songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 11

    ไทยมีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย...

    ด้วยความที่มีคนเมล์กระทู้ของพันทิปมาให้อ่าน เพื่อให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียและเป็นอันดับสองของโลก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7899316/A7899316.html ผมอ่านแล้ว มีข้อสังเกตแบบนี้ครับ
     
    .....ความจริง ตั้งใจจะร่วมวงคุยเรื่อง พิพิธภัณฑ์หลังจากได้รับเมล์นานแล้ว แต่ก็มัวแต่ทำอะไรต่างๆจิปาถะอยู่นานจนกระทั่งตอนนี้นี่แหละ ผมมีความรู้สึกคล้ายกับคนที่โพสต์กระทู้นี้ ที่รู้สึกประหลาดใจกึ่งสงสัยในตัวเลขสถิติ และรู้สึกคล้ายๆกับเขาว่าคนไทยไม่ค่อยอยากไปพิพิธภัณฑ์เพราะไปแล้วก็พบแต่ลุงหรือป้าคนเดิมนั่งสัปหงกหรือตรวจหวยเบอร์อยู่ในห้องจัดแสดงที่มืดทึมหรือ/และอบอ้าว ป้ายอธิบายส่วนใหญ่เป็นเพียงการบอกว่าของนั้นๆเรียกว่าอะไร(เป็นศัพท์ที่แบบนักวิชาการใช้) ศิลปะสกุลไหน ปีพุทธศักราชอะไร ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับคนชั้นกลาง รับราชการ บ้านอยู่เซ็นต์หลุยส์ซอย 3 สาทร อย่างบ้านผม และเดาว่าคงจะไม่สัมพันธ์กับบ้านไหนๆด้วย แต่เมื่ออ่านข้อมูลที่ส่งเมล์มาอีกที ก็พบอะไรบางอย่างทีผมสนใจครับ การที่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆอย่างทีว่ากระจายอยู่เยอะแยะไปหมดนั้น ผมเดาต่อว่าส่วนใหญ่คงจะเป็นของเอกชนหรือของชุมชน(โดยเฉพาะวัด) และปรากฏการณ์นี้น่าจะเพิ่งเกิดในรอบ 10-20 ปีนี้กระมัง ทั้งนี้ผมไม่รวม "เอกชน" ประเภทวังสวนผักกาด หรือเอกชนประเภทเสี่ยเล็กที่ได้รับการ "ยุ"จนขึ้นจากนักโบราณคดีชั้นนำบางคน เอกชนเล็กๆที่ว่าและนอกไปจากข้างต้น(บางระดับ) ลุกขึ้นมาเก็บข้าวของที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพราะรู้สึกว่าของเหล่านั้นอาจทำให้ท้องถิ่นของเขามีที่มีทางอยู่ในกระแสประวัติศาสตร์หลวงบ้าง ปรากฏการณืนี้น่าจะคู่ขนานกับ ความรู้สึกท้องถิ่นนิยมกระมัง อย่างไรก็ตามท้องถิ่นนิยมที่ว่ายังต้องอิงๆอยู่กับประเทศ-ชาติ-เจ้านิยมอยู่(เมื่อเร็วๆนี้ผมเดินทางไปจันทบุรี-ระยอง ไปดูวัดสองวัด วัดเอาประวัติของตัวเองไปอิงกับพระเจ้าตากสินเพื่อให้มีจุดน่าสนใจ ไปน้ำตกพลิ้ว ก็มีการอิงกับพระนางเรือล่มและการที่ร.5 เสด็จกลับจาก"ไกลบ้าน" (คศ.1907) ท่านได้เสด็จมา "ต้อนรับ" จันทบุรี ระยอง เข้าสู่สยามประเทศก่อนเดินทางกลับเข้าสู่พระนคร อย่างนี้เป็นต้น) หากจะคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นมีหน้าที่ ตอกย้ำความเป็นตัวเป็นตน พิพิธภัณฑ์ที่เรากำลังพูดถึงนี้คงกำลังหาช่องทางของตัวเองโดยอิงกับกระแสระดับชาติไปก่อนกระมัง (กรอบการมองของระดับชาติเองก็มีพลังมากจนชุมชนท้องถิ่นยังหาช่องทางชัดๆของตัวเองลำบากอยู่) ผมเกิดคำถามในใจว่าการเกิดของพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆในโลกนั้นเกิดขึ้น...
    May 17

    ศิลปะกับมนุษย์และสังคม

    เว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์อ.ทรงยศ แววหงษ์

    ศิลปะคืออะไร
         
    เมื่อพูดถึงคำว่าศิลปะผมคิดว่าในความหมายของคนทั่วๆ ไปอาจจะนึกถึงความงดงาม ซึ่งเมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัสแล้วรู้สึกสบายอกสบายใจ เช่น โปสเตอร์สีสวย เพลงเพราะๆ หรือ การได้เห็นน้ำพุสวยๆ ตั้งอยู่กลางเมืองที่แออัด พลุกพล่านด้วยผู้คน ผมคิดว่าผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาเมื่อได้เห็นน้ำพุที่ให้ความรู้สึกเย็น สบายตา ก็จะรู้สึกดีขึ้นกับชีวิตที่เป็นอยู่ และถ้ามีรูปปั้นสวยๆ มาตั้งเพิ่มเข้าไป ก็จะยิ่งทำให้เมืองดูมี ศิลป์ดูน่าอยู่ยิ่งขึ้นไปอีก

         ผมจึงคิดว่าเวลาพูดถึง ศิลปะคนทั่วไปมักไม่ค่อยได้นึกถึงศิลปะในแง่ของผลงานที่ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนพิเศษกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าศิลปินแต่นึกถึงสิ่งที่สวยงามและทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจ แจกันที่ปักดอกไม้สวยๆ สักชิ้นหนึ่งก็อาจดูมี ศิลป์ได้ ด้วยนิยามเช่นนี้ ผมจึงคิดว่า ศิลปะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในแวดวงของกลุ่มที่เรียกว่า “Academic Art” เท่านั้น

    ความงามของศิลปะกับอัตวิสัยของผู้ชม
         van gogh
    ศิลปะจะให้ความรู้สึกเช่นไรขึ้นอยู่กับอัตวิสัยของผู้ชมด้วย งานชิ้นเดียวกันสามารถทำให้ผู้ดูเกิดความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากความรู้สึกนึกคิดของคนนั้นขึ้นอยู่กับภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีอิทธิพลหล่อหลอมความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ภาพของแวนโก๊ะบางรูปที่เต็มไปด้วยสีเหลือง ซึ่งเป็นสีในโทนร้อน คนที่มาจากเมืองร้อนอย่างเราอาจรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกร้อนแรง แต่เมื่อภาพนั้นปรากฏอยู่ในเมืองหนาว ผมคิดว่าภาพอาจจะให้ความรู้สึกที่อุ่นสบาย

     

         ส่วนเทคนิคการวาดของแวนโก๊ะที่ใช้การป้ายสีที่หนาเป็นปื้นและไม่ใช้วิธีการตัดเส้น อาจทำให้ผู้ดูบางคนรู้สึกว่าเป็นภาพที่หยาบ แข็ง แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นธรรมชาติ ดูดิบและดูงดงามเหลือเกิน ดังนั้น การตีความงานศิลปะของคนทำงานศิลปะหรือคนดูศิลปะจึงต่างๆ กันไป

         อย่างไรก็ตาม มีงานศิลปะบางประเภทที่สามารถทำให้ผู้ดูหรือได้ยินจำนวนมากรู้สึกดีหรือจับใจได้ งานพวกนี้มักจะมีลักษณะกลางๆ ไม่หวือหวาหรือสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เช่น รูปในโปสการ์ด ซึ่งมักเลือกรูปที่เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและเห็นว่าสวยอยู่แล้ว ดังนั้น ภาพโปสการ์ดจึงสามารถเข้าถึงและเป็นที่พอใจของคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับเพลงที่มีโทนนิ่มนวล กลางๆ ก็น่าจะเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากกว่าเพลงร็อคหรือเพลงแจ๊ส ซึ่งต้องการความคุ้นเคยในระดับหนึ่ง

         แต่บางครั้ง อัตวิสัยของผู้ชมก็มีมากเสียจนเบียดบังความงาม ทำให้ไม่มีใครสนใจเนื้อหาของศิลปะได้เหมือนกัน เช่น ในกรณีของกลุ่มคนเดินทางประเภทที่เรียกว่าฉิ่งฉับทัวร์ ผู้คนมักร่วมร้องเพลง ส่งเสียงดังกันโดยไม่ได้สนใจความไพเราะของเพลงที่ร้อง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือท่วงทำนอง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางคือการเปลี่ยนที่ซึ่งต้องสร้างและคงบรรยากาศของความสนุกสนานไว้ให้ได้เพื่อให้ต่างไปจากชีวิตปกติ เพราะฉะนั้น การฟังดนตรีจึงไม่ใช่เพื่อความไพเราะอีกต่อไป แต่เป็นการเสพจังหวะ เพื่อเอาจังหวะนั้นมาสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของตนเองระหว่างการออกท่าออกทางเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน

