songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 14 Klimt at a glimpseชื่อของเขาคือ Gustav Klimt เป็นชาวเวียนนาในยุคสมัยรอยต่อของศวรรษซึ่งมักจะเรียกกันว่า belle epogue ศิลปะในเวียนนาเฟื่องฟูมาก ศิลปินทดลองทั้งรูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆหลากหลาย คลิ้มท์เองเอาทั้งตะวันออกปนตะวันตก(กรีก-โรมัน-อียีปต์-โอเรียนทอลและฝรั่ง) เอาทั้งเทคนิคการประดับประดาทั้งภาพวาด มาผสมผสานกัน งานที่มีชื่อมากของเขามีมากมาย ที่รู้จักกันทั่วไปก็เช่น The Kiss (1908) / Judith I (1901) / ภาพฝาผนังในอาคาร Secession ที่ชื่อ Beethoven Frieze(1902) ซึ่งได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากจาก Rodin และได้รับคำวิจารณ์ว่าสามานย์จาก รัชกาลที่ 6 The Three Ages of Woman เป็นภาพที่วาดจากรายละเอียดประติมากรรม Gates of Hell ของ Rodin เพื่อตอบต่อคำชมของ Rodin ข้างต้น งานของเขาน่าจะจัดอยู่ในประเภท Secession ซึ่งมีความหมายว่าเป็นศิลปะแบบใหม่หรือ Art Nouveau เขาเกิดที่กรุงเวียนนาเมื่อ 14 กรกฎาคม 1862 และตายด้วยโรคหัวใจวายเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 1918 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 และการสิ้นสุดของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี คนดังร่วมสมัยของเขาอย่างเช่น Sigmund Freud และ Gustav Mahler เป็นต้น September 13 โบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรักโบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก ทรงยศ แววหงษ์ บทความนี้เขียนเมื่อ 21 เมษายน 2546
สงกรานต์ปีนี้ ผมไม่ได้ไปสาดน้ำใครที่ไหน เพราะมัวแต่ติดตามข่าวทหารอเมริกันสาดกระสุน ระเบิด และเลือดใส่คนอิรักอย่างเมามันตามข่าวที่ดูนั้น เกือบเป็นการสาดแต่ฝ่ายเดียว เพราะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าสักล้านเท่า ไอ้ที่เตรียมหน้าก่ง หน้ากากกันก๊าซพิษ หรือกันอาวุธชีวภาพของอิรัก ก็เป็นหมันกันทั้งสิ้น เพราะพวกอิรักคงจะโง่มากหากมีอาวุธที่ว่าจริงแล้วไม่งัดอาวุธชนิดนี้มาใช้เลยสักนิดเดียว หรือว่าพวกอิรักจะไม่มีอาวุธชนิดนี้ก็ไม่ทราบได้แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ จวนจะสิ้นเดือนเมษาสงกรานต์เลือดนี้แล้ว พวกอเมริกัน-อังกฤษ ซึ่งเข้าไปอยู่กันเต็มประเทศอิรักแล้วนั้น ก็ยังไม่เจอ “ยาบ้า” เลยสักเม็ดเดียวรายการนี้ อาจมีคนต้องหน้าแตกยับเยินคือบุช (คาวบอย) แบลร์ (คนเลี้ยงแกะ) พ่วงตามมาด้วยรัฐสภาของทั้งสองประเทศที่ให้การรับรองอย่างแข็งขัน รวมทั้งอนุมัติงบประมาณมากมายมหาศาลทุ่มเข้าไปในสงครามคราวนี้แต่เข้าใจว่า นิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะนั้น มีข้อสรุปที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไง ๆ ไอ้ลูกแกะก็ผิดอยู่ดี หากไม่ใช่ตัวมันเอง ก็ต้องเป็นความผิดของคนรุ่นพ่อของมัน
นอกเหนือจากข่าวในทางการทหาร ทางการเมือง การทูตระหว่างประเทศ สลับกับข่าวการเคลื่อนไหวของดัชนีทางธุรกิจแล้ว มีข่าวหลายข่าวที่น่าสนใจในเชิงสัญญลักษณ์อยู่ไม่น้อย ที่เป็นการสรุปหัวใจของสงครามอเมริกัน-อังกฤษต่ออิรักคราวนี้ ก็คือภาพของการล้มรูปสำริดขนาดมหึมาของซัดดัม ฮุสเซน ที่อยู่ตรงใจกลางของเมืองแบกแดด รูปสำริดนี้ตั้งตรงย่านสำคัญของตัวเมืองที่เรียกว่า ย่านอัล- มันซูร์ ชาวอิรัก 2-3 คนพยายามใช้ค้อนมือทุบทั้งที่ฐานและที่รูปตัวสำริด ตั้งแต่หกโมงเย็นของวันที่ 9 เมษายน แต่ก็ไม่สำเร็จจนกระทั่งทหารอเมริกันปีนขึ้นไปเอาธงชาติอเมริกันคลุมหน้ารูปสำริด แล้วใช้โซ่ล่ามคอ จากนั้น จึงฉุดลากจนโค่นลงมากถึงพื้น รถที่ใช้ฉุดลากคือรถถังที่ชื่อ อับรามส์ หรือ เอ็ม วัน อันทรงมหิทธานุภาพ
หกโมงครึ่ง รูปสำริดอันเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิบูชาบุคคล (เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในมอรอคโค ซีเรีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ จีน และที่อื่น ๆ) ตลอดเวลาเกือบ 24 ปีของอิรัก (นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2522 ซึ่งซัดดัม ฮุสเซนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี) ก็สิ้นสุดลง ที่ผมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สรุปรวบยอดหัวใจการศึกสงครามคราวนี้ ก็เพราะใจตรงกับสื่อต่าง ๆ ซึ่งพากันรายงานเหตุการณ์ในวันนั้น โดยเฉพาะโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ภาพที่ได้เห็นนี้ มีความหมายกับผมในเชิงสัญลักษณ์อยู่หลายประการ คือ ประการที่หนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในบรรยากาศที่ผู้เผด็จการหายตัวไปจากอิรัก เหมือนละลายกลายเป็นอากาศธาตุ ไม่มีปัญญาแม้จะปกป้องรูปแทนตัว หรือบ้านเรือนทรัพย์สินอันโอ่อ่าของตน ขณะเดียวกัน เราเห็นฝูงชนที่ออกมาชุมนุม ออกมากระโดดโลดเต้นตามท้องถนนเพราะดีใจกับการที่ได้ลิ้มรสเสรีภาพเป็นครั้งแรก ๆ หลังจากที่ต้องทนอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการหลายชุดที่ต่อเนื่องกันมายาวนานตั้งแต่เริ่มตั้งประเทศในปี พ.ศ. 2475 ประการที่สอง เหตุการณ์นี้เกิดในกรุงแบกแดดซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบอบเก่า และการเมืองการปกครองของประเทศ การยึดแบกแดดได้ ก็คือการยึดประเทศอิรักได้ ประการที่สาม อนุสาวรีย์อันนี้ตั้งอยู่ตรงย่าน อัล-มันซูร์ ซึ่งขนานนามตามผู้ก่อตั้งเมืองแบกแดดเมื่อพ.ศ. 1305 (ค.ศ. 762) นามเต็ม ๆ ของท่านคือ กาหลิบจาฟาร์ อัล-มันซูร์ (Ja’far al-Mansur) ประการที่สี่ ประชาชนชาวอิรักพยายามโค่นอนุสาวรีย์นี้ด้วยมือเปล่า เครื่องมือที่เห็นอยู่ก็มีแต่ฆ้อนเล็กเท่านั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ต้องอาศัยธงอเมริกัน ทหารอเมริกัน โซ่ และรถถัง (Abrams) ของอเมริกันชื่อของรถถังนี้ เห็นจะตรงกับชื่อของ อับราฮัม (Abraham) หรือ อิบรอฮิม (Ibrahim) ในภาษาอารบิก ท่านผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญในตำนานของทั้งยิว และมุสลิม เพราะตามเรื่องเล่าในพระคัมภีร์ไบเบิล (ส่วนพันธสัญญาเดิม) นั้น ท่านมีบุตรชื่ออิชมาเอลกับนางฮาการ์เมียทาสชาวอียิปต์ ต่อมาจึงมีบุตรกับเมียแท้ (ชาวยิว) คือนางซาราห์ บุตรผู้นั้นคือ ไอแซค อิชมาเอลพร้อมแม่ ถูกขับให้เดินทางไปในเขตกันดาร ต่อมาเขาคือต้นเผ่าพันธุ์ชาวอาหรับทั้งมวล ในขณะที่ไอแซคสืบต่อกันลงมาเป็นชาวยิว
เรื่องราวที่เหลือก็อย่างที่เรา ๆ ทราบกันดีว่า ลูกหลานทั้งสองฝ่ายของท่านทะเลาะกัน และถึงกับต่างเอาชีวิตต่อกันมาโดยตลอดลูกหลานของไอแซคได้รับการหนุนช่วยจากอเมริกันอยู่เนือง ๆ เช่นเดียวกันกับในคราวนี้ ในช่วงก่อนสงกรานต์เล็กน้อย อิรักเกิดการจลาจลกันเป็นอย่างมาก การปล้นสดมภ์มักเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ในสถานการณ์เช่นว่านี้สถานที่ทำการของรัฐ บ้านบุคคลสำคัญ ๆ ในระบอบเก่า ธนาคาร และอื่น ๆ เป็นเป้าหมายแรก ๆ ของการปล้นสดมภ์ ก่อนที่ขยายไปทุกหนทุกแห่งในบรรดาสถานที่เหล่านี้ พิพิธภัณฑ์ใหญ่ในกรุงแบกแดดที่เรียกกันว่า พิพิธภัณฑ์อิรัก (Iraq Museum) ก็โดนด้วย ภาพทีวีข่าวของวันที่ 16 เมษายน เผยให้เห็นเครื่องปั้นดินดิบ และดินเผาแตกหักกระจัดกระจายกันเกลื่อนพื้น วงล้อเกวียนชนิดทึบ (ยังไม่พัฒนาเป็นซี่และกง) ตกอยู่ในบริเวณข้างเคียงกัน ของเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีค่าในทางความรู้ ปัญญา และจิตวิญญาณอย่างประมาณค่ามิได้ ผมเองไม่โกรธและประณามการกระทำของฝูงชนเหล่านั้น เพราะเราจะต้องเข้าใจสภาพการณ์ทางจิตใจของเขาเหล่านั้นด้วย และคำอธิบายคงจะซับซ้อนเกินกว่าคนภายนอกอย่างเราจะเข้าใจได้ แต่กระนั้น ก็ยังอดเสียดายข้าวของเหล่านั้นไม่ได้อยู่ดี คงจะต้องตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้อีกด้วยว่า ฝ่ายอเมริกัน-อังกฤษ ทั้งที่เป็นนักการเมือง และขุนทหารทั้งหลาย ตลอดรวมทั้งสื่อเกือบทุกสำนัก ไม่มีใครพูดถึงแหล่งประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่กระจายกันอยู่ทั่วทั้งอิรักเลย คำอธิบายของปรากฏการณ์เช่นนี้ คงมีอยู่ 2 ประการคือ หากพูดไปก็จะเป็นการลดความชอบธรรมของสงคราม (ซึ่งมีอยู่น้อยมาก) ให้น้อยลงไปอีก หรือไม่เช่นนั้น คนเหล่านี้ก็คงถือว่าโบราณวัตถุล้ำค่าเหล่านั้นสำคัญน้อยกว่าน้ำมัน และยุทธการการศึกสงคราม เพราะน้ำมันย่อมจะนำผลประโยชน์มาให้อย่างมหาศาล เมื่อการยึดครองประสบความสำเร็จ และยุทธการรบนอกจากจะแก้ปัญหาคนตกงานแล้วยังจะขาย “สินค้า” ประเภทอาวุธได้อีกในอนาคต
พิพิธภัณฑ์อิรักนี้ รอดสงครามอ่าว (2534) มาได้ก็เพราะภัณฑารักษ์ท่านช่วยกันระดมขนของที่เปราะบางแตกหักง่ายนำไปซุกซ่อน/ฝังเอาไว้ ที่ขนไปไม่ได้ก็สร้างผนังปูนแข็งแรงป้องกันการกระแทกอย่างรุนแรง พิพิธภัณฑ์นี้ปิดตัวอยู่อย่างยาวนาน เริ่มมีการจัดแสดงอีกก็เมื่อตอนปลายเดือนเมษายน ปี 2543 เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของประธานาธิบดี หลังจากที่ผมเดินทางกลับจากอิรักไม่นานนัก เป็นอันว่า อดดูครับ ผมเดินทางไปอิรักเมื่อคราวสงกรานต์ ปี 2543 ด้วยความอนุเคราะห์ยิ่งของกัลยาณมิตรหลายท่าน เราทั้งหลายไปอิรักคงจะด้วยแรงบันดาลใจที่มีต่าง ๆ กัน สำหรับผม อิรักเกี่ยวพันกับกรุงแบกแดดในนิทานอาหรับราตรี เกี่ยวพันกับชื่อต่าง ๆ ที่เคยได้ยินอยู่ตลอดตามวาระต่าง ๆ เช่น ชื่อของเมโสโปเตเมีย แม่น้ำ ไทกริส-ยูเฟรติส สุเมเรียน อัคคาเดียน บาบิโลเนียนซึ่งมีสวนลอย และหอคอยสูง อีกทั้งยังมีพระเจ้าฮัมมูราบี เป็นต้น การเดินทางของคณะของผม ใช้วิธีการบินจากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน แล้วจึงเดินทางต่อด้วยรถเข้าสู่กรุงแบกแดด ที่ต้องป็นเช่นนี้ก็เพราะทางตอนบนและล่างของประเทศเป็นเขตห้ามบินผ่านตามมติการลงโทษของยูเอ็น สืบเนื่องจากการที่อิรักใช้กำลังทหารไปยึดคูเวต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ส่วนการเดินทางด้วยวิธีอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องยากลำบากเป็นที่สุดการบินจากกรุงเทพฯ ถึงกรุงอัมมานนั้น ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง แต่การเดินทางรถจากอัมมานไปที่พรมแดนอิรักระยะทาง 330 กิโลเมตร แล้วต่อเข้าไปยังกรุงแบกแดดระยะทาง 520 กิโลเมตรนั้น ใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมง เพราะเราต้องเดินทางฝ่าทะเลทรายซีเรียเข้าไป ผมนั้นเห็นเป็นสัจจธรรมว่า ชีวิตคนอิรักจะลำบากเพียงไรในยามบ้านเมืองถูกปิดการคมนาคมจากโลกภายนอกตลอดระยะเวลาเกือบ 12 ปีที่ผ่านมา ผมนึกถึงนวนิยายของ ยอร์จ ออร์เวลล์ ในเรื่อง “1984” เมื่อเห็นรูปขนาดใหญ่ของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน โดยเฉพาะประโยคที่ยอร์จ ออร์เวลล์ เขียนว่า “บิ๊ก บราเธอร์ กำลังมองคุณอยู่” รูปวาด รูปถ่าย รูปปั้น รูปหล่อสำริด รูปกระเบื้องโมเสคของซัดดัมนั้น มีอยู่ในทุกที่ ทั้งที่ที่เป็นสาธารณะ โรงแรม ร้านค้า และบ้านเรือน ผมต้องขอสารภาพว่า ตอนแรก ๆ ก็รำคาญ ที่ต้องพบเห็น “ท่านประธาน” ในทุกที่ และทุกเวลาของทุกหนทุกแห่ง แต่ตอนหลัง ๆ ก็ชินไป แถมยังนึกขันว่า รูปท่านประธานนั้น มีอยู่ในอากัปกิริยาที่ต่าง ๆ กันออกไป นั่ง ยืน เดิน ยกมือ ประสานมือ ฯลฯ ดูแล้วเพลินดีเหมือนกัน แต่ที่แย่ที่สุดเมื่อจะข้ามพรมแดนเข้าประเทศก็ตรงที่ว่า คนต่างชาติทุกคนจะต้องถูกแพทย์เจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอดส์ ที่ว่าแย่เพราะต้องเจ็บตัว และเจ็บใจที่ต้องเสียสตางค์เพื่อการนี้อีกตั้ง 80 เหรียญอเมริกัน (มาตราเงินของชาวอิรัก เรียกอิรักดีนาร์ ซึ่งขณะนั้น 1 อเมริกันดอลล่าร์ มีค่าเท่ากับ 1,250 ดีนาร์) แถมจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบผลของการตรวจอีกด้วย
ผมค่อนข้างประหลาดใจที่มองไปรอบ ๆ ตัวเห็นแต่ความแห้งแล้งเวิ้งว้างไปหมด ทำไมหนอพื้นที่แบบนี้จึงจะกลายเป็นที่ตั้งถิ่นฐานแรก ๆ ของมนุษย์ และต่อ ๆ มาจะได้กลายเป็นชุมชนที่พัฒนาขึ้นเป็นเมือง และเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกได้ แม้จะพอเคยได้ยินทฤษฎี “เขตแล้ง” (dry zone) ว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานเก่าแก่ของมนุษย์ เกือบในทุกภูมิภาคของโลก แต่ต้องสารภาพครับว่า ไม่เคยสำเหนียกเลยจริงๆ
ต่อเมื่อได้เดินทางไปทั้งปักษ์ใต้ และเมืองเหนือของอิรัก แล้วเอาไปต่อภาพกับซีเรีย เลบานอน จอร์แดน ตุรกี และอิหร่าน จึงพอจะเข้าใจขึ้นบ้างแต่ก็เป็นความเข้าใจแบบงู ๆ ปลา ๆ นะครับ
อิรักปัจจุบันนั้น อยู่ในแผนที่เก่าของกรีกที่เรียกกันว่า เมโสโปเตเมีย เพราะพื้นที่นี้อยู่ระหว่าง 2 แม่น้ำที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ (mesos แปลว่าระหว่าง ในขณะที่ potamos แปลว่าแม่น้ำ) คือแม่น้ำไทกริส กับยูเฟรติส
แม่น้ำทั้งสองนี้ มีกำเนิดจากที่ราบสูงอนาโตเลียในตุรกีปัจจุบัน ไทกริสนั้นยาว 2700 กิโลเมตร ไหลวกจากเหนือ เฉียงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ทางตอนบนของลำน้ำ เซาะกัดไปตามหุบของเทือกซากรอส (Zagros) ซึ่งกั้นเป็นพรมแดนกับประเทศอิหร่านปัจจุบัน ฉะนั้น ต้นน้ำไทกริสจึงมีกระแสน้ำพัดจัดรุนแรง ชาวสุเมเรียนจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า idigna และชาวอัคคาเดียนเรียกว่า idiglat ซึ่งแปลว่า “ไหลเร็วดุจลูกธนู” อันเป็นที่มาของชื่อ ไทกริสซึ่งเป็นภาษากรีก
ส่วนแม่น้ำยูเฟรติส (ยาว 1900 กิโลเมตร) นั้น ไหลเอื่อยกว่า ผ่านประเทศซีเรียแล้วไหลเกือบขนานกับไทกริส ซึ่งอยู่ขึ้นไปข้างบน
