songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 17

    มักกะโรนี

     หากจะให้กล่าวถึงหนังเทศที่กำลังครองตลาดอยู่ในปัจจุบันว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ก็เห็นจะสรุปได้ว่า หนึ่ง เป็นอเมริกัน ด้วยเหตุที่ว่าทั้งคนสร้างและคนดูส่วนใหญ่เป็นอเมริกันหรือไม่ก็มีรสนิยมแบบอเมริกัน สอง เป็นหนังที่บรรจุเนื้อหาสารถที่มีรูปลักษณะของความรุนแรง ปัญหาทางเพศและยาเสพติด อันสะท้อนภาพของความเป็นจริงในยุคสมัยปัจจุบัน และสาม เป็นหนังที่เจือไปด้วยสีสันของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันก้าวหน้า (ทั้งวิธีการสร้าง ตลอดรวมไปถึงเนื้อหาสารถ) แต่ก็ไม่ค่อยจะมั่นใจนักว่าอนาคตที่จะมาถึงจะสามารถแก้ปัญหาของมนุษย์อย่างเราๆ ได้
     
         ในกระแสธารของหนังตามที่ได้กล่าวถึงนี้ ยังมีหนังที่แสนจะธรรมดาแต่แสนที่จะวิเศษและอยากจะพูดถึงชื่ว่า มักกะโรนี ครับ
     
         โดยชื่อเราก็พอจะเดาออกนิดๆ แล้วว่า คงจะเป็นเกมอารมณ์ขันและเป็นอิตาเลี่ยน ครับ ตามความเห็นของผมแล้ว หนังอิตาเลี่ยน (ชั้นดี) มักจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับความงามอย่างรุนแรง ตัวอย่างที่อาจจะยกมาแสดงให้เห็นก็อย่างเช่นหนังของวิสกองตี (Visconti) หนังของเฟลลินี่ (Fellini) ของแบร์โตลุคชี่ (Bertolucci) และของตาวิอานี่ (Taviani) เป็นต้น ในขณะเดียวกันหนังก็มักจะแทรกอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบอิตาเลี่ยนฟาร์ซอยู่เสมอๆ และก็ในหนังเรื่องมักกะโรนีนี้ก็ประกอบไปด้วยคุณลักษณะสองอย่างนี้ ซึ่งในด้านความงดงามแม้จะเทียบไม่ได้กับบรรดาครูใหญ่ที่เอ่ยนามขังต้น แต่ในด้านความมีอารมณ์ขันแล้ว ก็มีอย่างครบถ้วนและเป็นอารมณ์ที่กินใจอย่างเหลือเกินครับ
     
         มักกะโรนีมีแกนเรื่องที่แสนจะธรรมดาอย่างที่บอกแหละครับ เรื่องเริ่มที่ตัวละครอเมริกันคนนั้นชื่อว่าโรเบิร์ต เทรเวน (แสดงโดยแจ็ค เลมม่อน) ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงรองประธานบริษัทผลิตเครื่องบินอเมริกัน เขาเดินทางมาที่เมืองเนเปิ้ลเพื่อธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องบินซึ่งทางอิตาลีต้องการจะซื้อเอาไว้ใช้งาน จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนที่ชื่ออันโตนิโอ ยาซีเอลโล่ (แสดงโดยมาเชลโล่ มาสโตรยานี่) แวะเข้ามาหา อันโตนิโอเข้ามาหาเขาเหมือนอย่างคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมเสียเต็มประดา แต่โรเบิร์ตก็นึกไม่ออกเลยว่าอีตาชาวเนเปิ้ลที่แสนจะสามัญคนนี้เคยเป็นเพื่อนรักกับเขาเมื่อคราวไหน จนกระทั่งอันโตนิโอเท้าความว่า เขาก็คือน้องชายของมาเรียผู้ซึ่งเคยเป็น "แฟน" ของโรเบิร์ตเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคราวที่โรเบิร์ตยังเป็นจีไอผู้ซึ่งเข้ามาช่วยปลดปล่อยอิตาลีให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกฟาสซิสต์ อันโตนิโอไม่ได้เล่าเรื่องเฉย แต่งัดรูปเก่าๆ ที่มีรอยยับตรงมุมมาให้ดู มันเป็นรูปของตัวโรเบิร์ตเองในชุดจีไอที่มีใบหน้าอันสดชื่นนั่งเคียงคู่กับมาเรียสมัยยังสาวๆ โรเบิร์ตเริ่มระลึกถึงวันเก่าๆ ได้บางส่วน แต่ก็คิดว่านั่นมันเป็นอดีตที่ตายไปแล้วนี่นา เขาเคยเขียนจดหมายถึงมาเรียเพียงสองฉบับเท่านั้น เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ซึ่งเขาก็ไม่ซ่อนความรู้สึกที่ว่านี้เลยแม้แต่น้อย อันโตนิโอจึงกลับไปด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง แต่ก็ได้ลืมเอารูปเก่าๆ ใบนั้นกลับไปด้วย
     
         รุ่งเช้าโรเบิร์ตจึงสำนึกว่า เขาอาจจะแสดงความรู้สึกจนเกินกว่าเหตุและสิ่งที่อาจจะพอแก้ตัวได้ก็คือการเอารูปใบนั้นไปคืนให้กับอันโตนิโอซึ่งทำงานอยู่ที่กองจดหมายเหตุของเนเปิ้ล ระหว่างทาง ภาพความทรงจำเก่าๆ ได้ค่อยๆ ย้นกลับมาหาเขา และมันยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่เมื่อแวะกลับไปที่โบสถ์เก่าๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่น มาเรียสาวเคยนั่งยิ้มอย่างสดชื่นอยู่บนม้ายาวที่ทำด้วยปูน ผนังวาดเป็นลวดลายเถาองุ่นและไม้เลื้อยซึ่งรับกับซุ้มองุ่นจริงๆ ที่ปกแผ่ให้ความร่มเย็นอยู่บนซุ้มเหนือศีรษะ เมื่อมาถึงบ้านของอันโตนิโอเขาก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ดูเหมือนเพื่อนบ้านในละแวกนั้นได้ทักทายและให้การต้อนรับเขาเหมือนอย่างว่าเขาเป็นวีรบุรุษและเป็นคนที่พวกเขารู้จักสนิทสนมคุ้นเคยด้วยเป็นอย่างดี

