songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 17

    คนตัวเล็กๆ’ ในหนังไทย

    จากบทสนทนาระหว่างทรงยศ แววหงษ์กับทีมงาน *หมายเหตุสังคม

    tiny 1     ในอดีต หนังไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับชีวิตของ คนตัวเล็กๆหรือชนชั้นล่างในสังคมไทย แน่นอนว่าคนเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในหนังไทยตลอดมา แต่ในอดีต กลุ่มคนเหล่านี้เป็นเพียงตัวประกอบ เป็นแม่บ้านที่โผล่มาเปิดประตูบ้านให้คุณชายซึ่งเป็นพระเอก เป็นคนขับรถที่ได้แต่ขับรถให้คุณหนูไปอย่างเดียว จะมีบทพูดบ้างก็แค่ประโยคสองประโยค แต่ในปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านี้ถูกดึงขึ้นมาเป็นคนสำคัญของภาพยนตร์หลายเรื่อง และอาจจะถึงกับได้เป็นพระเอกนางเอกเลยทีเดียว เช่น หนังเรื่อง เฉิ่มที่มีพระเอกเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนนางเอกเป็น ผู้หญิงทำงานกลางคืนซึ่งเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่รางวัลและรายได้

         คนตัวเล็กๆในหนังไทยได้เปลี่ยนบทบาทไปแล้วจริงหรือไม่ เปลี่ยนไปอย่างไร เพราะสาเหตุใด คือหัวข้อสนทนาที่อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ นั่งคุยกับทีมงานของ *หมายเหตุสังคม

    คนตัวเล็กๆเปลี่ยนบทบาทในหนังไทยไปจริงหรือไม่ อย่างไร
         
    โดยปกติ คนตัวเล็กๆมักเป็นเพียงตัวประกอบ แต่คนพวกนี้เคยได้เป็นตัวเอกมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่มักเรียกกันว่ายุคประชาธิปไตยเบ่งบานช่วงนั้น มีหนังแนว เพื่อชีวิตออกมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งมักนำเสนอเรื่องราวของตัวเอกที่มาจากชนชั้นล่างของสังคม เช่น คนกลางแดด เทพธิดาโรงงาน ผู้แทนนอกสภา ประชาชนนอก ครูบ้านนอก เป็นต้น ผู้สร้างหนังจะพยายามหยิบคนกลุ่มหนึ่ง (ที่คิดว่าน่าสนใจ) ขึ้นมาเผยให้เห็นชีวิตของพวกเขาให้มากที่สุด โดยนำเสนอให้เห็นว่าพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่ได้เปรียบในสังคม (เช่น นายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ) อย่างไร ด้วยความหวังว่าในท้ายที่สุด หนังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
    โครงสร้างทางสังคม และ/หรือ ทางการเมือง

             

    tiny 2

         ในช่วงถัดจากนั้นไม่นาน ก็มีการนำชีวิตหรือความเป็นอยู่ของชนชั้นสูงมาล้อเลียน เช่น มาดามยี่หุบเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็น สาวบ้านนอกที่ชะตาชีวิตพลิกผันให้กลายเป็น สาวไฮโซและต้องเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในบ้านสุดหรูในเมืองกรุง แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปโดยสะท้อนให้เห็นความดัดจริตของชนชั้นสูง ซึ่งถ้าดูจากกระแสสังคมสมัยนั้น ยังเป็นช่วงของความรู้สึกที่ต้องการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมในเรื่องที่ชนชั้นล่างถูกกระทำและถูกโกหกหลอกลวงจากชนชั้นสูง หนังจึงออกมาในทำนองเสียดสีชีวิตอันหลอกลวงของพวกไฮโซ ซึ่งอาจจะมีนัยของการไม่ยอมรับหรือความรู้สึกต่อต้านชนชั้นเหล่านี้อยู่บ้าง

         แต่ปัจจุบัน ชนชั้นล่างกลับเป็นฝ่ายถูกนำมาล้อเลียนเสียดสีเพื่อสร้างความตลกขบขัน ถ้าดูจากตลาดภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมา เราอาจจะพอกล่าวได้ว่าหนังที่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ (ซึ่งก็สะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกดูหนังประเภทนี้) คือหนังตระกูลตลกทั้งหลาย ซึ่งตัวเอกล้วนเป็น คนตัวเล็กๆไม่ว่าจะเป็น ข้ามากับพระ” “โหน่งเท่งนักเลงภูเขาทอง” “ผีหัวขาดและอื่นๆ อีกมากมาย

                                 tiny 3                             tiny 4

         มีบ้างเหมือนกันที่หนังนำชีวิตชนชั้นล่างมานำเสนอด้วยความรู้สึกโหยหาอาลัยอดีต/ ชนบท ที่แสนดีและงดงามอย่างกรณี มนต์รักทรานซิสเตอร์” (น่าสังเกตว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากวรรณกรรมยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน) ตัวละครเอกมีความฝันที่จะมีชีวิตที่หลุดออกมาจากหมู่บ้าน จึงเข้าไปอยู่ในคณะวงดนตรีลูกทุ่ง เดินทางเข้ากรุง เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ ต้องเจอะเจอกับความหลอกลวงไม่จริงใจของชนชั้นอื่น (นายทุน?) แล้วในท้ายที่สุด ก็ต้องกลับไปสู่อ้อมอก อันอบอุ่นและจริงใจของชีวิตในชนบทอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ส่อความรู้สึกของการโหยหาอาลัยอดีตเช่นเดียวกับเรื่อง เรือนแพและแผลเก่า” (“ขวัญกับเรียมในเวอร์ชั่นใหม่)

