songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 22 การ”ค้นพบ” ฟาโรห์สตรีการ”ค้นพบ” ฟาโรห์สตรี ความเป็นมาของอียิปต์โบราณ
ประวัติความเป็นมาของอียิปต์โบราณค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อความรู้ในการอ่าน เขียนภาษาอียิปต์โบราณที่ชาวกรีกเรียกว่า ไฮโรกลิฟ (Hieroglyph ซึ่งแปลว่า สัญญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์) ได้สูญสิ้นไป โดยเริ่มจากการเปลี่ยนเป็นภาษากรีกเมื่อศาสนาคริสต์ได้แผ่เข้ามายังอียิปต์ซึ่งในขณะนั้นมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนทีน (Byzantine) ในคริสตศตวรรษที่ 4 ศูนย์กลางศาสนาคริสต์ในอียิปต์อยู่ที่เมืองคอปโตส (Koptos) ภาษาอียิปต์ใหม่ที่ถูกทดแทนด้วยอักขระภาษากรีก จึงเรียกว่าภาษาคอปติค (Coptic) และยังใช้กันอยู่ (แม้จะมีพัฒนาการต่อมาอีกมาก)ในสำนักคริสตศาสนาของอียิปต์จนถึงทุกวันนี้แต่ก็เป็นภาษาที่ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประวัติความเป็นมาของอียิปต์โบราณอีกต่อไป จึงกล่าวได้โดยรวมว่า ภาษาอียิปต์โบราณได้ตายจากไปเกือบ 1500 ปี จวบจนกระทั่งปราชญ์ทางภาษาหลายคนเช่น โยฮัน เดวิด อเคอบลาด (Johan David Äkerblad) ชาวสวีเดน โธมัส ยัง (Thomas Young) ชาวอังกฤษ พอจะจับเค้าได้บ้าง แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการอ่านได้โดยสมบูรณ์คือ ฌอง – ฟรองซัวส์ ฌองโปลิยง (Jean-François Champollion) ผู้ซึ่งตีพิมพ์ผลของการศึกษาของเขาเป็นหนังสือ 3 เล่ม คือ Précis du système hiéroglyphique des anciens Égyptiens (1824) Grammaire égyptienne (1836) และ Dictionnaire égyptienne (1841) ซึ่งถือกันว่าเป็นตำราพื้นฐานในการศึกษาภาษาอียิปต์โบราณตลอดมา ฌองโปลิยงประสบความสำเร็จในการอ่านภาษาไฮโรกลิฟได้ก็เนื่องจากการอ่านศิลาจารึกโรเซตตา (Rosetta Stone ซึ่งเรียกชื่อตามชื่อของเมืองที่ได้พบศิลาชิ้นนี้) ศิลาจารึกนี้ เขียนเนื้อความเดียวกันด้วยอักขระ 3 ชนิด คืออักขระไฮโรกลิฟ อักขระเดโมติค (Demotic ซึ่งเป็นภาษาไฮโรกลิฟชนิดสะกดง่ายสำหรับคนทั่วไป) และอักขระคอปติค ด้วยความรู้ภาษากรีก ฌองโปลิยงจึงสามารถอ่านอักขระแบบคอปติคได้ก่อน ต่อจากนั้น เขาได้พบว่าอักขระคอปติคที่อ่านนี้ สามารถเทียบเคียงกับอักขระเดโมติคได้ ในท้ายที่สุดเขาก็สามารถเทียบกับไฮโรกลิฟได้เช่นเดียวกัน ผลของการศึกษาโดยฌองโปลิยง ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์รุ่นต่อมามีกุญแจสำคัญที่จะไขเข้าไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ มากมายของอดีตอันไกลโพ้นของอียิปต์ เราได้ทราบทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยม ความเชื่อศาสนา การเพาะปลูก การค้า เศรษฐกิจ การทหาร สงคราม การเมือง การปกครอง และผู้ปกครอง โดยเฉพาะกษัตริย์ซึ่งชาวอียิปต์เรียกว่า เพอร์-อาว (per-ao แปลตรง ๆ ว่า “บ้านใหญ่”) [1] อันเป็นตำแหน่งของกษัตริย์ที่มีฐานะเป็นกึ่งเทพเจ้า และเราเรียกกันต่อ ๆ มาในภาษาอังกฤษว่า ฟาโรห์ (Pharaoh) ประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณมักนับตั้งแต่การรวมอียิปต์บน และอียิปต์ล่างได้เป็นครั้งแรก ดังที่ปรากฏเนื้อความตามจารึกของพระเจ้านาร์เมอร์ (Narmer ประมาณปี 3000 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งอาจเรียกเทียบเคียงได้ว่าเป็น “ศิลาจารึกหลักที่ 1” ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้มาสิ้นสุดลงในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล อันเป็นปีสวรรคตของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ( Cleopatra VII) ถึงแม้ว่าราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemy) ของพระนางจะสืบเชื้อสายมาจากขุนพลชาวกรีก ทหารเอกของพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราช แต่ราชวงศ์ปโตเลมีก็สืบต่อประวัติความเป็นมาและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของอียิปต์ ดังจะเห็นข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับการที่ทหารโรมันเข้ามายึดครองอียิปต์ หลังความตายของพระนางคลีโอพัตรา อียิปต์มีฐานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรโรมัน และจะต้องประพฤติปฏิบัติตามวัฒนธรรมและแบบอย่างของชาวโรมัน เช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของอาณาจักร ตลอดระยะเวลาเกือบสามพันปีของประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณนั้น มีการแบ่งยุคสมัยตามราชวงศ์ที่ปกครอง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 32 ราชวงศ์ และมีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครองราชย์ได้ประมาณ 170 พระองค์ [2] พระนามของผู้ปกครองเป็นจริงและชัดเจนขึ้นเมื่อมีการค้นพบหลุมพระศพและร่างของพระองค์ซึ่งเก็บรักษาไว้ในรูปของมัมมี่ บ่อยครั้งที่เราพบแต่หลุมพระศพเปล่า ๆ เพราะบรรดาโจรได้เข้าไปทำการโจรกรรมต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางกรณีเกือบจะเรียกได้ว่า เมื่อทำการบรรจุพระศพเสร็จไม่นาน หลุมศพก็กูกปล้นสะดมทันที ทั้งนี้เพราะเราเชื่อว่า โจรต้องการข้าวของเครื่องราชูปโภคที่ทำจากโลหะมีค่า ตลอดจนอัญญมณี เงินทองทั้งหลายที่บรรจุเอาไว้ในห้องเก็บพระศพ หรือแม้กระทั่งในโลง และที่บรรจุในผ้าห่อพระศพด้วยซ้ำไป เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงสันนิษฐานว่า ห้องเก็บพระศพที่ว่างเปล่า โลงศพที่ถูกเปิดฝา และผ้าห่อพระศพที่ถูกฉีกขาด ก็คงจะล้วนมาจากฝีมือของนักโจรกรรมดังที่กล่าวมานี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น การค้นพบพระศพของฟาโรห์หนุ่มตุตอังคอามูน (Tutankhamun)[3] โดยเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 จึงสำคัญยิ่ง แม้โดยความเป็นจริงแล้ว ตัวฟาโรห์พระองค์นี้ ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในทางประวัติศาสตร์นัก แต่การที่หลุมพระศพซึ่งถูกรบกวนจากโจรแต่เพียงเล็กน้อย จึงทำให้เราได้เห็นเป็นครั้งแรกว่า สภาพภายในห้องเก็บพระศพควรจะเป็นเช่นไร เพราะในหลุมพระศพนี้ เราได้พบบรรดาเครื่องราชูปโภคมากมายถึงกว่า 3,500 รายการ ซึ่งเป็นของที่ฟาโรห์ทรงใช้ในขณะที่ทรงยังมีพระชนม์อยู่ เช่น กล่องปากกา โต๊ะ เก้าอี้ เตียงสนามพับได้ แจกัน เครื่องมือล่าสัตว์ และอื่น ๆ อีกมาก รวมทั้งฉลองพระองค์ชุดชั้นใน เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นชีวิตและสังคมสมัยกษัตริย์พระองค์นี้ ตลอดจนสันนิษฐานว่า หลุมพระศพทั้งหลายคงจะมีสภาพไม่ต่างไปจากนี้เท่าไรนัก เนื่องจากว่าการค้นพบมัมมี่พระศพของฟาโรห์ที่สำคัญ ๆ เช่น รามเสสที่ 2 (Ramesses II) เซติที่ 1 (Sety I) ธุตโมซิส ที่ 1 – 3 (Thutmosis I - III) และพระราชินี ที (Tiye) รวมทั้งสิ้น 42 พระองค์ และบุคคลสำคัญอีก 170 ร่าง ซึ่งได้มาจากการขุดค้นในปี 1881, 1891, และ 1898 โดยนักโบราณคดีสำคัญคือ กาสตอง มาสเปโร (Gaston Maspero) และวิคเตอร์ โลเรต์ (Victor Lorlet) เป็นการค้นพบลำพังแต่ร่างมัมมี่ แต่ปราศจากข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ และได้ทราบต่อมาว่า การที่มัมมี่ของบรรพกษัตริย์ตลอดจนบุคคลสำคัญต่างๆ มาอัดแน่นอยู่ในที่เดียวกันนี้ ก็เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายพระศพมาจากสถานที่เดิมเพื่อป้องกันการโจรกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว การโจรกรรมจึงทำให้เราไม่สามารถพบลักษณะที่แท้จริงของหลุมพระศพเอาเสียเลย จนพระทั่งได้มาพบหลุมที่บรรจุพระศพของพระเจ้าตุตอังคอามูนนี่แหละ นอกจากกรณีพระเจ้าตุตอังคอามูนนี้แล้ว นักโบราณคดีก็พยายามค้นหามัมมี่ของกษัตริย์หรือบุคคลที่สำคัญ ๆ ตามรายพระนามที่มีอยู่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการค้นพบแตกต่างกันไป บุคคลสำคัญมาก ๆ อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่หมายปองของนักโบราณคดีมาก ๆ ก็คือ พระนางฮัตเชปสุต (Hatshepsut) ฟาโรห์สตรีผู้ซึ่งครองราชย์อยู่นานกว่า 20 ปี และเป็นยุคสมัยที่จัดว่าเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดสมัยหนึ่ง
