songyote さんのプロフィールsongyote'sフォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
7月20日 บทแปลหนังสืออาจารย์เบนภาษาเก่า ที่สร้างแบบแผนใหม่ (จาก Imagined Community)
ช่วงเวลาที่ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของชาติในอเมริกาก้าวมาสู่ความสำเร็จแล้ว จึงจะได้เป็นช่วงเวลาที่ชาตินิยมในยุโรปได้เริ่มขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1820 ถึง 1920 ชาตินิยมซึ่งมีผลในการเปลึ่ยนโฉมหน้าของโลกเก่าแห่งนี้ มีลักษณะชัดเจนสองประการที่ดูจะต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา กล่าวคือ ประการที่หนึ่ง เกือบทุกกรณีของยุโรป “ภาษาแห่งชาติ” เป็นหัวใจของอุดมการณ์และการเมือง ในขณะที่ทั้งภาษาสเปน และอังกฤษไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญของการปฏิวัติในอเมริกาเลย ประการที่สอง เกือบทุกกรณีของยุโรปเป็นไปเพราะรูปแบบต่างๆ อันปรากฏเนื่องมาจากผลสะเทือนของการปฏิวัติฝรั่งเศส ในขณะที่อเมริกาไม่ใช่ ดังนั้น “ชาติ” จึงกลายเป็นสิ่งบังเกิดขึ้นได้ในมโนสำนึกนับแต่แรกมากกว่าการเป็นภาพที่ค่อย ๆ คมชัดขึ้นทีละน้อย ดังที่เราจะได้เห็นว่า การสร้างความเป็น “ชาติ” ไม่อาจจะเป็นสิ่งที่เฉพาะตัว แต่จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถลอกเลียนทำตามกันได้อย่างกว้างขวาง และบางที่ก็คาดไม่ถึง ฉะนั้น บทนี้จึงจะมุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์เรื่องของภาษาทางการอันเป็นแบบแผน และการลอกเลียนทำตามแบบ โยฮันน์ กอตต์ฟริด ฟอน เฮอร์เดอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ (ค.ศ. 1744 – 1803) ได้มองข้ามข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งนอกยุโรป โดยประกาศเมื่อตอนปลายศควรรษที่ 18 ว่า ‘Denn jedes Volk is Volk; es hat seine National Bildung wie seine Sprach’ [i] นี่เป็นแนวคิดเรื่องเกี่ยวกับความเป็นชาติภายในยุโรปแท้ ๆ ที่เชื่อมเรื่องของภาษาที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากสำหรับยุโรปในศตวรรษที่ 19 และอาจจะเฉพาะเจาะจงลงไปสู่การสร้างขึ้นเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับลักษณะของชาตินิยม อะไรเป็นเหตุแห่งการก่อเกิดขึ้นเป็นความฝันนี้หรือ บางทีอาจเป็นด้วยเหตุว่ามีพื้นฐานมาจากการหดตัวของโลกยุโรป ทั้งในมิติของเวลา และสถานที่ ซึ่งเริ่มมีเค้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แล้ว ในขณะเดียวกัน มีด้านที่ตรงข้ามกันเกิดขึ้น คือการขยายตัวของระบบจักรวาลของยุโรป อันเป็นผลมาจากการทำงานแบบขุดค้นของบรรดาเหล่านักมนุษยนิยมทั้งหลาย ดังที่เอาเออร์บัค ได้แถลงเอาไว้ว่า [ii] “เมื่อแนวคิดมนุษยนิยมได้กำเนิดขึ้น ความสำนึกว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคคลาสสิค ตำนานและเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น ไม่ได้แยกจากปัจจุบันเพียงเพราะการทอดยาวของเวลา หากยังเป็นด้วยเงื่อนไขการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คติแนวคิดมนุษยนิยมมีความต้องการรื้อฟื้นรูปแบบต่าง ๆ ของชีวิตในสมัยเก่าก่อน และแสดงความรู้สึกเพื่อสร้างแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักกันมาก่อน นักมนุษยนิยมมองยุคโบราณอย่างมีความลึก โดยทาบทับกับภูมิหลังของยุคสมัยอันมืดมิดของยุคกลางที่สอดตัวเข้ามา....[จึงเป็นไปไม่ได้] ที่จะสร้างภาพของชีวิตที่ถูกครอบงำโดยบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมโบราณ หรือประวัติศาสตร์แบบไร้เดียงสาของศตวรรษที่ 12 และ ที่ 13”
การเติบโตของสิ่งที่อาจเรียกว่า “ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ” ได้ทำให้ “ความทันสมัย” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน สามารถนำมาเทียบเคียงกับ “ความเป็นโบราณ” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การมีของสิ่งแรกนั้น จะต้องเป็นคุณประโยชน์กว่าสิ่งหลังแต่ประการใด เรื่องที่ว่านี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดใน “ศึกระหว่างพวกโบราณกับพวกสมัยใหม่” ดังกล่าวครอบงำบรรยากาศปัญญาชนฝรั่งเศส เมื่อตอนเสี้ยวสุดท้ายของศตวรรษที่ 17[iii] ดังจะยกคำพูดของเอาเออร์บัคอีกว่า “ภายใต้รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ฝรั่งเศสมีความมั่นใจว่าวัฒนธรรมของตนเป็นแบบแผนที่สามารถใช้เทียบเท่ากับสมัยโบราณได้ ซึ่งพวกฝรั่งเศสจะได้นำเอาทัศนะเช่นนี้ ครอบงำเหนือส่วนอื่น ๆ ของยุโรป[iv]
ศตวรรษที่ 16 ยุโรปได้ “ค้นพบ” อารยธรรมอันรุ่งเรืองอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงการร่ำลือที่ลางเลือน อย่างเช่น อารยธรรมของจีน ของญี่ปุ่น อุษาคเนย์และอนุทวีปอินเดีย หรือบางอารยธรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ ดังเช่น อารยธรรมของแอซเตคในเม๊กซิโก และของอินคาในเปรู การค้นพบเหล่านี้ ทำให้เกิดความคิดเรื่องความหลากหลายของมนุษย์ขึ้น กล่าวคืออารยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีเส้นทางพัฒนาของตัวเองแยกต่างหากไปจากประวัติศาสตร์เท่าที่รู้จักกันในยุโรป ทั้งยังไม่เกี่ยวกับคริสตศาสนาและยุคโบราณของยุโรป หรือแม้กระทั่งเชื้อสายของมนุษย์เหล่านั้นก็อยู่นอกสายและไม่อาจจะเชื่อมต่อ สืบย้อนกลับไปยังสวนอีเดนได้ (อารยธรรมเหล่านั้นจึงวางอยู่บนระนาบเวลาที่ว่างเปล่าและมีความหลากหลายแตกต่างออกไป) ผลกระทบของ “การค้นพบ” สามารถดูได้จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนของบ้านเมืองในจินตนาการของปราชญ์ในยุคสมัยนั้น เช่น เซอร์โทมัส มอร์ บรรยายสภาพของยูโทเปีย (ค.ศ. 1516) โดยอ้างถึงความรู้ทึ่ได้รับทราบมาจากกลาสีเรือผู้ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปสำรวจทวีปอเมริกากับอเมริโก เวสปุชชี่ ในระหว่าง ค.ศ. 1497 – 1498 โดยที่มอร์อยู่ที่เมืองอันท์เวิร์ป ส่วนหนังสือนิวแอตแลนติส (ค.ศ. 1626) ของฟรานซิส เบคอน ก็อาจจะดูแปลกใหม่ไปที่กำหนดภาพเชิงภูมิศาสตร์ว่าตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค โจนาธาน สวิฟท์ ได้วางเกาะมหัศจรรย์ ฮอยฮนฮนมส์ (ค.