    ทำไมผู้สร้างหนังจึงเลือกที่จะหยิบ คนตัวเล็กๆมาเป็นตัวละครหลัก
         
    ดูเหมือนว่า กระแสของหนังที่หยิบยกเรื่องราวของ คนตัวเล็กๆหรือคนชั้นล่าง/ คนชายขอบมานำเสนอ ไม่ได้จำกัดแค่หนังไทยเท่านั้น กระแสหนังต่างชาติก็มีให้เห็นด้วยเช่นกัน มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำเรื่องราวธรรมดาสามัญของผู้คนที่เราพบเห็นได้ข้างทางในชีวิตประจำวันทั่วไปมาสร้างแล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างเรื่อง Children of Heaven ที่วนเวียนอยู่กับปัญหาการหารองเท้ามาใส่ของพี่น้องที่ยากจนคู่หนึ่ง

         เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เกิดกระแสความนิยมนำชีวิตเล็กๆของ คนเล็กๆหรือ เรื่องเล็กๆมาเป็นประเด็นหลักของหนัง

         เพราะไม่อาจมองข้าม คนตัวเล็กๆเหล่านี้อีกต่อไป?
    เป็นไปได้ไหมว่า คนตัวเล็กๆเหล่านี้มีบทบาทสูงขึ้นและหลากหลายขึ้นในสังคมของเราจนยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่สนใจพวกเขาได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่ในทุกๆ ที่ในชีวิตประจำวันจนไม่อาจถูกมองข้ามไปได้อีกต่อไป แม้แต่ในแวดวงของการใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง คนกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญก็ยังเป็นชนชั้นล่าง ดูได้จากชีวิตจริงของคนทำงานออฟฟิศในตึกสูงที่พอได้เวลาพักเที่ยง คนเหล่านี้ก็เดินเข้าลิฟต์เพื่อลงมากินข้าวแกง กินก๋วยเตี๋ยว กินส้มตำตามเพิงหรือร้านเล็กๆ ข้างทาง

    tiny 5

         ดูแต่ผู้กำกับที่ชื่อ เป็นเอก รัตนเรืองซึ่งถือเป็นผู้กำกับชนชั้นกลางและค่อนข้างมีหัวสมัยใหม่ ตัวละครที่อยู่ในหนังของเขาก็เป็น คนตัวเล็กๆเช่น ใน ฝัน บ้า คาราโอเกะซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เขาให้นางเอกเป็นสาวเซเว่น ส่วนพระเอกเป็นมือปืนรับจ้าง

         เพราะคนอยากดูหนังตลก และหนังตลกที่ ปลอดภัยคือหนังเกี่ยวกับคนตัวเล็กๆ’?
    ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าสนใจในหนังไทยยุคปัจจุบันก็คือในอดีต ผู้ที่แสดงเป็นตลกก็เป็นได้เพียงตัวตลกตลอดกาล ไม่มีวันได้ขึ้นเป็น พระเอกแต่ในปัจจุบัน คนที่ (ผู้คนรู้จักกันโดยทั่วไปในฐานะที่) เป็นตลกมาก่อนได้เลื่อนเป็น พระเอกในหนังไทยหลายเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการทำรายได้

         เป็นไปได้ไหมว่าคนอยากผ่อนคลายให้หายจากความเครียดในชีวิตจริง จึงพยายามแสวงหาอะไรที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้ ตลกคาเฟ่จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนนิยมดูมากมาย ส่วนหนึ่งแน่นอนว่าคนชื่นชมความ
    คมคายเรื่องปฏิภาณไหวพริบ แต่อีกส่วนหนึ่งจะมาจากการที่คนดูพอใจที่จะเห็นผู้คนทำร้ายกันด้วยหรือไม่ ด้วยคำพูดที่เชือดเฉือนกัน ด้วยการหัวเราะเยาะ ด้วยท่าทีความรุนแรง (เช่น คนดูจะพากันหัวเราะเมื่อเห็นตลกพูดอะไรผิดแล้วโดนถาดตีหัว)

         เป็นไปได้หรือไม่ที่เราไปดูหนังตลก ดูความเปิ่น ความเชย ความผิดพลาดของคนอื่น เพื่อเติมเต็มกำลังใจให้ตัวเอง อย่างตัวการ์ตูนเด็กที่ชื่อชาร์ลี บราวน์นั้น ตอนที่ปรากฏตัวใหม่ๆ เป็นเด็กฉลาดช่างคิดแต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เขามามีชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างสูงเมื่อกลายเป็นเด็กไม่ฉลาด แถมทำอะไร โง่ๆโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหมาแสนรู้ของตัวเองที่ชื่อสนู้ปปี้

         เป็นไปได้ไหมว่าการเห็นความล้มเหลว การเสียท่าของตัวละครอาจช่วยให้คนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่กลุ่มคนฉลาด ประสบความสำเร็จ หรือ perfect) รู้สึกดีจากการที่มีคนอื่นๆ ที่แย่กว่าเราอีก ตลกคาเฟ่หรือหนังตลกที่ออกไปในทาง โหดร้ายทำนองนี้จึงช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าหรือชีวิตไม่เลวร้ายจนเกินไปนักของคนดูได้

         และถ้าคิดจะนำชีวิตใครสักคนหรือสักกลุ่มมาทำให้ ตลกสร้างความขบขันให้คนดูหัวเราะได้เต็มที่ ก็น่าจะ ปลอดภัยกว่าที่จะนำชีวิตของคนตัวเล็กๆมาทำ ไม่อย่างนั้น ชีวิตของผู้สร้างหนังเองก็อาจวุ่นวายได้เหมือนตอนที่เด๋อ ดอกสะเดาคิดจะสร้างหนังตลกเรื่อง ยอดชายนายโอ๊ก อ๊ากแล้วต้องได้รับเกียรติ เยี่ยมเยียนถึงที่จากตำรวจสันติบาล

         เพราะ หน้าที่ของหนังต่อคนดูเปลี่ยนไป?

    tiny 6     สมัยก่อน หนังไทยเคยทำหน้าที่ในฐานะสื่อที่ เปิดโลกและ ขายฝันให้กับชนชั้นล่างที่เป็นคนดูกลุ่มใหญ่โดยการนำเสนอเรื่องราวหรือภาพวิถีชีวิตบางอย่างซึ่งกลุ่มผู้ชมไม่คุ้นเคย อย่างหนังกลางแปลงที่มากับรถขายยาสมัยก่อนนั้น มักนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความใฝ่ฝันถึงชีวิตร่ำรวยหรูหราของชนชั้นสูง (ยิ่งถ้าเป็นเจ้าได้ยิ่งดี) อย่างคุณชายกลางและท่านชายพจน์ใน บ้านทรายทองและปริศนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นและไม่คุ้นเคย (เช่นเดียวกับเวลาไปดูเจ้าหญิงเจ้าชายในลิเกตามงานวัด?)

