songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 10

    ดูหนังแล้วนั่งวิจารณ์

    จากจุลสาร "วิกรังไข่" ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2531 (ใช้นามปากกาว่า "คำแว่น")
     
        ว่ากันว่าหนังนั้นเกิดขึ้นจากความเซ็งของมนุษย์โดยแท้ ก็แรกเริ่มเดิมทีเมื่อลิงตัวแรก (หมายถึง ape น่ะนะ) เริ่มใช้หัวแม่มือได้ ก็เริ่มขีดเขียนรูปตามผนังถ้ำกันยกใหญ่ รูปที่เขียนตามผนังถ้ำนั้น เป็นรูปนิ่งอยู่กับที่เฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปกวาง รูปช้าง ม้า วัว ควาย คนถือหอก ก็ล้วนแล้วแต่อยู่นิ่งๆ เคลื่อนไหวไม่ได้ รูปวาดพวกนี้ดูตอนแรกก็คลายเซ็งไปพักนึง แต่พอนานเข้า ผนังถ้ำตั้งแต่พื้นจรดเพดานก็ไม่มีที่จะให้ใส่รูปอะไรเข้าไปอีก ความเซ้งก็เริ่มเข้ามาครอบครองถ้ำอีกเช่นเคย
     
        อยู่มาวันหนึ่ง ชาวถ้ำคนหนึ่งแกนอนมองรูปคนถือหอกล่ากวางอยู่อย่างฝืดๆ แกเลยพลิกตัว ขณะนั้นแกก็เกิดความสว่างไสวขึ้นในกะโหลกใบน้อยๆ ของแก (เหมือนกับทายาทคนหนึ่งของแกที่ชื่อนิวตันถูกลูกแอปเปิ้ลตกใส่หัวในระยะเวลาต่อมา) เพราะภาพที่แกเห็นนั้นเคลื่อนไหวได้  ตั้งแต่นั้นมา ชายถ้ำทุกคน จึงสามารถแก้ความเซ็งได้โดยการนอนดูรูปภาพฝาผนังแล้วส่ายหัวเร็วๆ ก็จะเห็นภาพทั้งหลายเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันเป็นเรื่องราวได้
     
        และนับว่าการค้นพบนี้ได้ตกทอดกันมาในพันธุกรรมของมนุษย์ (อยู่ในโครโมโซม z) และเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการถ่ายรูปได้ ตาโทมัส อัลวา เอดิสันก็ได้เอารูปเหล่านี้มาเรียงต่อกันเป็นเรื่อง และแทนที่จะต้องมาส่ายหัวแบบบรรพบุรุษ ตาเอดิสันแกคิดว่าการเคลื่อนรูปแต่ละใบให้ต่อเนื่องกันนั้นง่ายกว่า (และเมื่อยตาน้อยกว่า) ฉะนั้น ภาพยนต์จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
     
        แต่หนังนั้นจะต้องมีคนดูและคนดูก็ต่างจิตต่างใจกัน ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าเมื่อมีหนังก็มีการวิจารณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน (อะฮ้า เข้าเรื่องซะที!)
     
        อันการวิจารณ์หนังนั้นแสนจะแปลกประหลาดตรงที่ว่าการกำเนิดของมันนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับคนดู แต่อยู่ๆ ไป การวิจารณ์หนังกลับค่อยๆ ถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่เราเรียกว่า "นักวิจารณ์หนัง"
     
        "นักวิจารณ์หนัง" มักจะเป็นผู้ที่ดูหนังมากเรื่องหรือจะพูดให้ถูกก็คือนักดูหนัง (Movie Freak) พวกนี้ดูหนังกันเป็นอาชีพจนจำได้ว่าดาราแต่ละคนเคยแสดงเรื่องอะไรมาแล้วบ้าง มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร มีประวัติส่วนตัวทั้งที่อยากเปิดเผยและที่ไม่อยากเปิดเผยอย่างไรในอดีต คนกำกับแต่ละคนมีนิสัยใจคออย่างไร ชอบกินกาแฟดำหรือใส่น้ำตาล ครีมกี่ช้อน เคยได้รับรางวัลมาแล้วกี่เข่ง พวกดูหนังเหล่านี้มักมีสายตาชอบสอดส่าย สังเกตสังกาเอาว่าในหนังแต่ละเรื่องใช้ภาพชนิดไหน มุมกล้องอย่างไร ใช้แสงสว่างหรือเล่นแสงเข้าตรงไหน ใช้สีสันอย่างไร สรุปแล้วก็คือว่าพวกนักวิจารณ์หนังกับพวกบ้าดูหนังเป็นคนชนิดเดียวกัน
     
