songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 03

    คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ อดีต-ปัจจุบัน

     

    โดย ทรงยศ แววหงษ์ - อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

    จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม เดือนกันยายน 2552 

              หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์อาจารย์ทรงยศเรื่องประวัติศาสตร์ไทย  เราได้นั่งคุยกันต่อเรื่องความหมายของ ประวัติศาสตร์”  และอดีตในสายตาคนรุ่นใหม่  ซึ่งมีหลายประเด็นที่คิดว่าคนทั่วไปอาจจะอยากร่วมเปิดประเด็นด้วยกัน (แน่นอนว่าทั้งหมดที่เราคุยกันเป็นความเห็นของ คนรุ่นเก่า” 2 คนที่มีต่อคนรุ่นใหม่”  ส่วนที่ว่าคนรุ่นใหม่จะคิดเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ยังคงต้องรอให้คนรุ่นใหม่ตัวจริงออกมาแสดงความคิดเห็นกันอยู่นะคะ)

    ทรงยศ: ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเวลาที่ผมพูดคุยกับนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่อื่นๆ ผมมักจะรู้สึกว่าชุดความรู้ของเขาสามารถขาดตอนออกจากชุดความรู้ในอดีตได้ เช่น เรื่องการดูหนัง ผมพบว่าคนดูหนังในปัจจุบันสามารถดูแล้วรับรู้เรื่องราวของหนังเรื่องนั้นได้โดยที่ไม่นึกอิงไปถึงหนังในอดีตเลย  ที่เคยนิยมกันว่ามีหนัง 100 เรื่องที่ควรจะต้องดู  คนปัจจุบันอาจจะบอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย รู้จักแค่หนังดังๆ เมื่อปีสองปีที่แล้วก็พอ

              หรือเวลาผมพาคนรุ่นใหม่ไปดูจิตรกรรมฝาผนัง เขาก็ดูจะไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องราวของชาดกหรือพุทธประวัติซึ่งเป็นความรู้ชุดเดิมที่เดินทางต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

              ผมเลยเกิดคำถามว่าคนรุ่นปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีชุดความรู้ที่สืบเนื่องมาจากอดีต  เรามักจะได้ยินคนรุ่นเราๆ บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักความเป็นมาของบรรพบุรุษ  ผมไม่รู้ว่านี่เป็นคำบ่นที่ชอบธรรมหรือไม่  หรือว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อดีตอีกต่อไป  ตัดตอนเลยได้ไหม  และจะมีวิธีคิดที่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างไร

    อู่ทอง: ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าคนรุ่นปัจจุบันยังคงควรต้องเรียนประวัติศาสตร์หรือไม่

    ทรงยศ: ถ้าเราบอกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเวลา เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้สึกว่าเวลาในอดีตมีความสำคัญเท่ากับเวลาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

              ผมคิดว่านี่เป็นภาพสะท้อนของกระแสการศึกษาทั่วโลก  การเรียนการสอนเกือบทุกระดับเป็นการศึกษาแบบ How to มากขึ้นทุกขณะ เพื่อที่จะเอาไปตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน  ด้วยเหตุนี้  คนในรุ่นปัจจุบันจึงบอกว่าอดีตไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจิตรกรรมมีเนื้อหาที่สำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นใครในประวัติศาสตร์  อยากรู้แค่คอมพิวเตอร์ทำงานยังไงก็พอแล้ว

              แม้แต่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้  เราจะเห็นกระแสความต้องการของผู้เรียนที่อยากเรียนแต่สิ่งที่เอาไป  “ทำอะไรได้  สิ่งที่เป็นพื้นฐานสร้างสมวิธีคิดและความเข้าใจอย่างปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแนวคิดต่างๆ หรือแม้แต่วรรณคดีมักไม่ได้รับความสนใจในหมู่นักศึกษา  ขณะเดียวกัน เราเริ่มได้ยินการพูดถึงนักศึกษาว่าเป็น ลูกค้าที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา  ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบและเลี้ยงตัวเอง ผมก็เชื่อว่าการไหลตามกระแสและความต้องการของ ตลาดก็จะยิ่งสูงขึ้น

    อู่ทอง: ที่ตลกก็คือนักวิชาการมักกล่าวหาชาวบ้านว่าโง่ที่ชอบปลูกอะไรตามๆ กันจนพืชผลล้นตลาด  แต่แวดวงมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน  เวลามีงานใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมขึ้นมา ก็มีคนแห่กันไปเรียนจนไม่มีงานพอให้ทำ  อย่างนิเทศศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งก็ไม่ค่อยมีคนเรียน  พองานนักข่าวฮิตขึ้นมา ก็แย่งกันเข้าคณะนิเทศศาสตร์ยังกะอะไร  พอกระแสเริ่มอิ่มตัวและซบเซาลง ก็มีคนตกงานกันเป็นทิวแถว

              อีกอย่างที่เราว่าเป็นความคล้ายคลึงที่น่าสนใจก็คือในแง่หนึ่ง ชีวิตชาวบ้านทั่วไปอยู่กับความรู้แบบ Know how ที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันมานานแล้ว  พวกเขาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวจากพ่อแม่  จึงไม่มีความจำเป็นและอาจไม่อยากรู้หรอกว่าพระนเรศวรเป็นใคร เพราะมันไม่มีความหมายกับการเอาชีวิตและครอบครัวให้รอด  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกเดียวกับเด็กสมัยนี้  เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าโลกสมัยใหม่กำลังวนกลับไปที่เดิมมากกว่าจะกำลังก้าวไปข้างหน้าหรือเปล่า

              เราคิดว่าตัวกระตุ้นอันหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อดีตจากประวัติศาสตร์ก็คือในโลกปัจจุบัน เด็กไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดและความก้าวหน้าจากผู้ใหญ่  แต่ก่อน เวลาที่ชาวนาเรียนการทำนา ก็เรียนจากพ่อแม่  พ่อค้าก็เรียนรู้การค้าขายจากครอบครัว  บางเผ่าต้องอาศัยประสบการณ์ที่ยาวนานจึงจะรู้ว่าจะหาแหล่งน้ำได้จากไหน  คนสมัยก่อนจึงต้องอาศัยผู้ใหญ่คอยสั่งสอนบอกเคล็ดลับ

              แต่ในปัจจุบัน พ่อแม่จำนวนมากยังมีความรู้สู้ลูกไม่ได้เลยในเรื่องการดำรงชีวิตแบบสมัยใหม่  ยังต้องอาศัยลูกให้อัดเพลงอัดละครให้  ให้สอนวิธีใช้อินเตอร์เน็ตให้  ดังนั้น ความสำคัญของผู้อาวุโสและความรู้ที่สะสมกันมาจากอดีตจึงลดน้อยถอยลง  คนที่มีความรุ่งเรืองในปัจจุบันคือคนที่ก้าวไปข้างหน้าโดยอาศัยฐานความรู้ชุดใหม่มากกว่าฐานความรู้จากอดีต

    ทรงยศ: ผมคิดว่ากรณีชุดความรู้ของชาวนาในอดีตนั้น ชาวนาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของพระนเรศวรเลย แต่เขามีความรู้จำนวนมากเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว ดินที่ใช้ปลูก การจัดการน้ำ ต่างๆ นานา ซึ่งก็ยังเป็นความทรงจำจากอดีตทั้งสิ้น  แต่พอมาถึงปัจจุบันกลับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้องการการดูแลและมีวิธีการปลูกด้วยเทคนิคสมัยใหม่ที่มาจากห้องทดลองแทน  คือเกิดการเปลี่ยนชุดความรู้ที่จำเป็นเป็นอีกชุดหนึ่งไปเลย อย่างที่นักวิชาการมักเรียกกันว่า paradigm shift  ดังนั้น แม้แต่เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป

              ผมคิดว่าท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่า paradigm shift นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว  ช่วงรอยต่อของมันน่าสนใจมากทีเดียวว่าการเปลี่ยนผ่านชุดความรู้เช่นนี้จะรุนแรงขึ้นหรือมีความถี่ (เกิดเร็ว) ขึ้นมากน้อยแค่ไหน  ความรู้เพียงเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะยังใช้ได้หรือไม่  ถ้าหากไม่ได้ มนุษย์เราจะมีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าจะเกิดแรงเสียดทานที่มหาศาลอย่างไร  สังคมจะมีสภาพอย่างไร  คุณค่าของสังคมจะอยู่ตรงไหน

    อู่ทอง: เราคิดว่าจุดแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่างความรู้ชุดเก่ากับความรู้ชุดใหม่คือเรื่องของคุณค่า  เราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้แต่เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอรรถประโยชน์ (utility) มากกว่าคุณค่า (value) และความหมายที่  “ใช้ประโยชน์”  อะไรไม่ค่อยได้  ในขณะที่การเรียนรู้ในโลกดั้งเดิมนั้นจะพ่วงความเชื่อ ความเข้าใจและคุณค่าบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคนิคหรือการเอาชีวิตรอดเข้าไปด้วย เช่น ในขณะที่ชาวนาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าว เขาจะได้รับการสั่งสอนให้เคารพแม่โพสพและประเพณีการทำบุญข้าวซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันไปด้วยพร้อมกัน

              เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้อดีตคือการซาบซึ้งหรือตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีความหมายกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยตรง เช่น คุณค่าของความเป็นไท ความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี เหล่านี้เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกผูกพันด้วยโดยไม่มีเหตุผล ผูกพันกับมันทั้งที่อาจไม่มีประโยชน์กับชีวิตประจำวัน (และอาจเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ)  แต่คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออรรถประโยชน์เพียงอย่างเดียว  เราอยู่เพื่อคุณค่าบางอย่างด้วย  เรายังเชื่อว่าคนยังยอมตายเพื่อคุณค่าบางอย่าง เช่น ตายเพื่อชาติได้ ถึงแม้ว่าคุณค่าดังกล่าวอาจดูไม่มีเหตุผลในแง่อรรถประโยชน์

              แต่ปัจจุบัน จะด้วยอะไรก็ตามแต่ คนส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นคุณค่าของคุณค่าอีกแล้ว แต่กลับวัดคุณค่าด้วยราคา  สิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ จะมีค่าขึ้นมาได้ต้องมีราคา  แม้แต่ความสำคัญของแม่ก็มีการเสนอให้แสดงกันด้วยปริมาณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เช่น เงินที่ประหยัดได้จากค่านม ค่าคนเลี้ยงเด็ก ค่าคนทำความสะอาดบ้าน ค่าคนซักรีดเสื้อผ้า ฯลฯ)  เกิดกระแสการแปรทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน มีการวัดความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนทรัพย์สินที่หามาได้ ฯลฯ  อาจด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่คนรุ่นใหม่ดูจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตอีกต่อไปเพราะสิ่งที่เขาสนใจก็คืออะไรก็ตามที่ทำประโยชน์ให้เขาได้ในปัจจุบันมากกว่า

    ทรงยศ: ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเรียกว่า คุณค่านั้นคงยังมีอยู่ แต่คงต่างออกไปจากของเรา เช่น มีคนรุ่นใหม่คนหนึ่งพยายามเอาเพลงที่เขาชอบมาให้ผมฟัง  ผมไม่ชอบเลยเพราะมันใช้เสียงที่ผสมขึ้นมาจาก synthesizer จำนวนมาก ซึ่งเขาพยายามอธิบายว่าคนที่แต่งเพลงนี้ได้รับรางวัลจากการประพันธ์เพลงในชุดนี้และอะไรอีกมากมาย ซึ่งก็เป็นคุณค่าบางอย่างสำหรับเขาและเป็นเหตุผลที่สำคัญมากในการเลือกของเขา แต่ผมคิดต่างไป

              ผมเลยพูดถึงไวโอลินโดยย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18  มีนักสร้างไวโอลินชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่มีแหล่งไม้สำหรับผลิตไวโอลินของตัวเองโดยเฉพาะ และสร้างไวโอลินแต่ละตัวโดยใช้มือขูดด้วยตัวเองและชำนาญพอที่จะรู้ว่าต้องขูดไม้จนบางแค่ไหนถึงจะได้ไวโอลินที่ให้เสียงแบบที่เขาต้องการ  เมื่อได้ฟังเสียงที่เกิดจากไวโอลินที่เขาทำ ผมรู้สึกว่ามันช่างไพเราะเหลือเกิน  ไวโอลินชุดนี้มีเหลืออยู่ไม่กี่ตัวในโลก และแต่ละตัวก็มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเฉพาะของตัวเองทั้งนั้นเลย  ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง

              ผมถามเพื่อนคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่าเสียงของไวโอลินในเพลงชุดที่เขาเอามาให้ผมฟังเป็นอย่างไร เขาให้คำอธิบายเครื่องดนตรีอย่างชื่นชมมาก  แต่เมื่อฟังสิ่งที่เขาเรียกว่าคุณค่าเหล่านั้นแล้ว  ผมนึกไม่ออกว่ามัน  match  กับความชื่นชมของผมอย่างไร

    อู่ทอง: จริงๆ แล้ว เราไม่ได้คิดว่าคนในยุคปัจจุบันจะไม่สนใจเรื่องคุณค่าเลย  แต่เสียดายว่าคุณค่าทุกวันนี้ดูจะเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงมาก  คนสมัยนี้คงไม่พอใจกับการใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเขียนหนังสืออมตะเพียงเล่มเดียวในชีวิตแต่อยากเขียนหนังสือออกมาให้ได้หลายๆ เล่มมากกว่า ดังนั้น เวลาที่ฟังคุณพูดชื่นชมว่ากว่าจะสร้างไวโอลินชนิดนั้นขึ้นมาได้ ต้องใช้ความพยายามสักเท่าไร  คนปัจจุบันอาจจะคิดว่าไม่ควรจะต้องเสียเวลามากขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่คิดเครื่องมืออะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้ เพราะการไปให้ถึงเป้าหมายและความสำเร็จต่างหากคือสิ่งสำคัญที่ควรชื่นชม

              จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยฉายหนังให้นักศึกษาดู ซึ่งทุกคนจะรู้สึกประทับใจกับความสำเร็จของตัวเอกอย่างมาก  แต่เมื่อเราถามว่ามีใครเคยนึกชื่นชมผู้ที่ล้มเหลวบ้างไหม  ไม่มีใครเลยที่เห็นคุณค่าของความล้มเหลว เราพบว่ามันยากมากที่จะให้นักศึกษาเห็นว่าความพยายามนั้นมีคุณค่าและสำคัญยิ่งกว่าผลสำเร็จของมันเสียอีก เราเองรู้สึกเหมือนที่เราเขียนไว้ในเรื่องพระมหาชนกว่าสิ่งที่พุทธศาสนาพยายามจะสอนคือกระบวนการของความพยายามต่างหากที่มีคุณค่า  ผลสุดท้ายของความเพียรนั้นจะเป็นความสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่คนรุ่นปัจจุบันดูจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ความพากเพียรพยายามดูจะไร้ความหมายถ้าไปไม่ถึงฝั่งฝัน

              ตลกดีนะที่คุณกับเรามานั่งปรารภกันเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าเราไม่พอใจและอยากให้โลกเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริง เรารู้สึกเหมือนคุณตรงที่ว่าเวลาได้ยินคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจะบอกเสมอว่าเขารู้ เพียงแต่เขารู้คนละอย่างกับที่เรารู้ และสิ่งที่เขารู้หลายอย่าง เราก็ไม่รู้  แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะคนรุ่นเก่าที่โตมากับความรู้ชุดหนึ่ง ย่อมรู้สึกเสียดายที่ความรู้ชุดซึ่งเราเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของมันดูจะหมดความหมายลงไปเรื่อยๆ

              แต่จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกวิตกอะไรเพราะคิดว่าโลกมันก็คงหมุนไปแบบนี้แหละ และคนรุ่นก่อนหน้าเราก็คงเคยวิตกจริตกับคนรุ่นเราเหมือนๆ กัน

              แล้วคนแก่รุ่นเก่า 2 คนก็หัวเราะให้แก่กัน....

