songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
7月29日 สะ-บาย สะ-บาย30 พ.ค. 2530
ผมพยายามนึกอยู่นานว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่อาศัย "ความบ้า" มาเป็นประเด็นหลักของเรื่อง แต่เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น
ฟรานเซส (2525) เป็นเรื่องแรกที่ผมนึกถึง เจสสิกา แลงก์ รับบทเป็นฟรานเซส ฟาร์เมอร์ ดาราสาวฮอลลีวู้ดในทศวรรษที่ 2470 (มีจิตวิญญาณเป็นกบฎต่อสังคมขณะนั้น วิญญาณกบฎของเธอจบลงอย่างเศร้าๆ ในสถานบำบัดทางจิต เพราะสังคมเห็นว่าเธอเป็นบ้า แต่คนดูพอจะรับสารที่สื่อออกมาจากหนังได้ว่า การที่วิญญาณเสรีของเธอต้องถูกตราว่าเป็นบ้าก็เพราะสังคมนั่นแหละเจ็บป่วยทางปัญญา
หนังที่ทำได้ประทับใจกว่าคือเรื่อง วัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ (2518) หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากนวนิยายขายดีของเคน เคซีย์ ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2506 แจ๊ค นิโคลสัน รับบทเป็น อาร์ พี แม็คเมอร์ฟี่ ผู้ตกเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดทางจิต ได้พยายามต่อสู้กับการรักษาพยาบาลที่มีขั้นตอนในการทำลายความเป็นมนุษย์อย่างน่ากลัวและอย่างเป็นระบบ หนังและละครเวทีเรื่องนี้มีส่วนผลักดันให้เกิดการทบทวนความคิดเกี่ยวกับการบำบัดผู้พิการทางจิตอยู่บ้าง แต่ปัญหาใหญ่ก็ยังดำรงอยู่เช่นเดิม ความเป็นคนบ้าหรือคนดีถูกตัดสินกันที่ว่าใครยอมตามสังคมมากน้อยแค่ไหน
เดล วอสเซอร์แมน (ผู้ซึ่งเขียนบทละครเรื่องวัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ด้วย) ได้ดัดแปลงเรื่องดอน กิโฮเต้ ของเซอร์วานเตสมาเป็นบทละครเวทีและกลายเป็นหนังเรื่องแมนออฟลามันช่า (2515) แม้เดลจะให้ดอน กิโฮเต้เป็นคนช่างฝันในคุณงามความดี แต่คนอื่นๆ ในเรื่องก็พากันมองดอน กิโฮเต้ว่าเป็นเพียงคนแก่บ้าๆ ที่ไม่ยอมตามไปกับสังคมเท่านั้น
บราซิล (2528) หนังแนวแฟนตาซีเชิงหัสคดีที่มีเนื้อหาหลักอยู่ที่การต่อต้านสังคมด้วยการล้อเลียน เสียดสีอย่างคมคายนั้น จบเรื่องลงโดยการให้ตัวแซม ลาวรีย์ (นำแสดงโดยโจนาธาน ไพรซ์ ดารามาแรงชาวอังกฤษ) ผู้ต่อต้านระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในอนาคตถูกจับไปบำบัดทางจิตและโปรแกรมความคิดเสียใหม่ให้เข้าได้กับสังคม
ความบ้าในบรรดาหนังที่ผมพอจะนึกออกตอนนี้จึงมักจะเป็นความบ้าชนิดต่อต้านสังคม และหนังเหล่านี้ก็ชวนให้คิดไปในทางกลับกันว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ดี" และทำตามๆ กันไปนั้น แท้จริงมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์สักแค่ไหน
และความคิดเช่นว่านี้ก็ได้มาปรากฎเป็นหนังดูสบายสบายแต่ชวนคิดเรื่องล่าสุดของยุทธนา มุกดาสนิท เรื่อง หลังคาแดง มีหลายตอนที่คล้ายคลึงกับวัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ สำหรับผมแล้วหลังคาแดงมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างและป็นตัวของตัวเองจนไม่ควรที่จะถือเอาความคล้ายกันมาเป็นเครื่องตัดสินแต่ประการใด
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ทองดี (ธงไชย แมคอินไตย) ขอทานที่มีพื้นเพมาจากสุพรรณผู้ซึ่งเคยใฝ่ฝันถึงความร่ำรวยแต่เด็ก ได้เกิดสับตัวกันกับ โกยทอง เศรษฐีผู้ชอบปลอมแปลงตัวเองเพื่อหลีกเร้นจากโจรภัย ทั้งคู่ได้ตกเข้าไปอยู่ในสถาบำบัดทางจิต "หลังคาแดง"
ทองดีตัวเอกของเรื่องได้พบเพื่อนๆ "หลังคาแดง" แปลกๆ หลายคน แต่ที่เด่นๆ ก็คือ อาลัย (จินตรา สุขพัฒน์) สาวผู้เคยถูกหลอกและเฝ้ารอคอยญาติ ซึ่งไม่เคยมาเยี่ยม ดาว ดารา (อมรา อัศวนนท์) ดาวโรยผู้ติดค้างอยู่กับความรุ่งโรจน์ในอดีต และสายัณห์ ชายผู้ซึ่งนิยมการขึ้นไปยืนบนหลังคาศาลาริมท่าน้ำเพื่อบูชาเสรีภาพของนกที่บินอยู่บนขอบฟ้ากว้าง ตลอดจนดวงตะวันที่ส่งแสงอยู่ทุกวัน