ใครคือพระนางฮัตเชปสุต
พระนางฮัตเชปสุต เป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมสิสที่ 1 (Thutmosis I ครองราชย์ระหว่างปี 1504 – 1492 ก่อนคริสตกาล) แต่งงานกับพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของพระนางเอง คือ ธุตโมสิสที่ 2 (ซึ่งครองราชย์อยู่ระหว่างปี 1492 – 1479 ก่อนคริสตกาล) ต่อเมื่อสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์ลง พระนางฮัตเชปสุตก็ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้สำเร็จราชการ ใช้อำนาจร่วมกันกับโอรสบุญธรรมอยู่ 3 ปี พอมาถึงปีที่สาม พระนางก็ประกาศตนเป็น ฟาโรห์ และปกครองอียิปต์โดยลำพังต่อไปถึง 21 ปีกว่า (1479 – 1458/7 ก่อนคริสตกาล) ในรัชสมัยของพระนาง อียิปต์ได้ขยายการค้ากว้างไกลลงไปยังพันต์ (Punt) และนูเบีย ซึ่งอยู่ลึกลงไปในทวีปอาฟริกา ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพจำหลักบนฝาผนังของมหาวิหารบูชาพระนางเองในหุบผาแห่งกษัตริย์ บริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า ดีร์ เอล บาฮารี (Deir el-Bahari)[4] ส่วนหนึ่งของภาพจำหลัก เป็นรูปการลำเลียงเรือข้ามทะเลฟากทิศตะวันออก จนกระทั่งถึงทะเลแดง แล้วจึงแล่นใบเลาะชายฝั่งลงไปทางด้านใต้ ต่อจากนั้นจึงเดินเท้าไปยังดินแดนพันต์ และนูเบีย[5]เพื่อเอาสิ่งมีค่า 2 ชนิดคือ ผงทองคำ กับแฟรงคินเสนซ์ (Frankincense) และ เมอร์ฮ (Myrrh)[6] ยางไม้หอมซึ่งใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งการทำมัมมี่
มักกล่าวกันว่า มีการชะลอต้นเมอร์ฮ มา 2 ต้น นำมาปลูกในสวนอุทยานหน้าเทวสถานแห่งนี้ ดังที่เห็นปรากฏตามภาพจำหลักในเทวสถานข้างต้น และมีวัตถุพยานเป็นตอไม้แห้ง 2 ต้นซึ่งยังปรากฏอยู่แม้ทุกวันนี้
ที่นี่ยังมีภาพจำหลักของพระนางฮัตเชปสุตซึ่งแต่งพระองค์เช่นเดีวกับฟาโรห์ชาย คือนุ่งผ้าอัดเป็นกลีบละเอียด นุ่งโดยโอบรอบสะโพกมาทบกันด้านหน้า ผ้านุ่งยาวถึงเข่า เปิดเผยให้เห็นช่วงขาที่เปลือยเปล่าเช่นเดียวกับเบื้องพระองค์ท่อนบน ผิวเป็นสีน้ำตาลแดง (ตามที่นิยมทาสีนี้สำหรับบุรุษเพศ) สวมกรองพระศอขนาดใหญ่ทำด้วยทองคำ ศิราภรณ์นั้นมีต่าง ๆ แล้วแต่วาระที่กำลังทรงกระทำ และที่สำคัญคือ จะต้องทรงประดับเคราปลอม (ceremonial beard) ที่ใต้คางอย่างที่ฟาโรห์ทุกพระองค์มี พระองค์ทรงเฉลิมพระนามในฐานะฟาโรห์ว่า “มาอัตคารา (Maatkara) ผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน และได้รับพรให้มีชีวิตนิรันดร์” และพระองค์ยังทรงอ้างว่าทรงมีกา (ka)[7] ถึง 9 ตัว ในขณะที่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า คนทุกๆ คน มีกาเพียง 1 ตัว เท่านั้น
ฟาโรห์สตรี แม้ฟาโรห์เกือบทุกพระองค์ตลอดระยะเวลาเกือบสามพันปีจะเป็นชายแต่ก็มีข้อยกเว้นอย่างน้อย 6 พระองค์[8] ที่เป็นหญิงอันได้แก่ นิโตคริส (Nitocris) – ครองราชย์อยู่ประมาณ 3 ปี ระหว่าง 2218 – 2216 ก่อนคริสตกาล ไม่มีประวัติชัดแจ้ง ยกเว้นถูกกล่าวถึงโดยเฮโรโดตัส (Herodotus) เนฟรูโซเบก (Nefrusobek) – ครองอำนาจอยู่ 3 ปี ระหว่าง 1785 – 1781 ก่อนคริสตกาล – ต่อจากฟาโรห์อาเมนเนมฮัตที่ 4 (Amenemhat IV) พี่ชายและสวามีของพระนาง ฮัตเชปสุต (Hatshepsut) – ครองอำนาจต่อจากธุตโมสที่สอง พี่ (น้อง) ชาย/สวามีที่สิ้นพระชนม์ลง ทรงครองราชย์ในฐานะฟาโรห์สตรีต่อไปอีก 21 ปี เนเฟอร์ตีติ (Nefertiti) – ทรงมีบทบาทในการบริหารร่วมกับฟาโรห์อาเมนโฮเตปที่ 4 ซึ่งต่อมาจะได้เปลี่ยนพระนามเป็นอัคเอนาเตน (Amenhotep IV/ Akhenaten) เพราะต้องการจะลดบทบาทอิทธิพลของพวกพระที่อิงสุริยะเทพองค์เดิม คือ อามูน – รา (Amun – Ra) เป็นเครื่องสร้างบารมี กษัตริย์เปลี่ยนไปบูชาสุริยเทพที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือ อาเตน (Aten) ดังจะปรากฏให้เห็นแม้ในการเปลี่ยนพระนามใหม่ ทั้งสองร่วมใช้อำนาจจากปี 1346 – 1333 ก่อนคริสตกาล เมื่อกษัตริย์อัคเอนาเตนสิ้นพระชนม์ลง เรื่องราวของพระนางก็จางหายไปด้วย พระธิดาของพระนางคือ อังคเอสเอนปาอาเตน (Ankhesenpaaten) จะได้แต่งงานกับเจ้าชายหนุ่ม ตุตอังคอาเตน (Tutankhaten) และร่วมกันครองราชย์ในฐานะฟาโรห์และพระราชินีในอีก 3 ปีถัดไป ฟาโรห์องค์ใหม่นี้ อายุเพียง 9 ชันษา และเปลี่ยนพระนามไปเป็น ตุตอังคอามูน (Tutankhamun) เพราะการเมืองแห่งศาสนาดังที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น เทาสเรต (Tausret) – มเหสีของฟาโรห์เซติที่ 2 (Seti II) เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ลง พระนางจะได้ใช้อำนาจร่วมกับฟาโรห์ซิปทาห์ (Siptah) โอรสบุญธรรมในระหว่างปี 1193 – 1185 ก่อนคริสตกาล และฟาโรห์สตรีองค์สุดท้าย ที่คนส่วนใหญ่รู้จักพระนางดี ก็คือ พระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) – ฟาโรห์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemy) อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอียิปต์โบราณก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมันพระนางมักถูกวาดภาพให้เป็นหญิงที่สวยงามแต่แพศยาด้วยทัศนะของนักประวัติ ศาสตร์ชายชาวโรมัน ซึ่งต้องการทำลายความชอบธรรมในการครองอำนาจของพระนางร่วมกันกับจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) มองจากมุมของอียิปต์และพระนางคลีโอพัตรา บทบาทของพระนางตลอดระหว่างปี 51 ก่อนคริสตกาล (?) จนถึงปี 30 ก่อนคริสตกาล โดยเฉพาะการแต่งงานทางการเมือง (political marriage) กับผู้นำทางการเมืองโรมันถึง 2 ครั้ง ก็ล้วนแล้วเป็นไปเพื่อจะรักษาสถานะของอียิปต์ทั้งสิ้น พระนางฆ่าตัวตายในฉลองพระองค์ฟาโรห์สตรีอย่างสมพระเกียรติเมื่อทัพของโรมันบุกเข้ายึดอเลกซานเดรีย อียิปต์ ได้ในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล โดยสรุปแล้ว แม้ฟาโรห์เกือบทั้งหมดเป็นชาย แต่เราก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่า มีข้อห้ามใด ๆ ที่จะขัดขวางมิให้สตรีขึ้นเป็นฟาโรห์หรือไม่ หากมีข้อห้ามใด ๆ ทำไมกรณีของฟาโรห์หญิง 6 พระองค์ที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นข้อยกเว้นได้ หรือจะเป็นดังที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า 5 ใน 6 กรณีนั้น มักเป็นช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสายและ ”ไม่ปรกติ” การขึ้นสู่อำนาจของบรรดาสตรีเหล่านี้ จึงเป็นไปเพื่อสืบทอดราชวงศ์ให้ดำเนินต่อไปได้ อีกทั้งเรายังพบอีกว่า ทุกกรณี เป็นการใช้อำนาจร่วมกันกับพระสวามี และราชโอรสบุญธรรมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม กรณีของพระนางฮัตเชปสุตและพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ซึ่งครองราชย์ยาวนานถึง 20 ปีเศษไล่เรี่ยกันนั้น ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษและวิเศษจริง ๆ การ”ค้นพบ” ฟาโรห์สตรี (ต่อ)