    มักกะโรนี 2/2

         โรเบิร์ตเลยตกลงใจว่าจะต้องไปกันอันโตนิโอเพื่อพบกับมาเรียในฐานะคนที่เคยชอบพอกัน บ้านของมาเรียอยู่ในที่สูง มีเถาองุ่นคลุมเรือนไม้ตรงบริเวณเทอเรซ ซึ่งมองออกไปจะเห็นอ่าวรูปโค้งของเมืองเนเปิ้ลและมีภูเขาไฟวิสซุเวียสสูงตระหง่านอยู่ไกลๆ ทั้งลูกและหลานยั้วเยี้ยของมาเรียตลอดจนสามีของเธอให้การต้อนรับเขาอย่างเคารพและอบอุ่นยิ่ง แม้รูปของเขาก็ถูกวางรวมอย กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพของบ้าน มาเรียเองดูเจ้าเนื้อและเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับอ้วนเผละมีหนวดเฟิ้มอย่างที่หญิงแก่อิตาเลียนมักจะเป็นกัน และแล้วความลึกลับเกี่ยวกับตัวเขา (ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน) ก็ได้เผยขึ้น เมื่อสามีของมาเรีย (ซึ่งเคารพรักเขาเหลือเกิน) ได้เอา จ.ม. ปึกเบ้อเร่อมาวางตรงหน้า พลางเซ้าซี้ให้เขาช่วยเล่าเรื่องอันโลดโผนต่อจาก จ.ม. เหล่านั้น เป็นต้นว่าวีรกรรมอันห้าวหาญของเขาในเบรุต อีกทั้งการเสียสละเสี่ยงชีวิตว่ายฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกรากไปช่วยพ่อแม่ลูกชาวฟิลิปปินส์ 5 คนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านเพราะน้ำท่วม อะไรทำนองนั้น เขามองหน้าอันโตนิโอซึ่งกำลังทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ จึงได้เข้าใจว่า แท้จริงอันโตนิโอเป็นคนเขียน จ.ม. นั้นทั้งหมดในชื่อของเขา และภาพพจน์แบบวีรบุรุษในสายตาชาวเนเปิ้ลเหล่านี้ก็คือภาพที่เกิดจากฝีมือของอันโตนิโอทั้งสิ้น
     
         ครับ ผมคิดว่าในชีวิตของคนเรา บ่อยครั้งก็จะตกอยู่ในภาวะที่โรเบิร์ตต้องเผชิญอยู่นี้ เพียงแต่ต่างกันในระดับดีกรีเท่านั้น ความเป็นตัวของเรากับภาพที่คนอื่นให้เราเป็นนั้น บ่อยครั้งไปทีเดียวที่มันเป็นคนละอย่างกัน แต่ก็เช่นกัน บางครั้งเราก็อาจจะอยากให้เป็นอย่างที่คนอื่นเขาวาดหวังเอาจากเราบ้างเหมือนกันแหละ จริงไหมครับ
     
         ในหนังเรื่องมักกะโรนี มีอยู่ตอนนึงโรเบิร์ตซึ่งค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกจากท่าทีของนักบริหารชั้นผู้ใหญ่ของสังคมที่มีแบบแผนอันเคร่งครัดแบบสังคมเมืองใหญ่ กลายมาเป็นคนสนุกสนานร่าเริงมีชีวิตชีวาแบบอิตาเลี่ยน เขาแอบมองอันโตนิโอซึ่งนั่งเหยียดขาอย่างสบายๆ อยู่ในแสงแดดอุ่นด้วยสายตาระคนไปด้วยความริษยาและชื่นชมในความเป็นชาวบ้านที่มีชีวิตง่ายๆ แบบนั้น และท้ายที่สุด โรเบิร์ตก็ปล่อยตัวเต็มที่ให้เป็นไปอย่างโลดโผนตามที่อันโตนิโอวาดภาพให้
     
         หนังที่นี้มีโครงเรื่องง่ายๆ เรื่องนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของคนสองคนที่อยู่คนละวัฒนธรรม โดยโน้มเอีงเข้าข้างปรัชญาชีวิตแบบเรียบง่ายและเป็นมนุษย์มนา ไม่ต้องเร่งรีบอย่างคนในเมืองใหญ่แล้ว ยังเสนอปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นตัวของเรากับภาพที่คนอื่นสร้างให้ และปัญหาของมิตรภาพที่แท้จริง ซึ่งไม่ต้องการวัตถุชนิดใดเป็นเครื่องรองรับนอกจากความจริงใจที่กำลังหดหายไปทุกขณะในสังคมเมืองใหญ่อีกด้วย
     
         ถ้าจะว่าถึงการแสดงแล้ว ผมคิดว่าใครล่ะจะมีความเหมาะสมกับบทประเภทนี้เท่ากับแจ็ค เลมมอน เมื่อคราวที่เขาเคยรับบทพ่อของ น.ศ. อเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งหายตัวไปในความป่าเถื่อนของเผด็จการเมืองปิโนเช่ต์เมื่อคราวรัฐประหารอันโหดเหี้ยมของชิลีในปี 2516 ในเรื่อง Missing แจ๊คช่างเหมาะสมกับบทชายกลางคนชาวอเมริกันทั่วๆ ไปที่มองโลกในแง่ดีอย่างอนุรักษ์นิยมเป็นที่สุด และในเรื่องนี้ แจ๊คก็แสดงได้อย่างดีและน่ารักเหมือนอย่างเคย
     
         ส่วนมาเชลโล่ มาสโตรยานนี่ "มิตร ชัยบัญชา" ชาวอิตาเลี่ยนคนนี้ ก็แสดงได้อย่างชนิดตีบทแตกกระจุยเช่นกัน มาร์เชลโล่รับบทชายกลางคนชาวอิตาเลียนซึ่งมีเค้าของความหล่อในอดีต อันมีอารมณ์ขันและติดจะกะล่อนนิดๆ แบบอิตาเลี่ยน แต่ก็ซื่อตรงจริงใจและไม่เป็นพิษเป็นภัยแบบชาวบ้านๆ มาร์เชลโลแสดงได้เนียนดีจนผมเกือบลืมไปว่าเขาเคยรับบทหนักๆ ได้เป็นอย่างดีจากเรื่อง  8 1/2 และบทที่เบากว่าอย่างในเรื่องเดอะ ซิตี้ ออฟ วีเม่น มาแล้ว
     
