songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
5月17日 ศิลปะกับมนุษย์และสังคมเว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์อ.ทรงยศ แววหงษ์ “ศิลปะ” คืออะไร ผมจึงคิดว่าเวลาพูดถึง “ศิลปะ” คนทั่วไปมักไม่ค่อยได้นึกถึงศิลปะในแง่ของผลงานที่ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนพิเศษกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “ศิลปิน” แต่นึกถึงสิ่งที่สวยงามและทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจ แจกันที่ปักดอกไม้สวยๆ สักชิ้นหนึ่งก็อาจดูมี “ศิลป์” ได้ ด้วยนิยามเช่นนี้ ผมจึงคิดว่า “ศิลปะ” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในแวดวงของกลุ่มที่เรียกว่า “Academic Art” เท่านั้น ความงามของศิลปะกับอัตวิสัยของผู้ชม
ส่วนเทคนิคการวาดของแวนโก๊ะที่ใช้การป้ายสีที่หนาเป็นปื้นและไม่ใช้วิธีการตัดเส้น อาจทำให้ผู้ดูบางคนรู้สึกว่าเป็นภาพที่หยาบ แข็ง แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นธรรมชาติ ดูดิบและดูงดงามเหลือเกิน ดังนั้น การตีความงานศิลปะของคนทำงานศิลปะหรือคนดูศิลปะจึงต่างๆ กันไป อย่างไรก็ตาม มีงานศิลปะบางประเภทที่สามารถทำให้ผู้ดูหรือได้ยินจำนวนมากรู้สึกดีหรือจับใจได้ งานพวกนี้มักจะมีลักษณะกลางๆ ไม่หวือหวาหรือสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เช่น รูปในโปสการ์ด ซึ่งมักเลือกรูปที่เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและเห็นว่าสวยอยู่แล้ว ดังนั้น ภาพโปสการ์ดจึงสามารถเข้าถึงและเป็นที่พอใจของคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับเพลงที่มีโทนนิ่มนวล กลางๆ ก็น่าจะเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากกว่าเพลงร็อคหรือเพลงแจ๊ส ซึ่งต้องการความคุ้นเคยในระดับหนึ่ง แต่บางครั้ง อัตวิสัยของผู้ชมก็มีมากเสียจนเบียดบังความงาม ทำให้ไม่มีใครสนใจเนื้อหาของศิลปะได้เหมือนกัน เช่น ในกรณีของกลุ่มคนเดินทางประเภทที่เรียกว่าฉิ่งฉับทัวร์ ผู้คนมักร่วมร้องเพลง ส่งเสียงดังกันโดยไม่ได้สนใจความไพเราะของเพลงที่ร้อง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือท่วงทำนอง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางคือการเปลี่ยนที่ซึ่งต้องสร้างและคงบรรยากาศของความสนุกสนานไว้ให้ได้เพื่อให้ต่างไปจากชีวิตปกติ เพราะฉะนั้น การฟังดนตรีจึงไม่ใช่เพื่อความไพเราะอีกต่อไป แต่เป็นการเสพจังหวะ เพื่อเอาจังหวะนั้นมาสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของตนเองระหว่างการออกท่าออกทางเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ศิลปะกับการเชื่อมโยง