ทางฝ่ายคนดีๆ นั้น ทองดีได้พบกับผู้อำนวยการสถานบำบัด (ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง) ผู้เป็นเผด็จการ และมักจะมีความคิดอันพิสดารในการบำบัดคนไข้ ธิติมา (สังขพิทักษ์) นักสังคมสงเคราะห์ที่พร้อมจะเข้าใจคนไข้ อัจฉราพรรณ (ไพบูลย์สุวรรณ) นักจิตวิทยา ผู้ซึ่งป่วยมากกว่าคนไข้และพร้อมที่จะจับคนไข้ยัดเข้าไปในกล่องทางทฤษฎีจิตวิเคราะห์ตามที่เคยร่ำเรียนมา และมยุรา (ธนะบุตร) เมียของโกยทองผู้เต็มไปด้วยแผนการฮุบสมบัติของสามี แต่ต้อนท้ายก็ยังมีมโนธรรมพอที่จะไม่ทอดทิ้งสามีผู้น่าสงสาร
หลังคาแดง เป็นหนังที่แสดงออกมาในรูปเหนือจริง ฉะนั้น ความอลวนอลเวงในเรื่องจึงไม่อาจจะใช้เหตุผลแบบสมจริงเข้าไปตัดสินได้
เช่นการที่ผู้อำนวยการตัวจริงถูกจับเข้าไปขังในสวนรื่น.....อ้า,ไม่ใช่ครับ ตึกรื่นฤดี แดนลึกลับในสถานบำบัดแห่งนั้น แล้วคนไข้จากแดนนั้นออกมาแสดงบทผู้อำนวยการทั้งเรื่องโดยที่ไม่มีใครสงสัยเลย (แม้ผู้ร่วมงานคนอื่นๆ) ดูจะไม่สมเหตุสมผลในทางสมจริง แต่หากจะมองว่าผู้สร้างหนังตั้งใจเสียดสีผู้อำนวยการอันเป็นตัวแทนของสถานบำบัดทางจิตว่าอาจป่วยยิ่งกว่าคนไข้ ก็ถือว่าได้ประเด็นตามต้องการ
หรือการที่ให้ทองดีขอทานธรรมดาๆ แสดงบทเป็นคนฉลาดมีเหตุผล แถมยังร้องเพลงดีดกีร์ต้าให้ความบันเทิงและเตือนสติคนไข้คนอื่นๆ ก็ดูจะไม่สมจริงอีกเช่นกัน
ความไม่สมจริงทั้งหมดในหนังถูกจินตนาการและความมีอารมณ์ขันของยุทธนาซ่อนเอาไว้ในรูปของความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงของหนัง จนคนดูคล้อยตามไปจนจบเรื่อง
หลังคาแดงมีฉากเด่นๆ ตลอดรวมทั้งมุขขำขันแบบตลกร้ายมากมาย เช่น ฉากเปิดเรื่องเป็นแสงสลัวที่ห้องยามหน้าแดนรื่นฤดี ที่มีล้อต๊อกแสดงเป็นยามสายตาสั้นสุดขีด และติดละครวิทยุเป็นชีวิตจิตใจ ให้ความรู้สึกทั้งทึมทึบน่ากลัวและทั้งน่าขบขันในภาพพจน์ของล้อต๊อกที่ต่างไปจากเรื่องอื่นๆ
ฉากสายัณห์ปีนขึ้นไปบนหลังคาศาลาแดงท่าน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า จนท้ายสุดก็กระโดดน้ำหนีไปกับเรือโยง ก็สะใจคนดูที่คอยเอาใจช่วยสายัณห์เหมือนกับคนไข้อื่นๆ
ฉากทองดีร้องเพลงให้ความหวังกับคนไข้คนอื่น แม้จะยืดยาวจนเต็มเพลงก็คงจะขายพวกวัยรุ่นมิตรรักนักเพลงได้พอๆ กับฉากที่ทองดีร้องเพลง "สบาย สบาย" ได้สนุกสุดขีด
อาลัยพาทองดีมุดลงไปที่ใต้ศาลาริมท่าน้ำเพื่อจะอวด "สมบัติบ้า" ของเธอในหีบใบใหญ่คงจะประทับใจหลายคนได้
และฉากสุดท้ายที่ทุกคนชุลมุนกันแย่งพวงกุญแจทองคำของโกยทอง แม้จะยืดยาวอีกเช่นกัน แต่ก็เรียกเสียงฮาได้ไม่หยุด
สำหรับมุขเด็ดที่ยุทธนาแฝงเอาไว้นั้น ทำได้ขำขันและแนบเนียนดี นับตั้งแต่ชื่อของ อาทิตย์ กำลังเอกที่หลุดออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยโดยคนไข้คนหนึ่ง ตลอดรวมไปถึงการเสียดสีวัฒนธรรมแบบทหารก็เข้าท่าดี
สรุปรวมแล้ว หลังคาแดง ของยุทธนาเป็นหนังที่แสดงให้เห็นความกล้าและความสามารถของผู้กำกับไทยรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจ
ความบ้าในหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาแสดงอย่างน่ารักในขณะที่เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างมีประเด็นและน่าสนใจ
การผสมผสานรสนิยมวัยรุ่น (โดยใช้ดาราทั้งธงไชยและจินตหรา) กับรสนิยมแบบชาวบ้านในขณะที่สามารถรักษาประเด็นหลักของหนังไว้ได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะที่หนังไทยส่วนใหญ่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตหนังวัยรุ่นไร้สารถ หรือหนังชีวิตแนวตลาดที่เน้นการเชือดเฉือนคารมกันเป็นชุดๆ หรือแม้กระทั่งการยึดติดกับวรรณกรรมดีเด่นในอดีตจนลืมมองไปว่าเมืองไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดแล้ว
ส่วนดาราที่แสดงเรื่องนี้ กรณีธงไชยและจินตหราอาจจะชี้ให้เห็นถึงความสามารถของผู้กำกับได้ไม่น้อย ใครที่เคยดูธงไชยเล่นหนังเรื่องอื่นๆ (เช่น ด้วยรักและผูกพัน) คงจะพอเปรียบเทียบคำกล่าวที่ว่านี้ได้ดี ล้อต๊อกก็ดูจะไม่ล้นบทอย่างที่เคยๆ เป็นจากเรื่องือ่น
ธิติมาแสดงได้ดีสม่ำเสมออย่างที่เธอเคยเป็นมา ในขณะที่มยุรา ธนะบุตรไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ สำหรับอัจฉราพรรณและชนประคัลภ์นั้น เหมาะสำหรับละครเวทีเบาสมองมากกว่า ส่วนอมรานั้นแสดงได้บ้าสุดขีด ถ้าจะมีงามตา ศุภพงศ์ อีกสักคนตรงนี้ คงได้หัวเราะกันเจ็บสีข้างเป็นแน่
