songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
March 19 บาม : เมืองที่ถูกธรณีสูบ 1/2ศิลปวัฒนธรรม มีนาคม 2547
คืนของวันที่ 26 ธันวาคม 2546 หนึ่งวันหลังคริสต์มาส เป็นปีที่คนในโลกตะวันตกเฉลิมฉลองด้วยความกังวลภัยของการก่อการร้าย (ตามการคาดการณ์ของหน่วยข่าวกรองอเมริกัน) และหนึ่งวันก่อนการถล่มค่ายบิมา เมืองคาร์บาลา ในอิรัก อันมีผลให้ทหารไทยเสียชีวิตไป 2 นาย พร้อมกับทหารบัลแกเรียอีกสี่ และคนบาดเจ็บนับร้อย บาม (Bam) เมื่องที่สร้างขึ้นมาจากอิฐดิบ ซึ่งกำลังหลับใหล ได้ถูกแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 6.3 ริกเตอร์ถล่มใส่ ภายในเวลาเพียง 10 วินาที ป้อมปราสาทศูนย์กลางของเมืองอายุประมาณ 2,000 ปี ได้ถล่มราบลงมาทั้งหมด กลายสภาพเป็นเพียงภูเขาดินขนาดมหึมา เฉกเช่นเดียวกับบ้านเรือนอีกเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของเมือง ผู้คนซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ ไม่มีโอกาสแม้จะลุกมาจากที่นอน ทั้งตายและสูญหายไปอย่างไม่ทราบจำนวน จนอีกหลายวันต่อมาจึงสามารถนับจำนวนผู้เสียชีวิตได้ว่ามีถึงประมาณครึ่งแสนคน นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดในแง่ของภัยจากแผ่นดินไหวของอิหร่านและของโลก อิหร่านอยู่ในเขตแผ่นดินไหวรุนแรงที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากจะลองนับย้อนปีกลับไป อาจจะมองเห็นสถิติดังนี้ คือ 10 เมษายน 2515 มีแผ่นดินไหวที่เมืองกีร์ คาร์ซิน (Ghir Karzin) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ รัศมีของคลื่นแผ่นดินไหวครอบคลุมพื้นที่ถึง 500 กิโลเมตร ความรุนแรงของแผ่นดินไหวคราวนั้นสูงถึง 7.1 ริกเตอร์ คนตายไปถึง 5,374 คน 16 กันยายน 2521 ความรุนแรงของแผ่นดินไหวขนาด 7.5 – 7.9 ริกเตอร์ ถล่มเมืองตาบาส (Tabas) ราบเป็นหน้ากลอง คนตายไป 15,000 คน 21 มิถุนายน 2533 บริเวณรอยต่อของจังหวัดกิลาน (Gilan) และซานจาน (Zanjan) ละแวกทะเลสาบแคสเปียนทางตอนเหนือของประเทศ ได้รับภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ คร่าชีวิตคนไป 3,500 คน บาดเจ็บนับแสนคน และไร้ที่อยู่อาศัยอีกครึ่งล้าน แม้กรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศเอง ถึงจะยังไม่เคยมีแผ่นดินไหวรุนแรง แต่ก็จัดว่าอยู่ในฐานะของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ความคิดที่จะย้ายเมืองหลวงไปที่อื่น ได้รับการถกเถียงมานาน แต่ก็ยังไม่ได้มีการตัดสินใจในทางใดทางหนึ่ง เข้าทำนอง “วัวหายจึงล้อมคอก” ซึ่งเป็นอาการร่วมกันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้กรณีอาจจะหนักบ้าง เบาบาง แตกต่างกันไป อดีตของเมืองบาม (Bam) อิหร่านเป็นประเทศที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยืดยาว ความจริงร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในอิหร่าน ก็มีอย่างอุดมสมบูรณ์และน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง คนอิหร่านถือว่าโคตรเหง้าศักราชของตัวเองเป็นชนชาวอารยันที่อพยพต่อเนื่องกันมาจากบริเวณเทือกเขาคอเคซัสจะมา “ร่วมกอ” กับพวกอาหรับก็จนเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก้าวมาสู่ความเป็นประเทศสมัยใหม่จึงหันกลับไปเรียกชื่อประเทศของตนเองว่าอิหร่าน (Iran) ซึ่งหมายถึงอารยัน (Aryan) ราชวงศ์แรกของอิหร่านคือราชวงศ์ อาเคมีนิค (Achaemenic) ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 2,600 ปีที่แล้ว แก่กว่าพุทธกาลนิดหน่อย ในราชวงศ์นี้มีกษัตริย์เก่งๆ ที่เราเคยได้ยินอยู่หลายพระองค์ เช่น ไซรัส (Cyras) มหาราช ดาริอุส (Darius) เซอร์เซส (Xerxes) ที่ยกทัพไปตีกรีซ แล้วยังมีตำนานเด็กจากเมืองมาราธอนซึ่งวิ่งทางไกลมาแจ้งข่าวที่เอเธนส์ จนเป็นที่มาของคำว่ามาราธอน (Marathon) ซึ่งหมายความถึง “ความอึด” ในภาษาอังกฤษนั้นแล
ราชวงศ์นี้สร้างเมืองหลวงที่มีปราสาทพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตา ชื่อเพอร์เซโพลิส (Persepolis) อยู่ทางตอนใต้ของประเทศปัจจุบัน ปราสาทนี้ถูกปล้นสะดม เผาทำลาย “โดยไม่ได้ตั้งใจ” ด้วยฝีมือของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อ 2,400 ปีที่แล้ว
แม้กระนั้น ซากของเมืองที่เหลือก็ยังเป็นมรดกสำคัญของประเทศและของโลก ที่ดึงดูดทั้งนักโบราณคดี และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยือนประเทศอิหร่านจนปัจจุบัน
ราชวงศ์ที่สองของอิหร่านคือราชวงศ์ซาสสานิค (Sassanic) ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 767 (ค.ศ. 224) และยืนยาวต่อมาจนถึง พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638๗
ลำดับราชวงศ์ต่อๆ ไป ผมจะไม่พูดถึงละนะครับ เพราะเข้าใจว่าท่านผู้อ่านที่สนใจคงจะหาอ่านเอาเองได้จากที่อื่น และจุดมุ่งหมายที่ผมมาหยุดเอาตรงนี้ ก็เพียงเพื่อจะบอกว่าเมืองบามที่จะพูดถึงนั้น เริ่มก่อสร้างอาคารหลังแรกๆ ก็ในสมัยราชวงศ์นี้แหละ
จะตรงไหน อย่างไร ข้อมูลที่มีอยู่ไม่มีรายละเอียดเพียงแต่บอกว่าซากปราสาทเมืองบามบางส่วนยืนยันได้ว่าตกทอดลงมาจากราชวงศ์ซาสสานิค แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นในรูปก่อนจะถล่มทลายไป เป็นการก่อสร้างทับซ้อนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดส์ (Safavids) เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่แล้ว หรือเทียบคร่าวๆ ก็คือตอนกลางสมัยอยุธยาของเรานั่นเอง
ในยุคสมัยนี้ เรามักจะเรียกรวมๆ ว่าเป็นสมัยกลาง โดยเทียบกับการแบ่งยุคสมัยของยุโรป ซึ่งในยุโรปฏ้มีการสร้างปราสาทราชวังเป็นแบบป้อมค่ายที่ใช้หิน (castle) เพราะสอดรักับเทคโนโลยีในการศึกสงครามสมัยนั้นตลอดทั่วทั้งตะวันออกกลาง (ความจริงรวมเอาอินเดีย อียีปต์ โมร็อกโกด้วย) ก็มีการสร้างปราสาทลักษณะป้อมค่ายแบบเดียวกันโดยทั่วไป บาม : เมืองที่ถูกธรณีสูบ 2/2ทำไมบามจึงต้องใช้อิฐดิบ ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ก็มันไม่มีวัสดุชนิดอื่นให้ใช้นี่ครับ ตอบแบบขยายความอีกหน่อย ก็เห็นจะต้องบอกว่ามันเป็นกฎของสากลโลก ที่ช่างย่อมจะใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นถิ่นหรือที่ตนมีความชำนาญ หรือเท่าที่สอดรับกับแรงงานที่มีหรือเท่าที่กำหนดเวลาอำนวยให้ เช่น ช่างอินเดียใต้ที่เมืองมัลลาปูรัม ย่อมให้หินบะซอลต์ที่มีอยู่ทั่วไป และมีความรู้ในการสร้างเครื่องมือเหล็ก โลหะที่แกร่งพอที่จะสกัดหินชนิดนี้ได้นั้นดีพอแล้ว ช่างเขมรสร้างนครวัด ย่อมใช้หินทราย เพราะการชักลากหินทรายจากเขาลิ้นจี่ (พนมกุเลน) นั้น ไม่เหลือบ่า และไม่กว่าแรง อีกทั้งหินทรายย่อมตอบสนองต่อความเชื่อว่าบ้านของพระเจ้าย่อมมั่นคง แข็งแรง เหนือกาลเวลาอันเป็นสิ่งสมมติของมนุษย์ตัวกระจ้อยอย่างเราๆ มหาพีระมิดที่กิซาห์ใช้หินปูน เพราะสถานที่ตั้งนั้นเป็นที่ราบสูงหินปูน (lime) แต่หินทรายและแกรนิตที่นำมาใช้ประกอบในการก่อสร้างด้วยต้องออกแรงมากขึ้น เพราะแหล่งหินทรายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งแกรนิตนั้นอยู่ห่างไกลลงไปทางใต้เมืองอัสวาน กรรมวิธีในการสกัดแกรนิตนั้น ต้องเรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็น เพราะมันแกร่งเหลือหลาย ช่างอียิปต์ต้องใช้เครื่องมือหลายชนิด โดยเฉพาะนำเอาหินภูเขาไฟแกร่งที่สุดที่เรียกว่าออบสิเดียน (obsidian) มาสกัดแกรนิตอีกทีหนึ่ง ในกรณีนี้อาจจะต้องใช้แนวคิดเรื่องอาณาจักร อุดมการณ์ ศาสนา ความสามารถในการจัดการแรงงานมนุษย์มาช่วยอธิบายด้วย ในกรณีเมืองโบราณบุคารา (Bukhara) ประเทศอุซเบกิสถาน (2,400 ปีที่แล้ว) ใช้ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผาไฟ และในกรณีปราสาทอูกัยดีร์ (ukhaidir) ในอิรักเมื่อศตวรรษที่ 8 ใช้อิฐเผาไฟ และหินประกอบกัน เพราะบริเวณนั้นมีเหมืองหินอันอุดมสมบูรณ์ ส่วนบามนั้น พื้นที่เต็มไปด้วยดินทราบสีน้ำตาลแดงของทะเลทรายดาช-อี คาวีร์ (Dash-e Kavir) ซึ่งอากาศแห้งจัด ขาดแคลนแหล่งหิน อิฐดิบจึงดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะเพียงแต่เอาดินที่ว่านี้มาผสมกับเศษฟางหญ้าผสมกับน้ำ ปั้นเป็นก้อน ตากไว้กลางแดด และด้วยอากาศที่แห้งมาก ก็จะสามารถได้อิฐดิบที่ใช้สร้างบ้านเรือนในระยะเวลาที่รวดเร็ว ไอ้ครั้นจะให้เผาเพื่อให้มีความแกร่งนั้น ต้องบอกว่าไม้เชื้อฟืนนั้นหาได้ยากเหลือหลาย พืชที่อาจทนแล้งได้ก็เห็นจะมีแต่ลำต้นของอินทผลัม ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกไว้เก็บผลกินมากกว่าการใช้เนื้อไม้ ด้วยเหตุทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เมืองบามก่อตัวขึ้นมาจากการใช้อิฐดิบ บ้านไหนผุพังลงก็จะกลายเป็นฐานที่จะได้สร้างบ้านใหม่ทับซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นแม้บ้านรุ่นหลังๆ จะได้มีการใช้โครงเหล็กหรือแผ่นซีเมนต์มาประกอบ แต่กำแพงและฐานซึ่งปราศจากเสาเข็ม ก็ยังคงเป็นอิฐดิบอยู่ดี และการถล่มทลายของบ้านอิฐดิบนั้น มันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะอิฐอาจจะแตกเป็นผง หรืออิฐชิ้นเล็กมาก คนที่ติดอยู่ใต้ซากจึงมักขาดอากาศหายใจ เพราะไม่มีโพรงที่เก็บอากาศพอให้ยังชีพต่อไปได้นาน ภายในเมืองบาม ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึงของเขตร้อนแล้วก็คือลำธารหรือสายน้ำที่ไหลอยู่ในโตรกหินใต้ดินนั้นมีอยู่เป็นแหล่งๆ และที่ไหนที่ลำธารที่ว่านี้ผุดขึ้นมาบนดิน ก็จะเกิดเป็นแหล่งอุดมขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ที่เราเรียกกันว่าโอเอซิส บามเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนโอเอซิสของทะเลทราย 2 ผืนคือ ดาช-อี คาร์วี (Dash-e Kavir) และดาช-อี ลุต (Dash-e Lut) เป็นทะเลทรายที่เป็นพรมแดนของประเทศอิหร่านกับประเทศอาฟกานิสถานและปากีสถานในปัจจุบัน บามจึงเป็นเมืองที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองนักเดินทางและขบวนคาราวานที่เดินเท้ากันมาจาก 2 ประเทศดังกว่าว และเป็นป้อมปราการทางทิศตะวันตกของอิหร่าน ตัวเมืองบามโบราณแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นที่อยู่ของเจ้าครองนครอยู่บนเนินสูงสุด ส่วนล่างลงมาเป็นบ้านเรือนร้านค้าของพ่อค้าวาณิช และพลเมืองที่สำคัญรองลงมามีกำแพงล้อมรอบเมืองทั้งหมดนี้ 2 ชั้น ชั้นในล้อมตัวป้อมปราสาทของเจ้านาย มีหอคอยเชิงเทียน 28 หอ มีใบเสมา (ซึ่งพบทั่วไปในตะวันออกกลาง แม้เมืองเก่าๆ อย่างเช่น บาบิลอน) ประกอบเหนือตลอดความยาวของกำแพง ข้อมูลไม่ได้บอกว่าเมืองบามในสมัยโบราณนั้นเพาะปลูกอะไรกิน แต่เมืองบามปัจจุบันมื่อในเรื่องผลอินทผลัมรสดีและมีพืชสวน (ซึ่งผลไม้มีชื่อของตะวันออกกลางก็มีทั้งส้ม ทับทิม ถั่วนานาชนิด แม้กระทั่งองุ่น) แม้บามจะมีชื่อในด้านการถักทอมาตั้งแต่อดีต แต่หากจะพูดถึงฝ้ายแล้ว พืชชนิดนี้กินน้ำจุเหลือหลาย ฉะนั้นการถักทอก็น่าจะเป็นการถักทอขนสัตว์ประเภทแกะและแพะ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทนทาน และเล็มหญ้าหรือพืชเรี่ยดิน เป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนหลัก (เนื้อ นม เนย และเนยแข็ง) ของประชากรในตะวันออกกลาง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า สินค้าประเภทเครื่องถักทอนี้ (ผ้าและพรม) เป็นหัวใจอย่างหนึ่งของเมืองบามที่ดึงดูดพ่อค้า และช่างฝีมือจำนวนมากให้พากันมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้
นานเข้าเมืองบามก็ขยายตัวขึ้นกลายเป็นเมืองที่ต่อเชื่อมเส้นทางการค้า ที่ผ่านออกจากอัฟกานิสถานและปากีสถานปัจจุบัน เลี่ยงทะเลทราย จากนั้นจึงเลี้ยวลงใต้เพื่อลงทะเลที่อ่าวเปอร์เซียอีกด้านหนึ่ง เดินทางต่อไปยังเมืองที่อยู่ทางตอนกลางของประเทศ แล้วทะลุเข้าไปยังเมืองที่อยู่บนลุ่มน้ำไทกริส กับยูเฟรติส เช่น ฮัตรา (Hatra) ในอิรัก เมืองปาล์มีรา (Palmyra) ในซีเรีย เมืองเปตรา (Petra) ในจอร์แดน จากนั้นก้ไปยังเมืองท่าของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น บิบลอส (Byblos) เมืองไท (Tye) ซิดอน (Sidon) และอื่นๆ จากนั้นก็กระจายตัวเข้าไปยังยุโรป โดยกองเรือการค้าที่แล่นกันนานนับพันปีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตัวเมืองบามจึงมีหมู่อาคารจำนวนมากที่มีบทบาทหน้าที่รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย สมกับฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าต่อเนื่องกันยาวนาน หมู่อาคารเหล่านี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยชั้นในสุดและอยู่ในตำแหน่งสูงสุดเป็นที่ประทับของเจ้านายซึ่งมีกำแพงแน่นหนาล้อมเอาไว้ และมีตัวเมืองชั้นนอกออกมา ซึ่งบริเวณรอบนอกนี้ก็มีกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ในส่วนชั้นในนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ที่ประทับสี่ฤดู” หรือชาฮาร ฟาซล (Chahar Fasl) และอาคารที่เคยเป็นคลังอาวุธ สนามฝึกและกองทหาร กับโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนชั้นนอกมีทั้งบ้านเรือน คฤหาสน์สำหรับคนชั้นสูง สุเหร่าถึง 3 แห่ง จัตุรัสลานกว้าง ตลาดปสาน (bazaar) และที่พักกองคาราวาน (caravan-serai) พื้นที่ทั้งหมดนั้นคะเนด้วยสายตาก็น่าจะกินบริเวณกว้างประมาณ 6 ตารางกิโลเมตร พอๆ กับเกาะอยุธยาซึ่งเป็นบริเวณของเมืองก่าทั้งเมือง และเคยมีประชากรถึง 9,000 – 13,000 คน ความเรืองรองของบามค่อยๆ ร่วงโรยไปพร้อมๆ กับเส้นทางทางการค้าใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น และการรุกรานของอัฟกานิสถานในศตวรรษที่ 15 จนเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย) ศูนย์กลางของเมืองเก่าได้ถูกทิ้งร้าง เช่นเดียวกับหมู่อาคารร้านค้า โรงงานช่างฝีมือ ตลอดจนศาสนสถาน เมืองเก่ากลายเป็นเพียงอนุสรณ์แห่งกาลเวลา เมืองใหม่ซึ่งเกิดขึ้นรอบนอกกำแพง เป็นเพียงชุมชนการเกษตรที่ปลูกอินผลัม และพืชสวนผลไม้ จุดจบและการเกิดใหม่ คนกลุ่มใหม่ที่เดินทางมาสู่เมืองบาม คือนักท่องเที่ยว จวบจนวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา บามได้กลับกลายเป็นเพียงภูเขาธุลีสีดิน รัฐบาลอิหร่านประกาศว่าจะได้บูรณะเมืองบามขึ้นมาอีกครั้ง โดยห้ามการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นอิฐดิบ แต่ก็คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามเจตนารมณฒ เพราะความอ่อนล้าของเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งดำเนินไปท่ามกลายการผันแปรทางการเมืองของแรงกดดันจากโลกตะวันตกในฐานะเป็น “แกนแห่งความชั่วร้าย” (axis of evil) และจากการเผชิญหน้ากันของกลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายปฏิรูปภายในประเทศ เอกสารประกอบการค้นคว้า
January 21 ดร. ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ที่เมืองไทยชื่อเสียงของดร.ซาฮี ฮาวาสส์ ในแวดวงโบราณคดีด้านอียิปต์วิทยา (Egyptology) นั้น เรียกได้ว่าดังคับฟ้า ฉะนั้น เมื่อท่านได้เดินทางมาเมืองไทย สถานเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทยร่วมกับสำนักกิจการวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดรายการบรรยายพิเศษที่โรงหนังกรุงศรีไอเเม็กซ์ สยามพารากอน พร้อมฉายหนัง Mysteries of Egypt เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา (น่าเสียดายที่ในพิธีกรรมสังสันทน์กันของพวกเซเลบ และไฮโซนั้น สถาบันทางการศึกษาของจุฬาฯ ถูกจัดลำดับความสำคัญต่ำกว่าห้างสรรพสินค้า และผู้จัดการโรงหนังที่มาพร่ำพรรณนาความดีงามของโรงหนังแบบไอเเม็กซ์)
คำบรรยายของดร.ซาฮี ฮาวาสส์ จะว่าน่าตื่นเต้นก็ใช่ เพราะเป็นการบรรยายถึงการขุดค้นเรื่องต่าง ๆ ของท่าน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทุกงานขุดค้นถือว่าสำคัญหมด เพราะทำให้ความรู้เรื่องอียิปต์วิทยามีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ และความรู้ที่ว่านี้ อาจใช้ประยุกต์ได้กับอายธรรมโลกข้างเคียง ทั้งในแง่พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ยุคสมัย และอารยธรรม เช่น อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมบนเกาะครีต ไมซีเนียน เปอร์เซีย หรือแม้กระทั่งกรีซ (โดยรวม) ตลอดจนโรมัน แต่ผลงานของท่านที่ผมเห็นว่าระบือโลกจริง ๆ ก็คือ การค้นพบมัมมี่ทอง (The Golden Mummies) ที่โอเอซิสบาฮารียา (Baharia) ในปี 1999 ท่านและทีมงาน(โดยเฉพาะลาต่างตัวที่สะดุดแล้วขาของมันตกลงไปในตำแหน่งที่ค้นพบมัมมี่)ที่ได้ค้นพบมัมมี่รุ่นกรีก – โรมัน ถึง 105 ตัว และมัมมี่ของไฮโซที่นี่ ใช้ทองห่อหุ้มมัมมี่ (เกือบเท่าเทียมฟาโรห์) ทั้งนี้ก็เพราะคนเหล่านี้ล้วนร่ำรวยจากการผลิตและขายเหล้าองุ่น (เราทราบดีว่า อียิปต์เป็นชาติแรกที่ผลิตเหล้าองุ่น – จากภาพวาดในหลุมศพซึ่งฝังอยู่ในหุบขุนนาง (Valley of the Nobles) ที่ฝั่งฟากตะวันตกของแม่น้ำไนล์บริเวณเมืองลุกซอร์ – อีกทั้งเหล้าองุ่นเหล่านี้มีธรรมเนียมของการบันทึกรายละเอียดของสถานที่ – วัน – เดือน – ปี ที่ผลิตดังที่นิยมทำกันในปัจจุบันด้วย)
"มัมมี่ทองคำ" แห่งโอเอซิส บาฮาริยา (Bahariya) ซึ่ง ดร.ฮาวาสส์ค้นพบโดยบังเอิญในปี 1996 เพราะลาของเจ้าหน้าที่โบราณคดีก้าวตกลงไปในหลุมที่ฝังมัมมี่เหล่านี้ (จากวารสาร Horus เมษายน/มิถุนายน 2005)
งานศึกษาที่สำคัญต่อมาของท่านก็คือ การสำรวจภายในมหาปิรามิดคูฟู (Khufu) หรือคีออปส์ (Cheops) อันเป็นชื่อในภาษากรีก ตัวมหาปิรามิดเองทั้งภายนอกและภายในเป็นความมหัศจรรย์ในทางสถาปัตยกรรม แม้เราจะเชื่อว่ามหาปิรามิดองค์นี้ควรจะมีพระศพของฟาโรห์คูฟู แต่เราก็ไม่พบพระศพ(เช่นเดียวกับหลุมพระศพของฟาโรห์ทุกพระองค์ ยกเว้นฟาโรห์ตุตอังคอามูน) แม้ภายในปิรามิดองค์นี้จะมีเส้นทางสามเส้นนำไปสู่ห้องเก็บพระศพ (burial chamber) 3 ห้อง ซึ่งอยู่ต่างตำแหน่งกัน (ห้องใต้พื้นดิน 30 เมตรเรียกว่าห้องศิลา ห้องระดับกลางเรียกห้องพระราชินี – Queen’s chamber และระดับสูงถูกเรียกว่าห้องกษัตริย์ – King’s chamber) หลายคนพอใจกับคำอธิบายว่า ห้องพระศพได้ถูกปล้นสะดมโดยโจร (ทั้งในอดีตร่วมสมัยของกษัตริย์ และโจรร่วมสมัยของเรา) พระศพจึงถูกเคลื่อนย้ายไปที่อื่น เยี่ยงฟาโรห์องค์อื่น ๆ แต่ดร.ฮาวาสส์ยังอยากจะเชื่อว่าพระศพยังอยู่ในปิรามิด เพียงแต่ยังหาไม่พบ การศึกษาเพื่อจะคลี่คลายความลับของมหาปิรามิดทำต่อเนื่องกันมานับสิบปี แต่เมื่อคราวขึ้นสหัสวรรษใหม่ ดร.ฮาวาสส์พร้อมทีมสมาคมเนชันนัลจีโอการฟฟิค ส่งหุ่นยนต์ตีนตะขาบขนาดจิ๋วติดตั้งกล้องโทรทัศน์เข้าไปในปล่อง “ระบายลม” ซึ่งมีถึง 4 ปล่อง กล้องส่งภาพแบบเรียลลิตี้โชว์ออกมาให้ดูสด ๆ แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดลง เพราะหุ่นยนต์พบกำแพงหนา ซึ่งเจาะเข้าไปต่อไม่ได้ ปริศนาของปิรามิดยังคงค้างคาใจต่อไป ฟาโรห์คูฟูผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ครอบครองมหาปิรามิดที่มหัศจรรย์เหนืออื่นใด ทรงมีเพียงพระรูปองค์เดียวขนาดเล็กที่ทำจากงาช้างขนาดสูงเพียง 7.5 ซม.องค์เดียว ซึ่งนักโบราณคดีขุดค้นพบที่เมืองอบิโดส (Abydos) ซึ่งต่างจากฟาโรห์องค์อื่นที่มีพระรูปในลักษณะต่างๆ ขนาดเล็ก ใหญ่น้อยหลากหลายมากมาย
ปี 2005 เมื่อดร.ฮาวาสส์ประกาศผลของการศึกษามัมมี่พระศพของฟาโรห์ตุตอังคอามูนอีกครั้ง ก็เป็นที่ฮือฮากันไปทั่ว ดร.ฮาวาสส์อ้างว่า ต้องการจะติดตั้งครอบแก้วปรับอุณหภูมิและความชื้นโดยตรงยังโลงพระศพ เพราะความชื้นที่มาจากลมหายใจและเหงื่อของบรรดานักท่องเที่ยวที่ในแต่ละวัน ล้วนแออัดยัดเยียดเพื่อจะเข้าไปชมในหลุมพระศพนี้ และท่านก็เลยถือโอกาสทำ CAT สแกนอีกครั้ง ผลของการอ่าน CAT ที่เป็นการตีความใหม่ มี 6 ประการคือ
หลายคนวิจารณ์ว่า ฮอสนี่ มูบารัค ประธานาธิบดีของอิยิปต์ อยู่ในตำแหน่งมานานมาก จนบางคนยกให้เป็นพระเจ้าฟาโรห์องค์ใหม่ ในงานที่สยามพารากอนเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้ตระหนักว่า ดร.ฮาวาสส์ อาจจะเป็นยิ่งกว่าฟาโรห์ (โดยเฉพาะในทางอียิปต์วิทยา) ภาพใบหน้ายิ้ม (อย่างมีชัยชนะ) ของ ดร. ฮาวาสส์เมื่อก้มไปยังพระพักตร์แห้งสีน้ำตาลดำของมัมมี่พระศพของฟาโรห์ตุตอังคอามูนที่นอน (อย่างจำนน) อยู่กับพระที่ให้ความรู้สึกเหมือนบิดาก้มลงมองบุตรอย่างเอ็นดู บรรดาเซเลบ และบุคคลสำคัญในแวดวงการทูตตลอดจนคณาจารย์ในงานวันนั้น ก็เสมือนหนึ่งเป็นเพียงดาวบริวารที่โคจรล้อมรอบ ดร.ฮาวาสส์ "รา" สุริยเทพแห่งอียิปต์ในงานวันนั้น ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ กำลังมองมัมมี่ของฟาโรห์ตุตอังคอามูนประหนึ่ง "ฟาโรห์องค์ปัจจุบันกำลังจ้องมองฟาโรห์ในอดีต"
ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่คำบรรยายพิเศษนี้ ไม่ค่อยพิเศษนัก เพราะทุกเรื่องล้วนแล้วเป็นเรื่องที่ท่านใช้คำว่า "ฉันได้พบ" "ฉันได้ทำไอ้นั่น...ไอ้นี่" บ่อยครั้งเกินไป ทำให้คำกล่าวหาว่าท่านชอบประชาสัมพันธ์ตัวเอง (จนเกินจริง) เป็นมาเฟียด้านอียิปต์วิทยาเพราะรวบรวมการศึกษาโบราณคดีอียิปต์ทุกเรื่องมาอยู่ในมือของท่าน ทั้งมีอำนาจเป็นล้นพ้น ดูเป็นจริงสมคำเล่าลือ
อย่างไรก็ตาม ความพอใจของผมมีอยู่สองอย่าง แม้ท่านจะไม่ตั้งใจนำเสนอ คือ ภาพสไลด์หน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตอังคอามูนที่ท่านฉายให้ดู ได้ทำให้ผมเห็นลักษณะริมฝีปากว่าละม้ายกับฟาโรห์อัคเอนนาเตนอันเป็นพระบิดา อย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ เรามักจะรู้สึกว่าพระพักตร์ฟาโรห์พระองค์พ่อ ดูบิดเบี้ยวและ "ประหลาด" จนถูกกำหนดว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของศิลปะแบบอมารนา (Amarna)
ความพอใจอีกประการหนึ่งก็คือ การออกเสียงพระนามฟาโรห์โดย ดร.ฮาวาสส์ เมื่อเอ่ยพระนามของตุตอังคอามูน (ท่านออกเสียงจริงๆ ว่า ตุต -ัง ค-า มู้น ซึ่งเป็นความรู้สึกของผมตลอดมาว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ เพราะพระนามของพระองค์มาจากชื่อเทพ Thoth ผสมกับ Ankh สัญลักษณ์แห่งชีวิตและ Amun อันเป็นชื่อของสุริยเทพ ซึ่งฟมก็ได้แต่หวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่า บรรดาหนังสือที่ตีพิมพ์เรื่องราวของฟาโรห์พระองค์นี้จะได้ทำการปรับปรุงงานแปลของตนเสียบ้าง
September 13 โบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรักโบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก ทรงยศ แววหงษ์ บทความนี้เขียนเมื่อ 21 เมษายน 2546
สงกรานต์ปีนี้ ผมไม่ได้ไปสาดน้ำใครที่ไหน เพราะมัวแต่ติดตามข่าวทหารอเมริกันสาดกระสุน ระเบิด และเลือดใส่คนอิรักอย่างเมามันตามข่าวที่ดูนั้น เกือบเป็นการสาดแต่ฝ่ายเดียว เพราะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าสักล้านเท่า ไอ้ที่เตรียมหน้าก่ง หน้ากากกันก๊าซพิษ หรือกันอาวุธชีวภาพของอิรัก ก็เป็นหมันกันทั้งสิ้น เพราะพวกอิรักคงจะโง่มากหากมีอาวุธที่ว่าจริงแล้วไม่งัดอาวุธชนิดนี้มาใช้เลยสักนิดเดียว หรือว่าพวกอิรักจะไม่มีอาวุธชนิดนี้ก็ไม่ทราบได้แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ จวนจะสิ้นเดือนเมษาสงกรานต์เลือดนี้แล้ว พวกอเมริกัน-อังกฤษ ซึ่งเข้าไปอยู่กันเต็มประเทศอิรักแล้วนั้น ก็ยังไม่เจอ “ยาบ้า” เลยสักเม็ดเดียวรายการนี้ อาจมีคนต้องหน้าแตกยับเยินคือบุช (คาวบอย) แบลร์ (คนเลี้ยงแกะ) พ่วงตามมาด้วยรัฐสภาของทั้งสองประเทศที่ให้การรับรองอย่างแข็งขัน รวมทั้งอนุมัติงบประมาณมากมายมหาศาลทุ่มเข้าไปในสงครามคราวนี้แต่เข้าใจว่า นิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะนั้น มีข้อสรุปที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไง ๆ ไอ้ลูกแกะก็ผิดอยู่ดี หากไม่ใช่ตัวมันเอง ก็ต้องเป็นความผิดของคนรุ่นพ่อของมัน