    ศิลปะกับการเชื่อมโยง
         
    ผมคิดว่าการที่ผู้ฟังจะรู้สึกอย่างไรกับงานศิลปะบางชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือภาพ ก็ขึ้นอยู่กับว่างานศิลปะเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยง สื่อสารหรือตอบสนองต่อกลุ่มผู้เห็นหรือได้ยินไปในทิศทางใด ผมขอยกตัวอย่างในเรื่องของเพลง

    white cliff of dover     มีเพลงสองเพลงในโลกตะวันตกที่สร้างความรู้สึกคิดถึงบ้านกับคนฟังบางกลุ่ม คือเพลง The White Cliff of Dover ของ Vera Lynn ที่เนื้อเพลงพูดถึงหน้าผาสีขาวที่เมืองโดเว่อร์ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คนจะมองเห็นแต่ไกลเมื่อข้ามช่องแคบจากยุโรปเข้ามาใกล้จะถึงอังกฤษ ทหารอังกฤษซึ่งออกไปรบในสงครามโลกในยุโรป เมื่อเดินทางกลับมา เมื่อเห็นหน้าผาสีขาว ก็จะรู้สึกว่าถึงบ้านแล้ว หน้าผานี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ บ้านคนอังกฤษที่ไปอยู่ต่างถิ่นเมื่อได้ยินเพลงนี้ก็มักจะเกิดความคิดถึงบ้านขึ้นมา อีกเพลงหนึ่งคือ Over the Rainbow จากภาพยนตร์เรื่อง The Wizard of Oz ที่มักทำให้ทหารอเมริกันรู้สึกคิดถึงบ้านเมื่อได้ยิน แน่นอนว่าคนที่ไม่ใช่คนอังกฤษหรืออเมริกันมาฟัง ก็ย่อมได้ความรู้สึกนึกคิดต่างออกไป อาจจะคิดว่าเพลงเพราะเนื้อหาดีแต่ก็ไม่ทำให้เกิดความคิดถึงบ้านขึ้นมาได้

         หรือดนตรีจำพวกวอร์แดนซ์ (war dance) นั้น ผมคิดว่าเพลงประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถทำให้คนฟังรู้สึกฮึกเหิม แล้วก็รักหมู่เหล่า พร้อมที่จะเสียสละได้ เคยมีคนตั้งคำถามว่าในสมัยก่อน เราใช้เพลงหรือดนตรีลักษณะไหนปลุกเร้าใจผู้คน ซึ่งก็มีคนบอกว่าเราน่าจะใช้แตรหรือกลอง แต่ท่วงทำนองเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เมื่อช่วงประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา เกิดมีเพลงประเภทที่เรียกกันว่าอเมริกันมาร์ชออกมาจำนวนมาก และท้ายที่สุดกลายเป็นแม่แบบในการกำหนดว่าเพลงของทหารทั่วโลก ซึ่งฟังแล้วจะเกิดความฮึกเหิม รักชาตินั้น จำเป็นจะต้องเป็นเพลงประเภทเพลงมาร์ช

         พอสรุปได้ว่าการที่ศิลปะจะตอบสนองหรือสื่อสารกับกลุ่มผู้คนอย่างไรนั้นจำเป็นต้องมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิต วัฒนธรรมหรือสถานการณ์บางอย่างกับคนกลุ่มนั้นๆ

    ศิลปะทำหน้าที่อะไรบ้างในสังคม 
         
    ที่ผมพูดไปแล้วข้างต้นก็คือศิลปะช่วยทำให้เรารู้สึกสบายอกสบายใจ สบายตา ให้ความงดงามในแง่ใดแง่หนึ่ง นอกจากนั้น ก็ยังอาจทำให้ผู้ดูเกิดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นานา

         หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือผมคิดว่าภาพวาดในครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว รายละเอียดทางสังคมบางอย่าง ดังนั้น ภาพวาดจำนวนมากจึงมีลักษณะเหมือนจริง ซึ่งในสมัยต่อมา เทคโนโลยีการถ่ายภาพได้เข้ามาแทนที่หน้าที่ของภาพวาดในส่วนนี้

         อย่างกรณีรูปวาดของ Rembrandt และ Vermeer นั้นมีชื่อเสียงเพราะสามารถวาดรูปได้เหมือนจริงมาก แต่ผมคิดว่าในขณะที่ภาพของ Rembrandt บอกเล่าภาพชีวิตร่วมสมัยด้วยความเหมือนจริงแล้วหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ภาพของ Vermeer กลับชวนให้คนดูคิดต่อไปได้อีกมาก จนเหมือนมีคำถามค้างคาอยู่ในใจเวลาดูภาพของเขา

    verneer1

     

        อย่างเช่น ภาพหญิงสาวกับต่างหูมุกของ Vermeer อาจจะทำให้หลายคนที่ได้เห็นตั้งคำถามว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร อายุน่าจะสักเท่าไร สีหน้าและแววตาของเธอดูเหมือนว่ากำลังต้องการจะถามหรือพูดอะไรบางอย่าง สิ่งที่เธออยากบอกนั้นคืออะไร หรือภาพที่ชื่อว่า The Geographer เป็นรูปนักภูมิศาสตร์กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง บนโต๊ะมีแผนที่ เขากำลังคิดถึงอะไร กำลังคิดช่วยวางแผนขยายการล่าอาณานิคมอย่างที่นักภูมิศาสตร์ชาวดัทช์หลายคนทำอยู่ในสมัยนั้นหรือเปล่า

                                      verneer3                                                verneer2

         หรือกรณีภาพผู้หญิงเทนม คนที่ดูจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเทนมอย่างตั้งอกตั้งใจ ศิลปินให้รายละเอียดของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น รอยเย็บที่แขนเสื้อนั้นหยาบ ไม่ประณีตเรียบร้อย ซึ่งบอกให้เรารู้ถึงฐานะของผู้หญิงคนนี้ได้ว่าเธอน่าจะอยู่ในฐานะชาวนาหรือชนชั้นแรงงาน แต่ขณะเดียวกัน ความมีสมาธิอย่างมากของเธอก็ชวนให้ผู้ดูตั้งคำถามว่าเธอกำลังคิดถึงอะไร กำลังครุ่นคิดถึงปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิตลำเค็ญของเธออยู่หรือเปล่า

     naive    แม้แต่ภาพจิตรกรรมแบบที่เรียกกันว่า Naive Art ในแถบยุโรปตะวันออก โปแลนด์ ฮังการี ซึ่งไม่ได้พยายามจำลองสิ่งต่างๆ ให้เหมือนจริงแบบจิตรกรชาวดัทช์ แต่ชาวบ้านก็ได้บันทึกภาพหมู่บ้านของพวกเขาให้ผู้ชมรู้จัก ในทางหนึ่งคือสะท้อนให้เห็นว่าคนที่นั่นมีลักษณะรูปร่างหน้าตาอย่างไร ใส่เสื้อผ้าสีอะไร ต้นไม้หน้าตาเป็นแบบไหน แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนลักษณะทางอุดมคติที่ชาวบ้านอยากให้เป็นไปพร้อมกันด้วย เช่น อยากจะเห็นทรงพุ่มไม้เรียงใบสวยงาม เต็มไปด้วยลูกไม้สีแดงเปล่งปลั่งน่ากิน เราจึงไม่เห็นใบที่เหลือง เหี่ยวแห้งในรูปของพวกเขาเลย

         เช่นเดียวกับฮูปแต้มในภาคอีสานของไทย ที่ทั้งสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงว่าในขณะนั้นผู้คนเป็นอย่างไร บ้านเรือนเป็นอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนภาพทางอุดมคติและจินตนาการผ่านเรื่องเล่าซึ่งสืบทอดกันมาเพราะเขาคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นสะท้อนความงดงามของความดีและส่งผลดีต่อชีวิต

         หรือในกรณีของภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นที่วาดเป็นรูปคลื่น มีภูเขาไฟฟูจิเป็นแบคกราวนด์ มีภาพหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่สวยงาม หรือภาพการ์ตูนของศิลปินมาเลเซียที่ชื่อ Lat ซึ่งใช้ภาพลายเส้นสื่อสารเรื่องราวทางสังคมได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา

    blue wave

         ทั้งหมดที่พูดถึงนั้นได้ใช้ภาพวาดเพื่อบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไปพร้อมๆ กับบอกเล่าความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีงามในอุดมคติของพวกเขา

         ความสำคัญของศิลปะอีกประการหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้คือการที่คนบางกลุ่มได้นำศิลปะมารับใช้เจตนาบางอย่าง เช่น การโฆษณา ผมคิดว่าโฆษณาเป็นตัวอย่างสุดยอดตัวอย่างหนึ่งที่ใช้พลังของศิลปะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ เช่น อาศัยการผสมผสานระหว่างเสียงที่คนอยากจะได้ยิน (เสียงดนตรีบ้าง เสียงคนพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดีบ้าง) ตัวละครซึ่งคนทั่วไปอยากจะเห็น (พระเอกนางเอกยอดนิยมบ้าง คนที่มีภาพลักษณ์ดี น่าเชื่อถือบ้าง) เข้ากับการนำเสนอด้วยภาพที่ผ่านการคัดสรรและตกแต่งมาอย่างดี เรียกว่าใช้ศิลปะทุกรูปแบบเพื่อส่งเสริมการบริโภคและเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายได้อย่างมีศิลป์อย่างยิ่ง

