songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
7月18日 first world map to depict America
คุณ ธวัชชัย ครับ
ขอบคุณมากครับ ที่กรุณาค้นคว้าข้อมูลที่ต่อเนื่องกับที่เราคุยค้างในที่เสวนาโปรตุเกสวันนั้น (เรื่อง The Portuguese in Southeast Asia
ที่ธรรมศาสตร์ วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2550) ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า
ขอบคุณครับ
ทรงยศ
ทรงยศ
เรื่องการค้นพบโลกใหม่ของยุโรป ก็ยังเป็นประเด็นคาใจให้คนพูดเถียงกันได้ไม่ตกฟาก เทคโนโลยีทั้งหลายที่มีประสิทธิภาพในยุคนั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างไม่ต้องพูดถึง แต่ทั้งหมดก็น่าจะมาลงตรงที่ ทำไมชาวยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโคลัมบัส หรือใครก็ตาม ทำไมถึงเกิดแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงขนาดนั้น ในการมุ่งมั่นจะเดินทางข้ามทวีปไปยังดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แม้ตำนานก็น่าจะเลือนลางพอสมควร จิตใจใหม่แบบนี้ ต้องถือว่าเป็นการปฏิวัติมนุษยสังคมเลย มันเป็นการลงตัวของหลายๆปัจจัยอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ทำให้คนยุโรปกลายเป็นมนุษย์สมัยใหม่ ที่ในตัวเองเป็นทั้งอัตวิสัยและก็เป็นภววิสัยได้ด้วย ความเจริญก็กลายเป็นเส้นตรง ความรู้ก็เป็นเส้นตรง มันเชื่อมต่อกันหมด ทุกอย่างกลายเป็นพลัง
อิทธิพลศาสนาคริสเตียนหรือ ปรัชญามนุษย์นิยม วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ มันช่วยไม่ได้ที่คนยุโรปจะคิดว่าคนเผ่าพันธ์อื่นๆยังอยู่ในอนารยสมัยกัน เพราะอะไรที่เขาคิดได้และทำได้ แต่พวกเราก็ยังคิดไม่ค่อยได้ และยิ่งทำไม่ได้ใหญ่เลย
ธเนศ
อาจารย์ทรงยศครับ
อาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายข้อ ผมขอตอบสั้นๆ เท่าที่จะตอบได้ครับ
1. ในต้นศ.16 ชาวยุโรปบันทึกอเมริกาเหนือบนแผนที่โลกแล้วครับ ในแผนที่โลกคานติโน (ค.ศ. 1502) ที่ผมอีเมลให้อาจารย์ครั้งที่แล้วนั้น นอกจากจะเห็นอเมริกาใต้ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกแล้ว ยังเห็นส่วน Southeast ของอเมริกาเหนือด้วยครับ (โดยเฉพาะฟลอริดาและคาโรไลนา) ในแผนที่โลกฉบับวาลซีมูลเลอร์ (ค.ศ.1507) จะเห็นทั้งอเมริกาเหนือและใต้ (กรุณาดูภาพที่สแกนฝากมาให้ครับ) ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า แผนที่ ค.ศ. 1507 มีความสำคัญมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ชื่อ America ปรากฏบนแผนที่ฝรั่ง (แต่ชื่อนี้อยู่ในอเมริกาใต้แถวเปรู) หอสมุดคองเกรสซื้อไปจากเยอรมนีในราคา 10 ล้านเหรียญ เมื่อปี 2003 สังเกตอีกว่าในแผนที่แผ่นนี้จะมีแหลมมลายูอยู่สองแหลม!