     

    August 06

    สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย”

     

    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์

    จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนสิงหาคม

    อยากถามอาจารย์ว่ามีเรื่องใดบ้างที่อาจารย์อยากเห็นมีผู้ศึกษาเพิ่มเติมในประวัติศาสตร์ไทย
    1. “ประวัติศาสตร์ไทยช่วงก่อนสุโขทัย
              ถ้าจะพูดในภาพใหญ่ก่อนเลยก็คือผมมักจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ไทยมักจะขาดความสลับซับซ้อน หมายความว่าเรามักจะถูกสั่งสอนว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับกรุงสุโขทัย  แล้วช่วงก่อนสุโขทัยล่ะ ดินแดนหรือผู้คนแถบนี้เป็นอย่างไร  ประวัติศาสตร์ของเรานับถอยหลังไปได้แค่ 800 ปีเพียงแค่นั้นหรือ  ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยควรจะเริ่มตรงไหนกันแน่  ผมคิดว่านี่เป็นจุดบอดที่ใหญ่มาก

              เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย มันมีคำถามใหญ่มากๆ ว่าเราจะใช้กรอบอะไรไปจับว่าอะไรคือประวัติศาสตร์ ไทย”  เราหมายถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติที่เฉพาะเจาะจงลงไป หรือหมายถึงรูปแบบพัฒนาการของสังคมที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้  ถ้าเราเปิดกว้างว่ามีชนชาติหลากหลายมากมายที่ค่อยๆ พัฒนาชุมชนของตัวเองและคลี่คลายไปจนในที่สุดมีความชัดเจนในเรื่องของพื้นที่เขตแดนที่เรียกกันว่าอาณาจักรสยาม  ผมคิดว่าเราคงพอจะบอกได้ว่านี่ล่ะคือประวัติศาสตร์สยาม (ซึ่งไม่ได้มีแต่ชนชาติไทยเท่านั้น)  แต่เรื่องที่ว่าแต่ก่อนนี้ มีกลุ่มคนหลากหลายที่ค่อยๆ ช่วยกันสานคนละเล็กละน้อยจนเกิดมีลักษณะชุมชนที่ต่อมาคือสยามนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง จะเริ่มมีการพูดถึงนครรัฐหรืออาณาจักรเล็กๆ ซึ่งกระจายตัวและดำรงอยู่มาก่อนช่วงสุโขทัย-อยุธยา ทั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกแล้วก็ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเรายังมีความรู้ด้านนี้น้อยเกินไป

              นั่นเป็นความอยากรู้อันแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย

    2. ภาพชีวิตของ คนโดยเฉพาะสามัญชนในประวัติศาสตร์ไทย
              อันที่สอง มุมมองของประวัติศาสตร์ไทยนั้น เรามักจะเดินตามรอยราชวงศ์และรัชกาล หมายถึงเรามักพุ่งความสนใจไปที่ตัวผู้นำในทางการเมืองเป็นหลัก  แต่กับภาพของตัวชุมชนนั้น มีอยู่น้อยมากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ระบบสังคมของเราเป็นอย่างไร  ระบบเกษตรกรรมหรือการจัดเก็บภาษีในระยะต้นเป็นอย่างไร  กว่าที่จะค่อยๆ คลี่คลายจนกระทั่งชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์  เราแทบไม่เคยมีการศึกษาสิ่งเหล่านี้เลย

              หรือแม้แต่การศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์เองก็ตาม  กว่าที่ผู้นำทางการเมืองจะลงตัวมาเป็นระบบกษัตริย์ มันคลี่คลายมาอย่างไร  กว่าที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้นั้นมาได้โดยวิธีไหนบ้าง   อ้างอิงกับอำนาจของอะไร  มีการจัดสรรอำนาจทางการเมืองกันอย่างไร  ผมคิดว่าส่วนนี้เราก็ยังไม่มีความชัดเจน บ่อยครั้งที่เรามักจะเอาความเข้าใจของปัจจุบันไปสวมให้อดีต เช่น การสืบสายรัชทายาทต้องสืบทางเด็กผู้ชายและต้องเป็นคนโตที่สุด หรือแม้กระทั่งความคิดเรื่องพระมเหสี ผมก็คิดว่ากว่าจะมาเป็นสถาบันพระมเหสีได้นั้น  น่าจะเป็นช่วงหลังมากๆ  เลย เพราะผมคิดว่าช่วงแรกๆ อำนาจยังไม่ตกผลึก  การที่ระบุไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าลูกคนไหนจะได้สืบบัลลังก์ หรือผู้หญิงคนไหนได้เป็นใหญ่ที่สุดในราชสำนักฝ่ายในนั้น ทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งมีโอกาสเป็นอันตรายมาก

              ยิ่งเรื่องชีวิตของผู้คนทั่วไปว่าอยู่กันอย่างไร ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่  เวลานึกอยากรู้เรื่องชีวิตชาวบ้าน ผมมักจะนึกถึงตำนานพื้นบ้านบางเรื่อง เช่น นางนาค  นางนาคมักจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องความรักของหญิงชาย  แต่สำหรับผมนั้น คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวชาวนากับรัฐได้อย่างดี  ผู้หญิงสมัยก่อนถ้าไร้ญาติขาดพี่น้องดูแล แล้วผัวก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ผู้หญิงคนนั้นต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากมากเหมือนกับนางนาค  ผมเองเลือกที่จะตีความในประเด็นนี้มากกว่า  แต่การตีความในกระแสหลักทางหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความเข้าใจและสนใจเรื่องราวในแง่มุมของสามัญชนน้อยเกินไป

    อาจารย์คิดว่าถ้ามีคนสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สังคมกันจริงๆ เราจะมีข้อมูลหรือหลักฐานมากเพียงพอที่จะศึกษาหรือเปล่าเพราะคนไทยไม่ขยันจด ไม่ขยันบันทึกกันสักเท่าไร  
              ผมยังรู้สึกว่านี่เป็นคำอธิบายที่มีมาตลอด   แต่หากเราลองมองย้อนกลับไป  นักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์  เช่น
    จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ใช้หลักฐานเหมือนที่เรามีอยู่แต่เขาได้สร้างความคิดใหม่ขึ้นมาโดยอาศัยทฤษฎีบางอย่าง  ที่สำคัญ ผมคิดว่าหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมันยังมีอยู่ในภาษาอื่นอีกมาก แต่ความพยายามของเราที่จะไปค้นหามาอาจจะยังไม่มากพอ

              ตัวอย่างเช่น หลักฐานในภาษาจีนหรือเอกสารของพวกพ่อค้าดัตช์ที่เข้ามาตั้งสถานีการค้าในอยุธยามาตั้งแต่เริ่มต้นเลย  แน่นอนว่าต้องมี  แต่ผมถามว่ามีนักประวัติศาสตร์สักกี่คนที่มีความรู้ในการใช้เอกสารเหล่านั้น ผมว่านับนิ้วได้เลย  เอกสารโปรตุเกสที่เรามักจะพูดถึงเสมอ   ทำไมจึงมีแค่ของปิ่นโต   นอกจากนี้ ผมคิดว่าต้องมีจดหมายทางการค้าระหว่างอยุธยากับปัตตาเวีย หรือแม้แต่อยุธยากับที่อื่น  เช่น เรามีการแต่งสำเภาการค้าไปค้าขายกับญี่ปุ่นที่เกาะริวกิว  แต่ยังมีการสำรวจเอกสารด้านนั้นน้อยมาก  จะยังมีอีกมากสักแค่ไหนที่เราอาจจะสามารถขุดค้นมาได้

              เพราะฉะนั้น สำหรับผมเอง คำอธิบายที่บอกว่าคนไทยไม่ชอบขีดเขียน หรือสอง เอกสารและร่องรอยหลักฐานของเราได้สูญหายไปหมดกับสงครามใหญ่สองครั้งและสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง ก็เป็นเหตุที่พอเข้าใจได้  แต่คำถามยังอยู่ที่เดิมว่าเรามีความพยายามในการค้นหาหลักฐานมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะขณะนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ช่วงที่มีความเจริญด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้ขุดค้นสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าสมัยก่อนมาก

    สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย” 2/2

    ถ้าเราสนใจจะศึกษาประวัติศาสตร์ชาวบ้าน อาจารย์คิดว่าเราควรจะเริ่มที่ไหน 
              ผมคิดว่าเรื่องนิทานพื้นบ้านกับภาษา สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกทำลายจึงยังโอบอุ้มร่องรอยหลักฐานอะไรอีกเยอะทีเดียว อย่างการเก็บเพลงพื้นบ้านนั้นอาจจะช่วยเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องความคิดความเชื่อได้เยอะมาก  สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการจัดการการศึกษาอย่างมีระบบและรอบด้าน

              ผมนึกถึงนักวิชาการท่านหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว คืออาจารย์ไมเคิล ไรท์  อาจารย์ศึกษาโองการแช่งน้ำโดยถอดออกมาเป็นภาษาสามัญ  ปรากฏว่าเราสามารถเข้าใจเรื่องราวของโองการแช่งน้ำได้อีกหลายอย่างทีเดียว  ตัวอย่างรูปธรรมคือเขาสำรวจว่าในโองการแช่งน้ำมีการใช้ภาษาเขมรมากน้อยแค่ไหน  มีภาษาบาลี-สันสกฤตเท่าไร  แล้วยังมีภาษาที่ไม่ใช่ทั้งหลายที่กล่าวมาและอาจจะอนุโลมว่าเป็นภาษาไทยมากน้อยแค่ไหน  คำที่ใช้เป็นคำประเภทไหน สะท้อนสังคมได้อย่างไร เป็นต้น

              การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น ผมคิดว่านอกจากจะอาศัยบันทึกลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นจารีตของนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังต้องอาศัยเครื่องมือต่างแขนงอีก เช่น หลักฐานทางโบราณคดี  มีนักวิชาการญี่ปุ่นที่ค้นพบเปลือกข้าวในอิฐกับภาชนะดินเผา ทำให้สามารถวิเคราะห์หาอายุและลักษณะของข้าวที่กินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างชุมชนอื่นๆ ซึ่งกินข้าวในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในแบบที่มักเรียกกันว่าบูรณาการ

    3. ความซับซ้อนของประวัติบุคคลสำคัญ
              ประวัติศาสตร์ไทยในทางจารีตมักจะเน้นเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่ผมมักจะนึกสงสัยว่าทำไมบางคนจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นพิเศษมากๆ  อย่างกรณีรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้นชัดเจนที่สุด  แต่กว่าที่เราจะเกิดความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ ร.5 ขึ้นมาอย่างจริงจังนั้น ผมคิดว่าอาจจะหลังมากๆ  ทำไมก่อนหน้านั้นถึงไม่มี  หรืออย่างสมเด็จพระนเรศวรนั้น กว่าที่เราจะมีข้อมูลหรือภาพที่ชัดเจน ผมคิดว่าถอยไปได้ไกลที่สุดคือช่วงรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง  แล้วจึงกระโดดข้ามมามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 7 ด้วยฝีมือของกรมพระยาดำรงฯ  และกลายเป็นกึ่งนวนิยายในสมัยของหลวงวิจิตรฯ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  จะเห็นได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาโดดเด่นเป็นช่วงๆ

              แต่ถ้าถามว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับทั้งสองพระองค์แค่ไหน ผมคิดว่าก็ยังไม่พออยู่ดี ตอนที่หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรออกมาสู่สังคมนั้น หลายคนตั้งคำถามว่ามณีจันทร์มีจริงหรือเปล่า  มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับตัวพระองค์น้อยมากๆ

              ขณะเดียวกัน ผมลองนึกสนุกๆ ว่าถ้าประวัติศาสตร์ไทยสนใจตามรอยบุคคลสำคัญจริงๆ  เราน่าจะตามรอยใครบ้าง  ผมคิดว่ายังมีอีกหลายคนมากที่มีสีสันเหลือเกินและอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขา  เช่น  ถ้าพ่อขุนรามคำแหงมีตัวตนจริง  ผมก็อยากรู้อยากเห็นรายละเอียด  เช่น พระองค์คือใคร  มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเช่นไร  หรืออย่างพระเจ้าปราสาททองที่เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือแม้กระทั่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ เอง  ในแง่บันทึกต่างประเทศ เราเห็นร่องรอยของกษัตริย์พระองค์นี้ว่ามีสีสันมาก  ท่านรวบรวมอำนาจอย่างไรกว่าจะขึ้นครองราชย์ได้  ท่านสร้างฐานอำนาจและต่อสู้กับอำนาจในกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างไร  มี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้ แต่เท่าที่เห็น ก็มีเพียงคนเดียว  ทำไมเราไม่พยายามทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมา

              หรือกรณีตำนานพระพุทธบาทในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม  เราไม่ค่อยพูดถึงการค้นพบพระพุทธบาทว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้กับรัฐบาลของท่าน แต่กลับมองเป็นกฤษฎาภินิหาร กลายเป็นของเรื่องตำนานซึ่งกระเดียดไปทางนิยายเสียมากกว่า

              หรือรัชกาลที่  3 ซึ่งทรงเป็นนักการค้าที่ยิ่งใหญ่มาก  ท่านสามารถรักษาดุลยภาพระหว่างกลุ่มฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างไรโดยไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน  ไม่มีการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันบ้างเลยหรือ   แล้วกลุ่มสกุลขุนนางใหญ่ๆ   อย่างตระกูลบุนนาค  หรือกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในสมัยนั้น รวมไปถึงกลุ่มชาวตะวันตกอีกล่ะ  ท่านจัดการอย่างไร

              โดยสรุปแล้ว ในเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับบุคคลสำคัญต่างๆ  แต่ทำไมถึงยังไม่มีความหลากหลายเท่าที่ควร  ผมไม่ได้รังเกียจถ้านักประวัติศาสตร์จะสนใจเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่จะดีมากถ้าเขาได้ศึกษาบุคคลสำคัญหลายๆ คน เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นคำถามและคำตอบต่อกัน และท้ายสุด เราอาจจะได้เห็นภาพของประวัติศาสตร์ไทยที่มีความหลากหลายมิติมากขึ้น

    4. ประวัติศาสตร์ไทยในบริบทของประวัติศาสตร์โลก
              อีกประเด็นที่อยากจะพูดถึงคือการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมักจะโดดเดี่ยวและแยกออกมาจากประเทศอื่นๆ  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมมักจะตั้งคำถามอยู่ตลอด   เวลาที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์ยุโรป   ประวัติศาสตร์โลกหรืออะไรก็ตามแต่ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น  ประเทศไทยอยู่ตรงไหน  ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่มีภาพนี้

              การที่เอาประวัติศาสตร์จากหลายๆ ที่มาวางไว้บน Time line เดียวกัน อย่างน้อยที่สุดสำหรับผมเองก็ช่วยให้สามารถนึกภาพรวมที่กว้างขึ้น เช่น เมื่อพูดถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่าตรงกับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผมก็จะกวาดสายตาไปว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกนี้ ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงว่าในขณะที่สังคมไทยเรากำลังเป็นแบบนี้ สังคมอื่นเป็นแบบไหน  แน่นอนที่สุดว่าพัฒนาการของสังคมแต่ละที่นั้นมักแตกต่างกันทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

              นอกจากนั้น การที่เราเอาช่วงเวลาของไทยไปวางไว้บน Time line ของโลกนั้นยังอาจช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนั้นด้วย เช่น กรณีเรื่องโรคห่าระบาดที่เป็นเหตุให้พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงศรีอยุธยานั้น เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Black Death ซึ่งคร่าชีวิตคนในยุโรปไปมากมาย ซึ่งเมื่อสนใจสืบสาวต่อไปจริงๆ ก็อาจพบว่ามันอาจจะมาจากหนูที่ติดมากับเรือสินค้าจากเมืองจีนก็ได้  หรืออย่างกรณีความรุ่งเรืองของอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการที่เส้นทางการค้าสายไหมทางบกที่เคยใช้กันมาถูกปิดไป อยุธยาจึงกลายเป็นจุดผ่านทางที่สำคัญของการค้าทางทะเลและร่ำรวยขึ้นมาอย่างที่อาจเรียกได้ว่าส้มหล่น

              จะเห็นได้ว่าการอธิบายเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์ในภูมิภาคอื่นๆ ได้  พูดอีกอย่างก็คือ การที่ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยมีพื้นที่ทางเวลาร่วมกันหมายถึงการมีพื้นที่ (การอธิบาย) ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดเช่นนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

     
    July 03

    เสน่ห์อิสฟาฮาน

     

    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
     

    จะด้วยฝีมือโปรโมทของอิหร่านที่พยายามหาพันธมิตรไว้สู้อเมริกา หรือด้วยความสดใหม่ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวก็ตามที  ปัจจุบัน คนไทยทยอยไปเที่ยวอิหร่านกันมากขึ้นและทุกคนที่พวกเรารู้จักล้วนกลับมาด้วยความประทับใจเมืองๆ หนึ่งเป็นพิเศษ  เดือนนี้ *หมายเหตุสังคมจึงขอพาทุกท่านมารู้จักเสน่ห์ของเมืองที่ชื่อว่า Esfahan ผ่านสายตามัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างอาจารย์ทรงยศกันค่ะ

                อิสฟาฮานเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมเปอร์เซียรุ่งเรืองถึงขีดสุดในทุกๆ ด้าน  เวลาที่เราพูดถึงเมืองอิสฟาฮาน เราจึงมักจะนึกถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมเปอร์เซีย ซึ่งผมคิดว่าคงคล้ายๆ กับเวลาที่เราพูดถึงอยุธยาว่าสำคัญอย่างไรต่ออารยธรรมไทย  คืออะไรก็ตามที่เคยรุ่งเรืองในอิสฟาฮานได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของอิหร่านในปัจจุบัน  ความรุ่งเรืองด้านต่างๆ นี้ยังคงสืบทอดต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบันและยังสามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในอาคารบ้านเรือนต่างๆ

                ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวมักไปเยือนเป็นแห่งแรกคือจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่มาก  ชาวเมืองอิสฟาฮานทุกวันนี้ยังคงบอกว่าที่นี่คือลานกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  ยิ่งถ้าเทียบกับสถานที่ที่คล้ายคลึงกันในช่วงศตวรรษที่ 15-17 ด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของเปอร์เซียในยุคนั้นเพราะขนาดของจตุรัสกลางเมืองในยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับขนาดของจตุรัสแห่งเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลต่อกัน

                หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นในจตุรัสนั้นได้แก่พระราชวังหลวง ในช่วงสมัยเดียวกันนั้น  ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีพระราชวังไหนที่หรูหราฟู่ฟ่าเท่ากับพระราชวังแห่งอิสฟาฮาน  ซึ่งเป็นอาคารสูง 6 ชั้น ผนังด้านในมีจิตรกรรมเขียนสีซึ่งมีลายเส้นที่อ่อนหวานประดับประดาไว้ทั่วไปหมด  เมื่อไต่บันไดขึ้นไปถึงชั้นที่สาม เราจะเห็นว่ามีน้ำพุอยู่บนนั้น  ตัวบันไดเองก็มีสีสันงดงามอัศจรรย์เพราะกรุด้วยกระเบื้องเคลือบที่ทำลวดลายเป็นดอกไม้สีต่างๆ  ปัจจุบัน ตั้งแต่ชั้นที่  4-6  กำลังซ่อมอยู่

     ชั้นบนมีห้องดนตรีซึ่งเป็นห้องที่มีการจัดระบบเสียงได้ดียอดเยี่ยม  ลักษณะห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก  มีการกรุกำแพงด้วยแผ่นยิบซั่มบางๆ  ซึ่งฉลุเป็นลวดลายภาชนะต่างๆ  เช่น  เหยือกแก้ว  คนโทน้ำ  แจกัน  ผลของมันก็คือเมื่อนักดนตรีเล่นเพลงอยู่ในห้อง เสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกดูดเข้าไปในช่องฉลุเหล่านั้นทำให้เสียงดนตรีที่ได้ยินเป็นเสียงที่ประณีตละเอียดอ่อน  ลองนึกถึงภาพงานเลี้ยงที่ชั้น 3  แล้วมีเสียงดนตรีลอยลงมาจากห้องที่อยู่ชั้นบน  ผู้คนในงานเลี้ยงจะไม่เห็นนักดนตรีเลยแต่สามารถได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะได้ทั่วงาน