หรือดนตรีจำพวกวอร์แดนซ์ (war dance) นั้น ผมคิดว่าเพลงประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถทำให้คนฟังรู้สึกฮึกเหิม แล้วก็รักหมู่เหล่า พร้อมที่จะเสียสละได้ เคยมีคนตั้งคำถามว่าในสมัยก่อน เราใช้เพลงหรือดนตรีลักษณะไหนปลุกเร้าใจผู้คน ซึ่งก็มีคนบอกว่าเราน่าจะใช้แตรหรือกลอง แต่ท่วงทำนองเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เมื่อช่วงประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา เกิดมีเพลงประเภทที่เรียกกันว่า “อเมริกันมาร์ช” ออกมาจำนวนมาก และท้ายที่สุดกลายเป็นแม่แบบในการกำหนดว่าเพลงของทหารทั่วโลก ซึ่งฟังแล้วจะเกิดความฮึกเหิม รักชาตินั้น จำเป็นจะต้องเป็นเพลงประเภทเพลงมาร์ช พอสรุปได้ว่าการที่ศิลปะจะตอบสนองหรือสื่อสารกับกลุ่มผู้คนอย่างไรนั้นจำเป็นต้องมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิต วัฒนธรรมหรือสถานการณ์บางอย่างกับคนกลุ่มนั้นๆ ศิลปะทำหน้าที่อะไรบ้างในสังคม หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือผมคิดว่าภาพวาดในครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว รายละเอียดทางสังคมบางอย่าง ดังนั้น ภาพวาดจำนวนมากจึงมีลักษณะเหมือนจริง ซึ่งในสมัยต่อมา เทคโนโลยีการถ่ายภาพได้เข้ามาแทนที่หน้าที่ของภาพวาดในส่วนนี้ อย่างกรณีรูปวาดของ Rembrandt และ Vermeer นั้นมีชื่อเสียงเพราะสามารถวาดรูปได้เหมือนจริงมาก แต่ผมคิดว่าในขณะที่ภาพของ Rembrandt บอกเล่าภาพชีวิตร่วมสมัยด้วยความเหมือนจริงแล้วหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ภาพของ Vermeer กลับชวนให้คนดูคิดต่อไปได้อีกมาก จนเหมือนมีคำถามค้างคาอยู่ในใจเวลาดูภาพของเขา หรือกรณีภาพผู้หญิงเทนม คนที่ดูจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเทนมอย่างตั้งอกตั้งใจ ศิลปินให้รายละเอียดของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น รอยเย็บที่แขนเสื้อนั้นหยาบ ไม่ประณีตเรียบร้อย ซึ่งบอกให้เรารู้ถึงฐานะของผู้หญิงคนนี้ได้ว่าเธอน่าจะอยู่ในฐานะชาวนาหรือชนชั้นแรงงาน แต่ขณะเดียวกัน ความมีสมาธิอย่างมากของเธอก็ชวนให้ผู้ดูตั้งคำถามว่าเธอกำลังคิดถึงอะไร กำลังครุ่นคิดถึงปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิตลำเค็ญของเธออยู่หรือเปล่า เช่นเดียวกับฮูปแต้มในภาคอีสานของไทย ที่ทั้งสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงว่าในขณะนั้นผู้คนเป็นอย่างไร บ้านเรือนเป็นอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนภาพทางอุดมคติและจินตนาการผ่านเรื่องเล่าซึ่งสืบทอดกันมาเพราะเขาคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นสะท้อนความงดงามของความดีและส่งผลดีต่อชีวิต หรือในกรณีของภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นที่วาดเป็นรูปคลื่น มีภูเขาไฟฟูจิเป็นแบคกราวนด์ มีภาพหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่สวยงาม หรือภาพการ์ตูนของศิลปินมาเลเซียที่ชื่อ Lat ซึ่งใช้ภาพลายเส้นสื่อสารเรื่องราวทางสังคมได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ทั้งหมดที่พูดถึงนั้นได้ใช้ภาพวาดเพื่อบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไปพร้อมๆ กับบอกเล่าความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีงามในอุดมคติของพวกเขา ความสำคัญของศิลปะอีกประการหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้คือการที่คนบางกลุ่มได้นำศิลปะมารับใช้เจตนาบางอย่าง เช่น การโฆษณา