ศ. 1726) ไว้บนแผนที่แต่งขึ้นเองว่า อยู่ในทางทิศใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติค (ความหมายของตำแหน่งแห่งหนเหล่านี้อาจเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นถึงความเป็นไปไม่ได้หากจะลองพยายามเอารีพับลิค หรือรัฐอุดมคติของเปลโต้วางลงบนแผนที่ใด ๆ ในโลก ไม่ว่าจะจริงหรือปลอม) นครเชิงอุดมคติเหล่านี้ ถูก “จำลองแบบขึ้น” จากการค้นพบจริง ๆ ภาพที่ปรากฏจึงสะท้อนภาพของสังคมที่ร่วมสมัย มิใช่ภาพของสวนสวรรค์อีเดนที่ไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก อาจมีข้อโต้แย้งว่าที่งานเขียนเหล่านั้นเป็นเช่นที่ว่าก็เนื่องจากเป็นงานที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์สังคมสมัยนั้น และการค้นพบก็ได้ทำให้หมดความจำเป็นที่จะต้องหาแบบอย่างเอาจากยุคโบราณที่พ้นสมัยไปแล้ว[v] นอกไปจากพวกนักอุดมคติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นักคิดชั้นนำของยุคแสงสว่างแห่งปัญญา เช่น วิโก้ มงเตสกิเออ วอลแตร์ และรุสโซ ก็มีส่วนสั่นคลอนสถาบันทั้งสังคมและการเมืองขณะนั้นด้วยงานเขียนที่อาศัย “ความเป็นจริง” ที่อยู่นอกบริบทของยุโรปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดความคิดว่า ยุโรปเป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายอารยธรรมของโลก และไม่จำเป็นต้องดีกว่าคนอื่นเช่นที่เคยเชื่อกันว่าชาวยิวและชาวคริสต์เป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรง “เลือก” นั้นก็ไม่จริง[vi] การค้นพบและเข้ายึดครองคนอื่น ยังนำมาซึ่งการปฏิวัติทางความคิดของยุโรปที่เกี่ยวกับภาษา ก่อนหน้านั้น กลาสี นักสอนศาสนา พ่อค้า และทหารทั้งชาวโปรตุเกส ดัทช์ และสเปน มีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมคำต่าง ๆ ของภาษาพวกยุโรปขึ้นเป็นพจนานุกรมหยาบ ๆ เพื่อใช้ในการเดินเรือ ในการประกาศศาสนา การค้า และสงคราม แต่เมื่อมาถึงตอนปลายศตวรรษที่ 18 ได้มีการศึกษาภาษาต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบอย่างมีระเบียบแบบแผน การที่อังกฤษเข้ายึดครองเบงกอล ทำให้วิลเลียม โจนส์ บุกเบิกการศึกษาภาษาสันสกฤต (1786) ซึ่งนำไปสู่ความรู้ว่า อารยธรรมอินเดียนั้น เก่าแก่กว่าอารยธรรมของกรีก และยิว การยาตราทัพของนโปเลียนเข้าสู่อียิปต์ ได้ทำให้ ฌอง ชองโปลิยง ถอดระหัสภาษาอียิปต์โบราณได้สำเร็จในปี 1835 นำมาซึ่งความตระหนักในยุคสมัยโบราณที่หลายหลายและนอกบริบทของยุโรป [vii] ความรู้ที่มากขึ้นในเรื่องกลุ่มภาษาเซมิติกส์ได้สลายความเชื่อที่ว่า ภาษาฮีบรูว์เป็นรากเหง้าหนึ่งเดียว หรือสามารถสืบย้อนกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้าได้ ดังที่แต่เดิมเคยเชื่อกันว่า เผ่าพงษ์พันธุ์ของมนุษย์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และวางอยู่บนมิติของเวลาที่ว่างเปล่า “ภาษาได้ลดความต่อเนื่องกันระหว่างพลังภายนอกและมนุษย์ผู้พูด กับการสร้างพื้นที่ภายในระหว่างผู้ใช้ภาษาให้น้อยลง”[viii] จากการค้นพบเหล่านี้ ก่อให้เกิดวิชานิรุกติศาสตร์ซึ่งศึกษาถึงไวยากรณ์เปรียบเทียบ การจำแนกภาษาออกเป็นตระกูลต่าง ๆ และการสร้างขึ้นมาเป็น “ต้นเค้าของภาษา” ซึ่งสูญหายไปแล้ว โดยอาศัยการให้เหตุผลที่เป็นแบบวิทยาศาสตร์ ดังที่ฮอบส์บอม ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สิ่งนี้เป็น “ศาสตร์ชนิดแรกที่คำนึงถึงการวิวัฒนาการอย่างแท้จริง”[ix] นับแต่นี้ไป ภาษาเก่าแก่ที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งละติน กรีก และฮิบรูว์ ถูกบีบให้ต้องลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับคู่แข่งที่เป็นเพียงภาษาถิ่นแบบชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการเข้าครองพื้นที่ของทุนนิยม ด้วยเหตุผลที่ว่า หากทุกภาษามีสถานะเหมือนกัน คือเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในโลกนี้ ดังนั้น ทุกภาษาจึงมีคุณค่าควรแก่การศึกษาและชื่นชมอย่างเท่าเทียมกัน โดยผู้ที่พูดและผู้ที่อ่านภาษาถิ่นเหล่านั้น มิใช่โดยพระผู้เป็นเจ้า เซตัน-วัตสันให้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ว่าศตวรรษที่ 19 เป็นยุคเฟื่องฟูของนักพจนานุกรมภาษาถิ่น นักไวยากรณ์ภาษา นักนิรุกติศาสตร์ และนักวรรณกรรมทั้งหลายของยุโรปและเครือบริวาร[x] กิจกรรมอันแข็งขันของเหล่าปัญญาชนในวิชาชีพเหล่านี้ เป็นหัวใจของการก่อตัวของชาตินิยมในยุโรป ซึ่งเป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในอเมริกาช่วงระหว่างค.ศ. 1770 และ 1830 พจนานุกรมภาษาเดียวเล่มโต รวบรวมคำและความรู้เป็นขุมทรัพย์ของแต่ละภาษา อาจนำพา (ส่วนใหญ่มักเล่มโตเกินหอบได้) จากโรงงานไปสู่สถานศึกษา จากที่ทำงานสู่เคหะสถาน พจนานุกรมชนิดมี 2 ภาษายิ่งทำให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันระหว่างภาษาต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นไม่ว่าความเป็นจริงทางการเมืองของโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร แต่ภายในเล่มพจนานุกรมภาษาเชค – เยอรมัน เยอรมัน – เชค แล้ว ภาษาทั้งสองมีสถานะไม่ต่างกัน แซมมวล จอห์นสัน ปราชญ์ใหญ่ทางภาษาชาวอังกฤษของศตวรรษที่ 18 เคยนิยามว่า บรรดาผู้เขียนพจนานุกรมนั้น เป็นพวกที่”ไม่อันตราย” ซึ่งเขาหมายถึงคนรับใช้หรือไม่ก็พวกไพร่ แต่ในที่นี้อยากที่จะเน้นคำว่านักพจนานุกรมผู้มีญาณทัศนะ ผู้ซึ่งอุทิศวันเวลาเป็นปี ๆ ในการสะสมรวบรวมคำต่าง ๆ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะได้ฟื้นฟูและปรับปรุงภาษาชนชาติอันเก่าแก่ของพวกเขาให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งการทำงานของพวกเขาเป็นไปได้ก็เพราะการหนุนเกื้อจากห้องสมุดชั้นเยี่ยมโดยเฉพาะของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรป และผู้ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากงานเหล่านี้ทันทีก็คือบรรดานักศึกษาทั้งระดับก่อนและระดับมหาวิทยาลัยนั้นเอง ฮอบส์บอมลงความเห็นว่า “ความก้าวหน้าของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เป็นตัวชี้วัดความเป็นชาตินิยม ด้วยเหตุที่สำนักศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ย่อมเป็นแหล่งเพาะสำนึกชนิดนี้ที่เยี่ยมที่สุด” คำกล่าวของฮอบส์บอมนี้จริงแท้สำหรับยุโรป แต่ต้องเป็นยุโรปในศตวรรษที่ 19 เท่านั้นด้วย [xi] ร่องรอยของการปฏิวัติเชิงภาษานี้ ย่อมสามารถตรวจพบได้ ดุจดังเสียงปะทุที่ดังขึ้นๆ ในคลังดินระเบิด จนกลายเป็นการจุดระเบิดลุกไหม้ต่อเนื่องกันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกลายเป็นการระเบิดที่รุนแรง ที่เปลวเพลิงราวจะเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นกลางวัน กลางศตวรรษที่ 18 ปราชญ์ทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งได้ลงแรงกันอย่างมหาศาลทำให้เกิดเป็นหนังสือขนาดกระทัดรัด ครอบคลุมสาระทั้งหมดของกรีกสมัยคลาสสิค อีกทั้งยังได้จัดทำส่วนขยายที่เกี่ยวกับภาษาและปรัชญาต่าง ๆ ด้วย หนังสือเหล่านี้ได้เสริมสร้างความเรืองรองของอารยธรรมกรีกให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นสิ่งที่อยู่นอกรีตศาสนาคริสต์ ฉะนั้น ตอนปลายของศตวรรษ “อดีต” เหล่านี้ ได้รับการเข้าถึงมากขึ้นโดยบรรดาปัญญาชนชาวคริสต์ที่พูดภาษากรีก ผู้ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาหรือไม่ก็ได้มีโอกาสเดินทางออกมาภายนอกปริมณฑลของอาณาจักรอ๊อตโตมาน[xii] แนวคิดชื่นชมบูชากรีกได้ยกย่องว่ากรีกเป็นรากเหง้าของอารยธรรมยุโรปตะวันตก มีผลทำให้กรีกร่วมสมัยดูดี ไร้ความป่าเถื่อน “ล้าหลัง” ไปด้วย เพราะมีการยกตัวอย่างถึงบุคคลที่มีคุณค่าอย่างเช่น เพริคลีส และโสคราตีส เป็นต้น[xiii] การเปลี่ยนแปลงในเชิงสัญญลักขณ์ของกระแสสำนึกเหล่านี้ ปรากฏเป็นถ้อยคำอย่างชัดแจ้งเช่นกรณีของอดามานติออส โคราเอส (ผู้ซึ่งต่อมาจะได้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานทางด้านภาษา) หนึ่งในบรรดาคนหนุ่มสาวดังกล่าว เขาได้แสดงวาทะในที่ประชุมของฝรั่งเศสที่กรุงปารีส ใน ค.ศ.1803 ว่า[xiv]