        มีเรื่องอันแปลกประหลาดเกี่ยวกับนักวิจารณ์หนังในเมืองไทยอยู่ 2-3 ประการที่ควรจะนำมาคุยกันก็คือว่า ประการแรกสุด นักวิจารณ์หนังที่ดังๆ ของเรานั้นไม่เคยเรียนวิชาการภาพยนตร์มาก่อน เช่น กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ เรียนมาทางรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับ น้ำผึ้ง หรือ ยศ คุโรวสันต์   สนานจิตต์ บางสะพานนั้นเรียนมาทางครู ฐิติ นันทวงศ์เป็นสถาปนิกโดยอาชีพ จะมีที่ตรงหน่อยก็เห็นจะเป็นการะเกด (อัศศิริ ธรรมโชติ) กับบุญรักษ์ บุญญเขตมาลาเท่านั้น ที่เรียนมาทางนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน
     
        ประการที่สอง การวิจารณ์หนังในบ้านเรานั้น เน้นการวิจารณ์เชิงเทคนิคและข้อมูลมากกว่าเน้นการวิจารณ์ "เรื่อง" ซึ่งเป็น "สาร" ที่คนทำต้องการจะ "สื่อ" ถึงคนดู  ประการสุดท้าย หนังที่ได้รับการวิจารณ์นั้น มักจะเป็นหนังฝรั่งมากกว่าหนังไทย และมักจะเป็นหนังที่เรียกว่า "หนังดี" (ซึ่งมีคนดูน้อยหากเทียบกับสัดส่วนของคนทั่วประเทศ) มากกว่าหนัง "น้ำเน่า" (ซึ่งมีคนดูมากกว่าประเภทแรก) อีกทั้งหนังที่ได้รับการวิจารณ์นั้นมักจะกลายเป็นเครื่องมือของพวกพ่อค้าที่ผูกขาดหนังในแง่ของการโฆษณา (แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม)
     
        ก็ในเมื่อการวิจารณ์เป็นของคู่กับคนดู ฉะนั้นอยากจะให้กำลังใจกับใครก็ตามที่อยากจะเป็นนักวิจารณ์หนังว่าอย่าได้ถือว่าการวิจารณ์หนังเป็นเขตแดนของ "นักวิจารณ์หนัง" เท่านั้น ควรจะถือว่าเราก็มีสิทธิ์วิจารณ์ได้
     
        หากคุณกลัวเรื่องข้อมูล ก็ขอบอกต่อไปอีกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับหนังนั้นหาได้ง่ายมากตามหนังสือทั่วไป ไม่ต้องไปนั่งจดจำให้เสียเวลาเลย นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็มี "คู่มือ" ทั้งนั้นแหละ
     
        หากยังไม่มั่นใจในตัวเองอีก ก็ขอแนะว่าในเมื่อคนส่วนใหญ่เขาวิจารณ์ในแง่ของข้อมูลและเทคนิค เราก็หันไปวิจารณ์ในแง่ของเนื้อหาสาระซะก็หมดเรื่อง
     
        ท้ายสุดอยากแนะนำว่าการวิจารณ์หนังนั้นอาจเริ่มจากการวิจารณ์แบบคุยกันเองแล้วเก็บประเด็นต่างๆ และลงมือเขียนทันที

    หนังเมืองฝรั่ง

    จากจุลสารวิกรัง ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (ปลายปี 2531) ใช้นามปากกา "เฟรนช์ฟรายด์"
     
    เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังนี้เป็นประสบการณ์ดูหนังที่ได้อันเนื่องมาจากการไปเรียนหนังสือที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ นั่นคือ การดูหนังของไทยกับของฝรั่งไม่เหมือนกัน
     