เชื่อว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นเรื่องหนึ่งในบรรดาหลายเรื่องที่ยุทธนาเคยประกาศหลังจากได้รับรางวัลอีสต์ เวสต์ อะวอร์ดจากเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เมื่อปลายปีที่แล้วว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป ก็จะขอทำภาพยนตร์ตามที่ตนต้องการสักที โดยไม่ต้องคำนึงถึงตลาดให้มากนัก"
แต่ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้คงจะไม่ใช่หนังเรื่องที่ดีที่สุดตามที่ตั้งใจเอาไว้นะครับ. 7月24日 เมษายน เมื่อ 100 ปีที่แล้วตอนตีสี่ของวันคริสต์มาสเมื่อ 12 ปีมาแล้ว โลกได้สูญเสียนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ ผู้ซึ่งเกิดมาในแถบที่ยากจนของกรุงลอนดอน เพื่อจะเกิดมาเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยที่อเมริกา แล้วถูกประเทศอเมริกาผลักไสออกจากประเทศเมื่อปี 2495 แม้เขาจะได้รับการศึกษาอย่างกระท่อนกระแท่นที่สุด แต่ก็ได้รับดุษฎีบัณฑิตสาขาอักษรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี 2505 และแม้เขาจะกำเนิดในครอบครัวที่ต่ำต้อยที่สุด แต่ก็ได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่สอง ให้เป็นขุนนางในปี 2518 คุณจะเรียกเขาว่า เซอร์ ชาร์ลส สเปนเซอร์ ก็ได้ แต่เขาคงจะพอใจให้เรียกเขาวว่า ชาร์ลี แชปลิน เสียมากกว่า คงจะไม่เป็นการผิดนักถ้าจะกล่าวว่า ชาร์ลี แชปลินเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติภาษาไหน มีความเชื่อทางลัทธิการเมืองอะไร และไม่ว่าคุณจะเป็นนักดูหนังหรือไม่ คุณก็คงจะคุ้นเคยเขาจากบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวที่อาจปรากฏเป็นภาพในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในบ้านของคุณ ปฏิทินที่ติดอยู่ข้างฝาบ้าน บนเสื้อยืดของคนที่เพิ่งเดินผ่านคุณไป บนแผงโฆษณาสีทาบ้านและภาพยนตร์โฆษณากรอบเต็มในทีวี และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านเนิ่นนานไปเพียงใด ชาร์ลี แชปลินก็ยังคงมีภาพพจน์เช่นเดิมของชายร่างเล็กผู้ซึ่งพยายามแต่งกายอย่างสุภาพที่สุด (อย่างที่สุภาพบุรุษอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษชอบแต่งกัน) คือสวมเสื้อ 3 ชั้น เสื้อกั๊กลายตลก เข้ากันพอดีกับแจ็คเก็นตัวคับติ้วแต่ยาวเกินพอดี กางเกงที่สุภาพแต่ก็หลวมโพรก รองเท้าเก่าที่ขนาดเหมาะกับตัวตลกมากกว่าผู้ดี หมวกโบว์เลอร์สีดำดูเก่ามอซอและเล็กกว่าหัวใครๆ ในโลกนี้ เขาถือไม้เท้าเสมอ เพียงแต่ว่ามันดูน่าขบขันมากกว่าน่าภูมิฐาน และสิ่งที่ใครก็สามารถจะจดจำเขาได้เสมอก็คือหนวดจิ๋มทรงเดียวกับที่ฮิตเลอร์มีนั่นเอง แชปลินตายไปเมื่อ พ.ศ. 2520 โดยทิ้งผลงานเป็นภาพยนตร์ทั้งขนาดสั้นและยาวประมาณ 80 เรื่องไว้ให้เป็นสมบัติของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต หากเขาจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ 15 เมษายน ปีนี้ เขาก็จะมีอายุครบหนึ่งร้อยปีพอดี คุณผู้อ่านคงจะเป็นเหมือนกับผมที่จะรู้จักชาร์ลี แชปลินผ่านหนังหลายเรื่องของเขา เช่น เดอะคิด และดิ ไอเดิล คลาส (2463) เดอะ โกลด์ รัช (2468) ซิตี้ ไลท์ (2474) โมเดอร์น ไทมส์ (2479) เดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (2483) และไลม์ไลท์ (2496) หนังของเขา (เช่นเดียวกับตัวเขา) ดูตลกขบขันแต่ก็ดูเศร้าในขณะเดียวกัน และสิ่งนี้ก็คือเสน่ห์ตลอดกาลของชาร์ลี แชปลิน หนังของเขาวิพากษ์วิจารณ์สังคม เศรษฐกิจ การเมืองได้อย่างแหลมคม ในขณะที่ตัวของเขาซึ่งปรากฏในฐานะเป็นตัวเอกของเรื่องไม่สนใจกับฐานะทางสังคม ไม่มีความรู้เรื่องระบบเศรษฐกิจ และไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ อย่างที่มนุษย์ธรรมดาตัวเล็กในสังคมอันกว้างใหญ่และสลับซับซ้อนเป็นอยู่ทุกวันนี้ นี่คือเคล็ดลับอันอัศจรรย์ที่แฝงอยู่ในงานของเขาเกือบทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องหลังๆ) หากจะมีใครสักคนที่จะสรุปลักษณะหนังของชาร์ลี