แม่เลี้ยง – ลูกเลี้ยง
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า พระนางฮัตเชปสุตทรงปกครองร่วมกันกับโอรสบุญธรรมใน 3 ปีแรกจากนั้นพระนางจึงได้ประกาศพระองค์เป็นฟาโรห์องค์ใหม่ และใช้อำนาจเต็มตามที่เทวกษัตริย์จะทรงสามารถกระทำได้ ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่า สัมพันธภาพระหว่างทั้งสองพระองค์ย่อมจะเป็นศัตรูทางการเมืองต่อกันโดยธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อเจ้าชายพระองค์นี้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว เฉลิมพระนามตามพระราชบิดาว่า ธุตโมซิสที่ 3 หลังจากที่พระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ลง การทำลายหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความมีอยู่และความยิ่งใหญ่ของพระนาง ซึ่งหมายถึงบันทึกบนกระดาษพาไพรัส จารึกพระนามที่อยู่ตามเทวสถาน ตลอดจนปฏิมากรรมต่างๆ ก็เริ่มต้นขึ้น มีข้อสันนิษฐานว่า อาจจะเริ่มจากพื้นที่ที่ห่างไกลก่อน นี่ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาของฟาโรห์พระองค์ใหม่ที่รอคอยความตายของพระราชมารดาเลี้ยงมาตลอด 21 ปี แต่เป็นการลบประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่ของ “ศัตรู” ของพระองค์ ในขณะเดียวกับที่ประกาศความมีตัวตนอยู่ของพระองค์ควบคู่กับการบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ การทำลายเรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตโดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อยทำลายจำหลักพระนามของพระนางเป็นการทำให้พระนางไม่อาจมีชีวิตอันเป็นอมตะในดินแดนหลังความตายได้ เช่นเดียวกันกับการสกัดส่วนแขน ขา ของภาพจำหลักบนกำแพงเทวสถาน ก็ล้วนให้ผลคล้ายคลึงกัน ความพยายามที่ว่านี้ ดำเนินไปยาวนานตลอดรัชสมัยของธุตโมซิสที่ 3 (ซึ่งนานถึง 33 ปี) ต่อเนื่องลงไปถึงรัชสมัยของฟาโรห์องค์ต่อไปด้วยซ้ำ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.จอยซ์ ทิลเดสลีย์ (Dr. Joyce Tyldesley) ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ต่อสำนักข่าวบีบีซี[9] อันเป็นการวิเคราะห์แบบใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง เธอคิดว่าสัมพันธภาพระหว่างทั้งสองกษัตริย์อาจไม่เป็นอย่างที่เคยเข้าใจกันเสียทีเดียว เพราะโดยฐานะเดิมของพระนางฮัตเชปสุตนั้น เธอเป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 กับพระมเหสี และเพื่อจะสืบสายราชวงศ์ต่อไป พระนางจึงแต่งงานกับพี่ชาย(น้องชาย ?) โอรสของพ่อเธอที่เกิดจากพระสนม เจ้าชายพระองค์นี้ คือฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 2 ฉะนั้น เมื่อพระสวามีมาสิ้นพระชนม์ลงก่อน และพระนางยกตัวขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการต่อด้วยการประกาศเป็นฟาโรห์องค์ใหม่ ความชอบธรรมของพระนางจึงมีอยู่ ทั้งที่เกิดจากจารีตของฟาโรห์สตรีที่เคยมีมาก่อนแล้วแต่โบราณ ผสมกับการเป็นเชื้อ “สายตรง” ของราชวงศ์ เหตุทั้งสองประการนี้ จึงทำให้พระนางได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลาย และน่าจะรวมถึงกลุ่มเจ้าชายโอรสบุญธรรมของพระนางด้วย ดร.จอยซ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อไปอีกว่า หากพระนางฮัตเชปสุตถือว่าเจ้าชายโอรสบุญธรรมเป็นศัตรูทางการเมืองอย่างแท้จริง และเป็นอันตรายแล้ว คงจะไม่เป็นการยากเลยที่พระนางจะบันดาลให้เกิด “ความตายโดยอุบัติเหตุ” ต่อเจ้าชายองค์นี้ แต่ในทางตรงกันข้าม พระนางกลับส่งเสริมให้เจ้าชายได้รับการฝึกฝนให้เป็นอาลักษณ์ (scribe) และพระ ซึ่งถือว่ามีฐานะสำคัญและสูงส่งในสังคมอียิปต์สมัยนั้น และต่อมาก็ยังส่งเสริมให้มีตำแหน่งทางการทหารชั้นสูงอีกด้วย เจ้าชายพระองค์นี้ คงรอเวลาของพระองค์อยู่ โดยไม่ทรงทราบเลยว่า การรอคอยที่ว่านี้จะยาวนานถึงสองทศวรรษ ฉะนั้น เมื่อเวลาของพระองค์ได้มาถึง พระองค์ได้ครองราชย์ในฐานะฟาโรห์ธุตโมซิสที่สาม ซึ่งจะเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์อียิปต์ นอกจากการบริหารประเทศของพระองค์ให้รุ่งเรืองไพศาลแล้ว การชำระประวัติศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระมารดาเลี้ยง ก็เป็นสิ่งที่ทรงให้ความสำคัญอยู่ไม่น้อย
เราไม่ทราบเลยว่า จะมีสักกี่ครั้งที่การลบประวัติศาสตร์นั้นจะกระทำสำเร็จตามความต้องการของผู้กระทำ หากแต่เรามักจะพบอยู่เสมอ ๆ ว่า ประวัติศาสตร์ส่วนที่ถูกลบออกไปโดยตั้งใจนั้น จะกลับมามีชีวิตชีวาด้วยเหตุประการใดประการหนึ่ง ในกรณีของพระนางฮัตเชปสุตก็เช่นกัน พระนางได้ทอด – อุทิศ เสาโอเบลิสค์ (obelisk) จำหลักวีรกรรมของพระนางให้กับมหาวิหารหลวงคาร์นาค (Karnak) ตามจารึกที่ฟาโรห์พระองค์ก่อน ๆ มักจะฝาก “ผลงาน” ของตนเอาไว้ที่วิหารนี้ เสาโอเบลิสค์ของพระนางตั้งตระหง่านสูงถึง 30.43 เมตร ควบคู่กับเสาโอเบสิสค์ของพระราชบิดาของพระนาง (ธุตโมซิสที่ 1 ) ซึ่งสูงเพียง 21.80 เมตร อาจกล่าวได้ว่า พระเจ้าธุตโมซิสที่ 3 ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับเสาแกรนิตแดงต้นนี้ดี จึงทรงสั่งให้ล้อมกำแพงหินเป็นคอกเพื่อปิดบังเรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตจากสายตาและการรับรู้ของคนทั่วไป แต่ต่อเมื่อกาลเวลาได้เข้ามาคุกคามทำลายบรรดาเทวสถานต่าง ๆ ตลอดทั้งอียิปต์อย่างทั่วถึง ยังก็แต่คอกกำแพงหินที่ล้อมเสาโอเบลิสค์ต้นนี้นี่แหละที่ยืนยงอยู่เช่นเดิม และเมื่อนักโบราณคดีเริ่มต้นการบูรณะโบราณสถานต่างๆ ในอียิปต์ คอกกำแพงหินนี้ก็ได้ถูกรื้อออกไป เสาต้นนี้พร้อมชื่อเสียงวีรกรรมของพระนางฮัตเชปสุตก็ได้กลับมาปรากฏโดยสมบูรณ์กว่าที่อื่นใด และจะอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน
การ "ค้นพบ” ที่น่าตื่นเต้น
อย่างที่ได้เกริ่นมาแล้วแต่ต้นว่า การค้นพบมัมมี่ของพระนางฮัตเชปสุตอาจถือได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดรองจากการค้นพบหลุมบรรจุพระศพของพระเจ้าตุตอังคอามูน ซึ่งพบโดยบังเอิญโดยนักโบราณคดีอังกฤษ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1922[10] ออกจะเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่โดยแท้จริงแล้ว ก็นายเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์คนนี้นี่แหละที่เป็นผู้คนพบมัมมี่ของพระนางฮัตเชปสุตเช่นกันตั้งแต่ปี 1903 ในหลุมขุดค้นที่เรียกว่า เควี 60 (KV 60)[11] หากแต่ว่าตัวเขาไม่รู้ว่า มัมมี่สตรี 2 ร่างที่พบในหลุมดังกล่าวคือใคร มัมมี่ร่างหนึ่งเป็นสตรีรูปร่างเล็ก บรรจุอยู่ในโลงหินซึ่งถูกระบุว่าเป็นโลงของพยาบาลพี่เลี้ยงของพระนางฮัตเชปสุต ซึ่งต่อมาสามารถระบุนามได้ว่า คือ ซิต –รา (Sit – ra) ส่วนอีกร่างหนึ่งนั้น เป็นสตรีที่รูปร่างอ้วนใหญ่ มีหน้าอกที่เหี่ยวยาน (อันเป็นลักษณะของพี่เลี้ยงนางนม) ถูกวางนอนอยู่กับพื้นข้างโลงหินในนั้นนั่นเอง มัมมี่ ”นอนโลง” ถูกเคลื่อนย้ายเอาไปเก็บไว้ที่กรุซึ่งอยู่ชั้นที่ 3 ของพิพิธภัณฑ์ไคโร ส่วนมัมมี่ “นอนพื้น” นั้น ถูกปล่อยวางอยู่เช่นดิมตลอดมา เป็นอันว่า ยังไม่มีใครพบพระศพของพระนางฮัตเชปสุตฟาโรห์สตรีที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณ ทั้งๆที่การพบพระศพสำคัญ ๆ หลายพระองค์ได้พบแล้วโดยมาสเปโร และโลเรต์ดังที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้น
จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2550 ที่ผ่านมานี่แหละ ที่ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) เลขาธิการใหญ่ของคณะกรรมการโบราณคดีระดับสูงสุดแห่งอียิปต์ (Secretary General of the Supreme Council of Antiquities) ได้ “ค้นพบ” พระนางฮัตเชปสุตอีกป็นครั้งที่สอง โดยดร.ฮาวาสส์ ซึ่งบัดนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือของวิทยาการแผนใหม่พร้อมพรัก ท่านได้คิดถึงการศึกษามัมมี่ “นอนโลง” และระบุได้แน่ชัดว่าคือพยาบาลพระพี่เลี้ยงแน่ ๆ ฉะนั้น ก็น่าที่จะได้ทำการศึกษามัมมี่ “นอนพื้น” เสียด้วยว่าคือใคร
โดยปรกติแล้ว การระบุมัมมี่ว่าคือใครนั้น จะทราบได้จากอักขระและตราประทับ ซึ่งอาจอยู่ที่ประตูห้องเก็บพระศพ หรือจารึกบนบรรดาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างเช่นกรณีพระเจ้าตุตอังคอามูน นั้น ก็จะพบจารึกพระนามทั้งพระนามจริง คือ ตุตอังคอามูน (ซึ่งแปลว่า “ทุกชีวิตล้วนแล้วตกอยู่ในพระหัตถ์ของเทพอามูน”) และพระนามเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ คือ เนบเคปเอรูเร (Nepkeperure ซึ่งแปลว่า “สุริยเทพรา ทรงปรากฏพระองค์ในรูปร่างต่าง ๆ”) แต่ในกรณีมัมมี่ 2 ร่างนี้ ไม่พบอะไรทั้งสิ้น เพราะศพถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่เดิมเพื่อหนีการโจรกรรม ร่องรอยเดียวที่พบก็คือ จารึกชื่อของพระพี่เลี้ยงนางนมซิต-รา อยู่บนโลงหินเท่านั้น โชคดีที่นักโบราณคดีได้พบไหบบรจุอวัยวะ[12]จากสถานที่อื่นและบนไหใบนี้ มีพระนามของพระนางฮัตเชปสุตอยู่ และโชคดีเป็นซ้ำสองที่พบฟันกรามซี่บนอยู่ในไหนั้นด้วย อาจเป็นไปได้ว่า ขณะที่มีการทำมัมมี่ของพระนางอยู่ ฟันของพระศพได้หลุดออกมา พระนักบวชผู้ทำมัมมี่จึงบรรจุร่วมลงในไหดองอวัยวะดังกล่าวด้วย ฟันซี่ที่ว่านี้ วัดจากขนาดและรูปสัณฐานรับกันพอดีกับโพรงฟันซี่ที่หายไปของกรามด้านบนของมัมมี่สตรีร่างอ้วนใหญ่ซึ่ง “นอนพื้น” ดร.ฮาวาสส์ ได้ผู้เชี่ยวชาญทางพันธุกรรมนำเอาเซลจากกระดูกเชิงกรานและต้นขาไปทดสอบหารหัสพันธุกรรมมาทาบกับรหัสพันธุกรรมของอามอส เนเฟรตารี (Amos Nefretari) ผู้เป็นยายของพระนางฮัตเชปสุต โชคเข้าข้างดร.ฮาวาสส์ ที่ทุกอย่างสอดรับกันไปหมด นอกจากนั้น วิทยาการแผนใหม่ยังทำให้ทราบอีกว่า พระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ด้วยวัย 50 ชันษา และอาจจะทรงทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน และมะเร็งตับ[13] มาโดยตลอด
ผลจากการศึกษาทั้งหมด ทำให้ ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ ประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ให้โลกได้ทราบว่า ได้ “ค้นพบ” พระนางฮัตเชปสุต ฟาโรห์สตรีที่ยิ่งใหญ่ผู้สูญหายไปจากประวัติศาสตร์นานถึง 3491 ปี แล้ว
.................................................... บรรณานุกรม
1. Francesco Tiradritti (ed.), The Treasures of the Egyptian Museum, (The American University in Cairo Press, Egypt, 1999) 2. Regine Schulz and Mattias Seidel (ed.), Egypt : The World of the Pharaohs (Könemann Verlagsgesellschaft mbH, Cologne, Germany, 1998) 3. Jean Vercoutter, The Search for Ancient Egypt, (Thames and Hudson Ltd, London, 1995) 4. Christine El Mahdy, Mummies: Myth and Magic, (Thames and Hudson Ltd, London, 1991) 5. Heather Pringle, The Mummies Congress, (2001) 6. Adolf Erman, Life in Ancient Egypt, (Dover Publications, Inc., New York 1971 ปรับปรุงจากต้นฉบับ 1894) 7. Magaret Oliphant, The Egyptian World, (Kingfisher Books, UK, 1991) 8. Dr. Joyce Tyldesley, “Hatshepsut and Tuthmosis : a royal feud?”, www.bbc.co.uk/history 9. BBC News : ‘Find of Century for Egyptology’, 2007/06/27 10. Don Morrison, ‘Egypt’s Female Pharaoh Revealed by Chipped Tooth, Experts Say’, Nationalgeographic.com/News June 27, 2007 11. Cameron Walker, Egyptian ‘Female King’ Gets Royal Treatment, National Geographic News, April 10, 2006 12. Dr. Karna Cooney, Secrets of Egypt’s Lost Queen, Discovery Channel, July 15, 2007 13. Egyptians : Mystery Mummy is lost female pharaoh, AP June 30, 2007 14. Egyptologists may have Hatshepsut’ s mummy, Reuters, 2007 15. Katarina Kratovac, Egypt Unveils Mummy Discovery, CNN.com, June 27, 2007 [1] ดู Magaret Oliphant, The Egyptian World (Kingfisher Books, UK 1991) หน้า 27 [2] มีบางช่วงของประวัติศาสตร์ที่การเมืองการปกครองระส่ำระสาย และได้มีผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นมาสู่อำนาจเป็นระยะเวลาสั้น ๆ อีกทั้งมิได้มีบทบาทที่ชัดเจนเท่าใดนัก ส่วนกษัตริย์จำนวน 170 พระองค์นี้ นับตามที่มีรายพระนามและสำดับวงศ์อย่างชัดเจนแล้วเท่านั้น, Francesco Tiradritti, The Treasure of the Egyptian Museum (The American University Press, 1999) p. 24 – 25 [3] พระนามของฟาโรห์ตุตอังคอามูน หรือที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า Tutankhamun นั้นมาจากคำสามคำ คือ ธอต (Thot) ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าแห่งการขีดเขียน อังค์ (Ankh) หมายถึงสัญญลักษณ์แห่งชีวิต มักใช้กันทั่วไป เพราะถือว่าเป็นศิริมงคล และอามูน (Amun) คือชื่อของสุริยเทพพระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ความจริงพระนามคือ ตุตอังคอาเตน (Tutankhaten) เนื่องจากพระราชบิดาคือฟาโรห์อัคเอนอาเตน (Akhennaten) ต้องการจะลดอิทธิพลของบรรดาพระนักบวชในลัทธิสุริยเทพอามูนลง จึงทรงประกาศลัทธิบูชาสุริยเทพองค์ใหม่ ที่ชื่อว่า อาเตน ความพยายามนี้ กลายเป็นการทำพระองค์ให้โดดเดี่ยวไปจากชนหมู่มาก และพ่ายแพ้ในที่สุด ลัทธิสุริยเทพอามูนจึงกลับมามีอิทธิพลดังเดิม [4] พระนางทรงสร้างเทวสถานขนาดใหญ่มากเพื่อบูชาลัทธิพระนางเองในบริเวณหุบผาแห่งกษัตริย์ (the Valley of the Kings) เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่และความเป็นฟาโรห์ของพระนาง เทียบเท่าฟาโรห์ชายทั้งหลาย วิหารนี้จำหลักเรื่องราวของพระนางในฐานะที่เป็นบุตรีของสุริยเทพ ตลอดจนกรณียกิจในสมัยของพระนางเอง [5] เข้าใจว่าคือโซมาลีแลนด์ (Somaliland) ในปัจจุบัน ดู Philip K. Hitti, The History of the Arabs, (10th edition, MacMillan Press, UK, 1993) หน้า 34 [6] ปัจจุบันทั้งแฟรงคิสเสนซ์ และเมอร์ฮ ก็ยังถือว่าเป็นของมีค่าอย่างมากทั้งในอาฟริกาเหนือและตะวันออกกกลาง [7] ชาวอียิปต์เชื่อว่า มนุษย์ถูกสร้าง (ปั้น) มาจากดิน โดยเทพเจ้าเศียรเป็นแกะ ชื่อคนุม (Khnum) แล้วสร้างส่วนที่เป็นจิตวิญญาณเหมือนกับคนคนนั้นทุกประการ เรียกว่า กา (ka) โดยสอดใส่ไว้ที่หัวใจ กาจะแยกออกจากร่างไปเฉพาะในตอนนอนหลับ หรือใกล้จะสิ้นใจ ส่วนบุคคลิกลักษณะของแต่ละคน จะเรียกว่า บา (ba) ซึ่งแทรกเข้าร่างพร้อมกับลมหายใจ ดู Christine El Mahdy, Mummy : Myth and Magic (Thames & Hudson Ltd., London, 1989) หน้า 12 - 13 [8] Bangkok Post ฉบับ 13 กรกฎาคม 2007 เพิ่มพระนางเมอริท-นีต (Meryt-Neith) เข้ามาอีก 1 พระองค์ โดยระบุว่าพระองค์มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 1 (3,000 ปีก่อนคริสตกาล) กล่าวว่าครองอำนาจอยู่ประมาณ 3 ปี และพบหลักฐานเกี่ยวกับพระนางที่เมืองซัคคารา (Saqara) อย่างไรก็ตาม เมื่อลองเทียบกับทำเนียบที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปฉบับอื่น ๆ ไม่พบชื่อของพระนาง จึงไม่ได้รวมเอาไว้ในที่นี้ [9] ดู Dr. Joyce Tyldesley ใน “Hatshepsut and Tutmosis : a royal feud?” (http://www.bbc.co.uk/history/ancient/egyptians/) [10] เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ค้นพบบันไดทางลงสู่หลุมพระศพเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1922 และได้เปิดประตูชั้นแรกเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 1922 ดู Jean Vercoutter, The Search for Ancient Egypt, (Thames and Hudson Ltd, London, 1995) หน้า 116 และ 119 [11] เป็นตัวย่อของบรรดาหลุมขุดค้นในบริเวณหุบผาแห่งกษัตริย์ ‘The Valley of the Kings’ (บรรดามัมมี่ของพระราชินีและขุนนาง จะถูกฝังในหุบผาของตนเอง แยกกันออกไป) ซึ่งมีหมายเลขต่าง ๆ เช่น หลุมพระศพของพระเจ้าตุตอังคอามูนคือหลุม KV 62 เป็นต้น ส่วนหลุมพระศพของพระราชินีจะใช้อักษรย่อว่า คิววี (QV) ซึ่งหมายถึงหลุมพระศพของบรรดาพระราชินีที่ฝังซ่อนอยู่ในหุบผาแห่งราชินี (The Valley of the Queens) [12] ไหดองอวัยวะ (สี่ใบ) นี้เรียกว่า คาโนปิคจาร์ (canopic jar) มีเพื่อบรรจุอวัยวะ 4 ชนิด อันได้แก่ ปอด ตับ กระเพาะ และสำไส้ ที่ได้แยกออกจากร่างก่อนทำเป็นมัมมี่ [13] Egyptians : Mystery Mummy is lost female pharaoh, สำนักข่าว AP, June 30, 2007 ฟาโรห์สตรีที่ฟื้นคืนจากการสาบสูญ
ฟาโรห์สตรีที่ฟื้นคืนจากการสาบสูญ
ทรงยศ แววหงษ์
ข่าวการ “ค้นพบ” พระศพของพระนางฮัตเชปสุต (Hatshepsut) พระราชินีอียิปต์โบราณ ได้รับการรายงานโดยสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง แต่ก็เป็นเพียงข่าวเล็กและมีการรายงานเพียงชั่วระยะเวลาที่สั้นมาก ส่วนสื่อไทยก็เห็นจะมีแต่หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษคือบางกอกโพสต์เท่านั้นที่ลงข่าวนี้ถึงหนึ่งหน้าเต็มๆ แต่ก็เพียงชั่ววันเดียวเท่านั้น
ข่าวเกี่ยวกับพระนางได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนน้อยกว่าข่าวการจะลงหรือไม่ลงเล่นการเมืองของพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน นายสมัคร สุนทรเวชจะได้เป็นหัวหน้า (อดีต) พรรคไทยรักไทยหรือไม่ นายทักษิณ ชินวัตรจะขาดคุณสมบัติในการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้เพราะถูกกล่าวหาว่ามัวหมองในทางคดีความหรือเปล่า
ในทางหนึ่ง ก็เข้าใจปรากฏการณ์เกี่ยวกับข่าวในลักษณะนี้ได้ตรงที่ว่าข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปัจจุบันย่อมดูเหมือนว่าจะสลักสำคัญเหลือเกินต่อการดำเนินชีวิตของเรา แต่ในอีกทางหนึ่ง หากเราดึงตัวเองออกไปจากปัจจุบัน เดินทางไปสู่อนาคต เราก็ย่อมจะตระหนักได้ว่าข่าวเกี่ยวกับพลเอกสนธิ นายสมัครหรือนายทักษิณเป็นเพียงบรรทัดเล็กๆ ของประวัติศาสตร์ไทย หรือจุดไข่ปลาในหน้าประวัติศาสตร์โลก ในขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับพระนางฮัตเชปสุตนั้นเคยสำคัญอย่างยิ่งยวดตลอด 21 ปีแห่งรัชสมัยของพระนางในประวัติศาสตร์อียิปต์เมื่อ 3,512 ปีมาแล้ว ทั้งยังกลับมาถูกกล่าวถึงอีกในปัจจุบัน และเรื่องราวของพระนางก็จะอยู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตลอดไป…
ข่าวเรื่องการ “ค้นพบ” พระศพของพระนางฮัตเชปสุตนั้นสืบเนื่องมาจากคำประกาศของดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Dr. Zahi Hawass) นักโบราณคดีอียิปต์วิทยาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของอียิปต์เองและของโลก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมานี้
การ “ค้นพบ” ที่น่าตื่นเต้น
อันที่จริง มัมมี่ของพระนางฮัตเชปสุตได้ถูก “ค้นพบ” มาแล้วตั้งแต่ ค.ศ.1903 โดยนายเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ผู้ค้นพบสุสานพระเจ้าตุตอังคอามูน (หรือที่เรารู้จักกันในชื่อตุตังคาเมน) แต่ไม่มีใครทราบว่าร่างสตรี 2 ร่างในหลุมขุดค้นที่กำหนดรหัสว่า KV 60 (หมายถึงหลุมหมายเลข 60 ในบริเวณ “หุบผาแห่งกษัตริย์”) นั้นคือใคร เนื่องจากศพถูกเคลื่อนย้ายมาเพื่อหนีการโจรกรรม (เช่นเดียวกับมัมมี่พระศพอื่นๆ หลายพระองค์)
นอกจากโลงหินที่มีจารึกว่าซิต-รา (Sit–ra) แล้ว ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ภายในห้องนั้นอีกพอที่จะช่วยให้สันนิษฐานได้ว่าสตรีร่างเล็กที่อยู่ในโลงหินและร่างที่ใหญ่กว่าและมีหน้าอกขนาดใหญ่ซึ่งวางอยู่กับพื้นข้างๆ โลงหินใบนั้นคือใคร
นายคาร์เตอร์เคลื่อนย้ายมัมมี่ “นอนโลง” เข้ามาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงไคโร ในขณะที่มัมมี่ “นอนพื้น” ก็อยู่ที่เดิมตลอดมาจนกระทั่งต้นปีนี้
เมื่อมีการศึกษามัมมี่ “นอนโลง” โดยละเอียดจนสามารถปะติดปะต่อกับหลักฐานอื่นๆ และระบุได้ว่าซิต-ราคือพระพี่เลี้ยงนางนมของราชินีฮัตเชปสุต ดร.ฮาวาสส์จึงหันกลับมาสนใจมัมมี่ “นอนพื้น” อีกครั้งและได้พบรายละเอียดว่าซี่ฟันกรามด้านบนหลุดหายไป ส่วนแขนขวาอยู่ในท่างอข้อศอกซึ่งตรงกับท่าของมัมมี่กษัตริย์หรือราชินีทั้งหลายที่แขนทั้งสองจะอยู่ในท่างอข้อศอกและทบกัน ทาบทับอยู่บนหน้าอก เพื่อจับถือสัญลักษณ์แห่งองค์กษัตริย์คือไม้เท้าปลายงอ (crook) กับไม้เท้าปลายแส้ (flail)
โชคเข้าข้างดร.ฮาวาสส์ตรงที่ระหว่างปี 1903 ถึงปัจจุบัน ได้มีการค้นพบไหดองอวัยวะใบหนึ่งซึ่งมีพระนามของพระนางฮัตเชปสุตประทับอยู่ในการขุดค้นหลุมพระศพแห่งหนึ่ง แถมในไหใบนี้ ยังได้พบฟันกรามซี่หนึ่งซึ่งเมื่อศึกษารูปทรงสัณฐานแล้ว ก็ตรงกันกับโพรงฟันของมัมมี่ “นอนพื้น” ได้อย่างเหมาะเจาะพอดี
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็นไปได้ที่ขณะตระเตรียมทำร่างให้เป็นมัมมี่นั้น ด้วยความเผอเรอ พระผู้ที่ลงมือได้ทำฟันหลุดออกมาโดยบังเอิญ จึงทำการบรรจุฟันซี่นั้นตามลงไปในไหดองอวัยวะ (การทำมัมมี่จะต้องผ่าตัดเอาอวัยวะ 4 อย่าง คือ ตับ ปอด ไส้และกระเพาะแยกออกมาดองใส่ไห 4 ใบต่างหาก)
เพื่อให้หลักฐานข้างต้นมีน้ำหนักมากขึ้น ดร.ฮาวาสส์ได้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางพันธุกรรมนำเอาเซลจากกระดูกเชิงกรานและต้นขาของมัมมี่ “นอนพื้น” ไปทดสอบหารหัสพันธุกรรมมาทาบกับรหัสพันธุกรรมของอามอส เนเฟรตารี (Amos Nefretari) ผู้เป็นยายของพระนางฮัตเชปสุต