                ผมคิดว่าบรรดาราชสำนักที่อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่างพูดถึงพระราชวังที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้เป็นเสียงเดียวกัน  ผมจะขอยกตัวอย่างความน่าทึ่งบางอย่าง เช่น กระเบื้องเคลือบหลากสีสันที่นำมาใช้ประดับประดาพระราชวังนั้นต้องอาศัยความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาอย่างมากว่าต้องใช้โลหะชนิดไหนมาผสมลงไปในน้ำเคลือบและทำการเผาอยู่ที่อุณหภูมิเท่าใด จึงจะได้สีกระเบื้องตามที่ต้องการและยังคงสีที่สดใสอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน  เพราะฉะนั้น เพียงแค่สีของบันไดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว

                เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องของดนตรีที่มีพัฒนาการสลับซับซ้อนมาก  ในโลกของเปอร์เซียนั้น มีการศึกษาเรื่องดนตรีอย่างลึกซึ้ง  มีการศึกษาถึงขั้นว่าเสียงของห้องจังหวะใดจะสามารถให้เสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสุขสบายได้ หรือสร้างห้องดนตรีแบบไหนถึงจะเกิดความนุ่มนวลของเสียงเมื่อนักดนตรีบรรเลงเครื่องดนตรีพร้อมๆ กัน  ส่วนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็มีการพัฒนาไปด้วยในขณะเดียวกัน

     นี่เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่อยู่กลางเมืองอิสฟาฮาน  พระราชวังที่ชื่ออาลี คาพู (Ali Kapu หมายถึงประตูสวรรค์) นี้ยังมีเรื่องที่ผมประทับใจอีกอย่าง คือเมื่อเดินเข้าประตูไป จะเห็นอักขระที่เป็นภาษาฟาร์ซี ซึ่งก็คือภาษาเปอร์เซีย  (คำว่า เปอร์เซียเป็นการเรียกเพี้ยนโดยคนกรีก  ถิ่นฐานดั้งเดิมของคนกลุ่มนี้คือจังหวัดฟาร์ส (Fars)  เมื่อคนกรีกเข้ามาถึง ได้เรียกเพี้ยนไปเป็นพาร์ส เพอร์สและกลายเป็นเปอร์เซียในที่สุด)  อักขระภาษาฟาร์ซีที่จารึกไว้ ณ ที่นั้นนำมาจากบทกวีของโอมัร คัยยาม (ผู้แต่งรุไบยาต)  ไกด์ท้องถิ่นแปลให้เราฟังว่ามนุษย์นั้นออกมาจากประตูหนึ่งและท้ายที่สุดจะได้เข้าไปสู่ประตูหนึ่ง”  ประตูที่เราออกมาคือประตูสวรรค์และท้ายสุดประตูที่เราจะเข้าไปและไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลยคือประตูแห่งความตาย

                นอกเหนือไปจากความงดงามของอาคารต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว ผมคิดว่ายังมีด้านอื่นๆ อีกที่น่าสนใจ เช่น วิธีคิดว่าสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ที่ควรจะประกอบขึ้นเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองนั้นควรจะมีอะไรบ้าง  ในจัตุรัสนั้น นอกจากพระราชวังหลวงแล้ว ยังมีตลาดและสุเหร่าอยู่ 2 สุเหร่า

                ถัดจากอาคารพระราชวังเป็นตลาดหรือบาซาร์ (Bazaar) ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรารับมาใช้แล้วเพี้ยนเป็นคำว่า ปสานในสมัยอยุธยา  หมายความว่ารัฐไม่สามารถคงอยู่ได้ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคงดีพอ  เปอร์เซียรุ่งเรืองเพราะทำตัวเป็นคนกลางในการเก็บเกี่ยวสินค้าจากโลกตะวันออกที่หมายถึงจีน อินเดีย แล้วส่งไปขายต่อยังโลกตะวันตกที่ยุโรป  ตัวบาซาร์สมัยนั้นมีการพัฒนาไปไกลมากถ้าเทียบกับโลกส่วนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน

             

       สมัยก่อน สินค้ามักมีไม่มากพอที่จะขายได้ทั้งวัน  การค้าขายมักจะเป็นภาพของพ่อค้าวัวต่างม้าต่างที่รวบรวมสินค้าตามรายทางพร้อมกับตระเวนขายไปตามรายทาง  ตลาดส่วนใหญ่จึงมีลักษณะเป็นตลาดนัดมากกว่าตลาดถาวร  ในยุโรปเองก็มีตลาดนัดที่เรียกว่า flea market เพราะเปรียบเสมือนตัวหมัดที่กระโดดไปมาตามแหล่งต่างๆ  แต่สิ่งที่เราเห็นในเมืองอิสฟาฮานเป็น covered bazaar คือตลาดที่เป็นตัวอาคารถาวรขนาดใหญ่  แสดงว่าที่นี่เป็นที่รวมสินค้ารายทางจำนวนมหาศาล เป็นศูนย์รวมของพ่อค้ามากมาย

                ผมจินตนาการว่าในตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ  ตลาดตรงนี้เป็นแหล่งค้าขายพรม ตรงนั้นขายหมวก ตรงนี้ขายเครื่องเหล็ก ตรงนั้นอาจจะเป็นที่ขายทอง  ถัดมาเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการทำน้ำหอม เครื่องแก้ว แล้วก็เครื่องเทศนานาชนิด  การที่ตลาดจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตลาดถาวรที่มีสินค้าขายได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก

     

                ถัดจากอาคารที่เป็นตัวคุมเศรษฐกิจ ก็เป็นอาคารที่มีบทบาทในการควบคุมความคิด  เราเห็นสุเหร่า 2 แห่ง ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง  สุเหร่าเล็กที่ชื่อชัยค์ลุฏฟุลลอฮนั้นใช้เฉพาะราชสำนัก  ปกติ สีที่ใช้ด้านนอกตัวสุเหร่ามักจะเป็นสีเขียวหรือไม่ก็น้ำเงิน  แต่ที่นี่สีพื้นกลับเป็นสีเบจ คือสีน้ำตาลและเนื้ออ่อนสลับกับสีน้ำเงินและเขียว  เมื่อเห็น จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นสีที่นุ่มนวลมาก  แต่ที่วิเศษกว่านั้นคือเมื่อเดินเข้าไปในอาคาร เราจะเห็นร่องรอยความคิดทั้งเรื่องของเรขาคณิตและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมาก เช่น จตุรัสเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ตัวอาคารของสุเหร่ามีเงื่อนไขว่าต้องหันไปทางทิศที่ตั้งของนครเมกกะ ซึ่งไม่สัมพันธ์กันเลยกับผังสี่เหลี่ยมของลานเมือง  สถาปนิกจึงต้องออกแบบให้เราเดินเบี่ยง  ที่น่าทึ่งก็คือเรากลับไม่รู้สึกถึงการถูกบังคับให้ต้องเดินเบี่ยงเลย

                และเมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก็ต้องตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ในการเขียนลวดลายประดับประดาต่างๆ ที่เป็นศิลปกรรมแบบอิสลาม ทั้งลายแบบพรรณพฤกษาและการใช้ตัวอักขระจากพระคัมภีร์ที่เรียกว่ากูฟิค (kufic) หรืออักษรประดิษฐ์มาประดับ ซึ่งสำหรับคนเปอร์เซียแล้วมันคือส่วนหนึ่งของการชื่นชมสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้น ศิลปะ สีกับพระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

                ที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือเมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน จะเห็นลายเป็นวงขนาดใหญ่และค่อยๆ เล็กลงเข้าหาจุดศูนย์กลาง  มองเผินๆ ก็ดูเหมือนลายวงกลมธรรมดา แต่ถ้ามีแสงมากระทบโดนในมุมที่ถูกต้อง เราจะเห็นลายนั้นคลี่ตัวออกเป็นรูปนกยูงรำแพนหางได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะตลอดวัน  นี่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการคำนวณแสงในสถาปัตยกรรมที่น่าอัศจรรย์มาก

                นอกจากสุเหร่าเล็กที่ใช้เฉพาะราชสำนักแล้ว ยังมีสุเหร่าใหญ่หรือมัสยิดญามิอ์ซึ่งเป็นที่สำหรับให้ชาวเมืองมาทำนมาซร่วมกันในวันศุกร์  พื้นที่ของสุเหร่าจึงต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับชาวเมืองจำนวนมากได้  สุเหร่านี้ยังประกอบด้วยส่วนที่เป็นโรงเรียนอยู่สองด้าน เป็นปีกซ้ายขวา  ในโลกของคนอิสลามเรียกส่วนนี้ว่า มะดระซะหมายถึงโรงเรียน (ศาสนา)  ในสมัยก่อน โรงเรียนลักษณะนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องของศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิชาคำนวณ การแพทย์และอื่นๆ ด้วย

                มะดระซะที่นี่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับฤดูกาล  ในฤดูร้อน จะใช้ด้านที่เป็นอาคารเปิดโล่ง  ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ออกแบบให้มีประตูเปิดปิดได้เพื่อให้อบอุ่นเหมาะกับการเรียนในฤดูหนาว  มีทั้งห้องเรียนขนาดเล็กที่น่าจะจุคนได้สัก 20 คนเป็นอย่างมากและห้องเรียนขนาดใหญ่  ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างดียอดเยี่ยม

                อีกอย่างที่อาจทำให้เราแปลกใจคือเวลาอยู่ในเมืองอิสฟาฮาน เราจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา  น้ำเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของคนเมืองนี้  จะมีน้ำพุอยู่ในสวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วเมือง  พวกเขาเอาน้ำมาจากไหนกันในเมื่อถัดจากตัวเมืองที่แผ่ออกไป ล้วนเป็นที่โล้นแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปของอิหร่าน

                อิสฟาฮานได้น้ำจากสองแหล่งด้วยกัน แหล่งแรกคือแม่น้ำสายสั้นๆ ที่ไหลผ่านเมือง ส่วนอีกแหล่งคือน้ำซับใต้ดิน หมายความว่าต้องอาศัยผู้รู้ว่าน้ำซับนั้นอยู่ตรงไหนแล้วจัดการชักน้ำเหล่านั้นขึ้นมาใช้  น้ำจะถูกเพิ่มความดันเป็นระยะเพื่อให้เกิดแรงผลักจากใต้ดินจนกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ซึ่งน้ำพุนี้สามารถไปโผล่ได้ถึงชั้นสามของพระราชวังกลางเมือง

                เรางุนงงสงสัยเพราะเราคิดว่าน้ำต้องสัมพันธ์กับต้นไม้  แล้งอย่างนี้จึงไม่น่ามีน้ำได้  แต่น้ำของคนเปอร์เซียนั้นสัมพันธ์กับหิมะที่ละลายซึมลงในชั้นใต้ดิน  แผ่นหินที่สลับซับซ้อนได้กักเก็บน้ำเอาไว้เป็นโตรกธารที่ไหลเวียนอยู่ใต้ดิน คนเปอร์เซียจึงพัฒนาความรู้เรื่องการสร้างลำรางส่งน้ำที่สัมพันธ์กับชั้นใต้ดินที่อยู่ห่างไกลร่วมร้อยกิโลเมตร  ในโลก มีอยู่ไม่กี่วัฒนธรรมที่มีความรู้เรื่องการทำอุโมงค์ใต้น้ำเช่นนี้  ในความเป็นจริง อิสฟาฮานจึงมีน้ำอยู่มากเกินพอด้วยซ้ำไป

                สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับน้ำที่สลับซับซ้อน  น้ำคือความร่มเย็น น้ำคือชีวิต  พอตกเย็น ผู้คนจะไปนั่งคุยกันอยู่ริมแม่น้ำ ไปปิกนิก นัดรวมญาติ ถ่ายรูป และเป็นที่นัดพบของหนุ่มสาว  ตามสวนจะมีการสร้างน้ำพุเพื่อให้ความชุ่มชื่นร่มเย็นแก่ชีวิต  นอกจากนั้น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแบบมุสลิมก็คือเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบริเวณบ้าน สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือสวนซึ่งมีน้ำพุขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง  ทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมุสลิมชื่นชมน้ำอย่างมาก

                นอกจากจัตุรัสกลางเมืองแล้ว ยังมีพระราชวังขนาดเล็กอยู่อีกประมาณ 30 วัง  พระราชวังเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีการสลักเสลาและเขียนสีในแต่ละราชวงศ์  แต่ละวังมีอาคารซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยป่า  ที่ไม่เรียกว่าสวนเพราะต้นไม้ที่นั่นมีขนาดใหญ่มากเพราะปลูกมาตั้งแต่สมัยสร้างวัง จึงมีอายุประมาณ 100-200 ปี  ต้นไม้ที่นิยมกันมากเพราะนำไปใช้ได้คือต้น sycamore ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นเมเปิ้ล เช่น พระราชวังที่ชื่อว่าเชเฮลโซตูน ซึ่งแปลว่าวังที่มีเสาไม้ 40 ต้นนั้น เสาทุกต้นทำจากไม้ซิกคาหม่อทั้งสิ้น  เมืองอิสฟาฮานทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้

                อิสฟาฮานยังมีที่เที่ยวอื่นๆ  อีก เช่น หลุมฝังศพของมหากวีที่ชื่อว่าฮาเฟซ   ซึ่งคนอิหร่านเองก็ยังไปที่หลุมศพนี้กันอยู่ในปัจจุบัน พอไปถึง ก็จะอ่านบทกวีของท่านกัน  ถัดจากหลุมศพ  มีร้านน้ำชาเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการแสวงหาความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนอิหร่านซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ  พวกเราก็ไปนั่งกินขนมที่หน้าตาคล้ายกับซ่าหริ่มในน้ำกุหลาบซึ่งทำจากดอกกุหลาบจริงๆ และมีขายทั่วไปในอิหร่าน

                ผมคิดว่าอิสฟาฮานมีอะไรให้ดู ให้ได้เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอยู่มากจริงๆ

    April 08

    ข้างหลังภาพ

    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์

              ผมคิดว่าเวลาคนดูรูป หลายคนคงตั้งคำถามกับความหมายของรูปว่ามันคืออะไร  ถ้าจะตอบคำถามนี้ ผมคิดว่าเราอาจจะต้องเริ่มต้นจากการนิยามหน้าที่ของรูปว่ามันมีหน้าที่อะไรก่อน  ผมคิดว่ารูปถ่ายเป็นสิ่งที่ยืนยันความทรงจำและความทรงจำนั้นอาจจะสื่อความหมายอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งบางครั้งก็ชัดเจนในตัวของมันเอง  แต่บ่อยครั้ง เราต้องอาศัยภูมิหลังอะไรอีกมากมายเพื่อจะได้เข้าใจความหมายที่อยู่ข้างหลังภาพนั้น

              อย่างเช่น รูปกรมพระยาดำรงราชานุภาพรูปนี้  เป็นรูปที่ถ่ายตอนที่ท่านอายุยังน้อยอยู่ แต่งตัวธรรมดา นั่งด้วยอาการธรรมดาและกำลังโอบกอดเด็กเล็กๆ ที่แต่งตัวธรรมดาหมดเลยทุกคน  ผมคิดว่าหลายคนที่ได้เห็นรูปนี้ จะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ  แต่อย่างที่เราทราบๆ กัน ผู้ชาย ธรรมดาๆคนนี้ทรงมีบทบาทในสังคมไทยอยู่มากทีเดียว ทั้งในแง่ของการเมืองการปกครอง วิชาการ และอาจจะรวมไปถึงด้านอื่นๆ อีกมาก  ดูรูปนี้แล้วทำให้นึกว่าจริงๆ แล้ว คนแต่ละคนที่เราเห็นนั้นล้วนมีเรื่องราวข้างหลังภาพอยู่อีกเยอะแยะมากมาย

    ภาพถ่ายยุคแรกๆ
              รูปถ่ายเป็นประดิษฐกรรมในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี  ดูเหมือนว่ามนุษย์เราอยากจะวาด อยากจะบันทึกสิ่งที่ตัวเองต้องการเห็น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ สิ่งแวดล้อมหรือตัวบุคคล ให้เหมือนจริงมากที่สุด ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนก็มีความพยายามที่จะผลิตรูปเขียนประเภทที่เรียกว่า รูปเหมือน (Realistic) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปวาดประเภท portrait มาแต่ดั้งเดิม  พอเริ่มมีประดิษฐกรรมรูปแบบใหม่คือรูปถ่ายเข้ามา ซึ่งมีความเหมือนยิ่งกว่าการวาดรูป  รูปถ่ายจึงเป็นที่นิยมและเข้ามามีบทบาททดแทนรูปวาดอย่างมาก

              สำหรับในเมืองไทยนั้น ผมคิดว่าประดิษฐกรรมการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาเมื่อปลาย ร. 3  แต่ดูเหมือนว่าเราไม่เคยเห็นรูปถ่ายในสมัยนั้นเลย  รูปเก่าที่สุดที่เราจะสามารถพบเห็นได้คือรูปสมัยร.4 ซึ่งมักเป็นรูปบุคคลที่มีความสำคัญในสมัยนั้น โดยเฉพาะรูปของ ร.4 เองกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ซึ่งผมขอเรียกสั้นๆ ว่าสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ  ภาพหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือรูปเดี่ยวของพระองค์  เป็นภาพของสตรีไทยที่มีผมสั้น นุ่งห่มสไบตามแบบจารีตของไทยสมัยก่อนและไม่ทรงฉลองพระบาท  ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยที่ท่านไม่ได้สบตากับกล้อง  เก้าอี้นั้นเป็นเก้าอี้แบบฝรั่งและฉากหลังทั้งหมดเป็นแบบตะวันตก

     