         แต่ในปัจจุบัน คนทำหนังอาจประเมินว่าคนที่ (ยังมีเวลา) เข้าโรงหนัง (อยู่) ส่วนใหญ่มักเป็นวัยรุ่น ซึ่งไม่น่าจะไปดูหนังเพื่อที่จะไปดูความฝันที่เป็นไปไม่ได้ของตนเองอีกต่อไป แต่น่าจะไปดูเพื่อ หาเพื่อนทั้งในสองแง่ กล่าวคือ แง่หนึ่งเพื่อจะได้คุยเรื่องเดียวกับเพื่อนฝูงได้ กับอีกแง่หนึ่งเพื่อหารูปแบบการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นแบบที่ตนพึงพอใจหรือทำ/ เป็นอยู่แล้ว (การปรากฏอยู่ในหนังอาจช่วยให้รู้สึกดีว่าได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง)

         เมื่อกลุ่มคนดูไปดูหนังเพื่อหารูปแบบความเป็นไปได้ของชีวิตที่ตนเองอยากจะเป็น ไม่ใช่ไปดูเพื่อตอบสนองความฝันที่เป็นไปไม่ได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป ผู้สร้างหนังจึงต้องหยิบรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนธรรมดาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มาเล่น

         ซึ่งทำให้นึกเชื่อมโยงไปถึงลักษณะการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนึ่งที่นิยมกันมาก คือใช้มือถือถ่ายรูปตัวเอง เพื่อเก็บไว้ดูหน้าของตัวเองที่อยู่ในจอว่าเป็นอย่างไร นี่คือกระบวนการตอบสนอง self-concern ของกลุ่มคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ ดังนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่หนังไทยบางเรื่องมุ่งเน้นที่จะตอบสนองด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในแบบของตัวเอง เป็นความเหมือนจริงที่งดงามและทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่คาดเดาได้ (แน่นอนที่สุดว่าตัวเอกของหนังในเรื่อง รักแห่งสยามคงไม่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายตอนจบจากการเป็นเกย์!)

    อุดมการณ์ปัจเจกชนนิยมในหนัง?
         
    ที่น่าสนใจในแง่ของเนื้อหาที่เกี่ยวกับชีวิตของ คนตัวเล็กๆซึ่งหนังไทยยุคใหม่พยายามนำเสนอก็คือหนังในปัจจุบันล้วนไม่แตะประเด็นของโครงสร้างสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งหรือความฝันต่างๆ ของผู้คนในหนังล้วนไม่เกี่ยวข้องกับมิติด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจหรือการเมืองเหมือนในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน สาระหรือเจตนาที่ถูกนำเสนอผ่านคนตัวเล็กๆเหล่านั้นมีแต่เรื่องราวที่ (ทำให้เชื่อ) ว่าความอดทนและความพากเพียรพยายามเท่านั้นที่จะช่วยให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญไปได้ (เช่นเดียวกับคำขวัญที่ว่า ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน”?) ในแง่นี้ ตัวละคร สมัยใหม่เหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากนางเอกรุ่นก่อนๆ ที่ก้มหน้าก้มตาอดทนและพยายามทำความดีเพื่อเอาชนะใจนางร้ายทั้งหลาย

                                                  tiny 8                                                 tiny 7

         ซึ่งอาจจะสะท้อนว่าผู้คนในสังคมยอมรับ (และถือเสมือน) ว่าเราจำเป็นต้องยอมรับสภาพการณ์อย่างที่มันเป็น ไม่ว่าจะเป็นสังคมที่เป็นแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หรือการเมือง (ที่มีรัฐบาล) แบบนี้ และการจะเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้นั้น เราต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ก่อน แล้วจึงค่อยอาศัยความพยายามดิ้นรนด้วยตัวเองไปตามระบบ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้

         หนังจึงสื่อว่าชีวิตที่เราอยากจะเป็นนั้น มันเป็นไปได้ถ้าเรามีความพยายาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับอุดมการณ์แบบปัจเจกชนนิยมที่เป็นแนวคิดแบบตัวใครตัวมัน ความสำเร็จหรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับมือของเรา และเราไม่ควรหวังหรือสนใจอีกต่อไปว่าจะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรืออะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราได้ด้วยน้ำมือของเรา

         คิดๆ ดูก็น่าตลกที่ว่าถึงแม้หนังจะยกระดับ คนตัวเล็กๆขึ้นมาเป็นตัวละครหลักหรือเป็นพระเอกนางเอกของเรื่อง แต่เนื้อหาโดยรวมกลับช่วยตอกย้ำถึงความเล็กของพวกเขาที่ไม่อาจ (มีวันก้าวขึ้นมา?) เป็น หลักให้กับสังคมได้ ได้แต่ใช้ชีวิตต่อไปอย่าง คนตัวเล็กๆที่ไม่มีพลังหรือความสามารถพอที่จะขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในสังคมทั้งที่พวกเขาได้ขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในหนังแล้ว

    March 31

    ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 1/2

    scan0006

    อรุณี เรื่อง สุทธิพันธ์ ภาพ

    สกุลไทยรายสัปดาห์

    ฉบับที่ 2790 วันที่ 8 เมษายน 2551

    scan0001จากความคิดที่ว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยควรมี "กิจกรรมในเชิงวัฒนธรรม" ซึ่งหมายถึงการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ บทกวี ฯลฯ ควบคู่ไปด้วย อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้หลงใหลโลกบนแผ่นฟิล์ม จึงได้จัดโครงการดีๆ ที่ชื่อ "คุยกับหนัง" ขึ้นเป็นประจำทุกเย็นวันพฤหัสบดี ที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าชมได้ฟรี ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 8 แล้ว