         กล่าวโดยสรุปก็คือผมคิดว่าศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับสิ่งใดๆ เนื้อหาของงานศิลปะจึงล้วนแต่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทั้งความเป็นจริง จินตนาการและความใฝ่ฝันของยุคสมัย และในทางตรงกันข้าม ศิลปะก็อาจถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาเพื่อที่จะรับใช้เจตนารมณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจให้ฮึกเหิมรักชาติ หรือกระตุ้นให้เกิดความอยากได้สินค้าบางชนิดมาครอบครอง

    September 14

    Klimt at a glimpse

    ชื่อของเขาคือ Gustav Klimt เป็นชาวเวียนนาในยุคสมัยรอยต่อของศวรรษซึ่งมักจะเรียกกันว่า belle epogue

    ศิลปะในเวียนนาเฟื่องฟูมาก ศิลปินทดลองทั้งรูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆหลากหลาย

    คลิ้มท์เองเอาทั้งตะวันออกปนตะวันตก(กรีก-โรมัน-อียีปต์-โอเรียนทอลและฝรั่ง)

    เอาทั้งเทคนิคการประดับประดาทั้งภาพวาด มาผสมผสานกัน

    งานที่มีชื่อมากของเขามีมากมาย ที่รู้จักกันทั่วไปก็เช่น The Kiss (1908) / Judith I (1901) / ภาพฝาผนังในอาคาร Secession ที่ชื่อ Beethoven Frieze(1902) ซึ่งได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากจาก Rodin และได้รับคำวิจารณ์ว่าสามานย์จาก รัชกาลที่ 6

    The Three Ages of Woman เป็นภาพที่วาดจากรายละเอียดประติมากรรม Gates of Hell ของ Rodin เพื่อตอบต่อคำชมของ Rodin ข้างต้น

    งานของเขาน่าจะจัดอยู่ในประเภท Secession ซึ่งมีความหมายว่าเป็นศิลปะแบบใหม่หรือ Art Nouveau

    เขาเกิดที่กรุงเวียนนาเมื่อ 14 กรกฎาคม 1862 และตายด้วยโรคหัวใจวายเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 1918 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 และการสิ้นสุดของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี

    คนดังร่วมสมัยของเขาอย่างเช่น Sigmund Freud และ Gustav Mahler เป็นต้น 

    August 09

    สมเด็จพระนเรศวรมหาราช : จากตำนานสู่ ‘ความเป็นจริง’

     
     กระแสพระนเรศวรฟีเวอร์ที่มาแรงมากอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เราอยากแกะรอยเส้นทางการ ปรากฏตัวของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของไทยพระองค์นี้ ว่ามีความเป็นมาอย่างไรในความรับรู้ของคนไทยทั่วไป

    เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ อ. ทรงยศ แววหงษ์

     

    พระประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยฉบับใดบ้าง

               วีรกรรมของพระนเรศวรนั้นแต่ก่อนมีปรากฏอยู่ในพงศาวดารอย่างสั้นมาก เพิ่งมีการขยายความให้มากขึ้นในสมัย ร.3 นี้เอง แต่ตอนนั้น เรื่องราวของพระองค์ยังไปไม่ถึงผู้คนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

               ประวัติของพระนเรศวรเป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้นในสมัย ร.5 เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างภาพชุดเรื่องสมเด็จพระนเรศวรขึ้นเป็นครั้งแรกจำนวน 94 ภาพ ซึ่งเป็นฝีมือการวาดของกลุ่มช่างหลวงหลายคน และยังมีการเขียนโคลงภาพพระราชพงศาวดารกำกับภาพด้วย 376 บท ก่อนจะนำไปแสดงที่ท้องสนามหลวงในงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายหลายพระองค์เมื่อปี 2430 และยังพิมพ์เป็นสมุดพระราชทานแจกด้วย การทำเป็นภาพและการเลือกจัดแสดงที่ท้องสนามหลวงแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะให้เรื่องราวได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างแท้จริง

               ความจริงรูปวาดในสมัย ร.5 นั้นไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก แต่ที่ผมคิดว่าสำคัญก็เพราะว่านั่นเป็นครั้งแรกที่พระนเรศวรปรากฏเป็น 'รูปร่าง' ชัดเจนแทนที่จะมีแต่ชื่ออยู่ในตำนาน ผมอยากตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการ 'เห็น' นี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการที่สาธารณชนได้เห็นหน้าตาของกษัตริย์สยามเป็นครั้งแรกผ่านทางรูปถ่ายซึ่งเข้ามาในสมัย ร.4 ปรากฏการณ์ image popularization แบบนี้ทำเป็นครั้งแรกในสมัยควีนวิคตอเรีย รูปของควีนถูกใส่เข้าไปในแสตมป์ ธนบัตรและเหรียญสำหรับใช้กันทั่วไป ความจริงกลวิธีแบบนี้เคยถูกใช้มาแล้วในสมัยกรีกและโรมัน เช่น เหรียญรูปจูเลียสซีซ่าร์ ฯลฯ แต่มีลักษณะเป็นรูปในอุดมคติหรือชวนให้คิดไปทำนองนั้นมากกว่าจะทำให้เหมือนจริง

               การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ ร.4 ทรงสนใจและ ร.5 ทรงสนใจอย่างที่สุด ร.4 ทรงฉายพระองค์เองและพระราชินีตลอดจนพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ ส่วน ร.5 นั้น เราคงนึกกันออกว่าได้เห็นพระฉายาลักษณ์มากมายในอิริยาบถและรูปลักษณ์ต่างๆ (น่าสนใจที่คนจำนวนมากในปัจจุบันจำ image ของพระองค์ตอนนั่งทอดอาหารอยู่ข้างพระที่นั่งวิมานเมฆได้มากที่สุด)

               ต่อมาในช่วงปลาย ร.7 ก็เกิดปรากฏการณ์การจารึกเรื่องราวของกษัตริย์ไว้ในวัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยโปรดให้วาดเรื่องราวของพระนเรศวรรวม 16 ภาพไว้ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม อยุธยาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2473 วัดนี้ถือเป็นวัดสำคัญของราชวงศ์จักรีเพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยปลายอยุธยาโดยพระอักษรสุนทรซึ่งเป็นพระชนกของรัชกาลที่ 1 แต่เดิมวัดนี้ชื่อว่าวัดทอง เมื่อกลายเป็นวัดต้นราชสกุล จึงมีการเปลี่ยนชื่อวัดใหม่โดยรวมชื่อฝ่ายพระชนก (ทองดี) และพระชนนี (ดาวเรือง) เข้าด้วยกันเป็นสุวรรณดาราราม

     

    ภาพวาดที่วัดสุวรรณดารารามมีความสำคัญอย่างไรในสายตาของอาจารย์

               ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นถึงจารีตในการวาดรูปจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์หรือวิหารทั่วไปก่อน เรามักจะเห็นภาพวาดแบบอุดมคติ เช่น เทวดาหน้าไข่ปอก เกลี้ยงเกลาไร้ความรู้สึก ทุกคนหน้าตาเหมือนกันหมด และส่วนใหญ่จะบอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่นั่งเป็นองค์ประธานอยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้า

               เรื่องราวมักดำเนินจากทางซ้ายมือของพระประธาน โดยเน้นไปที่พุทธประวัติและทศชาติ โดยเฉพาะในชาติสุดท้ายที่พระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรและบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ครบทุกบารมีจนชาตินี้มักเรียกกันว่า 'มหาชาติ'

               ธรรมเนียมการวาดภาพพุทธประวัตินั้นจะเริ่มจากการที่พระอินทร์และชาวสวรรค์มาเฝ้าเพื่อทูลเชิญพระโพธิสัตว์ไปจุติเป็นพระพุทธเจ้า หลังจากนั้น ก็จะดำเนินเรื่องพุทธประวัติไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ประสูติไปจนออกผนวช-บำเพ็ญเพียรจนทรงตรัสรู้-แสดงธรรมเทศนา-เสด็จสู่มหาปรินิพพาน ในบรรดาเรื่องราวทั้งหมดนั้น ภาพที่สำคัญที่สุดคือภาพกองทัพ (ซึ่งมักจะเป็นทัพช้าง) ที่พญามารยกมาผจญพระพุทธเจ้าก่อนที่จะทรงตรัสรู้ที่เรียกกันว่าภาพมารผจญหรือมารวิชัย คือการได้ชัยชนะเหนือมารทั้งหลาย ซึ่งโดยปกติ ช่างจะวาดเต็มฝาผนังด้านตรงข้ามกับพระประธาน

               เมื่อเราลองเทียบเคียงการลำดับภาพพุทธประวัติตามจารีตกับภาพจิตรกรรมที่วัดสุวรรณดาราม จะเห็นความใกล้เคียงกันอย่างมาก เริ่มต้นด้วยการที่พระสยามเทวาธิราชได้อัญเชิญพระศิวะลงมาจุติเป็นพระนเรศวร (มาจาก คำว่า 'นร' รวมกับ 'อิศวร' แปลว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งปวง)-ทรงถูกนำไปเป็นตัวประกัน-ออกรบ-ประกาศ 'เอกราช' (คำที่ถูกใช้และฝังหัวเด็กทุกคน)-ทรงกระทำยุทธหัตถี-ปราบเขมร-แล้วจบลงด้วยการสวรรคต (การเดินทางกลับสู่สวรรค์)