ผลของการทดสอบหารหัสพันธุกรรมตลอดจนหลักฐานอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้นทำให้ดร.ฮาวาสส์ประกาศด้วยความมั่นใจว่าบัดนี้การค้นหาพระนางฮัตเชปสุตได้สิ้นสุดลงแล้ว พระนางได้ถูก “ค้นพบ” เป็นครั้งที่สองในระยะเวลาที่แตกต่างกันถึงกว่าหนึ่งศตวรรษ
ใครคือพระนางฮัตเชปสุต
พระนางฮัตเชปสุตเป็นพระธิดาองค์โตที่เกิดจากพระมเหสีของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 (Thutmosis I) เมื่อพระราชบิดาสวรรคตลง พระนางก็แต่งงานกับน้องชาย (หรือพี่ชาย?) ผู้เกิดจากสนม แล้วขึ้นครองบัลลังก์ร่วมกันในฐานะฟาโรห์ธุตโมซิสที่สองและพระมเหสีตลอดระยะเวลา 15 ปี เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ลง พระนางฮัตเชปสุตได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนเจ้าชายองค์น้อย โอรสของสวามีซึ่งเกิดกับพระสนม
เวลาผ่านไปสามปี พระนางฮัตเชปสุตก็ทรงขึ้นครองราชย์อย่างเต็มตัวโดยประกาศเป็นฟาโรห์ฮัตเชปสุต แล้วครองราชย์ต่อมาอีกถึง 21 ปี (ระหว่างปี 1479-1458/7? ก่อนคริสตกาล)
แม้อียิปต์โบราณจะมีฟาโรห์สตรีเช่นพระนาง 6 หรือ 7 พระองค์ แต่แทบทุกกรณีเป็นการใช้อำนาจร่วมกับพระสวามีหรือราชโอรสบุญธรรมทั้งสิ้น กรณีของพระนางฮัตเชปสุตและพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ซึ่งครองบัลลังก์อียิปต์ตามลำพังอย่างยาวนานถึง 20 ปีเศษนั้น ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษและวิเศษจริงๆ
ดีร์ เอล บาฮารี
ในรัชสมัยของพระนางแม้จะไม่มีศึกสงครามใหญ่ แต่ก็เป็นระยะเวลาที่อียิปต์เจริญรุ่งเรืองทั้งทางการทูตและการค้าที่เฟื่องฟู ในรัชสมัยของพระองค์ อียิปต์ได้ขยายการค้ากว้างไกลลงไปถึงนูเบียและพันต์ (โซมาลีแลนด์ในปัจจุบัน?) ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพจำหลักบนฝาผนังของมหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อประกาศกฤษดาภินิหารของพระนางเองในหุบผาแห่งกษัตริย์บริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า ดีร์ เอล บาฮารี (Deir el-Bahari)
บนฝาผนังเทวสถานแห่งนี้ ฟาโรห์ฮัตเชปสุตได้ให้ช่างจำหลักภาพของทหารอียิปต์ที่รับบัญชาของพระองค์ออกเดินทางโดยเรือ มีภาพการสร้างเรือแล้วถอดออกเป็นชิ้นๆ เพื่อลำเลียงข้ามทะเลทรายทางด้านตะวันออก นำไปประกอบเป็นลำเรือขึ้นใหม่ที่ชายฝั่งทะเล ก่อนแล่นใบเลาะชายฝั่งลงไปทางด้านใต้ ต่อจากนั้นจึงเดินเท้าต่อไปยังพันต์เพื่อ “นำเข้า” ผงทองคำและยางไม้หอมจากต้นเมอรฮ์ (Myrrh) และต้นแฟรงคินเสนซ์ (Frankincense) ซึ่งใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมต่างๆ แม้กระทั่งการทำมัมมี่
ตลอดรัชสมัย พระนางจำหลักรูปของพระองค์ไว้ในที่ต่างๆ เป็นรูปฟาโรห์ชาย มีเคราปลอม (ceremonial beard) อันเป็นรูปลักษณ์ที่ฟาโรห์ทุกพระองค์จะกระทำกัน ทั้งในรูปประติมากรรมบุคคล ในรูปของสฟิงค์ จำหลักบนฝาผนังอาคารและเทวสถาน จำหลักบนผิวลำต้นเสาโอเบลิสค์ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยพระนามและเรื่องราววีรกรรมต่างๆ ของพระองค์ ทั้งที่ได้ทรงกระทำจริงและที่เป็นไปเพื่อการสรรเสริญเยินยอพระเกียรติยศ
การสาบสูญ
เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเมื่อเจ้าชายรัชทายาทต้องรอเวลาอยู่นานถึง 2 ทศวรรษ ย่อมจะมีความผูกใจต่อแม่เลี้ยงด้วยความแค้นเคืองอย่างสาหัส
ฉะนั้น เมื่อพระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ลง (ดร.ฮาวาสส์พบว่ามัมมี่ของพระนางมีพระชันษา 50 และทรงทนทุกข์ทรมานด้วยโรคเบาหวานและมะเร็งตับ) เจ้าชายรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 3 ได้ ก็ทรงทำการ “ลบ” พระนามของพระนางฮัตเชปสุตซึ่งปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ ออก
นี่ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาของฟาโรห์พระองค์ใหม่ที่รอคอยความตายของพระราชมารดาเลี้ยงมาตลอด 21 ปี แต่เป็นการลบประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่ของ “ศัตรู” ของพระองค์ ในขณะเดียวกับที่ประกาศความมีตัวตนอยู่ของพระองค์ควบคู่กับการบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์หน้าใหม่
มีเหตุผลที่ชวนให้เชื่อว่าการชำระประวัติศาสตร์เช่นนี้คงจะได้ค่อยๆ เริ่มทำจากพื้นที่ที่ห่างไกลก่อน (เพราะอาจเป็นพื้นที่ที่ความนิยมในตัวพระนางค่อนข้างเจือจาง) และได้ดำเนินไปตลอดรัชสมัยอันยืดยาวถึง 33 ปีของพระองค์ ทั้งยังต่อเนื่องไปจนถึงฟาโรห์พระราชโอรสของพระองค์อีกด้วย
การ “ต่อย” จำหลักพระนามของบุคคลทิ้ง หรือต่อยทำลายบางส่วนของร่างกาย เช่น ปาก แขน ขา เป็นเคล็ดที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ อันจะทำให้ “กา” (Ka) หรือจิตวิญญาณไม่อาจจดจำร่างเดิมของตนได้ ชีวิตหลังความตายของบุคคลนั้นก็จะไม่สามารถพบความสุขอันเป็นนิรันดร์ (eternal life) ในโลกหน้าได้เลย
แต่พระนางฮัตเชปสุตไม่เหมือนใครๆ เมื่อคราวขึ้นครองราชย์ พระนางได้ทรงสร้างตำนานของพระองค์เองว่าทรงเป็นราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 และขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นพระธิดาของจอมเทพอามูน (Amun) ด้วย ดังนั้น พระองค์จึงทรงเฉลิมพระนามขณะเป็นฟาโรห์ว่ามาอัตการา (Maatkara) ซึ่งแปลว่าผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน และขณะที่คนอื่นๆ มีกาเพียงหนึ่ง แต่พระนางทรงมีถึง 9 กา
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตสาบสูญหายไปจากความทรงจำของคนจากการ “ลบประวัติศาสตร์” ทิ้งโดยพระราชโอรสเลี้ยง แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยการตายของภาษาไฮโรกลิฟเนื่องมาจากความผันแปรของประวัติศาสตร์ ความรับรู้เกี่ยวกับอียิปต์โบราณสูญหายไปจากโลกมนุษย์จวบจนฌอง-ฟรองซัวส์ ฌองโปลิยง (Jean-François Champollion) สามารถอ่านภาษาอียิปต์โบราณได้เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งเมื่อนักโบราณคดีพบเสาโอเบลิสค์สภาพดีเยี่ยมถูกล้อมด้วยคอกกำแพงปิดบังไว้ที่มหาวิหารคาร์นาค (Karnak) เมื่อรื้อคอกกำแพงออก ก็พบเสาที่พระนางได้ทอดอุทิศถวายให้กับมหาวิหารตามจารีตของบรรดากษัตริย์และเจ้านายทั้งหลายที่กระทำต่อเนื่องกันมา และแม้พระราชโอรสเลี้ยงจะได้พยายามบดบังเรื่องราวของพระนางโดยสร้างกำแพงล้อมรอบเอาไว้ แต่กฤษดาภินิหารของพระนางก็ไม่มีใครสามารถบดบังได้ สมกับที่พระนางทรงอ้างว่ามีถึง 9 กาโดยแท้จริง
สรุป
หากจะมีบทสรุป เรื่องราวข้างต้นนี้คงจะไม่ทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนใดๆ ในปัจจุบัน ไม่ทำให้การเมืองของอียิปต์หรือของโลกดีขึ้น ไม่ทำให้การใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร้สติของมนุษย์ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเอื้ออาทรต่อคนยากคนจนมากขึ้น
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตเป็นสิ่งที่อยู่เหนือและพ้นสมัย เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่างอันเป็นอุดมคติที่มนุษย์พยายามแสวงหา หากแต่ความเขลาได้ชักนำให้เราพึงพอใจอยู่กับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า และอุดมคติก็กลับกลายเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม....