         "ผมมีความเชื่อว่า หนังก็เหมือนกับหนังสือ เราสามารถได้อะไรหลายอย่างมาจากการดูหนังเช่นเดียวกับการอ่านหนังสือ และกิจกรรมนี้ทำให้มีคนหลายคนจากหลายที่ได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน ผมคิดว่าการสร้างกระแสในทางวัฒนธรรมเล็กๆ แบบนี้ มันสร้างแรงกระเพื่อมออกไปในสังคม เช่น คนที่มาดูหนังบางคนเป็นนักศึกษาปริญญาโท เมื่อจบไป เขาก็ไปมีกิจกรรมต่างๆ นานาของเขา ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากรายการของเราที่ได้เสนอความคิดอะไรบางอย่าง ผมคิดว่า นี่เป็นความสนุกสนาน เป็นกำลังใจที่อยากจะทำต่อไป"

    เปิดประตูสู่โลกของหนัง

         "ผมเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2511 ในช่วงนั้นนักศึกษาในรุ่นของผมเริ่มเป็นกบฎ คือไม่ค่อยชอบเข้าห้องเรียน และออกไปแสวงหาอะไรข้างนอก กิจกรรมหนึ่งที่ทางมหาวิทยาลัยโดยคณะวารสารศาสตร์ฯ ทำคือ เปิดเพลงกับฉายหนังให้นักศึกษาดูตอนเที่ยง ผมก็เข้าไปดู และรู้สึกมันเหมือนกับเราได้เรียนรู้อะไร แต่ผมยังไม่ทราบว่าคืออะไร แต่รู้สึกว่ามีความสุข อาจจะเป็นการหนีไปจากโลกของความเป็นจริงชั่วคราว ในขณะที่บรรยากาศของการแสวงหาส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้น ความรู้สึกแบบนี้มันฝังอยู่ในใจ หลังจากนั้น ผมคิดว่าหนังมีบทบาทต่อนักศึกษาและนักคิด นักเขียนในสมัยนั้นในแง่ที่ว่า มันเป็นแหล่งของการเสนอประเด็นความคิดบางอย่างในสังคม นักศึกษากับปัญญาชนในรุ่นของผมจึงไปดูหนังในแง่ของการเสพความคิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังจากฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น แต่จะไม่ใช่เป็นหนังที่เรียกว่า เป็นแนวทางเลือกอย่างชัดเจน แต่มันจะเป็นหนังบางอย่างที่อาจจะเสนอความคิดที่ต่อต้านสังคมหน่อยๆ

        หลังจากนั้นเมื่อวัยมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้พบว่ากิจกรรมที่สำคัญมากอันหนึ่งของนักศึกษาและปัญญาชนคือกิจกรรมในเชิงวัฒนธรรม ดังนั้น หนังก็เริ่มมีลักษณะที่จริงจังมากขึ้นสำหรับผมในแง่ของการแสวงหาว่า อะไรคือความคิดที่แทรกอยู่ในหนัง คือมันจะเริ่มชัดมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าหนังถูกสร้างขึ้นมาในบรรยากาศบางอย่าง ทั้งบรรยากาศของความคิด เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เมื่อเป็นอย่างนั้น เวลาเราดูหนัง นอกจากดูในแง่ความบันเทิง เรายังพยายามแสวงหาว่า อะไรคือความคิดที่มันต้องการจะสะท้อนออกไป ซึ่งสำหรับผม ผมคิดว่า ถ้าเราดูหนัง เราสามารถหาภาพสะท้อนนั้นได้ เราสามารถให้คำอธิบายสังคมในช่วงใดช่วงหนึ่งได้โดยผ่านหนัง

    scan0002ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลก

     

         ในช่วงนั้นโลกของหนังกว้างขึ้นเป็นอย่างมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากโรงหนังที่ฉายตามปกติ ที่เรียกกันว่า หนังตลาด หรือ Commercial Film ทั้งหลายแหล่ มันยังมีหนังอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า หนังนอกกระแส หรือหนังกระแสรอง ก็จะมีโรงหนังเล็กๆ ซึ่งเฉพาะคนที่สนใจเท่านั้นที่จะไปดูกัน เกิดเป็นกลุ่มเพื่อนที่ดูหนังเพื่อจะถกเถียงกัน ผมก็จะไปตรงนั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีไม่เยอะ ไม่ว่าในเมืองไทยหรือเมืองนอก"
     
    "โรงหนังรังไข่" และ "คุยกับหนัง" แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์ความคิด
     
         "เมื่อมาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มมีความสนใจว่า ตอนที่ไปเรียนทั้งที่ธรรมศาสตร์และต่างประเทศ เราจำได้ว่า สิ่งเหล่านี้มันค่อยๆ บ่มเพาะความรู้สึกนึกคิด รสนิยมบางอย่าง ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นกับนักศึกษาของเราบ้าง ผมเลยตั้งโครงการที่เรียกว่า 'โรงหนังรังไข่' ขึ้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยร่วมมือกับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เป็นความฝันของผมคือ เราฉายหนังให้นักศึกษาได้ดู และมีโอกาสได้พูดคุยถกเถียงกัน ถือเสมือนหนึ่งว่า นี่คือโรงที่บ่มเพาะฟองไข่ วันหนึ่งเขาจะเติบใหญ่เป็นนกแล้วก็บินไป เป็นการยกระดับคนดู ดังนั้น โปรเจ็คท์นี้จึงเริ่มมาพร้อมกับการสะสมหนังของผม

    ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 2/2

         โครงการนี้เป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรเราจัดกันตอนเย็น สนุกมากๆ ครับ จะมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เข้ามาร่วมทำงานด้วยกัน รวมทั้งเพื่อนๆ อาจารย์หลายคนที่แวะเวียนกันเข้ามาและให้ความเห็น บางทีเราก็จัดเทศกาลหนังเล็กๆ ของเราเอง แต่ทำอยู่สี่ห้าปี พอนักศึกษาเริ่มเปลี่ยนผ่านรุ่นไป ความสนใจของเขาก็คลี่คลายไป แล้วผมคิดว่าปรากฏการณ์หนึ่งในบ้านเราคือ เมื่อเปิดให้ตลาดหนังของโลกภายนอกเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น โอกาสที่คนจะแสวงหาหนังได้ด้วยตัวเองก็มีมากขึ้น จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมการดูหนังที่ทับแก้ว ซึ่งค่อนข้างจะห่างไกล ค่อยๆ ถดถอยลงไป ผมก็มาเริ่มใหม่ที่ธรรมศาสตร์คือ "โครงการคุยกับหนัง" ซึ่งถ้าเทียบกัน โครงการที่ทับแก้วเกิดขึ้นได้ยากมากในหลายเหตุผล แต่ที่สำคัญคือสมัยนั้นหาตัวหนังยากมาก ผมจะมีแหล่งศูนย์วีดีโอซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่าเราจะมีโอกาสเลือกหนังได้มากกว่าหนังที่ตลาดทั่วไปมีอยู่ แต่ก็ยากเหลือเกินกว่าที่จะหาหนังมาลงโรงตามที่ต้องการได้ แต่ที่ธรรมศาสตร์หลายอย่างง่ายมาก ตอนนั้นห้องสมุดมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ มีห้องฉายภาพยนตร์ซึ่งจุคนได้ประมาณ 80 คน และมีคอนเซ็ปต์ซึ่งปัจจุบันทุกห้องสมุดเกือบจะมีเหมือนกันคือ ห้องสมุดนั้นควรมีลักษณะเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต เป็น live library เขาจึงอยากให้มีกิจกรรมต่างๆ ผมก็เลยได้จังหวะพอดี มีห้องฉายแล้ว เราเพียงแต่ออกแรงหาหนังมา ซึ่งตอนหลังก็หาได้ง่ายขึ้น และเป็นดีวีดี ซึ่งคุณภาพในการฉายดีกว่าสมัยก่อนมาก โดยแนวหนังของผมจะอยู่ครึ่งๆ คือไม่ต้องการฉายหนังซึ่งเป็นหนังตลาด เพราะปัจจุบันเราสามารถเสพหนังแนวนี้ได้จากโรง และศูนย์บริการต่างๆได้ แต่ผมจะเลือกหนังที่มีวิธีคิด มีความคิดอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปของยุคสมัยนั้น
     scan0003
         ส่วนผลตอบรับ ผมมาฉายที่ธรรมศาสตร์เพราะคิดว่าที่นี่มีคณะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์คือ วารสารศาสตร์ฯ และมีนักศึกษา อาจารย์ที่ถือกันว่าหัวก้าวหน้าที่สุดในประเทศไทย ธรรมศาสตร์อยู่กลางทุกสิ่งทุกอย่าง เดินทางง่าย ดังนั้น ผมก็หวังว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีสำหรับแวดวงบรรยากาศของปัญญาชนเหมือนกันกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในโลก ขอแทรกนิดหนึ่งครับว่าผมรู้จักอาจารย์ท่านหนึ่งคือ อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ก็เล่าว่า สมัยเรียนที่อังกฤษ ทุกวันพุธท่านจะไปดูหนังกับอาจารย์ป๋วย แล้วก็นั่งคุยกัน นี่คือบรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีกิจกรรมในทางวัฒนธรรม แต่เมื่อมาฉายที่ธรรมศาสตร์ สิ่งที่พบคือ 1. นักศึกษาน้อยมาก 2. อาจารย์เกือบไม่มาเลย บุคลากรทั้งหลายก็ไม่ค่อยได้พบ แต่ว่าคนที่มาดูหนังของผมจะเป็นคนที่ผมไม่รู้จัก ไม่ทราบว่ามาจากที่ไหน และเป็นคนหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนเป็นคนสูงอายุ ใส่แต่กางเกงขาสั้น ไม่ชอบใส่กางเกงขายาว แล้วก็มาโดยไม่เคยคุยกับใครเลย แต่มุ่งมาเพื่อจะดูหนัง กลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายไปอีกทาง แต่ผมก็แฮปปี้ เพราะเหมือนกับว่าเขามีความสนใจมากพอ และผมก็นึกย้อนหลังไปว่า รายการหนังแบบนี้ในโลกตะวันตก เช่นที่ปารีสซึ่งผมเคยไปดูมา หรือเนเธอร์แลนด์ซึ่งผมเคยไปเรียน คนดูหนังก็มีสี่ห้าคนต่อบางโปรแกรม เช่นเดียวกับโรงหนังของผมก็จะมีประมาณ 10-15 ซึ่งผมพอใจแล้ว บางครั้งก็จะเสนอรายชื่อหนังของผมซึ่งตอนนี้มีอยู่ 3,243 รายการให้แฟนๆ ในรายการของผมดูว่าสนใจมั้ยหนังแนวนี้ โดยมีเรื่องย่อๆ และรวมทั้งเปิดหูฟังว่าใครต้องการที่จะดูหนังอะไร แต่รายการของผมจะเปิดและปิดพร้อมกับเทอมของการศึกษา และต้องเรียนว่าทางห้องสมุดก็เอื้อเฟื้อมากถึงขนาดว่าจัดเงินให้ก้อนหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้พยายามไปหาหนัง และบริจาคกลับเข้ามาในห้องสมุดเพื่อให้เป็นสมบัติของส่วนรวม และทุกคนสามารถเข้ามาใช้สิ่งเหล่านี้ร่วมกันได้