นอกเหนือจากข่าวในทางการทหาร ทางการเมือง การทูตระหว่างประเทศ สลับกับข่าวการเคลื่อนไหวของดัชนีทางธุรกิจแล้ว มีข่าวหลายข่าวที่น่าสนใจในเชิงสัญญลักษณ์อยู่ไม่น้อย ที่เป็นการสรุปหัวใจของสงครามอเมริกัน-อังกฤษต่ออิรักคราวนี้ ก็คือภาพของการล้มรูปสำริดขนาดมหึมาของซัดดัม ฮุสเซน ที่อยู่ตรงใจกลางของเมืองแบกแดด รูปสำริดนี้ตั้งตรงย่านสำคัญของตัวเมืองที่เรียกว่า ย่านอัล- มันซูร์ ชาวอิรัก 2-3 คนพยายามใช้ค้อนมือทุบทั้งที่ฐานและที่รูปตัวสำริด ตั้งแต่หกโมงเย็นของวันที่ 9 เมษายน แต่ก็ไม่สำเร็จจนกระทั่งทหารอเมริกันปีนขึ้นไปเอาธงชาติอเมริกันคลุมหน้ารูปสำริด แล้วใช้โซ่ล่ามคอ จากนั้น จึงฉุดลากจนโค่นลงมากถึงพื้น รถที่ใช้ฉุดลากคือรถถังที่ชื่อ อับรามส์ หรือ เอ็ม วัน อันทรงมหิทธานุภาพ
หกโมงครึ่ง รูปสำริดอันเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิบูชาบุคคล (เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในมอรอคโค ซีเรีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ จีน และที่อื่น ๆ) ตลอดเวลาเกือบ 24 ปีของอิรัก (นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2522 ซึ่งซัดดัม ฮุสเซนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี) ก็สิ้นสุดลง ที่ผมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สรุปรวบยอดหัวใจการศึกสงครามคราวนี้ ก็เพราะใจตรงกับสื่อต่าง ๆ ซึ่งพากันรายงานเหตุการณ์ในวันนั้น โดยเฉพาะโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ภาพที่ได้เห็นนี้ มีความหมายกับผมในเชิงสัญลักษณ์อยู่หลายประการ คือ ประการที่หนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในบรรยากาศที่ผู้เผด็จการหายตัวไปจากอิรัก เหมือนละลายกลายเป็นอากาศธาตุ ไม่มีปัญญาแม้จะปกป้องรูปแทนตัว หรือบ้านเรือนทรัพย์สินอันโอ่อ่าของตน ขณะเดียวกัน เราเห็นฝูงชนที่ออกมาชุมนุม ออกมากระโดดโลดเต้นตามท้องถนนเพราะดีใจกับการที่ได้ลิ้มรสเสรีภาพเป็นครั้งแรก ๆ หลังจากที่ต้องทนอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการหลายชุดที่ต่อเนื่องกันมายาวนานตั้งแต่เริ่มตั้งประเทศในปี พ.ศ. 2475 ประการที่สอง เหตุการณ์นี้เกิดในกรุงแบกแดดซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบอบเก่า และการเมืองการปกครองของประเทศ การยึดแบกแดดได้ ก็คือการยึดประเทศอิรักได้ ประการที่สาม อนุสาวรีย์อันนี้ตั้งอยู่ตรงย่าน อัล-มันซูร์ ซึ่งขนานนามตามผู้ก่อตั้งเมืองแบกแดดเมื่อพ.ศ. 1305 (ค.ศ. 762) นามเต็ม ๆ ของท่านคือ กาหลิบจาฟาร์ อัล-มันซูร์ (Ja’far al-Mansur) ประการที่สี่ ประชาชนชาวอิรักพยายามโค่นอนุสาวรีย์นี้ด้วยมือเปล่า เครื่องมือที่เห็นอยู่ก็มีแต่ฆ้อนเล็กเท่านั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ต้องอาศัยธงอเมริกัน ทหารอเมริกัน โซ่ และรถถัง (Abrams) ของอเมริกันชื่อของรถถังนี้ เห็นจะตรงกับชื่อของ อับราฮัม (Abraham) หรือ อิบรอฮิม (Ibrahim) ในภาษาอารบิก ท่านผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญในตำนานของทั้งยิว และมุสลิม เพราะตามเรื่องเล่าในพระคัมภีร์ไบเบิล (ส่วนพันธสัญญาเดิม) นั้น ท่านมีบุตรชื่ออิชมาเอลกับนางฮาการ์เมียทาสชาวอียิปต์ ต่อมาจึงมีบุตรกับเมียแท้ (ชาวยิว) คือนางซาราห์ บุตรผู้นั้นคือ ไอแซค อิชมาเอลพร้อมแม่ ถูกขับให้เดินทางไปในเขตกันดาร ต่อมาเขาคือต้นเผ่าพันธุ์ชาวอาหรับทั้งมวล ในขณะที่ไอแซคสืบต่อกันลงมาเป็นชาวยิว
เรื่องราวที่เหลือก็อย่างที่เรา ๆ ทราบกันดีว่า ลูกหลานทั้งสองฝ่ายของท่านทะเลาะกัน และถึงกับต่างเอาชีวิตต่อกันมาโดยตลอดลูกหลานของไอแซคได้รับการหนุนช่วยจากอเมริกันอยู่เนือง ๆ เช่นเดียวกันกับในคราวนี้ ในช่วงก่อนสงกรานต์เล็กน้อย อิรักเกิดการจลาจลกันเป็นอย่างมาก การปล้นสดมภ์มักเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ในสถานการณ์เช่นว่านี้สถานที่ทำการของรัฐ บ้านบุคคลสำคัญ ๆ ในระบอบเก่า ธนาคาร และอื่น ๆ เป็นเป้าหมายแรก ๆ ของการปล้นสดมภ์ ก่อนที่ขยายไปทุกหนทุกแห่งในบรรดาสถานที่เหล่านี้ พิพิธภัณฑ์ใหญ่ในกรุงแบกแดดที่เรียกกันว่า พิพิธภัณฑ์อิรัก (Iraq Museum) ก็โดนด้วย ภาพทีวีข่าวของวันที่ 16 เมษายน เผยให้เห็นเครื่องปั้นดินดิบ และดินเผาแตกหักกระจัดกระจายกันเกลื่อนพื้น วงล้อเกวียนชนิดทึบ (ยังไม่พัฒนาเป็นซี่และกง) ตกอยู่ในบริเวณข้างเคียงกัน ของเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีค่าในทางความรู้ ปัญญา และจิตวิญญาณอย่างประมาณค่ามิได้ ผมเองไม่โกรธและประณามการกระทำของฝูงชนเหล่านั้น เพราะเราจะต้องเข้าใจสภาพการณ์ทางจิตใจของเขาเหล่านั้นด้วย และคำอธิบายคงจะซับซ้อนเกินกว่าคนภายนอกอย่างเราจะเข้าใจได้ แต่กระนั้น ก็ยังอดเสียดายข้าวของเหล่านั้นไม่ได้อยู่ดี คงจะต้องตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้อีกด้วยว่า ฝ่ายอเมริกัน-อังกฤษ ทั้งที่เป็นนักการเมือง และขุนทหารทั้งหลาย ตลอดรวมทั้งสื่อเกือบทุกสำนัก ไม่มีใครพูดถึงแหล่งประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่กระจายกันอยู่ทั่วทั้งอิรักเลย คำอธิบายของปรากฏการณ์เช่นนี้ คงมีอยู่ 2 ประการคือ หากพูดไปก็จะเป็นการลดความชอบธรรมของสงคราม (ซึ่งมีอยู่น้อยมาก) ให้น้อยลงไปอีก หรือไม่เช่นนั้น คนเหล่านี้ก็คงถือว่าโบราณวัตถุล้ำค่าเหล่านั้นสำคัญน้อยกว่าน้ำมัน และยุทธการการศึกสงคราม เพราะน้ำมันย่อมจะนำผลประโยชน์มาให้อย่างมหาศาล เมื่อการยึดครองประสบความสำเร็จ และยุทธการรบนอกจากจะแก้ปัญหาคนตกงานแล้วยังจะขาย “สินค้า” ประเภทอาวุธได้อีกในอนาคต
พิพิธภัณฑ์อิรักนี้ รอดสงครามอ่าว (2534) มาได้ก็เพราะภัณฑารักษ์ท่านช่วยกันระดมขนของที่เปราะบางแตกหักง่ายนำไปซุกซ่อน/ฝังเอาไว้ ที่ขนไปไม่ได้ก็สร้างผนังปูนแข็งแรงป้องกันการกระแทกอย่างรุนแรง พิพิธภัณฑ์นี้ปิดตัวอยู่อย่างยาวนาน เริ่มมีการจัดแสดงอีกก็เมื่อตอนปลายเดือนเมษายน ปี 2543 เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของประธานาธิบดี หลังจากที่ผมเดินทางกลับจากอิรักไม่นานนัก เป็นอันว่า อดดูครับ ผมเดินทางไปอิรักเมื่อคราวสงกรานต์ ปี 2543 ด้วยความอนุเคราะห์ยิ่งของกัลยาณมิตรหลายท่าน เราทั้งหลายไปอิรักคงจะด้วยแรงบันดาลใจที่มีต่าง ๆ กัน สำหรับผม อิรักเกี่ยวพันกับกรุงแบกแดดในนิทานอาหรับราตรี เกี่ยวพันกับชื่อต่าง ๆ ที่เคยได้ยินอยู่ตลอดตามวาระต่าง ๆ เช่น ชื่อของเมโสโปเตเมีย แม่น้ำ ไทกริส-ยูเฟรติส สุเมเรียน อัคคาเดียน บาบิโลเนียนซึ่งมีสวนลอย และหอคอยสูง อีกทั้งยังมีพระเจ้าฮัมมูราบี เป็นต้น การเดินทางของคณะของผม ใช้วิธีการบินจากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน แล้วจึงเดินทางต่อด้วยรถเข้าสู่กรุงแบกแดด ที่ต้องป็นเช่นนี้ก็เพราะทางตอนบนและล่างของประเทศเป็นเขตห้ามบินผ่านตามมติการลงโทษของยูเอ็น สืบเนื่องจากการที่อิรักใช้กำลังทหารไปยึดคูเวต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ส่วนการเดินทางด้วยวิธีอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องยากลำบากเป็นที่สุดการบินจากกรุงเทพฯ ถึงกรุงอัมมานนั้น ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง แต่การเดินทางรถจากอัมมานไปที่พรมแดนอิรักระยะทาง 330 กิโลเมตร แล้วต่อเข้าไปยังกรุงแบกแดดระยะทาง 520 กิโลเมตรนั้น ใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมง เพราะเราต้องเดินทางฝ่าทะเลทรายซีเรียเข้าไป ผมนั้นเห็นเป็นสัจจธรรมว่า ชีวิตคนอิรักจะลำบากเพียงไรในยามบ้านเมืองถูกปิดการคมนาคมจากโลกภายนอกตลอดระยะเวลาเกือบ 12 ปีที่ผ่านมา ผมนึกถึงนวนิยายของ ยอร์จ ออร์เวลล์ ในเรื่อง “1984” เมื่อเห็นรูปขนาดใหญ่ของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน โดยเฉพาะประโยคที่ยอร์จ ออร์เวลล์ เขียนว่า “บิ๊ก บราเธอร์ กำลังมองคุณอยู่” รูปวาด รูปถ่าย รูปปั้น รูปหล่อสำริด รูปกระเบื้องโมเสคของซัดดัมนั้น มีอยู่ในทุกที่ ทั้งที่ที่เป็นสาธารณะ โรงแรม ร้านค้า และบ้านเรือน ผมต้องขอสารภาพว่า ตอนแรก ๆ ก็รำคาญ ที่ต้องพบเห็น “ท่านประธาน” ในทุกที่ และทุกเวลาของทุกหนทุกแห่ง แต่ตอนหลัง ๆ ก็ชินไป แถมยังนึกขันว่า รูปท่านประธานนั้น มีอยู่ในอากัปกิริยาที่ต่าง ๆ กันออกไป นั่ง ยืน เดิน ยกมือ ประสานมือ ฯลฯ ดูแล้วเพลินดีเหมือนกัน แต่ที่แย่ที่สุดเมื่อจะข้ามพรมแดนเข้าประเทศก็ตรงที่ว่า คนต่างชาติทุกคนจะต้องถูกแพทย์เจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอดส์ ที่ว่าแย่เพราะต้องเจ็บตัว และเจ็บใจที่ต้องเสียสตางค์เพื่อการนี้อีกตั้ง 80 เหรียญอเมริกัน (มาตราเงินของชาวอิรัก เรียกอิรักดีนาร์ ซึ่งขณะนั้น 1 อเมริกันดอลล่าร์ มีค่าเท่ากับ 1,250 ดีนาร์) แถมจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบผลของการตรวจอีกด้วย
ผมค่อนข้างประหลาดใจที่มองไปรอบ ๆ ตัวเห็นแต่ความแห้งแล้งเวิ้งว้างไปหมด ทำไมหนอพื้นที่แบบนี้จึงจะกลายเป็นที่ตั้งถิ่นฐานแรก ๆ ของมนุษย์ และต่อ ๆ มาจะได้กลายเป็นชุมชนที่พัฒนาขึ้นเป็นเมือง และเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกได้ แม้จะพอเคยได้ยินทฤษฎี “เขตแล้ง” (dry zone) ว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานเก่าแก่ของมนุษย์ เกือบในทุกภูมิภาคของโลก แต่ต้องสารภาพครับว่า ไม่เคยสำเหนียกเลยจริงๆ
ต่อเมื่อได้เดินทางไปทั้งปักษ์ใต้ และเมืองเหนือของอิรัก แล้วเอาไปต่อภาพกับซีเรีย เลบานอน จอร์แดน ตุรกี และอิหร่าน จึงพอจะเข้าใจขึ้นบ้างแต่ก็เป็นความเข้าใจแบบงู ๆ ปลา ๆ นะครับ
อิรักปัจจุบันนั้น อยู่ในแผนที่เก่าของกรีกที่เรียกกันว่า เมโสโปเตเมีย เพราะพื้นที่นี้อยู่ระหว่าง 2 แม่น้ำที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ (mesos แปลว่าระหว่าง ในขณะที่ potamos แปลว่าแม่น้ำ) คือแม่น้ำไทกริส กับยูเฟรติส
แม่น้ำทั้งสองนี้ มีกำเนิดจากที่ราบสูงอนาโตเลียในตุรกีปัจจุบัน ไทกริสนั้นยาว 2700 กิโลเมตร ไหลวกจากเหนือ เฉียงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ทางตอนบนของลำน้ำ เซาะกัดไปตามหุบของเทือกซากรอส (Zagros) ซึ่งกั้นเป็นพรมแดนกับประเทศอิหร่านปัจจุบัน ฉะนั้น ต้นน้ำไทกริสจึงมีกระแสน้ำพัดจัดรุนแรง ชาวสุเมเรียนจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า idigna และชาวอัคคาเดียนเรียกว่า idiglat ซึ่งแปลว่า “ไหลเร็วดุจลูกธนู” อันเป็นที่มาของชื่อ ไทกริสซึ่งเป็นภาษากรีก
ส่วนแม่น้ำยูเฟรติส (ยาว 1900 กิโลเมตร) นั้น ไหลเอื่อยกว่า ผ่านประเทศซีเรียแล้วไหลเกือบขนานกับไทกริส ซึ่งอยู่ขึ้นไปข้างบน
สองแม่น้ำนี้ มาบรรจบพบกันที่เมือง อัล คุรนาร์ กลายเป็นแม่น้ำเดียวเรียกว่า ชัตต์ อัล -อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไป
ดินแดนอุดมระหว่างสองแม่น้ำนี้ ซึ่งมีระยะห่างกันโดยประมาณ 400 กิโลเมตร จึงเป็นแหล่งอุดมท่ามกลางความแห้งแล้งของทั้งทิศเหนือ ตะวันตก และใต้
แต่ลำพังน้ำกับตะกอนดินยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายการกำเนิดเมืองและอารยธรรมอันรุ่งเรืองของแถบนี้ได้ เพราะจริง ๆ แล้วการที่ฤดูน้ำหลากของ 2 แม่น้ำนี้ (อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะที่ต้นน้ำ) ในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม นั้น เป็นระยะเวลาที่เลยระยะเวลาแห่งการเพาะปลูกไปแล้ว (เทียบกับแม่น้ำไนล์ซึ่งหลากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินอันอุดมจึงนอนรออยู่ในแปลงดินสำหรับการเพาะปลูกที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของปีต่อไป) ฉะนั้น การพัฒนาคู คลอง เหมือง ฝาย ทำนบ เพื่อป้องกันอำนาจการทำลายล้างของกระแสน้ำ และเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูการเพาะปลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคแถบนี้เป็นครั้งแรก ๆ ของโลก ด้วย(บริเวณเมืองอูรุกทางตอนใต้ของอิรัก 4300-3100 ปีก่อนคริสตกาล)
ความจริง การเพาะปลูกและการเพาะเลี้ยงสัตว์เริ่มในบริเวณนี้ (เช่นเดียวกับในจีนและลุ่มน้ำสินธุ) เมื่อเกือบหมื่นปีมาแล้ว พืชที่สำคัญคือ ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ นึก ๆ แล้วก็น่าอัศจรรย์ใจนะครับ ที่ข้าว 2 พันธุ์นี้ก็คือหญ้าป่า ซึ่งมีอยู่อย่างดกดื่นบริเวณ “เสี้ยวอันอุดม” (The Fertile Crescent) ซึ่งหมายถึงดินแดนรูปเสี้ยวจันทร์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เทือกเขาซากรอส (ทางทิศตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนเหนือของอิรัก พาดผ่านทิศตะวันออกของซีเรีย แล้ววกลงใต้ครอบคลุมถึงอิสราเอล และจอร์แดน) บรรพชนแถบนี้ท่านเลือกหญ้า 2 พันธุ์ที่เรียกว่า ไอน์คอร์น (einkorn) เอมเมอร์ (emmerkorn) มาพัฒนาจนตัวเมล็ดใหญ่ มีแป้งเยอะ และมีก้านคอที่หนาพอจะรับน้ำหนักรวงได้ จนกลายมาเป็นแป้งหลักที่ใช้ทำอาหารนานาชนิดของคนในโลกตะวันตก ส่วนบาร์เลย์นั้น นอกจากจะใช้เป็นแป้งบริโภคแล้ว ยังเอามาหมักทำเบียร์ได้อีกด้วย (เช่นกรณีของอียิปต์โบราณ)
ทั้งการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ (แพะ) ได้กลายมาเป็นอาหารที่มนุษย์ผลิตขึ้นเองได้ ชีวิตที่ต้องเฝ้าดูแลการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ทำให้เกิดความจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามมา เช่นการตั้งบ้านเรือน การจัดการระบบแรงงาน การสร้างกฎเกณฑ์ กติกา ระเบียบ และกฎหมาย การสร้างสถาบันต่าง ๆ เช่น ระบบความเชื่อ ศาสนา การเมืองและการปกครอง ตลอดจนอื่น ๆ อีกสารพัน
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การบันทึกและการขีดเขียน เพราะจำนวนของผลิตผลมีความสัมพันธ์โดยตรงกับส่วยสาอากร และภาษี ซึ่งวัด และผู้ปกครองจะใช้จ่ายเพื่อควบคุมสังคมทั้งระบบ อักขระรุ่นแรก ๆ ที่ใช้ในการขีดเขียนเรียกกันว่า คูนิฟอร์ม หรืออักษรลิ่ม (cunei แปลว่าลิ่ม) เกิดจากการขีด หรือกดรอยของวัสดุแท่งยาวที่มีด้านปลายตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมลงบนก้อนหรือแผ่นดินเหนียวเปียก รอยขีดหรือกดจึงลึกลงไปบนผิวดิน เป็นรอยสามเหลี่ยมรูปลิ่ม
อักขระชนิดนี้ คิดค้นขึ้นโดยพวกสุเมเรียน เมื่อประมาณ 7 พันปีที่แล้ว แล้วผ่านไปให้พวกอัคคาเดียน บาบิโลเนียน จนถึงพวกเซมิติคได้พัฒนาเป็นระบบเสียงมาตรฐานขึ้น แล้วส่งทอดต่อให้ชนชาตินักค้าขาย คือฟินิเชีย ซึ่งจะทำให้อักขระนี้แพร่หลายไปทั่วชายขอบของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะพวกกรีก ภาษาของกรีกจะกลายมาเป็นแม่แบบของภาษาที่สำคัญที่สุดตระกูลหนึ่งของยุโรปต่อมา (นักภาษาศาสตร์บางท่านเช่น John Heise เชื่อว่าภาษาสุเมเรียน อาจเป็นญาติห่าง ๆ กับภาษาฑราวิด จนพวกอินโด-อารยัน เข้ามาขับไล่พวกฑราวิดลงทางใต้ของอินเดียเมื่อประมาณ 3500 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน ภาษาพูดของชาวทมิฬ ซึ่งเป็นลูกหลานของฑราวิดทางภาคใต้ของอินเดีย ก็ยังมีร่องรอยเช่นว่านั้น)
ผมไม่มีความรู้อย่างนักภาษาศาสตร์เลย แต่กระนั้นก็มีความมนิยมชมชื่นทุกครั้งที่ได้ฟังคนสุรินทร์ หรือบุรีรัมย์พูดทั้งภาษาไทยกลาง ไทยอีสาน และเขมรกลับไปกลับมาได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับที่คนปักษ์ใต้พูดทั้งภาษากลาง ภาษายาวี ซึ่งเป็นญาติกับภาษามาเลย์ ไปพร้อม ๆ กัน หรือเช่นเดียวกับพระนานาชาติ ที่ท่านเดินทางไปชุมนุมวันวิสาขบูชา เพื่อบูชาพระธาตุโบโรบูดูร์ (Borobudur) ที่อินโดนีเซียนั้น ท่านก็พูดภาษาเดียวกันเป็นภาษาบาลี
เข้าใจว่า ภาษาในโลกคงจะเป็นญาติกันในทางใดทางหนึ่ง ที่ผมไม่รู้คำตอบกระมังครับ
ในแง่ของประวัติศาสตร์แล้ว ประเทศอิรัก เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ 6000 กว่าปีของเมโสโปเตเมีย โดย 4000 ปีแรกเกี่ยวพันกับพวกสุเมเรียน อัคคาเดียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาณืเทียน และกรีกตามลำดับของเวลา
ความเป็นอาหรับ เป็นมุสลิมนั้น มาเกี่ยวพันกับอิรักเมื่อ 1300 กว่าปีที่แล้ว ต่อจากนั้นก็ถูกพวกมงโกลเข้ามาปล้นสดมภ์เมื่อ พ.ศ. 1801 โดย ฮูลากุ ลูกหลานของเจงกิสข่าน และอีกครั้งโดยทาเมอร์เลนข่าน (ขาเป๋) เมื่อ พ.ศ. 1944 (ฆ่าคนนับหมื่น ๆ และเผาเมืองนับร้อย ๆ เมือง) จากนั้นก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน (เตอร์ก) เมื่อ พ.ศ. 2078 ภายใต้การนำของ “กษัตริย์สุไลมาน”(หรือสุลต่าน Suleyman the Magnificient) มาจนกระทั่งสิ้นอาณาจักรออตโตมานตอนสงครามโลกครั้งที่ 1
ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ จึงทับซ้อนกันของอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดของโลกในสมัยโบราณ และความเจริญโอ่อ่ามั่งคั่งของโลกอาหรับตลอดสมัยกลาง
ถ้านับจากกรุงแบกแดดลงไปทางใต้ จะมีเมืองประวัติศาสตร์ทั้งเก่า และเก่ามากหลายเมืองด้วยกัน เช่น ซเตซิฟอน (30 กิโลเมตร บนแม่น้ำสายเดียวกัน คือไทกริส) คาร์บาลา และ บาบิโลน (120 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติส) นาจาฟ (150 กิโลเมตร บนแม่น้ำยูเฟรติส) นาสิริยาห์ (303 กิโลเมตร) เมืองอูร์อยู่ฝั่งตรงข้ามกันบนแม่น้ำยูเฟรติส เมื่อลงไปสู่เกือบปลายน้ำก็จะถึงเมืองบัสราฮ์
แต่หากเดินทางไปในทิศตรงกันข้าม คือขึ้นเหนือไป จะถึงเมือสมาร์รา (120 กิโลเมตรบนแม่น้ำ ไทกริส) กีรกุก และชามเชมาล ตั้งอยู่บนกิ่งของแม่น้ำไทกริสเช่นเดียวกับเมืองฮัตรา ทั้งสามเมืองนี้ห่างประมาณ 230 กิโลเมตรจากแบกแดด ขึ้นเหนือต่อไปอีกก็จะถึงเมืองโมซุล (280 กิโลเมตร) โดยมีนิมรุด และนิเนเวห์เป็นบริวารห่างกัน 20-40 กิโลเมตร
ที่ผมระบุชื่อเมืองต่าง ๆ ทั้งเหนือและใต้ของอิรัก ก็เพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 3 อาทิตย์ตั้งแต่ปลายมีนาคม จนถึงกลางเมษายนที่ผ่านมา ชื่อต่าง ๆ เหล่านี้คงจะต้องผ่านตาของท่านผู้อ่านอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อีกทั้งหากดูจากระยะทางที่เอาแบกแดดเป็นศูนย์กลาง เราคงจะเห็นขนาดของอิรักชัดเจนขึ้นว่า มีระยะทางโดยรอบทิศประมาณ 450 กิโลเมตร โดยเฉลี่ย ยกเว้นทิศตะวันออกที่จรดกับอิหร่านนั้น ห่างกันแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้น และคงจะรับรู้ได้นะครับว่าระเบิดมหาประลัยที่อเมริกันและอังกฤษขนเอาไปถล่มใส่อิรัก ทั้งที่เป็นขีปนาวุธระยะไกล (มาก) ทั้งที่เป็นลูก ๆ ขนไปทางเครื่องบินเป็นพัน ๆ เที่ยว และทั้งที่ยิงโดยปืนครกขนาดเล็ก ปืนกลนานาชนิดประจำรถถัง และที่พลทหารราบแบกขนไป ทั้งหมดนี้จะสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้แก่ชาวอิรัก ลูกเด็กเล็กแดงและชาวบ้านมากน้อยเพียงใด และแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ย่อมกร่อนทำลายแหล่งโบราณสถานให้เข้าขั้นวิกฤตอันตรายสักเพียงไหน
เป็นที่น่าเสียดายที่การเดินทางคราวนี้ ผมไปไม่ถึงเมืองบัสราฮ์ซึ่งอยู่เขตปลายของแม่น้ำ ชัตต์ อัล-อาหรับ การที่ทำเลที่ตั้งของเมืองอยู่ใกล้กับทะเล (อ่าวเปอร์เซีย) เป็นเหตุผลให้เมืองนี้มีความสำคัญก็ในช่วงที่การค้าทางทะเลเฟื่องฟูแล้ว คือเมื่อประมาณ 1200 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสมัยที่ศาสนาอิสลามเข้ามาสู่อิรักแล้ว ความเจริญมั่งคั่งของบัสราฮ์นั้น ควบคู่ไปกับความรุ่งเรืองของนครแบกแดด พ่อค้าวาณิชย์คงจะได้รวบรวมสินค้านานาชนิดที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน บรรทุกอูฐ ลา ม้าต่าง เกาะกันมาเป็นกองคาราวาน เมื่อมาถึงลำน้ำก็คงจะพากันล่องเรือเรื่อยลงมาจนถึงทะเล แล้วขนถ่ายสินค้าลงเรือใหญ่เพื่อที่จะได้ออกสู่ทะเลกว้าง ถ้าไปทางตะวันตกประเทศ เยเมน และกรุงไคโร น่าจะเป็นสถานที่หลัก แต่หากจะหันไปทางทิศตะวันออก เปอร์เซีย และอินเดียคงจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญทางการค้า
หลักฐานที่อ้างอิงถึงได้อย่างหนึ่งก็คือชื่อสถานที่ที่ปรากฏในนิทางอาหรับราตรี (Arabian Nights) หรือเรียกให้เต็มยศว่า นิทานหนึ่งพันกับหนึ่งราตรี (Tales from the Thousand and One Nights) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนิทานที่มีกำเนิดจากการร้อยเรียงเรื่องเล่าจากอียิปต์ เยเมน และอินเดียเมื่อ พ.ศ. 1393
ฉะนั้น กลาสีเรือซินแบด ชาวเมืองแบกแดดที่เรารู้จักกันดี จึง “…….ข้าได้ซื้อสินค้าจำนวนมาก ตระเตรียมสำหรับการเดินทางที่ยาวไกล ข้ากับเพื่อนชาวพ่อค้าเกาะกุมกันเป็นหมู่เหล่า ลงเรือล่อง (แม่น้ำไทกริส) ไปจนถึงเมืองบัสราฮ์ จากนั้นจึงออกทะเล รอนแรมกันไปในห้วงน้ำใหญ่วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า จากเกาะหนึ่งไปอีกเกาะหนึ่ง จากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เราทั้งซื้อทั้งขาย และแลกเปลี่ยนสินค้าประดามีทุกที่ที่เรือทอดสมอ…..” และเมื่อตอนขากลับก็จะ “ ฉะนั้น ข้าจึงตัดสินใจที่จะกลับยังบ้านเกิดเมืองนอน เราขายบ้านและทรัพย์ศฤงคาร จัดจ้างพาหนะ เรือสำเภาบรรทุกบรรดาสินค้าอันมากค่า ด้วยความหนุนช่วยของกระแสลม เราเดินทางกันหลายวันหลายคืน จนการเดินทางอันยาวนานสิ้นสุดลง เราก็ถึงเมืองบัสราฮ์ แล้วจึงต่อมายังกรุงแบกแดด, นครแห่งความสันติ และผาสุข….” (Tales from the Thousand and One Nights แปลโดย N.J. Dawood, 1973 หน้า 115 และ 161)
บัสราฮ์ เป็นเมืองแรก ๆ ที่ถูกอังกฤษยึดได้ในสงกรานต์เลือดคราวนี้ ในขณะที่ปิดล้อมหลังการระดมยิงอย่างหนักจนเมืองขาดน้ำ ขาดอาหาร พวกอังกฤษยังประหลาดใจ ที่ชาวเมืองไม่ได้ออกมาต้อนรับในฐานะเป็นผู้ปลดปล่อย (จากเผด็จการ)
ถัดจากเมืองบัสราฮ์ขึ้นไปตามลำน้ำยูเฟรติส ก็ถึงเมืองอูร์ซึ่งอยู่ถัดกับเมืองนัสสิริยาฮ์ เมืองคู่กับบัสราฮ์ซึ่งเป็นฐานกำลังของพวกถือนิกายชิอะห์ และเคยถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากระบอบซัดดัม เมื่อ พ.ศ. 2534 ด้วยเหตุผลที่ว่าชอบกระด้างกระเดื่องต่อระบอบซัดดัมซึ่งถือสุหนี่
เมืองอูร์ เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งในยุคสมัยสุเมเรียนตอนต้น (3000-2350 ปีก่อนคริสตกาล) ในสมัยนั้น มีเมืองสำคัญต่างยุคต่างสมัยกันอยู่หลายเมือง ได้แก่ เมืองสิปปาร์ ชูรุปปัก กิช อูรุก อูร์ นิปปูร์ เกอร์สุ ลากาช กาฟาเจ เตล- อาจะรัย และมารี
เราได้พบร่องรอยของโบราณสถานจำนวนมาก ซึ่งยืนยันให้เห็นพัฒนาการของเมือง และระบบต่าง ๆ ของสังคม ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ระบบการขีดเขียนแบบอักษรลิ่ม ซึ่งประกอบกันด้วยภาพ อักขระภาพ และสัญญลักษณ์จำนวนมากมายถึง 600 ชนิด กลายเป็นข้อความที่ระบุถึงนามและเรื่องราวของกษัตริย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของกษัตริย์กิลกาเมช เจ้าเมืองอูร์ (4700 ปีที่แล้ว) ซึ่งเรื่องราวของท่านกลายเป็นตำนานต่อมาอีกยาวนาน คล้ายกับตำนานของท้าวแสนปม ตำนานของพระร่วง เรื่องเล่าที่ว่าด้วยความโศกเศร้าของกิลกาเมชอันเนื่องจากการตายของเอนกิดูเพื่อนรัก ทำให้ท่านเดินทางไปแสวงหาความเป็นอมตะ (แบบเดียวกันกับตำนานของภีมะ ในมหาภารตยุทธ เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย) ต้องผจญกับน้ำท่วมโลก และได้พบกับชายผู้ชาญฉลาดซึ่งรอดตายมาได้เพราะสร้างเรือขนาดใหญ่ (แบบเดียวกับโนอาห์)
สุเมเรียนยุคต้นจบลงโดยการรุกรานของพวกอัคคาเดียน ซึ่งเป็นพวกเซเมติกมาจากแถบซาอุดิอารเบียปัจจุบัน
ยุคสมัยของอัคคาเดียนยุคต้นนั้น ยืดยาวถึง 191 ปี มีการรับเอาศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ของสุเมเรียนมาพัฒนาต่อ แต่ย้ายศูนย์การปกครองมาอยู่ที่เมืองอัคคาด (เข้าใจว่าอาจอยู่ระหว่างเมืองบาบิโลน กับสิปปูร์) กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอัคคาเดียน คือ ซาร์กอน และ นาราม-ซิน
ท่านผู้อ่านลองฟังประวัติของกษัตริย์ซาร์กอนดูนะครับว่า พ้องกับเรื่องของท่านผู้ใด “ มารดาของท่านนั้นเป็นสตรีของวิหาร (เป็นพระ? เป็นข้าวัด? และอาจต้องถือพรหมจรรย์) ซึ่งตั้งท้อง และแอบคลอดท่านโดยไม่ให้ใครล่วงรู้ ท่านถูกจับใส่ตระกร้าลอยไปในแม่น้ำยูเฟรติส ตะกร้าลอยน้ำไปจนชายคนสวนเจอแล้วเก็บไปเลี้ยง เติบใหญ่มาท่านได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยเทพีอิชตาร์ ต่อมาได้รับราชการในกษัตริย์อูร์-ซาบาบา แห่งเมืองกิช ท้ายสุดท่านได้ยึดอำนาจ แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์” พระเยซู โมเสส ท้าวแสนปม หรือพระยาพาน ?