หมายเหตุ
รูปประกอบทั้งหมด (ยกเว้นรูปวิหาร) เป็นรูปมัมมี่และรูปจำหลักของพระนางฮัตเชปสุตที่ทรงสร้างไว้ในที่ต่างๆ ในรูปลักษณ์ต่างๆ กัน
August 09 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช : จากตำนานสู่ ‘ความเป็นจริง’ กระแสพระนเรศวรฟีเวอร์ที่มาแรงมากอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เราอยากแกะรอยเส้นทางการ ‘ปรากฏตัว’ ของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของไทยพระองค์นี้ ว่ามีความเป็นมาอย่างไรในความรับรู้ของคนไทยทั่วไป
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ อ. ทรงยศ แววหงษ์
พระประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยฉบับใดบ้าง วีรกรรมของพระนเรศวรนั้นแต่ก่อนมีปรากฏอยู่ในพงศาวดารอย่างสั้นมาก เพิ่งมีการขยายความให้มากขึ้นในสมัย ร.3 นี้เอง แต่ตอนนั้น เรื่องราวของพระองค์ยังไปไม่ถึงผู้คนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ประวัติของพระนเรศวรเป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นในสมัย ร.5 เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างภาพชุดเรื่องสมเด็จพระนเรศวรขึ้นเป็นครั้งแรกจำนวน 94 ภาพ ซึ่งเป็นฝีมือการวาดของกลุ่มช่างหลวงหลายคน และยังมีการเขียนโคลงภาพพระราชพงศาวดารกำกับภาพด้วย 376 บท ก่อนจะนำไปแสดงที่ท้องสนามหลวงในงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายหลายพระองค์เมื่อปี 2430 และยังพิมพ์เป็นสมุดพระราชทานแจกด้วย การทำเป็นภาพและการเลือกจัดแสดงที่ท้องสนามหลวงแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะให้เรื่องราวได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างแท้จริง การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ ร.4 ทรงสนใจและ ร.5 ทรงสนใจอย่างที่สุด ร.4 ทรงฉายพระองค์เองและพระราชินีตลอดจนพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ ส่วน ร.5 นั้น เราคงนึกกันออกว่าได้เห็นพระฉายาลักษณ์มากมายในอิริยาบถและรูปลักษณ์ต่างๆ (น่าสนใจที่คนจำนวนมากในปัจจุบันจำ image ของพระองค์ตอนนั่งทอดอาหารอยู่ข้างพระที่นั่งวิมานเมฆได้มากที่สุด) ต่อมาในช่วงปลาย ร.7 ก็เกิดปรากฏการณ์การจารึกเรื่องราวของกษัตริย์ไว้ในวัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยโปรดให้วาดเรื่องราวของพระนเรศวรรวม 16 ภาพไว้ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม อยุธยาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2473 วัดนี้ถือเป็นวัดสำคัญของราชวงศ์จักรีเพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยปลายอยุธยาโดยพระอักษรสุนทรซึ่งเป็นพระชนกของรัชกาลที่ 1 แต่เดิมวัดนี้ชื่อว่าวัดทอง เมื่อกลายเป็นวัดต้นราชสกุล จึงมีการเปลี่ยนชื่อวัดใหม่โดยรวมชื่อฝ่ายพระชนก (ทองดี) และพระชนนี (ดาวเรือง) เข้าด้วยกันเป็นสุวรรณดาราราม
ภาพวาดที่วัดสุวรรณดารารามมีความสำคัญอย่างไรในสายตาของอาจารย์ ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นถึงจารีตในการวาดรูปจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์หรือวิหารทั่วไปก่อน เรามักจะเห็นภาพวาดแบบอุดมคติ เช่น เทวดาหน้าไข่ปอก เกลี้ยงเกลาไร้ความรู้สึก ทุกคนหน้าตาเหมือนกันหมด และส่วนใหญ่จะบอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่นั่งเป็นองค์ประธานอยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้า เรื่องราวมักดำเนินจากทางซ้ายมือของพระประธาน โดยเน้นไปที่พุทธประวัติและทศชาติ โดยเฉพาะในชาติสุดท้ายที่พระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรและบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ครบทุกบารมีจนชาตินี้มักเรียกกันว่า 'มหาชาติ' ธรรมเนียมการวาดภาพพุทธประวัตินั้นจะเริ่มจากการที่พระอินทร์และชาวสวรรค์มาเฝ้าเพื่อทูลเชิญพระโพธิสัตว์ไปจุติเป็นพระพุทธเจ้า หลังจากนั้น ก็จะดำเนินเรื่องพุทธประวัติไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ประสูติไปจนออกผนวช-บำเพ็ญเพียรจนทรงตรัสรู้-แสดงธรรมเทศนา-เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ในบรรดาเรื่องราวทั้งหมดนั้น ภาพที่สำคัญที่สุดคือภาพกองทัพ (ซึ่งมักจะเป็นทัพช้าง) ที่พญามารยกมาผจญพระพุทธเจ้าก่อนที่จะทรงตรัสรู้ที่เรียกกันว่าภาพมารผจญหรือมารวิชัย คือการได้ชัยชนะเหนือมารทั้งหลาย ซึ่งโดยปกติ ช่างจะวาดเต็มฝาผนังด้านตรงข้ามกับพระประธาน เมื่อเราลองเทียบเคียงการลำดับภาพพุทธประวัติตามจารีตกับภาพจิตรกรรมที่วัดสุวรรณดาราม จะเห็นความใกล้เคียงกันอย่างมาก เริ่มต้นด้วยการที่พระสยามเทวาธิราชได้อัญเชิญพระศิวะลงมาจุติเป็นพระนเรศวร (มาจาก คำว่า 'นร' รวมกับ 'อิศวร' แปลว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งปวง)-ทรงถูกนำไปเป็นตัวประกัน-ออกรบ-ประกาศ 'เอกราช' (คำที่ถูกใช้และฝังหัวเด็กทุกคน)-ทรงกระทำยุทธหัตถี-ปราบเขมร-แล้วจบลงด้วยการสวรรคต (การเดินทางกลับสู่สวรรค์) กรมพระยาดำรงฯ ผู้เป็นแม่งานทรงให้เพิ่มตอนพระสยามเทวาธิราช (ทั้งๆ ที่พระสยามฯ เพิ่งถูกสร้างขึ้นในสมัย ร.4 นี้เอง!) ภารกิจสำคัญของการจุติลงมาเป็นพระนเรศวรของพระอิศวรคือการเอาชัยชนะเหนือพระยามาร และพระยามารในที่นี้ก็คือพระมหาอุปราชา จอมทัพใหญ่แห่งกองทัพพม่าดังปรากฏในภาพยุทธหัตถีซึ่งดูเผินๆ คล้ายกับภาพมารผจญมาก (เป็นกองทัพช้างเหมือนกันและยังกินพื้นที่เต็มฝาผนังในตำแหน่งเดียวกันด้วยคืออยู่ตรงข้ามพระประธานซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตามจารีต) แสดงให้เห็นความตั้งใจของผู้ออกแบบว่าต้องการเทียบเคียงลำดับของภาพจิตรกรรมชุดนี้กับพุทธประวัติอย่างชัดเจน นอกจากนั้น ในพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรฉบับกรมพระยาดำรงฯ ยังเล่าถึงสมเด็จพระพนรัตน์ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ทูลขอชีวิตไพร่พลทหารที่ปล่อยให้พระนเรศวรสู้รบกับทหารพม่าเพียงลำพัง โดยกล่าวว่าการที่ช้างทรงวิ่งตะลุยไปข้างหน้าจนพระองค์ต้องตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรูนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นกฤษดาภินิหารของพระองค์ เช่นเดียวกับชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพระยามาร ถ้าหากชนะด้วยกำลังรี้พล