แชปลิน ว่าเกี่ยวกับอะไร คนคนนั้นก็คงจะเป็นตัวแชปลินเอง ที่ได้เคยบันทึกเอาไว้ในอัตชีวประวัติว่า แม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมากมายมหาศาลในการที่ทำให้เขามองเห็นชีวิตของมนุษย์ในแง่ของความขบขันและความเศร้า ความรัก ความน่าสงสาร และความมีมนุษยธรรม แม่ของแชปลินชื่อ ฮันนาห์ เป็นลูกสาวของนักปฏิวัติชาวไอริช ชื่อ ชาร์ล ฮิล ผู้ซึ่งเมื่อรัฐบาลอังกฤษทำการกวาดล้างใหญ่ เขากลับหนีเข้ามาสู่ลอนดอน ใจกลางของอังกฤษ และยึดอาชีพเป็นช่างรองเท้าตลอดมา ส่วนยายของแชปลินนั้นเป็นครึ่งสแปนิชและครึ่งยิปซี
แม่ยึดอาชีพเป็นนักแสดงตัวคนใช้กึ่งผู้ช่วยของนางเอก เธอแสดงตลกได้เก่งเท่าๆ กับการร้องเพลง ส่วนพ่อของแชปลินนั้นชื่อเดียวกับเขาคือ ชาร์ลส แชปลิน เป็นนักแสดงตลก เป็นนักร้อง และท้ายสุดเป็นขี้เมา จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตอันแสนสั้น แชปลินมีพี่ชายต่างพ่อชื่อซิดนีย์ ซึ่งผจญความทุกข์ยากร่วมกันตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งถึงความรุ่งโรจน์ของชีวิตและตายจากไปก่อน
ความยากจนได้เข้ามาเยือนแชปลินและพี่ชายเมื่อพ่อเลิกกับแม่ โดยเฉพาะเมื่อแม่เริ่มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกล่องเสียง กระทั่งครั้งหนึ่งในการแสดงบนเวที เสียงของแม่เกิดหายไปเฉยๆ กลางคัน คนดูโห่ฮาอย่างขบขันจนแม่ต้องถอยกลับเข้าฉากไป แชปลินถูกผู้จัดการเวทีจูงมือออกไปยืนแทนที่ แล้วเขาก็เริ่มร้องเพลงตามประสาเด็กด้วยเพลงแจ๊ค โจนส์ อันเป็นเพลงที่พวกขายผลไม้ตามตลาดในลอนดอนชอบร้องกัน คนดูพอใจพากันโยนสตางค์มาบนเวที ซึ่งทำให้แชปลินตาลุกแล้วบอกกับคนบนเวทีว่าขอเวลาเก็บสตางค์ก่อนแล้วจึงจะร้องเพลงต่อ ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนโยนสตางค์มาอีกมากมาย
แชปลินขณะนั้นอายุ 5 ขวบ เขากล่าวว่านั่นเป็นการแสดงครั้งแรกในชีวิตของเขา และก็เป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ได้แสดงบนเวทีด้วย
อย่างไรก็ดี แชปลินได้กล่าวว่า มรดกสำคัญที่แม่ได้ให้กับเขาก็คือการสังเกตท่าทางและเลียนแบบคน อันจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในชีวิตการแสดงของเขาต่อไปข้างหน้า แต่ที่อาจจะกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุดคือการอ่านพระคัมภีร์ใหม่ให้เขาฟังในขณะที่เขาป่วยหนัก แม่เล่าถึงชีวประวัติของพระเยซูจนกระทั่งถึงบทสุดท้ายซึ่งพระองค์ถูกตรึงกางเขนแล้วได้ทรงรำพึงว่า เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพระองค์ ตรงนี้แม่ได้ตีความว่า เห็นไหมว่าพระองค์ทรงเหมือนกับเรา (แม่ลูก) พระองค์ทรงเป็นมนุษย์เหมือนเรา และชีวิตก็คือเรื่องราวของความรัก ความน่าสงสาร ตลอดจนมนุษยธรรมซึ่งแชปลินจะได้สะท้อนเข้าไปอยู่ในงานของเขาจนกระทั่งเรื่องสุดท้าย
เมื่อแชปลินย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม พื้นฐานของการแสดงดาดๆ เช่นการเต้น การร้องเพลง และการเลียนแลลท่าทางคนที่แม่ได้วางไว้ให้ เริ่มเป็นประโยชน์กับเขาในฐานะนักแสดงเล็กๆ คนหนึ่งในคณะตลกของเฟรด การ์โน แรกๆ เขาก็เป็นเช่นนักแสดงทุกคนที่ฝันว่าสักวันจะได้รับบทสำคัญและได้เป็นตัวแสดงหลักของเรื่อง กระทั่งวันหนึ่งเขาตั้งใจแสดงท่าเลียนแบบของ “หมอเถื่อน” ชื่อวัลฟอร์ด โบดี้ เขาตั้งใจทำด้วยอาการเคร่งขรึม เขาตั้งใจจะคล้องไม้เท้าเข้ากับแขน แต่ปรากฏว่าเขาหยิบด้านปลายมาคล้องแทนที่จะเป็นด้านปลายบนที่มีความโค้ง ไม้เท้าตกลงไปบนพื้น และเมื่อเขาก้มลงไปเก็บไม้เท้า หมวกท็อปแฮ็ทกลับตกลงไปอีก เขาจึงก้มลงไปเก็บหมวกอีกครั้งเพื่อจะสวมลงไปบนศีรษะอย่างเดิม แต่หมวกกลับทะลุเป็นรูกลวงโต มันโตพอที่จะทำให้หัวของเขาหายไปในหมวกทั้งหมด เมื่อถึงตอนนี้คนดูพากันหัวเราะอย่างงอหาย และก็คราวนี้แหละที่แชปลินรู้แน่ว่าเขาได้พบสิ่งที่เป็นตัวของเขาแล้ว และก็คราวนี้เช่นกันที่แชปลินรู้ว่าเส้นทางการแสดงของเขาได้เปิดออกกว้างและทอดยาวออกไปในอนาคตทีเดียว