4. แผนที่หลายแผ่นในช่วงศตวรรษที่ 16 จะเห็นแหลมมลายูใหญ่กว่าอินเดีย อธิบายไม่ได้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่นักเดินทางสมัยก่อนน่าจะรู้จักอินเดียมากกว่าอุษาคเนย์
5. แผนที่คานติโน ค.ศ. 1502 (ที่อาจารย์อ้างถึง) ปรากฏชื่ออาณาจักรในอินโดจีน อาทิ นครศรีธรรมราช (Nagaingor) อยุธยา (cerener) กัมพูชา (Champocachim) และ เวียดนาม (Chinacochim) ส่วนดินแดน "ตะวันออกไกล" นั้นก็ปรากฏบนแผนที่แล้วครับ เป็นเมืองท่าฝั่งตะวันออกของจีน ชื่อ Quiritiria ซึ่งอุดมไปด้วยไหม ขี้ผึ้ง ทับทิม และแร่ธาตุที่มีค่ามากมาย ความจริงอาณาจักรในตะวันออกไกลเป็นที่รับรู้ในยุโรปก่อนหน้านั้นแล้ว จีน (Catayo) ปรากฏในแผนที่โลกคาตาลาน (Catalan Atlas) เมื่อ ค.ศ. 1375 ส่วนญี่ปุ่น (Cimpagu) ปรากฏครั้งแรกในแผนที่โลกของฟรา เมาโร (ค.ศ. 1459) ชื่อ Cimpagu นี้แผลงจาก Cipangu ในบันทึกมาร์โค โปโล
6. แมกเจแลนสำรวจรอบโลกในช่วงปี 1519-22 แต่ในคำตอบข้อ 1 จะเห็นว่า "โลกทั้งใบ" (ยกเว้นออสเตรเลีย) ปรากฏบนแผนที่โลกตั้งแต่ปี 1507 สำหรับออสเตรเลียนั้น เอเบล ทาสมัน สำรวจทวีปส่วนบน ใต้ และตะวันตกในช่วงปี 1642-44 และเจมส์ คุก สำรวจทวีปส่วนตะวันออกในปี 1770 ดังนั้นแผนที่โลกทั้งใบ (แบบสมบูรณ์และถูกต้อง) จึงน่าจะเขียนขึ้นหลังปี 1770
คำตอบของผมคงจะเป็นแบบ preliminary นะครับ เพราะไม่มีเวลาค้นคว้า อนึ่ง ตอนนี้ผมกำลังใช้เวลาทำแคตตาล๊อกแผนที่สยาม (ภาษาอังกฤษ) และเตรียมข้อมูลสำหรับบทความ "มาชิน ชื่อเรียกเก่าแก่ของสยามประเทศ" (สำหรับจุดประกาย) ตอนนี้ผมพบแผนที่โลกของชาวตะวันตกจำนวนสี่แผ่น (ค.ศ. 1459, 1516, 1525 และ 1579) ที่วางตำแหน่งของ Macin, Macini ตรงกับสยามประเทศในปัจจุบัน ชื่อนี้ยังปรากฏในบันทึกนิโกโล ดิกงติ (Macinus) สำเภากษัตริย์สุลัยมาน (Machin) ฯลฯ ผมยังพบหลักฐานเยอรมันสมัยศตวรรษที่ 16 ที่ระบุชัดเจนว่าสยามคือแผ่นดินทอง (เป็นบันทึกโดยเซบาสเตียน มึนสเตอร์) เขียนเสร็จเมื่อไรผมจะฝากมาให้อ่านครับ
ด้วยความเคารพ
ธวัชชัย
คุณ ธวัชชัย ครับ
เท่าที่กรุณาตอบมาก็ช่วยให้ผมได้ความรู้มากมายทีเดียวครับ
ยังคงอยากตั้งประเด็นต่ออีกนิดนึงว่า
1 การวาดแผนที่โดยอาศัย ข้อมูลจากบันทึกการเดินทางทางบกและทางน้ำ(ทางทะเล)นั้นดูต่างกันมากนะครับ ผมรู้สึกเผินๆว่า แผนที่ทางบกไม่ค่อยถูกต้องแม่นยำนัก เพราะจุดมุ่งหมายใหญ่คือความตั้งใจที่จะให้คนใช้สามารถเดินทางไปทางบกแล้วสามารถถึงปลายทางได้ในท้ายที่สุด ตัวอย่างของแผนที่(เส้นทางเดินทาง)ของโปโล และแผนที่(เส้นทางเดินทาง)ของสยามที่สมเด็จพระเทพทรงอุปถัมภ์(?)
การจัดพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ คงจะเป็นตัวอย่างได้สำหรับประเด็นนี้ ในขณะที่การวาดแผนที่การเดินทางเรือน่าจะมีความแม่นยำกว่ามากเพราะ จะถูกนำไปคำนวณโดยสัมพันธ์กับระยะทาง/ ตำแหน่งของดวงดาวในแต่ละฤดูกาล/ชายฝั่งทะเล(เท่าที่รู้จัก)/สถานที่ต่างๆ/เส้นรุ้งและเส้นแวงและอื่นๆ
2 ความถูกต้องแม่นยำยังน่าจะสะท้อนถึงการรู้จักและคุ้นเคย ดังที่แผนที่แบบ Europcentric ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ทั้งยุโรป ทะเลเมดิเตอเรเนียน อนาโตเลีย เปอร์เชีย (และในตอนหลังรวมอาฟริกาเข้าไปด้วย) มีความถูกต้องแม่นยำมาก ในขณะที่การรับรู้เรื่องอินเดีย และจีน (อาจรวมถึงสุวรรณภูมิด้วย) น่าจะเป็นการรับรู้ผ่าน พวกพ่อค้าซึ่งเดนทางทางบกมาตลอด (Zheng He ทำแผนที่ของการสำรวจทางทะเลของเขาไหมครับ Manzies พูดถึง อเมริกา ในปี 1421ตามสายตาของ เจิ้งเหอเป็นอย่างไรครับ)
3 ขนาดที่ใหญ่เกินจริงของบางสถานที่ เช่น ศรีลังกาและสุวรรณภูมิ(ตามแผนที่ที่กรุณาแนบมาให้ดู) เป็นไปได้ไหมว่าไม่ได้สะท้อนความจริงของขนาด แต่สะท้อนถึงความสนใจเป็นพิเศษ
4 แผนที่1507 นั้น รูปคนที่อยู่ขวามือคือ Americo Vespucci ใช่ไหมครับและก็น่าสังเกต ด้านตะวันตกของอเมริกาเหนือยัง"ไม่เป็นที่รู้จัก" และยังเป็นการมองออกไปจากยุโรป เข้าใจว่าเขาคงเดินทางไปจากทางทิศตะวันตกของยุโรป แบบเดียวกัน โคลัมบัส
5 ชื่อของ ประเทศต่างๆ ทั้ง กรณีของนครศรีธรรมราช กัมพูชาประเทศ โคชิน ดูจะ"ลงตัว"คือเป็นที่รู้จักและยอมรับโดยทั่วไป ไม่เปลี่ยนกลับไปกลับมา ในขณะที่สยามประเทศดูจะยังไม่ค่อยนิ่งใช่ไหมครับ
ชื่อเรียกว่า Macin(us) ดูเป็นจีนอย่างไรก็ไม่รู้นะครับ หรือเขาจะเรียกเราผ่านจีน?