    scan0004

     
         นอกจากนี้ ลักษณะที่เฉพาะของโปรแกรมหนังของผมก็คือ หลังจากฉายจบ เราจะนั่งคุยกับคนดู จึงใช้ชื่อว่า "คุยกับหนัง" ผมอาจจะเริ่มประเด็น แล้วเดี๋ยวก็จะมีผู้ชมโยนประเด็นอื่นขึ้นมา บางทีก็เป็นประเด็นที่อยู่ในหนัง หรือบางทีก็เฉียดฉิวข้างเคียง หรือดูแล้วเรานึกถึงอีกอย่างก็ดึงเข้ามาคุยกัน และที่จะถือเป็นแนวหลักของโปรแกรมคือ เราไม่ถือว่าใครมีความรู้มากกว่าใคร ทุกคนดูหนังในเวลาเดียวกัน รวมทั้งผมด้วย ดูซิว่าในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เราเห็นอะไร เราได้ยินอะไร เพราะหนังไม่ใช่แค่ภาพเท่านั้น เรายังเห็นการแสดง ดนตรี เครื่องแต่งตัว การตัดต่อ การเขียนสคริปท์ เพราะฉะนั้น ทุกคนจะมีมุมมองจากประเด็นที่ตัวเองสนใจ มันทำให้เราได้หลายสิ่งหลายอย่างมาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้การดูหนังสมบูรณ์มากขึ้น
     
        ถ้าถามความรู้สึก ผมพอใจ ดีใจ บางทีก็ท้อใจ แต่อันนี้เป็นสิ่งที่ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ผมก็จะจัดไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างสมัยก่อน เวลาคุยกัน เพื่อนๆ ถามว่าความฝันคืออะไร ความฝันของผมก็คือ อยากมีโรงหนังเล็กๆ และมีมุมหนึ่งตั้งโต๊ะกาแฟ ให้คนเข้ามาดูหนังสามารถไปชงกาแฟดื่ม แล้วมานั่งคุยกัน และนี่ก็คือความฝันที่ใกล้ความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว
     

    February 05

    สัปดาห์หนังรักสันติภาพ 1/2

    รายการสภาท่าพระอาทิตย์ คลื่นสามัญประจำบ้าน เอฟเอ็ม 97.5 เมกะเฮิร์ตซ วันที่ 25 เมษายน 2546 ช่วงที่ 4 เวลา 09.00 -09.30 . คำนูณ สิทธิสมาน และ ขุนทอง ลอเสรีวานิช คุยกับอ.ทรงยศ แววหงษ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง สัปดาห์หนังสันติภาพ
     
    คำนูณ ช่วงนี้จะคุยเรื่องสัปดาห์หนังสันติภาพ ที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี อ.ทรงยศ แววหงษ์ เป็นผู้จัดงานเป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สวัสดีครับอาจารย์ครับ มีกี่วันครับสัปดาห์หนังสันติภาพ

    ทรงยศ เรามี 4 วันครับตั้งแต่ 26-30 เม.. ขอเล่าความคิดนิดนึงนะครับ มันสืบเนื่องจากตอนสงครามในอิรักกำลังเข้มข้นดุเดือด เราก็จัดสัปดาห์ภาพยนตร์ ที่เราอยากจะแสดงความรู้สึกว่า เราไม่เห็นด้วยกับสงคราม เพราะฉะนั้นเมื่อจบรายการนั้น อันนี้ก็เป็นความคิดของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่า อยากจะจัดหนังสันติภาพ ดังนั้นธีมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสันติภาพคือ ศาสนา เราก็เลยพยายามที่จะดึงเอาหนังที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะฉะนั้นเรื่องแรกเราจะเริ่มด้วยหนังที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามนะครับ

    คำนูณ อาจารย์จะบรรยายก่อนทุกวัน

    ทรงยศ ครับ ไม่เชิงบรรยาย จะนำเสวนานิดนึง หลังดูหนังแล้ว คิดว่า ผู้ชมทั้งหลายคงมีความคิดเห็นส่วนตัวนะครับผมคิดว่า เราแลกเปลี่ยนกันได้

    คำนูณ- อย่างเรื่องแรกผมว่าน่าดูนะครับ เพราะเราน่าจะทำความเข้าใจแนวคิดของศาสนาอิสลามค่อนข้างมาก เท่าที่อาจารย์เคยดูมา หนังเรื่องนี้เป็นยังไงครับ

    ทรงยศ หนังเรื่องนี้จะว่าไปแล้วไม่ค่อยป๊อปปูลา ถึงแม้จะเป็นหนังตลาด คือหมายความว่าทำสำหรับเป็นหนังตลาดทั่วไป ไม่ค่อยป๊อปปูลาเท่าไหร่และก็ได้ดารานำแสดงที่ใหญ่มาก คือแอนโทรนี ควิน ไอริน ปาปาส ซึ่งเคยเล่นหนังทีวีหลายเรื่อง อย่างเรื่องแซด ฉะนั้นหนังเรื่องนี้จะบรรยายถึงตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นคนในประวัติศาสตร์และเป็นคนใกล้ชิดกับพระมะหะหมัด และเรื่องจะดำเนินตั้งแต่ตอนต้นถึงบั้นปลายชีวิต สิ้นพระชนม์ที่เมืองเมดินา

    คำนูณ- ไม่มีตัวแสดงเป็นพระมะหะหมัด

    ทรงยศ ไม่มีครับ อันนี้ถือเป็นข้อห้ามเลย เพราะว่าเราทราบดีว่า คนมุสลิมนับถือคัมภีร์อัลกุรอ่าน หนึ่งไม่วาดตัวบุคคล ในบางกรณีถ้าจะวาดอย่างพระมะหะหมัด ท่านจะมีผ้าสีขาวปิดหน้า เพราะฉะนั้นจะไม่มีหน้าของท่าน ผู้สร้างรู้สึกว่าจะเป็นคนปากีสถานและอพยพไปอยู่อังกฤษ ชื่อมุสตาฟา อัคคาน เขาก็รู้ข้อปฏิบัติของคนอิสลามดี