สแตน ลอเรล (ตลกผอมซึ่งคู่กับตลกอ้วนชื่อโอลิเวอร์ ฮาร์ดี้) เป็นนักแสดงตลกในคณะเฟรด การ์โน เช่นเดียวกับแชปลินกล่าวอย่างอารมณ์ดีและภาคภูมิใจว่า แชปลินเคยเล่นเป็นตัวแทนของเขาในเรื่องจิมมี่ เดอะ เพียร์เลส เพราะแต่แรกเฟรดต้องการให้แชปลินเล่นเป็นตัวจิมมี่ แต่แชปลินไม่ยอมเล่น สแตนเลยรับบทไป แต่ต่อเมื่อการแสดงรอบแรกๆ ผ่านไป แชปลินเกิดเปลี่ยนใจ แชปลินจึงรับบทแทน สแตนคิดว่าบทของจิมมี่เด็กกรรมกรช่างฝันถึงการผจญภัย การอ่านนิยายสิบสตางค์ที่สมัยนั้นเรียกว่า “เพนนี่ บลัดดี้” ได้ฝันว่าตัวเองปีนเข้าไปช่วยหญิงสาว ต่อสู้กับคนร้าย ได้พบขุมสมบัติและชนะใจสาวในท้ายสุด ได้กลายมาเป็นความประทับใจของแชปลินจนสร้างมาเป็นบุคลิกของ “แทรมป์” หนวดจิ๋มอย่างที่เรารู้จักกัน และความฝันชนิดนี้ก็ปรากฏอยู่ในหนังหลายเรื่องของแชปลินเสมอๆ
แม่ของเขากลับมาปรากฏตัวในหนังของเขาบ่อยที่สุดในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงเต้นรำประจำบาร์ในเรื่อง เดอะ โกลด์ รัช (2458) หญิงดาราแสดงในคณะละครสัตว์จากเรื่อง เดอะ เซอร์คัส (2471) หญิงตาบอดผู้น่าสงสารในเรื่อง ซิตี้ ไลท์ส (2474) เด็กหญิงลูกกรรมการผู้จะร่วมชะตากรรมไปกับ “แทรมป์” ในโมเดอร์น ไทมส์ (2479) และ ฮันนาห์ (ชื่อเดียวกับแม่ของเขา) เด็กสาวที่แสนดีต่อช่างดัดผมเชื้อสายยิวในหนังเรื่องเดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (2483) เป็นต้น หญิงทั้งหมดในเรื่องต่างๆ ของแชปลินเป็นคนดีทั้งจิตใจและตัว เป็นคนยากไร้แต่อ่อนหวานและอบอุ่น ตลอดจนมีมานะบากบั่นอย่างที่แม่ของเขาเป็น
หนังเรื่องต่างๆ ของแชปลินประสพความสำเร็จอย่างที่เรารู้ๆ กัน แต่เห็นทีจะต้องย้ำว่าไม่ได้ประสพความสำเร็จทางการเงินอย่างเดียวอย่างที่ขยะบนแผ่นฟิล์มในสมัยปัจจุบันจำนวนมากประสพความสำเร็จ แต่เป็นเพราะงานเหล่านี้มีความงามทางศิลปะ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความหวังและความงดงามของมนุษยชาติโดยกว้างได้อย่างลึกซึ้ง
พลังของความศรัทธาต่องานของเขาทั่วโลกผลักดันให้เขาได้รับเกียรติจากสำนักพระราชวังของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น พลังนี้มีมากพอที่จะกดดันให้ศิลปินนักแสดงในอเมริกาประกาศต้อนรับให้เขากลับสู่ประเทศ ประเทศซึ่งเคยตั้งข้อรังเกียจว่าเขาฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จนต้องลี้ภัยออกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 เขากลับมาอย่างผู้มีชัยในเดือนตุลาคม 2515 เพื่อรับรางวัลออสการ์ที่ฮอลลีวู้ด
เมื่อวันที่เขาตายลงอย่างสงบที่บ้านของเขาชื่อมานัวร์ เดอ แบง ในเวอเวย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำนักข่าว 2 สำนักซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิงคือ สำนักข่าวทาสส์ ของสหภาพโซเวียต และสำนักข่าววิทยุแห่งนครวาติกันต่างก็ประกาศสดุดีเขา ในฐานะนักมนุษยธรรมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษ
เขาได้ตายจากโลกนี้เพื่อไปสู่ความเป็นอมตะ
7月3日 มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน 1/2โดยทรงยศ แววหงษ์ (หมายเหตุ FILMVIRUS:บทความนี้เคยตีพิมพ์ใน สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ วันที่ 20 ก.ค.2529 ปีที่ 33 ฉบับที่ 5) (หมายเหตุ 2 : ขอขอบคุณคุณสนธยา ทรัพย์เย็นที่ส่งบทความนี้มาให้)
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเข้าใจว่าหลายคนคงจะเหมือนกับผม ตรงที่นั่งจ้องอยู่หน้าจอทีวีติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหว (อันผิดปกติ) ที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ใจนึงผมก็ค่อนข้างจะประหวั่นพรั่นพรึง เพราะการปลุกม็อบต่อต้านและลองหยั่งกำลังของรัฐบาลคุณนายอาคีโน่น่ะมีมาตลอด มาคราวนี้ถึงกับมีการเผชิญหน้าโดยตรง เหตุการณ์อาจจะหลุดพ้นไปจากการควบคุม ก้าวไปสู่สงครามกลางเมือง และท้ายสุดผู้พ่ายแพ้ก็คือประชาชนฟิลิปปินส์ แต่อีกใจนึง (ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเท่าไร) ก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังดูหนังอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ตัวโกงมีสองตัว ตัวนึงเป็นตาแก่อายุ 70 กว่า ยืนตาโหลอยู่ในพิธีสาบานตัวรักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในโรงแรมกลางกรุงมะนิลา อีกตัวนึงแก่พอกัน แต่หน้าตาบวมฉุยืนอยู่ท่ามกลางบริษัทบริวารที่เกาะฮาวาย ฉากทหารเดินถือปืนเกร่ไปมาพร้อมกับชูนิ้วเป็นรูปตัววี (ตามแบบที่พวกอเมริกันชอบใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ) ให้กับกล้อง เป็นภาพที่ให้สีสันบรรยากาศกึ่งเครียดกึ่งสนุก ส่วนตัวนางเอกนั้นดูสบายๆ สง่าสมตัวและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เธอให้สัมภาษณ์ว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้คืนตัวโดยเร็วที่สุด แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ ซะด้วย ก็เป็นอันว่าฝันกลางฤดูร้อนคราวนี้ผ่านไปได้อีกตาหนึ่ง จนกว่าจะถึงคราวหน้าแหละครับ (ความจริงฝ่ายกบฏน่าจะฉลาดพอที่เอาเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นบทเรียนนะครับ เพราะมันช่างคล้ายกันซะจริงๆ เลยทีเดียว) โคราซอน อาคิโน่ ต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ผมเลิกแขม่วท้องและถอนหายใจได้ยาวๆ อย่างผ่อนคลาย ผมถึงได้รู้สึกตัวเองว่าออกจะชอบบุคลิกของคุณนายอาคีโน่อยู่ไม่น้อย ผมคิดว่าเธอดูสบายๆ เป็นธรรมชาติ เธอดูยิ้มแย้มแจ่มใส (แม้ปัญหาปวดขมองจะรุมล้อมอยู่เป็นอย่างมากขณะนี้) แถมหน้าตายังดูไม่ขี้ริ้ว แม้จะไม่สวยอย่างเจิดจ้า ยิ่งเทียบกับคุณนายมาร์กอส ผู้ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตจนดูทะมึน เวลายืนกับใครก็ดูจะข่มและกดบีบความสำคัญของคนอื่นเสียหมด (แม้กระทั่งสามีของเธอเองก็เถอะ) แถมความมั่นใจในมหาอภิสิทธิ์อำนาจของเธอ ทำให้เธอเหมือนจักรพรรดินีผู้ซึ่งอาจจะสั่งตัดหัวใครที่ไม่พอใจเอาได้ง่ายๆ สองคนนี้จึงดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในสายตาของผม และเพื่อให้คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์หนังไม่ใช่การวิเคราะห์ข่าวการเมืองต่างประเทศ ผมก็อยากเชื่อมประเด็นบุคลิกของบุคคลกับดาราสตรีเท่าที่พอจะนึกว่าประทับใจและเท่าที่พอจะนึกออกในยามนี้
สำหรับ เอลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ (Elizabeth Taylor)(ภาพที่ 2) ผู้ซึ่งเกิดในปี 1932 (ปี 2475 ไงครับ !) แล้วก็แสดงหนังตั้งแต่เมื่อตอนอายุได้ 10 ขวบ พออายุ 11 ก็ได้เล่นหนังอีกเรื่องนึงกับ แลสซี่ ดาราหมาผู้ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด (Lassie Come Home) จากนั้นก็ไม่มีใครจะหยุดเธอได้อีก เพราะเธอมีงานแสดงมากมายจนจดจำไม่หวาดไหว เท่าที่พอจะนึกออกในขณะนี้ก็มี Giant (1956), Cat on a Hot Tin Roof (1958), Cleopatra (1964) และ Who’s Afraid of Virginia Woolf ? (1966) ความมีเสน่ห์ของเธออยู่ตรงที่การแสดงอารมณ์ได้อย่างดุเดือด และความงามอย่างน่าเกรงขามของเธอ โดยเฉพาะในบทของพระนางคลีโอพัตรา แต่ความงามและความมีเสน่ห์ของเธอก็ค่อยๆ หดหายไปเป็นสัดส่วนผกผันกับเนื้อหนังมังสาที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากของเธอ
เขาว่า แคธเธอรีน แฮปเบิร์น (Katherine Hepburn)(ภาพที่ 1) เล่นบทเข้มๆ ได้ดีนัก แต่ผมก็ดูหนังที่เธอแสดงน้อยเกินกว่าที่จะพูดถึงได้ มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe)(ภาพที่ 6) ดูสวยหวานอย่างมีเสน่ห์ยั่วใจ น่าเสียดายที่เธอมักจะได้บทชนิด “สาวผมสีทอง ที่ไม่ค่อยมีสมอง” ไดแอน คีตั้น (Diane Keaton)(ภาพที่ 3) ออกจะชอบบท (ภาพยนตร์) ที่ไม่เป็นฮีโร่เท่าไร ยกเว้นหนังเรื่องล่าสุดของเธอ (?) Little Drummer Girl ผมชอบบทของ จิลล์ เคล์เบิร์ก (Jill Clayburgh) ในหนังเรื่องล่าสุดของ Costa-Gavras เรื่อง Hannah K. (แม้นักวิจารณ์หนังในเมืองไทยบางคนจะบอกว่าไม่ชอบเลย แต่ใจผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ คอสต้า-กาฟราส ทำหนังแนวการเมืองได้ลึกซึ้ง