              แน่นอนว่านั่นเป็นยุคสมัยซึ่งโลกตะวันตกได้เข้ามาอยู่ในสังคมสยามแล้ว  ผมคิดว่าความน่าสนใจมากๆ อย่างหนึ่งคือท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างหมิ่นเหม่เหลือเกิน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะว่าวิธีการนั่งเก้าอี้แบบคนตะวันตกน่าจะเป็นของใหม่ในสังคมสยาม  แต่เดิมนั้น ถ้าเราไม่นั่งลงไปบนพื้น เราก็อาจจะนั่งอยู่บนเตียงตั่ง คือแท่นสี่เหลี่ยมยกพื้นเตี้ยๆ  ซึ่งเราอาจจะนั่งด้วยอาการขัดสมาธิ หรือชันเข่า หรือไม่ก็ห้อยเท้า  แต่ว่าการนั่งเก้าอี้นั้น ผมมักนึกถึงมันว่าเป็นการนั่งในแบบของโลกตะวันตกหรือจีนมากกว่า  ดังนั้น ผมคิดว่าท่านั่งในรูปของสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ นั้นคงเป็นการนั่งที่ไม่สบายเท่าไรนัก

              ลักษณะอีกประการคือท่านไม่ได้มองกล้อง  ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่าท่านถือเป็นหัวหน้าของฝ่ายในหรือนางห้าม  อย่าลืมว่าผู้หญิงในราชสำนักของสยามประเทศเป็นผู้หญิงของพระราชาซึ่งเป็นคนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน  แต่การถ่ายรูปได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกๆ คนสามารถมองเห็นได้แม้แต่สตรีที่โดยปกติไม่อาจปรากฏตัวให้เห็นในที่สาธารณะ  ดังนั้น การที่ท่านไม่มองกล้องนั้น ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นวิธีคิดสองอย่างที่เผชิญกันอยู่ต่อหน้าเราคือในทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านกำลังกลายเป็นของสาธารณะ ทั้งที่ในอีกทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านเป็นของต้องห้าม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจผมอย่างมาก

              อีกองค์หนึ่งที่มีรูปหลงเหลือให้เราเห็นอยู่มากมายคือ ร.4 ในอากัปกิริยาต่างๆ นานา เช่น ภาพที่มีคำอธิบายว่าท่านทรงสายสะพายแบบ Legion d’Honneur ของฝรั่งเศส  เราจะเห็นว่าการแต่งกายของท่านล้วนเป็นแบบตะวันตก  ท่านทรงหมวกแบบฝรั่งเศสและห้อยประดับเหรียญตราต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในราชสำนักของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษในรัชสมัยของพระนางเจ้าวิคตอเรีย  เมื่อรูปทำนองนี้ถูกส่งไปยังโลกตะวันตก (ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของมันและเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ร.4 ทรงถ่ายรูปไว้มากมาย)  เมื่อฝรั่งได้ดู ก็คงคิดว่า อ้อ เหมือนกัน

              อีกรูปหนึ่งเป็นรูปของท่านเช่นกันแต่ฉลองพระองค์แปลกมาก เหมือนกับเป็นเสื้อคลุมผ่ากลางด้านหน้ายาวตลอด ปักดิ้นเป็นสองแถบ เสื้อตัวชั้นในดูเหมือนเป็นเสื้อปกติ ไม้เท้าเป็นแบบไม้เท้าของคนเดินทาง  อีกอย่างที่น่าสนใจคือท่านนั่งประทับเคียงคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ  การปรากฏตัวของบุรุษและสตรีพร้อมกัน บนพื้นที่ที่เท่าเทียมกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกๆ ของเราที่เกิดภาพของพระราชาและพระราชินีปรากฏต่อสาธารณะในลักษณะนั่งเคียงคู่โดยเท่าเทียมกันบนแผ่นดินสยาม

              อย่างไรก็ตาม บางทีรูปนี้อาจไม่ปรากฏต่อสาธารณชนชาวสยามจริงๆ ก็ได้ เพราะตามบันทึกเขียนไว้ว่ารูปนี้เป็นรูปที่ได้พระราชทานแก่ประธานาธิบดีของอเมริกาในสมัยนั้น ซึ่งก็เหมาะสมดีกับความเชื่อของทางตะวันตกในเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันของบุรุษและสตรี  ลักษณะที่น่าสนใจอีกประการคือทั้งสองท่านมองตรงมายังกล้องหรือมองคนที่กำลังดูรูปถ่าย และสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ เองก็มีลักษณะท่าทางไม่เหมือนกับรูปก่อนแล้ว

              หากเทียบกับรูปถ่ายในสมัยถัดมาคือ ร.5 กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) แล้ว จะเห็นได้ว่าต่างออกไปเลยทั้งวิธีการแต่งตัวและท่าทาง  ทั้งสองพระองค์ทรงดู ลงตัวแล้ว คือฝ่ายบุรุษสวมเสื้อแจ็กเก็ตและเป็นเสื้อประดิษฐ์ในแบบของเสื้อพระราชทาน (royal pattern) หรือที่เราเรียกเป็นไทยๆ ว่าเสื้อราชปะแตน ส่วนฝ่ายสตรีเป็นเครื่องแต่งกายแบบประยุกต์แล้ว คือผ้านุ่งเป็นแบบจีบหน้านาง แต่สวมเสื้อแบบที่ฝรั่งเรียกว่า blouse ที่มีแขนจีบพอง (ที่เราเรียกกันว่าเสื้อขาหมูแฮม) ซึ่งเป็นความนิยมในหมู่สตรีตะวันตกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย  ผมคิดว่าจากรูปถ่าย เราเห็น ความมั่นใจของทั้งสองพระองค์ได้จากอากัปกิริยา และเช่นเดียวกัน เรามักเห็นสิ่งของที่เป็นของโลกตะวันตกอยู่ในฉากหลังของรูปไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา

              เมื่อประดิษฐกรรมรูปถ่ายได้เข้ามาอยู่ในราชสำนัก เราจะเห็นว่ามีรูปของพระราชโอรส พระราชธิดาหรือเชื้อพระวงศ์ที่กำลังทรงถือกล้องอยู่กับตัว  ในแง่ของการอ่านภาพ ก็หมายความว่าประดิษฐกรรมของใหม่เหล่านั้นได้ถูกควบคุมอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้แล้ว  ถ้าดูรูปถ่ายของสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ รูปนี้ จะเห็นว่าแม้จะยังทรงพระเยาว์อยู่ แต่ท่านก็ทรงยืนด้วยความมั่นใจ  ผมคิดว่าการถ่ายรูปลักษณะนี้น่าจะต้องมีผู้ให้คำแนะนำว่า หนึ่งท่านควรจะแต่งตัวอย่างไร สองควรจะยืนด้วยกิริยาท่าทางแบบไหน

              เราจะเห็นสมเด็จฯ ทรงฉลองพระองค์ครึ่งบนเป็นผ้าลูกไม้ซึ่งเป็นแบบที่นิยมเหลือเกินในโลกตะวันตก  ผ้าห่มสไบเฉียงนั้นถูกประยุกต์ให้มีการติดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่  เพิ่มการสวมติดอัญมณีต่างๆ  ครึ่งล่างเป็นผ้าโจงกระเบนซึ่งเป็นแบบของราชสำนักกัมพูชาซึ่งเรารับเข้ามานานมากจนเรามักลืมไปแล้วว่าที่มาของมันนั้นมาจากไหน  ถัดลงไป ท่านสวมถุงเท้าโดยมีลายลูกไม้ประดับที่ด้านบนสุด  รองเท้า ฉากหลัง โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนเป็นของตะวันตกทั้งหมด

              ภาพถัดมาเป็นรูปการละเล่นในราชสำนักฝ่ายใน  เราเห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ซึ่งทรงดูมีอายุมากขึ้นกว่ารูปก่อนๆ  ในขณะที่ทรงพักผ่อนอยู่ท่ามกลางหมู่สตรีในราชสำนักที่กำลังเล่นอะไรบางอย่างโดยที่มีคนหนึ่งขี่อีกคนหนึ่ง  ผมคิดว่าเป็นภาพที่แปลกมากเพราะผมนึกไม่ออกว่าในโลกสากล การที่บุคคลคนหนึ่งขี่อีกบุคคลหนึ่งอยู่นั้นจะอ่านความหมายนี้ว่าอย่างไร

     

             ผมคิดว่าท้ายที่สุด ประดิษฐกรรมรูปถ่ายก็ค่อยๆ ถูกทำให้แพร่หลายออกไปสู่สาธารณะมากขึ้นๆ  จากภาพชนชั้นสูงในราชสำนัก ก็ลงไปสู่ชนชั้นกลางและชั้นล่างมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งสะท้อนว่าพัฒนาการเทคโนโลยีรูปถ่ายนั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้วก็ถูกลงไปเรื่อยๆ  เรามีรูปถ่ายกันได้สะดวกขึ้นจนผมคิดว่าแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่เคยถูกถ่ายรูป

    ภาพถ่ายยุคต่อมา
              การถ่ายรูปในสมัยต่อมานั้น ผมคิดว่ามันเป็นการบันทึกความทรงจำส่วนบุคคลหรือของครอบครัว ว่าได้ผ่านประสบการณ์หรือเหตุการณ์สำคัญบางอย่างร่วมกัน  ภาพที่ผมมักจะนึกถึงและประทับใจเป็นอย่างมากคือรูปถ่ายของการไปงานศพของคนในตระกูลจีนทั้งหลาย  ผมคิดว่าภาพถ่ายนั้นน่าจะมีความยาวเป็นฟุตหรือสองฟุตด้วยซ้ำไป  ผมคิดว่าภาพประเภทนี้เป็นภาพที่พยายามทำให้เห็นรูปของทุกๆ คนที่มาร่วมในงานศพ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความเกี่ยวดองกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกัน  เหตุที่ผมกล่าวว่าน่าสนใจก็เพราะสมัยนั้นไม่มีเทคนิคการถ่ายภาพแบบพาโนรามา  การถ่ายภาพคนจำนวนมากให้อยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกันจึงต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะอย่างมาก

              ตัวเนื้อหาของภาพเองก็มีความน่าสนใจคือสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสังคมเครือญาติของวัฒนธรรมจีน  ทุกคนจะไปร่วมในงานศพเดียวกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้รับรู้ว่าสายสกุลของเรามีใครอยู่บ้าง  ผมคิดว่าภาพเช่นนี้เป็นที่นิยมในครอบครัวคนจีนในสมัยหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าภาพแบบนี้ยังคงหาได้อยู่หรือไม่  ถึงแม้ในทางเทคนิค ภาพเหล่านี้จะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ  แต่ความนิยมอาจจะค่อยๆ ลดลงไป ซึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในการนับญาติเริ่มเสื่อมถอยลง  หรือบางทีญาติที่ถูกนับนั้นอาจต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้วอย่างดี  มีการตัดญาติบางคนออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในสังคมปัจจุบันที่ไม่คิดว่าการผูกพันทางสายโลหิตเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่สำคัญอะไรนัก

    ภาพถ่ายยุคดิจิทัล
              เทคโนโลยีได้พัฒนาต่อมาจนกล้องถ่ายรูปในสมัยปัจจุบันราคาถูกลงมาก  ที่สำคัญ ไม่ต้องใส่ฟิล์มหรือสไลด์ ซึ่งทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  แต่ก่อน การถ่ายรูปมีต้นทุนที่แพงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่  ดังนั้น การจะถ่ายรูปแต่ละครั้งจึงจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบว่าต้องการให้รูปสื่อเรื่องอะไร  แต่ปัจจุบัน การถ่ายรูปแบบดิจิทัลแทบไม่ใช้ต้นทุนอะไรเลย แถมยังสามารถนำมาแก้ไขดัดแปลงรูปที่ถ่ายมาได้อีก  การถ่ายรูปในปัจจุบันจึงทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งทำได้ทุกโอกาส ซึ่งน่าจะทำให้การคัดสรร มุมมองและความหมายของรูปในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิธีคิดของคนสมัยก่อนเป็นอย่างมาก  การถ่ายรูปกันอย่างมากมายในปัจจุบันโดยแทบจะไม่เลือกเวลาและสถานที่อาจเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของรูปถ่ายในการช่วยจำ  หรือไม่ การถ่ายรูปก็อาจจะมีความหมายเพียงการช่วยจำตัวบุคคลเท่านั้น

              ผมหมายถึงว่าการถ่ายรูปในสมัยก่อนนั้นมีความหมายถึงการบันทึกถึงสถานที่ด้วย อาจเป็นไปได้ว่าสถานที่บางแห่งนั้นไปถึงได้ยาก ดังนั้น การถ่ายรูปให้เห็นว่าตนเองได้ไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งจึงมีความหมายเหลือเกิน โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ที่แปลกๆ หรือไปได้ยาก เราจะเห็นว่ามีความนิยมอย่างหนึ่งในสมัยก่อนที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสถานที่ นั่นคือ เมื่อไปร้านถ่ายรูป ที่นั่นจะมีฉากหลังที่ถูกจัดทำไว้แล้วเพื่อให้เราไปยืนอยู่ข้างหน้า เช่น ฉากป้ายสถานีรถไฟเชียงใหม่ (น่าจะเป็นเพราะการไปเชียงใหม่ไม่สามารถไปได้ทุกวัน แล้วในสมัยนั้น วิธีเดียวที่คนทั่วไปจะไปถึงที่นั่นได้ก็ต้องไปโดยรถไฟ) บันทึกความทรงจำของสถานที่และวิธีการที่จะไปถึงที่นั่นจึงมีความหมายของมัน

              แต่เมื่อมาถึงสมัยปัจจุบัน การเดินทางทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น จึงอาจเป็นเหตุให้คนให้ความสำคัญกับสถานที่น้อยลง  ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในยุคสมัยของเราว่าเราเห็นตัวของเราชัดมาก แต่เราเห็นสิ่งแวดล้อมหรือบริบทน้อยเกินไป  บ่อยครั้งที่ผมสังเกตเห็นว่าเวลาเราคุยกับคนในยุคปัจจุบัน เรามักจะไม่ค่อยเห็นบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเขา แต่จะเห็นชัดขึ้นถึงความคิดของเขาว่าเขาคิดหรือรู้สึกว่าอะไร  จึงอาจจะไม่น่าแปลกใจก็ได้ที่เรามักจะเห็นรูปถ่ายประเภทที่เห็นหน้าคนจำนวนมากเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นฉากหลัง ซึ่งพอกลับมาดู เผลอๆ บางคนก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าถ่ายรูปนั้นที่ไหน

              เป็นไปได้ไหมว่ารูปถ่ายแบบนี้อาจจะสะท้อนให้เราเห็นข้างหลังภาพได้ว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นเห็นบริบทในเรื่องสถานที่สำคัญน้อยกว่าตัวเขาเองและเพื่อนฝูง...


    หมายเหตุ:
    รูปเก่าๆ ทั้งหมดได้จากหนังสือชื่อ การแต่งกายไทย เล่ม 1 ที่จัดทำโดยสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ

     

     

    March 05

    ความหมายที่ซ่อนไว้ในโบสถ์

    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
     

    เวลาเข้าไปในอุโบสถแล้วถามตัวเองว่าคนออกแบบเขาตั้งใจให้เราเห็นอะไร ให้เราเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไร  ผมคิดว่าเราจะเห็นว่ามีความตั้งใจบางอย่างแฝงอยู่ในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นระดับและตำแหน่งของการวางสิ่งต่างๆ นานา วิธีการเขียนจิตรกรรม ขนาดของพื้นที่ที่ขับเน้นเรื่องราวที่ตั้งใจจะบอก ฯลฯ  ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ซ่อนไว้และเป็นความตั้งใจดั้งเดิมของครูคนใดก็ตามทีที่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น  แล้วทุกคนก็ทำสืบต่อกันมาจนเป็นจารีตของแทบทุกอุโบสถ

                       ในความคิดของผม ครูตั้งใจจะบอกเราว่า...