    คำนูณ- รู้สึกหนังจะรู้จักใน 2 ชื่อ เพราะผมค้นในอินเตอร์เน็ตรู้สึกจะชื่อเดอะ เมสเซนเจอร์ เท่าที่อาจารย์ดูแล้ว ก็เล่าความเป็นศาสนาความเป็นอิสลามได้ค่อนข้างมาก

    ทรงยศ ก็เล่าถึงการเริ่มต้นของศาสนานะ เพราะเราทราบดีว่ าศาสนาอิสลามกว่าจะก่อร่างสร้างตัวได้ต้องผ่านการรบ

    สามารถ มีประวัติก่อนที่พระมะหะหมัดจะมาเผยแพร่ศาสนาไหม มีส่วนนั้นไหม

    ทรงยศ- มีครับเริ่มต้นจากที่เมืองเมกกะ และท่านเดินทางจากเมกกะไปเมดินาและก็จะต้องต่อสู้กับคนกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีความคิด เพราะตอนนั้นยังไม่มีศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นคนแถวนั้นซึ่งเป็นชุมชนการค้า ก็จะถือหลายศาสนา ในกาบะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเมกกะ และเป็นจุดสนใจของคนมุสลิม เดิมมีไอดอล มีรูปเคารพของต่างศาสนา

    สามารถ เริ่มก่อนจะเป็นศาสดา แต่ไม่พูดเลยไปถึงตอนเป็นหนุ่มที่เป็นพ่อค้าระหว่างเปอร์เซียอินเดีย

    ทรงยศ ไม่ได้มีอันนั้น จะแตะตรงชีวิตของคนเป็นผู้ติดตาม

    คำนูณ- ส่วนคานธีเป็นวันอาทิตย์นะครับ

    ทรงยศ วันอาทิตย์ครับ ก็ถือว่าคานธีเป็นคนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ในยุคสมัยของเขา ท่านเสนอแนวคิดไม่เห็นด้วยกับสงคราม

    คำนูณ- จะมีหนังเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยใช่ไหมครับ

    ทรงยศ- วันสุดท้ายครับ ออกจะเป็นหนังตลาดนิดหน่อย แต่เรานึกถึงองคิลุมาล ผมคิดว่ามันยิ่งไปกันใหญ่ ก็เลยเอาหนังลิตเติ้ล บุดดา มา

    คำนูณ- งานมีถึงวันอังคารที่ 29 อาจารย์ครับเทียบดูแล้ว ข่าวสัปดาห์หนังเกลียดสงครามมีมากวันกว่า แสดงว่าวงการบันเทิงสร้างหนังเกี่ยวกับสงครามมากกว่าสร้างหนังเกี่ยวกับสันติภาพและศาสนา

    ทรงยศ ไม่เชิงครับ อันนั้นคงเป็นความบกพร่องของเราในการจัดมากกว่า ตอนนั้นเรามีเวลามากกว่าในเรื่องสัปดาห์เกลียดสงคราม มีเวลานึกถึงหนังหลายเรื่อง เราเริ่มต้นที่ลอเรนซ์ออฟ อาราเบียเป็นจุดเริ่มต้น และเราก็กวาดตาไปดูสงครามในแง่มุมต่างๆ ในประเทศไทยต่างๆ มีอะไรบ้าง ในขณะที่หนังรักสันติภาพ เกิดจากวันสุดท้ายของสัปดาห์หนังเกลียดสงคราม ปิ๊งขึ้นมา ดังนั้นเราทำงานในระยะเวลาที่สั้นเกินไป

    สัปดาห์หนังรักสันติภาพ 2/2

    ขุนทอง อาจารย์ครับเท่าที่เราดูหนัง จัดกิจกรรมที่ห้องสมุดเรวัต พุทธนันทน์ มีผู้มาร่วมมากมายขนาดไหนครับ

    ทรงยศ - คนมาดูไม่มากนัก อาจจะด้วยเหตุผลหลายอย่าง เหตุผลอย่างหนึ่ง คือสะท้อนภาพความคิดที่อยู่ในมหาวิทยาลัยว่า หนังเป็นเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นเรื่องความบันเทิง ในขณะที่ผมคิดว่าหนังในมหาวิทยาลัยเป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และมันจะกล่อมเกลาให้คนมีความละเอียดอ่อน มีแง่มุมในการมองอะไรได้มากขึ้น
    อันที่สองเวลาเราจัดแบบนี้ ผมเองก็เตรียมตัวหาหนัง กับเตรียมประเด็นแต่เรื่องประชาสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัยทำ การประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยอาจจะเป็นแบบข้าราชการ อย่างไรก็ตามผมก็มีความสุขกับคนที่มานะครับ จำนวนคนอาจจะไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพ

    ขุนทอง ก็จะเป็นกลุ่มเดิมๆนะครับ

    ทรงยศ ก็จะมีบางคนที่แปลกหน้ามา พูดตามตรงหนังมันเป็นวัฒนธรรมของคนชั้นกลาง คนที่มาบางคนเหมือนกับเป็นอีกชนชั้นในทางสังคม ซึ่งแปลก

    ขุนทอง อาจารย์ไปหาหนังจากไหนครับ

    ทรงยศ อันนี้ก็มี 2 ส่วนครับ ส่วนหนึ่งก็คืออยู่ในคอลเล็กชั่นส่วนตัว ก็คือผมก็เริ่มสะสมหนังมากขึ้นเรื่อยๆ และคิดว่า หนังเรื่องไหนที่ดีก็จะมานำเสนอและมาชวนกันคุย ก็คือแต่เดิมผมมีความพยายามจะเก็บเป็นคอลเล็คชั่นไว้ในห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และก็เป็นที่กลางที่ใครก็ได้สามารถไปยืมได้ หนังก็จะมา 2 ส่วน ส่วนที่ 3 จะมาจากเพื่อนฝูง ร้านค้าบางร้าน

    ขุนทอง อย่างบริษัทผู้จำหน่ายภาพยนตร์ ต่างประเทศ เราสามารถพึ่งเขาได้ไหมครับ

    ทรงยศ ผมเองไม่ค่อยอยากเล่นกับหนังที่ตลาดมากนักและผมเองไม่ค่อยคุ้นกับพวกที่อยู่ในแวดวงธุรกิจนี้ ก็เลยไม่อยากออกแรงทางนั้น