        หนังจบที่ภาพของอันโตนิโอนอนตายครั้งที่สามอยู่บนเตียง ที่นิ้วชี้นั้นเกาะเกี่ยวอยู่กับสายเชือกที่โยงเข้ากับกระดิ่ง เผื่อว่าเขาจะให้สัญญาณว่าเขาจะฟื้นขึ้นเป็นครั้งที่สาม ในขณะที่คนดูลุ้นแข่งกับญาติพี่น้องของเขาและโรเบิร์ตให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นอีก ภาพก็ค่อยๆ เลื่อนออกไปนอกหน้าต่าง จับไปที่ภูเขาวิสซุเวียสซึ่งยืนทะมึนอยู่ใกล้ๆ เหมือนกับจะบอกเราว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์และความเป็นไปในโลกนี้
     
    ข้อมูลจำเพาะ Macaroni (1985) กำกับโดย Ettore Scola นำแสดงโดย Jack Lemmon และ Marcello Mastroiannai เพลงประกอบที่งดงามมากๆ โดย Armado Tovoili
    January 23

    เด็กช่างฝันที่ชื่ออลิส

    Alice! a childish story take,
    And with a gentle hand
    Lay it where childhood's dreams are twined
    In Memory's mystic band,
    Like pilgrim's wither'd wreath of flowers
    Pluck'd in a far-off land,
         บทกลอนภาษาอังกฤษข้างบนนี้เป็นท่อนท้ายสุดของกลอนนำเรื่องอลิส'ส แอดเวนเจอร์ส อิน วันเดอร์แลนด์ (Alice' Adventure in Wonderland) ที่เรามักจะคุ้นกับชื่อสั้นๆ ตามหนังการ์ตูนเรื่องยาวของวอลท์ดิสนีย์ว่า อลิส อินวันเดอร์แลนด์ (Alice in Wonderland) (2494) บทกลอนที่ว่านี้ถูกนำมาประกอบเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของหนังเกี่ยวกับการผจญภัยของอลิสเรื่องล่าสุดที่ชื่อว่าดรีมไชลด์ (Dream Child - หนังอังกฤษ กำกับโดย Gavin Millar)
        
         เรื่องราวการผจญภัยของอลิสในดินแดนมหัศจรรย์ได้รับการดัดแปลงมาเป็นหนัง หนังการ์ตูน และละครเวทีหลายต่อหลายครั้ง และต่างก็ประสบกับความสำเร็จหรือล้มเหลวแตกต่างกันไป ตำรับที่อาจจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยมากที่สุดก็เห็นจะเป็นหนังการ์ตูนของดิสนีย์ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
     
        ความจริงแล้ว เรื่องราวของอลิสที่ถูกถ่ายทอดออกมานี้มักจะมาจากเรื่องของอลิสที่ผู้เขียนเขียนแยกออกเป็นสองตอนคือ อลิส'ส แอดเวนเจอร์ส อิน วันเดอร์แลนด์ และ ธรู เดอะ ลุกกิ้ง กลาสส์ ซึ่งตีพิมพ์พร้อมรูปประกอบของในปี 2408 และ 2415 ตามลำดับ ส่วนคนเขียนเรื่องนั้น เรามักจะคุ้นกับชื่อของลูว์อิส แคร์รอลล์ มากกว่าชื่อจริงของท่านคือสาธุคุณชาร์ลส ลุทวิดจ์ ดอดจ์สัน ซึ่งเป็นผู้บรรยายวิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในระหว่าง พ.ศ. 2398 ถึง 2424 และช่วงชีวิตแห่งการทำงานที่นี่เอง ที่สาธุคุณดอดจ์สันได้พบและ "ประทับใจ" อลิส ลิดเดลล์ (ต่อมาใช้นามสกุลฮาร์กรีฟส์) หนึ่งในสามบุตรสาวของคณบดีของไคร้สต์เชิร์ช
     
        อาจจะเป็นการยากที่จะเล่าเรื่องของนิทานสองเรื่องที่ออกชื่อไปแล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ด้วยความที่เรื่องมีรายละเอียดอันสลับซับซ้อนและเป็นเรื่องอันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ตามวิธีคิดแบบเราๆ แม้กระทั่งการใช้ภาษาและสัญลักษณ์ต่างๆ ก็ดูจะแปลกประหลาดไปหมด แต่หากจะเล่าอย่างย่นย่อที่สุดก็เห็นจะต้องบอกว่า อลิส'ส แอดเวนเจอร์ส อิน วันเดอร์แลนด์ เป็นเรื่องของอลิสที่ผ่านความฝันของเธอในบ่ายของฤดูร้อนอันสุขสงบที่ออกซ์ฟอร์ดในช่วงประมาณปี 2403 เธอได้ล่วงเข้าไปสู่ดินแดนอันมหัศจรรย์โดยการเดินตามกระต่ายสีขาวตัวหนึ่งลงไปในโพรงไม้ ตัวของเธอได้เปลี่ยนขนาดจากคนปกติเป็นคนขนาดยักษ์และขนาดจิ๋วกลับไปกลับมาหลายครั้ง ได้พบกับสัตว์พูดได้นานาชนิด พบกับบุ้งซึ่งนั่งสูบมอระกู่อยู่บนเห็ดยักษ์ เจอดัชเชสส์กับทารกช่างร้องไห้นั่งอยู่ในบ้านที่มีคนครัวปรุงอาหารด้วยพริกไทยคลุ้งบ้าน และตอนท้ายเด็กทารกได้กลายเป็นลูกหมู
     
        แมวเชสเชียร์แคทอันแสนแปลกประหลาด แต่ก็เป็นตัวที่ประทับใจผู้อ่านเรื่องนี้เป็นอย่ามาก ทั้งยังได้ร่วมงานน้ำชาแสนพิลึกกับแมด แฮทเทอร์ มาร์ชแฮร์ และดอร์เมาส์ พบและเล่นโครเก้ท์กับพระราชา ราชินี และตัวกริฟ่อน
     
