songyote 的个人资料songyote's照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月3日 คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ อดีต-ปัจจุบัน
โดย ทรงยศ แววหงษ์ - อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม เดือนกันยายน 2552 หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์อาจารย์ทรงยศเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เราได้นั่งคุยกันต่อเรื่องความหมายของ “ประวัติศาสตร์” และอดีตในสายตาคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีหลายประเด็นที่คิดว่าคนทั่วไปอาจจะอยากร่วมเปิดประเด็นด้วยกัน (แน่นอนว่าทั้งหมดที่เราคุยกันเป็นความเห็นของ “คนรุ่นเก่า” 2 คนที่มีต่อ “คนรุ่นใหม่” ส่วนที่ว่าคนรุ่นใหม่จะคิดเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ยังคงต้องรอให้คนรุ่นใหม่ตัวจริงออกมาแสดงความคิดเห็นกันอยู่นะคะ) ทรงยศ: ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเวลาที่ผมพูดคุยกับนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่อื่นๆ ผมมักจะรู้สึกว่าชุดความรู้ของเขาสามารถขาดตอนออกจากชุดความรู้ในอดีตได้ เช่น เรื่องการดูหนัง ผมพบว่าคนดูหนังในปัจจุบันสามารถดูแล้วรับรู้เรื่องราวของหนังเรื่องนั้นได้โดยที่ไม่นึกอิงไปถึงหนังในอดีตเลย ที่เคยนิยมกันว่ามีหนัง 100 เรื่องที่ควรจะต้องดู คนปัจจุบันอาจจะบอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย รู้จักแค่หนังดังๆ เมื่อปีสองปีที่แล้วก็พอ หรือเวลาผมพาคนรุ่นใหม่ไปดูจิตรกรรมฝาผนัง เขาก็ดูจะไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องราวของชาดกหรือพุทธประวัติซึ่งเป็นความรู้ชุดเดิมที่เดินทางต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมเลยเกิดคำถามว่าคนรุ่นปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีชุดความรู้ที่สืบเนื่องมาจากอดีต เรามักจะได้ยินคนรุ่นเราๆ บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักความเป็นมาของบรรพบุรุษ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นคำบ่นที่ชอบธรรมหรือไม่ หรือว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อดีตอีกต่อไป ตัดตอนเลยได้ไหม และจะมีวิธีคิดที่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างไร อู่ทอง: ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าคนรุ่นปัจจุบันยังคงควรต้องเรียนประวัติศาสตร์หรือไม่ ทรงยศ: ถ้าเราบอกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเวลา เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้สึกว่าเวลาในอดีตมีความสำคัญเท่ากับเวลาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่านี่เป็นภาพสะท้อนของกระแสการศึกษาทั่วโลก การเรียนการสอนเกือบทุกระดับเป็นการศึกษาแบบ How to มากขึ้นทุกขณะ เพื่อที่จะเอาไปตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ คนในรุ่นปัจจุบันจึงบอกว่าอดีตไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจิตรกรรมมีเนื้อหาที่สำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นใครในประวัติศาสตร์ อยากรู้แค่คอมพิวเตอร์ทำงานยังไงก็พอแล้ว แม้แต่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ เราจะเห็นกระแสความต้องการของผู้เรียนที่อยากเรียนแต่สิ่งที่เอาไป “ทำ” อะไรได้ สิ่งที่เป็นพื้นฐานสร้างสมวิธีคิดและความเข้าใจอย่างปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแนวคิดต่างๆ หรือแม้แต่วรรณคดีมักไม่ได้รับความสนใจในหมู่นักศึกษา ขณะเดียวกัน เราเริ่มได้ยินการพูดถึงนักศึกษาว่าเป็น “ลูกค้า” ที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบและเลี้ยงตัวเอง ผมก็เชื่อว่าการไหลตามกระแสและความต้องการของ “ตลาด” ก็จะยิ่งสูงขึ้น อู่ทอง: ที่ตลกก็คือนักวิชาการมักกล่าวหาชาวบ้านว่าโง่ที่ชอบปลูกอะไรตามๆ กันจนพืชผลล้นตลาด แต่แวดวงมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน เวลามีงานใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมขึ้นมา ก็มีคนแห่กันไปเรียนจนไม่มีงานพอให้ทำ อย่างนิเทศศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งก็ไม่ค่อยมีคนเรียน พองานนักข่าวฮิตขึ้นมา ก็แย่งกันเข้าคณะนิเทศศาสตร์ยังกะอะไร พอกระแสเริ่มอิ่มตัวและซบเซาลง ก็มีคนตกงานกันเป็นทิวแถว อีกอย่างที่เราว่าเป็นความคล้ายคลึงที่น่าสนใจก็คือในแง่หนึ่ง ชีวิตชาวบ้านทั่วไปอยู่กับความรู้แบบ Know how ที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันมานานแล้ว พวกเขาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวจากพ่อแม่ จึงไม่มีความจำเป็นและอาจไม่อยากรู้หรอกว่าพระนเรศวรเป็นใคร เพราะมันไม่มีความหมายกับการเอาชีวิตและครอบครัวให้รอด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกเดียวกับเด็กสมัยนี้ เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าโลกสมัยใหม่กำลังวนกลับไปที่เดิมมากกว่าจะกำลังก้าวไปข้างหน้าหรือเปล่า เราคิดว่าตัวกระตุ้นอันหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อดีตจากประวัติศาสตร์ก็คือในโลกปัจจุบัน เด็กไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดและความก้าวหน้าจากผู้ใหญ่ แต่ก่อน เวลาที่ชาวนาเรียนการทำนา ก็เรียนจากพ่อแม่ พ่อค้าก็เรียนรู้การค้าขายจากครอบครัว บางเผ่าต้องอาศัยประสบการณ์ที่ยาวนานจึงจะรู้ว่าจะหาแหล่งน้ำได้จากไหน คนสมัยก่อนจึงต้องอาศัยผู้ใหญ่คอยสั่งสอนบอกเคล็ดลับ แต่ในปัจจุบัน พ่อแม่จำนวนมากยังมีความรู้สู้ลูกไม่ได้เลยในเรื่องการดำรงชีวิตแบบสมัยใหม่ ยังต้องอาศัยลูกให้อัดเพลงอัดละครให้ ให้สอนวิธีใช้อินเตอร์เน็ตให้ ดังนั้น ความสำคัญของผู้อาวุโสและความรู้ที่สะสมกันมาจากอดีตจึงลดน้อยถอยลง คนที่มีความรุ่งเรืองในปัจจุบันคือคนที่ก้าวไปข้างหน้าโดยอาศัยฐานความรู้ชุดใหม่มากกว่าฐานความรู้จากอดีต ทรงยศ: ผมคิดว่ากรณีชุดความรู้ของชาวนาในอดีตนั้น ชาวนาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของพระนเรศวรเลย แต่เขามีความรู้จำนวนมากเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว ดินที่ใช้ปลูก การจัดการน้ำ ต่างๆ นานา ซึ่งก็ยังเป็นความทรงจำจากอดีตทั้งสิ้น แต่พอมาถึงปัจจุบันกลับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้องการการดูแลและมีวิธีการปลูกด้วยเทคนิคสมัยใหม่ที่มาจากห้องทดลองแทน คือเกิดการเปลี่ยนชุดความรู้ที่จำเป็นเป็นอีกชุดหนึ่งไปเลย อย่างที่นักวิชาการมักเรียกกันว่า paradigm shift ดังนั้น แม้แต่เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป ผมคิดว่าท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่า paradigm shift นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ช่วงรอยต่อของมันน่าสนใจมากทีเดียวว่าการเปลี่ยนผ่านชุดความรู้เช่นนี้จะรุนแรงขึ้นหรือมีความถี่ (เกิดเร็ว) ขึ้นมากน้อยแค่ไหน