               กรมพระยาดำรงฯ ผู้เป็นแม่งานทรงให้เพิ่มตอนพระสยามเทวาธิราช (ทั้งๆ ที่พระสยามฯ เพิ่งถูกสร้างขึ้นในสมัย ร.4 นี้เอง!) ภารกิจสำคัญของการจุติลงมาเป็นพระนเรศวรของพระอิศวรคือการเอาชัยชนะเหนือพระยามาร และพระยามารในที่นี้ก็คือพระมหาอุปราชา จอมทัพใหญ่แห่งกองทัพพม่าดังปรากฏในภาพยุทธหัตถีซึ่งดูเผินๆ คล้ายกับภาพมารผจญมาก (เป็นกองทัพช้างเหมือนกันและยังกินพื้นที่เต็มฝาผนังในตำแหน่งเดียวกันด้วยคืออยู่ตรงข้ามพระประธานซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตามจารีต) แสดงให้เห็นความตั้งใจของผู้ออกแบบว่าต้องการเทียบเคียงลำดับของภาพจิตรกรรมชุดนี้กับพุทธประวัติอย่างชัดเจน

               นอกจากนั้น ในพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรฉบับกรมพระยาดำรงฯ ยังเล่าถึงสมเด็จพระพนรัตน์ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ทูลขอชีวิตไพร่พลทหารที่ปล่อยให้พระนเรศวรสู้รบกับทหารพม่าเพียงลำพัง โดยกล่าวว่าการที่ช้างทรงวิ่งตะลุยไปข้างหน้าจนพระองค์ต้องตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรูนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นกฤษดาภินิหารของพระองค์ เช่นเดียวกับชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพระยามาร ถ้าหากชนะด้วยกำลังรี้พล พระเกียรติยศก็จะไม่เป็นมหัศจรรย์เหมือนที่มีชัยด้วยการทรงทำยุทธหัตถีโดยลำพังพระองค์เอง เมื่อพระนเรศวรได้ยินดังนั้น ก็ทรงปีติ เลิกพิโรธและไว้ชีวิตข้าราชการทั้งหมด

               นี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของกรมพระยาดำรงฯ ที่จะเปรียบฐานะอันสูงส่งของพระนเรศวรกับพระพุทธเจ้า และแสดงฐานะอันศักดิ์สิทธิ์ทางการศึกของพระองค์

               อีกเรื่องที่ผมว่าสำคัญก็คือนี่เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดว่ากษัตริย์ที่เป็นมนุษย์นั้นมีหน้าตาอย่างไร รวมถึงการวาดภาพผู้คนที่เห็นรายละเอียดรูปร่างหน้าตาที่สมจริงมากขึ้น ไม่เป็นหน้าหุ่นแบบเดียวกันหมดเหมือนแต่ก่อน ในบันทึกของฝรั่งเขียนไว้ว่าพระนเรศวรคือ The Black Prince กรมพระยาดำรงฯ ก็ทรงตีความว่าพระนเรศวรต้องเป็นคนผิวคล้ำ เป็นต้น องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ดูสามารถรู้ได้ทันทีว่าคนไหนในรูปคือพระนเรศวร

               ที่น่าสนใจก็คือกรมพระยาดำรงฯ ทรงให้ความสำคัญกับการวาดภาพประวัติของพระนเรศวรที่วัดนี้มาก จะเห็นได้จากการที่ทรงติดตามกำกับรายละเอียดของภาพอย่างใกล้ชิดที่สุด เช่น ฉากตีไก่ ท่านจะกำหนดว่าพระนเรศในขณะนั้นอายุเท่าไร ควรแต่งตัวอย่างไร จุดที่ท่านยืน ตลอดไปจนถึงกิริยาท่าทาง แล้วให้ช่างวาดตามนั้น โดยรวมแล้ว ภาพวาดทั้งหมดจะมุ่งเน้นกิจกรรมของสมเด็จพระนเรศวรทางการทหารที่แสดงถึงการต่อสู้ที่เก่งกล้าจนได้รับชัยชนะต่อศัตรูทั้งหลาย

               รายละเอียดที่ทำให้ภาพดูเหมือนจริงเหล่านี้ทำให้จิตรกรรมฝาผนังสีน้ำมันชุดนี้กลายเป็นต้นแบบในการผลิตซ้ำเมื่อมีการอ้างถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรในสมัยต่อมา แม้แต่ตอนที่คนแห่ไหว้ลัทธิบูชาสมเด็จพระนเรศวรที่ต้องมีการถวายไก่ ไก่หน้าตาเป็นอย่างไร พันธุ์ไหน ก็ล้วนมาดูจากภาพจิตรกรรมชุดนี้กันทั้งนั้น

     

    อาจารย์คิดว่าทำไมกรมพระยาดำรงฯ จึงทรงให้ความสำคัญกับการวาดภาพชุดนี้มาก

               บริบททางสังคมตอนนั้นคือปี 2473-2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเพียงปีเดียว ผมคิดว่าภาพความเสื่อมถอยของราชสำนักอาจเกิดขึ้นทั่วไปในขณะนั้น การสร้างภาพสมเด็จพระนเรศวรจึงอาจจะเกี่ยวข้องกับการสร้างกระแสกษัตริย์นิยม และนอกจากภาพเขียนที่นี่แล้ว ท่านยังทรงเขียนประวัติสมเด็จพระนเรศวรให้มีรายละเอียดเยอะมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วย

               ผมเชื่อว่าหลังเหตุการณ์ รศ.130 ในสมัย ร. 6 ที่มีกรณีขัดแย้งกันระหว่างมหาดเล็กกับทหาร ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์สืบเนื่องมาเรื่อยๆ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัย ร.7 ก็มีหลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลค่อนข้างขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา บรรยากาศทางสังคมการเมืองในขณะนั้นจึงเป็นช่วงที่ 'เจ้า' กำลังถูกท้าทายจากพลังของชนกลุ่มใหม่คือชนชั้นกลางมากขึ้นทุกที

               ดังนั้น การสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้จึงอาจจะเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะกอบกู้ image ของระบอบกษัตริย์ในช่วงนั้นในฐานะที่ท่านเป็นฝ่ายพระราชวงศ์ ต้องไม่ลืมว่า ร.6 มาพร้อมกับความเชื่อเรื่องกษัตริย์วีรบุรุษ ท่านทรงไปบวงสรวงอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรที่หนองสาหร่าย ดอนเจดีย์ ท่านสั่งให้หาเลยว่าตรงไหนคือเจดีย์ที่รำลึกยุทธหัตถี พอพบ ก็มีการเฉลิมฉลองใหญ่ ร.6 ทรงมีสปีชยืดยาวมาก สุดท้ายพระองค์ก็ทรงเปล่งเสียงว่าไชโย คำว่า 'ไชโย' ที่เราใช้กันทุกวันนี้นั้นเป็นคำที่ ร.6 ทรงสร้างขึ้นมาจากคำว่าชัยในภาษาสันสกฤต คนฮินดูจะกล่าวคำที่เป็นมงคลที่สุดคือคำว่าชัย ร.6 ท่านโปรดภาษาสันสกฤต ท่านจึงทรงประดิษฐ์คำนี้ขึ้น

     

    อาจารย์มีความเห็นอย่างไรกับหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวรของท่านมุ้ย

               แม้ภาพยนตร์เรื่องตำนานพระนเรศวรจะไม่ใช่ครั้งแรกของการอัพเดทภาพของพระนเรศวรให้มีตัวตนและสมจริงมากขึ้น (พิศาล อัครเศรณีเคยทำเรื่อง 'มหาราชดำ' มาแล้ว) แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพระนเรศวรของท่านมุ้ยมีความสมจริงมากจนหลายคนพากันถกเถียงถึง 'ความสมจริง' ในหลายๆ ประเด็นเช่น พระนเรศวรมีคนรักไหม หากมีเธอคือใคร มีคนเดียวหรือหลายคน ปืนยาวจะยิงข้ามแม่น้ำสะโตงได้จริงไหมฯลฯ จะเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อถกเถียงเรื่องความสมจริงทั้งสิ้น ผมคิดว่าหนังของท่านมุ้ยทำให้ 'ภาพ' ในมโนภาพของคนไทยเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรเป็นจริงเป็นจังและเป็น 'มาตรฐาน' เดียวกันมากขึ้น (เหมือนที่จิตรกรรมวัดสุวรรณฯ เคยทำหน้าที่และมีบทบาทในเรื่องนี้มาแล้ว) ต่อไปนี้ เวลาใครๆ คิดถึงพระนเรศวร หลายคนก็คงอดมีภาพพระเอกของเรื่องนี้แว่บขึ้นมาไม่ได้

               แต่ในทางตรงกันข้าม การที่ท่านมุ้ยเลือกใช้คำว่า 'ตำนาน' ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สร้างได้ตีความประวัติศาสตร์จากการค้นคว้าด้วยตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนในการตีความเช่นกัน เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงถูกประชาพิจารณ์ และผมคิดว่านี่จะยิ่งทรงพลังกว่าตอนเป็นภาพจิตรกรรมนิ่งๆ เป็นไหนๆ

     

    อาจารย์มีอะไรที่อยากฝากถึงคนอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมคะ

               ผมอยากให้เราทบทวนไถ่ถามตัวเองดูว่าสังคมกำลังเกิดอะไรขึ้นถึงได้มีการฟื้นฟูตำนานสมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาในขณะนี้ มันเป็นเพียงกระแสของหนังจริงๆ หรือ หรือว่าเรากำลังอยู่ในบริบทอะไรสักอย่างที่ทำให้คนรู้สึกตอบรับกับเรื่องราวของพระองค์ท่าน เราสามารถเทียบเคียงเรียนรู้ได้ไหมว่าตอนที่ ร.5 ท่านสร้างภาพชุดประวัติพระนเรศวรขึ้นนั้น สังคมไทยกำลังเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับที่ทำไมในปี 2473 จึงได้มีการสร้างภาพชุดลัทธิสมเด็จพระนเรศวรขึ้นมาอีก ที่ผมใช้คำว่า 'ลัทธิ' ก็เพราะมีการสร้างตำนานเกี่ยวกับผู้ที่มีชื่อว่า 'สมเด็จพระนเรศวร' ให้เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป มีพิธีกรรมเพื่อสนับสนุนความคิดเหล่านี้ แล้วก็มีการสร้างสัญลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ผู้ที่พบเห็นสามารถเชื่อมโยงไปถึงพระองค์ได้ (เช่น ไก่ชน เป็นต้น)

               ผมคิดว่าลำพังการเป็นหนังไม่น่าจะทำให้เกิดฟีเวอร์ได้ขนาดนี้ จึงอยากฝากให้คิดว่าปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่กำลังบอกอะไรเราบ้างเกี่ยวกับบริบทของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

     

    July 18

    first world map to depict America

    1. อาจารย์ทรงยศครับ
       
      ตามที่อาจารย์ได้ถามผมเมื่อวานเรื่องแผนที่โลกแผ่นแรกที่ปรากฏรูปร่างของทวีปอเมริกา ผมได้ตรวจสอบจากหนังสือ The Mapping of North America เขียนโดย Philip D. Burden ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับการเชื่อมากที่สุดในเรื่องนี้ ได้ข้อมูลว่า
       
      แผนที่โลกเก่าแก่สุดที่ปรากฏโครงร่างทวีปอเมริกาคือ แผนที่ตัวเขียนโดย Juan de la Cosa "The earliest proven cartographic depiction of the New World" ผู้เขียนหนังสือระบุปีของแผนที่ว่า ค.ศ. 1500 แต่ในหน้าถัดไปเขากลับให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่โลกอีกแผ่นซึ่งเขียนหลังจากนั้นสองปี "This beautifully drawn portolan by Alberto Cantino in 1502 is the earliest positively dated map of America"
       
      สรุปว่าแผนที่โลกแผ่นแรกที่วาดโครงร่างของทวีปอเมริกา คือ แผนที่โลกปี ค.ศ. 1500 หรือ 1502 แต่แผนที่โลกแผ่นแรกที่ระบุชื่ออเมริกาคือแผนที่ปี ค.ศ. 1507 โดย Martin Waldseemuller ชาวเยอรมัน
       
      แผนที่โลกปี ค.ศ. 1500 ภาพในหนังสือไม่ค่อยชัดเจน ผมเลยสแกนภาพแผนที่โลกปี 1502 มาฝากอาจารย์ครับ
       
      ด้วยความเคารพ
      ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช

    คุณ ธวัชชัย ครับ
    ขอบคุณมากครับ ที่กรุณาค้นคว้าข้อมูลที่ต่อเนื่องกับที่เราคุยค้างในที่เสวนาโปรตุเกสวันนั้น (เรื่อง The Portuguese in Southeast Asia
    ที่ธรรมศาสตร์ วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2550)
    ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า
    1. ในต้นศตวรรษที่ 16 อเมริกาที่ปรากฎในความรับรู้นั้น มีเพียงบางส่วนเท่าที่เห็นตามแผนที่เท่านั้นและเข้าใจว่าอาจไม่มีอเมริกาเหนือ 
    2. การให้ขนาด อเมริกา ที่ใหญ่มาก(ตามแผนที่) น่าจะสะท้อนให้เห็นทัศนะ ของคนยุโรปที่ เห็นความสำคัญของของ พื้นที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัด
      ของยุโรปและเป็นที่มาของสงครามอันมีสาเหตุ
      มาจากการแย่งชิงที่ดินตลอดมา(ศักดินาฝรั่ง ให้ความสำคัญต่อประเด็นของที่ดินเป็นอย่างมาก)
      ฉะนั้น น่าจะเป็นได้ว่าที่ดินของอเมริกาน่าจะเป็นคำตอบต่อปํญหาถาวรบางประการของยุโรปนอกเหนือไปจากการหาเส้นทางไปเอเชีย
      ย่อมหมายถึงการเข้าถึงแหล่งสินค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน"คนกลาง"คืออาณาจักรออตโตมานอันยิ่งใหญ่
    3. รูปร่างของทวีปยุโรป ถูกต้องแม่นยำมาก เช่นเดียวกับทวีปอาฟริกา และเปอร์เชีย ผมคิดว่าเวลาเราพูดถึงเจ้าชายเฮนรี่เดอะเนวิเกเตอร์
      ซึ่งสนับสนุน" วิชาการเดินเรือ""นั้น ไม่ว่าตัวเจ้าชาย
      องค์นี้จะเป็นเช่นไร คงจะสำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงที่โปรตุเกสมีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ
      การเดินเรือ
      ซึ่งมีทั้งการศึกษาเรื่องคณิตศาสตร์ การคำนวณ การดาราศาสตร์ การทำแผนที่ การรวบรวบรวมบันทึกการเดินทางของพ่อค้า
      นักเดินทางประเภทต่างๆ ตลอดรวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้ในการหาตำแหน่ง ต่างๆ (เช่น astrolabe ที่ประดิษฐ์คิดค้นโดยพวกกรีกโบราณ
      แล้วมาพัฒนาโดยพวกอราเบียน)
      ผลพวงของการศึกษา"วิชาการเดินเรือ"ที่ว่านี้ มีไปต่างๆ เช่นเรือ caravelle ที่ก้าวหน้ามากของยุคสมัยนั้น 
      และเข้าใจว่าความแม่นยำของแผนที่ที่เราเห็นตามที่คุณแนบมา ก็คงเป็นผลพวงประการหนึ่ง
      ของการศึกษาทำนองนี้
    4. อินเดียเล็กและผิดสัดส่วนอย่างน่าประหลาดใจ ในขณะที่ "สุวรรณภูมิ" ใหญ่ และให้ความสำคัญกับทางใต้(อันเป็นเมืองการค้าทางทะเลที่สำคัญ)เป็นอย่างมาก
    5. ตะวันออกไกล ยังไม่ปรากฎบนแผนที่นี้
    6. เข้าใจว่าแผนที่โลกทั้งโลกคงจะมีหลังการเดินทางรอบโลกโดยแมกเจแลนกระมัง?
    ขอบคุณครับ
    ทรงยศ

    ทรงยศ

    เรื่องการค้นพบโลกใหม่ของยุโรป ก็ยังเป็นประเด็นคาใจให้คนพูดเถียงกันได้ไม่ตกฟาก เทคโนโลยีทั้งหลายที่มีประสิทธิภาพในยุคนั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างไม่ต้องพูดถึง แต่ทั้งหมดก็น่าจะมาลงตรงที่ ทำไมชาวยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโคลัมบัส หรือใครก็ตาม ทำไมถึงเกิดแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงขนาดนั้น ในการมุ่งมั่นจะเดินทางข้ามทวีปไปยังดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แม้ตำนานก็น่าจะเลือนลางพอสมควร จิตใจใหม่แบบนี้ ต้องถือว่าเป็นการปฏิวัติมนุษยสังคมเลย มันเป็นการลงตัวของหลายๆปัจจัยอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ทำให้คนยุโรปกลายเป็นมนุษย์สมัยใหม่ ที่ในตัวเองเป็นทั้งอัตวิสัยและก็เป็นภววิสัยได้ด้วย ความเจริญก็กลายเป็นเส้นตรง ความรู้ก็เป็นเส้นตรง มันเชื่อมต่อกันหมด ทุกอย่างกลายเป็นพลัง

    อิทธิพลศาสนาคริสเตียนหรือ ปรัชญามนุษย์นิยม วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ มันช่วยไม่ได้ที่คนยุโรปจะคิดว่าคนเผ่าพันธ์อื่นๆยังอยู่ในอนารยสมัยกัน เพราะอะไรที่เขาคิดได้และทำได้ แต่พวกเราก็ยังคิดไม่ค่อยได้ และยิ่งทำไม่ได้ใหญ่เลย

    ธเนศ

     

    อาจารย์ทรงยศครับ

    อาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายข้อ ผมขอตอบสั้นๆ เท่าที่จะตอบได้ครับ

    1. ในต้นศ.16 ชาวยุโรปบันทึกอเมริกาเหนือบนแผนที่โลกแล้วครับ ในแผนที่โลกคานติโน (ค.ศ. 1502) ที่ผมอีเมลให้อาจารย์ครั้งที่แล้วนั้น นอกจากจะเห็นอเมริกาใต้ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกแล้ว ยังเห็นส่วน Southeast ของอเมริกาเหนือด้วยครับ (โดยเฉพาะฟลอริดาและคาโรไลนา) ในแผนที่โลกฉบับวาลซีมูลเลอร์ (ค.ศ.1507) จะเห็นทั้งอเมริกาเหนือและใต้ (กรุณาดูภาพที่สแกนฝากมาให้ครับ) ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า แผนที่ ค.ศ. 1507 มีความสำคัญมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ชื่อ America ปรากฏบนแผนที่ฝรั่ง (แต่ชื่อนี้อยู่ในอเมริกาใต้แถวเปรู) หอสมุดคองเกรสซื้อไปจากเยอรมนีในราคา 10 ล้านเหรียญ เมื่อปี 2003 สังเกตอีกว่าในแผนที่แผ่นนี้จะมีแหลมมลายูอยู่สองแหลม!