        ส่วนเรื่องธรู เดอะ ลุกกิ้ง กลาสส์ เป็นการผจญภัยตอนหลังของอลิสซึ่งผ่านเข้าไปในกระจกเงาร่วมไปกับอัศวินทั้งหลายในเกมหมากรุก การผจญภัยดังกล่าวสนุกสนานไม่แพ้ตอนแรก และตัวละครที่ใครๆ ก็จำกันได้ในเรื่องนี้ก็คือ ทวีเดิ้ลดี-ทวีเดิ้ลดัม กับฮัมที่-ดัมที่
     
        ความพยายามที่จะปรับนิทานสองเรื่องนี้มาเป็นภาพยนตร์หรือการ์ตูนมักเป็นปัญหาด้วยความแรงของการเขียนเรื่องอันแปลกประหลาดของลูว์อิส แคร์รอลล์ และการกำหนดออกเป็นภาพของเซอร์จอห์น เทนเนียล ตั้งแต่แรก อย่างเช่นเมื่อตอนวอลท์ ดิสนีย์ปรับเรื่องนี้มาเป็นการ์ตูน ได้ตัดและเพิ่มตัวละครหลายตัวก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือน บรรดาหนังสือพิมพ์อังกฤษ (ซึ่งมักจะหัวเราะเยาะความเป็นอเมริกันอยู่แล้ว) พากันบอกว่าอลิสของดิสนีย์ไม่ได้บรรยากาศของความเงียบสงบ (ความจริงขี้เกียจๆด้วย) แบบปีทองยุควิคตอเรียน แถมเสียงที่ใช้ประกอบเรื่องก็แสนจะเอะอะเจี๊ยวจ๊าว (นี่ยังไม่นับรวมไปถึงการให้เสียงตัวละครแต่ละตัวที่ถูกสับเสียเละเทะ)
     
        เอาละครับ ข้างต้นที่เขียนมาออกยืดยาวก็ขอให้ถือซะว่าเป็นการเกริ่นนำยุ่งๆ ตามลูว์อิส แคร์รอลล์ก็แล้วกันนะครับ คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะพูดถึงในอาทิตย์นี้ คือหนังเรื่องดรีมไชล์ด
     
        หนังเรื่องนี้แปลกไปจากอลิสในตำรับของคนอื่นๆ ซึ่งมักจะเริ่มเรื่องตามหนังสือคือ ภาพของบ่ายอันเงียบสงบวันหนึ่งของออกซฟอร์ด อลิสคะยั้นคะยอให้สาธุคุณดอดจ์สันเล่านิทานให้ฟัง แต่สำหรับเรื่องนี้ ภาพเริ่มที่โขดหินชายทะเลอันมีตัวกริฟ่อน (สัตว์ในเทพนิยาย) กับตัวม้อค เทอร์เทิ่ล (รูปร่างเป็นเต่าทะเลผสมวัว ชื่อนี้เป็นชื่อของซุปชนิดหนึ่ง) อลิส ฮาร์กรีฟส์ (แสดงโดยคอรอล บราวน์) วัยเกือบ 80 ได้ถามม้อค เทอร์เทิ่ลว่า "ร้องไห้ทำไม" และเมื่อม้อค เทอร์เทิ่ลเริ่มเล่าเรื่องการเรียนอันแสนประหลาดของตัวเองในวัยเด็ก ภาพของอลิสก็ได้กลับไปเป็นอลิสน้อยวัย 12 แต่ในเรื่องนี้ อลิสไม่ได้มีผมสีทองใส่ชุดสีฟ้ามีแถบผ้ากันเปื้อนอยู่ข้างหน้าตามภาพพจน์ที่เราชินกัน อลิสเด็กสาวในเรื่องนี้คือภาพของอลิส ลิดเดลล์ตัวจริงตามภาพที่สาธุคุณดอดจ์สันได้เคยถ่ายเอาไว้นานแล้ว (คนที่เล่นเป็นอลิสในเรื่องนี้คือ เอมิเลีย แชงค์เลย์)

    เด็กช่างฝันที่ชื่ออลิส 2/2

         จากนั้นฉากนิทานของม้อค เทอร์เทิ่ลกับกริฟ่อน ก็เลือนไปเป็นฉากห้องเต้นรำในเรือเดินสมุทรชื่อเบเรนแกเรีย อลิส ฮาร์กรีฟ วัยเกือบ 80 ปี (นามสกุลเดิมคือ ลิดเดลล์) กำลังจะเดินทางไปนิวยอร์กร่วมกับลูซี่ เด็กสาวผู้เป็นพยาบาลกึ่งคนรับใช้ เพื่อร่วมฉลองครบรอบร้อยปีเกิดของสาธุคุณชาร์ลส ลุทวิดจ์ ดอดจ์สัน อีกทั้งรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วย
     
        ที่อเมริกา อลิสได้พบกับนักหนังสือพิมพ์หนุ่มผู้มาติดพันลูซี่ขณะทำข่าวอันครึกโครมของอลิส สิ่งต่างๆ ที่อลิสได้พบเห็นในอเมริกาค่อยๆ ดึงตัวอลิสกลับไปในวัยเด็ก ตลอดจนในนิทานที่ดอดจ์สันแต่งขึ้นเพื่อเธอ
     
        ภาพของอดีตนั้น อลิสเห็นตัวเองเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัว โดยเฉพาะกับดอดจ์สันผู้ซึ่งเธอและคนอื่นๆ ก็รับรู้ว่าเขา "ประทับใจ" เธอเป็นอย่างมาก ดอดจ์สันเป็นคนที่อลิสชอบเอามาล้อตอนเขาติอ่าง (เมื่อขาดความมั่นใจในตัวเอง) และแกล้งเขาต่างๆ นานา เช่น เปิดห้องมืดที่เขากำลังล้างรูป (เธอ) อยู่ ที่ร้ายที่สุดคือหัวเราะเยาะเมื่อเขาท่องกลอนจากนิทานของเขา (ตอนม้อค เทอร์เทิ่ลอีกเช่นกัน) ต่อหน้าคนอื่นมากๆ จนทำให้เขาติดอ่างแล้วต้องเลิกล้มการท่องเสียกลางคัน
     