ความรู้เพียงเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะยังใช้ได้หรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ มนุษย์เราจะมีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าจะเกิดแรงเสียดทานที่มหาศาลอย่างไร สังคมจะมีสภาพอย่างไร คุณค่าของสังคมจะอยู่ตรงไหน อู่ทอง: เราคิดว่าจุดแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่างความรู้ชุดเก่ากับความรู้ชุดใหม่คือเรื่องของคุณค่า เราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้แต่เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอรรถประโยชน์ (utility) มากกว่าคุณค่า (value) และความหมายที่ “ใช้ประโยชน์” อะไรไม่ค่อยได้ ในขณะที่การเรียนรู้ในโลกดั้งเดิมนั้นจะพ่วงความเชื่อ ความเข้าใจและคุณค่าบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคนิคหรือการเอาชีวิตรอดเข้าไปด้วย เช่น ในขณะที่ชาวนาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าว เขาจะได้รับการสั่งสอนให้เคารพแม่โพสพและประเพณีการทำบุญข้าวซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันไปด้วยพร้อมกัน เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้อดีตคือการซาบซึ้งหรือตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีความหมายกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยตรง เช่น คุณค่าของความเป็นไท ความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี เหล่านี้เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกผูกพันด้วยโดยไม่มีเหตุผล ผูกพันกับมันทั้งที่อาจไม่มีประโยชน์กับชีวิตประจำวัน (และอาจเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ) แต่คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออรรถประโยชน์เพียงอย่างเดียว เราอยู่เพื่อคุณค่าบางอย่างด้วย เรายังเชื่อว่าคนยังยอมตายเพื่อคุณค่าบางอย่าง เช่น ตายเพื่อชาติได้ ถึงแม้ว่าคุณค่าดังกล่าวอาจดูไม่มีเหตุผลในแง่อรรถประโยชน์ แต่ปัจจุบัน จะด้วยอะไรก็ตามแต่ คนส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นคุณค่าของคุณค่าอีกแล้ว แต่กลับวัดคุณค่าด้วยราคา สิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ จะมีค่าขึ้นมาได้ต้องมีราคา แม้แต่ความสำคัญของแม่ก็มีการเสนอให้แสดงกันด้วยปริมาณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เช่น เงินที่ประหยัดได้จากค่านม ค่าคนเลี้ยงเด็ก ค่าคนทำความสะอาดบ้าน ค่าคนซักรีดเสื้อผ้า ฯลฯ) เกิดกระแสการแปรทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน มีการวัดความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนทรัพย์สินที่หามาได้ ฯลฯ อาจด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่คนรุ่นใหม่ดูจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตอีกต่อไปเพราะสิ่งที่เขาสนใจก็คืออะไรก็ตามที่ทำประโยชน์ให้เขาได้ในปัจจุบันมากกว่า ทรงยศ: ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเรียกว่า “คุณค่า” นั้นคงยังมีอยู่ แต่คงต่างออกไปจากของเรา เช่น มีคนรุ่นใหม่คนหนึ่งพยายามเอาเพลงที่เขาชอบมาให้ผมฟัง ผมไม่ชอบเลยเพราะมันใช้เสียงที่ผสมขึ้นมาจาก synthesizer จำนวนมาก ซึ่งเขาพยายามอธิบายว่าคนที่แต่งเพลงนี้ได้รับรางวัลจากการประพันธ์เพลงในชุดนี้และอะไรอีกมากมาย ซึ่งก็เป็นคุณค่าบางอย่างสำหรับเขาและเป็นเหตุผลที่สำคัญมากในการเลือกของเขา แต่ผมคิดต่างไป