    1. พระพุทธเจ้าเป็นใคร
                       สถานที่สำคัญในเกือบทุกศาสนาในโลกจะมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนมาก นั่นคือต้องการที่จะบอกเล่าเรื่องราวของศาสดาในศาสนานั้นๆ  ผมคิดว่าวิธีคิดในการจัดวางอุโบสถนั้นเหมือนกันหมด คือด้านที่ลึกที่สุดของห้องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะตั้งแท่นที่วางประติมากรรม ซึ่งไม่ได้มีแค่องค์เดียว บางที่เราจะเห็นว่ามีเยอะมาก แต่จะมีการเน้นที่องค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งมักจะอยู่สูงกว่าและตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางพอดี หมายความว่าใครก็ตามทีที่ได้เข้ามาในที่นี้ จะได้เห็นองค์นี้ก่อนและรู้สึกได้ว่าสิ่งนั้นเป็นประธานในห้อง และเนื่องจากองค์ประธานส่วนใหญ่จะเป็นประติมากรรมรูปปั้นของพระพุทธเจ้า เราจึงเรียกว่าพระประธาน

                       นอกจากตำแหน่งที่เด่นสะดุดตาแล้ว วิธีการออกแบบยังลงไปใน
    รายละเอียดเพื่อที่จะบอกว่าพระประธานนั้นมีเรื่องราวหรือความเป็นมาอย่างไร โดยปกติ มักจะมีการเล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าไว้บนฝาผนัง โดยจารีตจะบอกว่า
    พระพุทธเจ้านั้นเคยเสวยชาติต่างๆ นานามาแล้วกว่า 500 ชาติ แต่ชาติที่ยิ่งใหญ่มีอยู่ 10 ชาติด้วยกัน รวมเรียกว่าทศชาติ และให้ความสำคัญกับชาติที่ 10 คือเรื่องพระเวสสันดรซึ่งเป็นชาติก่อนที่จะเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะว่าเป็นมหาชาติ ช่างมักจะวาดรูปทศชาติไว้ในโบสถ์ด้วยและมักจะให้เนื้อที่กับเรื่องราวของพระเวสสันดรมากกว่าชาติอื่นๆ

                       นอกจากทศชาติแล้ว ก็จะเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติเรื่อยไปจนจบชีวิตของพระองค์ อย่างไรก็ตามที ตอนที่สำคัญที่สุดที่ครูที่ออกแบบตั้งใจจะบอกเราก็คือเรื่องราวตอนที่มีการเปลี่ยนผ่านสภาวะจากการเป็นนักบวชธรรมดาไปเป็นนักบวชที่ได้ค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง ซึ่งชาวพุทธถือกันว่าเป็นสภาวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือการตรัสรู้ เพราะฉะนั้น พระประธานส่วนใหญ่เรามักจะเห็นว่าเป็นพระนั่งหนึ่งในสองแบบ บางองค์ก็จะเป็นปางสมาธิ แต่บางองค์จะนั่งโดยวางมือข้างขวาไว้บนหัวเข่าให้ปลายนิ้วจรดลงไปที่พื้น ปลายนิ้วนั้นจรดลงไปเพื่อเรียกเจ้าแม่ดินหรือแม่พระธรณีมาเป็นพยาน เราเรียกปางนี้ว่ามารวิชัยซึ่งเป็นเหตุการณ์ช่วงที่พระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะตรัสรู้และถูกขัดขวางโดยพญามารจนพระองค์ต้องเรียกแม่พระธรณีมาช่วย

                      

    นอกจากจะเอาฉากมารวิชัยมาสร้างเป็นพระประธานแล้ว จารีตของการวาดจิตรกรรมยังนิยมใช้ผนังด้านที่อยู่ตรงข้ามพระประธาน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุด วาดเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวคือสภาวะการเปลี่ยนผ่านจากนักบวชธรรมดาไปเป็นพุทธะ ผู้ตื่นจากกิเลสทั้งปวง ซึ่งก็คือเหตุการณ์ตอนชนะมารหรือตอนตรัสรู้นั่นเอง

    2. โบสถ์เป็นพื้นที่สมมุติในเวลาสมมุติ
                       อันที่สองคือผมคิดว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้นถูกสร้างให้เป็นพื้นที่สมมุติและเป็นเวลาสมมุติด้วย  เหตุที่บอกว่าเป็นเวลาสมมติก็เพราะเวลาที่เราเข้าไปในอุโบสถนั้น เรากำลังอยู่ในเวลาไหนกันแน่  ผมคิดว่าคนออกแบบตั้งใจที่จะบอกเราว่าเรากำลังย้อนกลับไปในอดีต  เพราะฉะนั้น แม้พระพุทธองค์จะทรงมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเราถึงสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว  แต่เราก็ยังเห็นด้วยสายตาว่าพระองค์ยังนั่งอยู่ตรงนั้น เหมือนกับว่าเราเดินกลับไปเฝ้าพระองค์ในสมัยพุทธกาล

                       ในแง่ของการเป็นพื้นที่สมมตินั้นหมายถึงว่าเมื่อเราผ่านเข้าไปในพระอุโบสถแล้ว ห้องสี่เหลี่ยมนั้นได้กันความเป็นจริงทุกอย่างเอาไว้ภายนอกหมด  ไม่มีรถ ไม่มีร้านค้า ไม่มีอะไรเลย นอกจากพระพุทธเจ้าซึ่งนั่งอยู่กลางห้อง  นอกจากนั้นโดยจารีต เพดานของห้องจะมีลักษณะสำคัญสองอย่าง คือหนึ่ง บนเพดานจะประดับประดาด้วยไม้แกะสลักหรืออย่างน้อยที่สุดก็วาดรูปซึ่งมีลักษณะคล้ายดวงดาว  รูปวาดหรือไม้แกะสลักนั้นเราเรียกว่าดาวเพดาน  จึงเสมือนหนึ่งว่าเพดานคือท้องฟ้าเพราะมีดาวประดับอยู่  ซึ่งสัมพันธ์กับสอง สีของเพดานซึ่งทาด้วยสีแดง หมายถึงสีอันสุกสว่าง ซึ่งก็คือรังสีความรู้ของพระพุทธเจ้าจากการตรัสรู้ที่ได้ฉาบท้องฟ้าหรือจักรวาลเอาไว้ทั้งหมด  จารีตทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งยืนยันอีกประการว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมในอุโบสถนั้นเป็นพื้นที่และเวลาสมมุติ เสมือนประหนึ่งว่าเรากำลังเดินทางไปในจักรวาลในช่วงเวลาของการตรัสรู้ของ
    พระพุทธองค์

    3. โบสถ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
                       พื้นที่อุโบสถมีความพิเศษสำหรับวัด หมายถึงว่าในพื้นที่ของวัดอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีอาคารหลายชนิดปะปนกันอยู่ เช่น วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงทาน ต่างๆ นานา  อาคารอื่นๆ อาจมีได้หลายหลัง แต่อุโบสถต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นและต้องมีเครื่องหมายบางอย่างแสดงถึงความพิเศษ เช่น ขุดน้ำล้อมรอบไว้ที่เราเรียกว่าอุทกสีมา แปลว่าการแสดงเขตโดยใช้น้ำ  หรืออีกทางหนึ่งที่เราพบเห็นบ่อยกว่า คือเอาหินที่เรียกว่าใบเสมามาตั้งเอาไว้รอบๆ  เพื่อบ่งบอกว่านี่คือเขตพื้นที่อันบริสุทธิ์ที่สุดและมีความศักดิ์สิทธิ์พอที่จะทำหน้าที่สำคัญสองประการ คือหนึ่ง ทำให้พุทธศาสนิกชนจดจำเรื่องราวของพระพุทธเจ้าว่าท่านสอนเรื่องอะไร และสองคือสร้างศิษย์ตถาคตไว้สืบศาสนา

                       องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แต่เดิมนั้น ผมเข้าใจว่าคนสมัยใหม่คงลืมความคิดนี้ไปแล้ว นั่นคือเรื่องของการควบคุมแสง เราจะเห็นว่าในอุโบสถแต่เดิมจะมีการควบคุมไม่ให้แสงสว่างจนเกินไป หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญในทางสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถจะเปิดพื้นที่ให้แสงเข้ามาได้มากๆ แต่ในหลายกรณี สามารถยืนยันได้ว่ามีการควบคุมแสงจริงๆ

                       ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ผมนึกถึงคือพระวิหารของวัดมหาธาตุที่พิษณุโลก  ผมจำได้ว่าเวลาที่เห็นรูปถ่ายเก่าๆ นั้น จะมีการควบคุมแสงที่ดีมาก คือด้านหลังของพระพุทธชินราชจะเป็นพื้นที่ทาสีดำ มีลายดอกไม้ร่วงและมีเทวดาประดับอยู่สองข้าง  เราจะเห็นว่ามีการควบคุมแสงโดยการเจาะหลังคาด้านบนทั้งบ่าซ้ายและขวาของพระพุทธรูป  แสงจากท้องฟ้าจึงตกลงมาโดนองค์พระ ทำให้ดูว่าพระพุทธชินราชต้องแสงสว่างจนเหมือนท่านลอยออกมาจากพื้นหลัง อย่างนี้เป็นต้น

                       ผนังโดยรอบพระวิหารก็เช่นเดียวกัน คือมีการเจาะเป็นช่องแสงยาวๆ เอาไว้เพื่อคุมแสงให้พอเหมาะ  ผมมักจะจินตนาการเสมอว่าถ้าเราจุดเทียนสักเล่มสองเล่ม เปลวเทียนซึ่งอาจจะขยับตัวเบาๆ จากแรงลมที่ผ่านเข้ามาในห้องนั้น จะทำให้เกิดเงาและแสงจนอาจทำให้ดูเหมือนพระพุทธชินราชทรงเคลื่อนไหวได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะให้เกิดความรู้สึกว่านี่คือพื้นที่สมมุติซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก  บางท่านอาจจะบอกว่าผนังวิหารที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นมาเติมทีหลัง ซึ่งก็ถูก หากแต่เดิมนั้น หลังคาพระวิหารเป็นลักษณะที่เราเรียกกันว่าทรงปีกนกซึ่งยื่นยาวลงมาจนเกือบจรดพื้นดิน  ผลที่เกิดตามมาก็คือการควบคุมแสงอยู่ดี  ถึงไม่มีช่องหลังคาหรือฝาผนังด้านข้างเลยก็ตาม

                       ในโบสถ์มหาอุดก็เช่นกัน ถึงแม้จะก่อผนังทึบ ไม่มีช่องหน้าต่างและมีประตูเข้าแค่ทางเดียว แต่เขากลับเจาะช่องเล็กๆ ไว้บนผนังด้านหลังพระประธาน  เมื่อเราปิดประตู  แสงที่ออกมาจากด้านหลังจะทำให้ดูเหมือนพระประธานทรงเปล่งรัศมีออกมาโดยรอบ  ก่อเกิดเป็นบรรยากาศที่ดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ด้วยแสงที่มลังเมลือง  เป็นการควบคุมปริมาณและทิศทางของแสงอย่างฉลาดของคนโบราณ

                       ในปัจจุบัน การสร้างพระอุโบสถหรือพระวิหารก็ดีอาจจะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปแล้ว  เรากลับเอาแสงไฟนีออน สปอตไลท์ใส่เข้าไปในพระอุโบสถ  บางที่ก็ใส่กระจกเงาเข้าไปด้วยเพื่อให้เกิดการสะท้อนแสง  เป็นความสวยงามในรสนิยมของคนสมัยใหม่  แต่ความหมายที่ว่านี่เป็นพื้นที่ในเชิงสมมุติและได้กันเอาเวลาและพื้นที่ปัจจุบันออกไปนอกอาคารกลับหดหายไป

    4. สังคมมีลำดับชั้น
                       เวลาเราเข้าไปในอุโบสถ เราจะมีความรู้สึกทันทีว่ามีพื้นที่ที่ต่างระดับกันอยู่ในนั้น  สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและเป็นตัวคุมพื้นที่ทั้งหมดคือพระประธานซึ่งตั้งอยู่สูงที่สุดเสมอ  ถัดลงมาจากพระประธาน โดยจารีตคือพุทธสาวกที่สำคัญซึ่งอาจมีสองหรือมีสี่  ถัดลงไปอีกจะเป็นพุทธสาวกในลำดับธรรมดา  บางที่อาจมีถึง 20-30 องค์นั่งอยู่เต็มไปหมด  ถัดลงมาอีกจึงเป็นพื้นที่ของพระสงฆ์ซึ่งอยู่กลางอุโบสถและมักยกพื้นหรืออย่างน้อยก็ปูลาดด้วยพรมหรือเสื่อสีแดง  ถัดลงมาจากอาสนะของสงฆ์จึงเป็นพื้นที่ของสามัญชน  เรียกได้ว่ามีการแบ่งพื้นที่ทางชนชั้นไว้อย่างแนบเนียน

                       นอกจากลักษณะการจัดวางตำแหน่งแล้ว เรายังเห็นการจัดลำดับชั้นได้ในจิตรกรรมด้วย  ตามจารีตดั้งเดิมของการเขียนจิตรกรรมฝาผนังในสมัยอยุธยานั้น  นิยมเขียนรูปเทพหรืออะไรก็ตามนั่งพนมมือเรียงกันเป็นตับอยู่บนพื้นที่เหนือหน้าต่างสองข้างพระประธาน  แถวล่างสุดอาจเป็นรูปนักพรตปะปนกับสิ่งมีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในจักรวาล เช่น พญาครุฑ พญานาค ยักษ์  ถัดขึ้นไปเป็นแถวเทวดา  เหนือขึ้นไปอีกเป็นเทวดาที่มีหน้าตาเหมือนกันหมด นั่นคือพรหมซึ่งเป็นเทวดาชั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อเป็นพรหมแล้ว หน้าจะเหมือนกันหมด แยกแยะไม่ได้แล้ว  ถึงแม้ในตำราจริงๆ  พรหมจะยังสามารถแยกได้อีกเป็นหลายระดับด้วยกัน  ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่าเทพชุมนุม

                       เหนือแถวของพรหมจะมีเส้นหยักๆ ที่เรียกว่าเส้นสินเทา  ระหว่างเส้นสินเทากับเพดาน จะวาดรูปพวกนักสิทธิ์วิทยาธรซึ่งก็คือคนที่มีความรู้นิดหน่อย พอจะเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ยังติดอยู่ในกิเลส  สะท้อนให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกชายขอบของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาล  จะเห็นได้ว่านี่คือการตอกย้ำว่าแม้ในหมู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีลำดับชั้น  แต่เงื่อนไขของการจัดลำดับสำหรับชาวพุทธนั้นอยู่ที่การทำความดี  คนโบราณมักจะสั่งสอนกันว่าต้องทำดี  ทำดีแค่นี้อยู่ลำดับนี้  ถ้าทำดีมาก ก็จะได้ขึ้นไปอยู่ลำดับบนขึ้นไปอีก  ผมคิดว่าลำดับชั้นในสังคมถูกสอน ถูกถ่ายทอดผ่านวิธีคิดในทางศาสนา  แล้วสะท้อนออกไปนอกวัดว่าในสังคมทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีลำดับชั้นและแต่ละคนต้องรู้ลำดับชั้นของตนเอง

    5. เราตอบรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
                       ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าศิลปกรรมไทยนั้นเป็นสิ่งที่ตกผลึกมาจากสิ่งต่างๆ ที่เดินทางเข้ามาในช่วงเวลาของมัน มีสัญลักษณ์จำนวนมากที่ถูกใช้ในงานศิลปะของไทย ยกตัวอย่างพญานาคซึ่งหมายถึงน้ำ พญานาคมาจากไหน อาจจะบอกว่าอยู่ในถิ่นเดิมของอุษาคเนย์ เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ จัดเป็นสิ่งมงคลที่ให้ได้ทั้งคุณและโทษ แต่ในอีกทางบอกว่าพญานาคเป็นสิ่งที่มาจากอินเดีย เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับโลก ด้วยเหตุนี้ พญานาคจึงถูกเอามาประดับเป็นแนวบันได

                       อีกตัวอย่างได้แก่กระจกเล็กๆ ที่ใช้ประดับตามที่ต่างๆ ในวัด เราเรียกมันว่ากระจกเกรียบ มีสีสันต่างๆ สวยงาม เวลามีแสง จะสะท้อนว้อบแว้บ เห็นได้แต่ไกล กระจกเล็กๆ เหล่านั้นมาจากไหน คำตอบอาจจะเดินทางกลับไปถึงเปอร์เซียซึ่งเข้ามาในสยามประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 สิ่งที่คนตะวันตกเรียกว่าโมเสกนั้น เมื่อเข้ามาในสังคมไทยแล้ว เราไม่ได้เรียกชื่อนั้นอีกต่อไป แต่เรียกว่าการประดับด้วยกระจกสี ด้านหนึ่งเป็นการประดับประดาเพื่อความสวยงาม แต่อีกด้านหนึ่งคือแสงสว่างซึ่งมีความสำคัญในทุกศาสนาว่าเป็นสัญลักษณ์ถึงความกระจ่างแจ้ง การมองเห็นและปัญญา

                       ส่วนทวารบาลทั้งหลายที่เรามองว่าเป็นของไทยนั้น  ถ้าถามว่าคตินี้มาจากไหน ก็คงมองย้อนกลับไปที่อินเดีย  มีทวารบาลเต็มไปหมดในศาสนสถานของฮินดู  ทวารบาลของไทยบางแห่งจะแกะสลักไม้เป็นผู้ชายไว้หนวดเครายาว ซึ่งแน่นอนว่าสังคมสยามไม่ไว้หนวดและเคราแบบนั้น  แถมเรายังเรียกทวารบาลแบบนี้ว่าเสี้ยวกาง ทำให้ยิ่งเห็นว่าเป็นอิทธิพลของจีนซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ทวารบาลบางตัวอาจยืนอยู่บนสิงโตซึ่งหากมองดีๆ จะดูเหมือนหมาพันธุ์ปักกิ่งของจีน  นอกจากนั้น เสี้ยวกางบางตัวยังถือกริช  กริชมาจากภาคใต้ ในกลุ่มคนมาเลย์  ผมจึงบอกว่าสิ่งที่เราเรียกว่าศิลปะหรือสถาปัตยกรรมไทยนั้น ในรายละเอียดมันเป็นสิ่งที่ตกผลึกมากับเวลา  มีอะไรหลายอย่างที่มาจากต่างวัฒนธรรม ต่างประเพณีและความเชื่อที่ค่อยๆ ร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

                       อย่างลายดอกไม้โตๆ ที่เรามักเรียกกันว่าดอกพุดตานหรือดอกโบตั๋นนั้น เป็นลายที่มาจากฝรั่งก็ได้ มาจากจีนก็ได้  ความเป็นจีนที่แทรกอยู่ในวัดไทยนั้นมีมานานแล้วแต่มาเด่นชัดเอาในสมัย ร.3 ที่เรียกว่าศิลปะแบบพระราชนิยม เราเห็นกระเช้าดอกไม้ที่ดูเผินๆ เหมือนลายฝรั่งประดับเป็นลายปูนปั้นที่กรอบประตูหน้าต่าง  แต่ความจริงคือสัญลักษณ์ของความมั่งมีศรีสุข ความอยู่ดีกินดี ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคติของจีน  นอกจากนั้น ยังมีรูปลูกท้อ ผลทับทิม ต้นไผ่ เมฆ น้ำ นกกระเรียน ค้างคาว ซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งมีความหมายรวมๆ ถึงสิ่งที่เป็นมงคลและความมั่งมีศรีสุข  ลวดลายมงคลเล็กๆ เหล่านี้แทรกตัวอยู่ในโบสถ์มานานมากแล้วและดำรงสืบมา

                       เราจึงอาจจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโบสถ์อีกอย่างก็คือการดำรงอยู่ร่วมกันของความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี  สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจสำหรับวัดที่ตกแต่งด้วยศิลปกรรมสมัยใหม่ เช่น ที่วัดร่องขุ่น วัดเขียน (อ่างทอง) ก็คือความเป็นจีนและอื่นๆ ได้ถูกลดลงไปและมีความพยายามที่จะสร้างภาพในเชิงอุดมคติ หรืออาจเรียกว่าความเป็นไทยบริสุทธิ์ขึ้นมา