    4. แผนที่หลายแผ่นในช่วงศตวรรษที่ 16 จะเห็นแหลมมลายูใหญ่กว่าอินเดีย อธิบายไม่ได้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่นักเดินทางสมัยก่อนน่าจะรู้จักอินเดียมากกว่าอุษาคเนย์

    5. แผนที่คานติโน ค.ศ. 1502 (ที่อาจารย์อ้างถึง) ปรากฏชื่ออาณาจักรในอินโดจีน อาทิ นครศรีธรรมราช (Nagaingor) อยุธยา (cerener) กัมพูชา (Champocachim) และ เวียดนาม (Chinacochim) ส่วนดินแดน "ตะวันออกไกล" นั้นก็ปรากฏบนแผนที่แล้วครับ เป็นเมืองท่าฝั่งตะวันออกของจีน ชื่อ Quiritiria ซึ่งอุดมไปด้วยไหม ขี้ผึ้ง ทับทิม และแร่ธาตุที่มีค่ามากมาย ความจริงอาณาจักรในตะวันออกไกลเป็นที่รับรู้ในยุโรปก่อนหน้านั้นแล้ว จีน (Catayo) ปรากฏในแผนที่โลกคาตาลาน (Catalan Atlas) เมื่อ ค.ศ. 1375 ส่วนญี่ปุ่น (Cimpagu) ปรากฏครั้งแรกในแผนที่โลกของฟรา เมาโร (ค.ศ. 1459) ชื่อ Cimpagu นี้แผลงจาก Cipangu ในบันทึกมาร์โค โปโล

    6. แมกเจแลนสำรวจรอบโลกในช่วงปี 1519-22 แต่ในคำตอบข้อ 1 จะเห็นว่า "โลกทั้งใบ" (ยกเว้นออสเตรเลีย) ปรากฏบนแผนที่โลกตั้งแต่ปี 1507 สำหรับออสเตรเลียนั้น เอเบล ทาสมัน สำรวจทวีปส่วนบน ใต้ และตะวันตกในช่วงปี 1642-44 และเจมส์ คุก สำรวจทวีปส่วนตะวันออกในปี 1770 ดังนั้นแผนที่โลกทั้งใบ (แบบสมบูรณ์และถูกต้อง) จึงน่าจะเขียนขึ้นหลังปี 1770

    คำตอบของผมคงจะเป็นแบบ preliminary นะครับ เพราะไม่มีเวลาค้นคว้า อนึ่ง ตอนนี้ผมกำลังใช้เวลาทำแคตตาล๊อกแผนที่สยาม (ภาษาอังกฤษ) และเตรียมข้อมูลสำหรับบทความ "มาชิน ชื่อเรียกเก่าแก่ของสยามประเทศ" (สำหรับจุดประกาย) ตอนนี้ผมพบแผนที่โลกของชาวตะวันตกจำนวนสี่แผ่น (ค.ศ. 1459, 1516, 1525 และ 1579) ที่วางตำแหน่งของ Macin, Macini ตรงกับสยามประเทศในปัจจุบัน ชื่อนี้ยังปรากฏในบันทึกนิโกโล ดิกงติ (Macinus) สำเภากษัตริย์สุลัยมาน (Machin) ฯลฯ ผมยังพบหลักฐานเยอรมันสมัยศตวรรษที่ 16 ที่ระบุชัดเจนว่าสยามคือแผ่นดินทอง (เป็นบันทึกโดยเซบาสเตียน มึนสเตอร์) เขียนเสร็จเมื่อไรผมจะฝากมาให้อ่านครับ

    ด้วยความเคารพ

    ธวัชชัย

     

    คุณ ธวัชชัย ครับ

    เท่าที่กรุณาตอบมาก็ช่วยให้ผมได้ความรู้มากมายทีเดียวครับ

    ยังคงอยากตั้งประเด็นต่ออีกนิดนึงว่า

    1 การวาดแผนที่โดยอาศัย ข้อมูลจากบันทึกการเดินทางทางบกและทางน้ำ(ทางทะเล)นั้นดูต่างกันมากนะครับ ผมรู้สึกเผินๆว่า แผนที่ทางบกไม่ค่อยถูกต้องแม่นยำนัก เพราะจุดมุ่งหมายใหญ่คือความตั้งใจที่จะให้คนใช้สามารถเดินทางไปทางบกแล้วสามารถถึงปลายทางได้ในท้ายที่สุด ตัวอย่างของแผนที่(เส้นทางเดินทาง)ของโปโล และแผนที่(เส้นทางเดินทาง)ของสยามที่สมเด็จพระเทพทรงอุปถัมภ์(?)

    การจัดพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ คงจะเป็นตัวอย่างได้สำหรับประเด็นนี้ ในขณะที่การวาดแผนที่การเดินทางเรือน่าจะมีความแม่นยำกว่ามากเพราะ จะถูกนำไปคำนวณโดยสัมพันธ์กับระยะทาง/ ตำแหน่งของดวงดาวในแต่ละฤดูกาล/ชายฝั่งทะเล(เท่าที่รู้จัก)/สถานที่ต่างๆ/เส้นรุ้งและเส้นแวงและอื่นๆ

    2 ความถูกต้องแม่นยำยังน่าจะสะท้อนถึงการรู้จักและคุ้นเคย ดังที่แผนที่แบบ Europcentric ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ทั้งยุโรป ทะเลเมดิเตอเรเนียน อนาโตเลีย เปอร์เชีย (และในตอนหลังรวมอาฟริกาเข้าไปด้วย) มีความถูกต้องแม่นยำมาก ในขณะที่การรับรู้เรื่องอินเดีย และจีน (อาจรวมถึงสุวรรณภูมิด้วย) น่าจะเป็นการรับรู้ผ่าน พวกพ่อค้าซึ่งเดนทางทางบกมาตลอด (Zheng He ทำแผนที่ของการสำรวจทางทะเลของเขาไหมครับ Manzies พูดถึง อเมริกา ในปี 1421ตามสายตาของ เจิ้งเหอเป็นอย่างไรครับ)

    3 ขนาดที่ใหญ่เกินจริงของบางสถานที่ เช่น ศรีลังกาและสุวรรณภูมิ(ตามแผนที่ที่กรุณาแนบมาให้ดู) เป็นไปได้ไหมว่าไม่ได้สะท้อนความจริงของขนาด แต่สะท้อนถึงความสนใจเป็นพิเศษ

    4 แผนที่1507 นั้น รูปคนที่อยู่ขวามือคือ Americo Vespucci ใช่ไหมครับและก็น่าสังเกต ด้านตะวันตกของอเมริกาเหนือยัง"ไม่เป็นที่รู้จัก" และยังเป็นการมองออกไปจากยุโรป เข้าใจว่าเขาคงเดินทางไปจากทางทิศตะวันตกของยุโรป แบบเดียวกัน โคลัมบัส

    5 ชื่อของ ประเทศต่างๆ ทั้ง กรณีของนครศรีธรรมราช กัมพูชาประเทศ โคชิน ดูจะ"ลงตัว"คือเป็นที่รู้จักและยอมรับโดยทั่วไป ไม่เปลี่ยนกลับไปกลับมา ในขณะที่สยามประเทศดูจะยังไม่ค่อยนิ่งใช่ไหมครับ

    ชื่อเรียกว่า Macin(us) ดูเป็นจีนอย่างไรก็ไม่รู้นะครับ หรือเขาจะเรียกเราผ่านจีน?

    6 ใน ศ.ที่ 15-16 นั้นภาษาที่ใช้ในแผนที่ควรจะเป็นภาษาอะไรครับ ใช้ภาษาละติน?แบบคำสะกดอยุธยาว่า IUDIA ซึ่ง I อาจหมายถึง J ได้ ดังเช่น INRI ที่ปรากฎบนป้านเหนือกางเขนของพระเยซูนั้นเป็นคำย่อของ Jesus of Nazareth, Rex of Jews

    หรือว่าแผนที่ถือเป็นสิ่งมีค่ามากจึงเป็นความลับ และเป็นของใครของมัน จึงมักใช้ภาษาของตัวเองไม่ใช้ภาษากลางที่ใครๆก็อ่านออกได้

    หากคุณธวัชชัยยังไม่ว่างจะช่วยไขข้อขอ้งใจก็ไม่เป็นไรครับ(ผมจะต้องรีบเขียนเอาไว้ก่อนเดี๋ยวตัวเองจะลืมไปเสีย) เอาไว้พบกันคราวหน้าค่อยคุยกันต่อก็ได้ครับ

    ขอบคุณมากๆครับ หวังว่างานที่กำลังทำอยู่จะคืบหน้าไปด้วยดีนะครับ

    ด้วยความนับถือครับ

    ทรงยศ

     

    อาจารย์ทรงยศครับ

    ขอบคุณมากครับที่ได้กรุณาตั้งประเด็นคำถามที่น่าสนใจมากมาย ทำให้ผมได้ศึกษาเรื่องแผนที่ในมุมมองที่กว้างขึ้น ผมจะลองตอบคำถามอาจารย์เท่าที่ทำได้ครับ