ดีกว่าเรื่อง Z ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนังที่มีจุดเด่นอยู่ตรงการให้ข้อมูลทางการเมือง และ Missing ซึ่งเนื้อหาดีแต่ออกจะหวือหวาไปหน่อย ส่วน Hannah K. สะท้อนปัญหายิว –อาหรับได้ลึกซึ้งดีกว่า ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหลุดออกมาจากวงล้อมของการโฆษณาชวนเชื่อนิยมยิว อย่างที่คนไทยมักจะเป็นกันด้วยครับ) จิลล์รับบทเป็นทนายสาวเยอรมันในอิสราเอลที่รับความให้ชาวปาเลสไตน์ และท้ายสุดเธอพบว่าปัญหาที่เธอเผชิญอยู่คือ เรื่องของความฉ้อฉลของกฎหมายกับมนุษยธรรม บุคลิกของเธอเริ่มจากคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร พัฒนาไปจนกระทั่งกลายเป็นบุคลิกที่เข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นต่อต้านระบบอันฉ้อฉลทั้งระบบ มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน 2/2
จนเมื่อปลายปีที่แล้วผมจึงมีโอกาสได้ดูบทบาทของดาราคนโปรดของผมคนนี้อีกในหนังเรื่อง The Bostonians หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายของ เฮนรี่ เจมส์ (Henry James) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นบันทึกทางความคิดของนักเขียนดังที่ต่อต้านขบวนการสิทธิสตรียุคแรก ตอนปลาย ศตวรรษที่19 นั่นเอง
เรื่องย่อก็มีอยู่ว่า โอลิฟ ชานเซลเลอร์ (Olive Chancellor / วาเนสสา) เป็นสตรีผู้ได้รับการศึกษาและมั่งคั่งมาก เธอสนับสนุนขบวนการสิทธิสตรีของ Boston อย่างเต็มที่ จนวันนึงเธอได้พบกับเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ชื่อ เวเรน่า แทรันท์ (Verena Tarrant / Madeleine Potter) เวเรน่า มีพรสวรรค์ในการพูดที่จับใจยิ่ง โอลิฟอยากให้เวเรน่า มาเป็น “เพื่อนทางปัญญา” ของเธอ และเป็นกำลังให้กับขบวนการสิทธิสตรีด้วย ทั้งคู่ทุ่มเทกำลังกายและความรู้สึกนึกคิดจิตใจให้กับขบวนการที่เธอเชื่อมั่น จนกระทั่งวันนึงศัตรูของขบวนการก็ได้เข้าหาจู่โจมจุดที่อ่อนที่สุด ญาติของโอลิฟชื่อ เบซิ่ล แรนซอม (Basil Ransom / Christopher Reeve) ผู้ซึ่งไม่เคยเชื่อถือและให้ความเคารพใดๆ กับขบวนการสตรีเลย ได้เข้ามาแย่งเวเรน่าไปจากโอลิฟและขบวนการ ความเศร้าหมองได้เข้ามาครอบงำจิตใจของโอลิฟ แต่มันกลับได้กลายเป็นพลังอันเข้มแข็งให้กับเธอในท้ายที่สุด ดังที่เธอได้กล่าวคำประกาศในตอนท้ายของเรื่องว่า
“ ... เราจักแกร่งกร้าวประหนึ่งดังสัจจะ จักไม่ประนีประนอมประหนึ่งดังความยุติธรรม ต่อประเด็นเช่นนี้ เราจะไม่ยอมย่อหย่อน ทั้งในความคิด การพูด หรือการขีดเขียนใดๆ เราจักไม่กล่าวคำขอโทษ หรือคำอ้อมค้อมใดๆ และเราก็จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว และ (เมื่อนั้น) คำเรียกร้องของเราก็จะได้รับการตอบสนอง ! ”
ผมไม่ได้อ่านนวนิยายของ เฮนรี เจมส์ เล่มนี้ แต่เท่าที่ดูเค้าโครงเรื่องของหนัง ก็พอจะมองเห็นอคติของผู้ชายเมื่อร้อยปีมาแล้วได้ชัดเจนพอควร (หนังสือนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1886 ครับ) ที่ออกจะชื่นชมแกอยู่บ้างก็ตรงที่แกมีความสามารถในการรับรู้ว่าประเด็นนี้จะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของสังคมในระยะเวลาต่อมาข้างหน้า
เราไม่รู้จุดประสงค์ของผู้สร้าง (Ismail Merchant) ว่าต้องการอะไรจากหนังเรื่องนี้ แต่ผู้เขียนบทภาพยนตร์ก็ฉลาดพอที่ไม่ทำความคิดของ เฮนรี เจมส์ ให้ประเจิดประเจ้อจนอาจสร้างความไม่พอใจกับสตรีสมัยใหม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างโอลิฟและเวเรน่าจึงปรากฏออกมาในรูปของ “เพื่อนทางปัญญา” ที่นั่งอ่านงานคลาสสิคด้วยกัน ถกเถียงกันในประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่าง ชาย-หญิง อย่างคนที่ได้รับการศึกษา ความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองก็คือการประกาศให้สังคมที่ใจคับแคบได้มีทรรศนะใหม่ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมองฐานะ และความสัมพันธ์ต่อสตรีด้วยกัน และแม้เมื่อตอนจบเรื่องคนเขียนบทภาพยนตร์ก็ยอมให้ โอลิฟ ลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญที่จะประกาศเจตนารมย์ของเธอและขบวนการสตรีทั้งมวล ทั้งๆ ที่หัวใจของเธอเพิ่งแหลกสลายไปกับการจากไปของเวเรน่า