        ภาพของอลิสหัวเราะเยาะดอดจ์สันนี้กลับมาในห้วงคำนึงของอลิสขณะที่จะลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อดอดจ์สันในความคิดคำนึงได้ล้มเลิกการท่องกลอน และนั่งลงด้วยความเสียใจ ในหอประชุมกลับมีเสียงกระหึ่มของคณะโคลัมเบียไควร์ ท่องกลอนบทนั้นด้วยความไพเราะจนจบ
     
        อลิสชราได้ลุกขึ้นกล่าวสดุดีสาธุคุณดอดจ์สันกับได้ยกกลอนที่ผมลอกมาขึ้นต้นบทความนี้ แล้วลงท้ายว่า "เมื่อตอนนั้นฉันยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจเรื่องราวอันแสนวิเศษ อีกทั้งรับรู้ความรักที่แฝงอยู่ได้ มาบัดนี้ฉันได้เข้าใจแล้วทุกสิ่ง ฉันขอแสดงความขอบคุณคุณดอดจ์สัน" จากนั้น ภาพในความนึกฝันก็เดินต่อไปเป็นภาพอลิสลุกขึ้นไปจูบแก้มของดอดจ์สันเพื่อแสดงความขอโทษ ขอบคุณและความรัก
     
        ฉากสุดท้ายเป็นฉากเหมือนฉากแรกของเรื่อง หนูน้อยอลิสยืนมองม้อค เทอร์เทิ่ลที่กำลังซบหน้ากับฝ่ามือร้องไห้ แต่คราวนี้ม้อค เทอร์เทิ่ลกลายเป็นตัวดอดจ์สันซึ่งค่อยๆ มองลอดรอยแยกของนิ้วมือ แล้วยิ้มให้กับอลิส
     
        สำหรับท่านที่ชอบอ่านหรือชอบดูหนังอลิสอินวันเดอร์แลนด์ เชื่อว่าคงจะชอบหนังเรื่องดรีมไชล์ดนี้ แม้หนังเรื่องนี้จะไม่เน้นการผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์อย่างเช่นที่เคยๆ ทำกันมา แต่ฉากม้อค เทอร์เทิ่ล และฉากแม้ดทีปาร์ตี้ก็ถูกสอดใส่เข้ามาอย่างมีความหมาย ตัวละครแต่ละตัวดูจะเป็นภาพของมโนธรรมความรู้สึกผิดถูกที่ตามมาหลอกหลอนอลิส ฮาร์กรีฟส์ มากกว่าจะเป็นตัวละครที่แฟนตาซีและสนุกสนานเหมือนอย่างเคยเป็นมา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ออกจะสอดคล้องกับจุดใหญ่ของหนังที่มุ่งสะท้อนให้เห็นภาพของอลิสในโลกแห่งความเป็นจริงควบคู่ไปกับการเผยชีวิตบางส่วน (ที่น่าสงสาร) ของท่านสาธุคุณดอดจ์สัน
     
        คนดูจะได้รับรู้ความรู้สึกผูกพันของดอดจ์สันที่มีต่ออลิสตามประวัติที่เป็นจริง แต่ความรู้สึกของชายวัยเกือบสามสิบปีที่เป็นพระกับเด็กหญิงวัยสิบสองนี้ไม่ได้ถูกแสดงออกอย่างประเจิดประเจ้อจนน่าเกลียดแต่อย่างใด เผลอๆ บางทีอาจจะแอบเข้าข้างดอดจ์สัน และหมั่นไส้เด็กที่เอาแต่ใจตัวเองแบบอลิสด้วยซ้ำไป
     
        เอียน โฮล์ม ดารามาแรงของอังกฤษเล่นบทดอดจ์สันได้ดีมากๆ ผมเคยติดใจเอียนในบทของชายหน้าไหว้หลังหลอกเจ้าเล่ห์อย่างน่ารักในเรื่องบราซิล (Brazil หนังอังกฤษปี 1985 กำกับโดย Terry Gilliam) มาก พอมาถึงเรื่องด๊านซ์ วิธสะเตรนเจอร์ (Dance with Stranger หนังอังกฤษปี 1985 กำกับโดย Mike Newell) เอียนรับบทพ่อพระได้อย่างแนบเนียนกว่า ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับบทในเรื่องดรีมไชล์ดอยู่
     
        ตัวอลิสเองนั้น อลิสวัยเด็กเล่นได้ดี เห็นภาพพจน์ของเด็กสาวผู้ที่ฉลาดอยากรู้อยากเห็น และฉลาดที่จะเอาเปรียบคนที่ตัวเองรู้ว่าเหนืออยู่ในทุกทาง นัยว่าเธอมีอนาคตสดใสมากจากหนังเรื่องนี้ ส่วนอลิสวัยชราซึ่งแสดงโดยดาราใหญ่อย่างคอรอล บราวน์นั้น ตีบทเสียกระจุยกระจาย เธอแสดงเป็นอลิสผู้ซึ่งมีชื่เสียงโด่งดังเพราะฝีมือของลูว์อิส แคร์รอลล์ และเธอรู้สึกแบบผิดๆ ว่านี้คือเกียรติยศที่เธอควรจะได้รับ อีกทั้งบทขี้จู้จี้จุกจิกแบบคนแก่ ชอบระบายความไม่พึงใจไปที่ลูซี่เด็กสาวคนติดตาม และท้ายสุดค่อยๆ รู้สึกสำนึกในความดีงามและความรักของดอดจ์สันที่ดีต่อเธอเสมอมา (แม้เขาจะตายจากไปแล้ว) จนฉากท้ายๆ ที่เธอตื้นตันใจและสดุดีความดีงามของเขาอย่างจริงใจในพิธีประสาทปริญญานั้น จัดได้ว่าสั่นสะเทือนความรู้สึกของคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม
     
        อลิสยังคงท่องเที่ยวไปในดินแดนมหัศจรรย์ทุกครั้งที่เราเยี่ยมหน้าไปในโลกของเธอ และในดินแดนแห่งน้น บางทีเราก็อาจจะพบตัวเองร่วมเดินทางกับเธอก็เป็นได้
     
    The dream-child moving through a land of wonders wild and new,
    In friendly chat with bird or beast-
    And half belive it true.
    January 18