    ขุนทอง- ซัพพลายของหนังอาจจะมีจำกัด

    คำนูณ- สภาพของห้องเรวัต พุทธินันท์ มีความพร้อมในการฉายแค่ไหนครับ

    ทรงยศ ดีมากๆครับ เป็นห้องมินิเธียเตอร์ แล้วก็มีที่นั่งเหมือนกับโรงหนังทั่วไปเลย นั่งสบาย และ 80 ที่นั่งกำลังดี และเครื่องฉายเป็นโอเวอร์เฮด โปรเจ็คเตอร์ซึ่งยิงภาพขนาดประมาณ 2 คูณ 3 เมตร

    คำนูณ- อาจารย์ฉายหนังจากวิดีโอหรือดีวีดี

    ทรงยศ มีทุกอย่างเลย เพราะหนังเก่าๆ เมื่อเราหาในรูปแบบอื่นไม่ได้ และเป็นหนังที่ดีมาก ๆ เราก็ฉายหนังในรูปของวิดีโอ เพราะฉะนั้นวิดีโอบางอันอาจจะคุณภาพไม่ได้ เราไม่สามารถหาก็อปปี้ดีๆ ได้ เช่น มองซินญอ กิโฮเต้ หาไม่ได้ ผมคิดว่าในเมื่ออยากจะนำเสนอก็เอามาฉาย แต่ตอนหลังเราเริ่มมีซีวีดี ดีวีดี หรือถ้าเป็นวิดีโอก็คุณภาพดี

    คำนูณ - เรียกว่าเราจะมีเวอร์ชั่นที่พัฒนาสูงสุดของหนังนะครับ และมีบรรยายไทยไหม

    ทรงยศ พยายามที่จะหาซับไตเติ้ลภาษาไทย แต่ว่าผมคิดว่าในบางกรณีโดยเฉพาะวิดีโอกับวีซีดี อาจจะมีข้อจำกัด ดีวีดีเราเลือกภาษาได้ แต่ก็มีข้อจำกัดนะครับ ตอนหลังเขาใช้ซอฟต์แวร์ในการที่จะถอดภาษาอังกฤษหรือภาษาดั้งเดิมออกเป็นภาษาไทยแต่เครื่องไม่มีความฉลาดพอที่จะถอดภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราอ่านภาษาไทยแล้วรำคาญ เพราะมันผิด

    คำนูณ แต่การพูดคุยก่อนและทีหลังน่าจะช่วยได้

    ทรงยศ- ครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเห็นส่วนตัว ที่จะดูหนังตลอด 2 ชั่วโมงและความเห็นแต่ละคนอาจจะไม่ตรงกับคนอื่น และก็ของเหล่านี้มันแลกเปลี่ยนกันได้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครถูกใครผิด

    คำนูณ- นอกจากหนัง 2 สัปดาห์นี้แล้วที่ห้องเรวัตก็มีหนังตลอดปี

    ทรงยศ ตลอดภาคการศึกษา เพราะฉะนั้นตารางเราจะเป็นตารางเดียวกันกับนักศึกษา เช่นเทอมนี้จะเริ่มเดือนมิ.. เปิดเทอมการศึกษา

    คำนูณ- จะมีหนังทุกเสาร์อาทิตย์

    ทรงยศ - หนังของผมจะฉายวันศุกร์ 5 โมงเย็น เผื่อเวลานิดหน่อยในการเดินทาง แต่จะมีเงื่อนไขเยอะ ห้องสมุดปิด 1 ทุ่ม เลทกว่านั้นก็ไม่ได้

    ขุนทอง มีนักศึกษาไปดูบ้างไหมครับ

    ทรงยศ มีครับ แต่ว่าเมื่อเทียบสัดส่วนแล้วนักศึกษาน้อยกว่าคนข้างนอก

    สามารถ มันอาจจะเป็นเพราะวัยเขาหรือเปล่า

    ทรงยศ ใช่ครับเป็นวัย แต่ เราจะให้คำอธิบายยังไงกับต่างประเทศครับ ซึ่งวัยก็อยู่เดียวกัน ฉายหนังตามสถาบันการศึกษาก็มีคนวัยขนาดนี้ แต่ไปดูหนังที่มันจริงจังกว่า

    สามารถ ผมว่าสภาพแวดล้อมของสังคมไทย กับคนที่เขาต่างจากเราอันนี้คือตัวอธิบาย

    ทรงยศ- ใช่ครับผมเห็นด้วยอย่างมากเลย ว่ามันสะท้อนถึงโครงสร้างทั้งโครงสร้างเลย

    สามารถ สถาบันครอบครัวเราไม่เคยแนะนำให้เด็กแยกประเภทดูหนังเลย เด็กก็ดูหนังที่เด็กอยากดู

    ทรงยศ ครับ สื่อซึ่งให้ความสนใจกับอะไรที่เป็นสิ่งที่เป็นตลาด เด็กก็ดึงไปว่าหนังเป็นความบันเทิง แต่ลืมไปว่าหนังมันมีวิธีคิดซ่อนอยู่ข้างหลัง

    คำนูณ นี่เป็นงานของหลายองค์กรร่วมกันใช่ไหมครับ

    ทรงยศ การจัดที่เป็นช่วงปกติ ถ้าในสัปดาห์หนังเป็นเรื่องขององค์กร มีมูลนิธิองค์การตำรา โครงการเซาท์อีสท์เอเชียโปรแกรม อาณาบริเวณศึกษา แต่ว่ารายการหนังปกติที่ฉายหนังที่ห้องเรวัตเป็นเรื่องของตัวบุคคล ร่วมกับสถาบัน อย่างโปรแกรมของผมที่เป็นเรื่องคุยกับหนังก็เป็นเรื่องของผมกับห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    คำนูณ ขอบคุณมากครับอาจารย์ครับ