นับเป็นครั้งแรกที่ชาติได้กวาดตาสำรวจเห็นภาพที่น่าชิงชังของความโง่เขลาของตัวเองและหยั่งวัดด้วยสายตาอันพร่ามัว แยกปัจจุบันออกจากความเรืองรองของบรรพบุรุษของตัวเอง การค้นพบ ที่เจ็บปวดนี้มิได้ทำให้ชาวกรีกตกอยู่ในความสิ้นหวัง เราคือลูกหลานของชาวกรีก ใจของพวกเขาคงจะบอกตัวเองเช่นนั้น เราจะต้องพยายามทำตัวให้มีคุณค่าสมกับคำๆนี้ หรือไม่ก็ต้องเลิกเรียกตัวเองเช่นนี้ต่อไป [i] Kemiläinen, Nationalism หน้า 42 ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน [ii] Mimesis,หน้า 287, ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน [iii] ศึกนี้ เริ่มใน ค.ศ. 1689 เมื่อชาร์ลส์ แปร์โรต์ วัย 59 ปี ตีพิมพ์บทกวีของเขา ชื่อ Siècle de Louis le Grand ซึ่งเปิดประเด็นว่า ศิลปะและวิทยาศาสตร์ได้เบิกบานอย่างเต็มที่ในพื้นที่และยุคสมัยของเขา [iv] Mimesis หน้า 343 เป็นที่น่าสังเกตว่า เอาเออบัคใช้คำว่า “วัฒนธรรม” ไม่ใช่ “ภาษา” เราจึงควรที่จะต้องตีความว่าเขาหมายถึง “ ความเป็นชาติ” มากกว่า “ของพวกเขาทั้งหลาย” [v] ที่คล้ายคลึงกันกับการเปรียบเทียบอย่างตรงกันข้ามระหว่างชาวมงโกลที่มีชื่อเสียง 2 คนในบทละครของอังกฤษ อันได้แก่ Tumburlaine the Great ของมาร์โลว์ประพันธ์ในปี 1587-1588 บรรยายถึงการตายของเจ้ามงโกลใน ค.ศ. 1407 เทียบกับงานของดรายเดนเรื่อง Aurangzeb ซึ่งประพันธ์ในปี 1676 บรรยายภาพของการครองราชย์ของจักรพรรดิพระองค์นี้ในระหว่างปี 1658 – 1707 [vi] ดังที่จักรวรรดินิยมยุโรปคืบหน้ามุ่งเข้าทำลายความประหวั่นพรั่นใจของตนไปรอบโลก อารยธรรมอื่นก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในแง่ของการที่ต้องยอมรับการมีอยู่ของอารยธรรมที่หลากหลายและสิ่งนี้ได้เข้ามาทำลายการสืบสายพันธุ์อันพิเศษศักดิ์สิทธิ์ของตนด้วย ความเชื่อเรื่องอาณาจักรศูนย์กลางโลก (the Middle Kingdom) ได้ถูกทำให้เสื่อมสลายกลายเป็นเพียงตะวันออกไกล (Far East) เป็นภาพเชิงสัญญลักษณ์ของกระบวนการนี้ [vii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 337 [viii] Edward Said, Orientalism หน้า 136 [ix] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 337 [x] “โดยลำพังเพราะว่าในสมัยของเรานั้นประวัติศาสตร์ของภาษามักจะถูกกันออกไปจากประวัติศาสตร์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มันจึงเป็นความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะรวบรวมเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาด้วยกัน แม้จะมีความรู้ความชำนาญอยู่เพียงเล็กน้อย” Nations and States หน้า 11 ความจริง ด้านที่มีค่าที่สุดของตำราของ Seton – Watson ก็คือ ความสนใจของเขาต่อประวัติศาสตร์ของภาษา แม้บางคนอาจไม่เห็นพ้องกับวิธีการที่เขาใช้ก็ตาม [xi] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 166 สถาบันทางการศึกษามีความสำคัญต่อชาตินิยมอเมริกันมาก ฮอบส์บอมได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในขณะนั้นปารีสจะมีนักศึกษาถึง 6,000 คน แต่คนเหล่านี้กลับไม่ได้มีส่วนในการปฏิวัติฝรั่งเศสเลย (หน้า 167) เขายังได้เตือนสติเราอีกว่า แม้การศึกษาจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในตอนต้นของศควรรษที่ 19 จำนวนผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนอยู่กลับเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสมัยใหม่ กล่าวคือ ฝรั่งเศมีนักเรียนระดับมหาวิทยาลัยเพียง 19,000 คน ในปี 1842 มนจักรวรรดิ์รัสเซียมีนักเรียนมัธยมเพียง 20,000 คน เทียบกับประชากร 68 ล้านคน ในปี 1850 และทำนองเดียวกันกับที่มีนักศึกษามหาวิทยาลับเพียง 48,000 คนทั่วทั้งยุโรปในปี 1848 การปฏิวัติต่าง ๆ ในปีนั้น คนกลุ่มเล็กแต่สำคัญเหล่านี้แหละที่มีบทบาทอย่างสำคัญ (หน้า 166 – 167) [xii] หนังสือพิมพ์กรีกฉบับแรกวางขายในกรุงเวียนนาเมื่อปี 1784 สมาคมลับที่ชื่อ Philike Hetairia เป็นสมาคมลับที่มีส่วนเป็นอย่างมากในกาลุกฮือขึ้นต่อต้านอาณานักอ๊อตโตมานในปี 182 สมาคมนี้ก่อตั้งขึ้นที่ “ท่าเรือขึ้นเมล็ดพืชอันยิ่งใหญ่แห่งใหม่ของรัสเซียที่เมืองโอเดสสา” ในปี 1814 * Philhellenism (การเทอดทูนอารยธรรมกรีก) มาจากภาษากรีกโบราษ 2 คำคือ “ความรัก” และ “กรีซ” ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวอันทรงพลังของปัญญาชนในศตวรรษที่ 18 และ 19 ในยุโรปที่ยกย่องเทอดูนอารยธรรมกรีกยุคคลาสสิคในฐานะเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ เพริคลิส (ค.ศ. 492 – 429 ก่อนคริสตกาล) รัฐบุรุษที่สำคัญที่สุดของนครเอเธนส์สมับโบราณ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรม และนักพูดที่ทรงอิทธิพล ส่วนโสเครติส (ค.ศ. 470 – 399 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นครูของเพลโต้ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนแรกของตะวันตก [xiii] โปรดดูคำนำของ Elie Kedourie ใน Nationalism in Asia and Africa หน้า 40 [xiv] เพิ่งอ้าง หน้า 43 – 44 ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน ข้อมความเต็มของ Koraes อยู่ใน “The Present State of Civilization in Greece” ซึ่งยกมาจากหน้าที่ 157 – 182 เป็นการวิเคราะห์ชาตินิยมของกรีกโดยอาศัยแนวทางแบบสังคมวิทยาได้อย่างทันสมัยและอย่างน่าทึ่ง บทแปลหนังสืออาจารย์เบน - 2ทำนองเดียวกัน ในตอนปลายศตวรรษที่ 18 นี้ได้มีหนังสือพจนานุกรม ไวยากรณ์ภาษา และประวัติศาสตร์ในภาษารูมาเนียตีพิมพ์ออกมา คู่ขนานกับแรงผลักดันที่จะให้มีการเปลี่ยนการใช้อักขระแบบไซริลลิค มาเป็นอักขระแบบโรมัน ซึ่งครั้งแรกประสบผลสำเร็จภายในอาณาบริเวณภายใต้ราชวงศ์ฮับส์เบอร์ก และต่อมาขยายออกไปทั่วปริมณฑลของอาณาจักรอ๊อตโตมานด้วย สิ่งนี้ได้เป็นการแยกความเป็นรูมาเนียนออกจากชนกลุ่มที่ใช้ภาษาสลาฟ และนับถือนิกายออร์โธดอกซ์ได้อย่างชัดแจ้ง[i] ในระหว่าง ค.ศ.1789 และ 1794 สถาบันวิทยาการของรัสเซียซึ่งลอกแบบมาจากสถาบันวิทยาการของฝรั่งเศส ได้ผลิตพจนานุกรมขนาด 1 ชุด (6 เล่ม) ออกมา แล้วก็ตามมาด้วยหนังสือไวยากรณ์ภาษาฉบับทางการใน ค.ศ. 1802 หนังสือทั้งสองชุดนี้จัดได้ว่าเป็นชัยชนะของภาษาถิ่นที่มีเหนือภาษาสลาฟที่ใช้โดยสถาบันทางศาสนา แม้ว่าเมื่อตอนกลางศตวรรษที่ 18 ภาษาเชคจะเป็นภาษาของชนชั้นชาวนาในแคว้นโบฮีเมีย ในขณะที่ชนชั้นเจ้านาย และชนชั้นกลางที่เพิ่งก้าวขึ้นมามีฐานะในสังคมนั้น ต่างใช้ภาษาเยอรมัน พระคาทอลิคที่ชื่อโจเซฟ โดโบรฟสกี้ (ค.