ผมเลยพูดถึงไวโอลินโดยย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีนักสร้างไวโอลินชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่มีแหล่งไม้สำหรับผลิตไวโอลินของตัวเองโดยเฉพาะ และสร้างไวโอลินแต่ละตัวโดยใช้มือขูดด้วยตัวเองและชำนาญพอที่จะรู้ว่าต้องขูดไม้จนบางแค่ไหนถึงจะได้ไวโอลินที่ให้เสียงแบบที่เขาต้องการ เมื่อได้ฟังเสียงที่เกิดจากไวโอลินที่เขาทำ ผมรู้สึกว่ามันช่างไพเราะเหลือเกิน ไวโอลินชุดนี้มีเหลืออยู่ไม่กี่ตัวในโลก และแต่ละตัวก็มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเฉพาะของตัวเองทั้งนั้นเลย ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง ผมถามเพื่อนคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่าเสียงของไวโอลินในเพลงชุดที่เขาเอามาให้ผมฟังเป็นอย่างไร เขาให้คำอธิบายเครื่องดนตรีอย่างชื่นชมมาก แต่เมื่อฟังสิ่งที่เขาเรียกว่าคุณค่าเหล่านั้นแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ามัน match กับความชื่นชมของผมอย่างไร อู่ทอง: จริงๆ แล้ว เราไม่ได้คิดว่าคนในยุคปัจจุบันจะไม่สนใจเรื่องคุณค่าเลย แต่เสียดายว่าคุณค่าทุกวันนี้ดูจะเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงมาก คนสมัยนี้คงไม่พอใจกับการใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเขียนหนังสืออมตะเพียงเล่มเดียวในชีวิตแต่อยากเขียนหนังสือออกมาให้ได้หลายๆ เล่มมากกว่า ดังนั้น เวลาที่ฟังคุณพูดชื่นชมว่ากว่าจะสร้างไวโอลินชนิดนั้นขึ้นมาได้ ต้องใช้ความพยายามสักเท่าไร คนปัจจุบันอาจจะคิดว่าไม่ควรจะต้องเสียเวลามากขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่คิดเครื่องมืออะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้ เพราะการไปให้ถึงเป้าหมายและความสำเร็จต่างหากคือสิ่งสำคัญที่ควรชื่นชม จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยฉายหนังให้นักศึกษาดู ซึ่งทุกคนจะรู้สึกประทับใจกับความสำเร็จของตัวเอกอย่างมาก แต่เมื่อเราถามว่ามีใครเคยนึกชื่นชมผู้ที่ล้มเหลวบ้างไหม ไม่มีใครเลยที่เห็นคุณค่าของความล้มเหลว เราพบว่ามันยากมากที่จะให้นักศึกษาเห็นว่าความพยายามนั้นมีคุณค่าและสำคัญยิ่งกว่าผลสำเร็จของมันเสียอีก เราเองรู้สึกเหมือนที่เราเขียนไว้ในเรื่องพระมหาชนกว่าสิ่งที่พุทธศาสนาพยายามจะสอนคือกระบวนการของความพยายามต่างหากที่มีคุณค่า ผลสุดท้ายของความเพียรนั้นจะเป็นความสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่คนรุ่นปัจจุบันดูจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ความพากเพียรพยายามดูจะไร้ความหมายถ้าไปไม่ถึงฝั่งฝัน ตลกดีนะที่คุณกับเรามานั่งปรารภกันเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าเราไม่พอใจและอยากให้โลกเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริง เรารู้สึกเหมือนคุณตรงที่ว่าเวลาได้ยินคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจะบอกเสมอว่าเขารู้ เพียงแต่เขารู้คนละอย่างกับที่เรารู้ และสิ่งที่เขารู้หลายอย่าง เราก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะคนรุ่นเก่าที่โตมากับความรู้ชุดหนึ่ง ย่อมรู้สึกเสียดายที่ความรู้ชุดซึ่งเราเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของมันดูจะหมดความหมายลงไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกวิตกอะไรเพราะคิดว่าโลกมันก็คงหมุนไปแบบนี้แหละ และคนรุ่นก่อนหน้าเราก็คงเคยวิตกจริตกับคนรุ่นเราเหมือนๆ กัน แล้วคนแก่รุ่นเก่า 2 คนก็หัวเราะให้แก่กัน....
|
|
|