สองแม่น้ำนี้ มาบรรจบพบกันที่เมือง อัล คุรนาร์ กลายเป็นแม่น้ำเดียวเรียกว่า ชัตต์ อัล -อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไป
ดินแดนอุดมระหว่างสองแม่น้ำนี้ ซึ่งมีระยะห่างกันโดยประมาณ 400 กิโลเมตร จึงเป็นแหล่งอุดมท่ามกลางความแห้งแล้งของทั้งทิศเหนือ ตะวันตก และใต้
แต่ลำพังน้ำกับตะกอนดินยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายการกำเนิดเมืองและอารยธรรมอันรุ่งเรืองของแถบนี้ได้ เพราะจริง ๆ แล้วการที่ฤดูน้ำหลากของ 2 แม่น้ำนี้ (อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะที่ต้นน้ำ) ในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม นั้น เป็นระยะเวลาที่เลยระยะเวลาแห่งการเพาะปลูกไปแล้ว (เทียบกับแม่น้ำไนล์ซึ่งหลากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินอันอุดมจึงนอนรออยู่ในแปลงดินสำหรับการเพาะปลูกที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของปีต่อไป) ฉะนั้น การพัฒนาคู คลอง เหมือง ฝาย ทำนบ เพื่อป้องกันอำนาจการทำลายล้างของกระแสน้ำ และเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูการเพาะปลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคแถบนี้เป็นครั้งแรก ๆ ของโลก ด้วย(บริเวณเมืองอูรุกทางตอนใต้ของอิรัก 4300-3100 ปีก่อนคริสตกาล)
ความจริง การเพาะปลูกและการเพาะเลี้ยงสัตว์เริ่มในบริเวณนี้ (เช่นเดียวกับในจีนและลุ่มน้ำสินธุ) เมื่อเกือบหมื่นปีมาแล้ว พืชที่สำคัญคือ ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ นึก ๆ แล้วก็น่าอัศจรรย์ใจนะครับ ที่ข้าว 2 พันธุ์นี้ก็คือหญ้าป่า ซึ่งมีอยู่อย่างดกดื่นบริเวณ “เสี้ยวอันอุดม” (The Fertile Crescent) ซึ่งหมายถึงดินแดนรูปเสี้ยวจันทร์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เทือกเขาซากรอส (ทางทิศตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนเหนือของอิรัก พาดผ่านทิศตะวันออกของซีเรีย แล้ววกลงใต้ครอบคลุมถึงอิสราเอล และจอร์แดน) บรรพชนแถบนี้ท่านเลือกหญ้า 2 พันธุ์ที่เรียกว่า ไอน์คอร์น (einkorn) เอมเมอร์ (emmerkorn) มาพัฒนาจนตัวเมล็ดใหญ่ มีแป้งเยอะ และมีก้านคอที่หนาพอจะรับน้ำหนักรวงได้ จนกลายมาเป็นแป้งหลักที่ใช้ทำอาหารนานาชนิดของคนในโลกตะวันตก ส่วนบาร์เลย์นั้น นอกจากจะใช้เป็นแป้งบริโภคแล้ว ยังเอามาหมักทำเบียร์ได้อีกด้วย (เช่นกรณีของอียิปต์โบราณ)
ทั้งการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ (แพะ) ได้กลายมาเป็นอาหารที่มนุษย์ผลิตขึ้นเองได้ ชีวิตที่ต้องเฝ้าดูแลการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ทำให้เกิดความจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามมา เช่นการตั้งบ้านเรือน การจัดการระบบแรงงาน การสร้างกฎเกณฑ์ กติกา ระเบียบ และกฎหมาย การสร้างสถาบันต่าง ๆ เช่น ระบบความเชื่อ ศาสนา การเมืองและการปกครอง ตลอดจนอื่น ๆ อีกสารพัน
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การบันทึกและการขีดเขียน เพราะจำนวนของผลิตผลมีความสัมพันธ์โดยตรงกับส่วยสาอากร และภาษี ซึ่งวัด และผู้ปกครองจะใช้จ่ายเพื่อควบคุมสังคมทั้งระบบ อักขระรุ่นแรก ๆ ที่ใช้ในการขีดเขียนเรียกกันว่า คูนิฟอร์ม หรืออักษรลิ่ม (cunei แปลว่าลิ่ม) เกิดจากการขีด หรือกดรอยของวัสดุแท่งยาวที่มีด้านปลายตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมลงบนก้อนหรือแผ่นดินเหนียวเปียก รอยขีดหรือกดจึงลึกลงไปบนผิวดิน เป็นรอยสามเหลี่ยมรูปลิ่ม
อักขระชนิดนี้ คิดค้นขึ้นโดยพวกสุเมเรียน เมื่อประมาณ 7 พันปีที่แล้ว แล้วผ่านไปให้พวกอัคคาเดียน บาบิโลเนียน จนถึงพวกเซมิติคได้พัฒนาเป็นระบบเสียงมาตรฐานขึ้น แล้วส่งทอดต่อให้ชนชาตินักค้าขาย คือฟินิเชีย ซึ่งจะทำให้อักขระนี้แพร่หลายไปทั่วชายขอบของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะพวกกรีก ภาษาของกรีกจะกลายมาเป็นแม่แบบของภาษาที่สำคัญที่สุดตระกูลหนึ่งของยุโรปต่อมา (นักภาษาศาสตร์บางท่านเช่น John Heise เชื่อว่าภาษาสุเมเรียน อาจเป็นญาติห่าง ๆ กับภาษาฑราวิด จนพวกอินโด-อารยัน เข้ามาขับไล่พวกฑราวิดลงทางใต้ของอินเดียเมื่อประมาณ 3500 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน ภาษาพูดของชาวทมิฬ ซึ่งเป็นลูกหลานของฑราวิดทางภาคใต้ของอินเดีย ก็ยังมีร่องรอยเช่นว่านั้น)
ผมไม่มีความรู้อย่างนักภาษาศาสตร์เลย แต่กระนั้นก็มีความมนิยมชมชื่นทุกครั้งที่ได้ฟังคนสุรินทร์ หรือบุรีรัมย์พูดทั้งภาษาไทยกลาง ไทยอีสาน และเขมรกลับไปกลับมาได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับที่คนปักษ์ใต้พูดทั้งภาษากลาง ภาษายาวี ซึ่งเป็นญาติกับภาษามาเลย์ ไปพร้อม ๆ กัน หรือเช่นเดียวกับพระนานาชาติ ที่ท่านเดินทางไปชุมนุมวันวิสาขบูชา เพื่อบูชาพระธาตุโบโรบูดูร์ (Borobudur) ที่อินโดนีเซียนั้น ท่านก็พูดภาษาเดียวกันเป็นภาษาบาลี
เข้าใจว่า ภาษาในโลกคงจะเป็นญาติกันในทางใดทางหนึ่ง ที่ผมไม่รู้คำตอบกระมังครับ
ในแง่ของประวัติศาสตร์แล้ว ประเทศอิรัก เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ 6000 กว่าปีของเมโสโปเตเมีย โดย 4000 ปีแรกเกี่ยวพันกับพวกสุเมเรียน อัคคาเดียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาณืเทียน และกรีกตามลำดับของเวลา
ความเป็นอาหรับ เป็นมุสลิมนั้น มาเกี่ยวพันกับอิรักเมื่อ 1300 กว่าปีที่แล้ว ต่อจากนั้นก็ถูกพวกมงโกลเข้ามาปล้นสดมภ์เมื่อ พ.ศ. 1801 โดย ฮูลากุ ลูกหลานของเจงกิสข่าน และอีกครั้งโดยทาเมอร์เลนข่าน (ขาเป๋) เมื่อ พ.ศ. 1944 (ฆ่าคนนับหมื่น ๆ และเผาเมืองนับร้อย ๆ เมือง) จากนั้นก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน (เตอร์ก) เมื่อ พ.ศ. 2078 ภายใต้การนำของ “กษัตริย์สุไลมาน”(หรือสุลต่าน Suleyman the Magnificient) มาจนกระทั่งสิ้นอาณาจักรออตโตมานตอนสงครามโลกครั้งที่ 1
ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ จึงทับซ้อนกันของอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดของโลกในสมัยโบราณ และความเจริญโอ่อ่ามั่งคั่งของโลกอาหรับตลอดสมัยกลาง
ถ้านับจากกรุงแบกแดดลงไปทางใต้ จะมีเมืองประวัติศาสตร์ทั้งเก่า และเก่ามากหลายเมืองด้วยกัน เช่น ซเตซิฟอน (30 กิโลเมตร บนแม่น้ำสายเดียวกัน คือไทกริส) คาร์บาลา และ บาบิโลน (120 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติส) นาจาฟ (150 กิโลเมตร บนแม่น้ำยูเฟรติส) นาสิริยาห์ (303 กิโลเมตร) เมืองอูร์อยู่ฝั่งตรงข้ามกันบนแม่น้ำยูเฟรติส เมื่อลงไปสู่เกือบปลายน้ำก็จะถึงเมืองบัสราฮ์
แต่หากเดินทางไปในทิศตรงกันข้าม คือขึ้นเหนือไป จะถึงเมือสมาร์รา (120 กิโลเมตรบนแม่น้ำ ไทกริส) กีรกุก และชามเชมาล ตั้งอยู่บนกิ่งของแม่น้ำไทกริสเช่นเดียวกับเมืองฮัตรา ทั้งสามเมืองนี้ห่างประมาณ 230 กิโลเมตรจากแบกแดด ขึ้นเหนือต่อไปอีกก็จะถึงเมืองโมซุล (280 กิโลเมตร) โดยมีนิมรุด และนิเนเวห์เป็นบริวารห่างกัน 20-40 กิโลเมตร
ที่ผมระบุชื่อเมืองต่าง ๆ ทั้งเหนือและใต้ของอิรัก ก็เพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 3 อาทิตย์ตั้งแต่ปลายมีนาคม จนถึงกลางเมษายนที่ผ่านมา ชื่อต่าง ๆ เหล่านี้คงจะต้องผ่านตาของท่านผู้อ่านอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อีกทั้งหากดูจากระยะทางที่เอาแบกแดดเป็นศูนย์กลาง เราคงจะเห็นขนาดของอิรักชัดเจนขึ้นว่า มีระยะทางโดยรอบทิศประมาณ 450 กิโลเมตร โดยเฉลี่ย ยกเว้นทิศตะวันออกที่จรดกับอิหร่านนั้น ห่างกันแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้น และคงจะรับรู้ได้นะครับว่าระเบิดมหาประลัยที่อเมริกันและอังกฤษขนเอาไปถล่มใส่อิรัก ทั้งที่เป็นขีปนาวุธระยะไกล (มาก) ทั้งที่เป็นลูก ๆ ขนไปทางเครื่องบินเป็นพัน ๆ เที่ยว และทั้งที่ยิงโดยปืนครกขนาดเล็ก ปืนกลนานาชนิดประจำรถถัง และที่พลทหารราบแบกขนไป ทั้งหมดนี้จะสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้แก่ชาวอิรัก ลูกเด็กเล็กแดงและชาวบ้านมากน้อยเพียงใด และแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ย่อมกร่อนทำลายแหล่งโบราณสถานให้เข้าขั้นวิกฤตอันตรายสักเพียงไหน
เป็นที่น่าเสียดายที่การเดินทางคราวนี้ ผมไปไม่ถึงเมืองบัสราฮ์ซึ่งอยู่เขตปลายของแม่น้ำ ชัตต์ อัล-อาหรับ การที่ทำเลที่ตั้งของเมืองอยู่ใกล้กับทะเล (อ่าวเปอร์เซีย) เป็นเหตุผลให้เมืองนี้มีความสำคัญก็ในช่วงที่การค้าทางทะเลเฟื่องฟูแล้ว คือเมื่อประมาณ 1200 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสมัยที่ศาสนาอิสลามเข้ามาสู่อิรักแล้ว ความเจริญมั่งคั่งของบัสราฮ์นั้น ควบคู่ไปกับความรุ่งเรืองของนครแบกแดด พ่อค้าวาณิชย์คงจะได้รวบรวมสินค้านานาชนิดที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน บรรทุกอูฐ ลา ม้าต่าง เกาะกันมาเป็นกองคาราวาน เมื่อมาถึงลำน้ำก็คงจะพากันล่องเรือเรื่อยลงมาจนถึงทะเล แล้วขนถ่ายสินค้าลงเรือใหญ่เพื่อที่จะได้ออกสู่ทะเลกว้าง ถ้าไปทางตะวันตกประเทศ เยเมน และกรุงไคโร น่าจะเป็นสถานที่หลัก แต่หากจะหันไปทางทิศตะวันออก เปอร์เซีย และอินเดียคงจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญทางการค้า
หลักฐานที่อ้างอิงถึงได้อย่างหนึ่งก็คือชื่อสถานที่ที่ปรากฏในนิทางอาหรับราตรี (Arabian Nights) หรือเรียกให้เต็มยศว่า นิทานหนึ่งพันกับหนึ่งราตรี (Tales from the Thousand and One Nights) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนิทานที่มีกำเนิดจากการร้อยเรียงเรื่องเล่าจากอียิปต์ เยเมน และอินเดียเมื่อ พ.ศ. 1393
ฉะนั้น กลาสีเรือซินแบด ชาวเมืองแบกแดดที่เรารู้จักกันดี จึง “…….ข้าได้ซื้อสินค้าจำนวนมาก ตระเตรียมสำหรับการเดินทางที่ยาวไกล ข้ากับเพื่อนชาวพ่อค้าเกาะกุมกันเป็นหมู่เหล่า ลงเรือล่อง (แม่น้ำไทกริส) ไปจนถึงเมืองบัสราฮ์ จากนั้นจึงออกทะเล รอนแรมกันไปในห้วงน้ำใหญ่วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า จากเกาะหนึ่งไปอีกเกาะหนึ่ง จากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เราทั้งซื้อทั้งขาย และแลกเปลี่ยนสินค้าประดามีทุกที่ที่เรือทอดสมอ…..” และเมื่อตอนขากลับก็จะ “ ฉะนั้น ข้าจึงตัดสินใจที่จะกลับยังบ้านเกิดเมืองนอน เราขายบ้านและทรัพย์ศฤงคาร จัดจ้างพาหนะ เรือสำเภาบรรทุกบรรดาสินค้าอันมากค่า ด้วยความหนุนช่วยของกระแสลม เราเดินทางกันหลายวันหลายคืน จนการเดินทางอันยาวนานสิ้นสุดลง เราก็ถึงเมืองบัสราฮ์ แล้วจึงต่อมายังกรุงแบกแดด, นครแห่งความสันติ และผาสุข….” (Tales from the Thousand and One Nights แปลโดย N.J. Dawood, 1973 หน้า 115 และ 161)
บัสราฮ์ เป็นเมืองแรก ๆ ที่ถูกอังกฤษยึดได้ในสงกรานต์เลือดคราวนี้ ในขณะที่ปิดล้อมหลังการระดมยิงอย่างหนักจนเมืองขาดน้ำ ขาดอาหาร พวกอังกฤษยังประหลาดใจ ที่ชาวเมืองไม่ได้ออกมาต้อนรับในฐานะเป็นผู้ปลดปล่อย (จากเผด็จการ)
ถัดจากเมืองบัสราฮ์ขึ้นไปตามลำน้ำยูเฟรติส ก็ถึงเมืองอูร์ซึ่งอยู่ถัดกับเมืองนัสสิริยาฮ์ เมืองคู่กับบัสราฮ์ซึ่งเป็นฐานกำลังของพวกถือนิกายชิอะห์ และเคยถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากระบอบซัดดัม เมื่อ พ.ศ. 2534 ด้วยเหตุผลที่ว่าชอบกระด้างกระเดื่องต่อระบอบซัดดัมซึ่งถือสุหนี่
เมืองอูร์ เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งในยุคสมัยสุเมเรียนตอนต้น (3000-2350 ปีก่อนคริสตกาล) ในสมัยนั้น มีเมืองสำคัญต่างยุคต่างสมัยกันอยู่หลายเมือง ได้แก่ เมืองสิปปาร์ ชูรุปปัก กิช อูรุก อูร์ นิปปูร์ เกอร์สุ ลากาช กาฟาเจ เตล- อาจะรัย และมารี
เราได้พบร่องรอยของโบราณสถานจำนวนมาก ซึ่งยืนยันให้เห็นพัฒนาการของเมือง และระบบต่าง ๆ ของสังคม ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ระบบการขีดเขียนแบบอักษรลิ่ม ซึ่งประกอบกันด้วยภาพ อักขระภาพ และสัญญลักษณ์จำนวนมากมายถึง 600 ชนิด กลายเป็นข้อความที่ระบุถึงนามและเรื่องราวของกษัตริย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของกษัตริย์กิลกาเมช เจ้าเมืองอูร์ (4700 ปีที่แล้ว) ซึ่งเรื่องราวของท่านกลายเป็นตำนานต่อมาอีกยาวนาน คล้ายกับตำนานของท้าวแสนปม ตำนานของพระร่วง เรื่องเล่าที่ว่าด้วยความโศกเศร้าของกิลกาเมชอันเนื่องจากการตายของเอนกิดูเพื่อนรัก ทำให้ท่านเดินทางไปแสวงหาความเป็นอมตะ (แบบเดียวกันกับตำนานของภีมะ ในมหาภารตยุทธ เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย) ต้องผจญกับน้ำท่วมโลก และได้พบกับชายผู้ชาญฉลาดซึ่งรอดตายมาได้เพราะสร้างเรือขนาดใหญ่ (แบบเดียวกับโนอาห์)
สุเมเรียนยุคต้นจบลงโดยการรุกรานของพวกอัคคาเดียน ซึ่งเป็นพวกเซเมติกมาจากแถบซาอุดิอารเบียปัจจุบัน
ยุคสมัยของอัคคาเดียนยุคต้นนั้น ยืดยาวถึง 191 ปี มีการรับเอาศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ของสุเมเรียนมาพัฒนาต่อ แต่ย้ายศูนย์การปกครองมาอยู่ที่เมืองอัคคาด (เข้าใจว่าอาจอยู่ระหว่างเมืองบาบิโลน กับสิปปูร์) กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอัคคาเดียน คือ ซาร์กอน และ นาราม-ซิน
ท่านผู้อ่านลองฟังประวัติของกษัตริย์ซาร์กอนดูนะครับว่า พ้องกับเรื่องของท่านผู้ใด “ มารดาของท่านนั้นเป็นสตรีของวิหาร (เป็นพระ? เป็นข้าวัด? และอาจต้องถือพรหมจรรย์) ซึ่งตั้งท้อง และแอบคลอดท่านโดยไม่ให้ใครล่วงรู้ ท่านถูกจับใส่ตระกร้าลอยไปในแม่น้ำยูเฟรติส ตะกร้าลอยน้ำไปจนชายคนสวนเจอแล้วเก็บไปเลี้ยง เติบใหญ่มาท่านได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยเทพีอิชตาร์ ต่อมาได้รับราชการในกษัตริย์อูร์-ซาบาบา แห่งเมืองกิช ท้ายสุดท่านได้ยึดอำนาจ แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์” พระเยซู โมเสส ท้าวแสนปม หรือพระยาพาน ?