กระทั่งต้นปี 1982 วาเนสสา จึงได้รับบทของโอลิฟและจะต้องเดินทางไปถ่ายทำในบอสตัน เมืองซึ่งเธอมีคู่กรณีเป็นวงดนตรีชื่อดัง The Boston Symphony Orchestra เนื่องจากการที่เธอนิยมในขบวนการพีแอลโอและต่อต้านพวก Zionist สมาคมชาวยิวซึ่งมีอิทธิพลต่อวงดนตรี จึงกดดันจนการแสดงของเธอในละครชื่อ Oedipus Rex ทั้งที่ในบอสตันและนิวยอร์ค แต่ท้ายสุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี การถ่ายทำประสบผลสำเร็จทุกประการ คดีความของเธอที่เรียกร้องค่าชดใช้ความเสียหายจากคณะดนตรีก็ได้ชัยชนะอย่าง (ค่อนข้าง) งดงาม
วาเนสสาในบทของโอลิฟดูน่าเชื่อถือและน่าประทับใจยิ่ง ด้วยเสื้อผ้าสีหนักๆ และเรียบๆ (แม้จะอยู่ในยุควิคตอเรียน) เมื่อประกอบเข้ากับบุคลิกของวาเนสสาซึ่งมีรูปหน้ายาว คางที่แข็งแรง และดวงตาที่แสดงความรู้สึกลึกๆ ได้ดี ภาพของโอลิฟ ชานเซลเลอร์จึงดูชัดเจนมากในสายตาของผู้ดูหนัง/ใบหน้านัยตาและท่าทางของเธอดูกระตือรือร้นเมื่อยามที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิคหรือฟังเพลงหวานๆ (Song Without Word) ของ Mendelsohn ดูดื่มด่ำ เต็มไปด้วยความหวัง ความศรัทธา ขณะเมื่อฟังสุนทรพจน์ของเวเรนา และดูอมทุกข์ อึดอัดทุกคราวที่เบซิลญาติหนุ่มของเธอปรากฏตัวขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่เวเรน่า
วาเนสสาในบทของโอลิฟอาจจะกลายเป็นภาพพจน์ที่ประทับใจของผู้ดูไปอีกนาน ในขณะที่เมเดลีน พอตเตอร์ ผู้มีเสียงอันใสกังวาน ไม่ได้ดูมีเสน่ห์นักในบทของเวเรน่าสาว ผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของขบวนการสิทธิสตรี ส่วน คริสโตเฟอร์ รีฟ ก็ดูแข็งๆ (เหมือนอย่างเคย) และไม่ประทับใจเลย ผมคิดว่าคริสเหมาะกับบทซุปเปอร์แมนที่สุด เพราะซุปเปอร์แมนไม่เคยมีกริยาท่าทางเหมือนคนธรรมดาเลย ภาพของซุปเปอร์แมนอย่างที่เป็นและอย่างที่คนคาดหวังคือภาพของการโพสท่าทาง (เพื่อให้ดูสง่างาม) และความไม่เป็นคนธรรมดาที่เห็นได้ชัดที่สุดในตัวของซุปเปอร์แมนก็คือการแต่งตัว แม้เขาจะใส่ผ้ายืดรัดตัวและนุ่งกางเกงใน (เอาไว้ข้างนอก) เพียงตัวเดียว (แถมสีแดงซะด้วย !) แต่ทุกคนก็ดูจะยอมรับสิ่งนั้นไปโดยดุษฎีเสียแล้ว เรื่องที่ผมคิดว่าคริส ดูจะแสดงดีที่สุดก็คือเรื่อง Death Trap (1982)
ผมมักจะรู้สึกว่า ลินดา ฮันท์ (Linda Hunt) ปรากฏตัวผิดที่ผิดทางเสมอ (ยกเว้นเรื่อง The Year of Living Dangerously ซึ่งเธอได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนั้น) ผมคิดว่าบทของเธอไม่มีความหมายอะไรเลยในเรื่อง Silverado คาวบอยยอดฮิต ที่ลงโรงไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องนี้ ลินดารับบทเป็น Dr.Prance สตรีร่างเล็กผู้ซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของสตรีบางคน และทรรศนะต่อสตรีของ เฮนรี เจมส์ แต่ความจริงถึงจะไม่มีเธอเลยในเรื่อง (ในหนัง) ทรรศนะอย่างที่ว่าก็มีอยู่โดยทั่วไปและค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว
แม้การเป็นดาราที่เก่งกาจคือความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองจนกลมกลืนเข้ากับบทที่ได้รับ จนเราไม่อาจสังเกตเห็นตัวดาราคนนั้นอีกต่อไป ที่จะเห็นก็มีแต่ตัวละครที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่ ตัวอย่างของดารายอดเยี่ยมพวกนี้ก็อย่างเช่น ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ (Lawrence Olivier), อเล็ก กินเนสส์ (Alec Guinness), โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) เป็นต้น แต่สำหรับบางกรณี การที่ดาราบางคนเปล่งประกายของความเป็นดาราและบุคลิกส่วนตัวจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นค่านิยมชมชื่นได้เช่นกัน อย่างวาเนสสา เรดเกรฟ ผู้ซึ่งให้ภาพพจน์ของสตรีที่ยืดหยัดคัดค้านความไม่ยุติธรรมของสังคมนี้ คงจะเป็นคนหนึ่งที่จะประทับใจคนหลายๆ คนตลอดไป |
|
|