6 ใน ศ.ที่ 15-16 นั้นภาษาที่ใช้ในแผนที่ควรจะเป็นภาษาอะไรครับ ใช้ภาษาละติน?แบบคำสะกดอยุธยาว่า IUDIA ซึ่ง I อาจหมายถึง J ได้ ดังเช่น INRI ที่ปรากฎบนป้านเหนือกางเขนของพระเยซูนั้นเป็นคำย่อของ Jesus of Nazareth, Rex of Jews
หรือว่าแผนที่ถือเป็นสิ่งมีค่ามากจึงเป็นความลับ และเป็นของใครของมัน จึงมักใช้ภาษาของตัวเองไม่ใช้ภาษากลางที่ใครๆก็อ่านออกได้
หากคุณธวัชชัยยังไม่ว่างจะช่วยไขข้อขอ้งใจก็ไม่เป็นไรครับ(ผมจะต้องรีบเขียนเอาไว้ก่อนเดี๋ยวตัวเองจะลืมไปเสีย) เอาไว้พบกันคราวหน้าค่อยคุยกันต่อก็ได้ครับ
ขอบคุณมากๆครับ หวังว่างานที่กำลังทำอยู่จะคืบหน้าไปด้วยดีนะครับ
ด้วยความนับถือครับ
ทรงยศ
อาจารย์ทรงยศครับ
ขอบคุณมากครับที่ได้กรุณาตั้งประเด็นคำถามที่น่าสนใจมากมาย ทำให้ผมได้ศึกษาเรื่องแผนที่ในมุมมองที่กว้างขึ้น ผมจะลองตอบคำถามอาจารย์เท่าที่ทำได้ครับ
1. แผนที่ในสมัยโบราณ (ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17) มักจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองท่ามากกว่าเมืองชั้นใน เพราะฝรั่งส่วนใหญ่ก็เข้ามาแวะแต่เพียงเมืองท่าเท่านั้น ยังไม่ค่อยมีใครกล้าเดินทางเข้าไปในดินแดนส่วนใน แผนที่แหลมมลายูหรืออ่าวสยามที่ทำโดยชาวโปรตุเกสยุคต้นศ.16 จึงให้รายละเอียดเฉพาะเมืองท่าฝั่งอันดามันและสุมาตราตอนบน ส่วนเมืองท่าฝั่งอ่าวสยามนั้น จะรับรู้ก็จนถึงนครศรีธรรมราช (ยกเว้นแผนที่ฟรา เมาโร ซึ่งปรากฏชื่อเมือง Bicipuri ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับเพชรบุรี น่าอัศจรรย์มาก) ฝรั่งที่เข้ามาแวะเวียน (หรืออ้างถึง) แผ่นดินอินโดจีนก่อนชาวโปรตุเกส จึงรู้จักและพำนักอยู่แต่เมืองท่า เช่น มะริด ตะนาวศรี มะละกา ความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรหรือนครในดินแดนส่วนใน ก็มักจะมาจากคำบอกเล่าของพ่อค้ามุสลิมที่เดินทางนำสินค้ามาจากอยุธยา ฯลฯ มาขายพวกฝรั่งตามเมืองท่า ข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรส่วนในจึงผิดพลาดไปมาก อย่างไรก็ตาม ในแผนที่ฟรา เมาโร ได้ปรากฏนครสำคัญของสยามหลายแห่งนอกจากอยุธยาและเพชรบุรี อาทิ สุโขทัย (Scierchutai) และเชลียง (Zelieng)
2. ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเจิ้งเหอ และไม่ค่อยให้น้ำหนักของทฤษฎีของเมนซีส์มากนัก ส่วนเรื่องศาสตร์ของการทำแผนที่นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ซื้อหนังสือ The Sovereign Map ที่เพิ่งจัดพิมพ์โดยม.ชิคาโก ว่ากันว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุดในการตอบคำถาม "แผนที่คืออะไร" และ "ทำไมแผนที่โบราณจึงมีรูปลักษณะดังที่เห็น" ฯลฯ คงต้องหาเวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ เผือว่าจะเข้าใจอะไรที่เป็นวิชาการมากกว่านี้ (ตอนนีผมยังเป็นเพียง collector & compiler)
3. ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของอาจารย์ ขนาดที่ใหญ่มหึมาของศรีลังกา ก็เพราะฝรั่งเชื่อว่าเกาะนี้คือ ทราโปบานา (Trapobana) ในตำนานโบราณซึ่งปรากฏในบันทึกปโตเลมีเมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว แต่ในระยะต่อมาฝรั่งกลับลงความเห็นว่าเกาะทราโปบานาคือสุมาตรา เพราะเหตุนี้ แผนที่โบราณในอดีตจึงให้ขนาดของศรีลังกาและแหลมมลายูเสียใหญ่โต อนึ่ง ยังมีตำนานโบราณของฝรั่งที่เชื่อว่าแหลมมลายูหรือแหลมทองในบันทึกปโตเลมี (Aurea Chersonesus) เป็นที่ตั้งของอาณาจักร Ophir ซึ่งกษัตริย์โซโลมอนได้ส่งกองเรือเข้ามาเพื่อค้นหาทองคำ (Sven Trakulhun, "The widening of the world and the realm of history," Renaissance Studies, 17, 3, p.395) แต่ก็ตามที่ผมได้ตอบไปในครั้งที่แล้วว่าฝรั่งเชื่อว่าภาคพื้นอินโดจีน (centre ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) คือแผ่นดินทอง (ดูแผนที่โลกโดย Bernard Sylvanius, ค.ศ.1511 และ แผนที่เอเชียโดย Sebastian Munster, ค.ศ. 1540 มีภาพในหนังสือกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่งที่ผมเขียน) และที่ "แหลมมลายู" มี 2 แหลมนั้น อาจเป็นเพราะแหลมขวาสุดคืออเมริกาใต้ผสมอุษาคเนย์ (นักวิชาการบางสำนักตั้งข้อสันนิษฐาน)
4. ถูกต้องครับ (ดูภาพขยายที่สแกนมาใหม่) ส่วนท่านซ้ายมือคือ Claudius Ptolemy บริเวณฝั่งตะวันตกของอเมริกาเหนือนั้น (ในแผนที่วาลซีมุลเลอร์ 1507) ยังไม่ได้ถูกสำรวจ ถ้าอาจารย์สังเกตดีๆ จะเห็นข้อความภาษาละตินบนฟากตะวันตกตอนบนว่า "Terra ulteri incognita" หรือดินแดนไกลโพ้นที่ยังเป็นปริศนา"
5. ชื่ออาณาจักรสยาม 3 ชื่อแรกในแผนที่ฝรั่ง (Scierno, 1459), (Cerener, 1502), และ (Zerena, c.1510) ล้วนแผลงมาจากคำเปอร์เซีย "ชะหริเนาว์" (นครแห่งนาวา) หมายถึงกรุงศรีอยุธยา อย่างกล่าวเสริมอีกว่า ปินตู (ไม่ใช่นิโกลาส แชร์แวส) คือฝรั่งท่านแรกที่เรียกกรุงศรีอยุธยาว่า "เวนิสตะวันออก" (ปรากฏหลักฐานในจดหมายที่เขียนที่มะละกาเมื่อ 5 ธันวาคม 1554) ในจดหมายฉบับเดียวกันท่านยังเรียก "อังวะ" (หรือ "พะโค" ไม่แน่ใจ) ว่า "โรมแห่งตะวันออก" ... แต่หลังจากที่โปรตุเกสเข้ายึดมะละกา พวกเขาก็ได้รับทราบชื่อเรียกสยามจากคนพื้นเมืองและชาวจีน แผนที่ฝรั่งในยุคหลัง 1511 จึงเริ่มเรียกสยามว่า "สยาม" เริ่มจาก Amssiam ในแผนที่โดย Francisco Rodriguez, c.1513 พูดถึงเรื่องชื่อสยาม ผมยังมีข้อสันนิษฐานอีกว่า แผนที่ฟรา เมาโร อาจเป็นแผนที่ฝรั่งแผ่นแรกที่เรียกประเทศของเราว่าสยาม! ถ้าอาจารย์มีหนังสือ "กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง" ของผม กรุณาดูที่หน้าปก จะเห็นข้อความสองบรรทัดสีแดง เขียนว่า Paexe ditto el macin over sihan แปลว่า "ดินแดนที่เรียกว่ามาชินหรือเสียน" คำว่า "มาชิน" นี้แผลงมาจากคำว่า "มหาจีน" ที่ชาวอินเดียเรียกแผ่นดินอินโดจีนตั้งแต่ ค.