                       จะว่าน่ายินดีหรือน่าเสียดายก็แล้วแต่มุมมอง

    February 03

    โลกอาหรับ

    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
     
    เนื่องจากอาจารย์ทรงยศกำลังแปลและเป็นบรรณาธิการแปลหนังสือชื่อ History of the Arabs  เว็บ*หมายเหตุสังคมจึงขอสัมภาษณ์อาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้
     

    หนังสือ History of the Arabs พูดถึงเรื่องอะไรบ้าง

    พูดถึงดินแดนอาหรับว่าอยู่ตรงไหน คนอาหรับมีหน้าตาอย่างไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร กินอะไร วิถีชีวิตและความเชื่อต่างๆ เป็นอย่างไร  จากชนเผ่า คนอาหรับค่อยๆ เริ่มสร้างเป็นราชวงศ์ขึ้นมาได้อย่างไร  พูดถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่คือกำเนิดของศาสนาอิสลามในคริสต์ศตวรรษที่ 7  พูดถึงช่วงเวลาที่ถือกันว่าเป็นยุคทองของอาหรับซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของ Umayyad และ Abbasids คือช่วงประมาณศตวรรษที่ 9 11 ที่อาระเบียมีความรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน เลยไปจนถึงการเติบโตขึ้นเป็นจักรวรรดิออตโตมันและสงครามโลกครั้งที่ 1

     

    หนังสือเล่มนี้ยังเจาะลึกรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ นอกเหนือไปจากเรื่องของศาสนาด้วย อย่างเช่น ความเจริญเฟื่องฟูด้านศิลปวิทยาการ  มีการพูดถึงดาราศาสตร์ที่มีการบันทึกสืบต่อกันมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นตำราดาราศาสตร์ขึ้นมา  เรื่องเลขอารบิคที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากคือการพบเลข 0 ซึ่งทำให้เกิดการผสมตัวเลขได้อีกมากมายมหาศาล  (น่าสนใจว่าคนอาหรับเรียกเลขชนิดนี้ว่าฮินดี ซึ่งอาจจะแสดงว่าเลขชุดนี้จริงๆ แล้วมาจากอินเดียก็ได้) หรือในทางการแพทย์ ได้เล่าถึงการทดลองหาที่ตั้งของโรงพยาบาลในกรุงแบกแดดโดยการนำชิ้นเนื้อไปวางตามจุดต่างๆ ในเมือง และสรุปว่าถ้าพื้นที่ตรงไหนทำให้เนื้อนั้นเน่าช้าที่สุด ก็จะเป็นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการสร้างโรงพยาบาล เป็นต้น

     

    ทำไมถึงอยากจะแปลหนังสือเล่มนี้

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมได้เดินทางในดินแดนแถบตะวันออกกลาง จึงอยากจะหาความรู้เกี่ยวกับคนอาหรับ  บังเอิญได้พบหนังสือเล่มนี้ที่ซีเรีย  พอหยิบมาอ่าน ก็รู้สึกว่าช่วยให้ผมเข้าใจคนอาหรับมากขึ้น  ได้ตระหนักว่าเรายังเข้าใจอาหรับผิดๆ อยู่หลายเรื่อง  ที่สำคัญ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจมากในแง่ของประวัติศาสตร์สังคม  เราได้เห็นความรุ่งเรืองในอดีต เห็นจุดบกพร่องต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจกันในที่สุด

     

    อีกเหตุผลหนึ่งคือผมสนใจเรื่องราวของมุสลิม  ในปัจจุบัน บทบาทของมุสลิมทั่วโลกมีความสำคัญมากขึ้น แต่เรากลับมีความเข้าใจเขาน้อยมาก ทำให้ดูเหมือนเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก เช่น ปัญหาภาคใต้ของเรานั้น ผมคิดว่าสาเหตุที่มันวุ่นวายไม่รู้จบก็เพราะเราไม่เคยรู้จักเขาเลย

     

    จริงอยู่ที่ว่าทุกวันนี้ มุสลิมจำนวนมากไม่ได้เป็นคนอาหรับแล้ว ยกตัวอย่างเช่น คนที่นับถืออิสลามในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ในไทย หรือแม้กระทั่งในบางแคว้นของจีนหรือในทวีปอัฟริกาเหนือ  แต่ผมเชื่อว่าถ้าอยากจะเข้าใจศาสนาอิสลาม เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจลักษณะพื้นฐานของโลกอาหรับก่อน  นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้กัน

     

    ขอเหตุผลแรกก่อนแล้วกันนะคะ  อาจารย์เห็นว่าเรายังเข้าใจอาหรับผิดๆ ในเรื่องอะไรบ้างคะ

    เรื่องแรกเลยก็คือเรามักจะเหมารวมว่าอาหรับคือมุสลิมและมุสลิมคืออาหรับทั้งที่มีคนอาหรับที่นับถือศาสนาอื่นๆ อีกเยอะแยะ  นอกจากนั้น เวลาเราพูดคำว่าอาหรับ เรามักจะมีภาพว่าคือคนที่มาจากตะวันออกกลาง  จะเห็นได้ว่าเราใช้คำว่าอาหรับ มุสลิมและตะวันออกกลางแทนที่กันไปมาราวกับว่ามันคือสิ่งเดียวกัน  แถมเวลาที่นึกถึงตะวันออกกลาง คนไทยยังมักจะเหมารวมกลุ่มประเทศในเอเชียกลางอย่างอุซเบกิสสถานเข้าไปด้วย

     

    ยังมีคำอีกคำหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าและดูเหมือนจะมีความหมายบางส่วนทับซ้อนกันอยู่ นั่นคือคำว่า แขก  ในภาษาไทย แขก มีความหมายตั้งแต่การเป็นผู้มาเยือนซึ่งเป็นใครก็ได้ ไปจนถึงคนพวกหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของไทย  แขกอาจจะหมายถึงแขกอินเดีย อาจจะหมายถึงแขกเปอร์เซีย (ที่เรามักเรียกว่า แขกขาว)  ต่อมา คำว่า แขก ก็ใช้เรียกคนอาหรับอื่นๆ ในตะวันออกกลางนอกเหนือจากเปอร์เซีย  และเมื่อคำว่าอาหรับกับมุสลิมแทบจะมีความหมายเดียวกันสำหรับคนไทย คำว่า แขก จึงถูกขยายไปใช้เรียกใครก็ตามที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น แขกมาเลย์ แขกอินโดฯ หรือแม้แต่คนกรุงเทพฯ ที่เป็นมุสลิม ทั้งที่ในแง่ของชาติพันธุ์แล้ว กลุ่มคนเหล่านี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

     

    ศาสนาอิสลามเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวอาหรับ แต่เพิ่งถือกำเนิดในศตวรรษที่ 7 นี้เอง  อาหรับจึงเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า เก่าแก่กว่ามุสลิม  กลุ่มชาติพันธุ์อาหรับเป็นกลุ่มชนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเราเรียกว่าซาอุดิอาระเบียมาช้านาน  แต่ในสมัยก่อน ไม่มีคำว่าซาอุดิ มีแต่คำว่าอาระเบีย ซึ่งแปลตรงๆ ว่าดินแดนของคนอาหรับ

     

    ความเข้าใจผิดอีกอย่างที่อยากพูดถึงคือเรื่องผู้หญิงในโลกอาหรับที่คนนอกมักจะมองว่ามีสถานภาพที่ไม่เท่าเทียมกับเพศชายในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้ถึงสี่คน  ผมคิดว่าบทบัญญัติเพียงแต่เปิดช่องเอาไว้ว่าหากมีเหตุอันจำเป็น (เช่น ภรรยาไม่สามารถให้ความสุขได้ ไม่สามารถมีลูกสืบสกุลได้ หรือถ้าจำเป็นต้องช่วยเลี้ยงดูหญิงที่สามีตายในที่รบ) ก็สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องสามารถเลี้ยงดูภรรยาทุกคนได้เสมอหน้ากันและต้องได้รับฉันทานุมัติจากภรรยาคนแรก เป็นต้น  แต่เรามักไปย่นย่อประเด็นดังกล่าวลงเหลือแค่ชายมุสลิมมีเมียได้สี่คนเท่านั้น

     

    นอกจากนั้น คนนอกมักมองว่าผู้หญิงมุสลิมเป็นพลเมืองชั้นสองที่ต้องเก็บตัวและปิดหน้าอยู่เสมอ  แต่ถ้ามองจากมุมของคนอาหรับซึ่งมีการปล้นสะดมอยู่ตลอด โอกาสที่ผู้หญิงจะถูกทำร้ายมีสูงมาก  ผู้หญิงจึงเปิดเผยตนเองแต่เฉพาะกับคนในครอบครัว  บางบ้านถึงกับมีที่เคาะประตูต่างกันสองอันเพื่อให้คนในบ้านรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นหญิงหรือชาย  ถ้าเป็นชาย พวกผู้หญิงก็จะหลบไป เท่ากับเป็นการลดโอกาสที่จะเกิดอันตรายกับผู้หญิงไปในตัว

     

    ความจริงแล้ว เวลาผู้หญิงอยู่ในหมู่ของตัวเอง ก็จะเปิดหน้าพูดคุยกันและมีชีวิตที่สนุกสนานเฮฮาไม่ต่างจากผู้หญิงอื่นๆ  มีข้อสังเกตทางมานุษยวิทยาว่าในสังคมซึ่งผู้หญิงมีชุมชนของเขาเอง เช่น ในฮาเร็ม ผู้หญิงจะเป็นผู้มีอำนาจจนอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ควบคุมกิจการของราชสำนักตัวจริง ซึ่งความคิดดังกล่าวถูกประยุกต์มาสู่ครอบครัวมุสลิมด้วย  บ่อยครั้งที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายกุมอำนาจภายในครอบครัวในขณะที่อำนาจของผู้ชายคือการได้ออกจากบ้านไปนั่งคุยกัน  แต่คนที่มีอำนาจแท้จริงกลับอยู่ในบ้าน

     

    คราวนี้มาถึงเหตุผลข้อหลังบ้าง ทำไมอาจารย์จึงคิดว่าการจะเข้าใจศาสนาอิสลามได้ จำเป็นต้องเข้าใจโลกอาหรับก่อน

    เพราะศาสนาอิสลามถือกำเนิดในดินแดนอาระเบีย โดยเกิดขึ้นในกลุ่มชาติพันธุ์อาหรับก่อนแล้วจึงกระจายไปยังกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ  ศาสดาของอิสลามก็เป็นคนอาหรับ  ดังนั้น วิถีชีวิตและวิธีคิดของคนอาหรับย่อมจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดแนวทางต่างๆ ของชาวมุสลิมไม่มากก็น้อย

     

    อาจารย์ช่วยเล่าประวัติของศาสดาศาสนาอิสลามหน่อยได้ไหมคะ

    จากบันทึกที่เล่าประวัติของท่านมุฮัมมัด เรามักจะเห็นภาพท่านนั่งอยู่ในบ้านที่เป็นบ้านดินและปักชุนผ้าอยู่ตรงประตูบ้าน  ใครไป ก็เจอท่านได้  ทำให้เราเห็นภาพบุคคลคนหนึ่งซึ่งอายุมากแล้ว มีวัตรปฏิบัติที่งดงาม เรียบง่าย

     

    ตามที่มีจารึกไว้ ท่านเกิดในตระกูลพ่อค้า กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กและได้รับการเลี้ยงดูโดยอา  ท่านเดินทางติดตามอาทำการค้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้พบและแต่งงานกับหญิงม่ายที่มีอายุมากกว่าและมีฐานะร่ำรวย  ท่านจึงมีเวลาได้ไปจำศีลภาวนาในสถานที่สงบๆ อย่างที่ท่านชอบ  ต่อมา เมื่อภรรยาคนแรกเสียชีวิตไป ท่านก็มีภรรยาและลูกอีกหลายคน

     

    มีบันทึกว่าท่านชอบเข้าไปนั่งในถ้ำเล็กๆ เพื่อครุ่นคิดใคร่ครวญปัญหาต่างๆ  วันหนึ่ง ท่านเกิดนิมิตว่าเทวทูตมากระซิบบอกว่าท่านจะเป็นคนที่เผยแพร่พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า  ตามจารึกยังบอกอีกว่าท่านเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษา พูดจาก็ไม่คล่องแคล่ว  แต่เทวทูตก็ยังย้ำหลายครั้ง  เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการประจักษ์ของพระมุฮัมมัด

     

    หลังจากนั้น ก็เกิดนิมิตที่สำคัญอีกครั้งคือท่านถูกพาตัวไปยังเมืองเยรูซาเล็ม  จากที่นั่น ท่านได้ขึ้นไปสวรรค์ชั้นที่ 7 เพื่ออัญเชิญพระคัมภีร์อัลกุรอานจากสรวงสวรรค์ลงมาสู่โลก  พระคัมภีร์นี้พระเจ้าทรงเขียนเป็นภาษาอาหรับโบราณซึ่งนักภาษาศาสตร์บอกว่าเป็นภาษาที่มีโครงสร้างงดงามสลับซับซ้อน  ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อกันว่าพระคัมภีร์ต้องเขียนด้วยภาษาอาหรับเท่านั้นเพราะหากแปลเป็นภาษาอื่น ความหมายดั้งเดิมก็อาจจะผิดเพี้ยนไปได้

     

    หลังจากนั้น ท่านก็ถือว่ากิจกรรมสำคัญที่ต้องทำคือเผยแพร่คำพูดของพระเจ้าให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย  คนในเมืองเมกกะที่ท่านอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ไม่เห็นพ้องกับท่าน จึงเรียกท่านว่า มุสลิม ซึ่งหมายถึงคนที่ทรยศหรือคนที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดิม  ท่านจึงเดินทางไปยังเมืองมะดีนะห์  ที่นั่นมีการตอบรับศาสนาของท่านดีทีเดียว  เราจึงถือว่าศาสนาอิสลามเริ่มขึ้นที่เมืองมะดีนะห์  เมื่อมีคนสนับสนุนมากขึ้น ท่านจึงเดินทางกลับมาและมีชัยชนะเหนือเมืองเมกกะในท้ายที่สุด  น่าสังเกตว่าศาสนาอิสลามนั้นนอกเหนือจากการเป็นศาสนาแล้ว ยังถือเป็นชุมชนที่มีลักษณะทางการเมืองด้วย คือเป็นรัฐอิสลาม

     

    หลังจากประกาศศาสนาได้ 2-3 ปี ท่านก็มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและสิ้นชีวิตที่เมืองมะดีนะห์

     

    ช่วยขยายความที่อาจารย์กล่าวว่าถ้าอยากจะเข้าใจศาสนาอิสลาม เราควรจะต้องรู้จักพื้นฐานของโลกอาหรับด้วยค่ะ

    ในศาสนาอิสลามมีวัตรปฏิบัติหลายอย่างซึ่งจริงๆ แล้วเป็นวัตรปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับชนเผ่าอาหรับที่ร่อนเร่ในทะเลทรายที่เราเรียกว่าพวกเบดูอิน (เบดุ หมายถึงการเดินทาง) อย่างเช่น ความเคร่งครัดต่อขนบและวิถีปฏิบัติ  เพราะความมีวินัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความอยู่รอดของเผ่าร่อนเร่ทุกเผ่า  พวกเบดูอินต้องเดินทางตามฝูงปศุสัตว์  สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นแพะหรือแกะ  พวกเขาจะไม่เลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่เพราะมันกินมากเกินไป  สัตว์เหล่านั้นให้ทั้งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์และให้นมที่พวกเขานำมาทำเป็นเนย ซึ่งจะทำให้เก็บเป็นอาหารประเภทโปรตีนไว้ได้นานขึ้น จนเราอาจกล่าวได้ว่าการทำปศุสัตว์คือชีวิตของคนอาหรับ

     

    อาระเบียไม่มีต้นไม้ใหญ่  สิ่งที่จะช่วยให้ยังชีพได้คือพืช ต้นไม้เล็กๆ หรือหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณที่ยังคงความชื้นไว้ได้  เมื่อหญ้าบริเวณนั้นหมด ก็ต้องย้ายไปยังแหล่งอื่นต่อไป  มันจึงเกิดเป็นการหมุนเวียนว่าในแต่ละช่วงฤดู พวกเขาควรจะอยู่ที่ไหน  (วิถีชีวิตลักษณะนี้ทำให้ผมนึกถึงไร่หมุนเวียนของพวกชาวเขาของเรา)  เมื่อผู้คนทั้งหมดจำเป็นต้องเดินทางไปในบริเวณที่มีอาหาร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรซึ่งมีอยู่จำกัดมากๆ  ชนเผ่าอาหรับจึงมีการปล้นสะดมกันอยู่เนืองๆ  จนมีคำพูดตลกๆ ที่บอกว่า ถ้าไม่ปล้นชนเผ่าอื่น ก็อาจจะต้องปล้นพี่น้องที่อยู่ข้างๆ แทน

     

    อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่เกิดการปล้นสะดมกันเองอยู่ตลอดเวลานั้นไม่สามารถอยู่รอดได้  ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างค่านิยมอะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติหรือ code of conduct  อาจจะเป็นข้อยกเว้นหรือกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างที่ช่วยตัดสินใจว่าจะปล้นสะดมใครเมื่อไร  พวกเขาจำเป็นต้องเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อความอยู่รอด  นี่อาจจะเป็นเหตุให้คนภายนอกเห็นว่าพวกอาหรับและมุสลิมมีกฎเกณฑ์ มีข้อห้ามต่างๆ มากมายและดูเคร่งครัดเหลือเกิน

     

    เบดูอินเป็นพวกที่เชื่อมั่นในเกียรติและในการรักษาคำพูด  เพราะมิฉะนั้น ก็จะไม่สามารถเรียกความนับถือยำเกรงและความไว้วางใจจากผู้อื่นได้  การที่จะให้ทรยศต่อเกียรติภูมิและคำพูดของตนเองจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเด็กที่ขายของคิดเงินเกิน  ระหว่างที่เถียงกันอยู่นั้น ไก๊ด์ซึ่งเป็นคนมุสลิมเดินมาถามผมว่าแน่ใจใช่ไหมว่าเด็กคนนี้โกงเพราะถ้าเขาโกงจริง เขาจะต้องถูกทำโทษอย่างรุนแรงเพราะถือเป็นการไม่มีสัจจะ อย่างนี้เป็นต้น