ยุคอัคเคเดียนจะถูกคั่นด้วยยุคสุเมเรียนใหม่ 6 ปี แล้วก้าวมาสู่ยุคบาบิโลเนียน 400 ปี ซึ่งย้ายเมืองหลวงอยู่ 4 ครั้ง จนมาปักหลักอยู่ที่เมืองบาบิลอนตลอด 300 ปี ซึ่งเราจะเรียกยุคนี้ว่า บาบิโลเนียน มีกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดพระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งจะได้กล่าวถึงท่านเมื่อเราเดินทางไปถึงเมืองบาบิลอน
นักท่องเที่ยวอย่างพวกผมมีระยะเวลาเพียงสั้น ๆ และสังเกตการณ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อย่างฉาบฉวย ผมจึงได้เห็นเพียงซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนและซากของวิหารทรงปิรามิดที่เราเรียกกันว่า ซิกกูรัต
ผมไม่ได้เห็นระบบคันคู คลองส่งน้ำ ซึ่งเป็นระบบชลประทานก้าวหน้าที่คอยควบคุมน้ำให้มีมากพอที่จะทำการเพาะปลูกในยามน้ำน้อย และเหมือง ฝาย เขื่อนกั้นน้ำที่หลากจนเกินเหตุในฤดูน้ำมาก ซึ่งในบางปี น้ำได้หลากมาท่วมท้นจนเกิดความเสียหายแก่ไร่นา ทรัพย์สิน และชีวิตของผู้คน อย่างที่กล่าวถึงน้ำท่วมโลกในตำนานกิลกาเมช
อาลักษณ์คงจะได้ทำการบันทึกขีดเขียนเหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์ในยุคสมัยของตนไปสู่การเรียนรู้ของชนรุ่นหลัง
การบันทึกระบุถึงผลผลิตซึ่งจำเป็นสำหรับพระและผู้ปกครองผู้คอยควบคุมภาษีอากรที่จะเป็นทรัพยากรมาใช้หล่อเลี้ยงระบบสังคม เช่น การขุดคลอง ทำนุบำรุงระบบชลประทาน การสร้างกำแพงเมือง การสร้างวิหาร และค่าใช้จ่ายทางการทหาร โบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก - ต่อโบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก ระบบคณิตศาสตร์ เพื่อคำนวณจำนวนตัวเลขมหึมาเหล่านี้ พัฒนาระบบตัวเลขหลัก 6 ซึ่งจะสัมพันธ์กับการแบ่งเวลา 360 วัน 60 นาที และ 60 วินาที การคำนวณจำนวนองศาของเส้นรอบวง โดยการเอา 6 คูณกับ 60 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็น 360 กลายมาเป็นฐานในทางเรขาคณิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ
ซากส่วนฐานบริเวณโดยรอบของแหล่งโบราณสถานแห่งเมืองอูร์ มีหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ “บ้านของอับราฮัม” อาคารที่ผมเห็นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แบ่งซอยเป็นห้องขนาดเล็ก ๆ ประมาณ 3x4 เมตร แต่ละห้องต่อเนื่องกันด้วยซุ้มประตูยอดโค้งแบบที่ฝรั่งมักเรียกกันว่า โรมันอาร์ค เพราะคิดกันว่าพวกโรมันเป็นพวกแรกที่รู้จักการใช้โค้งมาเป็นเครื่องรับน้ำหนักของเครื่องบน อาคารมีความสูงสองชั้นซึ่งชั้นบนกับชั้นล่างอาจเดินถึงกันด้วยบันได 4 ขั้น แล้วต่ออีก 4 ขั้นขึ้นไปชั้นบนสุด จากการที่แต่ละห้องไม่มีทางเดินร่วม จึงดูเหมือนว่าการเข้า “บ้าน” ห้องแต่ละห้องนั้นจะต้องเดินจากข้างบนลงไป ซึ่งบ้านแบบนี้ เป็นพัฒนาการรุ่นแรก ๆ ของบ้านที่เราพบทั้งในอิรัก และที่เมืองชาตาล ฮูยุค (ในตุรกี) ซึ่งร่วมสมัยกัน ที่น่าทึ่งอีกประการหนึ่งก็คือ มีการเจาะช่องระบายน้ำลงตรงกลางพื้นห้อง เพื่อระบายน้ำส่วนที่ไม่ต้องการลงสู่ท่อระบายน้ำใหญ่ที่วางแนวไว้ใต้ฐานบ้านอีกทีหนึ่ง เป็นอันว่าในแต่ละบ้านมีระบบท่อระบายน้ำอีกด้วย
ชาวบ้านเรียก “บ้าน” หลังนี้ว่า บ้านของอับราฮัม เพราะในตำนาน เช่นพระคัมภีร์ไปเบิล (ส่วนพันธสัญญาเดิม) ระบุว่า อับราฮัมท่านเป็นชาวเมืองอูร์นี่เอง
ในเมืองอูร์นี้ เรายังได้เห็นซิกกูรัตอันเป็นทั้งวิหารบูชาเทพเจ้า เช่น อนู (เทพสูงสุดแห่งสรวงสวรรค์) เอนลิล (เทพแห่งน้ำ) อีอา (เทพผู้สร้างมนุษย์) และอินานนา เทพีแห่งพืชพันธ์ธัญญาหาร และความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นสถานที่ที่บรรดาพระใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ อีกด้วย
ซิกกูรัตแห่งเมืองอูร์ ถูกลม และพายุทรายกัดกร่อนไปจนถึงชั้นฐาน แต่กระนั้น (หลังการบูรณะแล้ว) ก็ยังมีความสูงถึงประมาณ เกือบ 20 เมตร ซึ่งเข้าใจว่า ความสูงเมื่อขณะยังดีอยู่น่าจะสูงขึ้นไปอีกถึงประมาณเท่าตัว
อิฐดิบตากแห้ง (ซึ่งเป็นวัสดุพื้นฐานใช้กันทั่วไปในเขตแล้งฝน และเขตที่ขาดไม้ใหญ่มาทำเป็นเชื้อฟืน) มักมีอักขระคูนิฟอร์มจารึกข้อความสั้น ๆ ไว้เพื่อบอกความเป็นมาและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิหารเทพเจ้า กิ่งไม้ขนาดเล็ก หรือลำต้นกกอ้อมักจะถูกใช้เป็นวัสดุยึดเหนี่ยวและรับแรงสั่นสะเทือนภายในงานก่อสร้างต่าง ๆ รวมทั้งซิกกูรัดด้วย วิธีการนี้เป็นแบบเดียวกับที่ชาวบ้านของเราใช้ไม้ไผ่แทนเหล็กเส้นในการเทคอนกรีตนั่นเอง การก่อสร้างซิกกูรัดนี้ยังได้ใช้ สารประเภทบิทูเมนที่ได้จากน้ำมันดิบเป็นตัวประสานสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ด้วย
จากเมืองอูร์ ขึ้นไปตามแม่น้ำยูเฟรติสอีกประมาณ 100 กว่ากิโลเมตรก็จะถึงเมืองนาจาฟ และถัดจากนาจาฟขึ้นไปอีก 60 กิโลเมตรก็จะถึงเมืองคาร์บาลา
ทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามมิกนิกายชิอะห์ เพราะมีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของศาสนอิสลาม และของนิกายชิอะห์ คือท่านฮุสเซน
นาจาฟมีสุเหร่างามที่สร้างโดยกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด เมื่อ พ.ศ. 1334 เพื่อเป็นทั้งสุสานและสุเหร่าของอาลี บุตรเขยของพระมะหะหมัด พวกนิกายชิอะห์ถือเอาว่า อาลี เป็นอิหม่ามองค์ที่ 1 แล้วนับต่อไปอีก 12 องค์ องค์สุดท้ายท่านชื่อมะหะหมัดเช่นกัน ท่านหายไปในถ้ำที่เมืองสมาร์รา และเชื่อกันว่าวันหนึ่งท่านจะได้กลับมาอีก เพื่อฟื้นฟูพระศาสนาให้เบิกบานเช่นเดิม
ตัวสุเหร่า มีหอบัง 2 หออยู่ 2 ข้างของโดมกลาง ซึ่งล้วนประดับด้วยทองลายดุนนูน งานประดับประดากระเบื้องเคลือบสีนั้นงดงามเหลือหลาย งานศิลปะแบบมุสลิมนั้นเป็นศิลปะแบบประดับแต่งเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา คลี่ดอก ออกใบงดงาม ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่เราทราบกันดีว่า ชนชาวมุสลิมท่านถือเคร่งเรื่องการวาดรูป ไม่ว่ารูปคนและสัตว์ทั้งปวง ท่านไม่ทำกัน เพราะจะเป็นการอวดอำนาจแข่งกับพระเป็นเจ้า ฉะนั้น ลวดลายศิลปะของมุสลิม จึงเป็นศิลปะบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยก้านใบเครือเถาว์ของพฤกษานานาพันธุ์
มีการให้ความสำคัญกับการจัดวางรูปแบบบนพื้นที่ โดยอาศัยฐานความรู้ทางเรขาคณิต และการคำนวณอย่างเคร่งครัด อีกทั้งอาศัยสีสันต่าง ๆ อันสวยงานเจิดจ้า ประดับประดาให้เกิดความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
งานลวดลายต่าง ๆ นั้น แท้จริงเป็นงานประกอบกันของกระเบื้องเคลือบสีชิ้นเล็ก ๆ จำนวนมาก ก้านใบ กลีบดอก ถูกหุงเป็นกระเบื้องแต่ละสีชิ้นเล็ก ๆ แล้วเอามาประกอบกันเป็นแผ่นกระเบื้องขนาดฝ่ามือ แล้วจึงเอากระเบื้องขนาดฝ่ามือนี้ กรุประกอบขึ้นเป็นฝาผนังทั้งฝา โดยลายจะต้องต่อกันได้สนิทดี
สมัยนี้ บางทีการบูรณะงานลายกระเบื้องแบบนี้ ก็อาจใช้กระเบื้องเขียนลายหุงสำเร็จกรุไปเลยทีเดียว เพราะประหยัดเงินทองและเวลา แต่พูดกันถึงความงดงามแล้วก็เทียบกันไม่ได้เลย
ส่วนที่เมืองคาร์บาลานั้น มีสุเหร่าและสุสานทองของท่านฮุสเซน บุตรของอาลี หลานของพระมะหะหมัด
วีรกรรมของท่านฮุสเซนนี้ ผู้นับถือนิกายชิอะห์ถือว่าสำคัญมาก ๆ ท่านนี้มีคนเพียง 200 คน ต่อสู้กับการปิดล้อมของ “ศัตรู” 4000 คนที่มาจากดามัสคัส ในวันที่ 10 แห่งเดือนมุหะหร่ำฮิจเราะห์ ที่ 61 (10 ตุลาคม พ.ศ. 1223) ท่านพ่ายแพ้แก่ศัตรู ศีรษะของท่านถูกตัดส่งไปดามัสคัส ต่อมาจึงถูกส่งคืนมายังน้องสาวและบุตรชายของท่าน เพื่อฝังรวมกับร่างของท่านที่เมืองคาร์บาลานี้เอง
เทศกาลแขกเจ้าเซ็นซึ่ง “ตีอก และชกหัว” (สมัยก่อนนั้นใช้ของมีคมบาดตามศีรษะด้วย) ในเดือน มุหะหร่ำ คือการแสดงการรำลึกถึงวีรกรรมของท่านในคราวนี้ และแม้ปัจจุบัน ทั้งเมืองคาร์บาลา และนาจาฟก็เป็นสถานที่สำคัญในการจาริกแสวงบุญของชาวชิอะห์ด้วย
ถัดจากเมืองคาร์บาลาไปทางทิศตะวันออก คนละฟากฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส คือที่ตั้งของเมืองบาบิลอน เมืองที่เราจะคุ้นเคยกับหลายสิ่งหลายอย่างอันเป็นชื่อเสียงของเมืองเมืองนี้
จากที่เล่าไปแล้วว่า อาณาจักรโบราณของพวกนีโอสุเมเรียนจบลงในปี 2003 ก่อนคริสตกาล เมืองต่าง ๆ เริ่มแยกตัวออกเป็นอิสระ เช่นเมืองอูรุก เมืองเอชนันนา เมืองอัสสูร์ และเมืองมารี การช่วงชิงอำนาจกันตลอดสองร้อยปี จบลงด้วยชัยชนะของเมืองบาบิลอน ซึ่งจะได้ตั้งตัวเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ และมีอายุยืนยาวต่อมาถึง 423 ปี (2017 ถึง 1594 ปีก่อนคริสตกาล)
กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะเป็นพระเจ้าฮัมมูราบี (1792-1750 ปีก่อนคริสตกาล) แล้วก็กษัตริย์เนบูชัดเนสสาร์ที่สอง (605-562 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้อยู่ในสมัยนีโอบาบิโลเนียน หรือบาบิโลเนียนช่วงปลาย
พระเจ้าฮัมมูราบี ทรงกรำศึกขยายอาณาบริเวณอาณาจักรของพระองค์ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ท่านต้องจัดระบบกฎหมายใหม่เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารเมือง เมืองที่ต่างชาติ ต่างภาษา วัฒนธรรม ในขอบขัณฑสีมาของท่านให้เป็นหนึ่งเดียว ควบคู่ไปกับการจัดระบบชลประทานอย่างมากมาย
ระบบกฎหมายที่ท่านจัดขึ้นนั้น เกิดจากการประมวลข้อบัญญัติเก่าของเมืองต่าง ๆ ที่บันทึกลงบนแผ่นดินเหนียวด้วยอักขระคูนิฟอร์ม นำมาขยายความและปรับปรุงเสียใหม่ กลายเป็นระบบประมวลกฎหมายแรกของโลกที่รู้จักกันในนามของกฎหมายของฮัมมูราบี (Hammurabi Code) ส่วนหนึ่งของกฎหมายนี้มักมีการอ้างถึงอยู่บ่อย ๆ ก็คือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งหมายถึงผู้กระทำย่อมต้องรับผลแห่งกรรมนั้น (เข้าใจว่าบ้านเราคงจะไม่ยึดหลักการนี้เท่าไรนัก เราจึงเห็นการได้ดีของเจ้าพ่อ และทรราชอยู่ตลอดเวลา ทั้งในอดีต และปัจจุบัน)
จารึกของพระเจ้าฮัมมูราบี เป็นแท่งหินดิโอไรท์สีดำ สูง 2 เมตร 40 เซนติเมตร ภัณฑารักษ์ของอิรักกล่าวในหนังสือของท่านอย่างขื่น ๆ ว่า “แท่งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บาบิลอนนั้น เป็นของจำลอง หล่อจากยิปซั่ม ส่วนของจริงนั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ร กรุงปารีส”
การขุดค้นพบแท่งศิลาจารึกนี้ ทำโดยทีมนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เมืองซูสา (ในประเทศอิหร่านปัจจุบัน) เมื่อ พ.ศ. 2444-5 ศิลาจารึกแตกเป็น 3 ท่อน จึงได้ซ่อมแซมประกอบเข้าด้วยกัน แล้วจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ร ตั้งแต่นั้นมา
เมืองโบราณบาบิลอนที่ได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นนี้ เป็นเมืองรุ่นพระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ หรืออีกเกือบหนึ่งพันสองร้อยปีถัดมา เมืองของท่านมีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ มีประตูหลวงที่เรียกว่า ประตูอิชตาร์ มีท้องพระโรงขนาดมหึมา มีสวนป่าลอยฟ้า และมีซิกกูรัตขนาดใหญ่
ประตูอิชตาร์ซึ่งสูงประมาณตึก 5 ชั้นนั้น เป็นของจำลอง เพราะประตูจริงถูกพวกเยอรมันยกเอาไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เพอร์การมอน กรุงเบอร์ลิน โดยจัดแสดงร่วมกันกับส่วนหน้าของแท่นบูชาเทพซูสขนาดมหึมา (ซึ่งยกมาจากเมืองเบอร์กามอนในตุรกี) และซุ้มประตู (ขนาดมหึมาอีกเช่นกัน) ของตลาดแห่งเมืองมิเลตุส (ในตุรกี)
ประตูอิชตาร์ เคยประดับด้วยลายอิฐแกะนูนต่ำเป็นรูปวัว (เทพอาดัดผู้ควบคุมพายุและฝน) เทพ มาร์ดุค (สัตว์ผสมระหว่างงู ปลา นกอินทรี และสิงโต) ซึ่งเป็นเทพสูงสุดผู้บริบาลเมือง และรูปสิงโต (เทพีอิชตาร์ผู้มีอำนาจเหนือสงครามและความรัก ซึ่งต่อมาจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย คุณลักษณะของเทพองค์นี้จะได้ส่งทอดลงไปยังเทพีอโฟรดิติของกรีก หรือวีนัสของพวกโรมัน)
ประตูอิชตาร์ มีความหมายคล้าย หรือเป็นต้นแบบของประตูชัยแห่งกรุงโรม (ประตูคอนสแตนติน) ซึ่งส่งทอดไปยังประตูชัยปารีส เป็นประตูที่มีความหมายเกี่ยวกับชัยชนะ และการศึกสงคราม
ส่วนสวนป่าลอยฟ้าแห่งกรุงบาบิลอนนั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจนางอมีติส สนมนางหนึ่งของพระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ ผู้ซึ่ง “เติบโตในแคว้นมีเดีย ท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาและแมกไม้” ตัวอาคารก่อด้วยซุ้มโค้งหินสูง 23 เมตร และชักน้ำจากแม่น้ำยูเฟรติสมาหล่อเลี้ยงพืชใหญ่น้อยต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ พวกกรีกจึงได้ทำการบันทึกไว้ว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกสมัยนั้น (2600 ปีที่แล้ว)
ปัจจุบัน สวนลอยเกือบไม่เหลือซากใด ๆ เลย นอกจากกองอิฐและหินซึ่งกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ สิ่งที่ตระหง่านตากว่าคือ อาคารของรัฐบาลที่มักเรียกกันว่า “วัง” ของซัดดัม ซึ่งปลูกอยู่ถัดไปสองสามร้อยเมตร
ท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์เนบูชัดเนสสาร์พระองค์นี้ ได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดี แม้จะไม่เห็นร่องรอยการประดับประดาด้วยอิฐเคลือบสีต่าง ๆ แล้ว แต่ก็ยังจินตนาการถึงความโอ่โถงได้เป็นอย่างดี