    1. แผนที่ในสมัยโบราณ (ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17) มักจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองท่ามากกว่าเมืองชั้นใน เพราะฝรั่งส่วนใหญ่ก็เข้ามาแวะแต่เพียงเมืองท่าเท่านั้น ยังไม่ค่อยมีใครกล้าเดินทางเข้าไปในดินแดนส่วนใน แผนที่แหลมมลายูหรืออ่าวสยามที่ทำโดยชาวโปรตุเกสยุคต้นศ.16 จึงให้รายละเอียดเฉพาะเมืองท่าฝั่งอันดามันและสุมาตราตอนบน ส่วนเมืองท่าฝั่งอ่าวสยามนั้น จะรับรู้ก็จนถึงนครศรีธรรมราช (ยกเว้นแผนที่ฟรา เมาโร ซึ่งปรากฏชื่อเมือง Bicipuri ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับเพชรบุรี น่าอัศจรรย์มาก) ฝรั่งที่เข้ามาแวะเวียน (หรืออ้างถึง) แผ่นดินอินโดจีนก่อนชาวโปรตุเกส จึงรู้จักและพำนักอยู่แต่เมืองท่า เช่น มะริด ตะนาวศรี มะละกา ความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรหรือนครในดินแดนส่วนใน ก็มักจะมาจากคำบอกเล่าของพ่อค้ามุสลิมที่เดินทางนำสินค้ามาจากอยุธยา ฯลฯ มาขายพวกฝรั่งตามเมืองท่า ข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรส่วนในจึงผิดพลาดไปมาก อย่างไรก็ตาม ในแผนที่ฟรา เมาโร ได้ปรากฏนครสำคัญของสยามหลายแห่งนอกจากอยุธยาและเพชรบุรี อาทิ สุโขทัย (Scierchutai) และเชลียง (Zelieng)

    2. ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเจิ้งเหอ และไม่ค่อยให้น้ำหนักของทฤษฎีของเมนซีส์มากนัก ส่วนเรื่องศาสตร์ของการทำแผนที่นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ซื้อหนังสือ The Sovereign Map ที่เพิ่งจัดพิมพ์โดยม.ชิคาโก ว่ากันว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุดในการตอบคำถาม "แผนที่คืออะไร" และ "ทำไมแผนที่โบราณจึงมีรูปลักษณะดังที่เห็น" ฯลฯ คงต้องหาเวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ เผือว่าจะเข้าใจอะไรที่เป็นวิชาการมากกว่านี้ (ตอนนีผมยังเป็นเพียง collector & compiler)

    3. ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของอาจารย์ ขนาดที่ใหญ่มหึมาของศรีลังกา ก็เพราะฝรั่งเชื่อว่าเกาะนี้คือ ทราโปบานา (Trapobana) ในตำนานโบราณซึ่งปรากฏในบันทึกปโตเลมีเมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว แต่ในระยะต่อมาฝรั่งกลับลงความเห็นว่าเกาะทราโปบานาคือสุมาตรา เพราะเหตุนี้ แผนที่โบราณในอดีตจึงให้ขนาดของศรีลังกาและแหลมมลายูเสียใหญ่โต อนึ่ง ยังมีตำนานโบราณของฝรั่งที่เชื่อว่าแหลมมลายูหรือแหลมทองในบันทึกปโตเลมี (Aurea Chersonesus) เป็นที่ตั้งของอาณาจักร Ophir ซึ่งกษัตริย์โซโลมอนได้ส่งกองเรือเข้ามาเพื่อค้นหาทองคำ (Sven Trakulhun, "The widening of the world and the realm of history," Renaissance Studies, 17, 3, p.395) แต่ก็ตามที่ผมได้ตอบไปในครั้งที่แล้วว่าฝรั่งเชื่อว่าภาคพื้นอินโดจีน (centre ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) คือแผ่นดินทอง (ดูแผนที่โลกโดย Bernard Sylvanius, ค.ศ.1511 และ แผนที่เอเชียโดย Sebastian Munster, ค.ศ. 1540 มีภาพในหนังสือกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่งที่ผมเขียน) และที่ "แหลมมลายู" มี 2 แหลมนั้น อาจเป็นเพราะแหลมขวาสุดคืออเมริกาใต้ผสมอุษาคเนย์ (นักวิชาการบางสำนักตั้งข้อสันนิษฐาน)

    4. ถูกต้องครับ (ดูภาพขยายที่สแกนมาใหม่) ส่วนท่านซ้ายมือคือ Claudius Ptolemy บริเวณฝั่งตะวันตกของอเมริกาเหนือนั้น (ในแผนที่วาลซีมุลเลอร์ 1507) ยังไม่ได้ถูกสำรวจ ถ้าอาจารย์สังเกตดีๆ จะเห็นข้อความภาษาละตินบนฟากตะวันตกตอนบนว่า "Terra ulteri incognita" หรือดินแดนไกลโพ้นที่ยังเป็นปริศนา"

    5. ชื่ออาณาจักรสยาม 3 ชื่อแรกในแผนที่ฝรั่ง (Scierno, 1459), (Cerener, 1502), และ (Zerena, c.1510) ล้วนแผลงมาจากคำเปอร์เซีย "ชะหริเนาว์" (นครแห่งนาวา) หมายถึงกรุงศรีอยุธยา อย่างกล่าวเสริมอีกว่า ปินตู (ไม่ใช่นิโกลาส แชร์แวส) คือฝรั่งท่านแรกที่เรียกกรุงศรีอยุธยาว่า "เวนิสตะวันออก" (ปรากฏหลักฐานในจดหมายที่เขียนที่มะละกาเมื่อ 5 ธันวาคม 1554) ในจดหมายฉบับเดียวกันท่านยังเรียก "อังวะ" (หรือ "พะโค" ไม่แน่ใจ) ว่า "โรมแห่งตะวันออก" ... แต่หลังจากที่โปรตุเกสเข้ายึดมะละกา พวกเขาก็ได้รับทราบชื่อเรียกสยามจากคนพื้นเมืองและชาวจีน แผนที่ฝรั่งในยุคหลัง 1511 จึงเริ่มเรียกสยามว่า "สยาม" เริ่มจาก Amssiam ในแผนที่โดย Francisco Rodriguez, c.1513 พูดถึงเรื่องชื่อสยาม ผมยังมีข้อสันนิษฐานอีกว่า แผนที่ฟรา เมาโร อาจเป็นแผนที่ฝรั่งแผ่นแรกที่เรียกประเทศของเราว่าสยาม! ถ้าอาจารย์มีหนังสือ "กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง" ของผม กรุณาดูที่หน้าปก จะเห็นข้อความสองบรรทัดสีแดง เขียนว่า Paexe ditto el macin over sihan แปลว่า "ดินแดนที่เรียกว่ามาชินหรือเสียน" คำว่า "มาชิน" นี้แผลงมาจากคำว่า "มหาจีน" ที่ชาวอินเดียเรียกแผ่นดินอินโดจีนตั้งแต่ ค.ศ. 636 แต่ในยุคนั้น "มหาจีน" (Maha China) หมายถึงจีนทั้งอาณาจักร ต่อมาในยุค ศ.14 ชื่อนี้เริ่มเปลียนความหมายมาเป็นจีนตอนใต้ ในบางจดหมายเหตุก็ระบุว่าเป็นอินโดจีน ในสำเภากษัตริย์สุลัยมานระบุแบบฟันธงว่าคือสยาม นิโกโล ดิกงติเรียกดินแดนนี้ว่า Macinum (หรือ Macinus ในฉบับแปลอังกฤษ) รายละเอียดคงต้องรอบทความที่ผมกำลังค้นคว้าครับ ไว้คราวหน้าจะสแกนหลักฐานแผนที่สักสองแผ่นไปให้ดูครับ ขอสรุปอีกทีเรื่องชื่อสยาม ก่อนหน้าโปรตุเกสเข้ามา ฝรั่งเรียกเราว่า แชร์โน ฯลฯ ตามแบบเปอร์เซีย หลัง 1511 เขาเรียกเราว่าสยามตามพวกจีนและมลายู

    6. ในศ.15-16 ภาษาบนแผนที่มักเป็นภาษาละตินครับ แต่บางทีก็มีการผสม ปรากฏทั้งละตินและภาษายุโรปของผู้เขียน ก่อนครึ่งแรกของศ.16 แผนที่ถือเป็นความลับสุดยอด แต่ก็มีการลักลอบทำ แผนที่คานติโน (1502) เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด นายอัลแบร์โต คานติโน ไม่ใช่ผู้วาดแผนที่ แต่เป็นคนกลางของขุนนางอิตาลีท่านหนึ่งซึ่งได้แอบว่าจ้างให้นักแผนที่นิรนามชาวโปรตุเกสเขียนแผนที่ซึ่งรวบรวมข้อมูลล่าสุดของการสำรวจโดยโปรตุเกส คนสมัยนี้เลยรู้จักกันในนามแผนที่คานติโน อนึ่ง แผนที่ตัวเขียนจะมีความแม่นยำล้ำหน้าแผนที่ตัวพิมพ์ราว 30-40 ปี ตัวอย่างเช่น ชื่อสยาม (Amssiam) ปรากฏในแผนที่ตัวเขียนตั้งแต่ราว 1513 แต่เพิ่งปรากฏในแผนที่ตัวพิมพ์เมื่อ 1548