    สาม (บวกหนึ่ง) ทหารเสือ 2/3

    ท้องพระโรงนี้เคยใช้ประกอบการรื่นเริงใหญ่บ่อยๆ ที่ฟู่ฟ่าสุดขีดก็เห็นจะเป็นงานแฟนซีสวมหน้ากากในปี 1745 ซึ่งจัดโดยมาดามเดอปอมปาดัวร์ สนมคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เธอเป็นผู้ซึ่งชื่นชมในความงามของศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชร เฟอร์นิเจอร์ พรมประดับผนัง ดนตรีและภาพวาด หากแต่รสนิยมในความงามของเธอนั้นฟู่ฟ่าเกินจริงจนดูรกรุงรังไปหมด

     

    ฉะนั้นแวร์ซายส์จึงไม่ใช่แค่ชื่อของสถานที่หรอตัวอาคารของพระราชวังเท่านั้น แต่แวร์ซายส์หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดขึ้นที่นี่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เรื่อยมาจนถึงปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งความรุ่งเรืองของราชสำนัก ความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็หมายถึงความฟุ้งเฟ้อที่เหินห่างไปจากความยากจนของคนทั้งหลาย และความเหลวแหลกในหมู่คนชั้นสูงขณะนั้นด้วย

     

    การได้เดินทอดน่องช้าๆ ในสวนป่าของแวร์ซายส์ในฤดูร้อนนี้ทำให้ผมสบายใจและนึกถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย รวมทั้งนึกถึงนิยายของอเลกซองด์ร ดูมาส์ เรื่องสามทหารเสือด้วย นิยายเรื่องนี้เดินเรื่องราวอันสนุกสนานตื่นเต้นอิงไปกับประวัติศาสตร์การเมืองของฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และต้นรัชสมัยหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ผู้ซึ่งต่อไปจะได้สร้างพระราชวังแห่งนี้

     

    สามทหารเสือของดูมาส์นี้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นการ์ตูน สร้างเป็นละครและหนัง ซึ่งเฉพาะที่เป็นหนังนั้นมีด้วยกันถึงสิบกว่าตอนแน่ะครับ สามทหารเสือตอนที่ผมดูเป็นครั้งแรก คือตอนที่มียีน เคลลี่แสดงเป็นดาตาญัง ทหารเสือคนที่สี่ เด็กหนุ่มผู้ซึ่งเดินทางมากาสโกนีเพื่อมาสมทบกับอรามิส (นักดาบเจ้าสำราญ) อาโธส (นักดาบตัวใหญ่ มุทะลุ และชอบดื่ม) และปอร์โธส เพื่อรับใช้พระราชินีแอนน์แห่งออสเตรีย ราชินีของกษัตริย์หลุยส์ที่ 13 แม่ของหลุยส์ที่ 14 ชู้รักของดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮมและของคาร์ดินัลมาซาแร็งในท้ายที่สุด

     

    ลานา เทอร์เนอร์แสดงเป็นเลดี้ เดอ วินเทอร์ สตรีผู้ชั่วร้านย เธอเคยเป็นภรรยาของอาโธส เป็นสายลับของคาร์ดินัลเชลิเออ (วินเซนต์ ไพรซ์) และเป็นผู้ฆ่ากองสตังซ์ (จูน อลิสัน) ภรรยาของดาตาญัง ส่วนควีนแอนน์นั้นนำแสดงโดยแองเจลล่า แลนสเบอรี่ หนังเรื่องนี้ถูกสร้างเมื่อปี 1948 สามปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กำกับการแสดงโดยจอร์จ ซิดนี่ย์

     

    สามทหารเสือตอนนี้ผมถือเป็นแม่บทในการดูตอนอื่นๆ ต่อมา เรื่องจับความตั้งแต่ดาตาญังเด็กหนุ่มบ้านนอกเดินทางเข้าปารีสเพื่อเป็นทหารเสือของพระราชินี แล้วก็ได้เป็นสมใจ โดยมีสหายอีกสามคนคือ อรามิส อาโธส และปอร์โธส ทั้งหมดสาบานว่าจะไม่แยกจากกันดังคำขวัญที่เขาชอบพูดว่า วัน ฟอร์ ออล แอนด์ ออล ฟอร์ วัน (ดูเหมือนคำขวัญนี้เหมาเจ๋อตุงก็เคยเอาไปใช้ในความหมายที่เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของรัฐและประชาชนซึ่งไม่อาจจะแยกออกจากกันได้)

     

    ทหารเสือเหล่านี้คอยปกป้องเกียรติของควีนแอนน์ ราชินีผู้รักความเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮับสเบิร์กมากกว่าหลุยส์ที่ 13 ผู้เป็นสามีของเธอและกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส (การแต่งงานของพวกเจ้านายสมัยนั้นเป็นการแต่งงานโดยมีเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ) และบ่อยครั้งที่สี่ทหารเสือเองจะต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของริเชลิเออร์ผู้ซึ่งคุมกำลังและอำนาจที่แท้จริงของฝรั่งเศส

     

    ตอนที่ถือกันว่าสนุกสนานและน่าตื่นเต้นก็คือ ตอนที่ควีนแอนน์ได้มอบเครื่องเพชร 10 เม็ดซึ่งได้รับมาจากพระเจ้าหลุยส์ให้ดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮมด้วยคามสนิทเสน่หา ริเชลิเออต้องการทำลายพระเกียรติของพระราชินีโดยการจัดงานหลวง ซึ่งควีนแอนน์จะต้องแต่งตัวด้วยเครื่องเพชรดังกล่าวนี้ ในขณะเดียวกันก็ส่งเลดี้ เดอ วินเทอร์ไปขโมยเพชรเหล่านี้มา 2 เม็ด พระราชินีจึงต้องส่งสามทหารเสือฝ่าวงล้อมทหารของริเชลิเออไปเอาเพชรกลับมาจากอังกฤษให้ได้ภายใน 9 วันและทันงานเลี้ยงพอดี สามทหารเสือของเราจึงต้องออกแรงอย่างมากกว่าจะได้เพชรดังกล่าวกลับมากู้เกียรติพระราชินีของตน

     

    แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ริเชลิเออส่งเลดี้ เดอ วินเทอร์กลับไปลอกฆ่าดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮมจนถึงแก่ความตาย และในเหตุการณ์ครั้งนั้น กองสตังซ์ภรรยาของดาตาญังก็ตกอยู่ใต้คมมีดของเธอด้วยเช่นเดียวกัน สามทหารเสือจับเลดี้ เดอ วินเทอร์ได้ อาโธสจึงได้ว่าจ้างให้เพชณฆาตตัดคอเธอด้วยขวาน ความตายของเลดี้ เดอ วินเทอร์จึงเป็นการล้างแค้นที่ดาตาญังให้กองสตังซ์ เป็นการล้างแค้นของอาโธสในฐานะอดีตสามี และเป็นการคิดบัญชีเลือดให้พระราชินี แต่เป็นการท้าทายอำนาจของริเชลิเออ

     

    ริเชลิเออจึงจับตัวทหารเสือทั้งสี่ทันที แต่ด้วยปฏิภาณของดาตาญังทั้งหมดก็ได้การปล่อยตัวโดยไม่ให้กลับมารับราชการอีก อรามิสถูกส่งไปเป็นพระ ปอร์โธสแต่งงานไปกับหญิงม่ายผู้มั่งคั่ง อาโธสได้รับศักดินาชั้นเคานท์ถือครองแผ่นดินในต่างจังหวัด ส่วนดาตาญังถูกส่งไปประเทศอังกฤษ

     

    ตัวละครบางตัวในเรื่องสามทหารเสือเป็นบุคคลที่มีจริงตามประวัติศาสตร์ เช่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 กษัตริย์อ่อนแอผู้ทรงใช้ราชอำนาจร่วมกับริเชลิเออ คาร์ดินัลผู้มีความสามารถในทางการทหารและการเมืองมากกว่าอย่างอื่น ริเชลิเออมีความทะเยอทะบานเช่นเดียวกับรัฐบุรุษทั้งหลายในโลกนี้ แต่ผลประโยชน์ของท่านเป็นผลประโยชน์ที่รวมไปได้กับความรุ่งเรืองของประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นผู้ร้ายในเรื่องสามทหารเสือ แต่ท่านเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ในความเป็นจริง ส่วนควีนแอนน์แห่งออสเตรีย เจ้านายของสามทหารเสือนั้น ในประวัติศาสตร์เป็นผู้รักษาประโยชน์ของราชวงศ์ฮับสเบิร์กเหนือผลประโยชน์ของฝรั่งเศส และเป็นแม่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

     

    หลังจากสามทหารเสือหรือเดอะ ทรี มัสเกเตียร์สที่สร้างในปี 1948 แล้วก็มีหนังในชุดนี้อีกมากมาย คนที่ควรจะได้รับเครดิตในฐานะผู้สร้างในชุดนี้มากตอนที่สุดเห็นจะป็นริชาร์ด เลสเตอร์ (Richard Lester) เพราะทั้งตอนที่มีชื่อว่า เดอะ ทรี มัสเกเตียร์ และเดอะ โฟร์ มัสเกเตียร์ส (สร้างในปี 1973 และ 1974) นั้นสนุกสนาน โลดโผน ผจญภัย หนังดูเบา แต่ก็มีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ครบถ้วน หนังถ่ายทำได้สวยงาม และมีดาราขนกันมาเพียบ อาทิเช่น ไมเคิล ยอร์ค (เป็นดาตาญัง) โอลิเวอร์ รีด (อาโธส) แฟรงค์ ฟินเลย์ (ปอร์โธส) ริชาร์ด แชมเบอร์เลน (อรามิส) เฟย์ ดันนาเวย์ (เลดี้ เดอ วินเทอร์)ชาร์ลสตัน เฮสตัน (ริเชลิเออ) เจอราลดีน แชปลิน (ควีนแอนน์) ไซมอน วอร์ด (ดุ๊กแห่งบั๊กกิ้งแฮม) เป็นต้น ดาราชุดนี้กลายเป็นภาพพจน์ของตัวละครต่างๆ ในเรื่องสามทหารเสืออย่างฝังแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

     

    ฉะนั้นเมื่อ 15-16 ปีผ่านไปในปี 1989 ครบรอบสองร้อยปีของการปฏิวัติฝรั่งเศส ริชาร์ด เลสเตอร์ก็ได้ขนเอาดาราชุดเดิมเกือบทั้งหมดมาแสดงในหนังเรื่องสามทหารเสือตอนล่าสุดที่ชื่อว่า เดอะ รีเทอร์น ออฟ มัสเกเตียร์ส หนังตอนนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือของดูมาส์ในชุดเดียวกับตอนทะเวนตี้ เยียร์ส อาฟเตอร์ ซึ่งจะเป็นการผจญภัยของสามทหารเสืออีกครั้งหลังจาก 20 ปีผ่านไป ยุคสมัยที่กษัตริย์หลุยส์ที่ 13 ล่วงลับไปแล้วเช่นเดียวกับริเชลิเออ คงทิ้งให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อายุ 11 ขวบอยู่ภายใต้การสำเร็จราชการของควีนแอนน์ ซึ่งจะต้องใช้อำนาจร่วมกับคาร์ดินัลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อว่ามาซาแร็ง ผู้ที่เกือบจะเรียกได้ว่าถอดแบบมาจากริเชลิเออทีเดียว

     

    เรี่องเริ่มต้นตรงที่ดาตาญังผู้ซึ่งตกต่ำและยากจนได้ยอมเป็นทหารรับจ้างของมาซาแร็ง เขาเริ่มรวบรวมเพื่อนเก่าในอดีต อรามิสผู้ได้เป็นพระแต่ชอบผู้หญิงเสมอปฏิเสธที่จะร่วมมือด้วย เขาและปอร์โธสผู้มั่งคั่งจากทรัพย์สินของเมียจึงได้เดินทางไปชวนอาโธสกลับมาร่วมทีมดังเดิม อาโธสเป็นเจ้าที่ดินและมีบุตรบุญธรรมชื่อ ราอูล เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์คิดค้า อาโธสปฏิเสธที่จะร่วมมือด้วยเพราะไม่ต้องการทำงานให้กับมาซาแร็ง