ซิกกูรัตของเมืองบาบิลอน บูชาเทพมาร์ดุคเคยสูงตระหง่านถึง 90 เมตร ความยิ่งใหญ่ของหอคอยนี้ ถูกจดจำลงมาเป็นตำนานต่าง ๆ ที่เราคุ้นมากหน่อยก็เห็นจะเป็นส่วนที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลส่วนพันธสัญญาเดิม ที่ว่ามนุษย์บังอาจสร้างหอสูงเพื่อจะไปให้ถึงสวรรค์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงดลบันดาลให้คนเหล่านั้นพูดกันคนละภาษา จึงไม่อาจร่วมมือร่วมใจกันสร้างหอคอยนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้ หมู่คนจึงเกิดเป็นภาษาต่าง ๆ และแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป หอ ๆ นี้จึงเรียกว่าหอบาเบล เพราะคำว่า babelในภาษาอังกฤษพื้นฐาน แปลว่าการพูดที่ไม่รู้ภาษา และคำคำนี้ก็มาจากตำนานของหอคอยแห่งกรุงบาบิลอนนี่เอง
พระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์พระองค์นี้นี่แหละ ที่ทรงยาตราทัพไปที่เมืองเยรูซาเล็มในปี 597 ก่อนคริสตกาล จับกษัตริย์เยโฮอิอาชิน พร้อมกับคนอีก 10,000 คนมาควบคุมตัวไว้ที่บาบิลอน และเมื่อชาวยิวลุกฮือต่อต้านอีกเมื่อ 10 ปีให้หลัง ทัพครั้งที่สองนี้โหดอำมหิตกว่าคราวแรกมากนัก กำแพงเมืองเยรูซาเลมถูกทำลายจนพินาศ รวมทั้งมหาวิหารใหญ่ที่สร้างโดยกษัตริย์โซโลมอนเพื่อเก็บพระคัมภีร์บัญญัติ 10 ประการที่ชาวยิวเคารพนักหนาว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงประทานให้โดยตรงกับโมเสส ซึ่งความจริงกว่าจะตั้งมหาวิหารเพื่อบรรจุพระคัมภีร์ชุดนี้ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญทีเดียว
ศึกคราวนี้ พระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ทำลายเมือง ทำลายวิหารแล้วยังกวาดต้อนผู้คนติดกลับไปยังเมืองบาบิลอนด้วยจำนวนถึง 40,000 คนทีเดียว แล้วเอามากระจายกันอยู่ทั้งในเมืองบาบิลอน เมืองกิช และเมืองนิปปูร์ เรียกว่ากะจะไม่ให้โตได้อีกในระยะเวลาอันสั้น
ห่างจากบาบิลอนขึ้นไปทางเหนืออีก 120 กิโลเมตร แต่อยู่บนฝั่งของคนละแม่น้ำก็คือ มหานครแบกแดดซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำไทกริส มหานครซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1305 โดยกษัตริย์มุสลิมอาหรับ หรือที่เรียกกันว่ากาหลิบ จาฟาร์ อัล-มันซูร์ (Ja’far al-Mansur)
ความเลื่องลือของนครแบกแดดมักจะถูกกล่าวถึงในแง่ของความมั่งคั่งโอ่อ่าของราชสำนักของเจ้าครองนคร
มีการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวัง ซึ่งมีสำนักนางใน (ฮาเรม)ขนาดใหญ่ มีขันที ขุนนางมากมาย ทรัพย์ศฤงคารเต็มไปด้วยอัญญมณี เพ็ชรนิลจินดา ทอง เงิน พรม และผ้าผ่อนแพรพรรณ
อย่างเช่นมีการกล่าวถึงพิธีแต่งงานของกาหลิบ อัล-มามูน กับนางบูราน ธิดาของเอกอัครมนตรี อัล-ฮัสสัน อิบุน ซาฮ์ล เมื่อ พ.ศ. 1395 ว่า คู่บ่าวสาวนั่งอยู่บนเสื่อทองคำประดับด้วยมุกและอัญมณีซัฟไฟร์ ได้รับการโปรยปรายด้วยมุกคัดขนาดเท่ากันหมดจำนวนนับพันเม็ดซึ่งวางมาในถาดทองขนาดใหญ่ ท้องพระโรงพิธีสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนที่ทำจากไขปลาวาฬขนาดน้ำหนัก 5 ปอนด์จำนวน 200 ตัน
แขกผู้ใหญ่ ทั้งเจ้านาย มนตรี และผู้มีเกียรติ จับสลากของที่ระลึกซึ่งบรรจุในลูกกลมที่ทำจากชะมดหอม เป็นสลากที่ระบุชนิดของของที่ระลึกเป็นทาส ที่ดิน และของมีค่าอื่น ๆ
หรือเมื่อคราวที่กาหลิบ อัล-มุคตาดีร์ ต้อนรับพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 7 ใน พ.ศ. 1460 เพื่อเจรจาค่าไถ่ และการแลกเปลี่ยนเชลยต่อกันนั้น กาหลิบได้จัดพิธีต้อนรับกษัตริย์หนุ่มจากบิแซนทีนพระองค์นี้ด้วยกองเกียรติยศเป็นทหารม้า และทหารราบจำนวน 160,000 นาย ขันทีขาว และดำ 700 ขุนนางอีก 700 มีขบวนสิงโต 700 ตัว ตามวัง และท้องพระโรงประดับด้วยพรม 22,000 ชิ้น แขวนม่าน 38,000 ชิ้น ซึ่งเป็นชนิดปักดิ้นทองถึง 12,500 ชิ้น
เมื่อคณะทูตจากต่างแดนมาถึงนั้น ด้วยความโอ่อ่าของสถานที่ คณะทูตเข้าใจว่าที่ทำการของมนตรี และมุขมนตรี เป็นท้องพระโรงของพระเจ้ากาหลิบ แต่ที่ประทับใจสุด ๆ อีกอันหนึ่งก็คือ ท้องพระโรงต้นไม้ทอง (Hall of the Tree) เพราะมีต้นไม้ทองประดับเงินน้ำหนักถึง 5 แสนแดรม (1 dram หนักเท่ากับ0.0625 ออนซ์) ตามกิ่งไม้ประดับประดาด้วยนกเงินทองจำนวนมากมายหลายชนิด ซึ่งแต่ละตัวมีกลไกซ่อนอยู่ภายในทำให้ส่งเสียงร้องเพลงได้ด้วย ส่วนในสวนของวังก็มีต้นไม้อีกหลากหลายนานาพันธุ์ รวมทั้งต้นอินทผลัมแคระซึ่งกำลังออกผลอยู่
ความโอ่อ่ามั่งคั่งของราชสำนักนั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่เห็นและจับต้องได้ จึงเป็นเรื่องเล่าขานแต่งเติมด้วยจินตนาการต่าง ๆ นานา ดังจะปรากฏอยู่ในเรื่องเล่า และนิยายต่าง ๆ ทั้งในสมัยนั้น และสมัยต่อ ๆ มา ดังเช่นในนิทานอาหรับราตรีที่ได้รับความนิยมเล่า และอ่านกันในหมู่ของทุกหมู่เหล่า และในทุกหนแห่งของโลก
นิทานอาหรับราตรีนั้น บางทีก็เรียกว่า นิทานหนึ่งพันกับหนึ่งราตรี (Arabian Nights หรือ The Thousand and One Nights หรือ The Nights) นั้น เป็นนิทานหลายเรื่องที่ถูกร้อยเรียงกันเป็นตอน ๆ และจะได้ถูกเสริมต่อ ๆ กันเข้ามาอีกตามยุคสมัย และตามความนิยมของท้องถิ่น
แกนหลักจริง ๆ มาจากตำนานพันเรื่อง (A Thousand Legends) ของเปอร์เซีย โดยเก็บตกมาจากอินเดีย เปอร์เซีย อียิปต์ และแบกแดด เรื่องราวมักอิงอยู่กับชื่อสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่ของชนชาวอาหรับ เช่น ซามาคานด์ (อุซเบกิสถาน) จีน อินเดีย เปอร์เซีย แบกแดด บัสราฮ์ สมาร์รา โมซุล (อิรัก) อัคคาบา (จอร์แดน) ดามัสคัส(ซีเรีย) ไคโร(อียิป์) เยเมน คอนสแตนติโนเปิล(ตุรกี) และมอรอคโค ชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองการค้าในสมัยนั้นทั้งสิ้น
ตัวแกนหลักของนิทานถูกแปลเป็นภาษาอาหรับเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1393 กว่าจะได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นเล่มในภาษาตะวันตกก็ล่วงเลยมาถึง พ.ศ. 2247 พิมพ์ต่อเนื่องกัน 12 เล่มสมุด จนถึง พ.ศ. 2260 จึงครบทุกตอน ผู้แปลเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อ อองตวน กัลยอง (Antoine Galland) โดยให้ชื่อว่า Mille et une Nuits (หนึ่งพันกับหนึ่งราตรี) เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมในทันที จึงมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ (จากภาษาฝรั่งเศส) เมื่อ พ.ศ. 2249 ที่เราเรียกกันว่าเป็นพากย์กรับสตรีท (Grub Street version) จากนั้นก็จะมีอีกหลายคนแปล ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานที่สุดก็คือสำนวนของเซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน เมื่อ พ.ศ. 2428-9 โดยแปลตรงจากภาษาอาหรับ (ด้วยความที่ท่านเป็นปราชญ์ใหญ่ในเรื่องอาหรับวิทยา ตัวท่านเองเป็นตำนานที่มีชีวิตอยู่เพราะท่านเป็น 1 ใน 5 คนที่เป็นชาวยุโรปและมิได้ถืออิสลาม ซึ่งสามารถแอบซ่อนจาริกไปยังกาบาฮ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม แล้วกลับออกมาได้ เพราะโดยขนบแล้ว บริเวณรอบกาบาฮ์ที่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์และต้องห้าม – ฮารีม หรือต่อมากลายเสียงเป็นฮาเรมในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่าต้องห้าม – สำหรับผู้ที่ไม่ได้เคารพ และเชื่อถือศาสนาอิสลาม)
ความตรงต่อภาษา ทั้งอารบิกและอังกฤษ (ศตวรรษที่ 19) ของท่าน ทำให้นิทานเรื่องนี้มีความแม่นยำสูง แต่อาจขาดชีวิตชีวาในสายตาของบางคน
ในบ้านเรานั้น นิทานอาหรับราตรีมิได้แปลสำนวนใหม่ ๆ อีก และว่างเว้นจากการตีพิมพ์ซ้ำมานานแสนนาน ในฉบับภาษาอังกฤษที่อาจหาได้ก็คือ สำนวนแปลของ เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน นี้เอง สำนวนที่ผมชอบคือของเอ็น เจ ดาวู๊ด (N.J. Dawood) ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะหาในบ้านเราได้ไหม
ทั้งฉบับของเบอร์ตัน และดาวู๊ดมีหลายเรื่องที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่อง อาลี บาบา กับโจรทั้งสี่สิบ (เบอร์ตัน มี ดาวู๊ดไม่มี) และเรื่องการผจญภัยทั้งเจ็ดครั้งของซินแบด กลาสีเรือ (ดาวู๊ดมี เบอร์ตันไม่มี)
เล่าออกนอกเรื่องไปเสียนาน ความจริงสิ่งที่ตั้งใจจะพูดถึงก็คือ นิทานอาหรับราตรีซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง และถือเป็นความทรงจำในรูปของตำนาน นั้น จะได้มีการกล่าวถึงความโอ่อ่าของมหานครแบกแดด (และบัสราฮ์) โดยเฉพาะในสมัยของกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด ซึ่งครองแบกแดดอยู่ในช่วง พ.ศ. 1329-1352 ของราชวงศ์ อับบาสิดส์
และควรจะต้องกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า ความยิ่งใหญ่ของแบกแดด ไม่ได้มีเฉพาะความฟู่ฟ่าของราชสำนักเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วความรุ่งเรืองนั้นมีอยู่เกือบทุกด้านของชีวิตสังคมทีดียว เช่น
ด้านการเดินเรือ นั้น แบกแดดมีท่าเรือใหญ่น้อยมากมาย เรือที่ลอยลำกันอยู่ มีตั้งแต่เรือรบ เรือเพื่อความสำราญ สำเภาจีน แพผูก ถุงบรรจุลมที่ทำจากหนังแกะ
ในด้านการตลาด มีตลาดบาซาร์มากมาย ในเมืองค้าขายพวกกระเบื้องเคลือบ ไหม และชะมดหอมจากเมืองจีน เครื่องเทศ สินแร่ และสีย้อมจากอินเดีย และคาบสมุทรมาเลย์ ทับทิม ลาปิส ลาซูลี ผ้าทอและทาสจากพวกเตอร์กในเอเซียกลาง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง หนังสัตว์ และทาสขาวมาจากสแกนดิเนเวีย และรุสเซีย งาช้าง ผงทองคำ และทาสผิวดำมาจากอาฟริกาฝั่งตะวันตก มีตลาดเฉพาะที่ขายเครื่องเคลือบที่มาจากเมืองจีน นอกจากบรรดาสินค้าที่มาจากต่างแดนแล้ว บรรดาจังหวัดต่าง ๆ ของจักรวรรดิ ก็ส่งสินค้าของตนมาทั้งโดยทางกองคาราวาน และทางเรือ ซึ่งได้แก่ข้าวสาร เมล็ดพืช และลินินจากอียิปต์ เครื่องแก้ว เครื่องโลหะ และผลไม้จากซีเรีย ผ้าปักยกดอกยกลาย ไข่มุก และอาวุธนานาชนิดจากอราเบีย ไหม เครื่องสำอาง และผักจากเปอร์เซีย เป็นต้น
ในด้านอาชีพ นครแบกแดดมีผู้ประกอบยอาชีพต่าง ๆ มากมาย เช่น พ่อค้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดของเมือง พ่อค้าเกาะกลุ่มกันเป็นสมาคมของงานฝีมือ และการค้าที่ใกล้เคียงกัน ในตลาด (suq)ก็มีร้านค้าของกลุ่มตน นอกจากนี้ยังมีแพทย์ ทนาย ครู นักเขียน และอื่น ๆ อีกมาก
ที่สำคัญอย่างที่สุดเหนือด้านอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็คือด้านศิลปะวัฒนธรรม และกิจกรรมทางปัญญา เราอาจจะกล่าวได้ว่าความรุ่งเรืองทางปัญญาของโลกมุสลิมอาหรับนั้น เกิดจากกระบวนการที่ความรู้ของโลกโบราณเช่น อียิปต์ บาบิโลเนีย ฟินิเซีย และจูเดีย ได้หลั่งไหลเข้าไปตกผลึกกันอยู่ในประเทศกรีซ จากนั้นก็ไหลย้อนกลับมาสู่โลกตะวันออกเมื่อมีการแผ่ขยายของเฮเลนิสม มาพร้อมกับกองทัพของอเลกซานเดอร์ ความคิดกรีกแบบเฮเลนิสติก ได้รับการบ่มเพาะอยู่นาน โดยเฉพาะในหมู่อาหรับในสเปน และซิซิลี ต่อเมื่อการครอบงำของคริสตศาสนาเริ่มย่อหย่อนลง ความรู้เหล่านี้ก็ได้ไหลย้อนไปในยุโรปก่อให้เกิดกระบวนการฟื้นตัวทางศิลปวิทยาการอีกครั้งหนึ่ง
ซีเรีย รับอารยธรรมก้าวหน้าของอาราเมียค ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกรีกอีกทีหนึ่ง อิรักรับอิทธิพลจากเปอร์เซีย มีการแปลตำรับตำราจากภาษาเปอร์เซีย สันสกฤต ซีเรียด และกรีก มาเป็นภาษาอารบิก ฉะนั้น ในระยะเวลาเพียง 30 ปี (นับจากการก่อตั้งกรุงแบกแดด) โลกการขีดเขียนและอ่านของอาหรับนั้น ขยายตัวอย่างมากมาย งานแปลได้แก่งานปรัชญาของอริสโตเติล การวิเคราะห์งานของเปลโต้ งานเขียนของยูคลิด ตำราวิชาการแพทย์ ดาราศาสตร์จากอินเดีย (ตะวันตกเรียกตัวเลขว่าเป็นแบบอารบิก ในขณะที่พวกอาหรับเรียกว่าแบบฮินดี ซึ่งเป็นเลขฐานสิบ)
วิชาความรู้ในภาษาต่าง ๆ นี้ จะได้รับการแปลถ่ายทอดจากภาษากรีกผ่านภาษาที่สอง (เช่นภาษายิว ภาษาซีเรียค ด้วยฝีมือของพวกพระในศาสนาคริสต์นิกายเนสเตอเรียน ซึ่งแพร่หลายกันในซีเรีย ประเทศซึ่งได้รับอิทธิพลกรีกเป็นอย่างมาก) แล้วจึงถ่ายมาอีกทอดหนึ่งเป็นภาษาอารบิก
กาหลิบ อัล- มามูน (ลูกของ ฮารูน อัล-ราชิด) ตั้งบ้านแห่งปัญญา (Bayt al-Hikmah หรือ house of wisdom) ซึ่งเป็นทั้งห้องสมุด สำนักศึกษาและศูนย์การแปล ขึ้นใน พ.ศ. 1373 และราชวงศ์อับบาสิด นี้ก็จะได้สนับสนุนการแปลตลอดมาถึงหนึ่งศตวรรษ
ฉะนั้น ความโอ่อ่าของนครแบกแดดนั้น จึงมิใช่ความโอ่อ่าเพียงแค่ทรัพย์ศฤงคารเท่านั้น หากแต่มีพื้นฐานของปัญญาอันหนักแน่นรองรับอยู่ด้วย