ศ. 1753 – 1829) ได้ผลิตหนังสือ Geschichte der böhmischen Sprache und ältern Literatur ขึ้นใน ค.ศ. 1792 หนังสือเล่มนี้จัดได้ว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีว่าด้วยประวัติศาสตร์ของภาษาและวรรณกรรมของเชคเป็นเล่มแรก ตามมาใน ค.ศ. 1835 – 39 โจเซฟ ยุงมานน์ ก็เป็นผู้บุกเบิกเขียนพจนานุกรมภาษาเชค – เยอรมัน ขนาด 1 ชุด (5 เล่ม) ออกมา[ii] สำหรับกำเนิดชาตินิยมของฮังการีนั้น อิกโนตุสได้เขียนว่าเหตุการณ์นั้น “สดใหม่จนสามารถระบุเวลาได้ว่าคือปี 1772 อันเป็นปีที่มีการตีพิมพ์งานอ่านยากบางเล่มของ กยอร์กี เบสเสนเยอี ผู้ระบือนามชาวฮังการี ซึ่งขณะนั้นรับราชการประจำกรุงเวียนนาในฐานะราชองครักษ์ของพระนางมาเรีย เทเรซา (จักรพรรดินีซึ่งทรงมีชื่อเสียงว่าเป็น“องค์สมบูรณาญสิทธิราชย์ผู้ทรงปัญญา” ของราชอาณาจักรออสเตรีย – ฮังการี ในศตวรรษที่ 18) เบสเสนเยอีเขียนหนังสือชื่อ แมกนาโอเปรา โดยต้องการที่จะพิสูจน์ว่า ภาษาฮังการีนั้นมีความเหมาะสมที่จะถูกจัดให้มีฐานะระดับเดียวกันกับงานวรรณกรรมชั้นสูงสุด[iii] แรงกระตุ้นสำคัญต่อจากนั้นก็คือ ผลงานที่ตีพิมพ์จำนวนมากของเฟเรนซ์ คาซินซี่ (1759 – 1831) ซึ่งถือกันว่าเป็น “บิดาแห่งวรรณกรรมฮังกาเรียน” ท่านได้ย้ายมาจากเมืองเล็ก ๆ ต่างจังหวัดชื่อทรนาวาในปี 1784 มายังเมืองที่ซึ่งต่อมาจะได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลับบูดาเปสต์ ปฏิกิริยาทางการเมืองแรกๆ ของเหล่าบรรดาขุนนางโมยาร์ ซี่งใช้ละตินเป็นภาษาพูด มีอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษ 1780 โดยจักรพรรดิโจเซฟได้ทรงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนภาษาราชการในจักรวรรดิของพระองค์จากภาษาละติน มาเป็นภาษาเยอรมันแทน[iv] ระหว่าง ค.ศ. 1800 ถึง 1850 ผลงานบุกเบิกข้างต้น ได้ทำให้บรรดาปราชญ์ท้องถิ่นสร้างงานวรรณกรรมที่ใช้สามภาษาของบริเวณบอลข่านตอนเหนือ อันได้แก่ภาษาสโลวีน เซอร์โบ-โครแอต และบุลกาเรีย หากว่าในช่วงทศวรรษที่ 1830 ชาวบุลกาเรียนจะไม่ถูกเข้าใจว่าเป็นชนชาติเดียวกับพวกเซอร์บและโครแอต อีกทั้งยังร่วมขบวนการอิลลีเรียนด้วยกัน ซึ่งแท้จริงแล้วในสมัยโรมันโบราณ จังหวัดอิลลีเรียครอบคลุมพื้นที่ประเทศยูโกสลาเวีย บุลกาเรีย และบางส่วนของรูมาเนียปัจจุบัน และจวบจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงตกอยู่ในอำนาจการปกครองของอาณาจักรอ๊อตโตมาน ซึ่งถือศาสนาอิสลาม มีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงอิสตันบุล แม้จะตระหนักถึงความแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลทั้งในแง่ของศาสนาและภาษา แต่ก็ตัดสินใจที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการปกครองของพวกอ๊อตโตมานร่วมกัน การแยกตัวออกมาเป็นรัฐประชาชาติบุลกาเรียนกว่าจะเป็นไปได้จึงตกมาถึงปี 1878 ในช่วงศตวรรษที่ 18 ภาษายูเครน (ซึ่งถูกเรียกว่ารัสเซียน้อย) ตกอยู่ในฐานะถูกดูแคลนว่าเป็นแค่ภาษาของพวกบ้านนอก แต่ในปี 1798 อิวาน คอตลารอฟสกี้ ได้เขียน เอเนียด ในรูปของบทกวีเชิงเสียดสีชีวิตแบบอูเครน ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มหาวิทยาลัยคาร์คอฟได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1804 และได้กลายเป็นศูนย์กลางของแวดวงวรรณกรรมอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ในปี 1819 ก็ได้มีหนังสือไวยากรณ์ภาษายูเครเนียนเกิดขึ้น ซึ่งช้ากว่าภาษาทางการของรัสเซียเพียง 17 ปีเท่านั้น และในทศวรรษ 1830 ตามหลังงานของตาราส เชพเชนโก้ ผู้ซึ่งเซตัน – วัตสัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การก่อตัวและการยอมรับวรรณกรรมภาษาอูเครเนียนนั้น เป็นเพราะเขามากกว่าเพราะคนอื่นใด การใช้ภาษาเป็นขั้นตอนที่ชี้ขาดของการก่อตัวของจิตสำนึกเชิงชาตินิยมอูเครน”[v] หลังจากนั้นไม่นานนัก ในค.ศ.1846 องค์การชาตินิยมอูเครเนียน ก็ได้จัดตั้งขึ้นที่เคียฟด้วยฝีมือของนักประวัติศาสตร์ ! เมื่อศตวรรษที่ 18 ภาษาสวีดิชถูกใช้เป็นภาษาทางการของประเทศฟินแลนด์ (ในปัจจุบัน) ต่อเมื่ออาณาบริเวณนี้ถูกผนวกรวมเข้าอยู่ภายในราชอาณาจักรของพระเจ้าซาร์เมื่อค.ศ. 1809 ภาษาราชการก็เปลี่ยนไปเป็นภาษารัสเซีย แต่เมื่อ “การตื่นขึ้น”ในความสนใจเรื่องของฟินแลนด์ ตลอดจนอดีตของพื้นที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากเรื่องการขีดเขียนด้วยภาษาละติน และภาษาสวีดิชในตอนปลายศตวรรษที่ 18 พอมาถึงทศวรรษของปี 1820 การใช้ภาษาถิ่นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ[vi] พวกกลุ่มนำขบวนการชาตินิยมฟินนิชก็คือ “พวกที่มีอาชีพเกี่ยวพันกับการใช้ภาษา เช่น นักเขียน ครู พระ และทนายความ การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคติพื้นบ้าน และการค้นพบใหม่ๆตลอดจนการผูกรวมกวีนิพนธ์ตำนานชาวบ้าน มีควบคู่กันไปกับการตีพิมพ์ไวยากรณ์ภาษาและพจนานุกรม นำไปสู่การออกวารสารซึ่งช่วยให้วรรณกรรมภาษาฟินนิชปรับเข้าสู่มาตรฐานยิ่งขึ้น อันเป็นสิ่งที่จะรองรับให้การเรียกร้องทางการเมืองอย่างเข้มข้นสามารถก้าวคืบหน้าต่อไปได้[vii] ส่วนกรณีของนอร์เวซึ่งใช้ภาษาเขียนร่วมกับพวกเดนนิชมาอย่างยาวนานแต่ออกเสียงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในภาษาพูดนั้น ชาตินิยมได้เกิดขึ้นพร้อมกับหนังสือของไอวาร์ อาร์เส่น อันได้แก่ไวยากรณ์ภาษานอร์วีเจี้ยนฉบับใหม่ (1848) และพจนานุกรม (1850) ซึ่งทั้งตอบสนองและกระตุ้นความต้องการที่จะมีภาษาเฉพาะตัวของนอร์เวเอง สำหรับที่อื่น ๆ ในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 เราก็จะได้พบชาตินิยมของพวกอาฟริกันเนอร์ ซึ่งบุกเบิกโดยพวกบัวร์ซึ่งเป็นนักสอนศาสนาและนักวรรณกรรมม พวกเขาประสบความสำเร็จในการทำให้ภาษาพูดของพวกดัทช์กลุ่มเล็ก ๆ กลายมาเป็นภาษาในเชิงวรรณกรรม เมื่อประมาณทศวรรษที่ 1870 แล้วขนานนามภาษานี้ด้วยชื่ออื่นซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับยุโรปเลย พวกชาวคริสต์ทั้งนิกายมารอนไนท์ และนิกายคอปต์ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยอันเป็นผลิตผลของวิทยาลัยอเมริกันแห่งเบรุต (ก่อตั้งในปี 1866) และวิทยาลัยเยซูอิตแห่งเซนต์โจเซฟ (ก่อตั้งขึ้นในปี 1875) เป็นกลุ่มหลักที่รื้อฟื้นการศึกษาอาหรับแบบคลาสสิค และยังเป็นผู้กระจายแนวคิดชาตินิยมแบบอาหรับ[viii] ส่วนเมล็ดพันธุ์ชาตินิยมตุรกิชนั้น ปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อมีการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาถิ่นขึ้นที่กรุงอิสตันบุลในช่วงทศวรรษที่ 1870[ix] ระยะเดียวกันนี้ กระบวนการสร้างภาษาถิ่นขึ้นมาเป็นภาษาทางการยังมีรูปแบบอื่นออกไปอีกก็คือ ภาษาของการประพันธ์ดนตรี ดังนั้น ตามหลังโดโบรฟสกี้ ก็มีสเมตานา ดวอช๊าค และจานาเซค