    สาม (บวกหนึ่ง) ทหารเสือ 3/3

    ราอูลเดินทางผ่านป่าไปพบหญิงสาวสวนคนหนึ่งซึ่งได้ฆ่าชายคนที่ได้เคยเป็นเพชณฆาตตัดคอเลดี้ เดอ วินเทอร์ โดยคาดคั้นให้บอกว่าชายสี่คนที่มีส่วน ร่วมประหาร เลดี้ เดอ วินเทอร์ คือใคร เธอต้องการจะแก้แค้นให้เลดี้ เดอ วินเทอร์ ซึ่งเป็นแม่ของเธอ

     

    ด้วยความต้องการของควีนแอนน์ สามทหารเสือพร้อมด้วยราอูลจึงต้องผจญภัยรับใช้พระราชินีกันอีกครั้งหนึ่ง ภาระที่ได้รับมอบหมายคือการไปลักพาตัวพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ของอังกฤษผู้แพ้สงครามกลางเมืองต่อโอลิเวอร์ ครอมเวลส์ และตกเป็นเชลยซึ่งจะต้องโทษประหารชีวิตโดยการตัดคอในฐานะที่เป็นผู้ทรยศต่อประเทศชาติ และในขณะเดียวกันสามทหารเสือก็จะต้องต่อสูกับการตามล้างแค้นของจัสติน วินเทอร์ ผู้เก่งกาจชั่วร้ายถอดแบบแม่ (เลดี้ เดอ วินเทอร์) ของเธอมา และเป็นสายลับทำงานให้กับมาซาแร็งด้วย

     

    ชาร์ลส์ที่ 1 ถูกตัดพระเศียร ตามความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์กล่าวกันว่าเมื่อเพชณฆาตชูพระเศียรไปรอบๆ นั้น คนพากันร้องด้วยความตกใจและเสียใจจนถึงกับเป็นลม คนอังกฤษไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าประเทศของเขาจะว่างเว้นจากการมีกษัตริย์ได้

     

    สามทหารเสือจึงไม่ประสบความสำเร็จตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระราชินีของเขาในคราวนี้ แต่อย่างไรก็ดี ทหารเสือได้ทำงานที่สำคัญกว่าสำหรับประเทศฝรั่งเศสคือ ได้ช่วยพระเจ้าหลุยส์องค์น้อยจากน้ำมืออันชั่วร้ายของมาซาแร็งและจัสตินในท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้จบลงตรงที่สามทหารเสือบังคับให้มาซาแร็งลงนามในคำยินนอมที่จะทำการปฏิรูปการบริหารเพื่อที่จะทำให้คนอยู่ดีกินดี นอกไปจากนี้ อรามิสยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบิชอป ปอร์โธสเป็นขุนนางชั้นบารอน ดาตาญังและราอูลได้รับตำแหน่งสูงขึ้นในกองทหารเสือ ส่วนอาโธสนั้นไม่ได้ขออะไรเป็นของตัวเองนอกจากขอให้นามของมาซาแร็งปรากฏเป็นที่ยกย่องสืบไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งตรงนี้เราก็จะเห็นเป็นจริงตามนั้นว่า แม้มาซาแร็งจะเป็นชาวอิตาเลียนไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส แต่ท่านก็เป็นรัฐบุรุษผู้มีบทบาทในการทำให้ฝรั่งเศสเข้มแข็ง และยังเป็นผู้ฝึกฝนทางการเมืองการปกครองให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ขณะยังทรงพระเยาว์อยู่ด้วย

     

    หนังเรื่องนี้แม้จะเป็นการเล่าเรื่องผ่านปากดาตาญัง แต่ตัวละครที่เด่นและมีสีสันมากกลับเป็นจัสติน วินเทอร์ ผู้ซึ่งเฉลียวฉลาด เก่งกาจ เต็มไปด้วยความแค้น และเร่าร้อนไปด้วยความสวยงามอันยวนใจ ในขณะที่ราอูลเป็นเด็กหนุ่มผู้อ่อนหัดต่อผู้หญิงและต่อความรัก สนใจแต่เรื่องการค้นคว้าทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่นทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (ตามแบบกาลิเลโอ) และทฤษฎีการเคลื่อนตัวของดาวนพเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ (ตามแบบเคปเลอร์) ซึ่งถือว่าเป็นของใหม่ในขณะนั้น แต่โดยธรรมชาติแล้ว เขาก็เป็นคนมุทะลุบ้าบิ่นอย่างที่ดาตาญังเคยเป็นในอดีตเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว มาซาแร็ง (ฟิลิปป์ นัวเรต์ ดาราฝรั่งเศสผู้อาวุโสผู้เด่นดัง และร่วมแสดงนำในเรื่องซีเนม่า ปาริดิสโซ่) แม้จะมีบทไม่มากนัก แต่บทบาทของนัวเรต์ก็กินขาดสมมากดาราใหญ่จริงๆ ครับ

     

    ดูมาส์อาศัยประวัติศาสตร์สมัยหลุยส์ที่ 13 และที่ 14 มาเป็นบรรยากาศของท้องเรื่องก็เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสัน เป็นช่วงเวลาที่การเมืองขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบกันระว่างขุนนางกับกษัตริย์ ระหว่างกษัตริย์กับรัฐมนตรีของพระองค์ ระหว่างพระองค์กับราชินีของพระองค์ และระหว่างกันกับทุกคนเอง การเมืองทั้งในวังและนอกวังเป็นเช่นนี้เสมอ ทหารเสือทั้งสาม (บวกกับอีกหนึ่ง) ถูกชูขึ้นมาเพียงเพื่อจะโลดแล่นไปบนผลประโยชน์ของคนกลุ่มต่างๆ แล้วสะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหล่านั้น

     

    เวลาผ่านไปมากแล้ว แสงเรืองรองสุดท้ายของพระราชวังแวร์ซายส์มืดดับลงไปนานแล้ว เด็กหญิงตัวเล็กที่น่ารักถูกอุ้มลงจากหลังม้าและเดินจากไปพร้อมกับแม่ของเธอ ม้าไม้แกะสลักทาสีสวยงามยืนหยุดนิ่งอยู่กับหลัก ตาแก่ผู้คอยดูแลม้าหมุนแห่งนี้เดินกลับไปนั่งลงในเก้าอี้ตัวสบายเหมือนอย่างเดิม ท่ามกลางสวนป่าที่เขียวครึ้มและงดงามของแวร์ซายส์