ศ. 636 แต่ในยุคนั้น "มหาจีน" (Maha China) หมายถึงจีนทั้งอาณาจักร ต่อมาในยุค ศ.14 ชื่อนี้เริ่มเปลียนความหมายมาเป็นจีนตอนใต้ ในบางจดหมายเหตุก็ระบุว่าเป็นอินโดจีน ในสำเภากษัตริย์สุลัยมานระบุแบบฟันธงว่าคือสยาม นิโกโล ดิกงติเรียกดินแดนนี้ว่า Macinum (หรือ Macinus ในฉบับแปลอังกฤษ) รายละเอียดคงต้องรอบทความที่ผมกำลังค้นคว้าครับ ไว้คราวหน้าจะสแกนหลักฐานแผนที่สักสองแผ่นไปให้ดูครับ ขอสรุปอีกทีเรื่องชื่อสยาม ก่อนหน้าโปรตุเกสเข้ามา ฝรั่งเรียกเราว่า แชร์โน ฯลฯ ตามแบบเปอร์เซีย หลัง 1511 เขาเรียกเราว่าสยามตามพวกจีนและมลายู
6. ในศ.15-16 ภาษาบนแผนที่มักเป็นภาษาละตินครับ แต่บางทีก็มีการผสม ปรากฏทั้งละตินและภาษายุโรปของผู้เขียน ก่อนครึ่งแรกของศ.16 แผนที่ถือเป็นความลับสุดยอด แต่ก็มีการลักลอบทำ แผนที่คานติโน (1502) เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด นายอัลแบร์โต คานติโน ไม่ใช่ผู้วาดแผนที่ แต่เป็นคนกลางของขุนนางอิตาลีท่านหนึ่งซึ่งได้แอบว่าจ้างให้นักแผนที่นิรนามชาวโปรตุเกสเขียนแผนที่ซึ่งรวบรวมข้อมูลล่าสุดของการสำรวจโดยโปรตุเกส คนสมัยนี้เลยรู้จักกันในนามแผนที่คานติโน อนึ่ง แผนที่ตัวเขียนจะมีความแม่นยำล้ำหน้าแผนที่ตัวพิมพ์ราว 30-40 ปี ตัวอย่างเช่น ชื่อสยาม (Amssiam) ปรากฏในแผนที่ตัวเขียนตั้งแต่ราว 1513 แต่เพิ่งปรากฏในแผนที่ตัวพิมพ์เมื่อ 1548
หากอาจารย์อ่านคำตอบแล้วรู้สึกว่าผมเขียนวกวน ต้องขออภัยด้วย เพราะต้องรีบเขียนรีบส่ง กลัวเครื่องโนตบุ๊กโบราณของผมจะรวน แล้วต้องเริ่มเขียนใหม่
เมื่อสองวันก่อนมีอาจารย์ฝรั่งท่านหนึ่งได้มอบซีดีแผนที่ VOC ให้ผมชุดหนึ่ง ปรากฏว่ามีแผนที่แผ่นหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นหลักฐานภาพเขียนบางกอกชิ้นแรกสุด เขียนเมื่อต้นสมัยพระเจ้าปราสาททอง จะเห็นชุมชนและโบสถ์บริเวณปากคลองบางกอกน้อยด้วยครับ ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เลย หรือรอตีพิมพ์หนเดียวในหนังสือเล่มหน้าของผม
ด้วยความเคารพ
ธวัชชัย 7月13日 เซ็นเซอร์ : ปกป้อง หรือปิดกั้น - นิตยสารดิฉันจากนิตยสาร ดิฉัน ฉบับ 729 วันที่ 15 กรกฎาคม 2550 คอลัมน์ เขาพูด - เธอพูด โดย อนิจ
ประเด็นเรื่องการเซ็นเซอร์เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างคนทำหนังและรัฐซึ่งยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน
คนกลุ่มแรกมองว่าภาพยนตร์คือศิลปะที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ สามารถพาคนดูสัมผัสกับประสบการณ์แตกต่าง เรียนรู้มุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับโลกและมนุษย์