พระเกียรติยศก็จะไม่เป็นมหัศจรรย์เหมือนที่มีชัยด้วยการทรงทำยุทธหัตถีโดยลำพังพระองค์เอง เมื่อพระนเรศวรได้ยินดังนั้น ก็ทรงปีติ เลิกพิโรธและไว้ชีวิตข้าราชการทั้งหมด นี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของกรมพระยาดำรงฯ ที่จะเปรียบฐานะอันสูงส่งของพระนเรศวรกับพระพุทธเจ้า และแสดงฐานะอันศักดิ์สิทธิ์ทางการศึกของพระองค์ อีกเรื่องที่ผมว่าสำคัญก็คือนี่เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดว่ากษัตริย์ที่เป็นมนุษย์นั้นมีหน้าตาอย่างไร รวมถึงการวาดภาพผู้คนที่เห็นรายละเอียดรูปร่างหน้าตาที่สมจริงมากขึ้น ไม่เป็นหน้าหุ่นแบบเดียวกันหมดเหมือนแต่ก่อน ในบันทึกของฝรั่งเขียนไว้ว่าพระนเรศวรคือ The Black Prince กรมพระยาดำรงฯ ก็ทรงตีความว่าพระนเรศวรต้องเป็นคนผิวคล้ำ เป็นต้น องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ดูสามารถรู้ได้ทันทีว่าคนไหนในรูปคือพระนเรศวร ที่น่าสนใจก็คือกรมพระยาดำรงฯ ทรงให้ความสำคัญกับการวาดภาพประวัติของพระนเรศวรที่วัดนี้มาก จะเห็นได้จากการที่ทรงติดตามกำกับรายละเอียดของภาพอย่างใกล้ชิดที่สุด เช่น ฉากตีไก่ ท่านจะกำหนดว่าพระนเรศในขณะนั้นอายุเท่าไร ควรแต่งตัวอย่างไร จุดที่ท่านยืน ตลอดไปจนถึงกิริยาท่าทาง แล้วให้ช่างวาดตามนั้น โดยรวมแล้ว ภาพวาดทั้งหมดจะมุ่งเน้นกิจกรรมของสมเด็จพระนเรศวรทางการทหารที่แสดงถึงการต่อสู้ที่เก่งกล้าจนได้รับชัยชนะต่อศัตรูทั้งหลาย
อาจารย์คิดว่าทำไมกรมพระยาดำรงฯ จึงทรงให้ความสำคัญกับการวาดภาพชุดนี้มาก บริบททางสังคมตอนนั้นคือปี 2473-2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเพียงปีเดียว ผมคิดว่าภาพความเสื่อมถอยของราชสำนักอาจเกิดขึ้นทั่วไปในขณะนั้น การสร้างภาพสมเด็จพระนเรศวรจึงอาจจะเกี่ยวข้องกับการสร้างกระแสกษัตริย์นิยม และนอกจากภาพเขียนที่นี่แล้ว ท่านยังทรงเขียนประวัติสมเด็จพระนเรศวรให้มีรายละเอียดเยอะมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วย ผมเชื่อว่าหลังเหตุการณ์ รศ.130 ในสมัย ร. 6 ที่มีกรณีขัดแย้งกันระหว่างมหาดเล็กกับทหาร ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์สืบเนื่องมาเรื่อยๆ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัย ร.7 ก็มีหลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลค่อนข้างขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา บรรยากาศทางสังคมการเมืองในขณะนั้นจึงเป็นช่วงที่ 'เจ้า' กำลังถูกท้าทายจากพลังของชนกลุ่มใหม่คือชนชั้นกลางมากขึ้นทุกที ดังนั้น การสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้จึงอาจจะเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะกอบกู้ image ของระบอบกษัตริย์ในช่วงนั้นในฐานะที่ท่านเป็นฝ่ายพระราชวงศ์ ต้องไม่ลืมว่า ร.6 มาพร้อมกับความเชื่อเรื่องกษัตริย์วีรบุรุษ ท่านทรงไปบวงสรวงอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรที่หนองสาหร่าย ดอนเจดีย์ ท่านสั่งให้หาเลยว่าตรงไหนคือเจดีย์ที่รำลึกยุทธหัตถี พอพบ ก็มีการเฉลิมฉลองใหญ่ ร.6 ทรงมีสปีชยืดยาวมาก สุดท้ายพระองค์ก็ทรงเปล่งเสียงว่าไชโย คำว่า 'ไชโย' ที่เราใช้กันทุกวันนี้นั้นเป็นคำที่ ร.6 ทรงสร้างขึ้นมาจากคำว่าชัยในภาษาสันสกฤต คนฮินดูจะกล่าวคำที่เป็นมงคลที่สุดคือคำว่าชัย ร.6 ท่านโปรดภาษาสันสกฤต ท่านจึงทรงประดิษฐ์คำนี้ขึ้น
อาจารย์มีความเห็นอย่างไรกับหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวรของท่านมุ้ย แม้ภาพยนตร์เรื่องตำนานพระนเรศวรจะไม่ใช่ครั้งแรกของการอัพเดทภาพของพระนเรศวรให้มีตัวตนและสมจริงมากขึ้น (พิศาล อัครเศรณีเคยทำเรื่อง 'มหาราชดำ' มาแล้ว) แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพระนเรศวรของท่านมุ้ยมีความสมจริงมากจนหลายคนพากันถกเถียงถึง 'ความสมจริง' ในหลายๆ ประเด็นเช่น พระนเรศวรมีคนรักไหม หากมีเธอคือใคร มีคนเดียวหรือหลายคน ปืนยาวจะยิงข้ามแม่น้ำสะโตงได้จริงไหมฯลฯ จะเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อถกเถียงเรื่องความสมจริงทั้งสิ้น ผมคิดว่าหนังของท่านมุ้ยทำให้ 'ภาพ' ในมโนภาพของคนไทยเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรเป็นจริงเป็นจังและเป็น 'มาตรฐาน' เดียวกันมากขึ้น (เหมือนที่จิตรกรรมวัดสุวรรณฯ เคยทำหน้าที่และมีบทบาทในเรื่องนี้มาแล้ว) ต่อไปนี้ เวลาใครๆ คิดถึงพระนเรศวร หลายคนก็คงอดมีภาพพระเอกของเรื่องนี้แว่บขึ้นมาไม่ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม การที่ท่านมุ้ยเลือกใช้คำว่า 'ตำนาน' ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สร้างได้ตีความประวัติศาสตร์จากการค้นคว้าด้วยตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนในการตีความเช่นกัน เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงถูกประชาพิจารณ์ และผมคิดว่านี่จะยิ่งทรงพลังกว่าตอนเป็นภาพจิตรกรรมนิ่งๆ เป็นไหนๆ
อาจารย์มีอะไรที่อยากฝากถึงคนอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมคะ ผมอยากให้เราทบทวนไถ่ถามตัวเองดูว่าสังคมกำลังเกิดอะไรขึ้นถึงได้มีการฟื้นฟูตำนานสมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาในขณะนี้ มันเป็นเพียงกระแสของหนังจริงๆ หรือ หรือว่าเรากำลังอยู่ในบริบทอะไรสักอย่างที่ทำให้คนรู้สึกตอบรับกับเรื่องราวของพระองค์ท่าน เราสามารถเทียบเคียงเรียนรู้ได้ไหมว่าตอนที่ ร.5 ท่านสร้างภาพชุดประวัติพระนเรศวรขึ้นนั้น สังคมไทยกำลังเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับที่ทำไมในปี 2473 จึงได้มีการสร้างภาพชุดลัทธิสมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาอีก ที่ผมใช้คำว่า 'ลัทธิ' ก็เพราะมีการสร้างตำนานเกี่ยวกับผู้ที่มีชื่อว่า 'สมเด็จพระนเรศวร' ให้เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป มีพิธีกรรมเพื่อสนับสนุนความคิดเหล่านี้ แล้วก็มีการสร้างสัญลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ผู้ที่พบเห็นสามารถเชื่อมโยงไปถึงพระองค์ได้ (เช่น ไก่ชน เป็นต้น) ผมคิดว่าลำพังการเป็นหนังไม่น่าจะทำให้เกิดฟีเวอร์ได้ขนาดนี้ จึงอยากฝากให้คิดว่าปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่กำลังบอกอะไรเราบ้างเกี่ยวกับบริบทของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน
|
|
|