     

    นอกจากนั้น พวกเบดูอินยังมีความผูกพันและยึดมั่นในชนเผ่าของตนและเคร่งครัดมากว่าเมื่อแขกมาถึงเรือนชานแล้ว เขาต้องดูแลดีมากกว่าคนที่อยู่ในบ้านด้วยซ้ำไป  นี่เป็นอีกวัตรปฏิบัติที่ได้กลายเป็นหลักการที่ยึดถือกันทั่วไปในสังคมมุสลิม  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ใด เชื้อชาติไหน สัญชาติใดก็ตาม แต่หากคุณเป็นมุสลิมด้วยกันแล้ว เราก็เป็นพี่น้องกัน  ผมคิดว่าหลายศาสนาก็มีแนวความคิดเช่นเดียวกัน เช่น ศาสนาคริสต์ก็มีหลักคำสอนเรื่อง brotherhood  แต่ศาสนาอื่นๆ ไม่สามารถรักษาความเชื่อทำนองนี้ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน

     

    อยากให้อาจารย์ปิดท้ายนิดนึงว่าอาจารย์ทึ่งเรื่องอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับโลกอาหรับและศาสนาอิสลาม

    คงจะเป็นเรื่องของการเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่เรียกกันว่า ฮัชญ์  ลองนึกภาพว่าผู้คนมากมายเดินทางมาจากทุกสารทิศ  บางคนมาจากชนบทที่ห่างไกลในเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา  มีคนที่เดินทางมาจากโมรอกโค มาจากอินโดนีเซีย มาจากภาคใต้ของไทย  คนเหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย  มีประวัติศาสตร์ มีเชื้อชาติและภาษาถิ่นที่แตกต่างกัน  แต่เมื่อเข้าร่วมพิธี ฮัชญ์ คนเหล่านี้ก็จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กันเหมือนเป็นคนคุ้นเคย

     

    ศาสนาอิสลามจึงต้องมีกลไกที่สามารถร้อยสิ่งที่หลากหลายเข้าเป็นหนึ่งเดียวได้  อย่างเช่นภาษา  ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะพูดภาษาอะไรในชีวิตประจำวันก็ตามที แต่เมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาแล้ว ก็ต้องเรียนรู้และใช้ภาษาอาหรับเท่านั้น  สำเนียงพูดอาจต่างกันได้แต่ตัวเขียนจะเหมือนกันหมด  ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่มหัศจรรย์มากที่ความหลากหลายถูกร้อยเป็นแกนเดียวกัน อยู่บนโครงครอบใหญ่มากๆ คือศาสนาอิสลาม

    December 06

    การเมืองของต้นไม้

    จากเว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เดือนธันวาคม 2551
    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ทรงยศ แววหงษ์
     

    บ่อยครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสถานที่ต่างๆ กับนักศึกษาแล้วพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จักหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นไม้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ  อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่านักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นปัจจุบันนั้นเติบโตขึ้นมาก็พบเห็นต้นไม้ต่างๆ นานาเหล่านี้แล้ว และทึกทักเอาว่ามันก็คงมีอยู่เช่นนี้ตลอดมา จึงมักไม่สนใจตั้งคำถาม แต่ผมคิดว่าหากเราจำแนกพรรณไม้เป็นรายต้นแล้ว จะพบว่าทุกต้นล้วนมีถิ่นที่มาและความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งความเป็นมาของมันสะท้อนหรือบ่งบอกถึงความเป็นไปทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

    เบื้องหลังแนวคิดในการจัดสวน
                  ในโลกโลกาภิวัตน์ที่ทุกหน่วยของโลกถูกรวมเข้าด้วยกันจนทุกท้องที่ทุกถิ่นดูจะมีอะไรต่ออะไรคล้ายกันไปหมดนั้น การที่ต้นไม้ถูกเคลื่อนย้ายถ่ายเทจนทุกที่ทั่วโลกมีพืชพรรณหน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมด คงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไม่คิดสงสัย  รวมทั้งการที่ต้นไม้ที่มาจากถิ่นกำเนิดแตกต่างกันจะถูกนำมาผสมปนเปให้อยู่ในที่เดียวกันและบางครั้งถูกออกแบบจัดแต่งโดยฝีมือของมนุษย์ ก็ไม่รู้สึกเป็นเรื่องที่แปลก น่าทึ่งหรือสมควรตั้งคำถามอีกต่อไป  ยกตัวอย่างเช่น ความพยายามในการจัดแต่งพรรณไม้ประดับบริเวณพระเมรุงานพระราชพิธีพระศพพระพี่นางที่สนามหลวง ซึ่งได้มีการนำไม้จากดอยตุงซึ่งเป็นพรรณไม้เมืองหนาวลงมาอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตเมืองร้อน  

                  แต่ถ้ามานั่งนึกดู มันไม่น่าประหลาดใจหรือที่พรรณไม้ซึ่งต้องการความหนาวเย็นในการเติบโตมาเบ่งบานประชันโฉมกับพรรณไม้เมืองร้อนที่ต้องการแดดจัด  ความคิดของการรวบรวมพืชพรรณต่างถิ่นให้มาอยู่ที่เดียวกันนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ผู้คนจะแห่กันไปดู ของแปลกเช่น สมัยที่มีการริเริ่มทำสวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Gardens) ต่างๆ ขึ้นในยุโรป  สวนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมกันมากทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและชั้นล่าง

                  ในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเป็นวิธีคิดของคนไทย คือการที่โลกตะวันตกนำต้นไม้หลากหลายชนิดจากต่างสถานที่มารวมกันแล้วบอกว่านี่คือสวรรค์ โดยอ้างไปถึงแนวความคิดเก่าแก่เรื่อง สวนอีเดนสวนสวรรค์แห่งแรกของมนุษย์ ที่ซึ่งพระเจ้าได้เนรมิตพืชพรรณต่างๆ ขึ้นมาอยู่รวมกันอย่างหลากหลาย

                  แนวคิดการสร้างสวนของคนมุสลิมก็อ้างไปถึงสิ่งเดียวกันคือ สวนสวรรค์ หรือ paradise ของอาดัมกับอีวา  ดังนั้น ความสุขในการสร้างบ้านของคนมุสลิมอย่างหนึ่ง   ก็คือการได้เนรมิต สวนชนิดนั้นขึ้นมาในบริเวณบ้านของตนเอง โดยใช้ความรู้ทางเรขาคณิตจัดสวนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม โดยมากจะมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีทางเดิน       ทแยงมุมและตัดเป็นเส้นตามลักษณะทางเรขาคณิต โดยที่สวนมักจะปลูกพืชหลายชนิดคละเคล้าปะปนกัน มีทั้งพืชที่ให้ผล พืชที่ให้กลิ่น เป็นต้น

                  แต่ในบ้านเรา ผมคิดว่าการเนรมิตสวนขึ้นมาให้มีทั้งไม้เมืองหนาว เมืองร้อน    ไม้แถบทะเลทราย ฯลฯ นั้นล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝีมือมนุษย์มากกว่าจะอ้างไปถึงสวนสวรรค์  อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงพลังอำนาจของผู้เป็นเจ้าของที่สามารถเนรมิตพืชพรรณจากถิ่นต่างๆ ให้มาอยู่รวมกันได้  ความคิดเช่นนี้ความจริงเป็นความคิดที่แอบแฝงอยู่ในการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์มานานแล้ว  ผมคิดว่าการสร้างสวนทำนองนี้มี  นัยสำคัญอย่างหนึ่งว่าสถานที่ซึ่งสวนตั้งอยู่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด  ทุกอย่างจึงสามารถมาขึ้นอยู่ด้วยกันได้  ในขณะเดียวกัน ก็เป็นหลักฐานในการแผ่อำนาจพลานุภาพของตน เช่น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษสร้างสวนคิว (Kew Gardens) ขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะบอกหรือแสดงว่าตนเองนั้นมีอำนาจทางการเมืองเหนือพื้นที่ต่างๆ ในโลก  ดังนั้น จึงสามารถเคลื่อนย้ายพืชเขตร้อนเข้ามาปลูกในลอนดอนซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของอังกฤษได้

    สาเหตุที่ผลักดันการเคลื่อนย้ายของพืชพรรณ 
                 ผมคิดว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ในโลกนั้นถูกเคลื่อนย้ายจากที่แห่งหนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่งด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเหตุความคิดความเชื่อทางศาสนา เศรษฐกิจ การเมืองและอื่นๆ อีกมากมาย  การเคลื่อนย้ายทำนองนี้ได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ มาแต่ไหนแต่ไร  แต่กระแสการเคลื่อนย้ายพืชพรรณจำนวนมากในเวลาอันสั้นนั้นเกิดจากการล่าอาณานิคมเป็นเหตุสำคัญ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้วมานี้เอง  เราอาจจะเรียกพืชที่ถูกย้ายถิ่นในปริมาณมหาศาลด้วยเหตุผลทางการเมืองเช่นนี้ ว่า พืชอาณานิคม

                  ลักษณะที่สำคัญร่วมกันของพืชอาณานิคมดังกล่าวคือมันถูกย้ายถิ่นไปพร้อมๆ กับกระบวนการล่าอาณานิคม ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาข้อจำกัดทางพื้นที่ของประเทศกลุ่มยุโรป

                  ด้วยความที่ยุโรปมีขนาดเล็ก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องบุกเบิกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการเพาะปลูกกสิกรรมในประเทศของตนเอง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้      การเดินเรือเพื่อบุกเบิกค้นหาพื้นที่ใหม่จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองความจำเป็นและแก้ไขปัญหาดังกล่าว  แรงงานก็ได้จากชาวพื้นเมืองหรือทาสที่คนยุโรปเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ใช้แรงงาน

                  ปัญหาต่อไปที่ต้องคิดคือควรจะเพาะปลูกพืชชนิดไหน เลี้ยงสัตว์อะไร เพื่อเลี้ยงดูผู้คนในประเทศตนเองได้อย่างเพียงพอและได้ประโยชน์สูงสุด  เราจึงเห็นปรากฏการณ์การทำกสิกรรมขนาดมหึมา  นอกจากนั้น ความเชื่อในเรื่องการแบ่งงานกันทำว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ยังนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากที่ปลูกพืชหลายหลากชนิดเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว  วิธีการเพาะปลูกคือใช้พื้นที่เยอะเพื่อให้ได้พืชในปริมาณมากที่สุด เก็บเกี่ยวง่ายแล้วส่งออกเพื่อขาย  พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย กาแฟ ชา โกโก้

                  ในกลุ่มนี้จะขอยกตัวอย่างเรื่องกาแฟ  ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่ากาแฟมีพื้นถิ่นมาจากละตินอเมริกาเพราะเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน  แต่ความจริง กาแฟนั้นถูกผูกขาดอยู่ในโลกของมุสลิมมานานมาก  จนถึงคริสตศตวรรษที่ 17 พวกดัทช์จึงสามารถขโมยกาแฟได้สำเร็จจากเมืองที่ชื่อว่ามอคค่า กาแฟทุกวันนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มอคค่าด้วย  ชาวดัทช์ได้นำกาแฟมาทดลองปลูกอยู่หลายแห่ง  สถานที่ที่ประสบความสำเร็จคือในอินโดนีเซีย ทั้งสุมาตรา บาหลีและติมอร์  สายพันธุ์กาแฟ    ดังกล่าวจะมีกลิ่นของเครื่องเทศอยู่ด้วย  ต่อมา พวกอังกฤษ เยอรมันและฝรั่งเศสได้ทดลองนำกาแฟไปปลูกในแถบละตินอเมริกาจนกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างทุกวันนี้  ตามตำนานนั้น พวกฝรั่งเศสนำต้นกาแฟใส่เรือไปและต้องจัดทหารเฝ้ารักษาไม่ให้มีใครมาทำลายต้นกาแฟเหล่านั้นได้  ขนาดเมื่อน้ำหมด ยังต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้รดต้นกาแฟทั้งๆ ที่คนในเรือไม่มีน้ำจะกิน

                 ถ้าเรามองหาพืชเศรษฐกิจของไทยที่เป็นพืชท้องถิ่นแท้ๆ  ผมก็จะนึกถึงข้าวซึ่งเป็นพืชที่มีการแลกเปลี่ยนค้าขายในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียงมาช้านาน เช่น ในสมัย ร.3 มีการส่งออกข้าวไปยังอินโดนีเซียด้วย  จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมที่ยุโรปพยายามผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำ  ไทยถูกวางตัว (โดยประเทศในยุโรป!) ให้ specialize ในการผลิตข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก  ดังนั้น การผลิตข้าวแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงการผลิตเพื่อกิน จึงได้รับแรงกระตุ้นจากหลายทางให้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออกในปริมาณที่มากขึ้นๆ จนคลี่คลายไปเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย

                  ทีนี้มาดูเรื่องพืชที่เราคุ้นเคยในครัวกันบ้าง  ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าพริกเป็นพืชท้องถิ่นของไทยเพราะใช้ในการปรุงอาหารหลายอย่างมาช้านาน รวมทั้งน้ำพริกซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวไทยด้วย  ความจริง พริกเป็นพืชท้องถิ่นแถบละตินอเมริกาที่เดินทางมาพร้อมกับการค้นพบโลกใหม่  ตามบันทึกกล่าวว่าในปี 1492  คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส       เดินทางไปถึงละตินอเมริกาและนำพริกใส่เหยือกกลับมาด้วย  ตามบันทึกยังบอกอีกด้วยว่ากะลาสีเรือหลายคนตายด้วยโรคลักปิดลักเปิด  หลายคนยังเสียดายว่าถ้าขณะนั้นโคลัมบัสรู้ว่าในพริกอุดมด้วยวิตามินที่จะช่วยแก้โรคนี้ได้ การกินพริกก็อาจจะช่วยให้คนเหล่านี้ไม่ต้องล้มตาย

                  อย่างไรก็ตาม บางคนเชื่อว่าพริกบางสายพันธุ์ก็เป็นพืชท้องถิ่นของเอเชีย เช่น ในมณฑลเสฉวนทางตอนใต้ของจีน ผู้คนกินอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบก่อนที่พวกสเปนหรือโปรตุเกสจะเดินทางไปถึง  ดังนั้น น้ำพริกทางเหนือและอีสานของไทยที่กินกันอยู่ทุกวันนี้จึงน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับวัฒนธรรมการกินพริกในตระกูลดังกล่าวซึ่งเป็นพริกที่ไม่มีความเผ็ดร้อนมากนัก  น่าสังเกตว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียนั้น ถึงอาหารจะมีรสเผ็ด  แต่ก็ไม่นิยมทานเผ็ดมาก  จะยกเว้นก็แต่ในอินเดียใต้ ศรีลังกา ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่พบว่ามีการปลูกพริกที่มีลักษณะเผ็ดร้อนอยู่

                  คราวนี้ก็มาดูตัวอย่างพืชที่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลความเชื่อทางศาสนากันบ้าง  ในปัจจุบัน เราจะพบต้นพธิ์ขึ้นแพร่หลายอยู่ทั่วไปในเมืองไทยจนหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นพืชท้องถิ่นของเรา  แต่ความจริง พื้นถิ่นของต้นโพธิ์อาจจะอยู่ที่อินเดีย เนื่องจากต้นโพธิ์ถูกเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา จึงมีการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูกในเมืองไทย  ปัจจุบัน ผมคิดว่าทั้งไทย เขมรและลาวเชื่อกันว่าหน่อจากต้นโพธิ์ดั้งเดิมที่พระพุทธองค์   ทรงตรัสรู้นั้นอยู่ที่ศรีลังกา ตามตำนานที่ว่าในสมัยพุทธกาล มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้อัญเชิญหน่อต้นศรีมหาโพธิ์ดั้งเดิมที่อินเดียมาปลูกไว้ที่ศรีลังกาและได้รับการดูแลรักษาสืบต่อกันเรื่อยมา

                  อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความนิยมในการนำต้นโพธิ์ไปปลูกตามวัดสำคัญต่างๆ ในไทยนั้นอิงอยู่กับเรื่องการเมืองด้วย กล่าวคือ ตามคติความเชื่อทางพุทธนั้น พุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่จะมีอายุเพียง 5,000 ปีก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ คือ พระศรีอาริย์  เมื่อผ่านกึ่งหนึ่งคือ 2,500 ปีไปแล้ว พุทธศาสนาก็จะเริ่มเสื่อมและสังคมก็จะร่วงโรยลงตามกันไปด้วย จนท้ายสุดจะสิ้นยุคพุทธกาล เกิดการทำลายล้างและเกิดสังคมใหม่ที่ดีกว่าคือสังคมแห่งพระศรีอาริย์  จากความเชื่อดังกล่าว เราจึงตระหนกว่าเมื่อผ่านกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ทุกอย่างจะเลวลงหมด

                  ในแง่ของรัฐ การที่ปล่อยให้คนในสังคมเกิดความวิตกกังวลว่าสังคมกำลังเคลื่อนเข้าสู่ความเสื่อมทรามในยุคสมัยของตนเอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี  ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ.2500 ที่ถือกันว่าเป็นช่วงกึ่งพุทธกาล ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม  จึงมีโครงการเนื่องในพุทธศาสนาผุดขึ้นหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้าง พุทธมณฑลให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา  มีการคิดออกแบบกันว่าพระพุทธรูปลักษณะใดจึงจะเหมาะกับพื้นที่และบริบททางสังคมในขณะนั้น  ในที่สุด จึงเกิดพระประธานที่เรารู้จักกันดี โดยการออกแบบของ อ.ศิลป์ พีระศรี ให้เป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่ประยุกต์ให้ดูเป็นศิลปะร่วมสมัย เพื่อเป็นนัยว่าเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่สังคมที่มีความหวังต่อไปในภายภาคหน้า  จะเห็นได้ว่า รัฐได้พยายามสร้างอะไรหลายอย่างเพื่อเป็นประจักษ์พยานเฉลิมฉลองและบอกกล่าวผู้คนว่าสังคมไทยกำลังก้าวต่อไปอย่าง    มีอนาคต  ผมจึงมองว่าการนำต้นโพธิ์ซึ่งมีนัยของการสืบต่อพุทธศาสนามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐพยายามสร้างและตอกย้ำความหวังทางสังคมเช่นกัน  