    โรงหนังส่วนใหญ่ในเฮก จะเป็นโรงหนังใหญ่ที่มีโรงหนังเล็กๆ หลายโรงในที่เดียวกัน ในบ้านเราเห็นที่คล้ายกันคือที่มาบุญครอง โรงใหญ่ๆ มีเพียง 1-2 โรงเท่านั้น และมักจะเอาไว้ฉายหนังฟอร์มยักษ์ เช่น Out of Africa สำหรับค่าตั๋วตก 8.50 - 12.50 บาทฝรั่ง (กิลเดอร์) หรือเทียบเป็นบาทไทยคือ 100 - 150 บาท และหากไปดูหนังคืนวันศุกร์ - เสาร์ ค่าดูจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20 กิลเดอร์ ซึ่งไม่ว่าจะนั่งติดจอ หรือไกลจอแค่ไหน ค่าดูจะเท่ากัน ช่องขายตั๋วจะมีช่องเดียว ขายราคาเดียวเท่านั้น ที่ดีก็คือ เราไม่ต้องไปผจญกับบรรดา "ผี" หน้าโรงอย่างบ้านเรา ขายหมดเป็นหมดกัน
     
    พูดถึงเรื่องนี้ ก็นึกได้ถึงเรื่องสนุกๆ ว่าด้วยการซื้อตั๋วหนัง เรื่องเกิดขึ้นในค่ำวันเสาร์หนึ่งที่บรรดา "หนุ่มซิ่ง" ทั้งหลายที่สุดเซ็งจากการเขียนงานส่งครูมาทั้งอาทิตย์ เกิดอยากดู Mad Max ขึ้นมา ก็ลุกขึ้นแต่งตัวชวนกันไปดูหนัง เราได้เดินฝ่าลมหนาวเดือนพฤศจิกายนไปถึงโรงหนังที่ไม่ไกลบ้านพัก พอถึงโรงก็พบว่าคิดผิดแท้ๆ เพราะสภาพเหมือนไปดูหนังวันตรุษจีน เพราะวันเสาร์เป็นวันที่ทุกคนจะออกเที่ยวเตร่กัน เนื่องจากวันอาทิตย์รุ่งขึ้นไม่มีใครทำงาน เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ เราจึงให้เพื่อนคนหนึ่งต่อแถวอันยาวเหยียดนั้น อีกคนวิ่งไปดูว่ายังพอมีตั๋วเหลือสำหรับ 2 ที่นั่งหรือไม่ และคนที่เหลือก็ยืนลุ้นอย่างสนุกสนาน  สายสืบกลับมารายงานว่าใช้ตาผีดูผาดๆ คิดว่าเราพอมีหวัง เพราะนับคนที่ยืนเข้าแถวได้สิบกว่าคนและที่นั่งเหลือ 20-30 ที่ เพราะฉะนั้นเราจึงภาวนาปนแช่งให้คนที่ยืนอยู่หน้าเราซื้อตั๋วคนละใบหรือสองใบเป็นอย่างมาก และภาวนาให้ไม่มีการฝากกันซื้อ สภาพการณ์เร้าใจมากและจบลงเมื่อสายสืบชะโงกไปดูอีกทีแล้วยายแหม่มก็เสียบป้าย "Gelosten" ฉับเข้าให้ เป็นอันว่าวันนั้นหนาวฟรี แต่หายเซ็ง
     