แบกแดดเดินทางผ่านกาลเวลาจากจุดเริ่มต้นซึ่งรุ่งเรืองและมั่งคั่งของราชสำนักมุสลิม ถูกรุกรานด้วยทัพของมงโกล 2 ครั้ง ครั้งแรกโดยทัพสองแสนคนของฮูลากุ (หลานเจงกิสข่าน) เมื่อ พ.ศ. 1801 และครั้งที่สองโดยทาเมอร์เลน ข่านขาเป๋เชื้อสายมงโกลซึ่งมาจากซามาร์คานด์ ใน พ.ศ. 1944 บ้านเมืองถูกปล้นสดมภ์และถูกทำลาย ผู้คนถูกฆ่าจน “สายน้ำเป็นสีเลือด” ที่เหลือก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย แบกแดดสูญเสียฐานะการเป็นศูนย์กลางของการค้า บัสราฮ์เองก็ตกเป็นเมืองเชลยของพวกโปรตุเกสเมื่อฝรั่งชาตินี้สามารถเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาสู่เอเซียได้ในคริสตศตวรรษที่ 16 โบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก - ต่อโบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก จากนั้น อิรักก็กลายเป็นสมรภูมิรบช่วงชิงกันระหว่างราชวงศ์ซาฟาวิด ของอิหร่าน กับออตโตมานเตอร์ก (ตุรกี) อิหร่านต้องการคาร์บาลา และนาจาฟ เพราะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชิอะฮ์ เช่นเดียวกับตน ในขณะที่ตุรกีเกรงการขยายตัวของชิอะฮ์ จึงต้องการควบคุมอิรักให้เป็นรัฐกันชนที่ถือสุนนี่ อิรักกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมานเตอร์กโดยสมบูรณ์ในคริสตศตวรรษที่ 19 และกว่าจะตั้งตัว และปลดแอกเตอร์กได้ ก็เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง พร้อมกับการสูญสลายของอาณาจักรออตโตมาน
พ่อ-ลูกชาวแบกแดด นั่งมองดูแม่น้ำไทกริสช่วงที่ผ่านเมืองแบกแดด ในขณะที่กรรมกรลูกจ้างร้านพรมกำลังซักพรม “เปอร์เซีย” กันอย่างขะมักเขม้น พรมที่สะอาดแล้วถึงนำไปวางพาดกับขอบตลิ่งที่ลาดเทด้วยปูนซีเมนต์ลงไปจนถึงชายน้ำข้างล่าง ที่ชายน้ำมีเรือประทุนติดเครื่องยนต์ขนาดเล็กนับสิบลำ จอดรอท่าผู้คนที่ต้องการข้ามไปฟากข้างโน้น
แบกแดด เป็นเมืองที่แม่น้ำผ่ากลางและเหมือนกรุงเทพฯ ที่เริ่มตั้งเมืองทางฝั่งตะวันตก แล้วจึงขยายข้ามฟากมาทางฝั่งตะวันออกด้วย
ทั้งพ่อ และลูกสาวคู่นั้น รวมทั้งกรรมกรซักพรม ตลอดจนบรรดากรรมกรเรือจ้างขณะนั้น คงจะไม่ทราบเลยว่า อีก 3 ปีต่อมาเม่น้ำสายนี้จะเต็มไปด้วยเลือดอีกครั้ง ด้วยฝีมือของทัพ “ศัตรู” ที่เดินทางไกลมากว่าครึ่งโลก
ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็น และสัมผัสกับแม่น้ำไทกริส ผมวักน้ำขึ้นลูบหน้าขณะนั่งเรือข้ามฟาก เพื่อจะซึมซับถึงความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำสายนี้ แม่น้ำที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเรื่องเล่าของบรรพชนที่สร้างอารยธรรมต่าง ๆ อันเป็นรอยต่อสำคัญของพัฒนาการของมวลมนุษยชาติ
ในแง่หนึ่ง เป็นความรู้สึกที่เหมือนกันกับการได้สัมผัสแม่น้ำไนล์ (อียิปต์) แม่น้ำจอร์แดน (จอร์แดน) แม่น้ำสินธุ (ปากีสถาน) และแม่น้ำโขง
แม่น้ำไนล์ (ยาว 6,695 กิโลเมตร) สร้างอารยธรรมที่เก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย แม่น้ำจอร์แดน (ยาว 320 กิโลเมตร) เกี่ยวพันกับความเป็นมาของชาวยิว(เพราะยาคอบเคยปล้ำสู้กับพระเจ้าที่ตรงแม่น้ำยับบอก กิ่งของแม่น้ำจอร์แดน จนพระเจ้าขนานนามให้ยาคอบใหม่เป็น อิสราเอล ซึ่งแปลว่า “เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า”) ส่วนชาวคริสเตียน ถือว่าพระเยซูได้รับ “การบัพติศมา” จาก จอห์น “ผู้ให้บัพติศมา” ที่แม่น้ำสายนี้
แม่น้ำสินธุ (ยาว 2900 กิโลเมตร) เป็นเส้นทางสัญจรและจาริกของพุทธศาสนิก ตลอดจนสร้างอารยธรรมที่เก่าแก่พอ ๆ อียิปต์ และเมโสโปเตเมีย (เช่นเมืองโมเหน โจดาโร และ ฮารัปปา) แม่น้ำโขง (ยาว 4,200 กิโลเมตร) เป็นแม่น้ำสายที่สำกัญที่สุดของเอเซีย นำวัฒนธรรมการเพาะปลูกข้าวให้แพร่หลายกระจายไปหล่อเลี้ยงอารยธรรมเก่าแก่ต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้
ในอีกแง่หนึ่ง ผมรู้สึกต่อแม่น้ำโขงเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย และใกล้ชิด ในขณะที่แม่น้ำสินธุตอนบนนั้น ดูเชี่ยวกรากเพราะเพิ่งจะผ่านเทือกเขาหิมาลัย และฮินดูกูช ที่ทั้งสูง และชัน คำอธิษฐานของชาวจาริกแสวงบุญเพื่อขอความปรานี พบเห็นเป็นจารึกภาษาโบราณมีอยู่ตามก้อนหินผาริมน้ำเสมอ ๆ
แม่น้ำจอร์แดนนั้น เล็กมากเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ของแม่น้ำสายนี้ ส่วนแม่น้ำไนล์โดยเฉพาะบริเวณแก่งที่ 1 แถวเมืองอัสวาน ดูสงบเยือกเย็น สีของน้ำดูเขียวใสเพราะมีสาหร่ายหางกระรอกเล็ก ๆ พริ้วตัวอยู่ภายใต้ผิวน้ำ ปลานิลขนาดเล็กขยับตัวไปมาหาพืชน้ำกินเป็นอาหาร ความสงบเย็นนี้รับกับกอยี่โถสีสดใสที่มีอย่างดาดดื่นตามริมตลิ่ง เรือใบโบราณกางใบสามเหลี่ยมสีขาวหม่น แล่นกินลมไปอย่างช้า ๆ เป็นภาพที่ตัดกันกับสันทรายสีน้ำตาลที่อยู่ถัดเลยกอยี่โถออกไป ตรงนี้ไง เป็นที่ที่ ซอมเมอร์เซท มอห์ม อกาธา คริสตี้ และนักเขียนอีกหลายคนได้รับแรงบันดาลใจไปสร้างสรรค์เป็นนวนิยายต่าง ๆ ของเขา และเธอ
ส่วนไทกริส และยูเฟรติสตอนที่ผมได้เห็นนั้น ไม่ดูเขียวชอุ่ม และโรแมนติกเหมือนกับแม่น้ำต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วตอนต้นเลย
ผมเดินทางต่อขึ้นไปอีก 125 กิโลเมตร เพื่อจะไปดูหอบัง (miaret) ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของโลก ที่เมืองสมาร์รา
เมืองสมาร์ราเคยเป็นเมืองหลวงทดแทนแบกแดดในระยะเวลาสั้น ๆ ของราชวงศ์บับบาสิด ช่วง พ.ศ. 1379-1435 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ความจริง ความเก่าแก่ของสมาร์รา ถอยหลังกลับไปตั้ง 2,700 ปี เป็นเมืองที่สร้างโดยกษัตริย์ เสนนาชาริบ แห่งอาณาจักรอัสสิเรียน อย่างไรก็ตาม โบราณสถานขนาดใหญ่ซึ่งยังคงพบเห็นโดยทั่วไปบนพื้นที่ 75 ตารางกิโลเมตรนั้น มาจากสมัยกาหลิบองค์แรก ๆ ที่ตั้งกรุงแบกแดด โดยเฉพาะ กาหลิบ อัล-มุตาสิม (พ.ศ. 1377) ซึ่งมีทั้งพระราชวัง โรงทหาร โรงสัตว์เลี้ยง สถานีตำรวจ คุก ตลาดใหญ่ และสุเหร่าใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ต่อเนื่องไปยังอุทยานล่าสัตว์ของกษัตริย์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝังศพของอิหม่าม 2 องค์ คือ อาลี อัล-ฮาดี (ตาย พ.ศ. 1411) และ อัล-ฮัสสัน อัล-อัสการี (ตาย พ.ศ. 1417) บริเวณสุเหร่า อัล-มุตาสิม อีกทั้งตามตำนานอิหม่ามองค์ที่ 12 ซึ่งหายร่างไป (เพื่อจะกลับมาอีกในอนาคต) ก็เกิดขึ้นในบริเวณข้างเคียงกันนี้เอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทั่วไปแล้ว สมาร์รามีชื่อเสียงเพราะหอบัง (minaret) ของสุเหร่า อาบู-ดูลาฟ ซึ่งสูงถึง 55 เมตร และมีบันไดเวียนจากฐานไปถึงยอดด้านนอกของหอบัง ซากของอาคารที่เป็นสุเหร่าจริง ๆ (พ.ศ. 1392) เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาด 400x470 เมตร เหลือแต่เพียงแนวกำแพงที่ได้รับการบูรณะขึ้นในภายหลัง
ครอบครัวชาวอิรักพากันเดินทางมาแสวงบุญแล้วเลยมาปิกนิคกันที่นี่ ใต้ร่มเขาของหอบังขนาดมหึมาแห่งนี้ ในขณะที่เด็ก ๆ และคนหนุ่มสาวพากันวิ่งเล่นไล่ตามกันบนบันไดเวียนจนถึงยอด ด้วยความสนุกสนาน เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เข้ามาทดแทนเสียงของผู้นำขานสวดซึ่งเคยก้องกังวานเรียกให้ผู้คนกระทำการสักการะพระเจ้าเมื่อครั้งในอดีต
การเดินทางโดยรถยนต์ในอิรักนั้น จะว่าสะดวกก็ใช่ เพราะถนนหนทางได้รับการดูแลเอาไว้ดีพอควร รถบัสกลางเก่ากลางใหม่แม้จะประดับด้วยม่านสีแจ๋น และมีกลิ่นอับ ๆ นิดหน่อย แต่ก็เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ บรรยากาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ทำให้เรารู้สึกแตกต่างออกไปจากการเดินทางในเมืองไทย ที่มีต้นไม้อยู่ตามรายทางโดยตลอด ทำให้ตัวเราถูกแบ่งออกจากความกว้างขวางของพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่ การเดินทางทำให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ได้โดยแท้จริงระหว่างทางบางทีเราก็พบเห็นซากของโบราณสถานที่ทำจากอิฐดิบ กร่อนผุพังด้วยความร้อน กระแสลมซึ่งมีฝุ่นทรายละเอียดและกาลเวลาที่เนิ่นนาน บางทีเห็นฝูงอูฐ 10-20 ตัววิ่งตามกันไปตามทางเถื่อน บางครั้งก็เห็นชาวเบดูอิน (เบดูแปลว่าการเดิน) ซึ่งต้อนฝูงแพะและแกะเดินกันไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความระอุของแดด มักมีกระโจมของพวกเขาปักหลักอยู่ในระยะข้างเคียง พวกเขาเดินทางกันเช่นนี้มายาวนานเกือบจะกล่าวได้ว่าก่อนใคร ๆ ในโลก ที่ไหนมีหญ้าให้แพะและแกะและเล็ม พวกเขาก็จะตั้งเต้นท์กระโจมกัน กระโจมที่ทำจากหนังและขนแพะสีดำถูกเปิดให้ลมโกรกผ่านได้ในเวลากลางวัน ขนแพะสีดำนี้มีลาโนลินเคลือบอยู่โดยธรรมชาติ จึงสามารถป้องกันความชื้นและความหนาวเย็นในฤดูหนาวได้ คนเหล่านี้มีอาหารจากผูงปศุสัตว์ของเขา ทั้งเนื้อและนมตลอดจนผืนหนังใช้ทำเครื่องใช้ต่าง ๆ และเครื่องนุ่งห่ม นมใช้ทำเนยและนมเปรี้ยว และเนยเมื่อหมักก็จะได้เป็นเนยแข็ง ซึ่งจะเก็บไว้กินนาน ๆ ได้โดยการบ่ม หรือแช่ในน้ำเกลือ นมเปรี้ยว เนยแข็ง ตลอดจนพรมขนแพะ ขนแกะ รวมทั้งงานฝีมือนานาชนิด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เขาเอาไว้ขายเมื่อเดินทางเฉียดใกล้กับตลาดของชุมชน
อย่างที่เราทราบกันดีว่า แพะเป็นสัตว์ชนิดแรก ๆ ที่มนุษย์นำมาเป็นสัตว์เลี้ยง นอกเหนือไปจากไก่ ซึ่งเรียกกันว่า “นกที่ออกไข่ทุกวัน” ฉะนั้น เวลาที่ผมพบเห็นชาวเบดูอินที่สัญจรผ่านไป ผมมักจะจินตนาการย้อนกลับไปสู่วิถีชีวิตที่เก่าแก่ของมนุษย์เสมอ ๆ
จากสมาร์ราขึ้นเหนือไปอีก 100 กว่ากิโลเมตร เกือบครึ่งทางระหว่างเมืองนี้กับโมซูล เมืองที่สำคัญเป็นลำดับสามของประเทศ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของหัวเมืองทางภาคเหนือ ผมก็จะได้พบกับเมืองฮัตรา ซึ่งมีอายุร่วมกับพุทธกาล
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผมเห็นภาพข่าวทีวีที่ฉายให้เห็นบรรดาข้าวของที่ถูกทำลายในพิพิธภัณฑ์อิรัก ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงแบกแดด หนึ่งในนั้นคือรูปจำหลักหิน ของบุคคลที่เข้าใจว่า จะเป็นจำหลักรูปกษัตริย์ซานาตรุค ที่ 1 (Sanatruq I) ซึ่งเขาเก็บรวบรวมมาจากเมืองฮัตรา เห็นอย่างนั้นแล้วก็ใจหาย
ฮัตราเป็นเมืองโบราณที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 2 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพง 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นกำแพงดิน ยาว 8 กิโลเมตร ชั้นที่สองเป็นอิฐดิบซึ่งปั้นผสมกับฟางหนา 3 เมตร โดยมีฐานเป็นหินสูง 2 เมตร กำแพงชั้นนี้ยาวถึง 6 กิโลเมตร มีหอระวังภัย 163 จุด มีประตู 4 ประตู ถัดออกไปจากกำแพงยังขุดเป็นคูล้อมรอบไว้อีกชั้นหนึ่ง
ฮัตราจึงเป็นทั้งเมืองการค้า และเมืองทางการทหารที่เข้มแข็ง (ขนาดต่อกรกับทัพโรมันมาแล้วก็เคย) ซึ่งควบคุมเส้นทางของกองคาราวานสินค้าทีสำคัญของละแวกนั้น
ลักษณะของฮัตรานั้น คล้ายกับเมืองปาล์มมีราในซีเรีย และเมืองเปตราในจอร์แดน ทั้งในแง่ของการตั้งเมืองอย่างโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าของกองคาราวาน และทั้งเป็นเมืองที่รับเอารูปแบบศิลปะ สถาปัตยกรรมของทั้งปาร์เทียน (เปอร์เซียโบราณ) และทั้งกรีก-โรมัน เสาที่สลักเสลาแบบกรีก เช่น ดอริค ไอโอนิค คอรินเธียน มีจั่วสามเหลี่ยมตั้งหัวเสาแบบกรีก หรือไม่ก็ซุ้มโค้งแบบโรมัน รูปประติมากรรมที่พบจำนวนมาก ก็แต่งตัวกล้ายพวกปาร์เทียน (หญิงนุ่งยาวคลุมลงถึงข้อเท้า คลุมผมด้วยผ้าบาง ส่วนชายใส่เสื้อคอกลมแขนยาวแนบตัว ชายเสื้อยาวเกือบถึงเข่าคลุมทับอยู่บนกางเกงแพนตาลูน “แบบแขก”) ใครที่เคยเห็นปฏิมากรรมของเมืองปาล์มีรา ก็คงจะประหลาดใจที่เหมือนกันยังกับแกะ และอาจไม่ประหลาดใจเลยก็ได้ เพราะ ทั้ง 2 เมืองนี้ และเมืองเปตรานั้น ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าเดียวกันนั่นเอง
เมืองฮัตราถูกทำลายลงอย่างราบคาบ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 784 โดยพวกซัสสานิค ซึ่งเข้าครอบครองเหนือพื้นที่ประเทศอิรัก
จากการขุดค้นหลายครั้ง ทั้งโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมัน และทางการอิรักเอง เราได้ข้าวของโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเครื่องประดับเงิน ทอง ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา และประติมากรรมรูปบุคคล ขุนนาง กษัตริย์ และเทพเจ้า (เมิร์น มาร์ติน และบีรมริน – Mirn, Matin, Birmrin ซึ่งหมายถึงบิดา มารดา และบุตรชาย)
เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจซัดดัม ฮุสเซนได้พอ ๆ กับเข้าใจวิธีคิดของขุนทหารอเมริกัน ที่จะต้องพยายามยึดโมซูลเอาไว้ให้ได้ เพราะโมซูลอยู่ห่างไกลแบกแดดตั้ง 400 กิโลเมตร เป็นเมืองสำคัญเป็นลำดับที่สามของประเทศ แม้จะเป็นเมืองที่ผลิตฝ้ายส่งออกที่สำคัญที่สุด (ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เราเรียกกันว่า ผ้ามัสลิน ก็มาจากชื่อของเมืองนี้แหละ) แต่ที่สำคัญกว่าคือเป็นแหล่งน้ำมันคู่กับเมืองกีรกุก (เช่นเดียวกับแบกแดด และนาสิริยาฮ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันของภาคกลาง และภาคใต้ของประเทศ) เมืองนี้มีประชากรถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก และยังเป็นฐานที่มั่นของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ซึ่งมีหลังอิงกับชนชาวเคิร์ดในตุรกีประเทศเพื่อนบ้านด้วย ก็ชาวเคิร์ดเหล่านี้นี่แหละ ที่เป็นหอกข้างแคร่ซัดดัมเสมอมา พวกอเมริกันถึงพยายาม ใช้ประโยชน์จากหอกข้างแคร่เล่มนี้ ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเองให้มากที่สุด
เมืองโมซูลนี้ มีสุเหร่าที่เชื่อกันว่า เป็นที่ฝังศพของ นบี ยูนูส์ หรือ โยนาห์ คนที่พระเจ้า มอบหมายให้ไปประกาศให้ชาวเมืองนิเนเวห์เลิกทำชั่ว แต่ท่านกลับหนีพระเจ้าไปลงทะเล เลยถูกชาวเรือโยนน้ำ แล้วปลาใหญ่มากลืนท่านเข้าไปในท้อง และสำรอกท่านที่ชายฝั่งทะเล เพื่อให้ท่านทำตามบัญชาของพระเจ้า ตำนานว่า ท่านมาทำตามบัญชา แล้วเลยอาศัยอยู่นอกเมืองนิเนเวห์ทางทิศตะวันออก ก็นี่แหละที่ชาวเมืองว่าท่านมาตายที่โมซูลนี้