ยุคอัคเคเดียนจะถูกคั่นด้วยยุคสุเมเรียนใหม่ 6 ปี แล้วก้าวมาสู่ยุคบาบิโลเนียน 400 ปี ซึ่งย้ายเมืองหลวงอยู่ 4 ครั้ง จนมาปักหลักอยู่ที่เมืองบาบิลอนตลอด 300 ปี ซึ่งเราจะเรียกยุคนี้ว่า บาบิโลเนียน มีกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดพระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งจะได้กล่าวถึงท่านเมื่อเราเดินทางไปถึงเมืองบาบิลอน
นักท่องเที่ยวอย่างพวกผมมีระยะเวลาเพียงสั้น ๆ และสังเกตการณ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อย่างฉาบฉวย ผมจึงได้เห็นเพียงซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนและซากของวิหารทรงปิรามิดที่เราเรียกกันว่า ซิกกูรัต
ผมไม่ได้เห็นระบบคันคู คลองส่งน้ำ ซึ่งเป็นระบบชลประทานก้าวหน้าที่คอยควบคุมน้ำให้มีมากพอที่จะทำการเพาะปลูกในยามน้ำน้อย และเหมือง ฝาย เขื่อนกั้นน้ำที่หลากจนเกินเหตุในฤดูน้ำมาก ซึ่งในบางปี น้ำได้หลากมาท่วมท้นจนเกิดความเสียหายแก่ไร่นา ทรัพย์สิน และชีวิตของผู้คน อย่างที่กล่าวถึงน้ำท่วมโลกในตำนานกิลกาเมช
อาลักษณ์คงจะได้ทำการบันทึกขีดเขียนเหตุการณ์เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์ในยุคสมัยของตนไปสู่การเรียนรู้ของชนรุ่นหลัง
การบันทึกระบุถึงผลผลิตซึ่งจำเป็นสำหรับพระและผู้ปกครองผู้คอยควบคุมภาษีอากรที่จะเป็นทรัพยากรมาใช้หล่อเลี้ยงระบบสังคม เช่น การขุดคลอง ทำนุบำรุงระบบชลประทาน การสร้างกำแพงเมือง การสร้างวิหาร และค่าใช้จ่ายทางการทหาร โบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก - ต่อโบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก ระบบคณิตศาสตร์ เพื่อคำนวณจำนวนตัวเลขมหึมาเหล่านี้ พัฒนาระบบตัวเลขหลัก 6 ซึ่งจะสัมพันธ์กับการแบ่งเวลา 360 วัน 60 นาที และ 60 วินาที การคำนวณจำนวนองศาของเส้นรอบวง โดยการเอา 6 คูณกับ 60 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็น 360 กลายมาเป็นฐานในทางเรขาคณิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ
ซากส่วนฐานบริเวณโดยรอบของแหล่งโบราณสถานแห่งเมืองอูร์ มีหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ “บ้านของอับราฮัม” อาคารที่ผมเห็นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แบ่งซอยเป็นห้องขนาดเล็ก ๆ ประมาณ 3x4 เมตร แต่ละห้องต่อเนื่องกันด้วยซุ้มประตูยอดโค้งแบบที่ฝรั่งมักเรียกกันว่า โรมันอาร์ค เพราะคิดกันว่าพวกโรมันเป็นพวกแรกที่รู้จักการใช้โค้งมาเป็นเครื่องรับน้ำหนักของเครื่องบน อาคารมีความสูงสองชั้นซึ่งชั้นบนกับชั้นล่างอาจเดินถึงกันด้วยบันได 4 ขั้น แล้วต่ออีก 4 ขั้นขึ้นไปชั้นบนสุด จากการที่แต่ละห้องไม่มีทางเดินร่วม จึงดูเหมือนว่าการเข้า “บ้าน” ห้องแต่ละห้องนั้นจะต้องเดินจากข้างบนลงไป ซึ่งบ้านแบบนี้ เป็นพัฒนาการรุ่นแรก ๆ ของบ้านที่เราพบทั้งในอิรัก และที่เมืองชาตาล ฮูยุค (ในตุรกี) ซึ่งร่วมสมัยกัน ที่น่าทึ่งอีกประการหนึ่งก็คือ มีการเจาะช่องระบายน้ำลงตรงกลางพื้นห้อง เพื่อระบายน้ำส่วนที่ไม่ต้องการลงสู่ท่อระบายน้ำใหญ่ที่วางแนวไว้ใต้ฐานบ้านอีกทีหนึ่ง เป็นอันว่าในแต่ละบ้านมีระบบท่อระบายน้ำอีกด้วย
ชาวบ้านเรียก “บ้าน” หลังนี้ว่า บ้านของอับราฮัม เพราะในตำนาน เช่นพระคัมภีร์ไปเบิล (ส่วนพันธสัญญาเดิม) ระบุว่า อับราฮัมท่านเป็นชาวเมืองอูร์นี่เอง
ในเมืองอูร์นี้ เรายังได้เห็นซิกกูรัตอันเป็นทั้งวิหารบูชาเทพเจ้า เช่น อนู (เทพสูงสุดแห่งสรวงสวรรค์) เอนลิล (เทพแห่งน้ำ) อีอา (เทพผู้สร้างมนุษย์) และอินานนา เทพีแห่งพืชพันธ์ธัญญาหาร และความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นสถานที่ที่บรรดาพระใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ อีกด้วย
ซิกกูรัตแห่งเมืองอูร์ ถูกลม และพายุทรายกัดกร่อนไปจนถึงชั้นฐาน แต่กระนั้น (หลังการบูรณะแล้ว) ก็ยังมีความสูงถึงประมาณ เกือบ 20 เมตร ซึ่งเข้าใจว่า ความสูงเมื่อขณะยังดีอยู่น่าจะสูงขึ้นไปอีกถึงประมาณเท่าตัว
อิฐดิบตากแห้ง (ซึ่งเป็นวัสดุพื้นฐานใช้กันทั่วไปในเขตแล้งฝน และเขตที่ขาดไม้ใหญ่มาทำเป็นเชื้อฟืน) มักมีอักขระคูนิฟอร์มจารึกข้อความสั้น ๆ ไว้เพื่อบอกความเป็นมาและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิหารเทพเจ้า กิ่งไม้ขนาดเล็ก หรือลำต้นกกอ้อมักจะถูกใช้เป็นวัสดุยึดเหนี่ยวและรับแรงสั่นสะเทือนภายในงานก่อสร้างต่าง ๆ รวมทั้งซิกกูรัดด้วย วิธีการนี้เป็นแบบเดียวกับที่ชาวบ้านของเราใช้ไม้ไผ่แทนเหล็กเส้นในการเทคอนกรีตนั่นเอง การก่อสร้างซิกกูรัดนี้ยังได้ใช้ สารประเภทบิทูเมนที่ได้จากน้ำมันดิบเป็นตัวประสานสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ด้วย
จากเมืองอูร์ ขึ้นไปตามแม่น้ำยูเฟรติสอีกประมาณ 100 กว่ากิโลเมตรก็จะถึงเมืองนาจาฟ และถัดจากนาจาฟขึ้นไปอีก 60 กิโลเมตรก็จะถึงเมืองคาร์บาลา
ทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามมิกนิกายชิอะห์ เพราะมีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของศาสนอิสลาม และของนิกายชิอะห์ คือท่านฮุสเซน
นาจาฟมีสุเหร่างามที่สร้างโดยกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด เมื่อ พ.ศ. 1334 เพื่อเป็นทั้งสุสานและสุเหร่าของอาลี บุตรเขยของพระมะหะหมัด พวกนิกายชิอะห์ถือเอาว่า อาลี เป็นอิหม่ามองค์ที่ 1 แล้วนับต่อไปอีก 12 องค์ องค์สุดท้ายท่านชื่อมะหะหมัดเช่นกัน ท่านหายไปในถ้ำที่เมืองสมาร์รา และเชื่อกันว่าวันหนึ่งท่านจะได้กลับมาอีก เพื่อฟื้นฟูพระศาสนาให้เบิกบานเช่นเดิม
ตัวสุเหร่า มีหอบัง 2 หออยู่ 2 ข้างของโดมกลาง ซึ่งล้วนประดับด้วยทองลายดุนนูน งานประดับประดากระเบื้องเคลือบสีนั้นงดงามเหลือหลาย งานศิลปะแบบมุสลิมนั้นเป็นศิลปะแบบประดับแต่งเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา คลี่ดอก ออกใบงดงาม ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่เราทราบกันดีว่า ชนชาวมุสลิมท่านถือเคร่งเรื่องการวาดรูป ไม่ว่ารูปคนและสัตว์ทั้งปวง ท่านไม่ทำกัน เพราะจะเป็นการอวดอำนาจแข่งกับพระเป็นเจ้า ฉะนั้น ลวดลายศิลปะของมุสลิม จึงเป็นศิลปะบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยก้านใบเครือเถาว์ของพฤกษานานาพันธุ์
มีการให้ความสำคัญกับการจัดวางรูปแบบบนพื้นที่ โดยอาศัยฐานความรู้ทางเรขาคณิต และการคำนวณอย่างเคร่งครัด อีกทั้งอาศัยสีสันต่าง ๆ อันสวยงานเจิดจ้า ประดับประดาให้เกิดความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
งานลวดลายต่าง ๆ นั้น แท้จริงเป็นงานประกอบกันของกระเบื้องเคลือบสีชิ้นเล็ก ๆ จำนวนมาก ก้านใบ กลีบดอก ถูกหุงเป็นกระเบื้องแต่ละสีชิ้นเล็ก ๆ แล้วเอามาประกอบกันเป็นแผ่นกระเบื้องขนาดฝ่ามือ แล้วจึงเอากระเบื้องขนาดฝ่ามือนี้ กรุประกอบขึ้นเป็นฝาผนังทั้งฝา โดยลายจะต้องต่อกันได้สนิทดี
สมัยนี้ บางทีการบูรณะงานลายกระเบื้องแบบนี้ ก็อาจใช้กระเบื้องเขียนลายหุงสำเร็จกรุไปเลยทีเดียว เพราะประหยัดเงินทองและเวลา แต่พูดกันถึงความงดงามแล้วก็เทียบกันไม่ได้เลย
ส่วนที่เมืองคาร์บาลานั้น มีสุเหร่าและสุสานทองของท่านฮุสเซน บุตรของอาลี หลานของพระมะหะหมัด
วีรกรรมของท่านฮุสเซนนี้ ผู้นับถือนิกายชิอะห์ถือว่าสำคัญมาก ๆ ท่านนี้มีคนเพียง 200 คน ต่อสู้กับการปิดล้อมของ “ศัตรู” 4000 คนที่มาจากดามัสคัส ในวันที่ 10 แห่งเดือนมุหะหร่ำฮิจเราะห์ ที่ 61 (10 ตุลาคม พ.ศ. 1223) ท่านพ่ายแพ้แก่ศัตรู ศีรษะของท่านถูกตัดส่งไปดามัสคัส ต่อมาจึงถูกส่งคืนมายังน้องสาวและบุตรชายของท่าน เพื่อฝังรวมกับร่างของท่านที่เมืองคาร์บาลานี้เอง
เทศกาลแขกเจ้าเซ็นซึ่ง “ตีอก และชกหัว” (สมัยก่อนนั้นใช้ของมีคมบาดตามศีรษะด้วย) ในเดือน มุหะหร่ำ คือการแสดงการรำลึกถึงวีรกรรมของท่านในคราวนี้ และแม้ปัจจุบัน ทั้งเมืองคาร์บาลา และนาจาฟก็เป็นสถานที่สำคัญในการจาริกแสวงบุญของชาวชิอะห์ด้วย
ถัดจากเมืองคาร์บาลาไปทางทิศตะวันออก คนละฟากฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส คือที่ตั้งของเมืองบาบิลอน เมืองที่เราจะคุ้นเคยกับหลายสิ่งหลายอย่างอันเป็นชื่อเสียงของเมืองเมืองนี้
จากที่เล่าไปแล้วว่า อาณาจักรโบราณของพวกนีโอสุเมเรียนจบลงในปี 2003 ก่อนคริสตกาล เมืองต่าง ๆ เริ่มแยกตัวออกเป็นอิสระ เช่นเมืองอูรุก เมืองเอชนันนา เมืองอัสสูร์ และเมืองมารี การช่วงชิงอำนาจกันตลอดสองร้อยปี จบลงด้วยชัยชนะของเมืองบาบิลอน ซึ่งจะได้ตั้งตัวเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ และมีอายุยืนยาวต่อมาถึง 423 ปี (2017 ถึง 1594 ปีก่อนคริสตกาล)
กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะเป็นพระเจ้าฮัมมูราบี (1792-1750 ปีก่อนคริสตกาล) แล้วก็กษัตริย์เนบูชัดเนสสาร์ที่สอง (605-562 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้อยู่ในสมัยนีโอบาบิโลเนียน หรือบาบิโลเนียนช่วงปลาย
พระเจ้าฮัมมูราบี ทรงกรำศึกขยายอาณาบริเวณอาณาจักรของพระองค์ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ท่านต้องจัดระบบกฎหมายใหม่เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารเมือง เมืองที่ต่างชาติ ต่างภาษา วัฒนธรรม ในขอบขัณฑสีมาของท่านให้เป็นหนึ่งเดียว ควบคู่ไปกับการจัดระบบชลประทานอย่างมากมาย
ระบบกฎหมายที่ท่านจัดขึ้นนั้น เกิดจากการประมวลข้อบัญญัติเก่าของเมืองต่าง ๆ ที่บันทึกลงบนแผ่นดินเหนียวด้วยอักขระคูนิฟอร์ม นำมาขยายความและปรับปรุงเสียใหม่ กลายเป็นระบบประมวลกฎหมายแรกของโลกที่รู้จักกันในนามของกฎหมายของฮัมมูราบี (Hammurabi Code) ส่วนหนึ่งของกฎหมายนี้มักมีการอ้างถึงอยู่บ่อย ๆ ก็คือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งหมายถึงผู้กระทำย่อมต้องรับผลแห่งกรรมนั้น (เข้าใจว่าบ้านเราคงจะไม่ยึดหลักการนี้เท่าไรนัก เราจึงเห็นการได้ดีของเจ้าพ่อ และทรราชอยู่ตลอดเวลา ทั้งในอดีต และปัจจุบัน)
จารึกของพระเจ้าฮัมมูราบี เป็นแท่งหินดิโอไรท์สีดำ สูง 2 เมตร 40 เซนติเมตร ภัณฑารักษ์ของอิรักกล่าวในหนังสือของท่านอย่างขื่น ๆ ว่า “แท่งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บาบิลอนนั้น เป็นของจำลอง หล่อจากยิปซั่ม ส่วนของจริงนั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ร กรุงปารีส”
การขุดค้นพบแท่งศิลาจารึกนี้ ทำโดยทีมนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่เมืองซูสา (ในประเทศอิหร่านปัจจุบัน) เมื่อ พ.ศ. 2444-5 ศิลาจารึกแตกเป็น 3 ท่อน จึงได้ซ่อมแซมประกอบเข้าด้วยกัน แล้วจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ร ตั้งแต่นั้นมา
เมืองโบราณบาบิลอนที่ได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นนี้ เป็นเมืองรุ่นพระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ หรืออีกเกือบหนึ่งพันสองร้อยปีถัดมา เมืองของท่านมีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ มีประตูหลวงที่เรียกว่า ประตูอิชตาร์ มีท้องพระโรงขนาดมหึมา มีสวนป่าลอยฟ้า และมีซิกกูรัตขนาดใหญ่
ประตูอิชตาร์ซึ่งสูงประมาณตึก 5 ชั้นนั้น เป็นของจำลอง เพราะประตูจริงถูกพวกเยอรมันยกเอาไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เพอร์การมอน กรุงเบอร์ลิน โดยจัดแสดงร่วมกันกับส่วนหน้าของแท่นบูชาเทพซูสขนาดมหึมา (ซึ่งยกมาจากเมืองเบอร์กามอนในตุรกี) และซุ้มประตู (ขนาดมหึมาอีกเช่นกัน) ของตลาดแห่งเมืองมิเลตุส (ในตุรกี)
ประตูอิชตาร์ เคยประดับด้วยลายอิฐแกะนูนต่ำเป็นรูปวัว (เทพอาดัดผู้ควบคุมพายุและฝน) เทพ มาร์ดุค (สัตว์ผสมระหว่างงู ปลา นกอินทรี และสิงโต) ซึ่งเป็นเทพสูงสุดผู้บริบาลเมือง และรูปสิงโต (เทพีอิชตาร์ผู้มีอำนาจเหนือสงครามและความรัก ซึ่งต่อมาจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย คุณลักษณะของเทพองค์นี้จะได้ส่งทอดลงไปยังเทพีอโฟรดิติของกรีก หรือวีนัสของพวกโรมัน)
ประตูอิชตาร์ มีความหมายคล้าย หรือเป็นต้นแบบของประตูชัยแห่งกรุงโรม (ประตูคอนสแตนติน) ซึ่งส่งทอดไปยังประตูชัยปารีส เป็นประตูที่มีความหมายเกี่ยวกับชัยชนะ และการศึกสงคราม
ส่วนสวนป่าลอยฟ้าแห่งกรุงบาบิลอนนั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจนางอมีติส สนมนางหนึ่งของพระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ ผู้ซึ่ง “เติบโตในแคว้นมีเดีย ท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาและแมกไม้” ตัวอาคารก่อด้วยซุ้มโค้งหินสูง 23 เมตร และชักน้ำจากแม่น้ำยูเฟรติสมาหล่อเลี้ยงพืชใหญ่น้อยต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ พวกกรีกจึงได้ทำการบันทึกไว้ว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกสมัยนั้น (2600 ปีที่แล้ว)
ปัจจุบัน สวนลอยเกือบไม่เหลือซากใด ๆ เลย นอกจากกองอิฐและหินซึ่งกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ สิ่งที่ตระหง่านตากว่าคือ อาคารของรัฐบาลที่มักเรียกกันว่า “วัง” ของซัดดัม ซึ่งปลูกอยู่ถัดไปสองสามร้อยเมตร
ท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์เนบูชัดเนสสาร์พระองค์นี้ ได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดี แม้จะไม่เห็นร่องรอยการประดับประดาด้วยอิฐเคลือบสีต่าง ๆ แล้ว แต่ก็ยังจินตนาการถึงความโอ่โถงได้เป็นอย่างดี
ซิกกูรัตของเมืองบาบิลอน บูชาเทพมาร์ดุคเคยสูงตระหง่านถึง 90 เมตร ความยิ่งใหญ่ของหอคอยนี้ ถูกจดจำลงมาเป็นตำนานต่าง ๆ ที่เราคุ้นมากหน่อยก็เห็นจะเป็นส่วนที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลส่วนพันธสัญญาเดิม ที่ว่ามนุษย์บังอาจสร้างหอสูงเพื่อจะไปให้ถึงสวรรค์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงดลบันดาลให้คนเหล่านั้นพูดกันคนละภาษา จึงไม่อาจร่วมมือร่วมใจกันสร้างหอคอยนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้ หมู่คนจึงเกิดเป็นภาษาต่าง ๆ และแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป หอ ๆ นี้จึงเรียกว่าหอบาเบล เพราะคำว่า babelในภาษาอังกฤษพื้นฐาน แปลว่าการพูดที่ไม่รู้ภาษา และคำคำนี้ก็มาจากตำนานของหอคอยแห่งกรุงบาบิลอนนี่เอง
พระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์พระองค์นี้นี่แหละ ที่ทรงยาตราทัพไปที่เมืองเยรูซาเล็มในปี 597 ก่อนคริสตกาล จับกษัตริย์เยโฮอิอาชิน พร้อมกับคนอีก 10,000 คนมาควบคุมตัวไว้ที่บาบิลอน และเมื่อชาวยิวลุกฮือต่อต้านอีกเมื่อ 10 ปีให้หลัง ทัพครั้งที่สองนี้โหดอำมหิตกว่าคราวแรกมากนัก กำแพงเมืองเยรูซาเลมถูกทำลายจนพินาศ รวมทั้งมหาวิหารใหญ่ที่สร้างโดยกษัตริย์โซโลมอนเพื่อเก็บพระคัมภีร์บัญญัติ 10 ประการที่ชาวยิวเคารพนักหนาว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงประทานให้โดยตรงกับโมเสส ซึ่งความจริงกว่าจะตั้งมหาวิหารเพื่อบรรจุพระคัมภีร์ชุดนี้ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญทีเดียว
ศึกคราวนี้ พระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ทำลายเมือง ทำลายวิหารแล้วยังกวาดต้อนผู้คนติดกลับไปยังเมืองบาบิลอนด้วยจำนวนถึง 40,000 คนทีเดียว แล้วเอามากระจายกันอยู่ทั้งในเมืองบาบิลอน เมืองกิช และเมืองนิปปูร์ เรียกว่ากะจะไม่ให้โตได้อีกในระยะเวลาอันสั้น
ห่างจากบาบิลอนขึ้นไปทางเหนืออีก 120 กิโลเมตร แต่อยู่บนฝั่งของคนละแม่น้ำก็คือ มหานครแบกแดดซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำไทกริส มหานครซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1305 โดยกษัตริย์มุสลิมอาหรับ หรือที่เรียกกันว่ากาหลิบ จาฟาร์ อัล-มันซูร์ (Ja’far al-Mansur)
ความเลื่องลือของนครแบกแดดมักจะถูกกล่าวถึงในแง่ของความมั่งคั่งโอ่อ่าของราชสำนักของเจ้าครองนคร
มีการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวัง ซึ่งมีสำนักนางใน (ฮาเรม)ขนาดใหญ่ มีขันที ขุนนางมากมาย ทรัพย์ศฤงคารเต็มไปด้วยอัญญมณี เพ็ชรนิลจินดา ทอง เงิน พรม และผ้าผ่อนแพรพรรณ
อย่างเช่นมีการกล่าวถึงพิธีแต่งงานของกาหลิบ อัล-มามูน กับนางบูราน ธิดาของเอกอัครมนตรี อัล-ฮัสสัน อิบุน ซาฮ์ล เมื่อ พ.ศ. 1395 ว่า คู่บ่าวสาวนั่งอยู่บนเสื่อทองคำประดับด้วยมุกและอัญมณีซัฟไฟร์ ได้รับการโปรยปรายด้วยมุกคัดขนาดเท่ากันหมดจำนวนนับพันเม็ดซึ่งวางมาในถาดทองขนาดใหญ่ ท้องพระโรงพิธีสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนที่ทำจากไขปลาวาฬขนาดน้ำหนัก 5 ปอนด์จำนวน 200 ตัน
แขกผู้ใหญ่ ทั้งเจ้านาย มนตรี และผู้มีเกียรติ จับสลากของที่ระลึกซึ่งบรรจุในลูกกลมที่ทำจากชะมดหอม เป็นสลากที่ระบุชนิดของของที่ระลึกเป็นทาส ที่ดิน และของมีค่าอื่น ๆ
หรือเมื่อคราวที่กาหลิบ อัล-มุคตาดีร์ ต้อนรับพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 7 ใน พ.ศ. 1460 เพื่อเจรจาค่าไถ่ และการแลกเปลี่ยนเชลยต่อกันนั้น กาหลิบได้จัดพิธีต้อนรับกษัตริย์หนุ่มจากบิแซนทีนพระองค์นี้ด้วยกองเกียรติยศเป็นทหารม้า และทหารราบจำนวน 160,000 นาย ขันทีขาว และดำ 700 ขุนนางอีก 700 มีขบวนสิงโต 700 ตัว ตามวัง และท้องพระโรงประดับด้วยพรม 22,000 ชิ้น แขวนม่าน 38,000 ชิ้น ซึ่งเป็นชนิดปักดิ้นทองถึง 12,500 ชิ้น
เมื่อคณะทูตจากต่างแดนมาถึงนั้น ด้วยความโอ่อ่าของสถานที่ คณะทูตเข้าใจว่าที่ทำการของมนตรี และมุขมนตรี เป็นท้องพระโรงของพระเจ้ากาหลิบ แต่ที่ประทับใจสุด ๆ อีกอันหนึ่งก็คือ ท้องพระโรงต้นไม้ทอง (Hall of the Tree) เพราะมีต้นไม้ทองประดับเงินน้ำหนักถึง 5 แสนแดรม (1 dram หนักเท่ากับ0.0625 ออนซ์) ตามกิ่งไม้ประดับประดาด้วยนกเงินทองจำนวนมากมายหลายชนิด ซึ่งแต่ละตัวมีกลไกซ่อนอยู่ภายในทำให้ส่งเสียงร้องเพลงได้ด้วย ส่วนในสวนของวังก็มีต้นไม้อีกหลากหลายนานาพันธุ์ รวมทั้งต้นอินทผลัมแคระซึ่งกำลังออกผลอยู่
ความโอ่อ่ามั่งคั่งของราชสำนักนั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่เห็นและจับต้องได้ จึงเป็นเรื่องเล่าขานแต่งเติมด้วยจินตนาการต่าง ๆ นานา ดังจะปรากฏอยู่ในเรื่องเล่า และนิยายต่าง ๆ ทั้งในสมัยนั้น และสมัยต่อ ๆ มา ดังเช่นในนิทานอาหรับราตรีที่ได้รับความนิยมเล่า และอ่านกันในหมู่ของทุกหมู่เหล่า และในทุกหนแห่งของโลก
นิทานอาหรับราตรีนั้น บางทีก็เรียกว่า นิทานหนึ่งพันกับหนึ่งราตรี (Arabian Nights หรือ The Thousand and One Nights หรือ The Nights) นั้น เป็นนิทานหลายเรื่องที่ถูกร้อยเรียงกันเป็นตอน ๆ และจะได้ถูกเสริมต่อ ๆ กันเข้ามาอีกตามยุคสมัย และตามความนิยมของท้องถิ่น
แกนหลักจริง ๆ มาจากตำนานพันเรื่อง (A Thousand Legends) ของเปอร์เซีย โดยเก็บตกมาจากอินเดีย เปอร์เซีย อียิปต์ และแบกแดด เรื่องราวมักอิงอยู่กับชื่อสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่ของชนชาวอาหรับ เช่น ซามาคานด์ (อุซเบกิสถาน) จีน อินเดีย เปอร์เซีย แบกแดด บัสราฮ์ สมาร์รา โมซุล (อิรัก) อัคคาบา (จอร์แดน) ดามัสคัส(ซีเรีย) ไคโร(อียิป์) เยเมน คอนสแตนติโนเปิล(ตุรกี) และมอรอคโค ชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองการค้าในสมัยนั้นทั้งสิ้น
ตัวแกนหลักของนิทานถูกแปลเป็นภาษาอาหรับเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1393 กว่าจะได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นเล่มในภาษาตะวันตกก็ล่วงเลยมาถึง พ.ศ. 2247 พิมพ์ต่อเนื่องกัน 12 เล่มสมุด จนถึง พ.ศ. 2260 จึงครบทุกตอน ผู้แปลเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อ อองตวน กัลยอง (Antoine Galland) โดยให้ชื่อว่า Mille et une Nuits (หนึ่งพันกับหนึ่งราตรี) เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมในทันที จึงมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ (จากภาษาฝรั่งเศส) เมื่อ พ.ศ. 2249 ที่เราเรียกกันว่าเป็นพากย์กรับสตรีท (Grub Street version) จากนั้นก็จะมีอีกหลายคนแปล ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานที่สุดก็คือสำนวนของเซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน เมื่อ พ.ศ. 2428-9 โดยแปลตรงจากภาษาอาหรับ (ด้วยความที่ท่านเป็นปราชญ์ใหญ่ในเรื่องอาหรับวิทยา ตัวท่านเองเป็นตำนานที่มีชีวิตอยู่เพราะท่านเป็น 1 ใน 5 คนที่เป็นชาวยุโรปและมิได้ถืออิสลาม ซึ่งสามารถแอบซ่อนจาริกไปยังกาบาฮ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม แล้วกลับออกมาได้ เพราะโดยขนบแล้ว บริเวณรอบกาบาฮ์ที่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์และต้องห้าม – ฮารีม หรือต่อมากลายเสียงเป็นฮาเรมในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่าต้องห้าม – สำหรับผู้ที่ไม่ได้เคารพ และเชื่อถือศาสนาอิสลาม)
ความตรงต่อภาษา ทั้งอารบิกและอังกฤษ (ศตวรรษที่ 19) ของท่าน ทำให้นิทานเรื่องนี้มีความแม่นยำสูง แต่อาจขาดชีวิตชีวาในสายตาของบางคน
ในบ้านเรานั้น นิทานอาหรับราตรีมิได้แปลสำนวนใหม่ ๆ อีก และว่างเว้นจากการตีพิมพ์ซ้ำมานานแสนนาน ในฉบับภาษาอังกฤษที่อาจหาได้ก็คือ สำนวนแปลของ เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน นี้เอง สำนวนที่ผมชอบคือของเอ็น เจ ดาวู๊ด (N.J. Dawood) ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะหาในบ้านเราได้ไหม
ทั้งฉบับของเบอร์ตัน และดาวู๊ดมีหลายเรื่องที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่อง อาลี บาบา กับโจรทั้งสี่สิบ (เบอร์ตัน มี ดาวู๊ดไม่มี) และเรื่องการผจญภัยทั้งเจ็ดครั้งของซินแบด กลาสีเรือ (ดาวู๊ดมี เบอร์ตันไม่มี)
เล่าออกนอกเรื่องไปเสียนาน ความจริงสิ่งที่ตั้งใจจะพูดถึงก็คือ นิทานอาหรับราตรีซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง และถือเป็นความทรงจำในรูปของตำนาน นั้น จะได้มีการกล่าวถึงความโอ่อ่าของมหานครแบกแดด (และบัสราฮ์) โดยเฉพาะในสมัยของกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด ซึ่งครองแบกแดดอยู่ในช่วง พ.ศ. 1329-1352 ของราชวงศ์ อับบาสิดส์
และควรจะต้องกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า ความยิ่งใหญ่ของแบกแดด ไม่ได้มีเฉพาะความฟู่ฟ่าของราชสำนักเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วความรุ่งเรืองนั้นมีอยู่เกือบทุกด้านของชีวิตสังคมทีดียว เช่น
ด้านการเดินเรือ นั้น แบกแดดมีท่าเรือใหญ่น้อยมากมาย เรือที่ลอยลำกันอยู่ มีตั้งแต่เรือรบ เรือเพื่อความสำราญ สำเภาจีน แพผูก ถุงบรรจุลมที่ทำจากหนังแกะ
ในด้านการตลาด มีตลาดบาซาร์มากมาย ในเมืองค้าขายพวกกระเบื้องเคลือบ ไหม และชะมดหอมจากเมืองจีน เครื่องเทศ สินแร่ และสีย้อมจากอินเดีย และคาบสมุทรมาเลย์ ทับทิม ลาปิส ลาซูลี ผ้าทอและทาสจากพวกเตอร์กในเอเซียกลาง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง หนังสัตว์ และทาสขาวมาจากสแกนดิเนเวีย และรุสเซีย งาช้าง ผงทองคำ และทาสผิวดำมาจากอาฟริกาฝั่งตะวันตก มีตลาดเฉพาะที่ขายเครื่องเคลือบที่มาจากเมืองจีน นอกจากบรรดาสินค้าที่มาจากต่างแดนแล้ว บรรดาจังหวัดต่าง ๆ ของจักรวรรดิ ก็ส่งสินค้าของตนมาทั้งโดยทางกองคาราวาน และทางเรือ ซึ่งได้แก่ข้าวสาร เมล็ดพืช และลินินจากอียิปต์ เครื่องแก้ว เครื่องโลหะ และผลไม้จากซีเรีย ผ้าปักยกดอกยกลาย ไข่มุก และอาวุธนานาชนิดจากอราเบีย ไหม เครื่องสำอาง และผักจากเปอร์เซีย เป็นต้น
ในด้านอาชีพ นครแบกแดดมีผู้ประกอบยอาชีพต่าง ๆ มากมาย เช่น พ่อค้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดของเมือง พ่อค้าเกาะกลุ่มกันเป็นสมาคมของงานฝีมือ และการค้าที่ใกล้เคียงกัน ในตลาด (suq)ก็มีร้านค้าของกลุ่มตน นอกจากนี้ยังมีแพทย์ ทนาย ครู นักเขียน และอื่น ๆ อีกมาก
ที่สำคัญอย่างที่สุดเหนือด้านอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็คือด้านศิลปะวัฒนธรรม และกิจกรรมทางปัญญา เราอาจจะกล่าวได้ว่าความรุ่งเรืองทางปัญญาของโลกมุสลิมอาหรับนั้น เกิดจากกระบวนการที่ความรู้ของโลกโบราณเช่น อียิปต์ บาบิโลเนีย ฟินิเซีย และจูเดีย ได้หลั่งไหลเข้าไปตกผลึกกันอยู่ในประเทศกรีซ จากนั้นก็ไหลย้อนกลับมาสู่โลกตะวันออกเมื่อมีการแผ่ขยายของเฮเลนิสม มาพร้อมกับกองทัพของอเลกซานเดอร์ ความคิดกรีกแบบเฮเลนิสติก ได้รับการบ่มเพาะอยู่นาน โดยเฉพาะในหมู่อาหรับในสเปน และซิซิลี ต่อเมื่อการครอบงำของคริสตศาสนาเริ่มย่อหย่อนลง ความรู้เหล่านี้ก็ได้ไหลย้อนไปในยุโรปก่อให้เกิดกระบวนการฟื้นตัวทางศิลปวิทยาการอีกครั้งหนึ่ง
ซีเรีย รับอารยธรรมก้าวหน้าของอาราเมียค ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกรีกอีกทีหนึ่ง อิรักรับอิทธิพลจากเปอร์เซีย มีการแปลตำรับตำราจากภาษาเปอร์เซีย สันสกฤต ซีเรียด และกรีก มาเป็นภาษาอารบิก ฉะนั้น ในระยะเวลาเพียง 30 ปี (นับจากการก่อตั้งกรุงแบกแดด) โลกการขีดเขียนและอ่านของอาหรับนั้น ขยายตัวอย่างมากมาย งานแปลได้แก่งานปรัชญาของอริสโตเติล การวิเคราะห์งานของเปลโต้ งานเขียนของยูคลิด ตำราวิชาการแพทย์ ดาราศาสตร์จากอินเดีย (ตะวันตกเรียกตัวเลขว่าเป็นแบบอารบิก ในขณะที่พวกอาหรับเรียกว่าแบบฮินดี ซึ่งเป็นเลขฐานสิบ)
วิชาความรู้ในภาษาต่าง ๆ นี้ จะได้รับการแปลถ่ายทอดจากภาษากรีกผ่านภาษาที่สอง (เช่นภาษายิว ภาษาซีเรียค ด้วยฝีมือของพวกพระในศาสนาคริสต์นิกายเนสเตอเรียน ซึ่งแพร่หลายกันในซีเรีย ประเทศซึ่งได้รับอิทธิพลกรีกเป็นอย่างมาก) แล้วจึงถ่ายมาอีกทอดหนึ่งเป็นภาษาอารบิก
กาหลิบ อัล- มามูน (ลูกของ ฮารูน อัล-ราชิด) ตั้งบ้านแห่งปัญญา (Bayt al-Hikmah หรือ house of wisdom) ซึ่งเป็นทั้งห้องสมุด สำนักศึกษาและศูนย์การแปล ขึ้นใน พ.ศ. 1373 และราชวงศ์อับบาสิด นี้ก็จะได้สนับสนุนการแปลตลอดมาถึงหนึ่งศตวรรษ
ฉะนั้น ความโอ่อ่าของนครแบกแดดนั้น จึงมิใช่ความโอ่อ่าเพียงแค่ทรัพย์ศฤงคารเท่านั้น หากแต่มีพื้นฐานของปัญญาอันหนักแน่นรองรับอยู่ด้วย
แบกแดดเดินทางผ่านกาลเวลาจากจุดเริ่มต้นซึ่งรุ่งเรืองและมั่งคั่งของราชสำนักมุสลิม ถูกรุกรานด้วยทัพของมงโกล 2 ครั้ง ครั้งแรกโดยทัพสองแสนคนของฮูลากุ (หลานเจงกิสข่าน) เมื่อ พ.ศ. 1801 และครั้งที่สองโดยทาเมอร์เลน ข่านขาเป๋เชื้อสายมงโกลซึ่งมาจากซามาร์คานด์ ใน พ.ศ. 1944 บ้านเมืองถูกปล้นสดมภ์และถูกทำลาย ผู้คนถูกฆ่าจน “สายน้ำเป็นสีเลือด” ที่เหลือก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย แบกแดดสูญเสียฐานะการเป็นศูนย์กลางของการค้า บัสราฮ์เองก็ตกเป็นเมืองเชลยของพวกโปรตุเกสเมื่อฝรั่งชาตินี้สามารถเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาสู่เอเซียได้ในคริสตศตวรรษที่ 16 โบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก - ต่อโบราณสถานและโบราณวัตถุในเงาสงครามประเทศอิรัก จากนั้น อิรักก็กลายเป็นสมรภูมิรบช่วงชิงกันระหว่างราชวงศ์ซาฟาวิด ของอิหร่าน กับออตโตมานเตอร์ก (ตุรกี) อิหร่านต้องการคาร์บาลา และนาจาฟ เพราะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชิอะฮ์ เช่นเดียวกับตน ในขณะที่ตุรกีเกรงการขยายตัวของชิอะฮ์ จึงต้องการควบคุมอิรักให้เป็นรัฐกันชนที่ถือสุนนี่ อิรักกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมานเตอร์กโดยสมบูรณ์ในคริสตศตวรรษที่ 19 และกว่าจะตั้งตัว และปลดแอกเตอร์กได้ ก็เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง พร้อมกับการสูญสลายของอาณาจักรออตโตมาน
พ่อ-ลูกชาวแบกแดด นั่งมองดูแม่น้ำไทกริสช่วงที่ผ่านเมืองแบกแดด ในขณะที่กรรมกรลูกจ้างร้านพรมกำลังซักพรม “เปอร์เซีย” กันอย่างขะมักเขม้น พรมที่สะอาดแล้วถึงนำไปวางพาดกับขอบตลิ่งที่ลาดเทด้วยปูนซีเมนต์ลงไปจนถึงชายน้ำข้างล่าง ที่ชายน้ำมีเรือประทุนติดเครื่องยนต์ขนาดเล็กนับสิบลำ จอดรอท่าผู้คนที่ต้องการข้ามไปฟากข้างโน้น
แบกแดด เป็นเมืองที่แม่น้ำผ่ากลางและเหมือนกรุงเทพฯ ที่เริ่มตั้งเมืองทางฝั่งตะวันตก แล้วจึงขยายข้ามฟากมาทางฝั่งตะวันออกด้วย
ทั้งพ่อ และลูกสาวคู่นั้น รวมทั้งกรรมกรซักพรม ตลอดจนบรรดากรรมกรเรือจ้างขณะนั้น คงจะไม่ทราบเลยว่า อีก 3 ปีต่อมาเม่น้ำสายนี้จะเต็มไปด้วยเลือดอีกครั้ง ด้วยฝีมือของทัพ “ศัตรู” ที่เดินทางไกลมากว่าครึ่งโลก
ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็น และสัมผัสกับแม่น้ำไทกริส ผมวักน้ำขึ้นลูบหน้าขณะนั่งเรือข้ามฟาก เพื่อจะซึมซับถึงความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำสายนี้ แม่น้ำที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเรื่องเล่าของบรรพชนที่สร้างอารยธรรมต่าง ๆ อันเป็นรอยต่อสำคัญของพัฒนาการของมวลมนุษยชาติ
ในแง่หนึ่ง เป็นความรู้สึกที่เหมือนกันกับการได้สัมผัสแม่น้ำไนล์ (อียิปต์) แม่น้ำจอร์แดน (จอร์แดน) แม่น้ำสินธุ (ปากีสถาน) และแม่น้ำโขง
แม่น้ำไนล์ (ยาว 6,695 กิโลเมตร) สร้างอารยธรรมที่เก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย แม่น้ำจอร์แดน (ยาว 320 กิโลเมตร) เกี่ยวพันกับความเป็นมาของชาวยิว(เพราะยาคอบเคยปล้ำสู้กับพระเจ้าที่ตรงแม่น้ำยับบอก กิ่งของแม่น้ำจอร์แดน จนพระเจ้าขนานนามให้ยาคอบใหม่เป็น อิสราเอล ซึ่งแปลว่า “เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า”) ส่วนชาวคริสเตียน ถือว่าพระเยซูได้รับ “การบัพติศมา” จาก จอห์น “ผู้ให้บัพติศมา” ที่แม่น้ำสายนี้
แม่น้ำสินธุ (ยาว 2900 กิโลเมตร) เป็นเส้นทางสัญจรและจาริกของพุทธศาสนิก ตลอดจนสร้างอารยธรรมที่เก่าแก่พอ ๆ อียิปต์ และเมโสโปเตเมีย (เช่นเมืองโมเหน โจดาโร และ ฮารัปปา) แม่น้ำโขง (ยาว 4,200 กิโลเมตร) เป็นแม่น้ำสายที่สำกัญที่สุดของเอเซีย นำวัฒนธรรมการเพาะปลูกข้าวให้แพร่หลายกระจายไปหล่อเลี้ยงอารยธรรมเก่าแก่ต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้
ในอีกแง่หนึ่ง ผมรู้สึกต่อแม่น้ำโขงเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย และใกล้ชิด ในขณะที่แม่น้ำสินธุตอนบนนั้น ดูเชี่ยวกรากเพราะเพิ่งจะผ่านเทือกเขาหิมาลัย และฮินดูกูช ที่ทั้งสูง และชัน คำอธิษฐานของชาวจาริกแสวงบุญเพื่อขอความปรานี พบเห็นเป็นจารึกภาษาโบราณมีอยู่ตามก้อนหินผาริมน้ำเสมอ ๆ