                  สุดท้าย ผมอยากยกตัวอย่างของดอกไม้บ้าง  ลั่นทมเป็นพืชพื้นถิ่นของละตินอเมริกาซึ่งถูกปลูกไว้ข้างหลุมศพในสุสาน จึงมีชื่อในภาษาดั้งเดิมที่มีความหมายว่า ต้นไม้ประจำสุสาน”  ที่น่าสนใจคือหลายประเทศในเอเชียก็นิยมปลูกลั่นทมด้วยโดยเรียกชื่อต่างๆ กัน  ในศรีลังกาเรียกลั่นทมว่า อาลาเรีย”  ลั่นทมที่นั่นมีหลายสี หลากรูปทรงและเป็นดอกไม้ที่ใช้ในงานมงคล เช่น ร้อยเป็นพวงมาลัยถวายพระพุทธรูป ใช้เป็นเครื่องหอม ไม้ประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ  ส่วนในลาวเรียกว่าจำปาขอม  ผมไม่แน่ใจว่าเขมรเรียกว่าอะไร  น่าจะเรียกว่าจำปาเช่นกัน  และชื่อนี้น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับพวกจาม ซึ่งเป็นคนเผ่าหนึ่งในเวียดนามตอนกลางหรือแถวเมืองเว้ในปัจจุบัน  และเคยมีบทบาทรบพุ่งกับอาณาจักรขอมโบราณอย่างยาวนาน

                  น่าแปลกที่ว่าในแทบทุกที่ที่ปรากฏต้นลั่นทมนั้น ดอกไม้ชนิดนี้มักมีความหมายของการเป็นไม้มงคลและลืมเลือนความหมายของชื่อดั้งเดิมของมัน  มีแต่ในเมืองไทยของเราที่เรียกไม้ชนิดนี้ว่าลั่นทม แล้วบังเอิญมีเสียงที่ใกล้เคียงกับ   คำว่า ระทมซึ่งมีความหมายที่ไม่เป็นมงคล เลยกลายเป็นพันธุ์ไม้ที่ผู้คนถือ ไม่นิยมนำมาปลูกกันในบ้านเพราะเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความระทมแก่ผู้เป็นเจ้าของ  เดิมเราจึงพบต้นลั่นทมในเขตวัดเท่านั้นทั้งที่เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม รูปทรงสวยทั้งดอกและลำต้น  จนกระทั่งเกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อของลั่นทมเป็นลีลาวดีจึงเกิดกระแสนิยมการปลูกต้นลั่นทมกันในบ้านจนราคาพุ่งขึ้นไปถึงต้นละเป็นหมื่น ส่งผลให้ดอกไม้ที่เคยเป็นอัปมงคลนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

                  ผมคิดว่าการเมืองของต้นไม้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามค้นคว้า  แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักชีววิทยา นักเกษตรหรือนักพฤกษศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ของต้นไม้น่าจะช่วยให้นักสังคมศาสตร์มีงานทำเพิ่มขึ้นอีกด้านและช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

    October 06

    มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์

    เรื่องและภาพจากคอลัมน์ "นานาสาระ" ในเว็บไซต์หมายเหตุสังคม ปีที่ 2 ประจำเดือนตุลาคม 2551
     
    มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์
    กำเนิดของแนวคิดเรื่อง “พิพิธภัณฑ์”
    1 - 3muses           แนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์นั้นเราเอามาจากฝรั่ง  คำว่า museum ที่ฝรั่งใช้เรียกสถานที่แบบนี้มาจากคำว่า muse ในภาษาละติน  มิวส์หมายถึงเทพธิดา 9 องค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะหลายแขนงที่คนในสมัยกรีกนิยมชมชอบกัน และได้กลายมาเป็นตัวแทนของความงามทางด้านจิตใจด้วย  นอกเหนือไปจากศิลปะภาพวาด ประติมากรรมต่างๆ แล้ว ยังรวมไปถึงศิลปะด้านอื่น เช่น บทกวี ประวัติศาสตร์ ดนตรี ฯลฯ ด้วย  ความหมายของ museum แต่เดิมจึงเป็นการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะแขนงต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะให้คนในรุ่นต่อๆ มา หรือใครก็ตามทีที่ได้พบเห็นมีโอกาสได้ซึมซับ อิ่มเอิบใจไปกับความงดงามของงานศิลปะทั้งหลายเหล่านั้น
     

    2 - louvre

              ผู้ที่มีบทบาทในการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะตะวันตกในสมัยแรกๆ คือบรรดากลุ่มขุนนาง ราชสำนัก เศรษฐีพ่อค้า ที่มักนิยมเก็บสะสมงานศิลปะเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง  จนกระทั่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง จึงทำให้บรรดางานศิลปะถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เช่น การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) ของฝรั่งเศสที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้สมบัติที่เคยอยู่และชื่นชมกันแต่ในราชสำนักกลายมาเป็นสมบัติของชาติที่เปิดแสดงให้ผู้คนทั่วไปในสังคมสามารถเข้าถึงงานศิลปะเหล่านั้นได้

              ต่อมา มีคนที่สนใจเก็บรวบรวมของต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น  การตัดสินใจเลือกของที่จะเก็บสะสมจึงปะปนกันระหว่างการชื่นชมความงามทางด้านศิลปะกับความชื่นชมต่อความแปลกประหลาด (curios) ด้วย  (ในแง่หนึ่ง เศรษฐีมักชอบเก็บของที่ “แปลก” สำหรับสังคมตนเองเพราะแสดงว่าสามารถเข้าถึงสิ่งที่ผู้คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ครอบครองด้วย  -เหมือนทุกวันนี้ที่เศรษฐีก็ยังชอบใช้ของนอกมากกว่าของที่ผลิตในประเทศอยู่)  ผู้ที่เลือกสะสมของแปลกจึงอาจจะไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับความงามหรือสุนทรียภาพใน concept เดิมของคำว่า museum หรือไม่

              พิพิธภัณฑ์หลายแห่งจึงมีทั้งของสวยและของแปลก (สำหรับสังคมสมัยนั้น) จัดแสดงปะปนกันอยู่

    เส้นทางของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย

              ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์น่าจะเริ่มเข้ามาในสังคมไทยประมาณรัชกาลที่ 4  พระองค์ทรงเป็นคนแรกที่สร้างอาคารขึ้นมาเพื่อเก็บของต่างๆ นานาทั้งของสวยงามและแปลกประหลาด และให้ชื่อเรียกสถานที่แบบนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์” พิพิธ หมายถึงสิ่งที่หลากหลาย ภัณฑ์ คือวัสดุสิ่งของต่างๆ  ดังนั้น ต้นกำเนิดวิธีคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ของไทยเราจึงพัฒนามาจากการเก็บสิ่งของต่างๆ ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน  แนวคิดนี้เกิดขึ้นในหมู่ของชนชั้นสูงในสังคมไทยเป็นระยะเวลานานมากก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณชน  วิธีคิดในการคัดเลือกและการจัดแสดงสิ่งของจึงเป็นการโชว์ของสวย ของมีค่า พอๆ กับของแปลกประหลาดและของหายาก ซึ่งมีนัยสะท้อนถึงความเหนือกว่าของคนในระดับสูง

              ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าแนวคิดซึ่งเป็นกระแสหลักของการจัดทำพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราคือความเป็นอนุรักษ์นิยม  หนึ่งคือการจัดแสดงนั้นเป็นไปเพื่อโชว์การสะสมสิ่งของ  และสองคือเป็นไปเพื่อบอกกล่าวตอกย้ำและเชิดชูฐานะของบรรดาชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้

              ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์ของเราน่าจะหันมารักษาความหมายของ museum ดั้งเดิมให้มากขึ้น  นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกอิ่มเอิบใจเมื่อได้พบเห็นสิ่งของ มองเห็นถึงความงดงามทางด้านจิตใจ  นอกจากนั้น สิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคือพิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถสื่อสารถ่ายทอดความรู้ทางสังคมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากอดีตสู่ปัจจุบันได้ด้วย  การจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ควรออกจากกรอบวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับผู้คนในทุกระดับ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาจิตใจของผู้คนในสังคมและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

              อย่างไรก็ตาม ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการจัดแสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีเรื่องราวและรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมไปถึงให้ความสำคัญกับความรู้สึกด้านสุนทรียะมากขึ้น  ประการถัดมาคือผมคิดว่าเกิดความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์มากขึ้น  นอกจากพิพิธภัณฑ์ในส่วนของรัฐแล้ว ยังเกิดพิพิธภัณฑ์ที่จัดสร้างและจัดแสดงโดยเอกชนและองค์กรต่างๆ นานา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ  ประการที่สามคือพิพิธภัณฑ์หลายแห่งแม้แต่ของรัฐเองได้เริ่มมีความเป็น “ท้องถิ่น” เพิ่มมากขึ้น ทำให้แง่มุมทางสังคมได้ไปปรากฏในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

              ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่มีความเป็น “ท้องถิ่น” เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน     จ่าทวีที่พิษณุโลก ที่จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในยุคหนึ่งซึ่งเป็น       ชาวบ้าน ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าอกเข้าใจว่าในชุมชนหนึ่งๆ นั้น นอกจากจะมีชีวิตของคนในระดับสูงแล้ว ยังมีชีวิตของราษฎรอยู่ในสังคมด้วย  หรือกรณีบ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณอเนก นาวิกมูล ซึ่งเป็นเอกชน ได้จัดแสดงเรื่องราวของ “ของเล่น” ที่สะท้อนถึงวิธีการบ่มเพาะคนในสังคม  ในขณะเดียวกัน ก็เกิด “พิพิธภัณฑ์ชาวนา” ในหลายพื้นที่ด้วยกันซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการบันทึก “วิถีชาวนาดั้งเดิม” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของเกษตรกรในปัจจุบัน  การจัดแสดงอาจจะยังดูน่าเบื่อ แต่อย่างน้อย ผมก็คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

              ความเป็น “ท้องถิ่น” ที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นความต่อเนื่องของชีวิตของชาวบ้านธรรมดา ซึ่งแต่เดิมเราไม่ค่อยได้รับรู้เพราะว่าการสืบค้นยังไม่ค่อยมี หลักฐานต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้เสมือนเป็นสะพานเชื่อมกลับไปสู่การทำความเข้าใจถึงชีวิตของชาวบ้านธรรมดาได้ดีทีเดียว

             นอกจากนั้น ยังมีความพยายามที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์ก้าวไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ของกรุงเทพฯ ที่มีสื่อใหม่ๆ ให้ผู้เข้าไปชมสามารถค้นคว้าหรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  ความสนุกสนานในรูปแบบต่างๆ นี้น่าจะช่วยดึงดูดให้ผู้ดู โดยเฉพาะเด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น  สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นการคลี่คลายตัวของพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราในช่วงประมาณสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา

              โดยรวมๆ แล้ว ผมคิดว่าแนวโน้มเรื่องพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยนั้นจะมีลักษณะท้องถิ่นและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คือ นอกจากจะสะท้อนความเป็นท้องถิ่น ความเป็นเมือง ความเป็นประเทศของตนแล้ว พิพิธภัณฑ์จะมีลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงเรื่องการแพทย์ การคมนาคม พูดถึงเฉพาะเรื่องของเล่น เป็นต้น

    พิพิธภัณฑ์น่าจะสะท้อนบริบททางสังคม

              ส่วนที่ผมคิดว่าขาดเวลาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยก็คือผมรู้สึกว่าสิ่งของต่างๆ มักถูกนำมาจัดแสดงในลักษณะที่หยุดนิ่ง ไม่มีบริบทในเรื่องของเวลาและความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับเรื่องอื่นๆ ในสังคม ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความรู้ และ/หรือ ความสามารถในการจัดแสดงน้อยเกินไป เช่น ถ้าจะจัดแสดงเรื่องของข้าว ผมคิดว่านอกจากสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น เครื่องมือการเกษตรต่างๆ แล้ว น่าจะนำเสนอเรื่องราวที่มาที่ไปว่าข้าวเข้ามาสู่สังคมเราได้อย่างไรหรือนานเท่าไรแล้ว พันธุ์ข้าวมีความหลากหลายและสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างไร ข้าวถูกแปลงไปสู่รูปแบบอื่นๆ อย่างไร ความสัมพันธ์ของข้าวกับคน วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับการปลูกข้าว ฯลฯ ด้วย

              ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการนำเสนอโดยส่วนใหญ่ยังไม่น่าสนใจพอ  ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มักจะถูกจัดวางให้อยู่นิ่งๆ ในพิพิธภัณฑ์  ถึงแม้ว่าบางครั้งจะพบเห็นคำอธิบายที่ยืดยาวอยู่ข้างๆ แต่ก็มักเป็นข้อมูลความรู้ในรายละเอียดมากกว่าจะช่วยให้เห็นมิติต่างๆ ของสิ่งของนั้นโดยรอบและโดยรวม  อย่างไรก็ตาม ผมเห็นความตั้งใจและความพยายามอันดีที่จะเก็บสิ่งของต่างๆ เพียงแต่ยังขาดความคิดในการเรียบเรียงจัดการและนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือขาดงบประมาณ

             ผมขอยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านหนองขาว กาญจนบุรี  ทั้งเจ้าอาวาสและชาวบ้านเองมีความตั้งใจดีมากๆ ที่จะพยายามเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในหมู่บ้าน แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเอาของเหล่านั้นมารวมกันไว้เพื่อไม่ให้สูญหาย  แต่ยังขาดวิธีคิดว่าจะจัดการกับมันอย่างไร เช่น จะขยายความหมายของตะเกียงหนึ่งชิ้นให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างไร และที่สำคัญ ยังขาดงบประมาณที่จะนำมาตอบสนองเพื่อจะนำไปสู่เรื่องราวดังกล่าว (เช่น ให้ทุนศึกษาวิจัย) ด้วย

             อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ผมคิดว่าวิธีคิดในเรื่องพิพิธภัณฑ์กำลังถูกแพร่ขยายออกไปสู่ชุมชนเล็กชุมชนน้อยในสังคมไทยต่างๆ อย่างรวดเร็ว

    บทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย

              ผมคิดว่าหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์คือการเชื่อมโยงความเป็นมาของสังคมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนเส้นทางของผู้คนในสังคมให้มองเห็นรากเหง้าของตนเอง เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่มาที่ไปของตนเองและชุมชน รวมทั้งช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ของตนเองกับชุมชน

              ที่ผ่านมา คนในระดับชาวบ้านยังไม่สามารถกุมสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” และใช้มันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราถูกสอนให้มีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผินมาก  ในขณะที่หากเทียบกับชนชั้นสูง การที่เขาต้องพยายามรักษาสถานะทางสังคมไว้ให้ได้ทำให้เขาค้นคิดวิธีจนสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างความหมาย สร้างฐานะ เพื่อดำรงฐานะทางชนชั้นตนเอง รวมไปถึงการนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ควบคุมชนชั้นระดับล่างได้ด้วย  ผมจึงคิดว่าการให้ความรู้กับชาวบ้านในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้นเป็นหนทางหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กับชนชั้นที่สูงกว่าในสังคม

             ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าชุมชนต่างๆ มีความพยายามในการกลับไปสู่รากเหง้าหรือท้องถิ่นของตนเอง  คนในรุ่นเก่าถึงแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวในอดีตแต่ก็เป็นความเข้าใจในครรลองเดิมๆ ซึ่งเป็นมิติที่แคบเกินไป  เพราะฉะนั้น พิพิธภัณฑ์เองต้องสามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะนำเสนอแนวคิดที่หลากหลายในการแสวงหา “ความหมาย” ของความรู้ที่สะสมไว้ในท้องถิ่นและชุมชนของตน

              ผมยังคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นนอกจากจะถ่ายทอดความงามและความรู้แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ช่วยเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมมนุษย์กับชุมชน เห็นเส้นทางพัฒนาการของชุมชนจนถึงปัจจุบันในแง่มุมที่หลากหลาย  สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้ที่ชัดเจนหนักแน่น และนั่นก็หมายถึงอนาคตที่มั่นคงแข็งแรงด้วย  ด้วยเหตุนี้ พิพิธภัณฑ์จึงมีความจำเป็นต่อทุกสังคม  และผมคิดว่าเราน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอเรื่องราวของสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ในลักษณะที่ช่วยกระตุ้นความคิดของผู้ชมให้มากขึ้น เช่น การมองชีวิตผู้คน มองสภาพสังคม โดยผ่านสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งว่ามันทำหน้าที่อะไรในแต่ละยุคสมัย  แทนที่จะให้ความรู้เพียงว่าของนั้นเรียกว่าอะไร ทำด้วยวัสดุอะไร สร้างในสมัยไหนเท่านั้น

    ทำไมถึงชอบไป “พิพิธภัณฑ์”

              ตอบตามความเป็นจริงก็คือพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลุดไปจากความยุ่งเหยิงไปปัจจุบัน ทำให้ผมสามารถมีใจจดจ่อกับเรื่องราวในอดีต ทำให้ใจสงบและเกิดความคิดดีๆ ในการที่จะไปคิดเรื่องราวอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย  คงคล้ายๆ กับการฟังเพลงหรือดูหนังครับที่ช่วยพาเราออกไปจาก “โลกแห่งความเป็นจริง” ชั่วคราวและช่วยให้ใจว่างพอจะหันกลับมามองประสบการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่จริงได้ชัดเจนขึ้น