โมซูลเป็นเมืองเก่าแก่ย้อนกลับไปถึงสมัยของพวกอัสสิเรียน ก่อนจะมาเป็นเมืองการค้ากองคาราวาน ม้า – ลา- อูฐต่างในสมัยอับบาสิค เพราะคุมเส้นทางการค้าระหว่างอินเดีย เปอร์เซีย กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของโมซูลปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์ เนื่องจากโมซูลเป็นเมืองที่พร้อมที่สุดในละแวกของเมืองโบราณที่สำคัญ คือ เมืองอัสสูร์ นิเนเวห์ และนิมรุด ซึ่งเคยป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัสสิเรียน เรียงกันตามลำดับเวลา
บรรดาข้าวของที่เก็บมาจากเมืองโบราณทั้งสาม (และฮัตราด้วย) ส่วนหนึ่งจึงจัดแสดงที่เมืองนี้ ที่เหลือกระจายอยู่ทั้งที่แบกแดด ลูฟวร์ (ฝรั่งเศส) บริติชมิวเซียม (อังกฤษ) นิวยอร์ค และเพนซิลวาเนีย (สหรัฐอเมริกา)
โบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม ๆ ก็อย่างเช่น ทวารบาลซึ่งเป็นสัตว์ผสมระหว่างวัว นกอินทรี และมนุษย์ (แข็งแรงดุจวัว บินได้ดุจนกอินทรี และมีปัญญาดุจมนุษย์) ขนาดมหึมา ทวารบาลสัตว์ผสมชนิดนี้ ส่งอิทธิพลไปยังเปอร์เซียด้วย ฉะนั้น ท่านที่เคยไปเมืองโบราณชื่อ เปอร์เซโพลิส ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ก็คงจะจำได้ว่ามีทวารบาลชนิดนี้ขนาดมหึมาอยู่หลายตัวด้วยกัน ที่พิพิธภัณฑ์นี้ก็มีอยู่ 2 ตัว ที่เมืองโบราณนิเนเวห์อีกสี่ตัว อยู่ทีบริติชมิวเซียมมี 1 หรือ 2 ตัว ไม่แน่ใจว่ามีที่ลูฟวร์ด้วยหรือไม่
นอกไปจากนี้ ก็มีพวกภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ทั้งเขียนลาย ปั้นนูน และเรียบ ๆ ขนาดต่าง ๆ กัน มีจำหลักที่งดงามเป็นทัพอัสสิเรียนซึ่งยกทัพไปตีเมืองต่าง ๆ ของศัตรู (จากลายจำหลักทำให้เราเรียนรู้ว่า ทัพของอัสสิเรียนโบราณมีอาวุธนำสมัยมากมาย เช่น ธนู โล่ชนิดกลม คานงัดดีดก้อนหิน ป้อมปราการที่เคลื่อนที่ได้ และรถม้า เทียบกับปัจจุบันก็เห็นจะเป็นการเทียบสรรพาวุธของอเมริกัน กับของอิรักในศึกคราวนี้นี่แหละ)
โบราณวัตถุจากฮัตราที่งาม ๆ ก็มีมาก เช่น เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ รูปจำหลักพระอาทิตย์ และภาพ “ตรินิตี้” ครอบครัวของเทพที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามของชาวอัสสิเรียนโบราณ
นอกไปจากพิพิธภัณฑ์ที่โมซูลแล้ว ที่เมืองนิมรุดเองก็ยังจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอยู่ ณ สถานที่จริงอีกด้วย ตัวเขตพิพิธภัณฑ์ก็คือบริเวณวังของพระเจ้าอาสูร์นาสิปาลที่ 2 ซึ่งมีทั้งทวารบาลที่ปากทางเข้าสี่ตัว มีศิลาจารึกของพระองค์ซึ่งอยู่ในสภาพดีมาก ๆ ท้องพระโรงของพระองค์ไม่ใหญ่โตแบบที่บาบิลอน แต่บางส่วนของท้องพระโรงยังเห็นภาพจิตรกรรมเขียนสี ลายปูนปั้นประดับขอบล่างของกำแพง ลายจำหลักเทวดาหัวเหยี่ยวมีปีก 4 ปีก มือถือกระเป๋าตะกร้า อีกมือกกำลังยื่นวัตถุซึ่งดูคล้ายกับดอกสน จารึกนอกจากจะเป็นแผ่นศิลาแล้ว บนอิฐทั้งบนกำพงและทางเดินก็มีจารึกอักษรคูนิฟอร์มอยู่ด้วย ในบริเวณพระราชวังนี้ ที่มีการขุดค้นหลุมพระศพของพระราชินีเล้วพบเครื่องทรงหลายรายการ โดยเฉพาะที่เป็นดอกไม้ทองประดับพระเศียรและสร้อยทองคล้องพระศอ
ส่วนที่เมืองนิเนเวห์นั้น แม้จะไม่เหลืออะไรให้ดูมากนัก แต่แนวกำแพงล้อมเมืองที่ได้รับการบูรณะใหม่บนโครงสร้างเดิม ซึ่งมีความยาวถึง 12 กิโลเมตร มีประตูเมืองถึง 15 ประตู ซึ่งทำให้เราเห็นภาพความยิ่งใหญ่ของเมือง สมกับที่โยนาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิล (ส่วนพันธสัญญาเดิม) ระบุว่า “….เป็นนครใหญ่โตมากทีเดียว ถ้าจะดินข้ามเมืองก็กินเวลาสามวัน…”
นิเนเวห์ มหานครหลวงแห่งอาณาจักรอัสสิเรียน ถูกทัพของบาบิโลเนียนและของพวกมีเดียนปล้นสดมภ์เผาทำลายเมืองทิ้งไป หากนับมาถึงศึกคราวนี้ ที่นำโดยอเมริกัน และอังกฤษ ก็ 2615 ปีพอดีอัสสิเรียน จมหายไปกับกาลเวลา ทั้งเปอร์เซีย และกรีก ทะยอยกันเข้ามาครอบครอง กว่าจะก่อตัวขึ้นมาเป็นอาหรับ นับถืออิสลามก็อีก 1246 ปีหลังศึกคราวนี้ล่ะ จะใช้เวลาอีกนานสักเท่าไร
หนังสือประกอบการค้นคว้า 1. Chris Scarre, Timelines of the Ancient World (Dorling Kindersley Limited, London 1993) 2. Dr. Faraj Basmachi, Treasures of the Iraq Museum (Ministry of Information, Baghdad, 1975-1976) 3. Dr. Anne Millard, The Atlas of Ancient Worlds (Dorling Kidersley Limited, London, 1994) 4. Henri Stierlin, Taschen’s World Architeture: ISLAM vol. 1 Early Architecture from Baghdad to Cordoba (Benedict Taschen Verlag GmbH, Koln, 1996) 5. Philip K. Hitti, Histroy of the Arabs (10th edition) (The MacMillan Press Ltd., London, 1993) 6. N.J. Dawood, Tales from the Thousand and One Nights (Penguin Books, Wngland, 1973) 7. Microsoft Encarta 1999 10. www.si.edu 12. www.wsu.edu 13. www.dur.ac.uk 14. www.achilles.net 15. www.arab.net หากบุช-แบลร์ และซัดดัมเจ๊งไป ก็ขอให้โบราณสถานยังอยู่ยั้งหากบุช-แบลร์ และซัดดัมเจ๊งไป ก็ขอให้โบราณสถานยังอยู่ยั้ง ทรงยศ แววหงษ์ บทความนี้เขียนเมื่อเมษายน 2546 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นวันที่ 13 ของการถล่มอิรัคโดย บุช-แบลร์ ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะเข้าไปปลดปล่อยชาวอิรัคจากระบอบซัดดัม และจากวันนี้ไปอีก 13 วัน ก็จะครบ 3 ปีที่ผมได้เดินทางไปเยือนอิรัค
ใช่แล้วครับ ผมไปฉลองสงกรานต์ที่อิรัคเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
ขณะที่ผมดูทีวีข่าวการถล่มเมืองต่าง ๆ ของอิรัค ความคิดของผมย้อนกลับไปถึงชาวอิรัคหลาย ๆ คนที่ผมได้เคยพบเคยเจอ นับตั้งแต่เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าเมืองคาร์บาล่า พ่อกับลูกสาวตัวน้อยที่ริมแม่น้ำไทกริสตอนเมืองแบกแดด ชายแก่ผู้อารีเจ้าของบ้านต้นกกที่เมืองอูร์ใกล้ ๆ กับเมืองนัสสิริยาห์ เจ้าของร้านอาหารอร่อยที่เมืองสมาร์ร่า อาจารย์นักโบราณคดีสูงอายุที่นำเราไปชมแหล่งขุดค้นที่เป็นผลงานของท่านที่เมืองนิมรุด ใกล้ ๆ กับเมืองโมซุล
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อัทธยาศรัยที่โอบอ้อมอารีเหล่านั้น ทะยอยผุดขึ้นมาในมโนภาพของผมอย่างต่อเนื่อง
บัดนี้ คนเหล่านั้นยังจะอยู่ดีหรือเจ้าของร้านขายขนมหวานอร่อยที่สุดในเมืองแบกแดดซึ่งเคยขายของมือเป็นระวิง คงต้องปิดกิจการไปโดยอาจจะเป็นการถาวร พ่อกับลูกสาวตัวน้อยคงต้องวิ่งหนีตายจากภัยระเบิดที่ถล่มแบกแดดอยู่ทุก ๆ วัน เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าอาจกลายเป็นทหารตัวน้อยที่ถือปืนรบกับคอหนังอังกฤษ-อเมริกันที่มีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดของโลก อาจารย์นักโบราณคดีคงจะต้องหยุดการขุดค้นของท่านเพราะระเบิดมหาประลัยสร้างหลุมระเบิดมากมายทั่วประเทศ แหล่งโบราณสถานเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาตั้งแต่แปดพันปีที่แล้ว ต่อเนื่องลงมาถึงอารยธรรมเก่าแก่ของดินแดนเมโสโปเตเมีย เช่น ซูเมอเรียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาร์เทียนปนกรีก –โรมัน ตลอดจนอิสลามระยะแรก ฯลฯ ซึ่งมีอยู่มากมายกระจายกันทั่วประเทศ คงจะถูกถล่มย่อยยับลงไป ไม่มากก็น้อย
แม้ระบอบบุช-แบลร์จะกล่าวอ้าง (หากถูกถาม) ว่าพยายามหลีกเลี่ยงต่อโบราณสถานเหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าสถานที่โบราณทั้งหลายนี้ กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีจำนวนมากที่อยู่ใกล้กับเมืองที่กำลังถูกถล่มอยู่ขณะนี้ อีกทั้งโบราณสถานเหล่านี้ จำนวนมากก่อสร้างขึ้นจากอิฐดิบซึ่งเปราะบางเป็นอย่างมากต่อแรงสั่นสะเทือนทุกชนิด มิพักต้องพูดถึงว่าแรงสั่นสะเทือนในคราวนี้เกิดจากระเบิดสมัยใหม่ที่มีอานุภาพอย่างรุนแรงที่สุดของโลก
ในสมัยโบราณ ดินแดนของประเทศอิรัคเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่เราเรียกกันว่า เมโสโปเตเมีย ซึ่งจริง ๆ แล้วครอบคลุมไปจนถึงทางตะวันออกของซีเรียด้วย
เมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีก มีที่มาจากคำว่า เมโสส (mesos) ซึ่งแปลว่า “ระหว่าง” ในขณะที่โปเตเมียมาจากคำว่า โปเตโมส (potamos) ซึ่งแปลว่า “น้ำ” หรือ “แม่น้ำ” [ฮิปโปโปเตมัส ก็มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกัน ฮิปโปแปลว่า ม้า ฉะนั้น ฮิปโปโปเตมัสจึงแปลว่า ม้าน้ำ ไม่ใช่ช้างน้ำ อย่างที่ใช้กันในภาษาไทย]
บริเวณพื้นที่เมโสโปเตเมียจึงหมายถึงพื้นที่ระหว่าง 2 แม่น้ำ ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 400 กิโลเมตรตลอดสายน้ำ แม่น้ำทั้งสองนี้ไหลมาจากที่ราบสูงในประเทศตุรกี
แม่น้ำไทกริส ยาว 2,700 กิโลเมตร ไหลผ่านทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอิรัค ตอนบนของลำน้ำไหลเซาะลึกลงไปกลายเป็นหุบในแถบเทือกเขาซากรอสซึ่งเป็นพรมแดนร่วมกันกับประเทศอิหร่าน แม่น้ำนี้พัดจัดรุนแรง และยากแก่การเดินเรือ คนโบราณจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า “กระแสน้ำที่ไหลรวดเร็วดุจดังลูกธนู” (idiglat ในภาษาอัคคาเดียน และ idigna ในภาษาสุเมเรียน อันเป็นที่มาของคำว่า tigris ในภาษากรีก)
ส่วนแม่น้ำยูเฟรตีสนั้นยาว 1,900 กิโลเมตร ไหลขนานไปทางใต้ของแม่น้ำไทกริส เป็นแม่น้ำที่ไหลช้ากว่า ตลิ่งเตี้ยกว่า จึงเหมาะแก่การสัญจรและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด (โดยเฉพาะข้าวสาลี และบาร์เลย์ ซึ่งเริ่มเพาะปลูกที่นี่เป็นครั้งแรกในโลก)
โดยธรรมชาติที่แม่น้ำทั้งสองนี้จะมีปริมาณท่วมท้นในฤดูน้ำหลาก (ช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นพฤษภาคม ซึ่งก็คือช่วงเดือนนี้นี่เอง!) อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะจากต้นน้ำในที่ราบสูงตุรกี ซึ่งระยะเวลาช่วงนี้ของปีนั้น เป็นช่วงที่เลยระยะเริ่มต้นของวงจรของพืชนานาชนิดไปแล้ว ฉะนั้น เพื่อที่จะให้การเพาะปลูกได้ผล การควบคุมปริมาณน้ำเพื่อให้มีอย่างเพียงพอก่อนฤดูน้ำหลาก และให้ไม่ท่วมไร่นาเมื่อน้ำได้หลากมาถึง จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเกษตรกรรมของบริเวณนี้ จากการศึกษาทางโบราณคดีเราจึงจะได้พบว่า ระบบการชลประทานแรก ๆ ของมนุษย์โดยการสร้างฝาย เขื่อนดินขนาดเล็ก และการขุดคู คลอง จึงได้พัฒนาขึ้นที่นี่
[เทียบกับแม่น้ำไนล์แล้ว แม่น้ำไนล์ไหลจากทิศใต้ไปเหนือ จากตอนกลางของทวีปอาฟริกาไปลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ประเทศอียิปต์ ฤดูน้ำหลากของไนล์คือช่วงเดือนกันยายน ถึงตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินจึงได้ถูกน้ำพัดพามาบำรุงดินมาตั้งแต่ปลายปี เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกในเดือนมีนาคม ปริมาณของน้ำกับความอุดมของดิน จึงสอดรับกับวงจรการเพาะปลูกพอดี]
แม่น้ำไทกริส ยูเฟรตีสไหลมาบรรจบพบกันเป็นแม่น้ำสายเดียวที่เราเรียกว่า ชัตต์ อัล-อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไป บริเวณตอนใต้ของประเทศซึ่งเป็นปลายน้ำนี้ จึงเกิดเป็นเขตพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีป่ากกขึ้นมากมายและเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญทางใต้ เช่น บาซราห์ และถัดขึ้นไปทางเหนือคือเมืองอูร์ (เป็นเมืองโบราณ) กับเมืองนัสสิริยาห์
บน 2 ฟากฝั่งแม่น้ำทั้งสองนี้ มีทั้งเมืองโบราณและเมืองสำคัญในปัจจุบันเป็นจำนวนมากมายตั้งอยู่ (จากเหนือลงใต้) เช่น นิมรุด นิเนเวห์ โมซุล สามาร์ร่า แบกแดด ซเตสิฟอน บาบิลอน คาร์บาลา นาจาฟ นัสสิริยาห์ อูร์ และบาซราห์ เป็นต้น
ผมจะลองไล่เรียงกล่าวถึงโบราณสถานของแต่ละเมืองว่ามีอะไรบ้าง โดยเกาะติดตามลำน้ำไทกริส และยูเฟรตีส เริ่มจากกรุงแบกแดดขึ้นไปทางเหนือ แล้วจึงวกจากแบกแดดลงไปทางใต้
แบกแดด (Bagdad)ตั้งอยู่บนแม่น้ำไทกริส มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน ปัจจุบันการจะเดินทางเข้าถึงได้ก็โดยทางรถยนต์เท่านั้น โดยเริ่มจากกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดนเป็นระยะทาง 812 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทาง 15 ถึง 18 ชั่วโมง) เดินทางข้ามทะเลทรายนูฟูดทางตอนเหนือ
แบกแดดเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 762 (พ.ศ. 1305) โดยกาหลิบจาฟาร์-อัล-มันซูร์ (Ja’fa al-Mansur) ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริส แล้วจึงขยายข้ามฟากมาด้านฝั่งตะวันออก แบบเดียวกับเมืองกรุงเทพฯของเรา (ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2325 หรือ 1782 หลังคริสตกาล)
แบกแดด เจริญรุ่งเรืองทางการค้า ศิลปะ และศาสตร์ทุกแขนง คู่ขนานไปกับเมืองบาซราห์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ปลายน้ำอันเป็นเมืองท่าต่อลงไปยังอ่าวเปอร์เซีย ความรุ่งเรืองสุดยอดของแบกแดดนั้นอยู่ในสมัยของกาหลิบ อัล-มามูน และกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid) ผู้ลูก ใครที่เคยอ่านนิยาย พันกับหนึ่งราตรี หรือ นิทานอาหรับราตรี (One Thousand and One Nights หรือ Arabian Nights หรือ The Nights) คงจะจำได้ว่า มีการกล่าวอ้างถึงความโอ่อ่า รุ่งเรืองของแบกแดดในปลายคริสตศตวรรษที่ 8 นี้