แม่น้ำจอร์แดนนั้น เล็กมากเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ของแม่น้ำสายนี้ ส่วนแม่น้ำไนล์โดยเฉพาะบริเวณแก่งที่ 1 แถวเมืองอัสวาน ดูสงบเยือกเย็น สีของน้ำดูเขียวใสเพราะมีสาหร่ายหางกระรอกเล็ก ๆ พริ้วตัวอยู่ภายใต้ผิวน้ำ ปลานิลขนาดเล็กขยับตัวไปมาหาพืชน้ำกินเป็นอาหาร ความสงบเย็นนี้รับกับกอยี่โถสีสดใสที่มีอย่างดาดดื่นตามริมตลิ่ง เรือใบโบราณกางใบสามเหลี่ยมสีขาวหม่น แล่นกินลมไปอย่างช้า ๆ เป็นภาพที่ตัดกันกับสันทรายสีน้ำตาลที่อยู่ถัดเลยกอยี่โถออกไป ตรงนี้ไง เป็นที่ที่ ซอมเมอร์เซท มอห์ม อกาธา คริสตี้ และนักเขียนอีกหลายคนได้รับแรงบันดาลใจไปสร้างสรรค์เป็นนวนิยายต่าง ๆ ของเขา และเธอ
ส่วนไทกริส และยูเฟรติสตอนที่ผมได้เห็นนั้น ไม่ดูเขียวชอุ่ม และโรแมนติกเหมือนกับแม่น้ำต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วตอนต้นเลย
ผมเดินทางต่อขึ้นไปอีก 125 กิโลเมตร เพื่อจะไปดูหอบัง (miaret) ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของโลก ที่เมืองสมาร์รา
เมืองสมาร์ราเคยเป็นเมืองหลวงทดแทนแบกแดดในระยะเวลาสั้น ๆ ของราชวงศ์บับบาสิด ช่วง พ.ศ. 1379-1435 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ความจริง ความเก่าแก่ของสมาร์รา ถอยหลังกลับไปตั้ง 2,700 ปี เป็นเมืองที่สร้างโดยกษัตริย์ เสนนาชาริบ แห่งอาณาจักรอัสสิเรียน อย่างไรก็ตาม โบราณสถานขนาดใหญ่ซึ่งยังคงพบเห็นโดยทั่วไปบนพื้นที่ 75 ตารางกิโลเมตรนั้น มาจากสมัยกาหลิบองค์แรก ๆ ที่ตั้งกรุงแบกแดด โดยเฉพาะ กาหลิบ อัล-มุตาสิม (พ.ศ. 1377) ซึ่งมีทั้งพระราชวัง โรงทหาร โรงสัตว์เลี้ยง สถานีตำรวจ คุก ตลาดใหญ่ และสุเหร่าใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ต่อเนื่องไปยังอุทยานล่าสัตว์ของกษัตริย์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝังศพของอิหม่าม 2 องค์ คือ อาลี อัล-ฮาดี (ตาย พ.ศ. 1411) และ อัล-ฮัสสัน อัล-อัสการี (ตาย พ.ศ. 1417) บริเวณสุเหร่า อัล-มุตาสิม อีกทั้งตามตำนานอิหม่ามองค์ที่ 12 ซึ่งหายร่างไป (เพื่อจะกลับมาอีกในอนาคต) ก็เกิดขึ้นในบริเวณข้างเคียงกันนี้เอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทั่วไปแล้ว สมาร์รามีชื่อเสียงเพราะหอบัง (minaret) ของสุเหร่า อาบู-ดูลาฟ ซึ่งสูงถึง 55 เมตร และมีบันไดเวียนจากฐานไปถึงยอดด้านนอกของหอบัง ซากของอาคารที่เป็นสุเหร่าจริง ๆ (พ.ศ. 1392) เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาด 400x470 เมตร เหลือแต่เพียงแนวกำแพงที่ได้รับการบูรณะขึ้นในภายหลัง
ครอบครัวชาวอิรักพากันเดินทางมาแสวงบุญแล้วเลยมาปิกนิคกันที่นี่ ใต้ร่มเขาของหอบังขนาดมหึมาแห่งนี้ ในขณะที่เด็ก ๆ และคนหนุ่มสาวพากันวิ่งเล่นไล่ตามกันบนบันไดเวียนจนถึงยอด ด้วยความสนุกสนาน เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เข้ามาทดแทนเสียงของผู้นำขานสวดซึ่งเคยก้องกังวานเรียกให้ผู้คนกระทำการสักการะพระเจ้าเมื่อครั้งในอดีต
การเดินทางโดยรถยนต์ในอิรักนั้น จะว่าสะดวกก็ใช่ เพราะถนนหนทางได้รับการดูแลเอาไว้ดีพอควร รถบัสกลางเก่ากลางใหม่แม้จะประดับด้วยม่านสีแจ๋น และมีกลิ่นอับ ๆ นิดหน่อย แต่ก็เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ บรรยากาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ทำให้เรารู้สึกแตกต่างออกไปจากการเดินทางในเมืองไทย ที่มีต้นไม้อยู่ตามรายทางโดยตลอด ทำให้ตัวเราถูกแบ่งออกจากความกว้างขวางของพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่ การเดินทางทำให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ได้โดยแท้จริงระหว่างทางบางทีเราก็พบเห็นซากของโบราณสถานที่ทำจากอิฐดิบ กร่อนผุพังด้วยความร้อน กระแสลมซึ่งมีฝุ่นทรายละเอียดและกาลเวลาที่เนิ่นนาน บางทีเห็นฝูงอูฐ 10-20 ตัววิ่งตามกันไปตามทางเถื่อน บางครั้งก็เห็นชาวเบดูอิน (เบดูแปลว่าการเดิน) ซึ่งต้อนฝูงแพะและแกะเดินกันไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความระอุของแดด มักมีกระโจมของพวกเขาปักหลักอยู่ในระยะข้างเคียง พวกเขาเดินทางกันเช่นนี้มายาวนานเกือบจะกล่าวได้ว่าก่อนใคร ๆ ในโลก ที่ไหนมีหญ้าให้แพะและแกะและเล็ม พวกเขาก็จะตั้งเต้นท์กระโจมกัน กระโจมที่ทำจากหนังและขนแพะสีดำถูกเปิดให้ลมโกรกผ่านได้ในเวลากลางวัน ขนแพะสีดำนี้มีลาโนลินเคลือบอยู่โดยธรรมชาติ จึงสามารถป้องกันความชื้นและความหนาวเย็นในฤดูหนาวได้ คนเหล่านี้มีอาหารจากผูงปศุสัตว์ของเขา ทั้งเนื้อและนมตลอดจนผืนหนังใช้ทำเครื่องใช้ต่าง ๆ และเครื่องนุ่งห่ม นมใช้ทำเนยและนมเปรี้ยว และเนยเมื่อหมักก็จะได้เป็นเนยแข็ง ซึ่งจะเก็บไว้กินนาน ๆ ได้โดยการบ่ม หรือแช่ในน้ำเกลือ นมเปรี้ยว เนยแข็ง ตลอดจนพรมขนแพะ ขนแกะ รวมทั้งงานฝีมือนานาชนิด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เขาเอาไว้ขายเมื่อเดินทางเฉียดใกล้กับตลาดของชุมชน
อย่างที่เราทราบกันดีว่า แพะเป็นสัตว์ชนิดแรก ๆ ที่มนุษย์นำมาเป็นสัตว์เลี้ยง นอกเหนือไปจากไก่ ซึ่งเรียกกันว่า “นกที่ออกไข่ทุกวัน” ฉะนั้น เวลาที่ผมพบเห็นชาวเบดูอินที่สัญจรผ่านไป ผมมักจะจินตนาการย้อนกลับไปสู่วิถีชีวิตที่เก่าแก่ของมนุษย์เสมอ ๆ
จากสมาร์ราขึ้นเหนือไปอีก 100 กว่ากิโลเมตร เกือบครึ่งทางระหว่างเมืองนี้กับโมซูล เมืองที่สำคัญเป็นลำดับสามของประเทศ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของหัวเมืองทางภาคเหนือ ผมก็จะได้พบกับเมืองฮัตรา ซึ่งมีอายุร่วมกับพุทธกาล
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผมเห็นภาพข่าวทีวีที่ฉายให้เห็นบรรดาข้าวของที่ถูกทำลายในพิพิธภัณฑ์อิรัก ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงแบกแดด หนึ่งในนั้นคือรูปจำหลักหิน ของบุคคลที่เข้าใจว่า จะเป็นจำหลักรูปกษัตริย์ซานาตรุค ที่ 1 (Sanatruq I) ซึ่งเขาเก็บรวบรวมมาจากเมืองฮัตรา เห็นอย่างนั้นแล้วก็ใจหาย
ฮัตราเป็นเมืองโบราณที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 2 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพง 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นกำแพงดิน ยาว 8 กิโลเมตร ชั้นที่สองเป็นอิฐดิบซึ่งปั้นผสมกับฟางหนา 3 เมตร โดยมีฐานเป็นหินสูง 2 เมตร กำแพงชั้นนี้ยาวถึง 6 กิโลเมตร มีหอระวังภัย 163 จุด มีประตู 4 ประตู ถัดออกไปจากกำแพงยังขุดเป็นคูล้อมรอบไว้อีกชั้นหนึ่ง
ฮัตราจึงเป็นทั้งเมืองการค้า และเมืองทางการทหารที่เข้มแข็ง (ขนาดต่อกรกับทัพโรมันมาแล้วก็เคย) ซึ่งควบคุมเส้นทางของกองคาราวานสินค้าทีสำคัญของละแวกนั้น
ลักษณะของฮัตรานั้น คล้ายกับเมืองปาล์มมีราในซีเรีย และเมืองเปตราในจอร์แดน ทั้งในแง่ของการตั้งเมืองอย่างโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าของกองคาราวาน และทั้งเป็นเมืองที่รับเอารูปแบบศิลปะ สถาปัตยกรรมของทั้งปาร์เทียน (เปอร์เซียโบราณ) และทั้งกรีก-โรมัน เสาที่สลักเสลาแบบกรีก เช่น ดอริค ไอโอนิค คอรินเธียน มีจั่วสามเหลี่ยมตั้งหัวเสาแบบกรีก หรือไม่ก็ซุ้มโค้งแบบโรมัน รูปประติมากรรมที่พบจำนวนมาก ก็แต่งตัวกล้ายพวกปาร์เทียน (หญิงนุ่งยาวคลุมลงถึงข้อเท้า คลุมผมด้วยผ้าบาง ส่วนชายใส่เสื้อคอกลมแขนยาวแนบตัว ชายเสื้อยาวเกือบถึงเข่าคลุมทับอยู่บนกางเกงแพนตาลูน “แบบแขก”) ใครที่เคยเห็นปฏิมากรรมของเมืองปาล์มีรา ก็คงจะประหลาดใจที่เหมือนกันยังกับแกะ และอาจไม่ประหลาดใจเลยก็ได้ เพราะ ทั้ง 2 เมืองนี้ และเมืองเปตรานั้น ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าเดียวกันนั่นเอง
เมืองฮัตราถูกทำลายลงอย่างราบคาบ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 784 โดยพวกซัสสานิค ซึ่งเข้าครอบครองเหนือพื้นที่ประเทศอิรัก
จากการขุดค้นหลายครั้ง ทั้งโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมัน และทางการอิรักเอง เราได้ข้าวของโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเครื่องประดับเงิน ทอง ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา และประติมากรรมรูปบุคคล ขุนนาง กษัตริย์ และเทพเจ้า (เมิร์น มาร์ติน และบีรมริน – Mirn, Matin, Birmrin ซึ่งหมายถึงบิดา มารดา และบุตรชาย)
เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจซัดดัม ฮุสเซนได้พอ ๆ กับเข้าใจวิธีคิดของขุนทหารอเมริกัน ที่จะต้องพยายามยึดโมซูลเอาไว้ให้ได้ เพราะโมซูลอยู่ห่างไกลแบกแดดตั้ง 400 กิโลเมตร เป็นเมืองสำคัญเป็นลำดับที่สามของประเทศ แม้จะเป็นเมืองที่ผลิตฝ้ายส่งออกที่สำคัญที่สุด (ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เราเรียกกันว่า ผ้ามัสลิน ก็มาจากชื่อของเมืองนี้แหละ) แต่ที่สำคัญกว่าคือเป็นแหล่งน้ำมันคู่กับเมืองกีรกุก (เช่นเดียวกับแบกแดด และนาสิริยาฮ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันของภาคกลาง และภาคใต้ของประเทศ) เมืองนี้มีประชากรถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก และยังเป็นฐานที่มั่นของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ซึ่งมีหลังอิงกับชนชาวเคิร์ดในตุรกีประเทศเพื่อนบ้านด้วย ก็ชาวเคิร์ดเหล่านี้นี่แหละ ที่เป็นหอกข้างแคร่ซัดดัมเสมอมา พวกอเมริกันถึงพยายาม ใช้ประโยชน์จากหอกข้างแคร่เล่มนี้ ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเองให้มากที่สุด
เมืองโมซูลนี้ มีสุเหร่าที่เชื่อกันว่า เป็นที่ฝังศพของ นบี ยูนูส์ หรือ โยนาห์ คนที่พระเจ้า มอบหมายให้ไปประกาศให้ชาวเมืองนิเนเวห์เลิกทำชั่ว แต่ท่านกลับหนีพระเจ้าไปลงทะเล เลยถูกชาวเรือโยนน้ำ แล้วปลาใหญ่มากลืนท่านเข้าไปในท้อง และสำรอกท่านที่ชายฝั่งทะเล เพื่อให้ท่านทำตามบัญชาของพระเจ้า ตำนานว่า ท่านมาทำตามบัญชา แล้วเลยอาศัยอยู่นอกเมืองนิเนเวห์ทางทิศตะวันออก ก็นี่แหละที่ชาวเมืองว่าท่านมาตายที่โมซูลนี้
โมซูลเป็นเมืองเก่าแก่ย้อนกลับไปถึงสมัยของพวกอัสสิเรียน ก่อนจะมาเป็นเมืองการค้ากองคาราวาน ม้า – ลา- อูฐต่างในสมัยอับบาสิค เพราะคุมเส้นทางการค้าระหว่างอินเดีย เปอร์เซีย กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของโมซูลปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์ เนื่องจากโมซูลเป็นเมืองที่พร้อมที่สุดในละแวกของเมืองโบราณที่สำคัญ คือ เมืองอัสสูร์ นิเนเวห์ และนิมรุด ซึ่งเคยป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัสสิเรียน เรียงกันตามลำดับเวลา
บรรดาข้าวของที่เก็บมาจากเมืองโบราณทั้งสาม (และฮัตราด้วย) ส่วนหนึ่งจึงจัดแสดงที่เมืองนี้ ที่เหลือกระจายอยู่ทั้งที่แบกแดด ลูฟวร์ (ฝรั่งเศส) บริติชมิวเซียม (อังกฤษ) นิวยอร์ค และเพนซิลวาเนีย (สหรัฐอเมริกา)
โบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม ๆ ก็อย่างเช่น ทวารบาลซึ่งเป็นสัตว์ผสมระหว่างวัว นกอินทรี และมนุษย์ (แข็งแรงดุจวัว บินได้ดุจนกอินทรี และมีปัญญาดุจมนุษย์) ขนาดมหึมา ทวารบาลสัตว์ผสมชนิดนี้ ส่งอิทธิพลไปยังเปอร์เซียด้วย ฉะนั้น ท่านที่เคยไปเมืองโบราณชื่อ เปอร์เซโพลิส ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ก็คงจะจำได้ว่ามีทวารบาลชนิดนี้ขนาดมหึมาอยู่หลายตัวด้วยกัน ที่พิพิธภัณฑ์นี้ก็มีอยู่ 2 ตัว ที่เมืองโบราณนิเนเวห์อีกสี่ตัว อยู่ทีบริติชมิวเซียมมี 1 หรือ 2 ตัว ไม่แน่ใจว่ามีที่ลูฟวร์ด้วยหรือไม่
นอกไปจากนี้ ก็มีพวกภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ทั้งเขียนลาย ปั้นนูน และเรียบ ๆ ขนาดต่าง ๆ กัน มีจำหลักที่งดงามเป็นทัพอัสสิเรียนซึ่งยกทัพไปตีเมืองต่าง ๆ ของศัตรู (จากลายจำหลักทำให้เราเรียนรู้ว่า ทัพของอัสสิเรียนโบราณมีอาวุธนำสมัยมากมาย เช่น ธนู โล่ชนิดกลม คานงัดดีดก้อนหิน ป้อมปราการที่เคลื่อนที่ได้ และรถม้า เทียบกับปัจจุบันก็เห็นจะเป็นการเทียบสรรพาวุธของอเมริกัน กับของอิรักในศึกคราวนี้นี่แหละ)
โบราณวัตถุจากฮัตราที่งาม ๆ ก็มีมาก เช่น เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ รูปจำหลักพระอาทิตย์ และภาพ “ตรินิตี้” ครอบครัวของเทพที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามของชาวอัสสิเรียนโบราณ
นอกไปจากพิพิธภัณฑ์ที่โมซูลแล้ว ที่เมืองนิมรุดเองก็ยังจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอยู่ ณ สถานที่จริงอีกด้วย ตัวเขตพิพิธภัณฑ์ก็คือบริเวณวังของพระเจ้าอาสูร์นาสิปาลที่ 2 ซึ่งมีทั้งทวารบาลที่ปากทางเข้าสี่ตัว มีศิลาจารึกของพระองค์ซึ่งอยู่ในสภาพดีมาก ๆ ท้องพระโรงของพระองค์ไม่ใหญ่โตแบบที่บาบิลอน แต่บางส่วนของท้องพระโรงยังเห็นภาพจิตรกรรมเขียนสี ลายปูนปั้นประดับขอบล่างของกำแพง ลายจำหลักเทวดาหัวเหยี่ยวมีปีก 4 ปีก มือถือกระเป๋าตะกร้า อีกมือกกำลังยื่นวัตถุซึ่งดูคล้ายกับดอกสน จารึกนอกจากจะเป็นแผ่นศิลาแล้ว บนอิฐทั้งบนกำพงและทางเดินก็มีจารึกอักษรคูนิฟอร์มอยู่ด้วย ในบริเวณพระราชวังนี้ ที่มีการขุดค้นหลุมพระศพของพระราชินีเล้วพบเครื่องทรงหลายรายการ โดยเฉพาะที่เป็นดอกไม้ทองประดับพระเศียรและสร้อยทองคล้องพระศอ
ส่วนที่เมืองนิเนเวห์นั้น แม้จะไม่เหลืออะไรให้ดูมากนัก แต่แนวกำแพงล้อมเมืองที่ได้รับการบูรณะใหม่บนโครงสร้างเดิม ซึ่งมีความยาวถึง 12 กิโลเมตร มีประตูเมืองถึง 15 ประตู ซึ่งทำให้เราเห็นภาพความยิ่งใหญ่ของเมือง สมกับที่โยนาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิล (ส่วนพันธสัญญาเดิม) ระบุว่า “….เป็นนครใหญ่โตมากทีเดียว ถ้าจะดินข้ามเมืองก็กินเวลาสามวัน…”
นิเนเวห์ มหานครหลวงแห่งอาณาจักรอัสสิเรียน ถูกทัพของบาบิโลเนียนและของพวกมีเดียนปล้นสดมภ์เผาทำลายเมืองทิ้งไป หากนับมาถึงศึกคราวนี้ ที่นำโดยอเมริกัน และอังกฤษ ก็ 2615 ปีพอดีอัสสิเรียน จมหายไปกับกาลเวลา ทั้งเปอร์เซีย และกรีก ทะยอยกันเข้ามาครอบครอง กว่าจะก่อตัวขึ้นมาเป็นอาหรับ นับถืออิสลามก็อีก 1246 ปีหลังศึกคราวนี้ล่ะ จะใช้เวลาอีกนานสักเท่าไร
หนังสือประกอบการค้นคว้า 1. Chris Scarre, Timelines of the Ancient World (Dorling Kindersley Limited, London 1993) 2. Dr. Faraj Basmachi, Treasures of the Iraq Museum (Ministry of Information, Baghdad, 1975-1976) 3. Dr. Anne Millard, The Atlas of Ancient Worlds (Dorling Kidersley Limited, London, 1994) 4. Henri Stierlin, Taschen’s World Architeture: ISLAM vol. 1 Early Architecture from Baghdad to Cordoba (Benedict Taschen Verlag GmbH, Koln, 1996) 5. Philip K. Hitti, Histroy of the Arabs (10th edition) (The MacMillan Press Ltd., London, 1993) 6. N.J. Dawood, Tales from the Thousand and One Nights (Penguin Books, Wngland, 1973) 7. Microsoft Encarta 1999 10. www.si.edu 12. www.wsu.edu 13. www.dur.ac.uk 14. www.achilles.net 15. www.arab.net หากบุช-แบลร์ และซัดดัมเจ๊งไป ก็ขอให้โบราณสถานยังอยู่ยั้งหากบุช-แบลร์ และซัดดัมเจ๊งไป ก็ขอให้โบราณสถานยังอยู่ยั้ง ทรงยศ แววหงษ์ บทความนี้เขียนเมื่อเมษายน 2546 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นวันที่ 13 ของการถล่มอิรัคโดย บุช-แบลร์ ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะเข้าไปปลดปล่อยชาวอิรัคจากระบอบซัดดัม และจากวันนี้ไปอีก 13 วัน ก็จะครบ 3 ปีที่ผมได้เดินทางไปเยือนอิรัค
ใช่แล้วครับ ผมไปฉลองสงกรานต์ที่อิรัคเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
ขณะที่ผมดูทีวีข่าวการถล่มเมืองต่าง ๆ ของอิรัค ความคิดของผมย้อนกลับไปถึงชาวอิรัคหลาย ๆ คนที่ผมได้เคยพบเคยเจอ นับตั้งแต่เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าเมืองคาร์บาล่า พ่อกับลูกสาวตัวน้อยที่ริมแม่น้ำไทกริสตอนเมืองแบกแดด ชายแก่ผู้อารีเจ้าของบ้านต้นกกที่เมืองอูร์ใกล้ ๆ กับเมืองนัสสิริยาห์ เจ้าของร้านอาหารอร่อยที่เมืองสมาร์ร่า อาจารย์นักโบราณคดีสูงอายุที่นำเราไปชมแหล่งขุดค้นที่เป็นผลงานของท่านที่เมืองนิมรุด ใกล้ ๆ กับเมืองโมซุล
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อัทธยาศรัยที่โอบอ้อมอารีเหล่านั้น ทะยอยผุดขึ้นมาในมโนภาพของผมอย่างต่อเนื่อง
บัดนี้ คนเหล่านั้นยังจะอยู่ดีหรือเจ้าของร้านขายขนมหวานอร่อยที่สุดในเมืองแบกแดดซึ่งเคยขายของมือเป็นระวิง คงต้องปิดกิจการไปโดยอาจจะเป็นการถาวร พ่อกับลูกสาวตัวน้อยคงต้องวิ่งหนีตายจากภัยระเบิดที่ถล่มแบกแดดอยู่ทุก ๆ วัน เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าอาจกลายเป็นทหารตัวน้อยที่ถือปืนรบกับคอหนังอังกฤษ-อเมริกันที่มีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดของโลก อาจารย์นักโบราณคดีคงจะต้องหยุดการขุดค้นของท่านเพราะระเบิดมหาประลัยสร้างหลุมระเบิดมากมายทั่วประเทศ แหล่งโบราณสถานเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาตั้งแต่แปดพันปีที่แล้ว ต่อเนื่องลงมาถึงอารยธรรมเก่าแก่ของดินแดนเมโสโปเตเมีย เช่น ซูเมอเรียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาร์เทียนปนกรีก –โรมัน ตลอดจนอิสลามระยะแรก ฯลฯ ซึ่งมีอยู่มากมายกระจายกันทั่วประเทศ คงจะถูกถล่มย่อยยับลงไป ไม่มากก็น้อย
แม้ระบอบบุช-แบลร์จะกล่าวอ้าง (หากถูกถาม) ว่าพยายามหลีกเลี่ยงต่อโบราณสถานเหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าสถานที่โบราณทั้งหลายนี้ กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีจำนวนมากที่อยู่ใกล้กับเมืองที่กำลังถูกถล่มอยู่ขณะนี้ อีกทั้งโบราณสถานเหล่านี้ จำนวนมากก่อสร้างขึ้นจากอิฐดิบซึ่งเปราะบางเป็นอย่างมากต่อแรงสั่นสะเทือนทุกชนิด มิพักต้องพูดถึงว่าแรงสั่นสะเทือนในคราวนี้เกิดจากระเบิดสมัยใหม่ที่มีอานุภาพอย่างรุนแรงที่สุดของโลก
ในสมัยโบราณ ดินแดนของประเทศอิรัคเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่เราเรียกกันว่า เมโสโปเตเมีย ซึ่งจริง ๆ แล้วครอบคลุมไปจนถึงทางตะวันออกของซีเรียด้วย
เมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีก มีที่มาจากคำว่า เมโสส (mesos) ซึ่งแปลว่า “ระหว่าง” ในขณะที่โปเตเมียมาจากคำว่า โปเตโมส (potamos) ซึ่งแปลว่า “น้ำ” หรือ “แม่น้ำ” [ฮิปโปโปเตมัส ก็มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกัน ฮิปโปแปลว่า ม้า ฉะนั้น ฮิปโปโปเตมัสจึงแปลว่า ม้าน้ำ ไม่ใช่ช้างน้ำ อย่างที่ใช้กันในภาษาไทย]
บริเวณพื้นที่เมโสโปเตเมียจึงหมายถึงพื้นที่ระหว่าง 2 แม่น้ำ ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 400 กิโลเมตรตลอดสายน้ำ แม่น้ำทั้งสองนี้ไหลมาจากที่ราบสูงในประเทศตุรกี
แม่น้ำไทกริส ยาว 2,700 กิโลเมตร ไหลผ่านทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอิรัค ตอนบนของลำน้ำไหลเซาะลึกลงไปกลายเป็นหุบในแถบเทือกเขาซากรอสซึ่งเป็นพรมแดนร่วมกันกับประเทศอิหร่าน แม่น้ำนี้พัดจัดรุนแรง และยากแก่การเดินเรือ คนโบราณจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า “กระแสน้ำที่ไหลรวดเร็วดุจดังลูกธนู” (idiglat ในภาษาอัคคาเดียน และ idigna ในภาษาสุเมเรียน อันเป็นที่มาของคำว่า tigris ในภาษากรีก)
ส่วนแม่น้ำยูเฟรตีสนั้นยาว 1,900 กิโลเมตร ไหลขนานไปทางใต้ของแม่น้ำไทกริส เป็นแม่น้ำที่ไหลช้ากว่า ตลิ่งเตี้ยกว่า จึงเหมาะแก่การสัญจรและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด (โดยเฉพาะข้าวสาลี และบาร์เลย์ ซึ่งเริ่มเพาะปลูกที่นี่เป็นครั้งแรกในโลก)
โดยธรรมชาติที่แม่น้ำทั้งสองนี้จะมีปริมาณท่วมท้นในฤดูน้ำหลาก (ช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นพฤษภาคม ซึ่งก็คือช่วงเดือนนี้นี่เอง!) อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะจากต้นน้ำในที่ราบสูงตุรกี ซึ่งระยะเวลาช่วงนี้ของปีนั้น เป็นช่วงที่เลยระยะเริ่มต้นของวงจรของพืชนานาชนิดไปแล้ว ฉะนั้น เพื่อที่จะให้การเพาะปลูกได้ผล การควบคุมปริมาณน้ำเพื่อให้มีอย่างเพียงพอก่อนฤดูน้ำหลาก และให้ไม่ท่วมไร่นาเมื่อน้ำได้หลากมาถึง จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเกษตรกรรมของบริเวณนี้ จากการศึกษาทางโบราณคดีเราจึงจะได้พบว่า ระบบการชลประทานแรก ๆ ของมนุษย์โดยการสร้างฝาย เขื่อนดินขนาดเล็ก และการขุดคู คลอง จึงได้พัฒนาขึ้นที่นี่
[เทียบกับแม่น้ำไนล์แล้ว แม่น้ำไนล์ไหลจากทิศใต้ไปเหนือ จากตอนกลางของทวีปอาฟริกาไปลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ประเทศอียิปต์ ฤดูน้ำหลากของไนล์คือช่วงเดือนกันยายน ถึงตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินจึงได้ถูกน้ำพัดพามาบำรุงดินมาตั้งแต่ปลายปี เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกในเดือนมีนาคม ปริมาณของน้ำกับความอุดมของดิน จึงสอดรับกับวงจรการเพาะปลูกพอดี]
แม่น้ำไทกริส ยูเฟรตีสไหลมาบรรจบพบกันเป็นแม่น้ำสายเดียวที่เราเรียกว่า ชัตต์ อัล-อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไป บริเวณตอนใต้ของประเทศซึ่งเป็นปลายน้ำนี้ จึงเกิดเป็นเขตพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีป่ากกขึ้นมากมายและเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญทางใต้ เช่น บาซราห์ และถัดขึ้นไปทางเหนือคือเมืองอูร์ (เป็นเมืองโบราณ) กับเมืองนัสสิริยาห์
บน 2 ฟากฝั่งแม่น้ำทั้งสองนี้ มีทั้งเมืองโบราณและเมืองสำคัญในปัจจุบันเป็นจำนวนมากมายตั้งอยู่ (จากเหนือลงใต้) เช่น นิมรุด นิเนเวห์ โมซุล สามาร์ร่า แบกแดด ซเตสิฟอน บาบิลอน คาร์บาลา นาจาฟ นัสสิริยาห์ อูร์ และบาซราห์ เป็นต้น
ผมจะลองไล่เรียงกล่าวถึงโบราณสถานของแต่ละเมืองว่ามีอะไรบ้าง โดยเกาะติดตามลำน้ำไทกริส และยูเฟรตีส เริ่มจากกรุงแบกแดดขึ้นไปทางเหนือ แล้วจึงวกจากแบกแดดลงไปทางใต้
แบกแดด (Bagdad)ตั้งอยู่บนแม่น้ำไทกริส มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน ปัจจุบันการจะเดินทางเข้าถึงได้ก็โดยทางรถยนต์เท่านั้น โดยเริ่มจากกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดนเป็นระยะทาง 812 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทาง 15 ถึง 18 ชั่วโมง) เดินทางข้ามทะเลทรายนูฟูดทางตอนเหนือ
แบกแดดเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 762 (พ.ศ. 1305) โดยกาหลิบจาฟาร์-อัล-มันซูร์ (Ja’fa al-Mansur) ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริส แล้วจึงขยายข้ามฟากมาด้านฝั่งตะวันออก แบบเดียวกับเมืองกรุงเทพฯของเรา (ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2325 หรือ 1782 หลังคริสตกาล)
แบกแดด เจริญรุ่งเรืองทางการค้า ศิลปะ และศาสตร์ทุกแขนง คู่ขนานไปกับเมืองบาซราห์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ปลายน้ำอันเป็นเมืองท่าต่อลงไปยังอ่าวเปอร์เซีย ความรุ่งเรืองสุดยอดของแบกแดดนั้นอยู่ในสมัยของกาหลิบ อัล-มามูน และกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid) ผู้ลูก ใครที่เคยอ่านนิยาย พันกับหนึ่งราตรี หรือ นิทานอาหรับราตรี (One Thousand and One Nights หรือ Arabian Nights หรือ The Nights) คงจะจำได้ว่า มีการกล่าวอ้างถึงความโอ่อ่า รุ่งเรืองของแบกแดดในปลายคริสตศตวรรษที่ 8 นี้
ตลอดระยะเวลา 496 ปี มีการสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญ ๆ เช่น พระราชวังของราชวงศ์ อับบาสิค (ค.ศ.1179/พ.ศ.1722) โรงเรียนสอนศาสนา อัล-มุสตาน สิริยาห์ ที่โอ่อ่า (ค.ศ.1232/พ.ศ.1775) และสุเหร่างามชื่อ มิรจาน (ค.ศ.1358/พ.ศ.1901) ความรุ่งเรืองของเมืองเสื่อมถอยลงเพราะถูกโจมตีโดยฮูลากุ หลานของเจงกิสข่าน ใน ค.ศ. 1258/พ.ศ. 1801 (ตรงกับสมัยสุโขทัย)
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน(ก่อนการถล่มแบกแดดคราวนี้)
ซเตซิฟอน (Ctesiphon)ตั้งอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดลงไปทางตอนใต้ 30 กิโลเมตร เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรปาร์เทียน ( 200 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2203 ปีมาแล้ว) และตั้งอยู่กึ่งกลางของเส้นทางสายไหมระหว่างจีน กับกรุงโรมพอดี ต่อมาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซัสซานิค อีก (ค.ศ.226/พ.ศ.769) ปัจจุบันมีอาคารหลงเหลือจากสมัยซัสซานิคเป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดมหึมา ไม่มีเสายันเพดานเลยเพราะมีอาร์คโค้งสูงถึง 29 เมตรเป็นตัวเพดาน อาคารทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐเผา และอาจเคยประดับประดาด้วยเครื่องเคลือบต่าง ๆ
บาบิลอน (Babylon) เป็นเมืองใต้แบกแดดไป 120 กม. แต่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรตีส ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบาบิลอน (1894 ก่อนคริสตกาล หรือ 3897 ปีมาแล้ว) ผลผลิตของอาณาจักรบาบิลอนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันคือ ระบบกฎหมายแรกของโลกที่เกิดขึ้นในสมัยของกษัตริย์ ฮัมมูราบี วลีที่เราพูดว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ซึ่งหมายถึงบทลงโทษอาญาต่อการกระทำผิด (และยังเป็นพื้นฐานของกฎหมายบางด้านในปัจจุบัน) ก็คือส่วนหนึ่งของกฎหมายที่มาจากสมัยนี้
ส่วนวัตถุที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันในเมืองบาบิลอนนี้ คือทรากฐานของสวนลอยแห่งกรุงบาบิลอนซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดของโลกสมัยโบราณ และปฏิมากรรมสิงห์แห่งบาบิลอนซึ่งจำหลักขึ้นจากหินแกรนิต
ตัวเมืองบาบิลอนสร้างจากอิฐเผาขนาดมหึมา พร้อมบางส่วนของประตูชัยแรกของโลกซึ่งบูชาเทพี อิชตาห์ พร้อมจำหลักเทพอะดัด (วัว) เทพมาร์ดุก (งูผสมเหยี่ยว และ สิงห์) และเทพีอิชตาห์ (สิงโต) ประตูชัยนี้ถูกปล้นสดมภ์ และขนย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน กรุงเบอร์ลิน โดยนักขุดค้นชาวเยอรมัน ประตูชัยอิชตาห์นี้เก่าแก่กว่า และอาจเป็นแม่แบบประตูชัยทั้งสามในกรุงโรม (รุ่นโรมัน) ส่งอิทธิพลลงไปที่ประตูชัยปารีส และประตูชัยอื่น ๆ ในยุโรป ตลอดมาจนถึงที่กรุงเวียงจันทน์ เขตเมืองเก่าบาบิลอนนี้ยังมีทรากของปิรามิดโบราณที่เรียกว่า ซิกกูรัต บูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ซึ่งปิรามิดนี้ สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของความคิดเรื่องหอบาเบล ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลส่วนเก่าด้วย
คาร์บาลา และนาจาฟ (Karbala และ Najaf)มีประชากรสองแสนเก้า และสามแสนคน ตามลำดับ เป็นเมืองอยู่ถัดกันไม่ไกลจากเมืองบาบิลอน ซึ่งกำลังถูกปิดล้อมโดยกองทัพอเมริกัน-อังกฤษอยู่ขณะนี้
บริเวณนี้ เคยเป็นสมรภูมิรบที่สำคัญของมุสลิม 2 เผ่า ซึ่งช่วงชิงการนำกันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระนบี มะหะหมัด สายหนึ่งอยู่ที่กรุงดามัสคัส (ซีเรียปัจจุบัน) ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นหลานของพระมะหะหมัด ชื่อฮุสเซน
ฮุสเซนถูกล้อมด้วยทัพของศัตรูที่มีจำนวนมากมายมหาศาล (แบบที่ทัพอเมริกัน-อังกฤษ กำลังปิดล้อมอยู่นี้) และเสียหัวให้กับศัตรูในท้ายสุด แต่ชื่อและวีรกรรมของท่านมีชีวิตอยู่มาจนปัจจุบัน ผู้นับถือท่านตั้งเป็นนิกายสำคัญของศาสนาอิสลามคือ นิกายชิอะห์ ชื่อของท่านกลายเป็นที่นิยมโดยทั่วไปของอิสลามิกชาย
ในเมืองคาร์บาลา มีสุเหร่าอุทิศให้ท่านฮุสเซน (Husayn ibn Ali ซึ่งแปลว่า ฮุสเซนผู้เป็นบุตรชายของอาลี) ส่วนในเมืองนาจาฟเอง มีสุเหร่า(และหลุมศพ)ของท่านอาลี (บุตรเขยของพระมะหะหมัด)
เมืองทั้งสองจึงเป็นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของอิสลามิกนิกายชิอะห์ และเป็นเมืองต้นทางของการจาริกแสวงบุญไปยังนครศักดิ์สิทธิ์เมกกะ ซึ่งอยู่ในซาอุดิอารเบีย
อูร์ (Ur)เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรตีสตอนปลาย เลยต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงเมืองนัสสิริยาห์ ซึ่งกำลังถูกระดมโจมตีอย่างหนักจากทัพอเมริกัน-อังกฤษ
ที่เมืองอูร์ นี้ มีแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีใหญ่อยู่มาก และเป็นแหล่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ และของโลก (6000 ปี)
แหล่งขุดค้นเก่าแก่อายุ 4603 ปี (2600 ปีก่อนคริสตกาล) ขุดโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ฉะนั้น ของส่วนหนึ่งจึงถูกเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์เพนนซิลวาเนีย และนิวยอร์ค
ชนใน 3 ศาสนา คือ ยูดาย คริสต์ และอิสลาม เชื่อว่าบรรพชนที่ชื่ออับราฮัม (อิบรอฮิม) เป็นคนเกิดเมืองนี้ ท่านอพยพเดินทางไกลไปตามเส้นทางของดินอุดมรูปเสี้ยวจันทร์ (fertile crescent) และบรรพชนรุนต่อมาคือโมเสสจะได้นำพาลูกหลานชาวยิว อพยพออกจากอียิปต์ไปหาดินแดนตามพันธสัญญา (แน่นอน ข้อความตอนนี้พวกยิวและคริสต์เน้นหนักหนา) ซึ่งจบลงที่เมืองเจริโก (ในจอร์แดนปัจจุบัน) ในบรรพชนรุ่นต่อจากโมเสส คือโจชัว ดินแดนอุดมซึ่งมีทั้งนม และน้ำผึ้ง (milk and honey)
อับราฮัม เป็นบิดาของอิชมาเอล ต้นสายของพวกอาหรับ และยังเป็นบิดาของไอแซค ต้นสายของพวกยิวด้วย
ฉะนั้น ทรากเมืองโบราณอิฐของที่นี่ จึงถูกเรียกกันว่า “บ้านของอับราฮัม” และเชื่อถือกันในหมู่คนพื้นถิ่น
ในเมืองนี้ยังมีซิกกูรัคบูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ขนาดมหึมา (เคยสูงถึง 30 เมตร หรือเท่ากับตึกประมาณ 10 ชั้น) ปัจจุบันเหลือประมาณ 2 ใน 3 และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียิ่ง เพราะนี่คืออดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรซูเมอเรี่ยน (3100 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 5102 ปีที่แล้ว)
ซามาร์รา (Samarra)เมื่อเราวกกลับมายังกรุงแบกแดด แล้วเลยขึ้นไปทางทิศเหนือบนฝั่งแม่น้ำไทกริสอีก 120 กม. ก็จะถึงเมืองเมืองนี้
ในเมืองมีเขตโบราณสถานพื้นที่ขนาด 57 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้เพราะตรงนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อับบาสิค (ค.ศ.836-92/พ.ศ. 1379-1435) เมื่อย้ายเมืองหลวงจากแบกแดดขึ้นมาที่นี่
ทรากอาคารสุเหร่ารวมทั้งป้อมปราการ ที่พักกองคาราวานสินค้า และโรงเรียนสอนศาสนาขนาดมหึมา (400 x 470 เมตร) ที่ได้รับการบูรณะไว้อย่างดี เป็นพยานของความยิ่งใหญ่ในอดีต
ส่วนหนึ่งของสุเหร่า อาบู ดูลาฟ ที่ได้รับการบูรณะไว้ดียอดเยี่ยมคือ หอสูง (55 เมตร) หรือหอบัง (มีนาเรต) ซึ่งมีบันไดเวียนอยู่ภายนอกของหอจากฐานจนถึงยอดสุด
สุเหร่านี้อายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1200 ปี !