ตามหลังอาเส่นก็มีกรีก ตามหลังคาซินซี่ก็มีเบลา บาร์ต๊อคและอื่น ๆ อีกมากมายตลอดมาจนถึงศตวรรษของเรา บรรดาคีตกวีของยุคศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 เหล่านี้ ต่างก็พยายามสร้างลักษณะ “ดนตรีแห่งชาติ” ขึ้นมา โดยอาศัยการศึกษาจากเพลงพื้นถิ่นต่าง ๆ แล้วนำมาผสมผสานจัดองค์ประกอบทางดนตรีเสียใหม่ดังที่ปรากฏสืบต่อมา เป็นที่แน่ชัดว่า กิจกรรมเชิงปฏิวัติของเหล่านักสร้างพจนานุกรม นักนิรุกติศาสตร์ นักไวยากรณ์ภาษา ผู้ศึกษาเรื่องพื้นบ้าน ผู้พิมพ์โฆษณา และนักประพันธ์ดนตรี มิได้วางอยู่บนความว่างเปล่า แต่พวกเขาเหล่านี้คือผู้กระทำการผลิตเพื่อตอบสนองตลาดที่มีแบบแผน เป็นผู้เชื่อมต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านตลาดจอแจอันเงียบสงัด หากเราถามว่าใครคือผู้บริโภคที่กล่าวถึงนี้ ในแง่สำนึกโดยรวมๆ แล้ว คนเหล่านี้คือครอบครัวของชนชั้นอ่านเขียน ซึ่งมิได้หมายถึงเฉพาะ “พ่อผู้ซึ่งทำงาน” แต่รวมหมายถึงภริยาซึ่งถูกผูกติดกับภาระในบ้าน และเด็กวัยเรียนทั้งหลาย เมื่อพิจารณาตัวเลขทางสถิติของประมาณปลายทศวรรษ 1840 แล้ว ทั้งบริเทนและฝรั่งเศส ที่ถือกันว่าเป็นรัฐก้าวหน้าที่สุดของยุโรปในขณะนั้นประชากรเกือบครึ่งก็ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ (ในส่วนที่ล้าหลังเช่นรัสเซียมีเปอร์เซนต์สูงเกือบ 98 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว) “ชนชั้นที่อ่านหนังสือ” จึงหมายถึงผู้ที่มีอำนาจพอควร พูดให้ชัดขึ้น พวกนี้ก็คือพวกชั้นที่อยู่ตรงกลาง และเพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่อันได้แก่ พวกเจ้าหน้าที่ข้าราชการชั้นล่าง พวกวิชาชีพต่างๆ และกระฎุมพี ทั้งพ่อค้าและอุตสาหกรรม เพิ่มเติมไปจากพวกชนชั้นปกครองเก่าแต่เดิมซึ่งได้แก่ชนชั้นขุนนางและเจ้าที่ดิน พวกเจ้านายและพวกพระ กลางศตวรรษที่ 19 ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปพากันเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ และเพิ่มขยายขนาดของหน่วยงานราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เนื่องมาจากการว่างเว้นจากสงครามขนาดใหญ่ “ระหว่างค.ศ. 1830 และ 1850 ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวได้เพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับสเปน 40 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส 44 เปอร์เซ็นต์ในรัสเซีย 50 เปอร์เซ็นต์ในเบลเยี่ยม 70 เปอร์เซ็นต์ในออสเตรีย 75 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐอเมริกา และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์สำหรับเนเธอร์แลนด์”[x] การขยายตัวของระบบราชการ หมายถึงการมีหน่วยงานที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจงเพิ่มมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้การเลื่อนลำดับชั้นเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มความหลากหลายในแง่ที่มาทางสังคมของข้าราชการเพิ่มมากขึ้นด้วย กลไกทางฝ่ายพลเรือนระดับสูงของรัฐออสโตร – ฮังการี ซึ่งแต่เดิมเคยถูกครอบงำโดยพวกขุนนางเก่าแก่ที่เสื่อมสภาพ ได้ถูกถ่วงดุลย์โดยพวกที่ถือกำเนิดจากชนชั้นกลาง ซึ่งเพิ่มจากที่ไม่เคยมีเลยสักคนเดียวในปี 1804 มาเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ในปี 1829 35 เปอร์เซ็นต์ในปี 1859 และ 55 เปอร์เซ็นต์ในปี 1878 ส่วนในฝ่ายข้าราชการทหาร มีแนวโน้มไปในทางเดียวกันแต่ย่างก้าวช้ากว่า สัดส่วนการเพิ่มของระดับสัญญาบัตรที่มาจากชนชั้นกลางโดยกำเนิดนั้น เพิ่มจาก10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1859 และ 1918[xi] หากการขยายตัวของชนชั้นกลางในระบบราชการเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ และในอัตราที่พอจะเทียบเคียงกันได้ทั้งในหมู่ประเทศที่ก้าวหน้าและล้าหลังในยุโรป การเพิ่มขึ้นของกระฎุมพีพ่อค้า และอุตสาหกรรมมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง บางที่มีขนาดที่ใหญ่โต และรวดเร็ว ในขณะที่บางที่มีความเชื่องช้าหรือไม่ต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ ก็ตาม การ “ก้าวขึ้นมา” นี้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมี่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่มีกับลักษณะทุนนิยมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสำคัญ พวกชนชั้นปกครองก่อนพวกกระฎุมพีนั้น ได้สร้างความสมัครสมานในหมู่ตนโดยมิได้อาศัยปัจจัยของภาษาหรืออย่างน้อยก็อยู่นอกขอบเขตของการใช้ภาษาหนึ่งเดียวที่เป็นทางการ หากผู้ปกครองสยามจะได้รับเอาสตรีสูงศักดิ์มาเลย์มาเป็นนางกำนัล หรือกษัตริย์อังกฤษจะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสเปน โดยที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในการสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องที่สลักสำคัญใด ๆ ความสมัครสมานที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากการกลายเป็นเครือญาติ การอยู่ในความอุปถัมภ์และความภักดีส่วนตนที่เกิดขึ้น ขุนนาง “ฝรั่งเศส” สามารถร่วมมือกับกษัตริย์”อังกฤษ” เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าแผ่นดิน “ฝรั่งเศส” ทั้งที่มิได้ร่วมภาษาหรือวัฒนธรรมเดียวกัน การวางแผนและคาดการณ์แบบแมคเคียเวลลี่ ซึ่งวางอยู่บนฐานของความเป็นญาติและมิตรสหายต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญ พวกขุนนางเก่าที่มีจำนวนค่อนข้างน้อยมีฐานทางการเมืองที่ตายตัว และสัมพันธภาพทางการเมืองเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ที่สืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ทางเพศหรือการสืบสายโลหิตนั้น ความสมานฉันท์ของชนชั้น มีรูปธรรมที่ชัดเจนพอ ๆ กับเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการร่วมกัน ฉะนั้น ไม่ว่าพวกเจ้านายจะมีการศึกษาต่ำช้าเพียงใด ก็ยังสามารถสำแดงตัวตนของความเป็นเจ้าได้ แต่สำหรับพวกกระฎุมพีนั้น จะมีตัวตนในฐานะชนชั้นได้ก็เพียงเพราะมีการลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน เจ้าของโรงงานที่เมืองลิลล์ ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของโรงงานที่เมืองลีองก็ตรงที่ต่างก็เป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นเลยที่จะต้องรับรู้การดำรงอยู่ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเป็นญาติกัน หรือสืบทอดมรดกทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ความเป็นพวกเขาเรือนพันเรือนหมื่นคนสามารถมองเห็นได้ก็ด้วยภาษาที่มีแบบแผนชนิดเดียวกัน เพราะกระฎุมพีที่ไร้การศึกษานั้น เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่จะคาดคิดว่ามีจริง ฉะนั้น ตามนัยทางประวัติศาสตร์แล้ว กระฎุมพีเป็นชนชั้นแรกที่บรรลุถึงการเป็นกลุ่มก้อนโดยอาศัยการสร้างจินตนาการเป็นฐานสำคัญ การที่ภาษาละตินในยุโรปได้พ่ายแพ้ต่อภาษาถิ่นซึ่งเป็นแบบแผนของทุนนิยมเกือบ 2 ศตวรรษมาแล้วก่อนศตวรรษที่ 19 การรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหล่านี้ จึงขยายออกไปไกลสุดเท่าที่ภาษาถิ่นจะสามารถนำพาไปได้ หรืออีกนัยหนึ่งใครจะหลับจะนอนกับใครก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ใช้ภาษาของคนอื่น ๆ ได้ บรรดาเจ้านาย เจ้าที่ดิน กลุ่มวิชาชีพ ข้าราชการและชาวบ้านร้านตลาด เหล่านี้นี่แหละคือผู้บริโภคที่มีศักยภาพของการปฏิวัติในทางภาษา หากแต่ลูกค้าเหล่านี้จะอยู่ตรงที่ไหนบ้างก็สุดจะคาดเดาได้ อีกทั้งสัดส่วนของคนเหล่านี้ก็ยังมีแตกต่างกันออกไป แล้วแต่เขต ดังที่เคยได้แจกแจงถึงเหตุผล ข้อแตกต่างที่ชัดแจ้งระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป กับที่เกิดขึ้นในอเมริกามาแล้วข้างต้น สำหรับอเมริกานั้น อาณาจักรต่าง ๆ มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากในแง่ของภาษาถิ่นที่ใช้กันแต่ในยุโรป แล้วเหตุบังเอิญพ้องพานกันเช่นนี้เป็นเรื่องยากเต็มทน อาณาจักรของราชวงศ์ต่าง ๆ ภายในยุโรป ล้วนแล้วแต่มีภาษาถิ่นของตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อำนาจกับภาษาแบบฉบับ มักไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไรนัก
[i] ต้องสารภาพว่า ความรู้ที่ใช้ในการวิเคราะห์ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกนั้น อิงอยู่กับงานของ Seton – Watson เป็นอย่างมาก สำหรับภาษารูมาเนียนั้น ให้ดู Nations and States หน้า 177 [ii] เพิ่งอ้าง หน้า 150 – 153 [iii] Paul Ignotus, Hungary หน้า 44 “เขาได้พิสูจน์แล้ว แต่ความดึงดันที่รุนแรงของเขาดูน่าเชื่อถือมากกว่าคุณค่าเชิงสุทนรียะของตัวอย่างที่เขาหยิบยกขึ้นมา” บางทีมันอาจไม่มีความหมายใดเลยในการที่ข้อความซึ่งแทรกอยู่ภายใต้หัวเรื่องว่า “การประดิษฐ์ชาติฮังการี” ซึ่งเปิดประเด็นไปสู่ข้อความที่ซ่อนความหมายที่ว่า “ชาติเกิดขึ้นเมื่อคนเพียงจำนวนหยิบมือเดียวเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันควรจะเป็นเช่นไร” [iv] Seton – Watson, Nations and States หน้า 158 – 61 ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น รุนแรงพอที่จะโน้มน้าวลีโอโปล์ดที่ 2 (ครองราชย์ 1790 – 1792) ทายาทของพระองค์ ในการนำภาษาละตินกลับมาอีก โปรดดูในบทที่ 6 ประกอบด้วย ในแง่ของการเมือง อยากจะกล่าวเอาไว่ด้วยว่า คาซินซี่เห็นพ้องกับพระเจ้าโจเซฟที่ 2 ต่อประเด็นนี้ [v] Seton – Watson, Nations and States หน้า 187 ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวเลยว่า ระบอบซาร์ปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างแย่มาก เชฟเชงโกจบชีวืตลงในไซบีเรีย ในขณะที่ราชวงศ์ฮับสเบอร์กให้การสนับสนุนนักชาตินิยมยูเครเนียนในแกลิเซียอยู่บ้าง ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้เป็นตัวถ่วงต้านพวกโปล [vi] Kemiläinen, Nationalism หน้า 208 – 215 [vii] Seton – Watson, Nations and States หน้า 72 [viii] เพิ่งอ้าง หน้า 232 และ 261 [ix] Kohn, The Age of Nationalism หน้า 105 – 107 การปฏิเสธ”อ๊อตโตมาน” หมายถึงการปฏิเสธบรรดาข้าราชการจักรกลทั้งหลายของราชสำนักอ๊อตโตมาน ซึ่งมีองค์ประกอบต่าง ๆ ของตุรกิช เปอร์เซี่ยน และอราบิก ฉะนั้น บุคคลที่มีสีสันแบบ อิบราฮิม วินาสี ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ตุรกีเล่มแรกนั้น เพิ่งเดินทางกลับมาจากฝรั่งเศสเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไร ก็จะมีผู้คนติดตามเป็นพรวนเสมอ ในปี 1876 จึงจุได้มีหนังสือพิมพ์รายวันภาษาตุรกี 7 ฉบับในกรุงคอนสแตนคิโนเปิล [x] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 229 [xi] Peter J. Katzenstein, Disjoined Parters, Austria and Germany since 1815 หน้า 74 บทแปลหนังสืออาจารย์เบน - 3ภาพรวมของการเติบโตในทางการศึกษา การค้าพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การติดต่อสื่อสาร และรวมทั้งการขยายตัวของกลไกรัฐ เป็นเครื่องบ่งบอกว่าศตวรรษที่ 19 ได้ก่อกำเนิดชีวิตใหม่อันทรงพลัง สำหรับเอกภาพทางภาษาถิ่นที่ใช้ร่วมกันในราชวงศ์เดียวกัน ภาษาละตินมีฐานะเป็นภาษาของรัฐในอาณาจักรออสโตร-ฮังการีอยู่จนถึงต้นทศวรรษของปี 1840 แต่หลังจากนั้นก็เสื่อมสลายไปเกือบเรียกได้ว่าอย่างฉับพลัน ศตวรรษที่ 19 นี้ ภาษาที่แม้จะไม่ได้เป็นภาษาแห่งรัฐ แต่มีฐานะเช่นนั้น ก็คือภาษาของแวดวงธุรกิจ การศึกษา การหนังสือพิมพ์ และในวงวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ภาษาเหล่านี้ได้สอดประสานซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาษาถิ่นซึ่งกลายมาเป็นภาษารัฐมีทั้งพลังและสถานะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ขณะแรกเริ่มในลักษณะที่ไม่ได้มีการวางแผนให้เป็นระบบระเบียบใด ๆ ภาษาอังกฤษกระทุ้งภาษาแกลิคหลุดกระเด็นออกไปพ้นเขตส่วนใหญ่ของไอร์แลนด์ ภาษาฝรั่งเศสรุกภาษาเบรอตองจนไปติดกำแพง และภาษาคาสติเลี่ยนกดทับจนภาษาคาตาลานถอยไปอยู่ที่ชายขอบ สำหรับบริเทนและฝรั่งเศสนั้น ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างจะเป็นข้อยกเว้น กลายเป็นว่าพอมาถึงกลางศตวรรษนี้ก็เกิดความพ้องจองกันระหว่างภาษาของรัฐและภาษาของประชาชนส่วนใหญ่ [i] การสอดประสานของภาษาในกลุ่มสังคมต่าง ๆ ดำเนินไปได้โดยปราศจากการส่งผลสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง (ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในอเมริกา) แต่สำหรับกรณีอื่น เช่นภายใต้อาณาจักรออสโตร-ฮังการี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกรณีสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง มีผลสืบเนื่องที่สั่นสะเทือนและรุนแรง เนื่องด้วยความใหญ่โตมโหฬารของอาณาจักร แต่เปี่ยมไปด้วยความผุกร่อนและความหลากหลายของภาษาถิ่น ฉะนั้น เมื่อระดับการศึกษาเพิ่มขยายขึ้น การเข้าแทนที่ภาษาละตินด้วยภาษาถิ่นใด ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 กลายเป็นความได้เปรียบอย่างมหาศาสสำหรับกลุ่มประชากรที่ใช้ภาษานั้นอยู่แล้ว และในทางกลับกันก็นำความวิบัติมาสู่ผู้ที่มิได้ใช้ภาษานั้นด้วย การที่เน้นเรื่องภาษาอื่นใด ดังข้างต้น ก็เนื่องด้วยจะได้มีการกล่าวถึงกรณีอื่น ๆ อีกในภายหน้า เช่น กรณีการยกภาษาเยอรมันขึ้นเป็นภาษาราชสำนักฮับสเบอณืกเมี่อตอนศตวรรษที่ 19 กลับไม่ได้นำไปสู่ขบวนการชาตินิยมเยอรมันอย่างที่หลายคนอาจคาดคิด (ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนี้ คนอาจคาดว่าในท้ายที่สุดสำนึกชาตินิยมน่าจะเกิดขึ้นภายใต้แต่ละราชวงศ์โดยเริ่มขึ้นในหมู่ข้าราชการที่ใช้ภาษาถิ่นนั้นๆก่อนคนอื่น ที่คาดหวังเช่นนั้นก็เนื่องจากประวัติ- ศาสตร์ เป็นไปเช่นนั้น) ผู้ใช้ประโยชน์จากพจนานุกรมมีหลากหลายตามสภาวะทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ในฮังการีที่ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบไม่มีกระฎุมพีโมยาร์ดำรงอยู่เลย คนประมาณหนึ่งในแปดจะอ้างว่าตนเป็นชนชั้นผู้ดี ภาษาฮังการีเปรียบเสมือนเป็นแนวกำแพงเตี้ย ๆ ที่กั้นแบ่งระหว่างกลุ่มที่ใช้ภาษาเยอรมันกับพวกขุนนางชั้นล่างและเจ้าที่ดินที่ยากจน[ii] ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะเกือบเหมือนกันกับผู้ใช้ภาษาโปลิช กรณีที่เป็นแบบฉบับกว่าคือ การผสมกันของพวกผู้ดีชั้นล่าง นักการศึกษา นักวิชาชีพ และนักธุรกิจ กล่าวคือ กลุ่มที่หนึ่งมักจะได้รับ”ตำแหน่ง” ให้เป็นผู้นำ กลุ่มที่สองและสามเป็นผู้จรรโลงความเชื่อ บทกวี หนังสือพิมพ์ และเป็นผู้สร้างอุดมการณ์ ส่วนพวกสุดท้ายเกี่ยวข้องกับเงินทองและเรื่องของการตลาด โคราเอสผู้มองโลกในแง่ดี ได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับ”ผู้ใช้ประโยชน์”กลุ่มแรก ๆ ซึ่งเริ่มขบวนการชาตินิยมกรีกว่า ส่วนใหญ่ก็คือปัญญาชนและผู้ประกอบการ:[iii] ในเมืองซึ่งไม่ยากจนมากนักย่อมมีคนที่มีฐานะพอสมควร มีสถานศึกษาสองสามแห่ง ดังนั้นย่อมต้องมีคนบางคนที่สามารถอ่านและเข้าใจนักเขียนในสมัยโบราณ การปฏิวัติย่อมเริ่มต้นได้ก่อน อีกทั้งความก้าวหน้าก็มีความราบรื่นและรวดเร็วไปกว่าคนอื่น ส่วนเมืองที่มีโรงเรียนอันใหญ่โต มีการเรียนภาษาต่างประเทศ มีการเรียนวิทยาการต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ในยุโรป ผู้อุปถัมภ์ซึ่งมั่งคั่งร่ำรวย สนับสนุนให้มีการตีพิมพ์หนังสือที่แปลมาจากภาษาอิตาเลี่ยน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ เขาได้ส่งคนหนุ่มสาวที่ใฝ่การเรียนรู้ไปยังยุโรป พวกเขาให้ลูกหลานของเขาได้รับการศึกษาที่ดีกว่า ไม่เว้นแม้จะเป็นเด็กผู้หญิง........ พวกที่อ่านหนังสือประกอบด้วยผู้ใช้ภาษาที่หลากหลาย และจำแนกได้หลายชั้น จากด้านหนึ่งคือภาษาฮังการี ไปจนถึงภาษากรีกที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มเหล่านี้พัฒนาไปคล้ายกันตลอดทั่วทั้งยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก แล้วขยายเข้าไปสู่ตะวันออกใกล้ในศตวรรษต่อมา[iv] ชุมชนเชิงจินตนาการที่ใช้ภาษาถิ่นอย่างใหม่ร่วมกันนี้ มีความแตกต่างกันระหว่างเมืองกับชนบท และความเข้มข้นที่ผิดแผกจากกัน ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพระหว่างมวลประชาชนกับผู้มุ่งมั่นในการเผยแพร่แนวคิดชาตินิยม ที่ปลายโต่งด้านหนึ่ง อาจยกเอาไอร์แลนด์ขึ้นเป็นกรณีว่าเป็นที่ที่เหล่าพระคาทอลิคซึ่งส่วนใหญ่มาจากชาวนาและมีความใกล้ชิดกับท้องถิ่น เป็นผู้ทำบทบาทสำคัญนี้ ปลายโต่งอีกด้านหนึ่งนั้น ฮอบส์บอมได้วิพากษ์เชิงเสียดสีเอาไว้ว่า “ชาวนาแกลิเคี่ยน (โปลิช) ต่อต้านพวกนักปฏิวัติโปลิชในปี 1846 แม้ว่าความจริงแล้ว พวกนี้ได้ประกาศยกเลิกระบบไพร่ให้ อีกทั้ง(ชาวนา)ยังยินดีที่จะให้มีการสังหารพวกผู้ดี แต่กลับไว้วางใจพวกข้าราชการของพระจักรพรรดิ์”[v] แต่ความจริงแล้วในทุกหนทุกแห่งเมื่อการศึกษามีมากขึ้น ก็จะเป็นการง่ายขึ้นที่ปลุกเร้าการสนับสนุนจากหมู่ประชาชนพร้อมกันกับที่มวลประชาชนจะได้ค้นพบความสง่างามแบบใหม่ชองการที่ภาษาอันต่ำต้อยที่พวกเขาได้ใช้พูดกันมานานแสนนานได้ถูกยกระดับขึ้นมาสู่การเป็นภาษาทางการ ตรงจุดนี้ แนรน์ได้ค้นพบกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องว่า “พวกปัญญาชนคนชั้นกลางใหม่แห่งชาตินิยมได้เชื้อเชิญให้มวลหมู่ประชาชนเดินเข้ามาในประวัติศาสตร์ ด้วยบัตรเชิญที่เขียนในภาษาที่พวกเขาเข้าใจได้”[vi] แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการเชิญชวนนี้ จึงดูมีความน่าสนใจ และเหตุใดบรรดาพันธมิตรแนวร่วมซึ่งมีความหลากหลาย (ปัญญาชนคนชั้นกลางที่แนรน์หมายถึงย่อมไม่ได้เป็นเจ้าภาพแต่เพียงรายเดียว) จึงยินยอมร่วมใจกัน ซึ่งมีทางที่จะเข้าใจได้ประการเดียวว่าเป็นเพราะการทำอย่างตาม ๆ กันไป ฮอบส์บอมได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ การปฏิวัติฝรั่งเศสมิได้เกิดขึ้น หรือนำโดยพรรคหรือขบวนการที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เข้าใจกันในสมัยใหม่ ทั้งไม่ได้มีตัวคนที่พยายามจะดำเนินการอย่างมีระบบแบบแผนใด ๆ การหา “ตัวผู้นำ” อย่างเช่นที่เราคุ้นเคยกับภาพของการปฏิวัติในศตวรรษที่ 20 ก็เป็นความยากยิ่ง จนกระทั่งล่วงเลยการปฏิวัติไปแล้วนั่นแหละ นโปเลียนจึงปรากฏขึ้นเป็นตัวบุคคล”[vii] และเมื่อปรากฏขึ้นดังนี้ การสะสมความทรงจำจนเกิดเป็นรูปร่างถึงจะมีขึ้น มีการเชื่อมโยงปะติดปะต่ออย่างยุ่งเหยิงและเกินจริงของเหตุการณ์อันได้ประสบมา ทั้งโดยคนที่กระทำและเหยื่อของเหตุการณ์ กลายเป็น “ตัวตน” ที่ถูกขนานนามว่า “การปฏิวัติฝรั่งเศส” เปรียบเสมือนกับก้อนหินที่ปราศจากรูปทรง ถูกสลักเสลาจนกลมเกลี้ยงด้วยหยดน้ำซึ่งนับจำนวนับไม่ถ้วน เช่นเดียวกันประสบการณ์ก็ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปเป็นร่างด้วยคำจำนวนนับล้าน ๆ จนกลายเป็น”ความคิด” ซึ่งประทับลงบนหน้ากระดาษ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็กลายมาเป็นต้นแบบ ทำไม”มัน” จึงเกิดขึ้น อะไรคือจุดมุ่งหมายของ”มัน” ทำไม”มัน”จึงประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว คำถามเหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงอันมีไม่รู้จบของทั้งมิตรและศัตรู แต่”ตัวตน”ของมันเองอย่างที่ได้เป็นไปแล้ว มักไม่ค่อยมีคนตั้งข้อสงสัยนัก[viii] ในทำนองเดียวกัน ขบวนการเรียกร้องเอกราชของอเมริกาได้กลายเป็นต้นแบบของ”แนวความคิด” “แบบจำลอง” และ”พิมพ์เขียว” ไปโดยทันที โดย”ความเป็นจริง” แล้ว “โบลิวาร์มีความกลัวการลุกฮือของพวกนิโกร และซานมาร์ตินเองที่ประกาศว่าแบบพวกของเขาคือความเป็นเปรูที่แท้จริง ทั้งสองอย่างนี้ขัดกันอย่างรุนแรงกับความเชื่อที่มีอยู่ คำที่กล่าวกันต่อ ๆ มาได้ลบล้างเรื่องข้างต้นเหล่านี้เกือบจะหมดเกลี้ยง และหากใครจะได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นเรื่องของความสับสนคลาดเคลื่อนกับ”ความเป็นจริง” จากลักษณะที่ผสมปนเปแบบอเมริกันได้กลายมาเป็นจินตนาการของความเป็นจริงดังต่อไปนี้คือ ประชาชาติแบบพหุรัฐ สถาบันแบบสาธารณรัฐ ความเป็นพลเมืองที่มีร่วมกัน อธิปไตยของปวงประชาชน ธงชาติ เพลงชาติ และอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อต้องขจัดแนวคิดที่เป็นด้านตรงกันข้ามอันได้แก่จักรวรรดิแบบราชวงศ์ สถาบันต่างๆ แบบกษัตริย์ การรวมศูนย์อำนาจโดยสมบูรณ์ การขึ้นต่อ การสืบสายโลหิตแบบขุนนาง ขนบไพร่ เขตกักกัน และอื่นๆ (ในบริบทดังกล่าวนี้ มีข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ คือ มิได้มีการ”ระบุห้าม” การมีทาสออกจาก”แบบแผน”ของอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ตลอดจนการงดที่จะยอมรับภาษาของสาธารณรัฐทางใต้) นอกไปจากนี้ ความถูกต้องและความเป็นสากลของพิมพ์เขียวก็มักจะได้รับการรับรองจาก ความเป็นพหุลักษณ์ ของรัฐเอกราชทั้งหลาย ผลที่เกิดขึ้นตอนประมาณทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 19 ก็คือ การมี”ต้นแบบ” รัฐแห่งชาติที่เป็นอิสระเอาไว้ให้ทำตามๆ กัน[ix] (กลุ่มแรก ๆ ที่จะได้ทำตามนี้ก็คือ พวกที่ได้รับการศึกษาของกลุ่มภาษาถิ่นที่อยู่ตามชายขอบดังเช่นที่บทนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ) หากจะให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็เป็นเพราะว่า ต้นแบบอันเป็นที่รู้กันในขณะนั้น ได้กำหนด”มาตรฐาน” ซึ่งจะไม่ยอมให้มีความแตกต่างออกไป แม้กระทั่งผู้ดีฮังกาเรียนและโปลิชซึ่งทั้งล้าหลังและป็นปฏิกิริยา ยากที่จะอยู่ในรูปรอยนี้ และไม่อาจจะได้รับการ”เชิญเข้าร่วม”กันกับบรรดาผู้รักชาติซึ่งถูกกดขี่ได้ (หากจะมีก็คงจะน้อยเต็มทน) หรืออีกนัยหนึ่ง การให้เหตุผลของซานมาร์ตินในกรณีการสร้างความเป็นเปรูขึ้นนั้น ก็ใช้ได้กับกรณีนี้เช่นกัน หาก “ชาวฮังกาเรียน” ควรค่าแก่การมีรัฐแห่งประชาชาติของตน นั่นก็ย่อมจะหมายถึงชาวฮังกาเรียนหมดทุก ๆ คน[x] และยังหมายต่อไปอีกว่ารัฐที่ว่านี้ ถือเอาเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การมีอธิปไตยของผู้ที่พูดและอ่านภาษาฮังกาเรียนทั้งมวล และในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการขจัดระบบไพร่ มีการเพิ่มพูนการศึกษาของประชาชน มีการขยายสิทธิในการลงคะแนนเสียง และอื่นๆ ฉะนั้น ลักษณะ”ประชานิยม”ของชาตินิยมในยุโรปช่วงต้น ซึ่งมักถูกนำมาใช้โดยพวกนักพูดปลุกระดม และส่วนใหญ่เป็นพวกที่มาจากกลุ่มสังคมที่ล้าหลังที่สุด ประชานิยมในยุโรปจึงมีน้ำหนักกว่าเมื่อเทียบกับกรณีของอเมริกา เช่นมีการปลุกเร้าว่าจะต้องขจัดระบบไพร่ การมีกฎหมายที่รับรองการมีทาสเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และอื่นๆ อีกมาก ทั้งนี้ก็เพราะแบบฉบับของแนวคิดได้ถูกวางเอาไว้ในตำแหน่งแห่งหนที่ไม่มีใครจะมาลบทิ้งไปได้นั้นเอง
[i] ดังที่เราได้เห็นแล้วว่า กระบวนการทำให้ภาษาพื้นบ้าน และภาษาแห่งรัฐกลายเป็นสิ่งเดียวกันนั้น เกิดขึ้นในสองขอบเขต นับแต่เริ่มแรก ในกรณีของสหจักรภพนั้น มีการใช้กำลังทางทหารเข้าไปสยบพวกที่ใช้ภาษาเกลิคตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และความอดอยากขาดแคลนในทศวรรษ 1840 ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลอย่างรุนแรง [ii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 165 สำหรับตัวอย่างที่ดีเยี่ยมซึ่งลงรายละเอียดของประเด็นให้ดู Ignotus, Hungary หน้า 44 – 56 และ Jaszi, The Dissolution หน้า 224 – 225 [iii] Kedourie, Nationalism in Asia and Africa หน้า 170 หากกจะลองสมมุติว่า ถ้าโคราเอสมองข้ามไหล่ของเขาไปยัง “ยุโรป” ด้านหลังของเขาก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิล อ๊อตโตมานยังไม่ได้เป็นภาษาต่างด้าว และภรรยาในอนาคตผู้ซึ่งไม่ยอมคลอดลูก กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาด print market (?) [iv] ตัวอย่างอื่น ๆ ให้ดู Seton – Watson, Nations and States หน้า 72 (ฟินแลนด์) หน้า 145 (บุลกาเรีย) หน้า 153 (โบฮีเมีย) และหน้า 432 (สโลวาเกีย) Kohn, The Age of Nationalism หน้า 83 (อัยิปต์) และ หน้า 103 (เปอร์เซ๊ย) [v] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 169 [vi] The Break – up of Britain sohk 340 [vii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 80 [viii] เปรียบทียบ “คำว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น สะท้อนถึงปลกระทบ ที่มีต่อยุโรปค่อนข้างช้า เหตุเกิดขึ้นก่อยจะมีคำเรียก เข้าใจว่า ประมาณทศวรรษของ 1820 นี้แหละที่นักสังคมนิยมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นกลุ่มแรกที่ใช้คำๆ นี้ เข้าใจว่าเป็นไปในเชิงเทียบเคียงกับการปฏิวัติทางการเมืองในรั่งเศส” เพิ่งอ้าง หน้า 45 [ix] อาจชัดเจนขึ้นหากกล่าวว่า ตัวแบบนั้นเป็นส่วนผสมที่ซับซ้อนของปัจจัยที่เป็นฝรั่งเศสและอเมริกัน แต่จวบจนกระทั่งหลังปี 1870 นั่นแหละที่ “ความจริงอันประจักษ์แจ้ง” ของฝรั่งเศสก็คือ การกู้คืนฐานะของกษัตริย์ และการตั้งราชวงศ์กำมะลอของหลานของนโปเลียน หลังจากที่นโปเลียนพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายในปี 1815 แล้ว เขาได้ถูกเนรเทศไปยังเกาะที่ไกลโพ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก และใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นั่น เหล่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายในยุโรปได้เห็นพ้องกันในการกู้ราชวงศ์บูร์บองซึ่งเคยปกครองอยู่ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส ดังนั้น หลุยส์ที่ 18 จึงได้ครองราชย์ระหว่าง 1815 – 1824 และสืบทอดบัลลังก์ไปยังชาร์ลส์ที่ 10 ซึ้งจะถูกโค่นล้มลงโดยปะชาชนจำนวนมาก ในปี 1830 กษัตริย์องค์ต่อไปก็คือ กษัตริย์หลุยส์ ฟิลิปป์ผู้ซึ่งอ้างว่าทรงเป็นประชาธิปไตย และผู้ปกครองที่นิยมรัฐธรรมนูญ แต่โดยแท้จริงแล้วมิได้เป็นไปตามนั้น กษัตริย์พระองค์นี้ทรงถูกโค่นล้มโดยประชาชนเช่นกันในปี 1848 นับเป็นการจบสิ้นราชวงศ์บูร์บอง สถานการณ์เช่นว่านี้เป็นการเปิดช่องทางเอาไว้ให้หลานชายของนโปเลียน ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปีนั้น อีกสามปีต่อมา เขาได้ทำการรัฐประหารและประกาศยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ครองอำนาจอยู่ขนถึงปี 1870 เมื่อกองทัพของพระองค์พ่ายแพ้ต่อทัพของเยอรมันี พระองค์จึงถูกบีบบังคับให้สละราชสมบัติ พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้านในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส [x] นี่ไม่ใช่กรณีที่แยกกันจนเห็นได้อย่างชัดเจน กว่าครึ่งของพลเมืองแห่งราชอาณาจักรฮังการี มิได้เป็นชาวโมยาร์ มีเพียง 1 ใน 3 ของไพร่เท่านั้น ที่พูดภาษาโมยาร์ ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เหล่าบรรดาขุนนางโมยาร์ชั้นสูง ถ้ำม่พูดภาษาฝรั่งเศสก็พูดภาษาเยอรมัน ผู้ดีระดับกลางและล่าง “พูดภาษาละตินชั้นต่ำปะปนด้วยภาษาโมยาร์ สโลวัค และเซอร์บ แถมด้วยแสดงความรู้สึกในภาษาโรมาเนียน เช่นเดียวกับภาษาแบบพื้น ๆ.....” Ignotus, Hungary หน้า 44 – 46 และ 81
“พวกไพร่เป็นประดิษฐ์กรรมที่แปลกปนะหลาดของศักดินายุโรป พวกนี้ไม่ใช่ทาส ไม่ใช่คนใช้ในครัวเรือน สามารถถือครองที่ดิน แต่ห้ามละทิ้งหน้าที่หรืออาณาบริเวณที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าศักดินา อีกทั้งการเปลี่ยนความจงรักภักดีไปยังเจ้ารายอื่นก็ต้องห้ามด้วย พวกไพร่มีข้อผูกพันว่าจะยอมยกแรงงานและผลผลิตจากไร่นาของตนให้กับเจ้านาย กษัตริย์มิได้มีอำนาจในการสั่งการโดยตรงลงไปยังไพร่ กระทำได้ก็เพียงการสั่งพวกเจ้านายเท่านั้น” |
|
|