ตลอดระยะเวลา 496 ปี มีการสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญ ๆ เช่น พระราชวังของราชวงศ์ อับบาสิค (ค.ศ.1179/พ.ศ.1722) โรงเรียนสอนศาสนา อัล-มุสตาน สิริยาห์ ที่โอ่อ่า (ค.ศ.1232/พ.ศ.1775) และสุเหร่างามชื่อ มิรจาน (ค.ศ.1358/พ.ศ.1901) ความรุ่งเรืองของเมืองเสื่อมถอยลงเพราะถูกโจมตีโดยฮูลากุ หลานของเจงกิสข่าน ใน ค.ศ. 1258/พ.ศ. 1801 (ตรงกับสมัยสุโขทัย)
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน(ก่อนการถล่มแบกแดดคราวนี้)
ซเตซิฟอน (Ctesiphon)ตั้งอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดลงไปทางตอนใต้ 30 กิโลเมตร เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรปาร์เทียน ( 200 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2203 ปีมาแล้ว) และตั้งอยู่กึ่งกลางของเส้นทางสายไหมระหว่างจีน กับกรุงโรมพอดี ต่อมาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซัสซานิค อีก (ค.ศ.226/พ.ศ.769) ปัจจุบันมีอาคารหลงเหลือจากสมัยซัสซานิคเป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดมหึมา ไม่มีเสายันเพดานเลยเพราะมีอาร์คโค้งสูงถึง 29 เมตรเป็นตัวเพดาน อาคารทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐเผา และอาจเคยประดับประดาด้วยเครื่องเคลือบต่าง ๆ
บาบิลอน (Babylon) เป็นเมืองใต้แบกแดดไป 120 กม. แต่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรตีส ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบาบิลอน (1894 ก่อนคริสตกาล หรือ 3897 ปีมาแล้ว) ผลผลิตของอาณาจักรบาบิลอนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันคือ ระบบกฎหมายแรกของโลกที่เกิดขึ้นในสมัยของกษัตริย์ ฮัมมูราบี วลีที่เราพูดว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งหมายถึงบทลงโทษอาญาต่อการกระทำผิด (และยังเป็นพื้นฐานของกฎหมายบางด้านในปัจจุบัน) ก็คือส่วนหนึ่งของกฎหมายที่มาจากสมัยนี้
ส่วนวัตถุที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันในเมืองบาบิลอนนี้ คือทรากฐานของสวนลอยแห่งกรุงบาบิลอนซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดของโลกสมัยโบราณ และปฏิมากรรมสิงห์แห่งบาบิลอนซึ่งจำหลักขึ้นจากหินแกรนิต
ตัวเมืองบาบิลอนสร้างจากอิฐเผาขนาดมหึมา พร้อมบางส่วนของประตูชัยแรกของโลกซึ่งบูชาเทพี อิชตาห์ พร้อมจำหลักเทพอะดัด (วัว) เทพมาร์ดุก (งูผสมเหยี่ยว และ สิงห์) และเทพีอิชตาห์ (สิงโต) ประตูชัยนี้ถูกปล้นสดมภ์ และขนย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน กรุงเบอร์ลิน โดยนักขุดค้นชาวเยอรมัน ประตูชัยอิชตาห์นี้เก่าแก่กว่า และอาจเป็นแม่แบบประตูชัยทั้งสามในกรุงโรม (รุ่นโรมัน) ส่งอิทธิพลลงไปที่ประตูชัยปารีส และประตูชัยอื่น ๆ ในยุโรป ตลอดมาจนถึงที่กรุงเวียงจันทน์ เขตเมืองเก่าบาบิลอนนี้ยังมีทรากของปิรามิดโบราณที่เรียกว่า ซิกกูรัต บูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ซึ่งปิรามิดนี้ สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของความคิดเรื่องหอบาเบล ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลส่วนเก่าด้วย
คาร์บาลา และนาจาฟ (Karbala และ Najaf)มีประชากรสองแสนเก้า และสามแสนคน ตามลำดับ เป็นเมืองอยู่ถัดกันไม่ไกลจากเมืองบาบิลอน ซึ่งกำลังถูกปิดล้อมโดยกองทัพอเมริกัน-อังกฤษอยู่ขณะนี้
บริเวณนี้ เคยเป็นสมรภูมิรบที่สำคัญของมุสลิม 2 เผ่า ซึ่งช่วงชิงการนำกันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระนบี มะหะหมัด สายหนึ่งอยู่ที่กรุงดามัสคัส (ซีเรียปัจจุบัน) ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นหลานของพระมะหะหมัด ชื่อฮุสเซน
ฮุสเซนถูกล้อมด้วยทัพของศัตรูที่มีจำนวนมากมายมหาศาล (แบบที่ทัพอเมริกัน-อังกฤษ กำลังปิดล้อมอยู่นี้) และเสียหัวให้กับศัตรูในท้ายสุด แต่ชื่อและวีรกรรมของท่านมีชีวิตอยู่มาจนปัจจุบัน ผู้นับถือท่านตั้งเป็นนิกายสำคัญของศาสนาอิสลามคือ นิกายชิอะห์ ชื่อของท่านกลายเป็นที่นิยมโดยทั่วไปของอิสลามิกชาย
ในเมืองคาร์บาลา มีสุเหร่าอุทิศให้ท่านฮุสเซน (Husayn ibn Ali ซึ่งแปลว่า ฮุสเซนผู้เป็นบุตรชายของอาลี) ส่วนในเมืองนาจาฟเอง มีสุเหร่า(และหลุมศพ)ของท่านอาลี (บุตรเขยของพระมะหะหมัด)
เมืองทั้งสองจึงเป็นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของอิสลามิกนิกายชิอะห์ และเป็นเมืองต้นทางของการจาริกแสวงบุญไปยังนครศักดิ์สิทธิ์เมกกะ ซึ่งอยู่ในซาอุดิอารเบีย
อูร์ (Ur)เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรตีสตอนปลาย เลยต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงเมืองนัสสิริยาห์ ซึ่งกำลังถูกระดมโจมตีอย่างหนักจากทัพอเมริกัน-อังกฤษ
ที่เมืองอูร์ นี้ มีแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีใหญ่อยู่มาก และเป็นแหล่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ และของโลก (6000 ปี)
แหล่งขุดค้นเก่าแก่อายุ 4603 ปี (2600 ปีก่อนคริสตกาล) ขุดโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ฉะนั้น ของส่วนหนึ่งจึงถูกเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์เพนนซิลวาเนีย และนิวยอร์ค
ชนใน 3 ศาสนา คือ ยูดาย คริสต์ และอิสลาม เชื่อว่าบรรพชนที่ชื่ออับราฮัม (อิบรอฮิม) เป็นคนเกิดเมืองนี้ ท่านอพยพเดินทางไกลไปตามเส้นทางของดินอุดมรูปเสี้ยวจันทร์ (fertile crescent) และบรรพชนรุนต่อมาคือโมเสสจะได้นำพาลูกหลานชาวยิว อพยพออกจากอียิปต์ไปหาดินแดนตามพันธสัญญา (แน่นอน ข้อความตอนนี้พวกยิวและคริสต์เน้นหนักหนา) ซึ่งจบลงที่เมืองเจริโก (ในจอร์แดนปัจจุบัน) ในบรรพชนรุ่นต่อจากโมเสส คือโจชัว ดินแดนอุดมซึ่งมีทั้งนม และน้ำผึ้ง (milk and honey)
อับราฮัม เป็นบิดาของอิชมาเอล ต้นสายของพวกอาหรับ และยังเป็นบิดาของไอแซค ต้นสายของพวกยิวด้วย
ฉะนั้น ทรากเมืองโบราณอิฐของที่นี่ จึงถูกเรียกกันว่า “บ้านของอับราฮัม” และเชื่อถือกันในหมู่คนพื้นถิ่น
ในเมืองนี้ยังมีซิกกูรัคบูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ขนาดมหึมา (เคยสูงถึง 30 เมตร หรือเท่ากับตึกประมาณ 10 ชั้น) ปัจจุบันเหลือประมาณ 2 ใน 3 และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียิ่ง เพราะนี่คืออดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรซูเมอเรี่ยน (3100 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 5102 ปีที่แล้ว)
ซามาร์รา (Samarra)เมื่อเราวกกลับมายังกรุงแบกแดด แล้วเลยขึ้นไปทางทิศเหนือบนฝั่งแม่น้ำไทกริสอีก 120 กม. ก็จะถึงเมืองเมืองนี้
ในเมืองมีเขตโบราณสถานพื้นที่ขนาด 57 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้เพราะตรงนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อับบาสิค (ค.ศ.836-92/พ.ศ. 1379-1435) เมื่อย้ายเมืองหลวงจากแบกแดดขึ้นมาที่นี่
ทรากอาคารสุเหร่ารวมทั้งป้อมปราการ ที่พักกองคาราวานสินค้า และโรงเรียนสอนศาสนาขนาดมหึมา (400 x 470 เมตร) ที่ได้รับการบูรณะไว้อย่างดี เป็นพยานของความยิ่งใหญ่ในอดีต
ส่วนหนึ่งของสุเหร่า อาบู ดูลาฟ ที่ได้รับการบูรณะไว้ดียอดเยี่ยมคือ หอสูง (55 เมตร) หรือหอบัง (มีนาเรต) ซึ่งมีบันไดเวียนอยู่ภายนอกของหอจากฐานจนถึงยอดสุด
สุเหร่านี้อายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1200 ปี !
โมซุล (Mosul)เป็นเมืองที่อยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือต่อไปอีก 280 กม. บนน้ำสายเดียวกัน เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีประชากรประมาณล้านเศษ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่กำลังถูกโจมตีลงมาจากด้านเหนือของประเทศ
โมซุล เคยรุ่งเรืองในฐานะที่อยู่บนเส้นทางสายไหม และเป็นเมืองที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางนี้หากนับจากเมืองจีนจนถึงกรุงโรม เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องผ้าฝ้าย (แม้ในปัจจุบัน) ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เราเรียกว่าผ้ามัสลินก็เรียกกันตามชื่อเมืองนี้เอง
ร่องรอยของความรุ่งเรืองของโมซุลในอดีตอันไกลโพ้นอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ (ปัจจุบัน) คือ ฮัตรา ซึ่งอยู่ระหว่างโมซุล กับกีรกุก และกำลังถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน เพราะบริเวณแถบนี้อุดมไปด้วยน้ำมัน
ฮัตรา เป็นเมืองโบราณที่โอ่อ่า และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียอดเยี่ยม รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมระหว่างปาร์เทียน-กรีก และโรมัน เช่นเดียวกับปาล์มีร่า (ในซีเรีย) และเปตรา (ในจอร์แดน) เพราะอยู่บนเส้นทางการค้าเดียวกัน
นิเนเวห์ และนิมรุด (Nineveh และ Nimrud)อาจถือได้ว่าเป็นเมืองบริวารของโมซุล เพราะมีระยะห่างกันภายในรัศมี 40 กม.เท่านั้น
เมืองนิมรุต เป็นเมืองหลวงที่สอง (ถัดจากเมืองอัสซูร์ ซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน) ของอาณาจักรอัสสิเรียน ซึ่งมีอายุเกือบ 3000 ปีแล้ว ที่เมืองนี้มีทรากเมืองโบราณเป็นตัวพระราชวังของกษัตริย์อาชูร์นาสิปาลที่ 2 (2882 ปีที่แล้ว) ปากทางเข้าท้องพระโรงและของเมืองมีทวารบาลรูปโคมีปีกเหยี่ยว หัวเป็นคน (แข็งแรงดุจโค ปัญญาดุจมนุษย์ และเคลื่อนไหวในอากาศได้ดุจเหยี่ยว)เฝ้าปากทางอยู่ นักขุดค้นชาวอังกฤษ ได้ขนย้าย 1 หรือ 2 ตัวไปที่อังกฤษ ปัจจุบันอยู่ที่บริติชมิวเซียมในกรุงลอนดอน ส่วนเครื่องทองอัญมณี เครื่องใช้ประดับหลุมพระศพของพระราชินี อยู่ที่กรุงนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยเพนนซิลวาเนีย ในสหรัฐอเมริกา
ส่วนเมืองนิเนเวห์นั้น เป็นเมืองหลวงรุ่นที่สามถัดจากนิมรุด (อายุ 2707 ปี) เป็นเมืองที่มีแนวกำแพงล้อมรอบยาวถึง 12 กิโลเมตร มีประตูเมืองถึง 15 ประตูสมกับเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอดีตกาล เราพบข้าวของมากมาย โดยเฉพาะอักษรลิ่ม (คูนิฟอร์ม = cunie แปลว่าลิ่ม เพราะอักขระที่จารึกนั้น เกิดจากการกดประทับรอยลงบนแผ่นดินเหนียวดิบด้วยเครื่องมือคล้ายแท่งดินสอ แต่มีเหลี่ยมสามด้าน รอยประทับจึงลึกลงไปเป็นรูปลิ่ม) เราพบจารึกเช่นนี้ถึงกว่า 20,000 ชิ้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกทางการค้า แต่ก็ทำให้เราทราบเรื่องราวต่าง ๆ ของคนในรุ่นนั้นได้
ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงข้างต้นนี้ เป็นเพียงบางส่วนของโบราณสถานทั้งของอดีตอันไกลโพ้น และของประวัติศาสตร์ที่มีอายุหนึ่งพันปีเป็นอย่างน้อยทั้งสิ้น สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เปราะบางอย่างที่สุดต่อการรุกรานของมนุษย์ ทั้งในแง่ของการปล้นสดมภ์ และอาวุธนานาชนิดที่ถล่มใส่กันยามสงคราม เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ประกอบกันขึ้นด้วยอิฐ (ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผา) ซึ่งมีอายุเป็นพัน ๆ ปี อีกทั้งยังตั้งใกล้เคียงกับเมืองทั้งหลายที่ถูกชนป่าเถื่อนรุ่นใหม่กำลังระดมโจมตีอยู่อย่างหนัก
เราคงจะทำได้อย่างเดียวก็คือ หวังว่าปาฏิหารย์จะได้ปกปักษ์รักษาสสสิ่งเหล่านี้ให้อยู่รอดเหมือนอย่างที่อยู่รอดมาได้เป็นนับพัน ๆ ปี จนถึงปัจจุบัน เที่ยวกลางสนามรบอิรักเที่ยวกลางสนามรบอิรัก ทรงยศ แววหงษ์ บทความนี้เขียนเมื่อเมษายน 2546 ตีพิมพ์ในนิตยสาร MARS
ผมย่ำเท้าไปบนทรายปนเกล็ดดินด้วยสำนึกว่า กำลังเดินอยู่บนที่ตั้งถิ่นฐานของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่นี่เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งของอารยธรรมสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมียอายุเกือบ 5 พันปีที่แล้ว
รอยเท้าที่ย่ำไปบนทราย บางทีเกิดเป็นรอยเท้าที่ชุ่มน้ำ เดินต่อไปก็ได้พบตาน้ำขนาดปลายนิ้วก้อยซึ่งปุดเป็นฟองน้ำขนาดเล็ก แล้วกลายเป็นทางน้ำขนาดจิ๋วต่อสู้กับอากาศที่แห้งแล้ง และแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรง ข้างล่างลงไปเป็นสายธารน้ำไทกริสไปจนจรดกับแม่น้ำยูเฟรติสที่รวมเป็นแม่น้ำสายเดียวที่เรียกว่า ชัตต์อัล-อาหรับ ก่อนไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย
อิรักที่ผมรู้จักเมื่อสามปีที่แล้วให้ความทรงจำงดงาม เมื่อผมพร้อมกับเพื่อนเดินทาง 18 ชีวิตได้มีโอกาสได้รับเชิญในฐานะนักวิชาการจากบริษัท ท่องโลกศิลปและวัฒนธรรมให้เดินทางไปแหล่งอารยธรรมโบราณในประเทศอิรัก เป็นความรู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าโลกของชาวอาหรับเป็นมิติลี้ลับ ที่คนทั่วไปรู้จักน้อยมากๆแต่สร้างแรงบันดาลใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติ
เราใช้เวลาหกชั่วโมงบินข้ามฟ้าจากกรุงเทพไปสู่กรุงอัมมาน เมืองหลวงของประเทศจอร์แดน เพราะอิรักขณะนั้นอยู่ใน No Fly Zone เช้าวันต่อมาจึงเดินทาง 15-18 ชั่วโมงข้ามทะเลทรายนูฟูดที่ร้อนระอุเป็นระยะทางไกล 812 กิโลเมตรด้วยรถโค้ชสู่กรุงแบกแดด ซึ่งเป็นนครหลวงและจุดศูนย์กลางของการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ประเทศอิรักของคณะเรา