โมซุล (Mosul)เป็นเมืองที่อยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือต่อไปอีก 280 กม. บนน้ำสายเดียวกัน เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีประชากรประมาณล้านเศษ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่กำลังถูกโจมตีลงมาจากด้านเหนือของประเทศ
โมซุล เคยรุ่งเรืองในฐานะที่อยู่บนเส้นทางสายไหม และเป็นเมืองที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางนี้หากนับจากเมืองจีนจนถึงกรุงโรม เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องผ้าฝ้าย (แม้ในปัจจุบัน) ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เราเรียกว่าผ้ามัสลินก็เรียกกันตามชื่อเมืองนี้เอง
ร่องรอยของความรุ่งเรืองของโมซุลในอดีตอันไกลโพ้นอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ (ปัจจุบัน) คือ ฮัตรา ซึ่งอยู่ระหว่างโมซุล กับกีรกุก และกำลังถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน เพราะบริเวณแถบนี้อุดมไปด้วยน้ำมัน
ฮัตรา เป็นเมืองโบราณที่โอ่อ่า และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียอดเยี่ยม รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมระหว่างปาร์เทียน-กรีก และโรมัน เช่นเดียวกับปาล์มีร่า (ในซีเรีย) และเปตรา (ในจอร์แดน) เพราะอยู่บนเส้นทางการค้าเดียวกัน
นิเนเวห์ และนิมรุด (Nineveh และ Nimrud)อาจถือได้ว่าเป็นเมืองบริวารของโมซุล เพราะมีระยะห่างกันภายในรัศมี 40 กม.เท่านั้น
เมืองนิมรุต เป็นเมืองหลวงที่สอง (ถัดจากเมืองอัสซูร์ ซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน) ของอาณาจักรอัสสิเรียน ซึ่งมีอายุเกือบ 3000 ปีแล้ว ที่เมืองนี้มีทรากเมืองโบราณเป็นตัวพระราชวังของกษัตริย์อาชูร์นาสิปาลที่ 2 (2882 ปีที่แล้ว) ปากทางเข้าท้องพระโรงและของเมืองมีทวารบาลรูปโคมีปีกเหยี่ยว หัวเป็นคน (แข็งแรงดุจโค ปัญญาดุจมนุษย์ และเคลื่อนไหวในอากาศได้ดุจเหยี่ยว)เฝ้าปากทางอยู่ นักขุดค้นชาวอังกฤษ ได้ขนย้าย 1 หรือ 2 ตัวไปที่อังกฤษ ปัจจุบันอยู่ที่บริติชมิวเซียมในกรุงลอนดอน ส่วนเครื่องทองอัญมณี เครื่องใช้ประดับหลุมพระศพของพระราชินี อยู่ที่กรุงนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยเพนนซิลวาเนีย ในสหรัฐอเมริกา
ส่วนเมืองนิเนเวห์นั้น เป็นเมืองหลวงรุ่นที่สามถัดจากนิมรุด (อายุ 2707 ปี) เป็นเมืองที่มีแนวกำแพงล้อมรอบยาวถึง 12 กิโลเมตร มีประตูเมืองถึง 15 ประตูสมกับเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอดีตกาล เราพบข้าวของมากมาย โดยเฉพาะอักษรลิ่ม (คูนิฟอร์ม = cunie แปลว่าลิ่ม เพราะอักขระที่จารึกนั้น เกิดจากการกดประทับรอยลงบนแผ่นดินเหนียวดิบด้วยเครื่องมือคล้ายแท่งดินสอ แต่มีเหลี่ยมสามด้าน รอยประทับจึงลึกลงไปเป็นรูปลิ่ม) เราพบจารึกเช่นนี้ถึงกว่า 20,000 ชิ้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกทางการค้า แต่ก็ทำให้เราทราบเรื่องราวต่าง ๆ ของคนในรุ่นนั้นได้
ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงข้างต้นนี้ เป็นเพียงบางส่วนของโบราณสถานทั้งของอดีตอันไกลโพ้น และของประวัติศาสตร์ที่มีอายุหนึ่งพันปีเป็นอย่างน้อยทั้งสิ้น สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เปราะบางอย่างที่สุดต่อการรุกรานของมนุษย์ ทั้งในแง่ของการปล้นสดมภ์ และอาวุธนานาชนิดที่ถล่มใส่กันยามสงคราม เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ประกอบกันขึ้นด้วยอิฐ (ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผา) ซึ่งมีอายุเป็นพัน ๆ ปี อีกทั้งยังตั้งใกล้เคียงกับเมืองทั้งหลายที่ถูกชนป่าเถื่อนรุ่นใหม่กำลังระดมโจมตีอยู่อย่างหนัก
เราคงจะทำได้อย่างเดียวก็คือ หวังว่าปาฏิหารย์จะได้ปกปักษ์รักษาสสสิ่งเหล่านี้ให้อยู่รอดเหมือนอย่างที่อยู่รอดมาได้เป็นนับพัน ๆ ปี จนถึงปัจจุบัน เที่ยวกลางสนามรบอิรักเที่ยวกลางสนามรบอิรัก ทรงยศ แววหงษ์ บทความนี้เขียนเมื่อเมษายน 2546 ตีพิมพ์ในนิตยสาร MARS
ผมย่ำเท้าไปบนทรายปนเกล็ดดินด้วยสำนึกว่า กำลังเดินอยู่บนที่ตั้งถิ่นฐานของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่นี่เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งของอารยธรรมสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมียอายุเกือบ 5 พันปีที่แล้ว
รอยเท้าที่ย่ำไปบนทราย บางทีเกิดเป็นรอยเท้าที่ชุ่มน้ำ เดินต่อไปก็ได้พบตาน้ำขนาดปลายนิ้วก้อยซึ่งปุดเป็นฟองน้ำขนาดเล็ก แล้วกลายเป็นทางน้ำขนาดจิ๋วต่อสู้กับอากาศที่แห้งแล้ง และแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรง ข้างล่างลงไปเป็นสายธารน้ำไทกริสไปจนจรดกับแม่น้ำยูเฟรติสที่รวมเป็นแม่น้ำสายเดียวที่เรียกว่า ชัตต์อัล-อาหรับ ก่อนไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย
อิรักที่ผมรู้จักเมื่อสามปีที่แล้วให้ความทรงจำงดงาม เมื่อผมพร้อมกับเพื่อนเดินทาง 18 ชีวิตได้มีโอกาสได้รับเชิญในฐานะนักวิชาการจากบริษัท ท่องโลกศิลปและวัฒนธรรมให้เดินทางไปแหล่งอารยธรรมโบราณในประเทศอิรัก เป็นความรู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าโลกของชาวอาหรับเป็นมิติลี้ลับ ที่คนทั่วไปรู้จักน้อยมากๆแต่สร้างแรงบันดาลใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติ
เราใช้เวลาหกชั่วโมงบินข้ามฟ้าจากกรุงเทพไปสู่กรุงอัมมาน เมืองหลวงของประเทศจอร์แดน เพราะอิรักขณะนั้นอยู่ใน No Fly Zone เช้าวันต่อมาจึงเดินทาง 15-18 ชั่วโมงข้ามทะเลทรายนูฟูดที่ร้อนระอุเป็นระยะทางไกล 812 กิโลเมตรด้วยรถโค้ชสู่กรุงแบกแดด ซึ่งเป็นนครหลวงและจุดศูนย์กลางของการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ประเทศอิรักของคณะเรา
เราเริ่มต้นที่แบกแดด เพื่อเป็นจุดเชื่อมไปสู่เมืองต่างๆจากใต้ขึ้นเหนือ ได้แก่เมืองบาสราฮ์-อูร์-นาสิริยาห์-นาจาฟ-ฮิลลาส์-คาร์บาลา-บาบิโลน-ซเชติฟอน-สามาร์รา-ติกริต-กรีกุก-นิดรุส-นินเวห์และสุดท้ายที่เมืองโมซูล
เมืองต่างๆเหล่านี้ เป็นชื่อเมืองสำคัญๆของอิรักตามลำน้ำไทกริสและยูเฟรติสที่ผมไปเยี่ยมชมโบราณสถานและเก็บไว้ในรูปความทรงจำที่เป็นรูปถ่ายจำนวนมาก แม้จะมีข้อห้ามถ่ายภาพสถานที่ราชการและห้ามถ่ายสุภาพสตรีชาวอิรักโดยไม่ได้รับการยินยอม แต่ชาวอิรักที่ผมพบขณะนั้นต่างชื่นชอบการถ่ายภาพและมีน้ำใจยิ่งนัก
กรุงแบกแดด ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริสมาตั้งแต่สร้างเมืองเมื่อค.ศ.762 หรือพ.ศ.1305 โดยกาหลิบ จาฟาร์อัล-มันซูร์(Jafa al-Mansur) เป็นศูนย์กลางความเจริญทางการค้า ศิลปวัฒนธรรมทุกศาสตร์ คู่เคียงขนานไปกับเมืองบาสราส์ที่อยู่ตอนใต้ปากทางออกอ่าวเปอร์เซีย
ความรุ่งเรืองสุดยอดของกรุงแบกแดดอยู่ในสมัยของกาหลิบ อัล มามูนและกาหลิบ ฮารูน อัล-ราชิด ตลอดระยะเวลา 496 ปี มีการก่อสร้างสถานที่สำคัญๆ เช่น พระราชวังของราชวงศ์อับบาสิค พ.ศ.1722 โรงเรียนสอนศาสนา อัล-มุสตาน สิริยาห์ที่โอ่อ่าในปี พ.ศ.1775 และสุเหร่างาม ชื่อ”มิรจาน” แต่ในปีพ.ศ.1801 ตรงกับสมัยสุโขทัย ความรุ่งเรืองของกรุงแบกแดดได้ถึงแก่เสื่อมสลายโดยสงครามจากกองทัพฮูลากู หลานของเจงกิสข่านและล่าสุดในสงครามอ่าวเปอร์เซียสองครั้ง
ผมถ่ายภาพสุเหร่าเก่าแก่อายุประมาณศตวรรษที่ 8 ไว้ ลวดลายที่จำหลักในสุเหร่าถูกช่างศิลป์แกะสลักอย่างละเอียดปราณีตงดงามยิ่งนัก แม้ว่าอิรักจะไม่เคร่งครัดกับสตรี แต่กรณีแวะชมมัสยิด สตรีต้องแต่งกายสุภาพโดยคลุมผม สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวหรือกระโปรงยาวคลุมเข่า เนื่องจากกฏของมุสลิม สตรีจะให้บุคคลอื่นเห็นได้เพียง 3 ส่วนคือ ใบหน้า มือและเท้า ส่วนอื่นต้องปกปิดทั้งหมดโดยสวมเสื้อผ้าหลวมไม่เน้นทรวดทรง
กรุงแบกแดดในยุคที่ซัดดัมปกครองถือว่าเป็นศูนย์กลางการเมือง การปกครองของประเทศอิรัก ขณะที่เมืองติกริตเป็นเมืองเกิดของซัดดัม ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนอันแข็งแรงของเขาขณะนั้น
จากแบกแดดสู่ทางใต้ที่ตั้งของเมืองบาสราส์ ชื่อนี้ถูกกล่าวถึงนับครั้งไม่ถ้วนในนิทานอาหรับราตรี (Tales from the Thousand and One Night) เมื่อซินแบด กลาสีชาวอาหรับผู้เดินทางผจญภัยล่องตามแม่น้ำไทกริสจากกรุงแบกแดดสู่เมืองบาสราส์
เมืองบาสราส์จึงเป็นเมืองท่าสำคัญปากอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเส้นทางค้าขายระหว่างประเทศอินเดีย แคว้นสินธุ์ และทะเลจีน เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนเครื่องเทศ อัญมณี ผ้าแพรพรรณ เครื่องหอม และเครื่องกระเบื้องเคลือบ
ถัดจากเมืองบาสราส์มาตามลำน้ำยูเฟรติสก็จะถึงเมืองนาสิริยาฮ์และเมืองอูร์ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกกว่า 6,000 ปีของชาวสุเมเรียน และเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ วิหารซิกบ้านเกิดของบรรพชนที่ชื่ออับราฮัมหรืออิบรอฮิม ผู้เป็นบิดาของอิชมาเอล(ต้นสายของชาวอาหรับ)และไอแซค(ต้นสายของชาวยิว)แต่บัดนี้ทั้งสองต่างทำลายล้างชีวิตกันอย่างรุนแรง
ผมผ่านคนงาน 2-3 คนที่นั่งทำงานอยู่กลางแดดเปรี้ยงเดือนเมษายน เขาง่วนแซะและทำความสะอาดอิฐที่เก็บจากเนินข้างๆ ถัดไปเป็นซากฐานของบ้านของอับราฮัมทรงสี่เหลี่ยมแบ่งเป็นห้องหับเล็กๆ ที่มีบันไดขึ้นลงระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสองได้
ที่เมืองอูร์ ผมเห็นอักษรลิ่มหรือคูนิฟอร์ม(Cunei แปลว่าลิ่ม)ที่ชาวสุเมเรียนใช้ไม้หรือของมีคมปลายตัดสามเหลี่ยมกดลงบนแผ่นดินเหนียวเปียกเป็นอักษรภาพบันทึกเรื่องราวของเทพเจ้า นามกษัตริย์ ชื่อของเมือง จำนวนและขนาดสินค้า ตราประทับผู้ส่งต้นทาง เป็นบันทึกที่น่าทึ่งมากสำหรับผม และบางสถานที่เล่ากันว่า บางแผ่นอักขระที่ซ่อมแซมใหม่เป็นจารึกชื่อซัดดัม ฮุสเซนด้วย
ที่เมืองนาจาฟ –ฮิลลาฮ์ และคาร์บาลา อัน เป็นเมืองหลักของศาสนาอิสลาม นิกายชิอะห์ ซึ่งเป็นปรปักษ์กับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนผู้นับถือนิกายซุนหนี่ ในสมัยโบราณบริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิรบระหว่างผู้นำมุสลิมสองสาย คือสายของฮุสเซน หลานของพระมะหะหมัดกับสายทางกรุงดามัสกัสหรือซีเรียปัจจุบัน หลังการสิ้นพระชนม์ของพระนบี ชื่อและวีรกรรมของท่านฮุสเซนที่เสียหัวแก่ศัตรูได้ก่อให้เกิดผู้นับถือศรัทธานิกายชิอะห์จำนวนมาก และชื่อของฮุสเซนกลายเป็นมงคลนามสำหรับตั้งชื่อบุตรชายของตน
ระหว่างเมืองนาจาฟและคาร์บาลานี้มีเมืองหลวงโบราณที่ระบือนามว่า “บาบิลอน”ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์โลกที่เป็นสะพานเชื่อมต่ออดีตนับพันๆปี ผมเดินผ่านประตูชัยจำลองของเมืองบาบิลอนด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ใจหนึ่งรู้สึกว่ากำลังเดินผ่านกาลเวลาย้อนกลับไปถึง 3,897 ปี เข้าสู่เมืองของพระเจ้าเนบูชัดเนสสาร์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยยาตราทัพไปตีกรุงเยรูซาเลมจนพังพินาศ แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกว่าประตูนี้เป็นของจำลอง เพราะประตูชัยจริงได้ถูก “ขโมย”ยกไปตั้งที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอนที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีตั้งนานแล้ว
เป็นที่รู้จักกันว่าที่นี่เป็นกำเนิดของกฏหมายแรกของโลกในสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี ว่าด้วยกฏตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ซึ่งถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่เป็นพื้นฐานกฏหมายปัจจุบันด้วย
นอกจากนี้ยังมีสวนลอยแห่งกรุงบาบิลอน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณที่ชาวกรีกจัดลำดับไว้เมื่อ 2600 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงปรากฏเห็นเป็นซากของฐานสวนลอย ซึ่งอยู่ทางซ้ายของเส้นทางเดิน มองดูเหมือนป่าสีเขียวสดชื่นท่ามกลางความแห้งแล้ง
เกือบสุดปลายทางจะเห็นอาคารมหึมาคล้ายปิรามิดที่เรียกว่า ซิกกูรัต (Ziggurat) ซึ่งสร้างไว้เป็นที่บูชาเทพเจ้ามาร์ดุก เทพสูงสุดแห่งบาบิลอน ความใหญ่โตของซิกกูรัตกลายเป็นตำนานของหอคอยแห่งบาบีลอนในพระคัมภีร์ไบเบิลส่วนพันธสัญญาเก่า ซึ่งเล่าว่า มนุษย์นั้นอาจหาญสร้างหอสูงเพื่อให้ไปถึงสวรรค์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงสาปให้คนทั้งปวงพูดต่างภาษากันจนถึงกับแตกสามัคคีกัน ทำให้การสร้างหอสูงค้างคาอยู่เป็นมรดกโลก และทิ้งความหมายของคำว่า Babel ที่แปลว่าพูดจาวกวนให้งุนงงไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ
ระหว่างเดินชมเมือง กลิ่นหอมอ่อนๆที่ระเหยจากชาวเมืองบาบิลอนที่เดินผ่านผมไป ทำให้ผมได้รู้ว่าวัฒนธรรมชาวเมืองนี้อาบและอบตัวในห้องที่อบอวลด้วยไอน้ำที่เกิดจากการราดน้ำลงบนแผ่นหินเผาไฟร้อนจนเปิดรูขุมขนออกแล้วใช้ก้อนดินเผาเล็กๆขัดรอยหยาบกร้านและคราบไคล ตามด้วยการนวดตัวแล้วชะโลมร่างกายและผมด้วยน้ำมันหอม
จากบาบีลอนเข้าสู่แบกแดดอีกครั้ง และ เข้าพักที่โรงแรม BABEL ก่อนออกเดินทางขึ้นทางเหนือของอิรัก ไปยังเมืองสามาร์ร่า-กีรกุก ซึ่งมีอุทยานประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง
ที่เมืองกีรกุกซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิรัก นักโบราณคดีขุดพบเครื่องมือหินดึกดำบรรพ์อายุตั้งแสนปี ต่อมาบริเวณนี้ยังค้นพบหลักฐานการเพาะปลูกและเลี้ยงปศุสัตว์เป็นครั้งแรกของโลกเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว
ส่วนบริเวณใกล้เคียงเมืองสามาร์ร่า ปัจจุบันขุดพบการใช้เครื่องมือทำด้วยทองแดงอายุ8,000 ปีซึ่งร่วมสมัยกับเมืองชาตาล ฮูยุคในตุรกี สัญลักขณ์เมืองสามาร์ร่าคือหอบัง(มินาเรต)สูง 55 เมตรเคียงข้างสุเหร่า อาบู ดูลาฟอายุเก่าแก่เกือบ 1,200 ปีที่ได้รับการบูรณะดีเยี่ยม หอบังนี้สร้างไว้สำหรับให้คนวิ่งขึ้นไปข้างบนแล้วส่งเสียงบอกว่าถึงเวลาสวดแล้ว
จากซากเมืองอัสซีเรียนโบราณในเมืองสามาร์ร่า เราออกเดินทางต่อไปยัง “เมืองโมซูล” ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของอิรักในปัจจุบัน โมซูลในอดีตเป็นเมืองสำคัญในเส้นทางสายไหมที่เป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายเนื้อดีเยี่ยมที่เราเรียกว่า ผ้ามัสลิน
ไม่ห่างจากเมืองโมซูล เป็นเมืองนิเนเวห์และนิมรุด ซึ่งถือเป็นเมืองบริวารที่อยู่ในรัศมี 40 กิโลเมตรเท่านั้น มีซากเมืองโบราณที่เป็นตัวพระราชวังกษัตริย์อาชูร์นาสปาลที่สองประมาณ 2,882 ปีที่แล้ว หน้าประตูเมืองและท้องพระโรงมีทวารบาลรูปหน้าคนแต่ลำตัวเป็นวัวและมีปีกเป็นเหยี่ยว ที่มีสัญลักษณ์แทนปัญญามนุษย์ ผู้มีพลังดุจวัวและเคลื่อนไหวดุจพญาเหยี่ยว ทวารบาลนี้ยังเห็นที่บริติชมิวเสียมในลอนดอน ส่วนเครื่องทองประดับหลุมศพพระราชินีอยู่ที่นิวยอร์คกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียในสหรัฐฯ
ที่สุดท้ายของการเดินทางนี้สิ้นสุดที่พิพิธภัณฑ์ MOSUL MUSEUM ที่แสดงงานขุดค้นโบราณสถานหลายแห่ง เช่น ภาพการขุดค้นกำแพงเมืองเก่า ที่มีความยาวล้อมเมืองนิมรุดถึง 12 กิโลเมตร ทำให้มีประตูเมืองถึง 15 ประตู นอกจากนี้โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ยังชี้ให้เห็นความรุ่งเรืองในอดีตจากบันทึกทางการค้าด้วยอักษรลิ่มคูนิฟอร์มด้วย
ในแง่ของอดีตแล้ว เมืองเหล่านี้สำคัญกว่าน้ำมัน สำคัญกว่าซัดดัม ฮุสเซน สำคัญกว่าชาวเคิร์ดและสำคัญกว่าการเป็นเขตยุทธศาสตร์ทางการทหารของอเมริกัน-อังกฤษ
ขณะผมดูทีวีข่าวการถล่มเมืองต่างๆในอิรัก ความคิดของผมย้อนกลับไปถึงชาวอิรักหลายๆคนที่ผมได้เจอนับแต่เด็กขายข้าวโพดที่หน้าสุเหร่าเมืองคาร์บาล่า, พ่อกับลูกสาวตัวน้อยที่ริมแม่น้ำไทกริสในกรุงแบกแดด, ชายแก่ผู้อารีเจ้าของบ้านต้นกกที่เมืองอูร์ใกล้ๆเมืองนัสสิริยาห์ เจ้าของร้านอาหารอร่อยที่เมืองสมาร์ร่า และอาจารย์โบราณคดีที่สูงอายุผู้นำเราไปชมแหล่งขุดค้นที่เป็นผลงานของท่านที่เมืองนิมรุด
ผมคิดถึงว่าเมืองต่างๆเช่น บาสราส์ นาสิริยาส์ นาจาฟ ฮิลลาส์ คาร์บาลา แบกแดด ติกริต กรีกุกและโมซุล คงมีความหมายต่อแม่ทัพอเมริกันและอังกฤษ ในฐานะเป็นเมืองยุทธศาสตร์ในการรบเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ยุทธการรบตั้งแต่เริ่มรบจนถึงการโค่นล้มอนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของซัดดัมในใจกลางเมืองแบกแดดที่ผมเคยไปเยือน เป็นเพียงยุทธการยึดเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอืนที่มิใช่ของชาวอิรักเลย ?!
ล้อมกรอบ อิรักที่รู้จักปี 2542 ประชากร 22.4 ล้านคน(ปี 2542) พื้นที่ 435,000 ตร.กิโลเมตร เวลา ช้ากว่าประเทศไทย 3 ชม.ครึ่ง(ฤดูหนาว 4 ชั่วโมง)
สกุลเงินตรา ดีนาร์ (DINAR ,IRD) 1 ดอลลาร์เท่ากับ 1,250 DINAR(ปี 2543) อาหารและเครื่องดื่ม อาหารประจำวันของชาวอิรักจะรับประทานแผ่นแป้งที่เรียกว่า นาน หรือ ปิต้า ร่วมกับเครื่องจิ้มเครื่องเคียง ที่แยกเป็นจานๆมาให้ ประกอบด้วยสลัดผักกับมะเขือเทศราดมาด้วยน้ำมันมะกอก หรือถั่วอัลมอนด์บดเป็นผงผสมไข่กับน้ำมันมะกอก หรือนมเปรี้ยวที่ทำจากแพะหรือแกะผสมไข่กับน้ำมันมะกอก เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ตามด้วยอาหารหลักที่มีเนื้อสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ ปลา เนื้อวัว เนื้อแพะหรือแกะให้เลือก การแต่งกาย สำหรับสุภาพสตรีต้องคลุมกายมิดชิด ให้คนอื่นเห็นได้เพียง 3 ส่วนคือ ใบหน้า มือและเท้า เสื้อผ้าต้องหลวมไม่เน้นรูปร่าง สามารถนุ่งกางเกงได้แต่เสื้อต้องคลุมตะโพก ส่วนสุภาพบุรุษแต่งสุภาพเสื้อและกางเกงขายาว ข้อปฏิบัติในอิรักปี2542 1.ห้ามถ่ายภาพสถานที่ราชการ ตำรวจ ทหารหรือพื้นที่ยุทธศาสตร์ 2.ห้ามถ่ายภาพสุภาพสตรี โดยไม่ได้รับคำยินยอม 3.งดคุยเรื่องการเมืองหรือศาสนากับคนพื้นเมือง 4.เคารพสถานที่ทางศาสนา เช่นมัสยิด แต่งกายสุภาพ สตรีต้องคลุมผม 5.เครดิตการ์ดและเช็คเดินทางไม่สามารถใช้ได้ที่อิรัก จึงไม่ควรพกพาไป 6.แลกเงินเป็นดีนาร์เป็นธนบัตรใบย่อยๆจำนวนน้อยเพื่อซื้อของที่ระลึกหรือน้ำดื่ม หรือให้ทิปแก่พนักงานบริการ 7.เตรียมสบู่ ยาสีฟันและแชมพูสระผมไปด้วยเสมอ 8.รองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องนอน 9.ไฟฉายขนาดเล็กที่ควรเตรียมไปเพราะระบบไฟไม่แน่นอน ในต่างจังหวัดเล็กๆจะปิดไฟตั้งแต่เช้าถึงเย็น 10.ห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าประเทศอิรักเด็ดขาด หากติดตัวไปต้องฝากไว้ที่ด่านศุลกากรที่พรมแดน 11.วีดีโอทุกชนิดต้องระบุยี่ห้อ รุ่นและหมายเลขชัดเจนในหนังสือเดินทาง 12.ไม่แนะนำนำเครื่องประดับราคาแพงไปด้วยเพราะต้องเสียเวลาแจ้งและไม่ปลอดภัย 13.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้คนละ 1ลิตร แต่ดื่มได้เฉพาะในโรงแรม หากดื่มระหว่างเดินทางท่องเที่ยวถือว่าไม่สุภาพ August 22 การ”ค้นพบ” ฟาโรห์สตรีการ”ค้นพบ” ฟาโรห์สตรี ความเป็นมาของอียิปต์โบราณ
ประวัติความเป็นมาของอียิปต์โบราณค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อความรู้ในการอ่าน เขียนภาษาอียิปต์โบราณที่ชาวกรีกเรียกว่า ไฮโรกลิฟ (Hieroglyph ซึ่งแปลว่า สัญญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์) ได้สูญสิ้นไป โดยเริ่มจากการเปลี่ยนเป็นภาษากรีกเมื่อศาสนาคริสต์ได้แผ่เข้ามายังอียิปต์ซึ่งในขณะนั้นมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนทีน (Byzantine) ในคริสตศตวรรษที่ 4 ศูนย์กลางศาสนาคริสต์ในอียิปต์อยู่ที่เมืองคอปโตส (Koptos) ภาษาอียิปต์ใหม่ที่ถูกทดแทนด้วยอักขระภาษากรีก จึงเรียกว่าภาษาคอปติค (Coptic) และยังใช้กันอยู่ (แม้จะมีพัฒนาการต่อมาอีกมาก)ในสำนักคริสตศาสนาของอียิปต์จนถึงทุกวันนี้แต่ก็เป็นภาษาที่ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประวัติความเป็นมาของอียิปต์โบราณอีกต่อไป จึงกล่าวได้โดยรวมว่า ภาษาอียิปต์โบราณได้ตายจากไปเกือบ 1500 ปี จวบจนกระทั่งปราชญ์ทางภาษาหลายคนเช่น โยฮัน เดวิด อเคอบลาด (Johan David Äkerblad) ชาวสวีเดน โธมัส ยัง (Thomas Young) ชาวอังกฤษ พอจะจับเค้าได้บ้าง แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการอ่านได้โดยสมบูรณ์คือ ฌอง – ฟรองซัวส์ ฌองโปลิยง (Jean-François Champollion) ผู้ซึ่งตีพิมพ์ผลของการศึกษาของเขาเป็นหนังสือ 3 เล่ม คือ Précis du système hiéroglyphique des anciens Égyptiens (1824) Grammaire égyptienne (1836) และ Dictionnaire égyptienne (1841) ซึ่งถือกันว่าเป็นตำราพื้นฐานในการศึกษาภาษาอียิปต์โบราณตลอดมา ฌองโปลิยงประสบความสำเร็จในการอ่านภาษาไฮโรกลิฟได้ก็เนื่องจากการอ่านศิลาจารึกโรเซตตา (Rosetta Stone ซึ่งเรียกชื่อตามชื่อของเมืองที่ได้พบศิลาชิ้นนี้) ศิลาจารึกนี้ เขียนเนื้อความเดียวกันด้วยอักขระ 3 ชนิด คืออักขระไฮโรกลิฟ อักขระเดโมติค (Demotic ซึ่งเป็นภาษาไฮโรกลิฟชนิดสะกดง่ายสำหรับคนทั่วไป) และอักขระคอปติค ด้วยความรู้ภาษากรีก ฌองโปลิยงจึงสามารถอ่านอักขระแบบคอปติคได้ก่อน ต่อจากนั้น เขาได้พบว่าอักขระคอปติคที่อ่านนี้ สามารถเทียบเคียงกับอักขระเดโมติคได้ ในท้ายที่สุดเขาก็สามารถเทียบกับไฮโรกลิฟได้เช่นเดียวกัน ผลของการศึกษาโดยฌองโปลิยง ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์รุ่นต่อมามีกุญแจสำคัญที่จะไขเข้าไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ มากมายของอดีตอันไกลโพ้นของอียิปต์ เราได้ทราบทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยม ความเชื่อศาสนา การเพาะปลูก การค้า เศรษฐกิจ การทหาร สงคราม การเมือง การปกครอง และผู้ปกครอง โดยเฉพาะกษัตริย์ซึ่งชาวอียิปต์เรียกว่า เพอร์-อาว (per-ao แปลตรง ๆ ว่า “บ้านใหญ่”) [1] อันเป็นตำแหน่งของกษัตริย์ที่มีฐานะเป็นกึ่งเทพเจ้า และเราเรียกกันต่อ ๆ มาในภาษาอังกฤษว่า ฟาโรห์ (Pharaoh) ประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณมักนับตั้งแต่การรวมอียิปต์บน และอียิปต์ล่างได้เป็นครั้งแรก ดังที่ปรากฏเนื้อความตามจารึกของพระเจ้านาร์เมอร์ (Narmer ประมาณปี 3000 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งอาจเรียกเทียบเคียงได้ว่าเป็น “ศิลาจารึกหลักที่ 1” ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้มาสิ้นสุดลงในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล อันเป็นปีสวรรคตของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ( Cleopatra VII) ถึงแม้ว่าราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemy) ของพระนางจะสืบเชื้อสายมาจากขุนพลชาวกรีก ทหารเอกของพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราช แต่ราชวงศ์ปโตเลมีก็สืบต่อประวัติความเป็นมาและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของอียิปต์ ดังจะเห็นข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับการที่ทหารโรมันเข้ามายึดครองอียิปต์ หลังความตายของพระนางคลีโอพัตรา อียิปต์มีฐานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรโรมัน และจะต้องประพฤติปฏิบัติตามวัฒนธรรมและแบบอย่างของชาวโรมัน เช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของอาณาจักร ตลอดระยะเวลาเกือบสามพันปีของประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณนั้น มีการแบ่งยุคสมัยตามราชวงศ์ที่ปกครอง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 32 ราชวงศ์ และมีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครองราชย์ได้ประมาณ 170 พระองค์ [2] พระนามของผู้ปกครองเป็นจริงและชัดเจนขึ้นเมื่อมีการค้นพบหลุมพระศพและร่างของพระองค์ซึ่งเก็บรักษาไว้ในรูปของมัมมี่ บ่อยครั้งที่เราพบแต่หลุมพระศพเปล่า ๆ เพราะบรรดาโจรได้เข้าไปทำการโจรกรรมต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางกรณีเกือบจะเรียกได้ว่า เมื่อทำการบรรจุพระศพเสร็จไม่นาน หลุมศพก็กูกปล้นสะดมทันที ทั้งนี้เพราะเราเชื่อว่า โจรต้องการข้าวของเครื่องราชูปโภคที่ทำจากโลหะมีค่า ตลอดจนอัญญมณี เงินทองทั้งหลายที่บรรจุเอาไว้ในห้องเก็บพระศพ หรือแม้กระทั่งในโลง และที่บรรจุในผ้าห่อพระศพด้วยซ้ำไป เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงสันนิษฐานว่า ห้องเก็บพระศพที่ว่างเปล่า โลงศพที่ถูกเปิดฝา และผ้าห่อพระศพที่ถูกฉีกขาด ก็คงจะล้วนมาจากฝีมือของนักโจรกรรมดังที่กล่าวมานี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น การค้นพบพระศพของฟาโรห์หนุ่มตุตอังคอามูน (Tutankhamun)[3] โดยเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 จึงสำคัญยิ่ง แม้โดยความเป็นจริงแล้ว ตัวฟาโรห์พระองค์นี้ ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในทางประวัติศาสตร์นัก แต่การที่หลุมพระศพซึ่งถูกรบกวนจากโจรแต่เพียงเล็กน้อย จึงทำให้เราได้เห็นเป็นครั้งแรกว่า สภาพภายในห้องเก็บพระศพควรจะเป็นเช่นไร เพราะในหลุมพระศพนี้ เราได้พบบรรดาเครื่องราชูปโภคมากมายถึงกว่า 3,500 รายการ ซึ่งเป็นของที่ฟาโรห์ทรงใช้ในขณะที่ทรงยังมีพระชนม์อยู่ เช่น กล่องปากกา โต๊ะ เก้าอี้ เตียงสนามพับได้ แจกัน เครื่องมือล่าสัตว์ และอื่น ๆ อีกมาก รวมทั้งฉลองพระองค์ชุดชั้นใน เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นชีวิตและสังคมสมัยกษัตริย์พระองค์นี้ ตลอดจนสันนิษฐานว่า หลุมพระศพทั้งหลายคงจะมีสภาพไม่ต่างไปจากนี้เท่าไรนัก เนื่องจากว่าการค้นพบมัมมี่พระศพของฟาโรห์ที่สำคัญ ๆ เช่น รามเสสที่ 2 (Ramesses II) เซติที่ 1 (Sety I) ธุตโมซิส ที่ 1 – 3 (Thutmosis I - III) และพระราชินี ที (Tiye) รวมทั้งสิ้น 42 พระองค์ และบุคคลสำคัญอีก 170 ร่าง ซึ่งได้มาจากการขุดค้นในปี 1881, 1891, และ 1898 โดยนักโบราณคดีสำคัญคือ กาสตอง มาสเปโร (Gaston Maspero) และวิคเตอร์ โลเรต์ (Victor Lorlet) เป็นการค้นพบลำพังแต่ร่างมัมมี่ แต่ปราศจากข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ และได้ทราบต่อมาว่า การที่มัมมี่ของบรรพกษัตริย์ตลอดจนบุคคลสำคัญต่างๆ มาอัดแน่นอยู่ในที่เดียวกันนี้ ก็เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายพระศพมาจากสถานที่เดิมเพื่อป้องกันการโจรกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว การโจรกรรมจึงทำให้เราไม่สามารถพบลักษณะที่แท้จริงของหลุมพระศพเอาเสียเลย จนพระทั่งได้มาพบหลุมที่บรรจุพระศพของพระเจ้าตุตอังคอามูนนี่แหละ นอกจากกรณีพระเจ้าตุตอังคอามูนนี้แล้ว นักโบราณคดีก็พยายามค้นหามัมมี่ของกษัตริย์หรือบุคคลที่สำคัญ ๆ ตามรายพระนามที่มีอยู่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการค้นพบแตกต่างกันไป บุคคลสำคัญมาก ๆ อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่หมายปองของนักโบราณคดีมาก ๆ ก็คือ พระนางฮัตเชปสุต (Hatshepsut) ฟาโรห์สตรีผู้ซึ่งครองราชย์อยู่นานกว่า 20 ปี และเป็นยุคสมัยที่จัดว่าเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดสมัยหนึ่ง
ใครคือพระนางฮัตเชปสุต
พระนางฮัตเชปสุต เป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมสิสที่ 1 (Thutmosis I ครองราชย์ระหว่างปี 1504 – 1492 ก่อนคริสตกาล) แต่งงานกับพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของพระนางเอง คือ ธุตโมสิสที่ 2 (ซึ่งครองราชย์อยู่ระหว่างปี 1492 – 1479 ก่อนคริสตกาล) ต่อเมื่อสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์ลง พระนางฮัตเชปสุตก็ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้สำเร็จราชการ ใช้อำนาจร่วมกันกับโอรสบุญธรรมอยู่ 3 ปี พอมาถึงปีที่สาม พระนางก็ประกาศตนเป็น ฟาโรห์ และปกครองอียิปต์โดยลำพังต่อไปถึง 21 ปีกว่า (1479 – 1458/7 ก่อนคริสตกาล) ในรัชสมัยของพระนาง อียิปต์ได้ขยายการค้ากว้างไกลลงไปยังพันต์ (Punt) และนูเบีย ซึ่งอยู่ลึกลงไปในทวีปอาฟริกา ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพจำหลักบนฝาผนังของมหาวิหารบูชาพระนางเองในหุบผาแห่งกษัตริย์ บริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า ดีร์ เอล บาฮารี (Deir el-Bahari)[4] ส่วนหนึ่งของภาพจำหลัก เป็นรูปการลำเลียงเรือข้ามทะเลฟากทิศตะวันออก จนกระทั่งถึงทะเลแดง แล้วจึงแล่นใบเลาะชายฝั่งลงไปทางด้านใต้ ต่อจากนั้นจึงเดินเท้าไปยังดินแดนพันต์ และนูเบีย[5]เพื่อเอาสิ่งมีค่า 2 ชนิดคือ ผงทองคำ กับแฟรงคินเสนซ์ (Frankincense) และ เมอร์ฮ (Myrrh)[6] ยางไม้หอมซึ่งใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งการทำมัมมี่
มักกล่าวกันว่า มีการชะลอต้นเมอร์ฮ มา 2 ต้น นำมาปลูกในสวนอุทยานหน้าเทวสถานแห่งนี้ ดังที่เห็นปรากฏตามภาพจำหลักในเทวสถานข้างต้น และมีวัตถุพยานเป็นตอไม้แห้ง 2 ต้นซึ่งยังปรากฏอยู่แม้ทุกวันนี้
ที่นี่ยังมีภาพจำหลักของพระนางฮัตเชปสุตซึ่งแต่งพระองค์เช่นเดีวกับฟาโรห์ชาย คือนุ่งผ้าอัดเป็นกลีบละเอียด นุ่งโดยโอบรอบสะโพกมาทบกันด้านหน้า ผ้านุ่งยาวถึงเข่า เปิดเผยให้เห็นช่วงขาที่เปลือยเปล่าเช่นเดียวกับเบื้องพระองค์ท่อนบน ผิวเป็นสีน้ำตาลแดง (ตามที่นิยมทาสีนี้สำหรับบุรุษเพศ) สวมกรองพระศอขนาดใหญ่ทำด้วยทองคำ ศิราภรณ์นั้นมีต่าง ๆ แล้วแต่วาระที่กำลังทรงกระทำ และที่สำคัญคือ จะต้องทรงประดับเคราปลอม (ceremonial beard) ที่ใต้คางอย่างที่ฟาโรห์ทุกพระองค์มี พระองค์ทรงเฉลิมพระนามในฐานะฟาโรห์ว่า “มาอัตคารา (Maatkara) ผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน และได้รับพรให้มีชีวิตนิรันดร์” และพระองค์ยังทรงอ้างว่าทรงมีกา (ka)[7] ถึง 9 ตัว ในขณะที่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า คนทุกๆ คน มีกาเพียง 1 ตัว เท่านั้น