    นอกจากโรงหนังเพื่อการค้าเช่นนี้แล้ว ยังมีโรงหนังที่มีลักษณะเป็นสตูดิโอหรือคลับสำหรับพักดูหนังอีกแห่งหนึ่งชื่อว่า "ซีนีม่าเทค" สตูดิโอนี้ได้รับเงินช่วยเหลือจากเทศบาลส่วนหนึ่ง และมีอาสาสมัคร นักเรียน นักศึกษาที่ชอบดูหนังมาช่วยงาน ลักษณะภายนอกเป็นตึกเก่า 3 ชั้น สมัยศตวรรษที่ 18 แต่เขาดูแลตกแต่งให้ดูดีและสวยมาก ด้านหน้ากรุกระจกตลอดโดยไม่ทำให้ลักษณะตึกเก่าเสียไป ชั้นบนสุดเป็นห้องฉายหนัง 2 ห้องเล็กๆ และ 1 ห้องใหญ่ ชั้นสองเป็นห้องสมุดซึ่งมีหนังสือเกี่ยวกับหนังทั้งภาษาดัทช์และภาษาอังกฤษวางอยู่ให้เราได้หยิบอ่าน  ชั้นล่างสุดจะมีบรรยากาศอบอุ่น น่ารักมาก โดยเขาจะจัดเป็นบาร์เล็กๆ ขายกาแฟ ชา เหล้า เบียร์ รวมไปถึงเค้กและพาย โดยมีหนุ่มท่าทางนุ่มนิ่มคนนึงทำทุกอย่าง ตั้งแต่ขายของไปจนถึงล้างถ้วยล้างชาม ด้านของตกแต่งไปด้วยโปสเตอร์หนังเก่าๆ มีรูปมาริลีน มอนโร เป็นอาทิ มีโซฟาโต๊ะเล็กไว้ให้นั่งฟังเพลงเบาๆ จิบกาแฟหรือเหล้าไปพลางก่อนที่จะเข้าไปดูหนัง หรืออาจเป็นที่นั่งคุยกันหลังจากดูหนังแล้ว ที่นี่ค่าดูจะถูกกว่าโรงหนังธรรมดาและมีส่วนลดให้นักเรียนด้วย
     
    ระบบการฉายหนังของซีนีม่าเทค จะมีหนังยืนโรง 1 หรือ 2 เรื่อง และจะมีหนังที่เปลี่ยนโปรแกรมทุกวัน โดยเขาจะจัดเป็นเทศกาล เช่น เทศกาลเชคสเปียร์จะมี Othello ตั้งแต่ของรัสเซีย จนถึงเรื่องที่ Orson Wells สร้าง Romeo & Juliet เป็นต้น บางเดือนจะเป็นหนังวิทยาศาสตร์รุ่นเก่า ตั้งแต่ Metropolis จนถึง Dune และบางเดือนก็จะมีหนังมาเฟียรุ่นแรกๆ จนถึง The Untouchable สำหรับหนังตามเทศกาลนี้ เขามีตั๋วเดือนขายให้ ซึ่งจะประหยัดได้มาก เพราะตั๋วเดือนใบนึง ราคาประมาณเท่ากับดูหนัง 5 เรื่อง แต่เราดูได้ทั้งเดือน ที่ดีมากๆ คือ เขาจะมีกระดาษโรเนียวเรื่องย่อ-ประวัติผู้สร้างของหนังเรื่องนั้นๆ แจกให้อ่านกัน ที่แย่ก็คือ มันเป็นภาษาดัทช์
     
    ที่สนุกมากเห็นจะเป็นเทศกาลหนังการ์ตูน ในเดือนนั้น เราเห็นโปสเตอร์โฆษณาหนังของ Tex Avary ซึ่งเป็นการ์ตูนรุ่นเก๋า ต้นแบบของ Tom and Jerry เพื่อนซึ่งเพิ่งกลับจากฝรั่งเศสบอกว่า ตอนนี้ปัญญาชนฝรั่งเศสกำลังคลั่งการ์ตูนชุดนี้มาก เราจึงอยากรู้ว่าเขาคลั่งอะไรกัน เลยชวนกันไปดู วันนั้นผู้คนในสตูดิโอบางตากว่าเคย ไม่ค่อยมีคอหนังที่คุ้นหน้ามานั่งจิบกาแฟเช่นเคย แต่มีหนุ่มแปลกหน้านุ่งกางเกงมีสายโยง ยืนคุยกับหนุ่มขายเหล้า ซึ่งเราพบว่าแกคือคนฉายหนังนั่นเอง หมอนั่นทำท่าผิดหวังหน่อยๆ ที่มีคนดูแค่ 3 คน ซึ่งเป็นหน้าเหลืองเสีย 2 คน แต่แกก็ดูจะดีใจที่มีคนสนใจหนังของแกจริงๆ  ก่อนฉายหนัง ตาหนุ่มคนนี้แกเข้ามาคุย บรรยายนำเกี่ยวกับการ์ตูนที่จะฉาย โดยพูดเป็นภาษาอังกฤษ แกเล่าว่าหนังของ Tex Avary มีเสน่ห์ตรงที่ในการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่มีเวลาฉายแค่ 5-10 นาทีนี้ มีมุขตลกหลายสิบมุขในแต่ละเรื่อง แกบรรยายถึงตัวการ์ตูนแต่ละตัวอย่างสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนกัน เช่นตัว Droopy, Duffy Duck โดยล้อเลียนวิธีพูดของการ์ตูนตัวนั้นได้อย่างเหมือนมาก และที่สนุกมากก็คือ ตอนที่แกพูดถึงหนูน้อยหมวกแดง (ยุคจรวด) แกจะแสดงท่ายั่วยวนของหนูน้อยหมวกแดง ซึ่งย้ายจากบ้านในป่ามาอยู่บน Penthouse ในนิวยอร์คแล้ว หรือพูดถึงหมาป่าใจร้ายซึ่งคือภาพของตาเฒ่าหัวงูที่ชอบล่าสาว และเมื่อเห็นหนูน้อยหมวกแดงของเราก็ถึงกับส่งเสียงหอนด้วยความรัญจวนใจ ว่าแล้วแกก็หอนให้ฟังเสียงโหยหวนทีเดียว และแกก็จะออกมาคุยกับเราสลับกับการฉายการ์ตูนทุก 2 เรื่อง
     