ผมคิดว่าโฆษณาเป็นตัวอย่างสุดยอดตัวอย่างหนึ่งที่ใช้พลังของศิลปะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ เช่น อาศัยการผสมผสานระหว่างเสียงที่คนอยากจะได้ยิน (เสียงดนตรีบ้าง เสียงคนพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดีบ้าง) ตัวละครซึ่งคนทั่วไปอยากจะเห็น (พระเอกนางเอกยอดนิยมบ้าง คนที่มีภาพลักษณ์ดี น่าเชื่อถือบ้าง) เข้ากับการนำเสนอด้วยภาพที่ผ่านการคัดสรรและตกแต่งมาอย่างดี เรียกว่าใช้ศิลปะทุกรูปแบบเพื่อส่งเสริมการบริโภคและเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายได้อย่างมี “ศิลป์” อย่างยิ่ง กล่าวโดยสรุปก็คือผมคิดว่าศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับสิ่งใดๆ เนื้อหาของงานศิลปะจึงล้วนแต่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทั้งความเป็นจริง จินตนาการและความใฝ่ฝันของยุคสมัย และในทางตรงกันข้าม ศิลปะก็อาจถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาเพื่อที่จะรับใช้เจตนารมณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจให้ฮึกเหิมรักชาติ หรือกระตุ้นให้เกิดความอยากได้สินค้าบางชนิดมาครอบครอง คนตัวเล็กๆ’ ในหนังไทยจากบทสนทนาระหว่างทรงยศ แววหงษ์กับทีมงาน *หมายเหตุสังคม
‘คนตัวเล็กๆ’ ในหนังไทยได้เปลี่ยนบทบาทไปแล้วจริงหรือไม่ เปลี่ยนไปอย่างไร เพราะสาเหตุใด คือหัวข้อสนทนาที่อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ นั่งคุยกับทีมงานของ *หมายเหตุสังคม ‘คนตัวเล็กๆ’ เปลี่ยนบทบาทในหนังไทยไปจริงหรือไม่ อย่างไร
ในช่วงถัดจากนั้นไม่นาน ก็มีการนำชีวิตหรือความเป็นอยู่ของชนชั้นสูงมาล้อเลียน เช่น “มาดามยี่หุบ” เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็น ‘สาวบ้านนอก’ ที่ชะตาชีวิตพลิกผันให้กลายเป็น ‘สาวไฮโซ’ และต้องเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในบ้านสุดหรูในเมืองกรุง แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปโดยสะท้อนให้เห็นความดัดจริตของชนชั้นสูง ซึ่งถ้าดูจากกระแสสังคมสมัยนั้น ยังเป็นช่วงของความรู้สึกที่ต้องการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมในเรื่องที่ชนชั้นล่างถูกกระทำและถูกโกหกหลอกลวงจากชนชั้นสูง หนังจึงออกมาในทำนองเสียดสีชีวิตอันหลอกลวงของพวกไฮโซ ซึ่งอาจจะมีนัยของการไม่ยอมรับหรือความรู้สึกต่อต้านชนชั้นเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ปัจจุบัน ชนชั้นล่างกลับเป็นฝ่ายถูกนำมาล้อเลียนเสียดสีเพื่อสร้างความตลกขบขัน ถ้าดูจากตลาดภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมา เราอาจจะพอกล่าวได้ว่าหนังที่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ (ซึ่งก็สะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกดูหนังประเภทนี้) คือหนังตระกูลตลกทั้งหลาย ซึ่งตัวเอกล้วนเป็น ‘คนตัวเล็กๆ’ ไม่ว่าจะเป็น “ข้ามากับพระ” “โหน่งเท่งนักเลงภูเขาทอง” “ผีหัวขาด” และอื่นๆ อีกมากมาย มีบ้างเหมือนกันที่หนังนำชีวิตชนชั้นล่างมานำเสนอด้วยความรู้สึกโหยหาอาลัยอดีต/ ชนบท ‘ที่แสนดีและงดงาม’ อย่างกรณี “มนต์รักทรานซิสเตอร์” (น่าสังเกตว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากวรรณกรรมยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน) ตัวละครเอกมีความฝันที่จะมีชีวิตที่หลุดออกมาจากหมู่บ้าน จึงเข้าไปอยู่ในคณะวงดนตรีลูกทุ่ง เดินทางเข้ากรุง เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ ต้องเจอะเจอกับความหลอกลวงไม่จริงใจของชนชั้นอื่น (นายทุน?) แล้วในท้ายที่สุด ก็ต้องกลับไปสู่อ้อมอก ‘อันอบอุ่นและจริงใจ’ ของชีวิตในชนบทอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ส่อความรู้สึกของการโหยหาอาลัยอดีตเช่นเดียวกับเรื่อง “เรือนแพ” และ “แผลเก่า” (“ขวัญกับเรียม” ในเวอร์ชั่นใหม่) ทำไมผู้สร้างหนังจึงเลือกที่จะหยิบ ‘คนตัวเล็กๆ’ มาเป็นตัวละครหลัก เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เกิดกระแสความนิยมนำ ‘ชีวิตเล็กๆ’ ของ ‘คนเล็กๆ’ หรือ ‘เรื่องเล็กๆ’ มาเป็นประเด็นหลักของหนัง เพราะไม่อาจมองข้าม ‘คนตัวเล็กๆ’ เหล่านี้อีกต่อไป? ดูแต่ผู้กำกับที่ชื่อ “เป็นเอก รัตนเรือง” ซึ่งถือเป็นผู้กำกับชนชั้นกลางและค่อนข้างมีหัวสมัยใหม่ ตัวละครที่อยู่ในหนังของเขาก็เป็น ‘คนตัวเล็กๆ’ เช่น ใน “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เขาให้นางเอกเป็นสาวเซเว่น ส่วนพระเอกเป็นมือปืนรับจ้าง เพราะคนอยากดูหนังตลก และหนังตลกที่ ‘ปลอดภัย’ คือหนังเกี่ยวกับ ‘คนตัวเล็กๆ’? เป็นไปได้ไหมว่าคนอยากผ่อนคลายให้หายจากความเครียดในชีวิตจริง จึงพยายามแสวงหาอะไรที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้ ตลกคาเฟ่จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนนิยมดูมากมาย ส่วนหนึ่งแน่นอนว่าคนชื่นชมความ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราไปดูหนังตลก ดูความเปิ่น ความเชย ความผิดพลาดของคนอื่น เพื่อเติมเต็มกำลังใจให้ตัวเอง อย่างตัวการ์ตูนเด็กที่ชื่อ “ชาร์ลี บราวน์” นั้น ตอนที่ปรากฏตัวใหม่ๆ เป็นเด็กฉลาดช่างคิดแต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เขามามีชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างสูงเมื่อกลายเป็นเด็กไม่ฉลาด แถมทำอะไร ‘โง่ๆ’ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหมาแสนรู้ของตัวเองที่ชื่อสนู้ปปี้ เป็นไปได้ไหมว่าการเห็นความล้มเหลว การเสียท่าของตัวละครอาจช่วยให้คนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่กลุ่มคนฉลาด ประสบความสำเร็จ หรือ perfect) รู้สึกดีจากการที่มีคนอื่นๆ ที่แย่กว่าเราอีก ตลกคาเฟ่หรือหนังตลกที่ออกไปในทาง ‘โหดร้าย’ ทำนองนี้จึงช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าหรือชีวิตไม่เลวร้ายจนเกินไปนักของคนดูได้ และถ้าคิดจะนำชีวิตใครสักคนหรือสักกลุ่มมาทำให้ ‘ตลก’ สร้างความขบขันให้คนดูหัวเราะได้เต็มที่ ก็น่าจะ ‘ปลอดภัย’ กว่าที่จะนำชีวิตของ ‘คนตัวเล็กๆ’ มาทำ ไม่อย่างนั้น ชีวิตของผู้สร้างหนังเองก็อาจวุ่นวายได้เหมือนตอนที่เด๋อ ดอกสะเดาคิดจะสร้างหนัง ‘ตลก’ เรื่อง “ยอดชายนายโอ๊ก อ๊าก” แล้วต้องได้รับเกียรติ ‘เยี่ยมเยียน’ ถึงที่จากตำรวจสันติบาล เพราะ ‘หน้าที่’ ของหนังต่อคนดูเปลี่ยนไป?