ฟาโรห์สตรี แม้ฟาโรห์เกือบทุกพระองค์ตลอดระยะเวลาเกือบสามพันปีจะเป็นชายแต่ก็มีข้อยกเว้นอย่างน้อย 6 พระองค์[8] ที่เป็นหญิงอันได้แก่ นิโตคริส (Nitocris) – ครองราชย์อยู่ประมาณ 3 ปี ระหว่าง 2218 – 2216 ก่อนคริสตกาล ไม่มีประวัติชัดแจ้ง ยกเว้นถูกกล่าวถึงโดยเฮโรโดตัส (Herodotus) เนฟรูโซเบก (Nefrusobek) – ครองอำนาจอยู่ 3 ปี ระหว่าง 1785 – 1781 ก่อนคริสตกาล – ต่อจากฟาโรห์อาเมนเนมฮัตที่ 4 (Amenemhat IV) พี่ชายและสวามีของพระนาง ฮัตเชปสุต (Hatshepsut) – ครองอำนาจต่อจากธุตโมสที่สอง พี่ (น้อง) ชาย/สวามีที่สิ้นพระชนม์ลง ทรงครองราชย์ในฐานะฟาโรห์สตรีต่อไปอีก 21 ปี เนเฟอร์ตีติ (Nefertiti) – ทรงมีบทบาทในการบริหารร่วมกับฟาโรห์อาเมนโฮเตปที่ 4 ซึ่งต่อมาจะได้เปลี่ยนพระนามเป็นอัคเอนาเตน (Amenhotep IV/ Akhenaten) เพราะต้องการจะลดบทบาทอิทธิพลของพวกพระที่อิงสุริยะเทพองค์เดิม คือ อามูน – รา (Amun – Ra) เป็นเครื่องสร้างบารมี กษัตริย์เปลี่ยนไปบูชาสุริยเทพที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือ อาเตน (Aten) ดังจะปรากฏให้เห็นแม้ในการเปลี่ยนพระนามใหม่ ทั้งสองร่วมใช้อำนาจจากปี 1346 – 1333 ก่อนคริสตกาล เมื่อกษัตริย์อัคเอนาเตนสิ้นพระชนม์ลง เรื่องราวของพระนางก็จางหายไปด้วย พระธิดาของพระนางคือ อังคเอสเอนปาอาเตน (Ankhesenpaaten) จะได้แต่งงานกับเจ้าชายหนุ่ม ตุตอังคอาเตน (Tutankhaten) และร่วมกันครองราชย์ในฐานะฟาโรห์และพระราชินีในอีก 3 ปีถัดไป ฟาโรห์องค์ใหม่นี้ อายุเพียง 9 ชันษา และเปลี่ยนพระนามไปเป็น ตุตอังคอามูน (Tutankhamun) เพราะการเมืองแห่งศาสนาดังที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น เทาสเรต (Tausret) – มเหสีของฟาโรห์เซติที่ 2 (Seti II) เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ลง พระนางจะได้ใช้อำนาจร่วมกับฟาโรห์ซิปทาห์ (Siptah) โอรสบุญธรรมในระหว่างปี 1193 – 1185 ก่อนคริสตกาล และฟาโรห์สตรีองค์สุดท้าย ที่คนส่วนใหญ่รู้จักพระนางดี ก็คือ พระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) – ฟาโรห์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemy) อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอียิปต์โบราณก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมันพระนางมักถูกวาดภาพให้เป็นหญิงที่สวยงามแต่แพศยาด้วยทัศนะของนักประวัติ ศาสตร์ชายชาวโรมัน ซึ่งต้องการทำลายความชอบธรรมในการครองอำนาจของพระนางร่วมกันกับจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) มองจากมุมของอียิปต์และพระนางคลีโอพัตรา บทบาทของพระนางตลอดระหว่างปี 51 ก่อนคริสตกาล (?) จนถึงปี 30 ก่อนคริสตกาล โดยเฉพาะการแต่งงานทางการเมือง (political marriage) กับผู้นำทางการเมืองโรมันถึง 2 ครั้ง ก็ล้วนแล้วเป็นไปเพื่อจะรักษาสถานะของอียิปต์ทั้งสิ้น พระนางฆ่าตัวตายในฉลองพระองค์ฟาโรห์สตรีอย่างสมพระเกียรติเมื่อทัพของโรมันบุกเข้ายึดอเลกซานเดรีย อียิปต์ ได้ในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล โดยสรุปแล้ว แม้ฟาโรห์เกือบทั้งหมดเป็นชาย แต่เราก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่า มีข้อห้ามใด ๆ ที่จะขัดขวางมิให้สตรีขึ้นเป็นฟาโรห์หรือไม่ หากมีข้อห้ามใด ๆ ทำไมกรณีของฟาโรห์หญิง 6 พระองค์ที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นข้อยกเว้นได้ หรือจะเป็นดังที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า 5 ใน 6 กรณีนั้น มักเป็นช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสายและ ”ไม่ปรกติ” การขึ้นสู่อำนาจของบรรดาสตรีเหล่านี้ จึงเป็นไปเพื่อสืบทอดราชวงศ์ให้ดำเนินต่อไปได้ อีกทั้งเรายังพบอีกว่า ทุกกรณี เป็นการใช้อำนาจร่วมกันกับพระสวามี และราชโอรสบุญธรรมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม กรณีของพระนางฮัตเชปสุตและพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ซึ่งครองราชย์ยาวนานถึง 20 ปีเศษไล่เรี่ยกันนั้น ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษและวิเศษจริง ๆ การ”ค้นพบ” ฟาโรห์สตรี (ต่อ)
แม่เลี้ยง – ลูกเลี้ยง
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า พระนางฮัตเชปสุตทรงปกครองร่วมกันกับโอรสบุญธรรมใน 3 ปีแรกจากนั้นพระนางจึงได้ประกาศพระองค์เป็นฟาโรห์องค์ใหม่ และใช้อำนาจเต็มตามที่เทวกษัตริย์จะทรงสามารถกระทำได้ ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่า สัมพันธภาพระหว่างทั้งสองพระองค์ย่อมจะเป็นศัตรูทางการเมืองต่อกันโดยธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อเจ้าชายพระองค์นี้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว เฉลิมพระนามตามพระราชบิดาว่า ธุตโมซิสที่ 3 หลังจากที่พระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ลง การทำลายหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความมีอยู่และความยิ่งใหญ่ของพระนาง ซึ่งหมายถึงบันทึกบนกระดาษพาไพรัส จารึกพระนามที่อยู่ตามเทวสถาน ตลอดจนปฏิมากรรมต่างๆ ก็เริ่มต้นขึ้น มีข้อสันนิษฐานว่า อาจจะเริ่มจากพื้นที่ที่ห่างไกลก่อน นี่ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาของฟาโรห์พระองค์ใหม่ที่รอคอยความตายของพระราชมารดาเลี้ยงมาตลอด 21 ปี แต่เป็นการลบประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่ของ “ศัตรู” ของพระองค์ ในขณะเดียวกับที่ประกาศความมีตัวตนอยู่ของพระองค์ควบคู่กับการบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ การทำลายเรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตโดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อยทำลายจำหลักพระนามของพระนางเป็นการทำให้พระนางไม่อาจมีชีวิตอันเป็นอมตะในดินแดนหลังความตายได้ เช่นเดียวกันกับการสกัดส่วนแขน ขา ของภาพจำหลักบนกำแพงเทวสถาน ก็ล้วนให้ผลคล้ายคลึงกัน ความพยายามที่ว่านี้ ดำเนินไปยาวนานตลอดรัชสมัยของธุตโมซิสที่ 3 (ซึ่งนานถึง 33 ปี) ต่อเนื่องลงไปถึงรัชสมัยของฟาโรห์องค์ต่อไปด้วยซ้ำ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.จอยซ์ ทิลเดสลีย์ (Dr. Joyce Tyldesley) ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ต่อสำนักข่าวบีบีซี[9] อันเป็นการวิเคราะห์แบบใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง เธอคิดว่าสัมพันธภาพระหว่างทั้งสองกษัตริย์อาจไม่เป็นอย่างที่เคยเข้าใจกันเสียทีเดียว เพราะโดยฐานะเดิมของพระนางฮัตเชปสุตนั้น เธอเป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 กับพระมเหสี และเพื่อจะสืบสายราชวงศ์ต่อไป พระนางจึงแต่งงานกับพี่ชาย(น้องชาย ?) โอรสของพ่อเธอที่เกิดจากพระสนม เจ้าชายพระองค์นี้ คือฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 2 ฉะนั้น เมื่อพระสวามีมาสิ้นพระชนม์ลงก่อน และพระนางยกตัวขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการต่อด้วยการประกาศเป็นฟาโรห์องค์ใหม่ ความชอบธรรมของพระนางจึงมีอยู่ ทั้งที่เกิดจากจารีตของฟาโรห์สตรีที่เคยมีมาก่อนแล้วแต่โบราณ ผสมกับการเป็นเชื้อ “สายตรง” ของราชวงศ์ เหตุทั้งสองประการนี้ จึงทำให้พระนางได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลาย และน่าจะรวมถึงกลุ่มเจ้าชายโอรสบุญธรรมของพระนางด้วย ดร.จอยซ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อไปอีกว่า หากพระนางฮัตเชปสุตถือว่าเจ้าชายโอรสบุญธรรมเป็นศัตรูทางการเมืองอย่างแท้จริง และเป็นอันตรายแล้ว คงจะไม่เป็นการยากเลยที่พระนางจะบันดาลให้เกิด “ความตายโดยอุบัติเหตุ” ต่อเจ้าชายองค์นี้ แต่ในทางตรงกันข้าม พระนางกลับส่งเสริมให้เจ้าชายได้รับการฝึกฝนให้เป็นอาลักษณ์ (scribe) และพระ ซึ่งถือว่ามีฐานะสำคัญและสูงส่งในสังคมอียิปต์สมัยนั้น และต่อมาก็ยังส่งเสริมให้มีตำแหน่งทางการทหารชั้นสูงอีกด้วย เจ้าชายพระองค์นี้ คงรอเวลาของพระองค์อยู่ โดยไม่ทรงทราบเลยว่า การรอคอยที่ว่านี้จะยาวนานถึงสองทศวรรษ ฉะนั้น เมื่อเวลาของพระองค์ได้มาถึง พระองค์ได้ครองราชย์ในฐานะฟาโรห์ธุตโมซิสที่สาม ซึ่งจะเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์อียิปต์ นอกจากการบริหารประเทศของพระองค์ให้รุ่งเรืองไพศาลแล้ว การชำระประวัติศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระมารดาเลี้ยง ก็เป็นสิ่งที่ทรงให้ความสำคัญอยู่ไม่น้อย
เราไม่ทราบเลยว่า จะมีสักกี่ครั้งที่การลบประวัติศาสตร์นั้นจะกระทำสำเร็จตามความต้องการของผู้กระทำ หากแต่เรามักจะพบอยู่เสมอ ๆ ว่า ประวัติศาสตร์ส่วนที่ถูกลบออกไปโดยตั้งใจนั้น จะกลับมามีชีวิตชีวาด้วยเหตุประการใดประการหนึ่ง ในกรณีของพระนางฮัตเชปสุตก็เช่นกัน พระนางได้ทอด – อุทิศ เสาโอเบลิสค์ (obelisk) จำหลักวีรกรรมของพระนางให้กับมหาวิหารหลวงคาร์นาค (Karnak) ตามจารึกที่ฟาโรห์พระองค์ก่อน ๆ มักจะฝาก “ผลงาน” ของตนเอาไว้ที่วิหารนี้ เสาโอเบลิสค์ของพระนางตั้งตระหง่านสูงถึง 30.43 เมตร ควบคู่กับเสาโอเบสิสค์ของพระราชบิดาของพระนาง (ธุตโมซิสที่ 1 ) ซึ่งสูงเพียง 21.80 เมตร อาจกล่าวได้ว่า พระเจ้าธุตโมซิสที่ 3 ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับเสาแกรนิตแดงต้นนี้ดี จึงทรงสั่งให้ล้อมกำแพงหินเป็นคอกเพื่อปิดบังเรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตจากสายตาและการรับรู้ของคนทั่วไป แต่ต่อเมื่อกาลเวลาได้เข้ามาคุกคามทำลายบรรดาเทวสถานต่าง ๆ ตลอดทั้งอียิปต์อย่างทั่วถึง ยังก็แต่คอกกำแพงหินที่ล้อมเสาโอเบลิสค์ต้นนี้นี่แหละที่ยืนยงอยู่เช่นเดิม และเมื่อนักโบราณคดีเริ่มต้นการบูรณะโบราณสถานต่างๆ ในอียิปต์ คอกกำแพงหินนี้ก็ได้ถูกรื้อออกไป เสาต้นนี้พร้อมชื่อเสียงวีรกรรมของพระนางฮัตเชปสุตก็ได้กลับมาปรากฏโดยสมบูรณ์กว่าที่อื่นใด และจะอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน
การ "ค้นพบ” ที่น่าตื่นเต้น
อย่างที่ได้เกริ่นมาแล้วแต่ต้นว่า การค้นพบมัมมี่ของพระนางฮัตเชปสุตอาจถือได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดรองจากการค้นพบหลุมบรรจุพระศพของพระเจ้าตุตอังคอามูน ซึ่งพบโดยบังเอิญโดยนักโบราณคดีอังกฤษ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1922[10] ออกจะเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่โดยแท้จริงแล้ว ก็นายเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์คนนี้นี่แหละที่เป็นผู้คนพบมัมมี่ของพระนางฮัตเชปสุตเช่นกันตั้งแต่ปี 1903 ในหลุมขุดค้นที่เรียกว่า เควี 60 (KV 60)[11] หากแต่ว่าตัวเขาไม่รู้ว่า มัมมี่สตรี 2 ร่างที่พบในหลุมดังกล่าวคือใคร มัมมี่ร่างหนึ่งเป็นสตรีรูปร่างเล็ก บรรจุอยู่ในโลงหินซึ่งถูกระบุว่าเป็นโลงของพยาบาลพี่เลี้ยงของพระนางฮัตเชปสุต ซึ่งต่อมาสามารถระบุนามได้ว่า คือ ซิต –รา (Sit – ra) ส่วนอีกร่างหนึ่งนั้น เป็นสตรีที่รูปร่างอ้วนใหญ่ มีหน้าอกที่เหี่ยวยาน (อันเป็นลักษณะของพี่เลี้ยงนางนม) ถูกวางนอนอยู่กับพื้นข้างโลงหินในนั้นนั่นเอง มัมมี่ ”นอนโลง” ถูกเคลื่อนย้ายเอาไปเก็บไว้ที่กรุซึ่งอยู่ชั้นที่ 3 ของพิพิธภัณฑ์ไคโร ส่วนมัมมี่ “นอนพื้น” นั้น ถูกปล่อยวางอยู่เช่นดิมตลอดมา เป็นอันว่า ยังไม่มีใครพบพระศพของพระนางฮัตเชปสุตฟาโรห์สตรีที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณ ทั้งๆที่การพบพระศพสำคัญ ๆ หลายพระองค์ได้พบแล้วโดยมาสเปโร และโลเรต์ดังที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้น
จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2550 ที่ผ่านมานี่แหละ ที่ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) เลขาธิการใหญ่ของคณะกรรมการโบราณคดีระดับสูงสุดแห่งอียิปต์ (Secretary General of the Supreme Council of Antiquities) ได้ “ค้นพบ” พระนางฮัตเชปสุตอีกป็นครั้งที่สอง โดยดร.ฮาวาสส์ ซึ่งบัดนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือของวิทยาการแผนใหม่พร้อมพรัก ท่านได้คิดถึงการศึกษามัมมี่ “นอนโลง” และระบุได้แน่ชัดว่าคือพยาบาลพระพี่เลี้ยงแน่ ๆ ฉะนั้น ก็น่าที่จะได้ทำการศึกษามัมมี่ “นอนพื้น” เสียด้วยว่าคือใคร
โดยปรกติแล้ว การระบุมัมมี่ว่าคือใครนั้น จะทราบได้จากอักขระและตราประทับ ซึ่งอาจอยู่ที่ประตูห้องเก็บพระศพ หรือจารึกบนบรรดาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างเช่นกรณีพระเจ้าตุตอังคอามูน นั้น ก็จะพบจารึกพระนามทั้งพระนามจริง คือ ตุตอังคอามูน (ซึ่งแปลว่า “ทุกชีวิตล้วนแล้วตกอยู่ในพระหัตถ์ของเทพอามูน”) และพระนามเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ คือ เนบเคปเอรูเร (Nepkeperure ซึ่งแปลว่า “สุริยเทพรา ทรงปรากฏพระองค์ในรูปร่างต่าง ๆ”) แต่ในกรณีมัมมี่ 2 ร่างนี้ ไม่พบอะไรทั้งสิ้น เพราะศพถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่เดิมเพื่อหนีการโจรกรรม ร่องรอยเดียวที่พบก็คือ จารึกชื่อของพระพี่เลี้ยงนางนมซิต-รา อยู่บนโลงหินเท่านั้น โชคดีที่นักโบราณคดีได้พบไหบบรจุอวัยวะ[12]จากสถานที่อื่นและบนไหใบนี้ มีพระนามของพระนางฮัตเชปสุตอยู่ และโชคดีเป็นซ้ำสองที่พบฟันกรามซี่บนอยู่ในไหนั้นด้วย อาจเป็นไปได้ว่า ขณะที่มีการทำมัมมี่ของพระนางอยู่ ฟันของพระศพได้หลุดออกมา พระนักบวชผู้ทำมัมมี่จึงบรรจุร่วมลงในไหดองอวัยวะดังกล่าวด้วย ฟันซี่ที่ว่านี้ วัดจากขนาดและรูปสัณฐานรับกันพอดีกับโพรงฟันซี่ที่หายไปของกรามด้านบนของมัมมี่สตรีร่างอ้วนใหญ่ซึ่ง “นอนพื้น” ดร.ฮาวาสส์ ได้ผู้เชี่ยวชาญทางพันธุกรรมนำเอาเซลจากกระดูกเชิงกรานและต้นขาไปทดสอบหารหัสพันธุกรรมมาทาบกับรหัสพันธุกรรมของอามอส เนเฟรตารี (Amos Nefretari) ผู้เป็นยายของพระนางฮัตเชปสุต โชคเข้าข้างดร.ฮาวาสส์ ที่ทุกอย่างสอดรับกันไปหมด นอกจากนั้น วิทยาการแผนใหม่ยังทำให้ทราบอีกว่า พระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ด้วยวัย 50 ชันษา และอาจจะทรงทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน และมะเร็งตับ[13] มาโดยตลอด
ผลจากการศึกษาทั้งหมด ทำให้ ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ ประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ให้โลกได้ทราบว่า ได้ “ค้นพบ” พระนางฮัตเชปสุต ฟาโรห์สตรีที่ยิ่งใหญ่ผู้สูญหายไปจากประวัติศาสตร์นานถึง 3491 ปี แล้ว
.................................................... บรรณานุกรม
1. Francesco Tiradritti (ed.), The Treasures of the Egyptian Museum, (The American University in Cairo Press, Egypt, 1999) 2. Regine Schulz and Mattias Seidel (ed.), Egypt : The World of the Pharaohs (Könemann Verlagsgesellschaft mbH, Cologne, Germany, 1998) 3. Jean Vercoutter, The Search for Ancient Egypt, (Thames and Hudson Ltd, London, 1995) 4. Christine El Mahdy, Mummies: Myth and Magic, (Thames and Hudson Ltd, London, 1991) 5. Heather Pringle, The Mummies Congress, (2001) 6. Adolf Erman, Life in Ancient Egypt, (Dover Publications, Inc., New York 1971 ปรับปรุงจากต้นฉบับ 1894) 7. Magaret Oliphant, The Egyptian World, (Kingfisher Books, UK, 1991) 8. Dr. Joyce Tyldesley, “Hatshepsut and Tuthmosis : a royal feud?”, www.bbc.co.uk/history 9. BBC News : ‘Find of Century for Egyptology’, 2007/06/27 10. Don Morrison, ‘Egypt’s Female Pharaoh Revealed by Chipped Tooth, Experts Say’, Nationalgeographic.com/News June 27, 2007 11. Cameron Walker, Egyptian ‘Female King’ Gets Royal Treatment, National Geographic News, April 10, 2006 12. Dr. Karna Cooney, Secrets of Egypt’s Lost Queen, Discovery Channel, July 15, 2007 13. Egyptians : Mystery Mummy is lost female pharaoh, AP June 30, 2007 14. Egyptologists may have Hatshepsut’ s mummy, Reuters, 2007 15. Katarina Kratovac, Egypt Unveils Mummy Discovery, CNN.com, June 27, 2007 [1] ดู Magaret Oliphant, The Egyptian World (Kingfisher Books, UK 1991) หน้า 27 [2] มีบางช่วงของประวัติศาสตร์ที่การเมืองการปกครองระส่ำระสาย และได้มีผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นมาสู่อำนาจเป็นระยะเวลาสั้น ๆ อีกทั้งมิได้มีบทบาทที่ชัดเจนเท่าใดนัก ส่วนกษัตริย์จำนวน 170 พระองค์นี้ นับตามที่มีรายพระนามและสำดับวงศ์อย่างชัดเจนแล้วเท่านั้น, Francesco Tiradritti, The Treasure of the Egyptian Museum (The American University Press, 1999) p. 24 – 25 [3] พระนามของฟาโรห์ตุตอังคอามูน หรือที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า Tutankhamun นั้นมาจากคำสามคำ คือ ธอต (Thot) ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าแห่งการขีดเขียน อังค์ (Ankh) หมายถึงสัญญลักษณ์แห่งชีวิต มักใช้กันทั่วไป เพราะถือว่าเป็นศิริมงคล และอามูน (Amun) คือชื่อของสุริยเทพพระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ความจริงพระนามคือ ตุตอังคอาเตน (Tutankhaten) เนื่องจากพระราชบิดาคือฟาโรห์อัคเอนอาเตน (Akhennaten) ต้องการจะลดอิทธิพลของบรรดาพระนักบวชในลัทธิสุริยเทพอามูนลง จึงทรงประกาศลัทธิบูชาสุริยเทพองค์ใหม่ ที่ชื่อว่า อาเตน ความพยายามนี้ กลายเป็นการทำพระองค์ให้โดดเดี่ยวไปจากชนหมู่มาก และพ่ายแพ้ในที่สุด ลัทธิสุริยเทพอามูนจึงกลับมามีอิทธิพลดังเดิม [4] พระนางทรงสร้างเทวสถานขนาดใหญ่มากเพื่อบูชาลัทธิพระนางเองในบริเวณหุบผาแห่งกษัตริย์ (the Valley of the Kings) เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่และความเป็นฟาโรห์ของพระนาง เทียบเท่าฟาโรห์ชายทั้งหลาย วิหารนี้จำหลักเรื่องราวของพระนางในฐานะที่เป็นบุตรีของสุริยเทพ ตลอดจนกรณียกิจในสมัยของพระนางเอง [5] เข้าใจว่าคือโซมาลีแลนด์ (Somaliland) ในปัจจุบัน ดู Philip K. Hitti, The History of the Arabs, (10th edition, MacMillan Press, UK, 1993) หน้า 34 [6] ปัจจุบันทั้งแฟรงคิสเสนซ์ และเมอร์ฮ ก็ยังถือว่าเป็นของมีค่าอย่างมากทั้งในอาฟริกาเหนือและตะวันออกกกลาง [7] ชาวอียิปต์เชื่อว่า มนุษย์ถูกสร้าง (ปั้น) มาจากดิน โดยเทพเจ้าเศียรเป็นแกะ ชื่อคนุม (Khnum) แล้วสร้างส่วนที่เป็นจิตวิญญาณเหมือนกับคนคนนั้นทุกประการ เรียกว่า กา (ka) โดยสอดใส่ไว้ที่หัวใจ กาจะแยกออกจากร่างไปเฉพาะในตอนนอนหลับ หรือใกล้จะสิ้นใจ ส่วนบุคคลิกลักษณะของแต่ละคน จะเรียกว่า บา (ba) ซึ่งแทรกเข้าร่างพร้อมกับลมหายใจ ดู Christine El Mahdy, Mummy : Myth and Magic (Thames & Hudson Ltd., London, 1989) หน้า 12 - 13 [8] Bangkok Post ฉบับ 13 กรกฎาคม 2007 เพิ่มพระนางเมอริท-นีต (Meryt-Neith) เข้ามาอีก 1 พระองค์ โดยระบุว่าพระองค์มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 1 (3,000 ปีก่อนคริสตกาล) กล่าวว่าครองอำนาจอยู่ประมาณ 3 ปี และพบหลักฐานเกี่ยวกับพระนางที่เมืองซัคคารา (Saqara) อย่างไรก็ตาม เมื่อลองเทียบกับทำเนียบที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปฉบับอื่น ๆ ไม่พบชื่อของพระนาง จึงไม่ได้รวมเอาไว้ในที่นี้ [9] ดู Dr. Joyce Tyldesley ใน “Hatshepsut and Tutmosis : a royal feud?” (http://www.bbc.co.uk/history/ancient/egyptians/) [10] เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ค้นพบบันไดทางลงสู่หลุมพระศพเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1922 และได้เปิดประตูชั้นแรกเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 1922 ดู Jean Vercoutter, The Search for Ancient Egypt, (Thames and Hudson Ltd, London, 1995) หน้า 116 และ 119 [11] เป็นตัวย่อของบรรดาหลุมขุดค้นในบริเวณหุบผาแห่งกษัตริย์ ‘The Valley of the Kings’ (บรรดามัมมี่ของพระราชินีและขุนนาง จะถูกฝังในหุบผาของตนเอง แยกกันออกไป) ซึ่งมีหมายเลขต่าง ๆ เช่น หลุมพระศพของพระเจ้าตุตอังคอามูนคือหลุม KV 62 เป็นต้น ส่วนหลุมพระศพของพระราชินีจะใช้อักษรย่อว่า คิววี (QV) ซึ่งหมายถึงหลุมพระศพของบรรดาพระราชินีที่ฝังซ่อนอยู่ในหุบผาแห่งราชินี (The Valley of the Queens) [12] ไหดองอวัยวะ (สี่ใบ) นี้เรียกว่า คาโนปิคจาร์ (canopic jar) มีเพื่อบรรจุอวัยวะ 4 ชนิด อันได้แก่ ปอด ตับ กระเพาะ และสำไส้ ที่ได้แยกออกจากร่างก่อนทำเป็นมัมมี่ [13] Egyptians : Mystery Mummy is lost female pharaoh, สำนักข่าว AP, June 30, 2007 ฟาโรห์สตรีที่ฟื้นคืนจากการสาบสูญ
ฟาโรห์สตรีที่ฟื้นคืนจากการสาบสูญ
ทรงยศ แววหงษ์
ข่าวการ “ค้นพบ” พระศพของพระนางฮัตเชปสุต (Hatshepsut) พระราชินีอียิปต์โบราณ ได้รับการรายงานโดยสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง แต่ก็เป็นเพียงข่าวเล็กและมีการรายงานเพียงชั่วระยะเวลาที่สั้นมาก ส่วนสื่อไทยก็เห็นจะมีแต่หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษคือบางกอกโพสต์เท่านั้นที่ลงข่าวนี้ถึงหนึ่งหน้าเต็มๆ แต่ก็เพียงชั่ววันเดียวเท่านั้น
ข่าวเกี่ยวกับพระนางได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนน้อยกว่าข่าวการจะลงหรือไม่ลงเล่นการเมืองของพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน นายสมัคร สุนทรเวชจะได้เป็นหัวหน้า (อดีต) พรรคไทยรักไทยหรือไม่ นายทักษิณ ชินวัตรจะขาดคุณสมบัติในการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้เพราะถูกกล่าวหาว่ามัวหมองในทางคดีความหรือเปล่า
ในทางหนึ่ง ก็เข้าใจปรากฏการณ์เกี่ยวกับข่าวในลักษณะนี้ได้ตรงที่ว่าข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปัจจุบันย่อมดูเหมือนว่าจะสลักสำคัญเหลือเกินต่อการดำเนินชีวิตของเรา แต่ในอีกทางหนึ่ง หากเราดึงตัวเองออกไปจากปัจจุบัน เดินทางไปสู่อนาคต เราก็ย่อมจะตระหนักได้ว่าข่าวเกี่ยวกับพลเอกสนธิ นายสมัครหรือนายทักษิณเป็นเพียงบรรทัดเล็กๆ ของประวัติศาสตร์ไทย หรือจุดไข่ปลาในหน้าประวัติศาสตร์โลก ในขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับพระนางฮัตเชปสุตนั้นเคยสำคัญอย่างยิ่งยวดตลอด 21 ปีแห่งรัชสมัยของพระนางในประวัติศาสตร์อียิปต์เมื่อ 3,512 ปีมาแล้ว ทั้งยังกลับมาถูกกล่าวถึงอีกในปัจจุบัน และเรื่องราวของพระนางก็จะอยู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตลอดไป…
ข่าวเรื่องการ “ค้นพบ” พระศพของพระนางฮัตเชปสุตนั้นสืบเนื่องมาจากคำประกาศของดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Dr. Zahi Hawass) นักโบราณคดีอียิปต์วิทยาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของอียิปต์เองและของโลก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมานี้
การ “ค้นพบ” ที่น่าตื่นเต้น
อันที่จริง มัมมี่ของพระนางฮัตเชปสุตได้ถูก “ค้นพบ” มาแล้วตั้งแต่ ค.ศ.1903 โดยนายเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ผู้ค้นพบสุสานพระเจ้าตุตอังคอามูน (หรือที่เรารู้จักกันในชื่อตุตังคาเมน) แต่ไม่มีใครทราบว่าร่างสตรี 2 ร่างในหลุมขุดค้นที่กำหนดรหัสว่า KV 60 (หมายถึงหลุมหมายเลข 60 ในบริเวณ “หุบผาแห่งกษัตริย์”) นั้นคือใคร เนื่องจากศพถูกเคลื่อนย้ายมาเพื่อหนีการโจรกรรม (เช่นเดียวกับมัมมี่พระศพอื่นๆ หลายพระองค์)
นอกจากโลงหินที่มีจารึกว่าซิต-รา (Sit–ra) แล้ว ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ภายในห้องนั้นอีกพอที่จะช่วยให้สันนิษฐานได้ว่าสตรีร่างเล็กที่อยู่ในโลงหินและร่างที่ใหญ่กว่าและมีหน้าอกขนาดใหญ่ซึ่งวางอยู่กับพื้นข้างๆ โลงหินใบนั้นคือใคร
นายคาร์เตอร์เคลื่อนย้ายมัมมี่ “นอนโลง” เข้ามาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงไคโร ในขณะที่มัมมี่ “นอนพื้น” ก็อยู่ที่เดิมตลอดมาจนกระทั่งต้นปีนี้
เมื่อมีการศึกษามัมมี่ “นอนโลง” โดยละเอียดจนสามารถปะติดปะต่อกับหลักฐานอื่นๆ และระบุได้ว่าซิต-ราคือพระพี่เลี้ยงนางนมของราชินีฮัตเชปสุต ดร.ฮาวาสส์จึงหันกลับมาสนใจมัมมี่ “นอนพื้น” อีกครั้งและได้พบรายละเอียดว่าซี่ฟันกรามด้านบนหลุดหายไป ส่วนแขนขวาอยู่ในท่างอข้อศอกซึ่งตรงกับท่าของมัมมี่กษัตริย์หรือราชินีทั้งหลายที่แขนทั้งสองจะอยู่ในท่างอข้อศอกและทบกัน ทาบทับอยู่บนหน้าอก เพื่อจับถือสัญลักษณ์แห่งองค์กษัตริย์คือไม้เท้าปลายงอ (crook) กับไม้เท้าปลายแส้ (flail)
โชคเข้าข้างดร.ฮาวาสส์ตรงที่ระหว่างปี 1903 ถึงปัจจุบัน ได้มีการค้นพบไหดองอวัยวะใบหนึ่งซึ่งมีพระนามของพระนางฮัตเชปสุตประทับอยู่ในการขุดค้นหลุมพระศพแห่งหนึ่ง แถมในไหใบนี้ ยังได้พบฟันกรามซี่หนึ่งซึ่งเมื่อศึกษารูปทรงสัณฐานแล้ว ก็ตรงกันกับโพรงฟันของมัมมี่ “นอนพื้น” ได้อย่างเหมาะเจาะพอดี
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็นไปได้ที่ขณะตระเตรียมทำร่างให้เป็นมัมมี่นั้น ด้วยความเผอเรอ พระผู้ที่ลงมือได้ทำฟันหลุดออกมาโดยบังเอิญ จึงทำการบรรจุฟันซี่นั้นตามลงไปในไหดองอวัยวะ (การทำมัมมี่จะต้องผ่าตัดเอาอวัยวะ 4 อย่าง คือ ตับ ปอด ไส้และกระเพาะแยกออกมาดองใส่ไห 4 ใบต่างหาก)
เพื่อให้หลักฐานข้างต้นมีน้ำหนักมากขึ้น ดร.ฮาวาสส์ได้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางพันธุกรรมนำเอาเซลจากกระดูกเชิงกรานและต้นขาของมัมมี่ “นอนพื้น” ไปทดสอบหารหัสพันธุกรรมมาทาบกับรหัสพันธุกรรมของอามอส เนเฟรตารี (Amos Nefretari) ผู้เป็นยายของพระนางฮัตเชปสุต
ผลของการทดสอบหารหัสพันธุกรรมตลอดจนหลักฐานอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้นทำให้ดร.ฮาวาสส์ประกาศด้วยความมั่นใจว่าบัดนี้การค้นหาพระนางฮัตเชปสุตได้สิ้นสุดลงแล้ว พระนางได้ถูก “ค้นพบ” เป็นครั้งที่สองในระยะเวลาที่แตกต่างกันถึงกว่าหนึ่งศตวรรษ
ใครคือพระนางฮัตเชปสุต
พระนางฮัตเชปสุตเป็นพระธิดาองค์โตที่เกิดจากพระมเหสีของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 (Thutmosis I) เมื่อพระราชบิดาสวรรคตลง พระนางก็แต่งงานกับน้องชาย (หรือพี่ชาย?) ผู้เกิดจากสนม แล้วขึ้นครองบัลลังก์ร่วมกันในฐานะฟาโรห์ธุตโมซิสที่สองและพระมเหสีตลอดระยะเวลา 15 ปี เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ลง พระนางฮัตเชปสุตได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนเจ้าชายองค์น้อย โอรสของสวามีซึ่งเกิดกับพระสนม
เวลาผ่านไปสามปี พระนางฮัตเชปสุตก็ทรงขึ้นครองราชย์อย่างเต็มตัวโดยประกาศเป็นฟาโรห์ฮัตเชปสุต แล้วครองราชย์ต่อมาอีกถึง 21 ปี (ระหว่างปี 1479-1458/7? ก่อนคริสตกาล)
แม้อียิปต์โบราณจะมีฟาโรห์สตรีเช่นพระนาง 6 หรือ 7 พระองค์ แต่แทบทุกกรณีเป็นการใช้อำนาจร่วมกับพระสวามีหรือราชโอรสบุญธรรมทั้งสิ้น กรณีของพระนางฮัตเชปสุตและพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ซึ่งครองบัลลังก์อียิปต์ตามลำพังอย่างยาวนานถึง 20 ปีเศษนั้น ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษและวิเศษจริงๆ
ดีร์ เอล บาฮารี
ในรัชสมัยของพระนางแม้จะไม่มีศึกสงครามใหญ่ แต่ก็เป็นระยะเวลาที่อียิปต์เจริญรุ่งเรืองทั้งทางการทูตและการค้าที่เฟื่องฟู ในรัชสมัยของพระองค์ อียิปต์ได้ขยายการค้ากว้างไกลลงไปถึงนูเบียและพันต์ (โซมาลีแลนด์ในปัจจุบัน?) ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพจำหลักบนฝาผนังของมหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อประกาศกฤษดาภินิหารของพระนางเองในหุบผาแห่งกษัตริย์บริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า ดีร์ เอล บาฮารี (Deir el-Bahari)
บนฝาผนังเทวสถานแห่งนี้ ฟาโรห์ฮัตเชปสุตได้ให้ช่างจำหลักภาพของทหารอียิปต์ที่รับบัญชาของพระองค์ออกเดินทางโดยเรือ มีภาพการสร้างเรือแล้วถอดออกเป็นชิ้นๆ เพื่อลำเลียงข้ามทะเลทรายทางด้านตะวันออก นำไปประกอบเป็นลำเรือขึ้นใหม่ที่ชายฝั่งทะเล ก่อนแล่นใบเลาะชายฝั่งลงไปทางด้านใต้ ต่อจากนั้นจึงเดินเท้าต่อไปยังพันต์เพื่อ “นำเข้า” ผงทองคำและยางไม้หอมจากต้นเมอรฮ์ (Myrrh) และต้นแฟรงคินเสนซ์ (Frankincense) ซึ่งใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมต่างๆ แม้กระทั่งการทำมัมมี่
ตลอดรัชสมัย พระนางจำหลักรูปของพระองค์ไว้ในที่ต่างๆ เป็นรูปฟาโรห์ชาย มีเคราปลอม (ceremonial beard) อันเป็นรูปลักษณ์ที่ฟาโรห์ทุกพระองค์จะกระทำกัน ทั้งในรูปประติมากรรมบุคคล ในรูปของสฟิงค์ จำหลักบนฝาผนังอาคารและเทวสถาน จำหลักบนผิวลำต้นเสาโอเบลิสค์ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยพระนามและเรื่องราววีรกรรมต่างๆ ของพระองค์ ทั้งที่ได้ทรงกระทำจริงและที่เป็นไปเพื่อการสรรเสริญเยินยอพระเกียรติยศ
การสาบสูญ
เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเมื่อเจ้าชายรัชทายาทต้องรอเวลาอยู่นานถึง 2 ทศวรรษ ย่อมจะมีความผูกใจต่อแม่เลี้ยงด้วยความแค้นเคืองอย่างสาหัส
ฉะนั้น เมื่อพระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ลง (ดร.ฮาวาสส์พบว่ามัมมี่ของพระนางมีพระชันษา 50 และทรงทนทุกข์ทรมานด้วยโรคเบาหวานและมะเร็งตับ) เจ้าชายรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 3 ได้ ก็ทรงทำการ “ลบ” พระนามของพระนางฮัตเชปสุตซึ่งปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ ออก
นี่ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาของฟาโรห์พระองค์ใหม่ที่รอคอยความตายของพระราชมารดาเลี้ยงมาตลอด 21 ปี แต่เป็นการลบประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่ของ “ศัตรู” ของพระองค์ ในขณะเดียวกับที่ประกาศความมีตัวตนอยู่ของพระองค์ควบคู่กับการบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์หน้าใหม่
มีเหตุผลที่ชวนให้เชื่อว่าการชำระประวัติศาสตร์เช่นนี้คงจะได้ค่อยๆ เริ่มทำจากพื้นที่ที่ห่างไกลก่อน (เพราะอาจเป็นพื้นที่ที่ความนิยมในตัวพระนางค่อนข้างเจือจาง) และได้ดำเนินไปตลอดรัชสมัยอันยืดยาวถึง 33 ปีของพระองค์ ทั้งยังต่อเนื่องไปจนถึงฟาโรห์พระราชโอรสของพระองค์อีกด้วย
การ “ต่อย” จำหลักพระนามของบุคคลทิ้ง หรือต่อยทำลายบางส่วนของร่างกาย เช่น ปาก แขน ขา เป็นเคล็ดที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ อันจะทำให้ “กา” (Ka) หรือจิตวิญญาณไม่อาจจดจำร่างเดิมของตนได้ ชีวิตหลังความตายของบุคคลนั้นก็จะไม่สามารถพบความสุขอันเป็นนิรันดร์ (eternal life) ในโลกหน้าได้เลย
แต่พระนางฮัตเชปสุตไม่เหมือนใครๆ เมื่อคราวขึ้นครองราชย์ พระนางได้ทรงสร้างตำนานของพระองค์เองว่าทรงเป็นราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 และขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นพระธิดาของจอมเทพอามูน (Amun) ด้วย ดังนั้น พระองค์จึงทรงเฉลิมพระนามขณะเป็นฟาโรห์ว่ามาอัตการา (Maatkara) ซึ่งแปลว่าผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน และขณะที่คนอื่นๆ มีกาเพียงหนึ่ง แต่พระนางทรงมีถึง 9 กา
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตสาบสูญหายไปจากความทรงจำของคนจากการ “ลบประวัติศาสตร์” ทิ้งโดยพระราชโอรสเลี้ยง แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยการตายของภาษาไฮโรกลิฟเนื่องมาจากความผันแปรของประวัติศาสตร์ ความรับรู้เกี่ยวกับอียิปต์โบราณสูญหายไปจากโลกมนุษย์จวบจนฌอง-ฟรองซัวส์ ฌองโปลิยง (Jean-François Champollion) สามารถอ่านภาษาอียิปต์โบราณได้เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งเมื่อนักโบราณคดีพบเสาโอเบลิสค์สภาพดีเยี่ยมถูกล้อมด้วยคอกกำแพงปิดบังไว้ที่มหาวิหารคาร์นาค (Karnak) เมื่อรื้อคอกกำแพงออก ก็พบเสาที่พระนางได้ทอดอุทิศถวายให้กับมหาวิหารตามจารีตของบรรดากษัตริย์และเจ้านายทั้งหลายที่กระทำต่อเนื่องกันมา และแม้พระราชโอรสเลี้ยงจะได้พยายามบดบังเรื่องราวของพระนางโดยสร้างกำแพงล้อมรอบเอาไว้ แต่กฤษดาภินิหารของพระนางก็ไม่มีใครสามารถบดบังได้ สมกับที่พระนางทรงอ้างว่ามีถึง 9 กาโดยแท้จริง
สรุป
หากจะมีบทสรุป เรื่องราวข้างต้นนี้คงจะไม่ทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนใดๆ ในปัจจุบัน ไม่ทำให้การเมืองของอียิปต์หรือของโลกดีขึ้น ไม่ทำให้การใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร้สติของมนุษย์ดีขึ้น ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเอื้ออาทรต่อคนยากคนจนมากขึ้น
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตเป็นสิ่งที่อยู่เหนือและพ้นสมัย เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่างอันเป็นอุดมคติที่มนุษย์พยายามแสวงหา หากแต่ความเขลาได้ชักนำให้เราพึงพอใจอยู่กับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า และอุดมคติก็กลับกลายเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม....