เราเริ่มต้นที่แบกแดด เพื่อเป็นจุดเชื่อมไปสู่เมืองต่างๆจากใต้ขึ้นเหนือ ได้แก่เมืองบาสราฮ์-อูร์-นาสิริยาห์-นาจาฟ-ฮิลลาส์-คาร์บาลา-บาบิโลน-ซเชติฟอน-สามาร์รา-ติกริต-กรีกุก-นิดรุส-นินเวห์และสุดท้ายที่เมืองโมซูล
เมืองต่างๆเหล่านี้ เป็นชื่อเมืองสำคัญๆของอิรักตามลำน้ำไทกริสและยูเฟรติสที่ผมไปเยี่ยมชมโบราณสถานและเก็บไว้ในรูปความทรงจำที่เป็นรูปถ่ายจำนวนมาก แม้จะมีข้อห้ามถ่ายภาพสถานที่ราชการและห้ามถ่ายสุภาพสตรีชาวอิรักโดยไม่ได้รับการยินยอม แต่ชาวอิรักที่ผมพบขณะนั้นต่างชื่นชอบการถ่ายภาพและมีน้ำใจยิ่งนัก
กรุงแบกแดด ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริสมาตั้งแต่สร้างเมืองเมื่อค.ศ.762 หรือพ.ศ.1305 โดยกาหลิบ จาฟาร์อัล-มันซูร์(Jafa al-Mansur) เป็นศูนย์กลางความเจริญทางการค้า ศิลปวัฒนธรรมทุกศาสตร์ คู่เคียงขนานไปกับเมืองบาสราส์ที่อยู่ตอนใต้ปากทางออกอ่าวเปอร์เซีย
ความรุ่งเรืองสุดยอดของกรุงแบกแดดอยู่ในสมัยของกาหลิบ อัล มามูนและกาหลิบ ฮารูน อัล-ราชิด ตลอดระยะเวลา 496 ปี มีการก่อสร้างสถานที่สำคัญๆ เช่น พระราชวังของราชวงศ์อับบาสิค พ.ศ.1722 โรงเรียนสอนศาสนา อัล-มุสตาน สิริยาห์ที่โอ่อ่าในปี พ.ศ.1775 และสุเหร่างาม ชื่อ”มิรจาน” แต่ในปีพ.ศ.1801 ตรงกับสมัยสุโขทัย ความรุ่งเรืองของกรุงแบกแดดได้ถึงแก่เสื่อมสลายโดยสงครามจากกองทัพฮูลากู หลานของเจงกิสข่านและล่าสุดในสงครามอ่าวเปอร์เซียสองครั้ง
ผมถ่ายภาพสุเหร่าเก่าแก่อายุประมาณศตวรรษที่ 8 ไว้ ลวดลายที่จำหลักในสุเหร่าถูกช่างศิลป์แกะสลักอย่างละเอียดปราณีตงดงามยิ่งนัก แม้ว่าอิรักจะไม่เคร่งครัดกับสตรี แต่กรณีแวะชมมัสยิด สตรีต้องแต่งกายสุภาพโดยคลุมผม สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวหรือกระโปรงยาวคลุมเข่า เนื่องจากกฏของมุสลิม สตรีจะให้บุคคลอื่นเห็นได้เพียง 3 ส่วนคือ ใบหน้า มือและเท้า ส่วนอื่นต้องปกปิดทั้งหมดโดยสวมเสื้อผ้าหลวมไม่เน้นทรวดทรง
กรุงแบกแดดในยุคที่ซัดดัมปกครองถือว่าเป็นศูนย์กลางการเมือง การปกครองของประเทศอิรัก ขณะที่เมืองติกริตเป็นเมืองเกิดของซัดดัม ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนอันแข็งแรงของเขาขณะนั้น
จากแบกแดดสู่ทางใต้ที่ตั้งของเมืองบาสราส์ ชื่อนี้ถูกกล่าวถึงนับครั้งไม่ถ้วนในนิทานอาหรับราตรี (Tales from the Thousand and One Night) เมื่อซินแบด กลาสีชาวอาหรับผู้เดินทางผจญภัยล่องตามแม่น้ำไทกริสจากกรุงแบกแดดสู่เมืองบาสราส์
เมืองบาสราส์จึงเป็นเมืองท่าสำคัญปากอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเส้นทางค้าขายระหว่างประเทศอินเดีย แคว้นสินธุ์ และทะเลจีน เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนเครื่องเทศ อัญมณี ผ้าแพรพรรณ เครื่องหอม และเครื่องกระเบื้องเคลือบ
ถัดจากเมืองบาสราส์มาตามลำน้ำยูเฟรติสก็จะถึงเมืองนาสิริยาฮ์และเมืองอูร์ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกกว่า 6,000 ปีของชาวสุเมเรียน และเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ วิหารซิกบ้านเกิดของบรรพชนที่ชื่ออับราฮัมหรืออิบรอฮิม ผู้เป็นบิดาของอิชมาเอล(ต้นสายของชาวอาหรับ)และไอแซค(ต้นสายของชาวยิว)แต่บัดนี้ทั้งสองต่างทำลายล้างชีวิตกันอย่างรุนแรง
ผมผ่านคนงาน 2-3 คนที่นั่งทำงานอยู่กลางแดดเปรี้ยงเดือนเมษายน เขาง่วนแซะและทำความสะอาดอิฐที่เก็บจากเนินข้างๆ ถัดไปเป็นซากฐานของบ้านของอับราฮัมทรงสี่เหลี่ยมแบ่งเป็นห้องหับเล็กๆ ที่มีบันไดขึ้นลงระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสองได้
ที่เมืองอูร์ ผมเห็นอักษรลิ่มหรือคูนิฟอร์ม(Cunei แปลว่าลิ่ม)ที่ชาวสุเมเรียนใช้ไม้หรือของมีคมปลายตัดสามเหลี่ยมกดลงบนแผ่นดินเหนียวเปียกเป็นอักษรภาพบันทึกเรื่องราวของเทพเจ้า นามกษัตริย์ ชื่อของเมือง จำนวนและขนาดสินค้า ตราประทับผู้ส่งต้นทาง เป็นบันทึกที่น่าทึ่งมากสำหรับผม และบางสถานที่เล่ากันว่า บางแผ่นอักขระที่ซ่อมแซมใหม่เป็นจารึกชื่อซัดดัม ฮุสเซนด้วย
ที่เมืองนาจาฟ –ฮิลลาฮ์ และคาร์บาลา อัน เป็นเมืองหลักของศาสนาอิสลาม นิกายชิอะห์ ซึ่งเป็นปรปักษ์กับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนผู้นับถือนิกายซุนหนี่ ในสมัยโบราณบริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิรบระหว่างผู้นำมุสลิมสองสาย คือสายของฮุสเซน หลานของพระมะหะหมัดกับสายทางกรุงดามัสกัสหรือซีเรียปัจจุบัน หลังการสิ้นพระชนม์ของพระนบี ชื่อและวีรกรรมของท่านฮุสเซนที่เสียหัวแก่ศัตรูได้ก่อให้เกิดผู้นับถือศรัทธานิกายชิอะห์จำนวนมาก และชื่อของฮุสเซนกลายเป็นมงคลนามสำหรับตั้งชื่อบุตรชายของตน
ระหว่างเมืองนาจาฟและคาร์บาลานี้มีเมืองหลวงโบราณที่ระบือนามว่า “บาบิลอน”ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์โลกที่เป็นสะพานเชื่อมต่ออดีตนับพันๆปี ผมเดินผ่านประตูชัยจำลองของเมืองบาบิลอนด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ใจหนึ่งรู้สึกว่ากำลังเดินผ่านกาลเวลาย้อนกลับไปถึง 3,897 ปี เข้าสู่เมืองของพระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยยาตราทัพไปตีกรุงเยรูซาเลมจนพังพินาศ แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกว่าประตูนี้เป็นของจำลอง เพราะประตูชัยจริงได้ถูก “ขโมย”ยกไปตั้งที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอนที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีตั้งนานแล้ว
เป็นที่รู้จักกันว่าที่นี่เป็นกำเนิดของกฏหมายแรกของโลกในสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี ว่าด้วยกฏตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ซึ่งถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่เป็นพื้นฐานกฏหมายปัจจุบันด้วย
นอกจากนี้ยังมีสวนลอยแห่งกรุงบาบิลอน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณที่ชาวกรีกจัดลำดับไว้เมื่อ 2600 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงปรากฏเห็นเป็นซากของฐานสวนลอย ซึ่งอยู่ทางซ้ายของเส้นทางเดิน มองดูเหมือนป่าสีเขียวสดชื่นท่ามกลางความแห้งแล้ง
เกือบสุดปลายทางจะเห็นอาคารมหึมาคล้ายปิรามิดที่เรียกว่า ซิกกูรัต (Ziggurat) ซึ่งสร้างไว้เป็นที่บูชาเทพเจ้ามาร์ดุก เทพสูงสุดแห่งบาบิลอน ความใหญ่โตของซิกกูรัตกลายเป็นตำนานของหอคอยแห่งบาบีลอนในพระคัมภีร์ไบเบิลส่วนพันธสัญญาเก่า ซึ่งเล่าว่า มนุษย์นั้นอาจหาญสร้างหอสูงเพื่อให้ไปถึงสวรรค์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงสาปให้คนทั้งปวงพูดต่างภาษากันจนถึงกับแตกสามัคคีกัน ทำให้การสร้างหอสูงค้างคาอยู่เป็นมรดกโลก และทิ้งความหมายของคำว่า Babel ที่แปลว่าพูดจาวกวนให้งุนงงไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ
ระหว่างเดินชมเมือง กลิ่นหอมอ่อนๆที่ระเหยจากชาวเมืองบาบิลอนที่เดินผ่านผมไป ทำให้ผมได้รู้ว่าวัฒนธรรมชาวเมืองนี้อาบและอบตัวในห้องที่อบอวลด้วยไอน้ำที่เกิดจากการราดน้ำลงบนแผ่นหินเผาไฟร้อนจนเปิดรูขุมขนออกแล้วใช้ก้อนดินเผาเล็กๆขัดรอยหยาบกร้านและคราบไคล ตามด้วยการนวดตัวแล้วชะโลมร่างกายและผมด้วยน้ำมันหอม
จากบาบีลอนเข้าสู่แบกแดดอีกครั้ง และ เข้าพักที่โรงแรม BABEL ก่อนออกเดินทางขึ้นทางเหนือของอิรัก ไปยังเมืองสามาร์ร่า-กีรกุก ซึ่งมีอุทยานประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง
ที่เมืองกีรกุกซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิรัก นักโบราณคดีขุดพบเครื่องมือหินดึกดำบรรพ์อายุตั้งแสนปี ต่อมาบริเวณนี้ยังค้นพบหลักฐานการเพาะปลูกและเลี้ยงปศุสัตว์เป็นครั้งแรกของโลกเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว
ส่วนบริเวณใกล้เคียงเมืองสามาร์ร่า ปัจจุบันขุดพบการใช้เครื่องมือทำด้วยทองแดงอายุ8,000 ปีซึ่งร่วมสมัยกับเมืองชาตาล ฮูยุคในตุรกี สัญลักขณ์เมืองสามาร์ร่าคือหอบัง(มินาเรต)สูง 55 เมตรเคียงข้างสุเหร่า อาบู ดูลาฟอายุเก่าแก่เกือบ 1,200 ปีที่ได้รับการบูรณะดีเยี่ยม หอบังนี้สร้างไว้สำหรับให้คนวิ่งขึ้นไปข้างบนแล้วส่งเสียงบอกว่าถึงเวลาสวดแล้ว
จากซากเมืองอัสซีเรียนโบราณในเมืองสามาร์ร่า เราออกเดินทางต่อไปยัง “เมืองโมซูล” ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของอิรักในปัจจุบัน โมซูลในอดีตเป็นเมืองสำคัญในเส้นทางสายไหมที่เป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายเนื้อดีเยี่ยมที่เราเรียกว่า ผ้ามัสลิน
ไม่ห่างจากเมืองโมซูล เป็นเมืองนิเนเวห์และนิมรุด ซึ่งถือเป็นเมืองบริวารที่อยู่ในรัศมี 40 กิโลเมตรเท่านั้น มีซากเมืองโบราณที่เป็นตัวพระราชวังกษัตริย์อาชูร์นาสปาลที่สองประมาณ 2,882 ปีที่แล้ว หน้าประตูเมืองและท้องพระโรงมีทวารบาลรูปหน้าคนแต่ลำตัวเป็นวัวและมีปีกเป็นเหยี่ยว ที่มีสัญลักษณ์แทนปัญญามนุษย์ ผู้มีพลังดุจวัวและเคลื่อนไหวดุจพญาเหยี่ยว ทวารบาลนี้ยังเห็นที่บริติชมิวเสียมในลอนดอน ส่วนเครื่องทองประดับหลุมศพพระราชินีอยู่ที่นิวยอร์คกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียในสหรัฐฯ
ที่สุดท้ายของการเดินทางนี้สิ้นสุดที่พิพิธภัณฑ์ MOSUL MUSEUM ที่แสดงงานขุดค้นโบราณสถานหลายแห่ง เช่น ภาพการขุดค้นกำแพงเมืองเก่า ที่มีความยาวล้อมเมืองนิมรุดถึง 12 กิโลเมตร ทำให้มีประตูเมืองถึง 15 ประตู นอกจากนี้โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ยังชี้ให้เห็นความรุ่งเรืองในอดีตจากบันทึกทางการค้าด้วยอักษรลิ่มคูนิฟอร์มด้วย
ในแง่ของอดีตแล้ว เมืองเหล่านี้สำคัญกว่าน้ำมัน สำคัญกว่าซัดดัม ฮุสเซน สำคัญกว่าชาวเคิร์ดและสำคัญกว่าการเป็นเขตยุทธศาสตร์ทางการทหารของอเมริกัน-อังกฤษ
ขณะผมดูทีวีข่าวการถล่มเมืองต่างๆในอิรัก ความคิดของผมย้อนกลับไปถึงชาวอิรักหลายๆคนที่ผมได้เจอนับแต่เด็กขายข้าวโพดที่หน้าสุเหร่าเมืองคาร์บาล่า, พ่อกับลูกสาวตัวน้อยที่ริมแม่น้ำไทกริสในกรุงแบกแดด, ชายแก่ผู้อารีเจ้าของบ้านต้นกกที่เมืองอูร์ใกล้ๆเมืองนัสสิริยาห์ เจ้าของร้านอาหารอร่อยที่เมืองสมาร์ร่า และอาจารย์โบราณคดีที่สูงอายุผู้นำเราไปชมแหล่งขุดค้นที่เป็นผลงานของท่านที่เมืองนิมรุด
ผมคิดถึงว่าเมืองต่างๆเช่น บาสราส์ นาสิริยาส์ นาจาฟ ฮิลลาส์ คาร์บาลา แบกแดด ติกริต กรีกุกและโมซุล คงมีความหมายต่อแม่ทัพอเมริกันและอังกฤษ ในฐานะเป็นเมืองยุทธศาสตร์ในการรบเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ยุทธการรบตั้งแต่เริ่มรบจนถึงการโค่นล้มอนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของซัดดัมในใจกลางเมืองแบกแดดที่ผมเคยไปเยือน เป็นเพียงยุทธการยึดเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอืนที่มิใช่ของชาวอิรักเลย ?!
ล้อมกรอบ อิรักที่รู้จักปี 2542 ประชากร 22.4 ล้านคน(ปี 2542) พื้นที่ 435,000 ตร.กิโลเมตร เวลา ช้ากว่าประเทศไทย 3 ชม.ครึ่ง(ฤดูหนาว 4 ชั่วโมง)
สกุลเงินตรา ดีนาร์ (DINAR ,IRD) 1 ดอลลาร์เท่ากับ 1,250 DINAR(ปี 2543) อาหารและเครื่องดื่ม อาหารประจำวันของชาวอิรักจะรับประทานแผ่นแป้งที่เรียกว่า นาน หรือ ปิต้า ร่วมกับเครื่องจิ้มเครื่องเคียง ที่แยกเป็นจานๆมาให้ ประกอบด้วยสลัดผักกับมะเขือเทศราดมาด้วยน้ำมันมะกอก หรือถั่วอัลมอนด์บดเป็นผงผสมไข่กับน้ำมันมะกอก หรือนมเปรี้ยวที่ทำจากแพะหรือแกะผสมไข่กับน้ำมันมะกอก เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ตามด้วยอาหารหลักที่มีเนื้อสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ ปลา เนื้อวัว เนื้อแพะหรือแกะให้เลือก การแต่งกาย สำหรับสุภาพสตรีต้องคลุมกายมิดชิด ให้คนอื่นเห็นได้เพียง 3 ส่วนคือ ใบหน้า มือและเท้า เสื้อผ้าต้องหลวมไม่เน้นรูปร่าง สามารถนุ่งกางเกงได้แต่เสื้อต้องคลุมตะโพก ส่วนสุภาพบุรุษแต่งสุภาพเสื้อและกางเกงขายาว ข้อปฏิบัติในอิรักปี2542 1.ห้ามถ่ายภาพสถานที่ราชการ ตำรวจ ทหารหรือพื้นที่ยุทธศาสตร์ 2.ห้ามถ่ายภาพสุภาพสตรี โดยไม่ได้รับคำยินยอม 3.งดคุยเรื่องการเมืองหรือศาสนากับคนพื้นเมือง 4.เคารพสถานที่ทางศาสนา เช่นมัสยิด แต่งกายสุภาพ สตรีต้องคลุมผม 5.เครดิตการ์ดและเช็คเดินทางไม่สามารถใช้ได้ที่อิรัก จึงไม่ควรพกพาไป 6.แลกเงินเป็นดีนาร์เป็นธนบัตรใบย่อยๆจำนวนน้อยเพื่อซื้อของที่ระลึกหรือน้ำดื่ม หรือให้ทิปแก่พนักงานบริการ 7.เตรียมสบู่ ยาสีฟันและแชมพูสระผมไปด้วยเสมอ 8.รองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องนอน 9.ไฟฉายขนาดเล็กที่ควรเตรียมไปเพราะระบบไฟไม่แน่นอน ในต่างจังหวัดเล็กๆจะปิดไฟตั้งแต่เช้าถึงเย็น 10.ห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าประเทศอิรักเด็ดขาด หากติดตัวไปต้องฝากไว้ที่ด่านศุลกากรที่พรมแดน 11.วีดีโอทุกชนิดต้องระบุยี่ห้อ รุ่นและหมายเลขชัดเจนในหนังสือเดินทาง 12.ไม่แนะนำนำเครื่องประดับราคาแพงไปด้วยเพราะต้องเสียเวลาแจ้งและไม่ปลอดภัย 13.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้คนละ 1ลิตร แต่ดื่มได้เฉพาะในโรงแรม หากดื่มระหว่างเดินทางท่องเที่ยวถือว่าไม่สุภาพ |
|
|