับสังคมได้ ได้แต่ใช้ชีวิตต่อไปอย่าง คนตัวเล็กๆที่ไม่มีพลังหรือความสามารถพอที่จะขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในสังคมทั้งที่พวกเขาได้ขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในหนังแล้ว

5月14日

คุยกับหนัง - ธรรมศาสตร์ มิถุนายน 2551

ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
ชมฟรีเช่นเคย - แต่กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ก่อนทุกครั้ง (กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ)


5 มิ.ย. 2551

Sweeney ToddSweeny Todd (2006/90 min/UK)

ผู้กำกับ : Dave Moore

ผู้แสดง : Ray Winstone,Radu Banzaru,David Warner

  ตำนานของช่างตัดผมแห่งถนนฟลีตสตรีท ในศตวรรษที่ 18 ได้ถูกกล่าวขานต่างๆ กันมาเป็นสำนวนต่างๆกัน เดฟ มัวร์และบีบีซี ว่างเรื่องว่า สวีนี่ ทอดด์ ช่างตัดผมฝังใจกับการถูกจองจำคุกในอาชญกรรมที่เข้าไม่ได้ทำ เมื่อพ้นคุกเขาเริ่มอาชีพตัดผม และเมื่อผู้คุมคุกมาเป็นลูกค้า การล้างแค้นก็ได้เกิดขี้น


12 มิ.ย. 2551

La Battaglia di AlgeriLa Battaglia di Algeri (The Battle of Algiers) (1966/121 min/Italy)

ผู้กำกับ : Gillo Pontecorvo
ผู้แสดง : Brahim Hadjadi.Jean Martim

  การต่อสู้ของชาวอัลเจียร์ผู้รักชาติ เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการครอบงำของฝรั่งเศส นำมาซึ่งการทรมาน และความตายที่โหดเหี้ยมของผู้รักชาติ หนังสะท้อนการต่อสู้ของอัลเจียร์ ในขณะเดียวกันสะท้อนภาพการต่อสู้ของผู้รักชาติทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย หนังได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นหนังการเมืองที่ดีที่สุดตลอดกาล


19 มิ.ย. 2551

Adams applesAdam's Apples (2005/94 min/Denmark)

กำกับการแสดง : Anders Thomas Jensen
ผู้แสดง : Ulrich Thomsen,Mads Mikkelsen


อดัม ผู้นิยมชมชื่นนาซีใหม่ ถูกตัดสินลงโทษไปรับใช้ชุมชนบ้านนอก เขาอยู่ภายใต้การดูแลของพระผู้ซึ่งมองโลกในแง่ดี พระและนาซีจะดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไร


19 มิ.ย. 2551

ClaraClara (2006/7 min/Austria)

กำกับการแสดง : Van Sowerwine

 คลารา เด็กหญิงอายุ 12 ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของดอกไม้และมด เธอจะจัดการกับชีวิตของเธออย่างไร


26 มิ.ย. 2551

The CastleThe Castle (1997/123 min/Germany +Austria )

กำกับการแสดง : Michael Haneke
ผู้แสดง : Ulrich Muhe,Susanne Lothar

K ได้รับการเรียกให้เดินทางไปยังผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่ใน "ป้อมปราสาท" ในหมู่บ้านนั้น ยิ่งพยายามเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกล และไม่สามารถเข้าถึงปราสาทแห่งนั้นได้
  หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากงานเขียนของฟรานซ์ คาฟก้า ทำได้ดีเหมือนเรื่อง Trail ซึ่ง ออร์สัน เวลลส์ ทำจากงานของคาฟก้า เช่นกัน