หมายเหตุ
รูปประกอบทั้งหมด (ยกเว้นรูปวิหาร) เป็นรูปมัมมี่และรูปจำหลักของพระนางฮัตเชปสุตที่ทรงสร้างไว้ในที่ต่างๆ ในรูปลักษณ์ต่างๆ กัน
May 25 จตุคามรามเทพ - ค้นหาตำนาน โดย ไมเคิล ไรทจตุคามรามเทพ – ค้นหาตำนาน จากคอลัมน์ : ฝรั่งมองไทย ไมเคิล ไรท มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 4 – 10 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ฉบับที่ 1394 ความนำ จตุคามรามเทพ เป็นชื่อเทพองค์หนึ่ง ที่ต้องขนานนามขึ้นใหม่ เพราะไม่เคยปรากฏในคัมภีร์ใดๆ หรือตำนานเก่าแก่, ไม่ว่าพุทธหรือพราหมณ์ ผู้ผลิตพระเครื่องนี้โฆษณาสรรพคุณโดยอ้างคำของร่างทรง หรือ “ตำนานเก่าแก่” โดยไม่ระบุชื่อหรือที่มาของตำนาน ผู้ที่ศึกษาสังคมและศาสนาอย่างเป็นวิชาการย่อมไม่สนใจว่า องค์จตุคามรามเทพมีจริงหรือไม่จริง เพราะมันเป็นเรื่องศรัทธา ผู้ศรัทธาจตุคามรามเทพย่อมเชื่อว่ามีจริงตามสิทธิ์ของเขา นักวิชาการจึงไม่ท้าทายหรือลบหลู่ศรัทธา แต่มีสิทธ์และหน้าที่ค้นคว้าว่า จตุคามรามเทพ มีความเป็นมาอย่างไร? มีเอกสารโบราณรองรับไหม? ผลเบื้องต้นคือ จตุคามรามเทพไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมาจากความว่างเปล่า, มีเค้ามูลอยู่ในวรรณคดีโบราณจริง, แต่วรรณคดีชิ้นนั้นๆ อยู่ในความทรงจำคลาดเคลื่อนจนได้ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ออกมาอย่างผิดเพี้ยนจากคำในตำนานเดิม ปริศนาพระนาม จตุคามรามเทพ ไม่เคยปรากฏในเอกสารโบราณดังว่ามาแล้ว “ราม” ก็คือ “พระราม” ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชื่อกษัตริย์หลายองค์ในโลกมอ-ไทย แต่ “รามเทพ” น่าจะหมายเฉพาะพระรามในรามายณะ ส่วน “จตุคาม” แปลว่า “สี่บ้าน” พระนามรวมหมายความว่า “พระรามสี่บ้าน” ที่ไม่เคยปรากฏในตำนานประวัติศาสตร์หรือเทพปกรณัม, ไม่ว่าเป็นฝ่ายพุทธหรือฝ่ายฮินดู จึงอธิบายไม่ได้และเป็นที่น่าสงสัย เป็นไปได้ไหมว่า คำ “จตุคาม” เพี้ยนมาจากคำอื่นที่คนไม่ถนัดบาลี สันสกฤต จำมาผิดๆ? หลักฐานชิ้นที่ 1 จากตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช (ที่มีต้นฉบับเก่าแก่, เคยพิมพ์เผยแพร่และใครๆ อ้างอิงได้) เราทราบว่า พระธาตุนครฯ มีความผูกพันกับลังกาอย่างใกล้ชิด เช่น “พลิติและพลิมุ่ย สองเศรษฐีชาวลังกาได้รับคำสั่งพระเจ้ากรุงลังกาให้มาช่วยสร้างพระบรมธาตุที่เมืองนคร แต่เดินทางถึงช้าจึงสร้างวิหารนี้ขึ้น” (วิหารนี้หมายถึงวิหารพระม้า) ในบทสัมภาษณ์ (ข่าวสด 7 มี.ค.2550) น.พ.บัชา พงษ์พานิช อธิบายเรื่องเทพรักษาพระธาตุว่า “โดยที่ยอดบันไดเป็นคู่ของ ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ นั่งพิทักษ์อยู่” เทพปูนปั้นที่นั่งชันเข่าสองข้างหัวบันไดจะเป็นท้าวขัตตุคาม หรือ ท้าวรามเทพ ตามที่เชื่อกันนั้น ยังไม่มีหลักฐานโบราณรองรับ แต่เทวรูปสลักนูนสูงบนบานประตูไม้ทางเข้าลานประทักษิณ ยังเป็นปริศนาที่น่าสนใจ บานหนึ่ง มีรูปพระนารายณ์ทรงจักรและธนู ซึ่งสมควรจะเป็น รามเทพ จริง แต่อีกบานหนึ่งเป็นใคร? ใครๆ มักนับพระพักตร์ที่มองเห็นเป็นสี่ แล้วสรุปว่าเป็น พระพรหม แต่ท่านถือ เทพาวุธ(ค้อน? หอก?) ผิดพระพรหม แต่ตรงกับ ขันธกุมาร (สุกันทะ) ที่นับถือว่าเป็น เทวเสนาบดี ยิ่งกว่านั้น หากนับพระพักตร์ที่มองไม่เห็น (เพราะอยู่ด้านหลังรูปนูน) ก็เป็นหกเศียร (ฉมุข) ตรงกับขันธกุมารที่เป็นลูกบุธรรมแม่นมทั้งหกในนักษัตร์กฤตติกา เทวรูปองค์ไหนในวิหารพระม้าจะเป็นท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ยังไม่เป็นที่ตกลง แต่ที่สรุปได้คือ 1.สองชื่อนี้หมายถึงเทพสององค์, จะเหมาเป็นองค์เดียวไม่ได้ 2.หลักฐานดังกล่าว น่าจะรับรองความสัมพันธ์ระหว่างพระบรมธาตุนครฯ กับศรีลังกา และ 3.ชวนให้สงสัยว่า ชื่อ ขัตตุคาม และรามเทพ ต่างสืบทอดมาจากตำนานเอกสารโบราณฉบับใดแน่? เรื่องนี้นำไปสู่หลักฐานชิ้นที่สอง หลักฐานชิ้นที่ 2 ในเรื่องนี้ ท่านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลาฯ แนะนำให้ผมกลับไปอ่าน ตำราพระพุทธสิหิงค์ (สิหลพุทธรูปนิทาน) และตำนานชินกาลบาลีปกรณ์ ทั้งสองฉบับมีความว่า ครั้งหนึ่งพระร่วงสุโขทัยได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธรูปในลังกาว่า ศักดิ์สิทธิ์นัก จึงส่งทูตไปเจรจาพระเจ้าเมืองนครฯ ว่าทำอย่างไรจึงจะได้มา พระยานครฯ ตอบว่า “ไปเอามาบ่มิได้ เพราะลังกามีเทพารักษ์สี่องค์ (จตุเทวรักขา) คือ พระราม, พระลักษมณ์, สุมนเทพ และขัตตุคามเทพ” เทพเหล่านี้คือใคร? ปัจจุบันนี้ พระราม ยังสถิตอยู่ที่เมืองเทพนคร(Dondra) ครองภาคตะวันตกเฉียงใต้ ในนาม “อุบลวรรณ” พระลักษมณ์หายไป มีพิเภก(Vibhishana) มาขึ้นครองแทน ที่วัดกัลยาณีสีมา, กรุงโคลัมโบ สุมนเทพยังครองสุมนกูฏ (เขาพระพุทธบาทกลางเกาะ) ส่วนขัตตคามเทพ ได้แก่ ขันธกุมาร(บุตรพระอิศวร) ที่สถิตอยู่ที่กฏรคาม (Kataragama) ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ “ขันธกุมาร”ได้ชื่อในลังกาตามที่สถิต Kataragāma ซึ่งเขียนเป็นบาลีว่า ขัตตุคาม แล้วคนไม่ถนัดภาษาย่อมดัดแปลงเป็น “จตุคาม” ตามใจนึกคิดโดยไม่นึกถึงความหมายหรือหลักภาษา ความสรุป ว่าโดยสรุป “จตุคามรามเทพ” แต่เดิมน่าจะเป็นเทพฮินดูสององค์ ที่ชาวลังกานับถือเป็นเทพารักษ์พระพุทธศาสนา ต่อมา เมื่อชาวนครฯ รับพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา เทพทั้งสองก็ตามมาด้วยในฐานะเทพารักษ์พระบรมธาตุนครฯ ต่อมา ในสมัยหลังนี้ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เสื่อม และเอกสารโบราณถูกลืมหรือถูกอำพราง บรรดาผู้มีศรัทธาบางคนจึงรู้สึกแปลกแยกหมดที่พึ่ง แล้วขวนขวายสร้างที่พึ่งขึ้นมาใหม่โดยผนวกชื่อ “ขัตตุคามเทพ” กับ “รามเทพ” แล้วอุปโลกน์เทพองค์ใหม่ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ขึ้นมาจากความว่างเปล่าโดยไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ ความส่งท้าย ในเรื่องนี้เห็นจะโทษใครไม่ได้ คนที่คิด “จตุคามรามเทพ” ขึ้นมา คงจะเป็นคนอนาถาทางการศึกษา ไม่รู้ประวัติศาสตร์ เข้าไม่ถึงเอกสารโบราณ และขาดออกจากหลักพุทธศาสนาขนานแท้ จนหลงงมงายกับเครื่องอัปมงคลชนิดเรียก “เงินไหลเข้ามา” ในที่สุดผมได้แต่โทษระบอบสังคม และการศึกษาที่ผูกวัฒนธรรมและความรู้ดีๆ ไว้เป็นสมบัติเฉพาะชนชั้นผู้ดี แล้วทิ้งประชาชนจำนวนมากเป็นอนาถา ให้งมงายขวนขวายหาที่พึ่งกับผีสางเทวดาที่ไม่มี (และไม่เคยมี) ในโลกแห่งความเป็นจริง. April 29 อาหรับ เปอร์เซียและอิหร่าน อิรัก อารยันบทความนี้เขียนขึ้นประมาณปี 2546
คุณสุจิตต์
ได้อ่านบทความของคุณสุจิตต์ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อสองฉบับก่อน (?) ซึ่งคุณสุจิตต์ได้ตั้งคำถามถึงคำหลายๆ คำที่อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของสยามประเทศ อันได้แก่คำว่า อาหรับ อิรัก อิหร่าน เปอร์เซีย อารยัน และยังได้เอ่ยถึงคำว่า ซไคเทียน และกัมโพชา ทำให้ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน เลยได้พึ่งพาหนังสือ 2-3 เล่มดังนี้คือ History of the Arabs ของศาสตราจารย์ P'Hitti, Antiquity (Forms and Styles) บรรณาธิการโดย Jean Hirschen (ทีมนักวิชาการจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์), The Atlas of the Ancient World โดย Margaret Oliphant และค้นเพิ่มเติมจากเอนไซโคลพีเดียชนิด CD Rom ชื่อ Encarta 2000 ความจริงการอ่านนี่ไม่ได้ตั้งใจจะตอบต่อคำถามของคุณสุจิตต์เพื่อคุณสุจิตต์หรอกนะครับ แต่อยากที่จะตอบสนองต่อข้อสงสัยของตัวเองมากกว่า อย่างไรก็ตาม ไหนๆ ก็อ่านมาแล้วก็เลยขอถือโอกาสรายงานมาให้คุณสุจิตต์ด้วยและหวังว่าจะไม่ได้เป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน (มะพร้าว) นะครับ
แรกที่สุดต้องขอเรียนว่าคำปริศนาทั้งหมดข้างต้นนั้นมีมิติของการละและเทศะซึ่งทับซ้อนและพาดพิงถึงกันอยู่ค่อนข้างมาก แต่เพื่อความสะดวกจะขออนุญาตนำเสนอไปทีละคำ และหากเป็นไปได้ก็จะพยายามชี้ให้เห็นส่วนที่อ้างอิงถึงกันในตอนท้าย
ขอเริ่มที่คำว่าอาหรับก่อนเพื่อนเลยนะครับ
สำหรับคนไทยแล้ว เวลาเอ่ยคำว่าอาหรับเรามักจะนึกถึงชนมุสลิมที่มาจากตะวันออกกลาง แต่งชุดขาวเป็นเสื้อที่มีชายยาวจรดข้อเท้าและมีผ้าขาวคลุมอยู่บนศีรษะอีกทีนึง
ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดล่ะครับ เพราะชุดเช่นนี้นิยมกันในหมู่คนที่อยู่ในแถบคาบสมุทรอารเบีย ซึ่งคำว่าอารเบียนั้นก็แปลว่าดินแดนของชาวอาหรับ
แต่คนที่เราพูดถึงเมื่อครู่นี้คือพวกลูกหลานของอาหรับที่ถืออิสลามและเพิ่งเข้ามาในบริเวณอารเบียเมื่อ 1,300 ปีที่แล้วนี้เอง
รากเหง้าที่เก่าแก่กว่านั้น อาหรับหมายถึงคนที่ใช้ภาษาในตระกูลเซเมติค (เซเมติคมาจากคำว่าเซไมต์ ซึ่งสืบมาจากชื่อลูกชายคนโตของโนอาห์ที่ชื่อว่า Shem) ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับภาษาซีเรีย ปาเลสไตน์ อารเบีย และอิรัก
แต่หากพิจารณาดูในแง่ของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์คืออ่าวเปอร์เซีย (ตะวันออก) จนจรดทะเลแดง (ตะวันตก)แล้ว บริเวณที่เราเรียกว่าอารเบียหรือแผ่นดินของชาวอาหรับนั้นมีพัฒนาการของการตั้งบ้านแปงเมืองของคนกลุ่มต่างๆ มากมาย และกินเวลายาวนานมากๆ เช่น พวกบาบิโลเนียน อัสสิเรียน คาลเดีย อโมไรต์ อราเมียน ฟินิเชียน เฮบรูว์ อราเบียนและอบิสสิเนียน
คนที่เราเอ่ยชื่อมาข้างต้นนี้ เริ่มจากตรงไหนและเคลื่อนย้ายกันอย่างไรนั้น มักจะสรุปไว้เป็น 2 ทางว่า
ทฤษฎีหลังมักจะได้รับการเชื่อถือมากกว่าทฤษฎีแรก เพราะร่องรอยในทางโบราณคดีจำนวนมากช่วยให้เราเห็นภาพของการพัฒนาชุมชนจากร่อนเร่มาเป็นชุมชนเพาะปลูก จากหมู่บ้านเป็นเมืองและเป็นอาณาจักรได้เป็นอย่างดี เราสันนิษฐานว่า บริเวณอารเบียซึ่งโดยสภาพภูมิศาสตร์แล้วมีทะเลล้อมอยู่ 3 ด้าน (ตะวันออก ใต้ ตะวันตก) ส่วนด้านบนเป็นพื้นที่แห้งแล้งของทะเลทราย (อัล นูฟูด)ในขณะที่ดินอุดมที่จะใช้เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ก็จำกัดเต็มที ฉะนั้นเมื่อประชากรขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ชนชาวอาหรับเหล่านี้จึงจำเป็นต้องแสวงหาพื้นที่เพื่อสร้างอาหารให้พอแก่การเลี้ยงดูประชากรให้ได้ การเดินทางเพื่อหาที่ดินใหม่ๆ น่าจะอยู่ในสำนึกของคนแถบนี้ตลอดเวลา นับตั้งแต่โมเสสอพยพลูกหลายชาวเฮบรูว์ออกจากเมืองรามเสสของอียิปต์เพื่อหา "ดินแดนแห่งพันธสัญญา" ตลอดเรื่อยมาเมื่อพวกยิวเข้ามาตั้งประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และแม้กระทั่งชาวปาเลสไตน์เรียกร้องดินแดนเพื่อสร้างประเทศในปัจจุบัน เส้นทางอพยพขยายตัวนั้นมี 2 เส้นทางคือ เส้นที่หนึ่งนั้นขยายไปทางทิศตะวันตก ทะลักเข้าคาบสมุทรซีนาย ถัดากตรงนั้นไปก็จะได้พบกับที่ราบลุ่มริมแม่น้ำไนล์ เราคิดว่าการอพยพที่ว่านี้น่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งหากพิจารณาดูประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณก็จะพบว่าช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกันนี้ พระเจ้านาเมอร์หรือเมเนสได้ทรงรวมเมืองเล็กเมืองน้อยเป็นหนึ่งเดียวได้เป็นครั้งแรก เรามักเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการรวมอียิปต์เหนือ-ใต้เข้าด้วยกัน ดังมีหลักฐานเป็นจารึกของพระเจ้านาเมอร์ปี 3200 ก่อนคริสตกาล อีกเส้นทางหนึ่งคือการอพยพขึ้นทางเหนือแล้วเฉียงไปทางอีสานทิศ เพราะบริเวณที่ว่านั้นก็คือที่อุดมของเมโสโปเตเมียซึ่งเดิมมีผู้ครอบครองอยู่แล้วได้แก่พวกสุเมเรียนผู้ซึ่งมีวัฒนธรรมที่สูงกว่าทุกด้าน นับแต่ระบบการขีดเขียน การชลประทาน การเพาะปลูก นานเข้าพวกอาหรับอพยพนี้ก็จะได้ผสมกับคนดั้งเดิมและพัฒนาศาสตร์ต่างๆ ของสุเมเรียนยกลายเป็นพวกบาบิโลเนียน ซึ่งจะได้วางรากฐานต่างๆ ให้กับโลกตะวันตกต่อมามากมาย เช่น ระบบกฎหมาย (ของกษัตริย์ฮัมมูราบี) ระบบการก่อสร้างซึ่งใช้ซุ้มโค้ง (arch และ vault - จะได้ตกทอดต่อไปยังโรมันและพัฒนาจนสุดยอดโดยชาวมุสลิม) ระบบล้อเลื่อน ระบบมาตราชั่ง ตวง วัด และอื่นๆ อีกมากสุดจะจาระนัยได้หมด พอมาถึง 2500 ปีก่อนคริสตกาลจึงมีการอพยพของพวกเซเมติคอีกระลอกหนึ่ง ได้แก่พวกอโมไรต์และคานาอัน เข้ามาสู่ซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนแถบชายฝั่งทะเลก็มีพวกที่ชาวกรีกเรียกว่าฟินิเชียนมาตั้งถิ่นฐานด้วยความที่เป็นนักเดินเรือ การค้าขายและติดต่อกับเมืองต่างๆ ช่วยให้พวกฟินิเชียนพัมนาตัวเองอย่างรวดเร็ย สิ่งที่สำคัญเหลือเกินที่พวกนี้ทิ้งเอาไว้ให้มนุษยชาติก็คืออักขระ 22 ตัว ซึ่งได้วางรากฐานให้กับระบบการขีดเขียนและออกเสียงของ "ภาษา" ในสมัยต่อมา พวกเฮบรูว์นั้นเพิ่งอพยพมาเมื่อประมาณ 1500-1200 ปีก่อนคริสตกาล (เป็นช่วงเดียวกันที่พวกอารยันอพยพเข้าสู่อินเดีย) โดยตั้งรกรากอยู่บริเวณซีเรียและปาเลสไตน์ พวกนี้ได้พัฒนาศาสนาที่ก้าวหน้าที่สุด โดยมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และความคิดนี้ก็จะได้สืบทอดต่อไปยังศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามตามลำดั สองหันห้าร้อยปีที่แล้ว พวกนาเบเทียนซึ่งได้รับอิทธิพลของโรมันได้อพยพเข้ามาตั้งเมืองระหว่างเส้นทางการค้า (สายเหนือ-ใต้) เป็นเมืองที่ขุดจากภูเขาหินแกรนิตสีน้ำตาลแดง เมืองจึงได้รับชื่อว่าเปตรา ซึ่งในภาษากรีกนั้นหมายถึงศิลา (อยู่ในตอนใต้ของประเทศจอร์แดนปัจจุบัน) คนกลุ่มสุดท้ายที่อพยพเข้ามาก็คือชนชาวอิสลาม ซึ่งเข้ามาตั้งแต่คริสตวรรษที่ 7 เพราะศูนย์กลางของความเชื่อถือศาสนาอิสลามในสมัยของพระมหะหมัด คือ นครเมกกะห์ และเมดินาฮ์ (ในซาอุดิอารเบียปัจจุบัน) ท่านดำรงชีพอยู่ในระหว่างปี คศ. 571 ถึง 8 มิถุนายน คศ.632 การขยายตัวของอิสลามิกจากศูนย์กลางใน 2 นครข้างต้นออกไปยังทุกทิศทาง และเสมือนหนึ่งนำที่พังเขื่อนยักษ์ ศาสนาใหม่นี้เข้าครองพื้นที่เมโสโปเตเมียทั้งหมด เลยไปจรดเอเชียกลางและเอเชียใต้ (ในระยะต่อมา) จากอ่าวเปอร์เซียจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่อียิปต์คลุมพื้นที่ของอาฟริกาทางด้านเหนือทั้งหมด (ลิเบีย อัลจีเรีย ตูนิเซีย และมอรอคโค) เข้าสู่สเปน ศาสนาใหม่นี้ได้สร้างเอกภาพทางความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ได้หล่อเล้ยงอาณาจักรใหม่ๆ ต่อมาซึ่งเจริญรุ่งเรืองในศาสตร์ทุกสาขา ภาษาซึ่งเป็นพาหะของความก้าวหน้าเหล่านี้ก็คือภาษาอารบิค หรือภาษาของชาวอาหรับ ด้วยเหตุนี้กระมังที่เวลาคนไทยพูดถึงคำว่าอาหรับ จึงหมายถึงอาหรับรุ่นหลังซึ่งศูนย์กลางอยู่ในอิรัก อิหร่าน ซีเรีย และอียิปต์ ซึ่งถือศาสนาอิสลาม เปอร์เซียและอิหร่าน เปอร์เซียนั้นเป็นคำเรียกในภาษากรีก โดยมาจากชื่อเมืองปารชา หรือ ฟารซ (Parsa, Fars) อันเป็นเมืองต้นกำเนิดของราชวงศ์อาเคมีนิดส์ ส่วนคำว่าอิหร่านนั้นแปลว่าดินแดนแห่งชาวอารยัน ซึ่งกินบริเวณตั้งแต่เอเชียกลาง อาฟกานิสถาน และบริเวณเทือกเขาคอเคซัสทั้งหมด ชื่ออิหร่านและเปอร์เซียถูกใช้ในลักษณะแทนกันได้ตลอดมาจนถึงปี คศ.1935 จึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่านอย่างเดียว (อย่างไรก็ตาม ประเทศอิหร่านนั้นมีประวัติศาสตร์ของตัวเองย้อนกลับไปถึงปี 559 ก่อนคริสตกาล ดังที่มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 2500 ปี ในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์ปาเลวียังครองราชย์อยู่) ชาวเปอร์เซียถือว่ารากเหง้าของตนนั้นสืบมาจากชนชาวอารยัน ซึ่งอพยพเข้ามายังที่ราบสูงอิหร่านในระหว่าง 1000-2000 ปีก่อนคริสตกาล ราชวงศ์อเคมีนิดส์ถือว่าเป็นราชวงศ์ที่สร้างจักรวรรดิ์เปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่เมืองคันธาระและแคว้นบัคเตรีย (ปากีสถานและอาฟกานิสถาน) จนจรดอียิปต์ กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์นี้ก็คือ พระเจ้าไซรัสที่สอง (มหาราช) แต่ช่วงที่ถือว่าอาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองยิ่งใหญ๋ที่สุดคือในสมัยของพระเจ้าดาริอุส ทรงขยายพรมแดนของจักรวรรดิ์ของพระองค์เข้าสู่แคว้นสินธ์ (Sindh) และปัญจาบ (ในปากีสถานในปัจจุบัน ปัญจ ในภาษาอูรดู แปลว่า 5 และอาบน้ำแปลว่าน้ำ เผลอๆหากผมพูดกับคุณสุจิตต์ในประเทศปากีสถานว่า "อาบน้ำแล้วหรือยัง" คนที่นั่นอาจจะเข้าใจก็ได้นะครับ) กษัตริย์ดาริอุสที่ว่า ตั้งเมืองหลวงที่ประทับถึง 3 เมือง คือ ปาสารกาดี (Pasargadae) เมืองหลวงเก่าซึ่งยังคงรักษาเอาไว้ใช้ในพระราชพิธีประจำปี ส่วนเมืองซูซา เอาไว้ใช้บริหารกิจการบ้านเมือง และเมืองสุดท้ายก็คือ เอคบาตานา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของพวกมีเดียนที่ไปยึดเขามาได้ สามเมืองหลวงนี้จึงมีความหมายในเชิงสัญญลักษณ์และประโยชน์ทางการเมืองที่ต่างกันไป นอกไปจากนี้ เมืองเปอร์เซโปลิส (ในภาษากรีกแปลว่าเมืองของพวกเปอร์เซีย) ยังมีการสร้างท้องพระโรงขนาดมหึมาและที่น่าทึ่งอีกประการก็คือเมืองทั้งสี่นี้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยระบบถนนที่เรียกว่า "ราชมรรคา" เช่นเดียวกัน แต่มาก่อนหน้าทั้งระบบถนนของโรมันและของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งคนไทยมักคุ้นกันดี ปัจจุบันที่เหล่านี้เป็นที่ที่มีชื่อเสียงเหลือเกิน ใครๆ ไปเมืองอิหร่านก็ต้องไปชมศิลปะวัตถุที่นี่กันทั้งนั้น อาหรับ เปอร์เซียและอิหร่าน อิรัก อารยัน - ต่อพระเจ้าดาริอุสสิ้นพระชนม์ในปี 486 ก่อนคริสตกาล เมื่อสิ้นพระองค์ อาณาจักรก็ร่วงโรยตาม การกระทบกระทั่งกับกรีซยิ่งทำให้อาณาจักรเปอร์เซียอ่อนลงตามลำดับ ในปี 331 ก่อนคริสตกาล เมื่อทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์แห่งแคว้นมาซิโดเนียมาถึง เปอร์เซียก็ตกเป็นของกรีซ ตลอดรวมทั้งจักรวรรดิ์อันกว้างใหญ่ด้วย นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าความเป็นกรีกแบบเฮเลนนิสติคเข้าสู่บัคเตรียและคันธาระซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณมาก่อน
เปอร์เซียโบราณจบสิ้นลงในศตวรรษที่เจ็ดตอนต้นเมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของมุสลิม เปอร์เซียที่คนสยามรู้จักกันนั้นไม่ใช่เปอร์เซียโบราณแต่เป็นเปอร์เซียที่ชนอาหรับถือศาสนาอิสลามเข้ามารครอบครองแล้ว โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid คศ.1501-1736) และในขณะเดียวกันอาจหมายถึงราชสำนักออตโตมานเตอร์กซึ่งมีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงอิสตันบูล แม้ราชสำนักจะเป็นของชนชาวเตอร์ก แต่ขนบประเพณีและความรู้ต่างๆ ก็รับทอดมาจากเปอร์เซียแต่ดั้งเดิม พูดง่ายๆ ก็คือว่า เปอร์เซียหมายถึงขนบประเพณี ศิลปวัฒนธรรมมากกว่าที่จะหมายถึงประเทศ (ยกเว้นบางกรณี เช่น สำเภาสุไลมานนั้น จริงๆ แล้วพระเจ้าสุไลมานที่ 1 (ทรงได้ฉายาว่า "ผู้ประเสริฐ) ครองราชย์ 1520-66 ท่านเป็นออตโตมานเตอร์ก มิใช่อิหร่านเปอร์เซีย ท่านเก่งกล้าสามารถเหลือหลาย ฝรั่งตะวันตกกลัวเกรงบารมีของท่านนัก แต่แม้ท่านเป็นเตอร์ก แต่ราชสำนักของท่านก็ยึดขนบเปอร์เซีย แต่หากจะพูดถึง "ม้าเทศ" ที่ "เจ้าการะเกดขี่ไปท้ายวังว่าจะไปแทงฝรั่ง" นั้น ม้าเทศคือม้าเปอร์เซีย ไม่ใช่ม้าฝรั่ง (Farnjiyah หมายถึงพวกแฟรงค์) ชนชาวเปอร์เซียพัฒนาม้าจนได้พันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก กลายเป็นสินค้าสำคัญในโลกสมัยก่อน เข้าสู่เมืองฝรั่งโดยผ่านมอรอคโค เข้าสเปน ม้าสเปนเป็นที่นิยมกันแม้ในซาลสบรูก ประเทศออสเตรียที่มีโรงเรียนฝึกม้าที่เรียกกันว่า Spanish Riding School นั้น จริงๆ แล้วก็พัฒนาพันธุ์มาจากม้าเปอร์เซียนี่เอง หรือในนิยายอาหรับราตรี ชื่อของพระเจ้ากาหลิปฮารูน อัล ราชิด นั้น จริงๆ แล้วราชสำนักอันรุ่งเรืองของพระองค์มีอยู่จริงในแบกแดด ช่วงคริสตศตวรรษที่ 8 แต่หากจะพูดถึงความเป็นมาของตระกูลบุนนาคที่ว่า "เฉกอะหมัดชาวกูม" แล้ว ตามตัวอักษรแล้วเมืองกูม (Qum หรือ Qom) เมืองเก่าแก่และสำคัญในทางศาสนาอยู่ในประเทศอิหร่าน เฉกอะหมัดเป็นจะตรงกับ Sheikh Ahmet หรือ Ahmad ชื่อ Ahmet หรือ Ahmad นั้นไม่มีปัญหา เป็นชื่อที่ชายอิสลามิกนิยมกันตามคำเรียกพระมหะหมัด ซึ่งปรากฏว่าสะกดเช่นนี้ 1 ครั้งในพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน แต่เชกนี้นั้น ผมเคยถามคนอิหร่านในประเทศอิหร่าน เขาว่าดูทะแม่ง เพราะคำว่าเชกเป็นภาษาอารบิค ส่วนชาวอิหร่านนั้นแท้จริงแล้วพูดภาษาฟารซี เพราะถือว่าตัวเองเป็นอารยัน กำเนิดสูงส่งกว่าพวกอาหรับที่เริ่มต้นโดยการเป็นเผ่าร่อนเร่ คำว่า เฉกอะหมัด สำหรับเขาจึงดูทะแม่ง ในอีกความเห็นหนึ่งนั้น ผมได้ถามท่านผู้รู้ชาวสยามประเทศซึ่งถืออิสลาม และเดินทางใช้ชีวิตอยู่แถบนั้นนานพอสมควร ท่านว่าอาจเป็นไปได้ที่เมืองกูมเป็นเมืองศาสนา จึงมีผู้คนหลากหลายเดินทางมาจาริกแสวงบุญกัน ภาษาอารบิคซึ่งเป็นภาษาของศาสนาอิสลามจึงนิยมใช้กันแพร่หลาย ฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่ท่านอะหมัดจะพลอยใช้คำว่า เชก หรือ เฉก ซึ่งหมายถึงหัวหน้าชุมชน-หมู่บ้านไปกับเขาด้วย อันนี้คงจะฝากคุณสุจิตต์และครับที่จะค้นคว้าตรงนี้จริงๆ จังๆ กันเสียที ไม่เช่นนั้นก็จะอ้างคำของผู้ใหญ่ในอดีตซึ่งอ้างกันเป็นทอดๆ จนจะว่าไปแล้ว จริงๆ ท่าว่าไว้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้ อิรัก ผมคงจะพูดถึงอิรักอย่างผ่านๆ นะครับ เพราะบริเวณที่เป็นประเทศอิรักปัจจุบัน ก็คือดินแดนระหว่างสองแม่น้ำ ไทกริส-ยูเฟรติส หรือเมโสโปเตเมียนั้นเอง บริเวณแถบนี้ก้าวเข้าสู่สมัยใหม่เมื่อพวกมุสลิมมาถึงในคริสตวรรษที่ 7 แบกแดดเมืองหลวงของอิรักเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งในคริสตศตวรรษที่ 8 ในช่วงราชวงศ์อับบาสิด ดังที่ได้พูดถึงไปบ้างแล้วสมัยกาหลิบฮารูน อัล ราชิด อิรักถูกพวกมองโกลเข้าโจมตีใน คศ.1258 และยึดครองอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน ตั้งแต่ คศ.1534 จนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นปีล่มสลายของอาณาจักรออตโตมานนั่นเอง ปัจจุบันอิรกบอบช้ำจากการถล่มของอเมริกาและอังกฤษ ตลอดจนการปิดล้อมจากสหประชาชาติ ความจริงพูดถึงในแง่ความงดงามของประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของโบราณสถาน (เมืองอูร์ เมืองเกิดของอับราฮัม เมืองบาบิโลน เมืองนิเนเวห์) และโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมสมัยสุเมเรียน บาบิโลเนียน อัคคาเดียน ฯลฯ ที่เต็มแน่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว อิรักก็เป็นประเทศที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง มีศาสนสถานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ที่เก็บอัฐิธาตุของท่านอาลี ท่านฮุสเซน เป็นประเทศที่คนเป็นมิตรอย่างที่สุด และเป็นประเทศที่ทุกคนต้องถูกตรวจเอดส์ก่อนเข้าประเทศ อีกทั้งเป็นประเทศที่ทุกหัวระแหงจะมีรูปประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนจนน่าอึดอัด อารยัน อารยันแต่แรกเริ่มเดิมทีจริงๆ หมายถึงชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เรียกว่าคอเคซัสอันกินบริเวณระหว่างทะเลสาบแคสเปียนและทะเลดำ ซึ่งมีเทือกเขาพาดผ่านด้วย เทือกเขานั้นจึงถูกเรียกว่าเทือกเขาคอเคซัส ตามทฤษฎีแต่เดิมนั้นท่านว่าชนชาวอารยันซึ่งพูดภาษาในตระกูลเดียวกันคือ อินโด-ยูโรเปียนนี้จะได้อพยพไปยังพื้นที่อื่นๆ หลายทิศหลายทางในราวสัก 1500 ถึง 2000 ปีก่อนคริสตกาล สายหนึ่งนั้นเข้ามาทางตอนเหนือของอินเดีย อาจเข้ามาทางระหว่างช่องเขาฮินดูกูช (เขานี้ถูกจัดว่าเป็นคอเคซัสแถบสินธุ เพราะเป็นต้นน้ำสินธุแขนงหนึ่ง แต่โดยชื่อฮินดูกูชตามภาษาอูรดูแล้ว หมายถึงความตายของชาวฮินดู ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีตำนานอย่างไร) แล้วผ่านเข้ามาสู่ลุ่มน้ำสินธุตอนกลางและล่าง พวกอารยันนั้นใช้ภาษาปรากิต แล้วต่อมาได้มีการจัดระบบอย่างขนานใหญ๋ จึงเรียกว่าสังสกฤตหรือสันสกฤต จนกล่าวกันทั่วไปว่าภาษาอารยันในลุ่มน้ำสินธุก็คือภาษาสันสกฤต งานวรรณกรรมที่สำคัญๆ นั้น ผมนึกถึงพระคัมภีร์พระเวท (ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมุขปาฐะอายุประมาณ 3000 ปี กว่าจะจารึกเป็นอักษรก็เมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 นี้เอง) รามายนะ (ซึ่งเล่าเรื่องการแย่งชิงดินแดนของชาวอารยันต่อชนพื้นเมืองเดิม ซึ่งหนังสือบางเล่มใช้คำว่า Dasas ผมถอดคำได้ว่า "ทาส" และก็ดูจะตรงกับเรื่องราวของรามายนะพอดี ที่ฝ่ายแพ้ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ขาดความเป็นไท) กับอีกเรื่องหนึ่งคือมหาภารตะ (อันเป็นเรื่องราวของการรบพุ่งระหว่างเมืองพี่เมืองน้องชาวอารยันด้วยกัน หลังจากขับไล่ชนพื้นเดิมออกไปแล้ว) ทั้งรามายนะและมหาภารตะก็เช่นกันที่เป็นการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ มาจารึกเป็นคัมภีร์ราว คศ.1300 แต่เชื่อว่าเรื่องราวน่าจะอิงกับเหตุการณ์ราว 1000 ถึง 700 ปีก่อนคริสตกาล พวกอารยันนั้นรบเก่ง เลี้ยงปศุสัตว์ในระยะแรกและนับฐานะทางเศรษฐกิจโดยดูจากขนาดของฝูงปศุสัตว์ ต่อมาจึงตั้งถิ่นฐานสร้างชุมชนแล้วกลายเป็นเมือง มีฐานทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาเนื่องจากความรู้ในเรื่องระบบชลประทาน มีการจัดระบบสังคมและอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนาที่ซับซ้อนยิ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับโลหะขึ้นมา ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล มีรัฐสำคัญต่างๆ ของพวกอารยันมากมาย เช่น คันธาระ หัตสติงปุระ (เมืองเดียวกับที่ระบุในมหาภารตะ) โกสัมพี ราชคฤห์ (เมืองหลวงของแคว้นมคธ) เป็นอาทิ ลำพังตรงแคว้นคันธาระซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของปากีสถานปัจจุบันนั้น (มีเมืองหลวงชื่อตักศิลา) กลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่สำคัญ ความเจริญก้าวหน้าของความรู้ วิทยาการต่างๆ นั้น (เป็นลูกผสมระหว่างกรีก ปาเทียนหรือเปอร์เซีย และอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ) แผ่ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ข้างเคียงด้วย อย่างเช่นในสมัยของกษัตริย์มีนันเดอร์หรือมิลินท์ (155-130 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ซึ่งมีเชื้อสายกรีก และทรงหันมารับนับถือศาสนาพุทธนั้น ทรงปกครองพื้นที่ตั้งแต่อาฟกานิสถานปัจจุบันจนจรดนครละฮอร์ในปากีสถานปัจจุบัน เมื่อสิ้นกษัตริย์มิลินท์ พวกศักกะซึ่งเป็นสายหนึ่งของซไคเทียนก็เข้ามาแทนที่ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้บริเวณแถบนี้ นับแต่ 90 ปีก่อนคริสตกาลจนคริสตศตวรรษที่ 4 ทีเดียวฃ พระดี พระงามในอาฟกานิสถานที่ถูกพวกตาลีบันทำลาย ก็คงจะมีมาในระยะเวลาไล่เลี่ยขณะนี้นี่เอง ความเชื่อว่าพวกอารยันนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ดินแดนต่างๆ นั้น ได้ถูกพัฒนาอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพวกขบวนการนาซีในเยอรมนี ในไทยเองนั้น คำว่าอารยะ และอารยธรรม (ธรรมของชาวอารยัน) ล้วนแล้วแต่มีความหมายในทางสูงส่งทั้งสิ้น ที่เขียนมายืดยาวนี้ ก็หวังว่าจะได้ตอบสนองต่อคำถามของคุณสุจิตต์ที่ตั้งเอาไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนบ้างนะครับ แต่ที่จะสามารถเชื่อมโยงอธิบายสังคมไทยได้บ้างอย่างไรนั้น ก็ไม่บังอาจเลยครับ เพราะคิดว่าเกินไปจากสติปัญญาเท่าที่มีอยู่จริงๆ April 16 the thought after the article "The myth of naresuan"ความจริงรูปวาดในสมัย ร.5 นั้นไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก แต่ที่ผมคิดว่าสำคัญก็ตรงที่ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เรื่องราวของพระนเรศวรตามตำนานปรากฏเป็น "รูปร่าง"ชัดเจนเป็นครั้งแรก คงจะเห็นว่าการได้"เห็น" นี้เกิดขึ้นไล่เรี่ยกับการได้เห็นหน้าตาของกษัตริย์สยามเป็นครั้งแรกในสายตาของสาธารณชน ไม่ใช่ในชนหมู่เล็กเหมือนอย่างแต่ก่อน (รูปถ่ายช่วยให้ภาพ"จริงๆ" เพิ่งเริ่มขึ้นและเข้ามาในสยามประเทศในสมัย ร.4 เป็นครั้งแรก ท่านทรงฉายพระองค์เองและพระราชินี-สมเด็จพระพระเทพศิรินทราบรมราชินี ตลอดจนพระราชโอรส ธิดาหลายพระองค์ พระองค์ท่านทรงคิดอะไรหรืออย่างไร) ปรากฏการณ์ image popularization แบบนี้ทำเป็นครั้งแรกในสมัยควีนวิคตอเรีย รูปของควีนถูกใส่เข้าไปในสแตมป์ ธนบัตร เหรียญใช้กันทั่วไป (ความจริงกลวิธีแบบนี้เคยถูกใช้มาแล้วในรูปของเหรียญและประติมากรรมโดยจักรพรรดิ์ จักรพรรดินี สมัยกรีกและโรมัน เช่น เหรียญรูปคลีโอพัตรา จูเลียสซีซ่า ประติมากรรมของอเล็กซานเดอร์ เฮเดรียน อันโตนีนุส ฯลฯ แต่มีลักษณะเป็น image เชิง idealistic หรือชวนให้คิดไปทำนองนั้น) ฉะนั้นสิ่งที่ ร.4 ทรงสนใจ และ ร.5 ทรงสนใจอย่างที่สุด ดังที่จะเห็นพระรูปของพระองค์อย่างมากมาย ในรูปลักษณ์ต่างๆ (น่าสนใจที่คนจำนวนมากในปัจจุบันจำ image ของพระองค์ตอนนั่งทอดอาหาร ที่พระตำหนักลำลอง ข้างพระที่นั่งวิมานเมฆ มากที่สุด) จึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพของพระนเรศวรจะถูกขยายทั้งขนาดและรายละเอียดอย่างเหมือนจริงที่สุดอีก 31 ปีต่อมา(2473-เริ่มลงมือ และเสร็จในปีถัดไป) เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดารารามอันเป็นวัด ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจักรีวงศ์ เพราะสร้างขึ้นโดยบิดา-มารดาของรัชกาลที่ 1 สมเด็จกรมพระยาดำรงฯและพระองค์เจ้าธานีฯทรงกำกับรายละเอียดของภาพอย่างใกล้ชิดที่สุด ภาพวาดให้ความสนใจทั้งหมดไปที่ กิจกรรมของสมเด็จพระนเรศวร ทางการทหารที่อาจเชื่อมโยงไปสู่ การต่อสู้ที่เก่งกล้า และจะได้รับชัยชนะต่อศัตรูทั้งหลายของสยามประเทศ(หากจะมีสิ่งที่เรียกว่าประเทศแล้ว) โดยเฉพาะ พม่า กิจวัตรของพระองค์จึงมีแต่ state affair ไม่มี personal affair ใดๆ แม้ในยามหลับและฝันไป ภาพชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ภาพการกรทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา ซึ่งมีรายละเอืยดว่าเมื่อตอนเยาว์วัยได้เคยประมือกันมาแล้ว(และเห็นเค้าลางของชัยชนะของพระนเรศวรมาแต่ต้นแล้วด้วย) ภาพยุทธหัตถีมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่เต็มทั้งฝาผนัง และอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตามจารีตของการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง คือตรงข้ามกับพระประธาน โดยจารีตตำแหน่งที่ว่านี้มักจะเป็นภาพของการมีชัยชนะของพระพุทธเจ้าเหนือพระวัสวดีมารอันเป็นภาวะสุดท้ายที่สมณโคดมจะกลายมาสู่สภาวะของการเป็นพุทธะ-ผู้หลุดพ้น ศิลปินในอดีตกำหนดพื้นที่ตรงนี้เอาไว้เพื่อบอกแก่ผู้คนที่เข้ามาเยือนให้ได้รับรู้เรื่องราวของพระประธานว่าเป็นมาอย่างไร(อย่างตอกย้ำ เช่นเดียวกับภาพวาด ประติมากรรม กระจกสีในโบสถ์คริสต์) โดยตำแหน่งของภาพจึงเป็นที่เข้าใจได้โดยชัดแจ้งว่า ภาพวาดจิตรกรรมชุดนี้เป็นการเทียบเคียงกับพุทธประวัติ ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับโครงสร้างตามปรกติว่าพุทธประวัติจะเริ่มจากการที่ พระอินทร์หรือชาวสวรรค์จะได้ทูลเชิญพระโพธิสัตว์ไปจุติเป็นพระพุทธเจ้า -ทรงละทรัพย์สมบัติทั้งปวงออกผนวช-ทรงบำเพ็ญเพียร-จนบรรลุธรรมะตรัสรู้-ทรงแสดงธรรมตลอด 45ปี แล้วเสด็จสู่มหาปรินิพพานเมื่อชันษา80 ภาพจิตรกรรมที่วัดสุวรรณดาราม ก็เริ่มต้นด้วยการที่พระสยามเทวาธิราชได้ทูลอัเชิญพระศิวะลงมาจุติเป็นพระนเรศวร(นร+อิศวร=ผู้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งปวง)-ทรงถูกเอาเป็นตัวประกัน-ออกรบ-ประกาศ "เอกราช"(คำที่ถูกใช้และฝังหัวเด็กทุกคน)-ทรงกระทำยุทธหัตถี-ปราบเขมร-แล้วจบลงด้วยการสวรรคต (การเดินทางกลับสู่สวรรค์) นอกจากโครงสร้างดังกล่าวนี้แล้ว คำกล่าวทูลขอชีวิตของบรรดาทหารที่ตามช้างทรงไม่ทันโดยสมเด็จพระพนรัตน์ เปรียบชัยชนะของพระองค์โดยลำพัง เป็นไปเช่นเดียวกับชัยชนะของพระพุทธองค์เหนือพระยามารและกองทัพทั้งหมดโดยลำพัง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำฐานะอันสูงส่งเทียบเท่าพระพุทธองค์ของสมเด็จพระนเรศวร และฐานะอันศักดิ์สิทธิ์ของการศึกของพระองค์ ตลอดจน"เอกราช"ของสยามประเทศ แม้ภาพยนตร์เรื่อง ตำนานพระนเรศวรจะไม่ใช่ครั้งแรกของการ"อัพเดท"ภาพของพระนเรศวรให้มีตัวตนและสมจริงมากขึ้น(พิศาล อัครเศรนีเคยทำเรื่องมหาราชดำมาแล้ว) แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพระนเรศวรของท่านมุ้ย(?)