    หากอาจารย์อ่านคำตอบแล้วรู้สึกว่าผมเขียนวกวน ต้องขออภัยด้วย เพราะต้องรีบเขียนรีบส่ง กลัวเครื่องโนตบุ๊กโบราณของผมจะรวน แล้วต้องเริ่มเขียนใหม่

    เมื่อสองวันก่อนมีอาจารย์ฝรั่งท่านหนึ่งได้มอบซีดีแผนที่ VOC ให้ผมชุดหนึ่ง ปรากฏว่ามีแผนที่แผ่นหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นหลักฐานภาพเขียนบางกอกชิ้นแรกสุด เขียนเมื่อต้นสมัยพระเจ้าปราสาททอง จะเห็นชุมชนและโบสถ์บริเวณปากคลองบางกอกน้อยด้วยครับ ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เลย หรือรอตีพิมพ์หนเดียวในหนังสือเล่มหน้าของผม

    ด้วยความเคารพ

    ธวัชชัย

    May 25

    จตุคามรามเทพ - discussion

    สืบเนื่องมาจากบทความของคุณไมเคิล ไรท ที่อิกส่งมาให้
     
    ทรงยศ

    ขอบคุณครับ อิก

    ความจริงเห็นบทความชิ้นนี้แล้วแต่ไม่ได้อ่านอย่างจริงจัง
    ด้วยความที่รูสึกว่าเป็นเรื่องของคน "ถือผี" ซึ่งก็พร้อมที่จะมีตัวใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเสมอ

    ผมเองได้ไป "ซื้อ" มาหลายอัน คน "ขาย" ไม่ได้บอกว่าเป็นของปลอมแท้ๆ

    แต่ผมก็เข้าใจดีเพราะราคา 20 บาทมีนัยไปในทางนั้น (แต่ผมก็เชื่อว่าคุณวิเศษ
    ของอันที่ผมซื้อมาก็คงไม่แพ้ที่เห็นตาเถนจอมปลุกเสก แกปั๊มขายอยู่)

    อย่างน้อยผมก็ว่าของผมพิมพ์สวยดีครับ

    ทรงยศ


    อิก

    อาจารย์ครับ ที่ผมรู้สึกประหลาดจิตมากๆ

    ก็เห็นจะเป็นตอนที่หลานขุนพันธ์แจ้งจับคนทำ

    "ของปลอม" นั่นแหละครับ 

    ผมสงสัยจังว่าเอาเข้าจริงแล้วมี 

    "ของแท้" ด้วยหรอฮะ

    พลันผมนึกถึงงานแปลชิ้นเอกอุของอาจารย์จั๊ก - รุกสยามในนามของพระเจ้า - ในเรื่องมีอยู่ตอนหนึ่ง

    บรรดาบาทหลวงเยซูอิดที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในสยามกล่าวว่า 

    "คนสยามชอบไหว้พระอิฐพระปูน" ผมเก็บถ้อยคำนั้นไว้ในความทรงจำนานพอดู

     แต่ "รู้สึก" กับมันจริงๆ จังๆ ก็ตอนที่กระแส

    "จตุคาม" บูมนี่แหละครับ

    แต่ที่จะลืมเสียไม่ได้เลยก็คือว่าในชั้นเรียนวิชา 

    Literary Works in English อาจารย์เฉลิมศรีเคยเล่าให้ฟังว่าตอนช่วงต้นรัตนโกสินทร์

    บาทหลวงที่มาเผยแพร่ศาสนาได้ใช้คำพูดทำนองนี้วิจารณ์คนสยามอีกเช่นเคย

     ปรากฏว่าคนสยามสวนกลับว่า "พวกคุณก็ไหว้ไม้

    (กางเขน) ไม่ใช่หรอ???"

    ผมคิดเล่นๆ ว่า นี่อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เขาตัดสินใจเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวนะครับ

    ทรงยศ

    อิกครับ

    ผมเพิ่งกลับมาจาก (Croatia - เครเชีย) และได้พบว่าประเทศของเขามีโบสถ์เก่าเยอะแยะ และในแต่ละแห่งก็ประกวดประขันกันว่าของตัวเองมีอัฐิธาตุอันเกี่ยวเนื่องกับพระศาสดาเยซู และพวกนักบุญ เกจิอาจารย์ทั้งหลายแหล่ในอดีตกาล และในแต่ละแห่งก็อวดว่าของตนเป็นของ "จริง จริงๆ" ทั้งสิ้น

    อัฐิเหล่านี้มีต่างๆ กัน เช่น นิ้วของนักบุญเจอโรมผู้ซึ่งแปลพระคัมภีร์จากภาษากรีกมาเป็นภาษาละติน ชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะของนักบุญจอห์น เดอะ บัปติสมา เศษชิ้นไม้จากมหากางเขนที่ตรึงพระเยซูเจ้าซึ่งพระนางธีโอโดรา แม่ของพระเจ้าคอนสแตนตินอ้างว่าได้มาจากกรุงเยรูซาเล็ม เป็นต้น

    ลัทธิบูชาอัฐิธาตุอันเป็นบุคลาธิษฐานเหล่านี้อาจกำเนิดมาตั้งแต่คราวที่กรุงโรมแตกสลายไป และเมื่อพวกคนเถื่อนเข้ามาแทนที่ ก็จะได้พบว่าแม้อำนาจทางการเมืองของอาณาจักรโรมันจะสูญสลายไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังอยู่ก็คือองค์กรทางการพระศาสนาของพระเยซูซึ่งเกี่ยวร้อยคนยากจนจำนวนมากมายเข้าด้วยกัน จึงไม่น่าประหลาดใจที่ชนชาวป่าเถื่อนเหล่านี้จะได้รับเอาพระเยซูมาแทนที่ผีประจำเผ่าของตน ตำนานและการแสวงหาอัฐิธาตุที่เกี่ยวเนื่องเป็นสิ่งที่ทำให้ศาสนาคริสต์มีความชัดเจนและการแสวงหาเหล่านี้ก็ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน

    การได้มาซึ่งพระมหากางเขนเป็นสิ่งที่ทุกคนตื่นเต้นและเป็นอัศจรรย์แห่งพระศาสนาโดยแท้ และการแสวงหาพระจอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ตอบสนองทั้งความสุขในโลกนี้และโลกหน้า การหวนหาพระเยซูเจ้าโดยผ่านสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ทุกอย่าง กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญหรือรวมไปถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับลูกศิษย์ของพระองค์ก็ล้วนแล้วแต่ตอบสนองการโหยหาอาลัยนี้ได้ทั้งสิ้น

    เมื่อพวกมุสลิมเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็มได้ พวกคริสเตียนก็ได้ใช้ข้ออ้างทางศาสนาระดมพลใหญ่เข้าโจมตีทั้งกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลและเยรูซาเล็ม ที่บอกว่าเป็นข้ออ้าง ก็เพราะเราทราบดีว่าทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งร่ำรวยทางการค้าและการทำสงครามทางศาสนาที่แท้จริงคือการปล้นสดมภ์เพื่อหวังทรัพย์สมบัติ และการเข้าควบคุมเส้นทางและชุมชนทางเศรษฐกิจ

    ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งก็คือการแสวงหาอัฐิธาตุอย่างเป็นล่ำเป็นสันและเป็นการค้าที่สำคัญไม่น้อย ยิ่งมีตำนานรองรับก็ยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งดูเป็นของจริงแท้ๆ  อย่างเช่นชาวเวนิสเชื่อว่าร่างของนักบุญมาร์คที่ตัวเองกราบไหว้กันอยู่ในมหาวิหารใหญ่ในกรุงเวนิสนั้นเป็น "ของจริงแท้ๆ" ตำนานว่ากันว่าการลอบขนส่งร่างของท่านผ่านแดนพวกมุสลิมมานั้น ต้องซ่อนท่านมาใต้ของหมักเค็ม (หมู?) เป็นต้น

    เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ลูกศิษย์ของพระเยซูยิ่งลืมอาจารย์ และพากันเห็นว่าสวรรค์บนดินที่จับต้องได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นดีกว่าและแท้จริงกว่าสวรรค์หลังความตาย จึงพากันแสวงหาและกอบโกยศาสนพาณิชย์ (การขายในเปลื้องบาป) เป็นการใหญ่ ยิ่งพระร่ำรวยเท่าไหร่ คนก็ยิ่งห่างพระเยซูเจ้าเท่านั้น

    ฉะนั้น เมื่อผมเดินผ่านแผงจตุคามแถวท่าพระจันทร์ ผมก็รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาในประเทศของเรากำลังอ่อนระโหยโรยแรง ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเน่าสนิท ผู้คนโหยหาพระพุทธเจ้า แต่ตามองเห็นแต่ลัทธิถือผีทั้งสิ้น (โดยเฉพาะพวกที่ชอบอ้างว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นี่แหละตัวดี

    ทรงยศ

    ปล. ผมว่าฟางเส้นสุดท้ายกับเรือปืนนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องเดียวกัน

    ศาสนาสำคัญน้อยกว่าการค้าและผลประโยชน์ครับ

    หรือในอีกทางหนึ่งศาสนาจะสำคัญก็ต่อเมื่อมันมีนัยในทางเศรษฐกิจ