คนกลุ่มหลังหวั่นเกรงว่าการนำเสนอภาพและความคิดในภาพยนตร์ที่บางครั้งส่อนัยของความรุนแรง เรื่องเพศ และการตั้งคำถามกับสังคมมากเกินควร จนอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่อาจทำลายระเบียบของสังคมได้
ทั้งคู่ต่างมองเห็นความสำคัญของภาพยนตร์เหมือนกัน หากแต่ต่างมีระดับของความไว้วางใจในระดับสติปัญญาและความรับผิดชอบชั่วดีของคนที่เข้าดูภาพยนตร์แตกต่างกันไป
จุดร่วมของความต่างทางความคิดจะจบลงที่ใด
คุณมีคำตอบหรือไม่ ... ... ... ... ... ทรงยศ แววหงษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และงานศิลปะ "การเซ็นเซอร์เป็นบทบาทที่รัฐทุกรัฐเล่น เพราะคนเห็นว่าภาพยนตร์มีพลังในการใช้สร้างความน่าเชื่อถือต่อความคิดใดความคิดหนึ่ง สามารถเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้
...วิธีคิดของรัฐในปัจจุบัน ไม่เชื่อว่าภาคสังคมทำหน้าที่ของมันอย่างมีเหตุมีผลได้ รัฐทำเสมือนหนึ่งว่าตัวเองเป็นตัวแทนของความเฉลียวฉลาดว่าอันนี้เป็นขนมที่คุณกินได้ อันนี้เป็นขนมที่คุณควรกิน การเซ็นเซอร์ก็อาจจะมีตั้งแต่ประเด็นเรื่องการเมือง สังคม วัฒนธรรม ในบ้านเรา ผู้แสดง ผู้กำกับ ผู้ผลิตหนัง เซ็นเซอร์ตัวเองจากเรื่องการเมืองเพราะไม่อยากยุ่ง ก็จะเหลือประเด็นเรื่องศีลธรรมวัฒนธรรมที่มักจะถูกจ้องมอง
...อย่างกรณีล่าสุดที่ถกเถียงกันมากคือการเซ็นเซอร์หนังเรื่องแสงศตวรรษของคุณอภิชาติพงษ์ ที่มีภาพของหมอดื่มเหล้า และพระเล่นกีตาร์ รัฐอาจจะมองว่าหมอเป็นเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระบบการแพทย์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเชื่อถือในบุคลากรแพทย์ จึงแตะต้องไม่ได้
...อันที่สองคือศาสนา กำลังเสื่อมอย่างถึงที่สุด ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเรากลังเพี้ยนไปจากเถรวาท ไปถือผีและเทพเจ้า สถาบันสงฆ์เองก็หวั่นไหวมาก หากใครจะวิจารณ์ไปมากกว่านี้
...ผมคิดว่าการเซ็นเซอร์มันมีพัฒนาการในทุกสังคม ในสังคมตะวันตกที่ทุกอย่างเป็นเรื่องกาค้าพาณิชย์ก็คลี่คลายมาใช้ระบบเรทติ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำหนังจะเลือกเองว่าตัวเองจะให้หนังตัวเองอยู่ในตลาดไหน ซึ่งเมืองไทยก็น่าจะไปในทิศทางนั้น
...แต่สิ่งสำคัญคือกรรมการที่ดูแลไม่ควรเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและฝ่ายนายทุนทำหนังอย่างที่เป็นมา ถ้าเราเชื่อว่าสังคมมีสติปัญญา มีนทำหนัง นักวิพากษ์วิจารณ์หนังที่มีรสนิยมอ่านหนังสือ คนจำนวนหนึ่งที่เสพหนังมีวิจารณญาณ เราควรให้มีสัดส่วนของประชาชนมากขึ้น
...ผมเชื่อว่านักวิจารณ์หนัง ผู้กำกับ กระบวนการตรวจสอบมันให้การศึกษาทั้งฝ่ายคนดูแลทั้งฝ่ายผู้ผลิต และท้ายที่สุดมันจะเดินทางไปถึงจุดที่ซึ่งทุกคนมีความพอใจมากขึ้น" |
|
|