แต่ในปัจจุบัน คนทำหนังอาจประเมินว่าคนที่ (ยังมีเวลา) เข้าโรงหนัง (อยู่) ส่วนใหญ่มักเป็นวัยรุ่น ซึ่งไม่น่าจะไปดูหนังเพื่อที่จะไปดู ‘ความฝันที่เป็นไปไม่ได้’ ของตนเองอีกต่อไป แต่น่าจะไปดูเพื่อ ‘หาเพื่อน’ ทั้งในสองแง่ กล่าวคือ แง่หนึ่งเพื่อจะได้คุยเรื่องเดียวกับเพื่อนฝูงได้ กับอีกแง่หนึ่งเพื่อหารูปแบบการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นแบบที่ตนพึงพอใจหรือทำ/ เป็นอยู่แล้ว (การปรากฏอยู่ในหนังอาจช่วยให้รู้สึกดีว่าได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง) เมื่อกลุ่มคนดูไปดูหนังเพื่อหารูปแบบความเป็นไปได้ของชีวิตที่ตนเองอยากจะเป็น ไม่ใช่ไปดูเพื่อตอบสนองความฝันที่เป็นไปไม่ได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป ผู้สร้างหนังจึงต้องหยิบรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนธรรมดาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มา ‘เล่น’ ซึ่งทำให้นึกเชื่อมโยงไปถึงลักษณะการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนึ่งที่นิยมกันมาก คือใช้มือถือถ่ายรูปตัวเอง เพื่อเก็บไว้ดูหน้าของตัวเองที่อยู่ในจอว่าเป็นอย่างไร นี่คือกระบวนการตอบสนอง self-concern ของกลุ่มคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ ดังนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่หนังไทยบางเรื่องมุ่งเน้นที่จะตอบสนองด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในแบบของตัวเอง เป็นความเหมือนจริงที่งดงามและทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่คาดเดาได้ (แน่นอนที่สุดว่าตัวเอกของหนังในเรื่อง “รักแห่งสยาม” คงไม่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายตอนจบจากการเป็นเกย์!) อุดมการณ์ปัจเจกชนนิยมในหนัง? ซึ่งอาจจะสะท้อนว่าผู้คนในสังคมยอมรับ (และถือเสมือน) ว่าเราจำเป็นต้องยอมรับสภาพการณ์อย่างที่มันเป็น ไม่ว่าจะเป็นสังคมที่เป็นแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หรือการเมือง (ที่มีรัฐบาล) แบบนี้ และการจะเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้นั้น เราต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ก่อน แล้วจึงค่อยอาศัยความพยายามดิ้นรนด้วยตัวเองไปตามระบบ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ หนังจึงสื่อว่าชีวิตที่เราอยากจะเป็นนั้น มันเป็นไปได้ถ้าเรามีความพยายาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับอุดมการณ์แบบปัจเจกชนนิยมที่เป็นแนวคิดแบบตัวใครตัวมัน ความสำเร็จหรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับมือของเรา และเราไม่ควรหวังหรือสนใจอีกต่อไปว่าจะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรืออะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราได้ด้วยน้ำมือของเรา คิดๆ ดูก็น่าตลกที่ว่าถึงแม้หนังจะยกระดับ ‘คนตัวเล็กๆ’ ขึ้นมาเป็นตัวละคร ‘หลัก’ หรือเป็นพระเอกนางเอกของเรื่อง แต่เนื้อหาโดยรวมกลับช่วยตอกย้ำถึง ‘ความเล็ก’ ของพวกเขาที่ไม่อาจ (มีวันก้าวขึ้นมา?) เป็น ‘หลัก’ ให้กับสังคมได้ ได้แต่ใช้ชีวิตต่อไปอย่าง ‘คนตัวเล็กๆ’ ที่ไม่มีพลังหรือความสามารถพอที่จะขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในสังคม –ทั้งที่พวกเขาได้ขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในหนังแล้ว 5月14日 คุยกับหนัง - ธรรมศาสตร์ มิถุนายน 2551ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
K ได้รับการเรียกให้เดินทางไปยังผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่ใน "ป้อมปราสาท" ในหมู่บ้านนั้น ยิ่งพยายามเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกล และไม่สามารถเข้าถึงปราสาทแห่งนั้นได้ |
|
|