    คนที่เดินออกมาจากสตูดิโอวันนั้น ล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้าราวกับเพลง "เราจะยิ้มให้กัน" ของพ่อเบิร์ดยังไงยังงั้นเลยเชียว สำหรับฉบับนี้ก็พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนนะ แล้วถ้ามีเรื่องสนุกๆ จะเขียนมาเล่าให้ฟังกันอีกในโอกาสหน้า

    กว่าจะมาเป็นรังไข่

    จากจุลสารวิกรังไข่ ปีที่ 3 เล่มที่ 3 (ประมาณปี 2534)
     
    ปีนี้โรงหนังรังไข่มีอายุเข้าปีที่ 4 แล้ว หากเป็นนักศึกษา รังไข่ก็กำลังจะจบและออกไปเผชิญกับโลกภายนอกเต็มที่ ด้วยความเป็นมาที่ต่อเนื่องและยาวนาน (ในฐานะกลุ่มกิจกรรมอิสระ) เพื่อนหลายคนจึงมักอยากรู้ความเป็นมาของหนังโรงนี้ และทำไมถึงชื่อรังไข่
     
    หนังโรงนี้ตั้งขึ้นโดยนักศึกษาและอาจารย์กลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีของฝ่ายห้องสมุด [มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว] จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแหล่งพบปะกันของคนชอบดูหนัง ที่คิดว่าหนังไม่ใช่เพียงสิ่งบันเทิงเท่านั้น แต่หนังมีสาระต่างๆ ที่น่าสนใจ และอาจกระตุ้นพัฒนาการทางความคิด ตลอดจนการอ่านได้
     
    จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับฟองไข่ที่หากได้รับการทะนุถนอมอย่างดี ก็จะรอเวลาฟักตัวกลายเป็นตัวนกที่แข็งแรง พร้อมจะบินไปในขอบฟ้าทางความคิดได้
     
    หนังที่เราเลือกมาจึงไม่ค่อยเป็นหนังตลาดนัก หากจะเป็นหนังระดับจริงจังที่ปัญญาชนในระดับสากลดูกัน เพราะเราคิดว่าหนังตลาดอาจจะหาดูได้ง่ายอยู่แล้ว
     
    หนังที่ฉายจะเป็นหนังที่มีสาระทางความคิด อาจเกี่ยวเนื่องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวเนื่องกับหนังสือบางเล่ม เพื่อที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้มีกิจกรรมทางความคิดต่อไป
     
    ด้วยเหตุที่หนังบางเรื่องอาจจะ "หนัก" เกินไปสำหรับผู้ชมบางคน เราจึงจัดรายการโดยมีการแนะนำหนังสั้นๆ เมื่อหนังจบลง เราก็จะมีการพูดคุยอีกที
     
    นี่เป็นปีที่ 4 แล้ว รังไข่รังนี้คงจะฟักไข่มาแล้วหลายฟอง ฟองไข่ที่ว่าอาจจะฟักตัวในวันพรุ่งนี้ หรืออีกหลายปีข้างหน้า แค่นี้เราก็ภาคภูมิใจแล้ว
     
    **************************************
    "เมื่อหนังจบลง ไฟในโรงสว่างขึ้น แต่สาระ ความคิด คงต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด...."