มีความสมจริงมากจนหลายคน พากันถกเถียงถึง"ความสมจริง"หลายๆประเด็นเช่น พระนเรศวรมีคนรักไหม หากมีเธอคือใคร คนเดียวหรือหลายคน ปืนยาวจะยิงข้ามแม่น้ำสะโตงได้จริงไหม (ผู้สร้างออกมายืนยันว่าทดลองยิงแล้วและได้ผลจริงๆ) เกราะที่ใส่ๆกันอยู่นั้นมีจริงๆหรือ มีมากไหม หากมีทำไมไม่พบเศษชิ้นส่วนเลยแม้กระผีก(อาจารย์ผู้สนใจประวัติศาสตร์ฝรั่ง วิจารณ์ต่อว่า เกราะที่ใส่เป็นโซ่ถักนั้นรียกว่า chain mail ความจริงพอมาถึงศตวรรษที่16ฝรั่งก็เลิกใช้กันไปแล้ว) ฯลฯ จะเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อถกเถียงเรื่องความสมจริงทั้งสิ้น ทางฝ่ายผู้สร้างเองก็พยายาม"ทำ"ให้ดูสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีอาจารย์ทางประวัติผู้มีชื่อเสียงช่วยค้นคว้าประกอบการวิจัยอย่างเข้มข้นทั้งในและนอกประเทศ ในแง่ของการเลือกตัวผู้แสดงนั้นก็ไม่ทราบว่า มีกรอบของภาพในใจหรือไม่ถึงมาลงที่ คนหน้าตาดูขึงขังดุดัน แข็งกระด้างแบบผู้พันเบริ์ดคนนี้ ทำไมภาพวาดที่วัดสุวรรณดารารามจึงวาดภาพพระนเรศวรเป็นชายร่างสันทัดและดู"จืด"มากเมื่อเทียบกับผู้พันเบริ์ด (มีใครเคยสังเกตไหมครับว่า พระพักตร์ของวีรกษัตริ์แต่ละพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเจ้ารามคำแหง สมเด็จพระเจ้าตากสินและพระองค์อื่นๆก่อนมีประดิษฐกรรมรูปถ่ายนั้น เกิดขึ้นในลักษณะเช่นไร ยกตัวอย่างพระบรมสาทิศลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้นท่านมีหลายอย่างแม้ในอาคารวิหารน้อยของวัดอรุณแห่งเดียวกัน มีทั้งออกจีน-มาก น้อย และไม่"จีน"เลย เราจะมีคำอธิบายต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร) อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวร(ของท่านมุ้ย)คราวนี้คงจะได้รับการผลิตซ้ำต่อไปอีกนานพอควร จนกว่าจะมีการเรียกร้องของบริบททางสังคมใหม่ๆเกิดขึ้น March 02 ภาพลักษณ์นี้มี 'ผู้สร้าง'จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 06:00:00 การผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจากพงศาวดาร ตำนาน ภาพจิตรกรรม จิตรกรรมฝาผนัง มาสู่ภาพยนตร์ ในแต่ละยุคสมัยล้วนมีนัยน่าขบคิด เขียนโดย ยุวดี มณีกุล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ภาพยนตร์ 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ทำให้เกิดปรากฏการณ์น่าสนใจหลากหลายในสังคมไทยห้วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงบันเทิง แวดวงวิชาการประวัติศาสตร์ หรือในกลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ ผลพวงประการสำคัญของกระแส 'พระนเรศวรฟีเวอร์' ที่เห็นได้ชัดคือคนไทยจำนวนมากหันมาสนใจประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยามากขึ้น สิ่งที่เรียกว่าสำนึกชาตินิยมก็ก่อตัวเข้มข้นขึ้นไม่แพ้กัน การนำเสนอภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในฐานะวีรบุรุษกู้ชาติสยามนั้น ถูกส่งทอดมาอย่างเป็นทางการไม่ต่ำกว่า 100 ปี ด้วยสื่อสาธารณะสำคัญของแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะสื่อที่สามารถมองเห็นได้อย่างภาพเขียน ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในอดีต ได้แก่ พระอุโบสถหรือพระวิหารของวัดสำคัญ ประเด็นนี้ นักวิชาการจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นาม อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ ผู้มีพื้นความสนใจสื่อภาพยนตร์ในอุษาคเนย์ ในฐานะผลผลิตทางสังคมวัฒนธรรม มีแง่มุมบางประการเกี่ยวกับการผลิตซ้ำภาพลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากภาพจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ภาพชุดจิตรกรรมฝาผนัง สมัยรัชกาลที่ 7 ที่วัดสุวรรณดาราราม (ภายใต้การควบคุมงานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วาดโดยพระยาอนุศาสนจิตรกร หรือจันทร์ จิตรกร) รวมทั้งจากภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ พ.ศ.นี้ ภาพเขียนอวดมหาชน อาจารย์ทรงยศเกิดมุมมองเกี่ยวกับการผลิตซ้ำภาพลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็เนื่องด้วยช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้นำนิสิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปทัศนศึกษาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้เยี่ยมชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดาราราม โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พระวิหารวัดสุวรรณดารารามชุดนี้ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ในการตีความพระประสงค์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงรับหน้าที่ควบคุมและกำกับการวาดภาพ เมื่อปี พ.ศ.2473-2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย เพียง 1 ปี "ผมคิดว่าลักษณะโครงสร้างของจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพชุดพระราชประวัติพระนเรศวรมหาราชน่าสนใจมาก มันเป็นลักษณะโครงสร้างเดียวกับพุทธประวัติ" อาจารย์ทรงยศเกริ่น "ในแง่ของหนัง นี่อาจจะเป็นครั้งสำคัญมากๆ ที่ภาพพจน์ของพระนเรศวรได้ปรากฏขึ้นมาเป็นรูปร่าง เป็นคนมีชีวิตจิตใจ แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งแรกนั้นที่เป็นหนังน่าจะชื่อว่าพระนเรศวรหรือพระองค์ดำ เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว แต่ครั้งนี้ยิ่งใหญ่มากในแง่โปรดักชั่น" อาจารย์ทรงยศลำดับความว่า ครั้งแรกที่มีการสร้างภาพของสมเด็จพระนเรศวร เป็นภาพชุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 94 ภาพ/แผ่น มีการเขียนโคลงภาพพระราชพงศาวดาร 376 บท ภาพชุดนี้แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2430 ฝีมือการวาดของกลุ่มช่างหลวงหลายคน ในหนังสือ 'พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ...สร้างสำเร็จเมื่อปีกุน พ.ศ.2430 ได้โปรดฯ ให้นำไปประดับพระเมรุท้องสนามหลวงอวดมหาชนเมื่อครั้งพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย (ซึ่งทรงสถาปนาพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพนารีรัตน์ ในรัชกาลที่ ๖) กับพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ และพระศพพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ และในงานพระเมรุครั้งนั้นได้โปรดฯ ให้รวบรวมโคลงเรื่องพระราชพงศาวดารที่กล่าวมานี้ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งบานแผนกเป็นร่ายและโคลงกำกับ แล้วพิมพ์เป็นเล่มสมุดพระราชทานเป็นของแจกด้วย ...ครั้นเสร็จงานพระเมรุ จึงโปรดฯ ให้แบ่งรูปภาพเรื่องพระราชพงศาวดารไปประดับไว้ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยบ้าง ส่งไปประดับพระที่นั่งวโรภาษพิมาณ ณ พระราชวังบางปะอินบ้าง เรื่องตำนานโคลงภาพพระราชพงศาวดารมีมาดังนี้ นัยหลังจิตรกรรมฝาผนัง? ต่อมาในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ครานั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ระบุไว้ว่าเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2473 จะต้องไปวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม วัดสำคัญของราชวงศ์จักรี จิตรกรรมฝาผนังชุดดังกล่าวมีทั้งหมด 16 ภาพ ภาพที่หนึ่งทรงกระบี่กระบองกับมังสามเกียด ภาพที่สองทรงเรือไล่ตามพระยาจีนจันตุ ภาพที่สามทรงตีเมืองคัง ภาพที่สี่ทรงเล่นชนไก่พนันกับมังสามเกียด ภาพที่ห้าทรงประกาศอิสรภาพ ภาพที่หกทรงจัดพิธีถือน้ำที่วัดฤาษีชุม (ศรีชุม) รับศึกหงสาวดี ภาพที่เจ็ดทรงตีค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ ภาพที่แปดทรงปล้นค่ายพม่า ภาพที่เก้าทรงฆ่าลักไวทำมู ภาพที่สิบทรงสุบินว่าฟันจระเข้ ภาพที่สิบเอ็ดทรงปฐมกรรมพระยาละแวก ภาพที่สิบสองทรงได้ซากเมืองหงสาวดี ภาพที่สิบสามทรงตีเมืองตองอู ภาพที่สิบสี่กระบวนพระบรมศพพระนเรศวร โดยภาพที่สำคัญที่สุดคือภาพเหนือประตูตรงข้ามพระประธาน เป็นภาพทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา และภาพหลังพระประธานเทวดาเหาะในหมู่เมฆ อาจารย์ทรงยศวิเคราะห์ถึงภารกิจสำคัญของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพครั้งนี้ กับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาเดียวกัน "บริบททางสังคมตอนนั้น ผมคิดว่าภาพความเสื่อมถอยของราชสำนักอาจเกิดขึ้นทั่วไป ผมคิดว่าการสร้างภาพสมเด็จพระนเรศวรน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเชิงกษัตริย์นิยม เพราะตอนนั้นจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จากนั้นท่านก็ทรงเขียนพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร มีรายละเอียดเยอะมาก" "ภาพพระสยามเทวาธิราชเสด็จขึ้นสวรรค์ทูลเชิญพระอิศวรให้ลงมาจุติมาเป็นพระนเรศวร น่าสนใจมาก ในพงศาวดารไม่ได้ระบุไว้ นี่เป็นการสร้างขึ้นมาโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผมคิดว่าท่านอิงกับวิธีการเล่าเรื่องจิตรกรรมฝาผนังที่มีในจารึกอยู่แล้ว เช่น บรรดาเทวดาทั้งหลายไปสวรรค์ทูลเชิญให้พระอิศวรเสด็จเป็นพระพุทธเจ้า" "อย่าลืมว่าพระสยามเทวาธิราชเพิ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ในฐานะเทวดาองค์ใหม่ที่มีอำนาจบริบาลสยามทั้งปวง ทำไมต้องเป็นพระอิศวรนั้นไม่ทราบชัดเจน แต่รู้ว่าลัทธิเทวราชาบางส่วนเป็นลัทธิธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับพระอิศวร บางส่วนเป็นลัทธิธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับพระนารายณ์" ในแง่ตำแหน่งของการวางภาพย่อมสะท้อนถึงความสำคัญของภาพเช่นกัน "ปกติเวลาเราเข้าไปในพระวิหารหรือพระอุโบสถ สิ่งที่สำคัญที่สุดในห้องนั้นคือพระประธาน ตำแหน่งสูงที่สุดแสดงความเป็นประธานในพื้นที่ โดยจารีตการวาดจิตรกรรมฝาผนัง ด้านที่สำคัญสุดมีสองด้าน คือด้านหลังพระประธานและด้านตรงข้ามพระประธาน จารีตด้านหลังพระประธานจะวาดเป็นรูปการตรัสรู้หรือการมีชัยชนะเหนือหมู่มาร ในแง่พื้นที่จะเต็มไปด้วยสีสัน การเคลื่อนไหวเต็มผนังใหญ่ ที่วัดนี้ด้านหลังเป็นเทวดาเหาะมาชุมนุมกัน ในแง่หนึ่งอาจเป็นการมาไหว้พระบรมศพ ในภาพกระบวนศพของพระนเรศวรด้านขวา หรือมาไหว้ต้อนรับการเกิดของพระนเรศวรซึ่งอยู่ด้านซ้ายก็ได้" กล่าวสำหรับภาพที่สองนั้น อาจารย์ทรงยศถือว่าเป็นภาพเด่นที่สุดของชุด ตำแหน่งภาพอยู่ตรงข้ามผนังพระอุโบสถ โดยทั่วไปภาพในตำแหน่งนี้มักเป็นภาพมารวิชัย แต่นี่เป็นภาพการทำยุทธหัตถี "ผมเชื่อว่าหลังเหตุการณ์ รศ.130 ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีกรณีขัดแย้งกันระหว่างมหาดเล็กกับทหารแล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ สืบเนื่องมาเรื่อยๆ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 มีหลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลค่อนข้างขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา อย่างน้อยสุดคงเห็นคำประกาศของคณะราษฎรที่พูดว่าการบริหารกิจการบ้านเมืองของฝ่ายเจ้าไม่ประสบความสำเร็จ คือมันเป็นความตกต่ำของระบอบกษัตริย์ หรือกษัตริย์นิยมในช่วงนั้น" "การสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้ น่าจะเป็นความพยายามของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่จะกอบกู้อิมเมจของระบอบกษัตริย์ในช่วงนั้นในฐานะที่ท่านเป็นฝ่ายพระราชวงศ์ ต้องไม่ลืมว่ารัชกาลที่ 6 มาพร้อมกับความเชื่อเรื่องกษัตริย์วีรบุรุษ ท่านทรงไปบวงสรวงอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรที่หนองสาหร่าย ดอนเจดีย์ ท่านสั่งให้หาเลยว่าตรงไหนคือเจดีย์ที่รำลึกยุทธหัตถี พอท่านทรงพบแล้วก็มีการเฉลิมฉลองใหญ่ รัชกาลที่ 6 ทรงมีสปีคยืดยาวมาก สุดท้ายพระองค์ทรงเปล่งคำว่าไชโย คำว่า 'ไชโย' ก็เกิดเป็นครั้งแรกในสมัยนี้ พระองค์ทรงสร้างคำนี้ขึ้นมา เป็นคำเดียวกับคำว่าชัยในภาษาสันสกฤต คนฮินดูจะกล่าวคำที่เป็นมงคลที่สุดคือคำว่าชัย ในหลวงรัชกาลที่ 6 ท่านโปรดภาษาสันสกฤต ท่านจึงทรงประดิษฐ์คำนี้ขึ้น" ซ้ำโครงสร้างพุทธประวัติ ในแง่การลำดับภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น อาจารย์ทรงยศมองว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำเค้าโครงเรื่องพุทธประวัติมาเป็นแบบแผน หากพระสยามเทวาธิราชอัญเชิญพระอิศวรมาจุติเป็นพระนเรศวร พระองค์ย่อมทรงมีภารกิจสำคัญคือเอาชัยชนะเหนือพระยามาร และพระยามารในที่นี้ก็คือพระมหาอุปราชา จอมทัพใหญ่แห่งกองทัพพม่า อาจารย์ทรงยศแจกแจงอีกว่า ในพระประวัติ ได้พรรณนาว่าช้างทรงสมเด็จพระนเรศวิ่งตะลุยไปข้างหน้าจนพ้นจากกองทัพฝ่ายตน หลังจากฝุ่นควันจางลงจึงทรงพบว่าอยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรู แต่ด้วยพระกฤษดาภินิหารพระองค์จึงทรงสามารถกระทำยุทธหัตถีเอาชนะพระมหาอุปราชาได้ "หลังรบเสร็จพระนเรศวรทรงพระพิโรธเหล่าทหารของพระองค์ที่ตามไม่ทัน ทรงสั่งประหาร แต่สมเด็จพระพนรัตนวัดป่าแก้ว พระสังฆราชฝ่ายขวา ได้ทูลขอชีวิตเหล่าทหารนั้นไว้" ในหนังสือ 'พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ฉบับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า ...สมเด็จพระพนรัตนถวายพระพรว่า ซึ่งข้าราชการเหล่านั้นจะกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระองค์เห็นจะไม่เป็นได้ ที่เกิดเหตุบันดาลให้เสด็จเข้าไปมีชัยชนะโดยลำพังพระองค์ในท่ามกลางข้าศึกนั้น น่าจะเปนเพราะพระบารมีบันดาลจะให้พระเกียรติปรากฏไปทั่วโลก เปรียบเหมือนเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ในวันที่จะตรัสรู้พระโพธิญาณนั้น เทวดาก็มาเฝ้าอยู่เปนอันมาก เมื่อพระยามารยกพลมาผจญ ถ้าหากเทวดามาช่วยรบพุ่งพระยามารให้พ่ายแพ้ไปก็จะไม่สู้อัศจรรย์นัก เผอิญเทวดาพากันหนีไปหมด ยังเหลือแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว ทรงสามารถปราบพระยามารกับทั้งรี้พลให้พ่ายแพ้ได้ จึงได้พระนามว่า สมเด็จพระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพ็ชดาญาณ เปนมหัศจรรย์ไปทั่วอนันตจักรวาล ที่พระองค์ทรงชนะสงครามครั้งนี้ก็คล้ายกัน ถ้าหากมีชัยชนะด้วยกำลังรี้พล พระเกียรติยศก็จะไม่เปนมหัศจรรย์เหมือนที่มีชัยด้วยทรงทำยุทธหัตถีโดยลำพังพระองค์กับสมเด็จพระอนุชาธิราช จึงเห็นว่าหากพระบารมีบันดาลเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ ไม่ควรทรงโทมนัสน้อยพระราชหฤทัย สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงฟังสมเด็จพระพนรัตนถวายวิสัชนา ก็ทรงปีติโสมนัส สิ้นพระพิโรธ สมเด็จพระพนรัตนจึงทูลขอชีวิตข้าราชการไว้ทั้งหมด... ด้วยข้อมูลเหล่านี้ อาจารย์ทรงยศจึงเห็นว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังพระประวัติสมเด็จพระนเรศวร เป็นโครงสร้างเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัตินั่นเอง "ภาพจิตรกรรมฝาผนังสีน้ำมันบนผนังปูนชุดนี้ กลายเป็นตัวแบบในการผลิตซ้ำเมื่อมีการอ้างถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่คนแห่ไหว้ลัทธิบูชาสมเด็จพระนเรศวรที่ต้องมีการถวายไก่ ไก่หน้าตาเป็นอย่างไร พันธุ์ไหน ก็ดูมาจากภาพจิตรกรรมชุดนี้" ครั้นภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้รับการต่อยอดมาเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม ผลงานการกำกับของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล นั้น ในสายตาของนักฉายหนังอุษาคเนย์อย่างอาจารย์ทรงยศมองว่า การเลือกใช้คำว่า 'ตำนาน' เป็นการเปิดโอกาสให้ท่านผู้สร้างได้ตีความประวัติศาสตร์จากการค้นคว้าและลงพื้นที่ด้วยองค์เอง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมตีความเช่นกัน "เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชถูกประชาพิจารณ์ และผมคิดว่านี่จะยิ่งทรงพลังกว่าตอนเป็นภาพนิ่งเป็นไหนๆ" อาจารย์ทรงยศกล่าวในที่สุด June 15 เส้นสายและสีสันของทะเลใต้
มติชน 4 มีนาคม 2547
ผมแวะไปคุยกับอาจารย์วินัย ผู้นำพล ตอนสายๆ ของวันหนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะได้ยินข่าวว่าอาจารย์กำลังจะจัดแสดงงานเขียนชุดใหม่ต้นเดือนมีนาคมนี้ เรานั่งคุยกันที่ท่าน้ำปูด้วยแผ่นไม้กระดานซึ่งปลูกล้ำส่งไปในสระน้ำขนาดเล็กกั้นเป็นแนวอาณาบริเวณตัวบ้านของอาจารย์ ตลิ่งของขอบสระฝั่งตรงข้ามบ้านปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ กอไผ่ขนาดกลางลำต้นสีเขียวปนเหลืองใบยาวเรียวแหลม กอเตยหนามขนาดใหญ่ใบยาวใหญ่สีเหลืองจางทาบทับตัวแนวสีเขียวตามความยาวของใบ แคฝรั่งใบฝอยเล็กสีเขียว ชบา พู่ระหงกอเตี้ย รูปกอทรงกลมใบเขียวสดชื่น เถาต้นพวงประดิษฐ์เลื้อยพาดกิ่งก้านจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง พาใบหนาคายสีเขียวเข้มแต่หม่นขาวไปทาบทับกับที่ต่างๆ ช่อดอกรูปดาว กลีบยาวสีชมพูอมม่วงจางๆ ผุดแทงช่อแต่งแต้มสีสดใสเป็นระยะๆ ผมรู้สึกถึงเส้นสายของสีในรูปทรงต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวผม ความสงบนิ่งของหมู่พันธุ์ไม้ซึ่งเคลื่อนไหวเป็นพักๆ ตามจังหวะการพัดไกวของลมอ่อน สลับกับเสียงฮุบของปลาสีสดใสที่เคลื่อนตัวช้าๆ อยู่ในสระ อาจารย์ดูมีความสุขที่เล้าย้อนไปถึงประสบการณ์ในวัยเยาว์ กับการที่ได้ใช้นิ้วมือละเลงแป้งผสมสี โดยที่อาจารย์ไม่ทราบเลยว่าต่อมาอีกเกือบ 40 ปี ประสบการณ์ของการใช้มือละเลงสีนี้จะได้กลายมาเป็นเทคนิคของการถ่ายทอดอารมณ์ศิลปะที่อาจารย์พึงพอใจมากที่สุดแบบหนึ่งในขณะนี้ เมื่อผมได้เห็นงานของอาจารย์วินัยครั้งแรกก็เป็นระยะที่อาจารย์วาดภาพด้วยสีน้ำแล้ว งานของอาจารย์ใช้ฝีแปรงขนาดใหญ่ที่ปาดสีอย่างรวดเร็วเห็นเป็นแถบสีขนาดใหญ่ก่ายเกยกัน และเห็นความเคลื่อนไหวที่รุนแรง ขอบของแถบสีมักจะซึมกระจายผสมกันข้ามขอบ แต่ก็มีความรู้สึกที่ขัดแย้งต่อกัน เพราะคู่สีที่อาจารย์ใช้นั้นมักจะดุเดือด และอยู่กันคนละฟากของโทนสี โดยรวมแล้วแม้ภาพของอาจารย์จะปรากฏเห็นสีแดง สีแสดส้มอยู่บ้าง แต่ก็มักจะถูกสีทึบแถมเศร้าของดำ น้ำเงิน และเขียวเข้มข่มทับ จนกลายเป็นความสุขเล็กๆ ท่ามกลางความเศร้าที่ปกคลุมไปทั่ว "การใช้พู่กันและสีน้ำไม่สามารถรองรับอารมณ์ความรู้สึกได้" เป็นข้อสรุปของอาจารย์วินัย และเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจารย์ให้ความสนใจกับการวาดสีน้ำมันมากขึ้น อีกทั้งการใช้มือ(กำปั้น ฝ่ามือและนิ้วมือ) ก็กลายมาเป็นอุปกรณ์ในการวาดที่อาจ "ควบคุม" ได้ดังใจ ผมมาเห็นภาพ "เขียน" สีน้ำมันของอาจารย์ก็เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สองภาพที่ยังติดตาอยู่เสมอ(เพราะมีโอกาสได้เห็นซ้ำๆ อีกหลายครั้ง) ก็คือภาพพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งติดอยู่ที่ผนังห้องสำนักเลขานุการคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร และภาพ "โฉลกหลำ" เกาะพงัน สุราษฎร์ธานี ซึ่งติดอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาพแรกเป็นภาพวังนารายณ์ที่มองเห็นเป็นมุมกว้างทแยงลงไปยังตัวอาคาร สีโทนอุ่นทั้งน้ำตาล ส้ม แสด แดง ประสมกันเคลื่อนตามจังหวะของนิ้วที่ปาดป้ายทำให้พระราชวังนารายณ์อายุ 300 ปี ดูกลับมามีชีวิตและเคลื่อนไหวได้อย่างน่าตื่นเต้น หมู่ไม้สีเขียวทั้งควบคุมและทั้งเคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของตัวอาคาร ในขณะที่ฟ้าที่มีทั้งสีส้ม แดง ฟ้า น้ำเงินปนขาวควบคุมการเคลื่อนไหวจากด้านบนของภาพทำให้ดูทั้งสงบและเคลื่อนไหวอย่างมีท่วงทำนองที่งามสง่า ส่วน "โฉลกหลำ" นั้น ทั้งภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางภาพ ท้องฟ้าที่พอมองเห็นบางส่วนและท้องทะเลบริเวณอ่าวด้านหน้าของภูเขา ทั้งหมดเป็นสีในโทนเย็น ทั้งเขียวเข้ม เขียวอ่อน น้ำเงินและฟ้า ที่ผมชอบก็คือสีแดงกับสีโทนสว่างกลุ่มเล็กๆ ที่ปาดป้ายเป็นเรือประมงสีฉูดฉาดสไตล์ "ปักษ์ใต้" กำลังเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในท้องทะเลของอ่าว ภายใต้เงาทะมึนที่ดูสงบนิ่งของขุนเขาตรงกลางภาพ แม้จะรู้ดีว่าไม่ยุติธรรมกับอาจารย์นัก แต่ผมก็อดจะแสดงความรู้สึกปนคำวิจารณ์หน่อยๆ ไม่ได้ว่าเห็นงานของอาจารย์วินัยทำให้ผมนึกถึงมุ้งค์ แฟนก้อกฮ์ และ เอฟเฟนดี ถึงอาจารย์จะออกตัวว่าชอบงานของ ดาลี ก็ตาม สำหรับผมแล้ว งานของดาลีในเรื่องของเนื้อหานั้นดูน่าเบื่อและซ้ำซาก หากไม่เป็นเรื่องปมเขื่องก็เป็นเรื่องปมจ้อยของ "ไอ้จ้อน" นอกนั้นก็เป็นประเด็นทางศาสนา(ดูหนักๆ แบบคาทอลิก) ประเด็นเมียคนสุดท้ายของแกและที่เหลือก็เป็นภาพเชิงเหนือจริงที่ดูว่างเปล่า ความชำนาญในงานช่างของดาลีมีสูงมาก จนทุกภาพเหมือนไหลออกมาจากการเทพิมพ์หล่อแบบ(plastic form) อันเดียวกัน ซึ่งงานประเภทนี้มักเป็นที่ชื่นชอบทั้งในเมืองไทยและเมืองเทศ เพราะดูง่าย สบายตา จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ช่างมัน งานเขียนของอาจารย์วินัยเต็มไปด้วยเส้นสายและเส้นสี ที่ทั้งเคลื่อนไหวตามกันและขัดกัน ไม่มีภาพไหนเลยที่หยุดนิ่ง ทั้งๆ ที่อาจารย์อ้างว่าชอบงานของครูเก่าของอาจารย์ คืออาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ แต่งานช่วงหลังของอาจารย์เฟื้อ ในชุดเส้นสายเชิงจิตรกรรมประเพณี ก็ดูสงบและสุขุม ซึ่งต่างจากอารมณ์ภาพของอาจารย์วินัยอย่างสิ้นเชิง การแลกเปลี่ยนความคิดในทางศิลปะกับอาจารย์มีเซียม ยิบอินซอยขณะทำงานร่วมกันในช่วงบั้นปลายชีวิตของอาจารย์มีเซียม ดูจะเห็นร่องรอยของการ "สนทนา" กันในงานเขียนภาพของอาจารย์วินัย มากกว่าการ "สนทนา" กับงานของอาจารย์เฟื้อ การแสดงงานครั้งนี้ของอาจารย์วินัยที่ชื่อว่า "สีสันฤดูใบไม้ร่วงแห่งแปซิฟิกใต้ : ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์" อาจดูต่อเนื่องกับการแสดงงานชุด"ชีวาลัยแห่งถิ่นใต้ไทย-ฝรั่งเศส" เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แนวหลักของภาพที่นำมาจัดแสดงในคราวนี้ยังคงเป็นเรื่องทิวทัศน์ของเมือง ท้องฟ้า ทะเล ภูเขาและต้นไม้ เพียงแต่ครั้งนี้แรงบันดาลใจคือทิวทัศน์ที่ได้ซึมซับมาจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งอาจารย์ได้เดินทางไปสอน วิจัยและทำงานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ภาพที่นำมาจัดแสดงคราวนี้มีถึงร้อยกว่าภาพ เป็นภาพที่มีขนาดไล่เลี่ยกันหมด และถ้าจะว่าไปแล้ว ทั้งเนื้อหาของภาพ เทคนิควิธีของการวาด และโครงสีทั้งหมดก็ดูจะมีเอกภาพเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเทคนิคการวาดภาพด้วยนิ้วและมือที่รวดเร็วทำให้อาจารย์วินัยจับแสง สีและเงาของภูเขาและท้องทะเลของสวอนเลค ที่โรโลไอรา(นิวซีแลนด์) เอาไว้ได้ การเคลื่อนตัวของหมู่เมฆในท้องฟ้าก่อให้เกิดเงาทะมึนที่ทาบทับเป็นสีม่วงปนเทาทึบบนไหล่เขาด้านหนึ่ง และในขณะเดียวกันแดดก็ส่องให้สีเขียวมรกตของน้ำทะเลเบื้องหน้าดูใสลึกงดงาม(รูปทะเลสาบของหงส์ที่โรโลไอรา) "แหล่งนกทะเลแกนเนต หาดมูริไว" เห็นเป็นหน้าผาที่ขาดลึกดิ่งลงไปในทะเลซึ่งมีคลื่นรุนแรงถาโถมอย่างบ้าคลั่ง และเอาเป็นเอาตาย "สะพานสีข่าวที่อ่าวแฟนเทล" มีต้นไม้ลำต้นสีแดงสูงชะลูดตัดกับพื้นหลังสีเหลืองสดใส มีใบไม้หยิกสีเขียวคลอเคลียลำต้นอยู่ สะพานเตี้ยมีลูกกรงซี่ที่ทั้งหมดทาด้วยสีขาว ดูน่าสนใจภายใต้บรรยากาศของสีแดง เหลืองและเขียว "โบสถ์เมืองไครส์เชิร์ช" เป็นโบสถ์หลังเล็กสีม่วงปนชมพูแต่งแต้มด้วยเส้นสีแดงจางๆ ส่วนโรสวินโดว์เป็นสีเหลืองส่งทอดไปยังกลุ่มใบ(ดอก) ไม้สีเหลือง(ของต้นวัตเทิล?) หนาแน่น ซึ่งมีลำต้นสูงเป็นสีแดงโค้งๆ แต่ "โบสถ์ที่ท่าเรือลีตเทิลตัน" นั้นให้ความรู้สึกเหมือนองค์พระเจดีย์ที่นครปฐม แต่สีเหลืองตุ่นซึ่งมีนาฬิกากลมประดับอยู่ตรงบริเวณบัลลังก์เหนือองค์ระฆัง "สถานีรถไฟฟลินเดอร์สตรีต" ของเมลเบิร์น ดูเหมือนมหาวิหารสีเหลืองขนาดใหญ่ โดมครึ่งวงกลมสีฟ้าอ่อนทาบทับอยู่กับท้องฟ้าสีทึบ(ม่วงอมน้ำเงิน-น้ำเงินเข้มและจาง) ของยามค่ำคืน ซึ่งปกคลุมอยู่เหนือมหานครเมลเบิร์น เรือยอชต์ลำสีขาวหลายลำจอดทอดสมอลดใบลงเห็นเสากระโดงสลอนอยู่ในภาพ "ท่าเรือ วิลเลียมทาวน์ยามเย็น 1" ท้องน้ำยามเย็นที่นี่มีปุยเมฆสีเหลือง ซึ่งถูกลมอ่อนพัดกระจายตัวไปอย่างช้าๆ ตรงขอบน้ำกับฟ้าชนกัน สีเหลืองกำลังกลายเป็นสีม่วงเข้มของยามเย็นแล้ว สีแดง สีเหลือง แล้วก็สีแดง แล้วก็สีเหลืองให้อารมณ์ที่สนุกสนานของย่าน ไชน่าทาวน์ของนครซิดนีย์ เหมือนกับไชน่าทาวน์ที่ไหนๆ ในโลกเป็นกัน ทั้งหมดข้างต้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของการ "เดินทางพร้อมสนทนา" ตามจินตนาการของผมร่วมไปกับอาจารย์วิจัย ผู้นำพลโดยผ่านงานแสดงภาพเขียนสีน้ำมันชุด "สีสันฤดูใบไม้ร่วงแห่งแปซิฟิกใต้ : ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์" งานแสดงของอาจารย์เหมือนกับการเดินทางอันยืดยาว ผ่านทะเลสีต่างๆ ภูเขารูปทรงแปลกตาลูกแล้วลูกเล่า ต้นไม้รูปทรงสัณฐานที่หลากหลายบ้านเรือนและผู้คนมากหน้า ต่างเพศพันธุ์ ประดังประดามาสังสันทน์กับเราด้วยเส้นสาย และแถบสีที่น่าตื่นตา ตื่นใจ เมื่อผมเดินมาถึงภาพสุดท้าย ที่ปลายของเส้นสี ผมทราบดีว่าการเดินทางนี้จะยังมีต่อไปอีกในภายหน้า งานแสดงชุดนี้จัดขึ้นที่ห้องนิทรรศการของโรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ร่วมกับ พณฯ ไมลส์ คุเปอร์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิด ในวันอังคารที่ 9 มีนาคม เวลา 18.30 น. และจะแสดงไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคมนี้ ทรงยศ แววหงษ์ June 11 สงครามทำลายอารยธรรมโลก!กรุงเทพธุรกิจ 4 เมษายน 2546 นับแต่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ร่วมกันโจมตีอิรัก ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสีย แก่ชีวิตและความรู้สึก ของคนทุกฝ่ายแล้ว ในอีกแง่หนึ่งสงครามครั้งนี้ ยังเป็นการทำลาย แหล่งอารยธรรม เก่าแก่ที่สุดของโลก ที่ชื่อดินแดนเมโสโปเตเมีย หรือวัฒนธรรม ไทกริส-ยูเฟรติส ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์ จากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำเสนอภาพชีวิตผู้คน และความยิ่งใหญ่ ของโบราณสถาน เมื่อครั้งปลอดเสียงระเบิด และเสียงร่ำระงม สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดป้องโบราณสถาน หากบุช-แบลร์และซัดดัมเจ๊งไป ก็ขอให้โบราณสถานยังอยู่ยั้ง วันที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นวันที่ 13 ของการถล่มอิรักโดย บุช-แบลร์ ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะเข้าไปปลดปล่อยชาวอิรักจากระบอบซัดดัม และจากวันนี้ไปอีก 13 วัน ก็จะครบ 3 ปีที่ผมได้เดินทางไปเยือนอิรัก ใช่แล้วครับ ผมไปฉลองสงกรานต์ที่อิรักเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ....................................... ขณะที่ผมดูทีวีข่าวการถล่มเมืองต่างๆ ของอิรัก ความคิดของผมย้อนกลับไปถึงชาวอิรักหลายๆ คนที่ผมได้เคยพบเคยเจอ นับตั้งแต่เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าเมืองคาร์บาล่า พ่อกับลูกสาวตัวน้อยที่ริมแม่น้ำไทกริส ตอนเมืองแบกแดด ชายแก่ผู้อารีเจ้าของบ้านต้นกกที่เมืองอูร์ใกล้ๆ กับเมืองนัสสิริยาห์ เจ้าของร้านอาหารอร่อยที่เมืองสมาร์ร่า อาจารย์นักโบราณคดีสูงอายุที่นำเราไปชมแหล่งขุดค้นที่เป็นผลงานของท่านที่เมืองนิมรุด ใกล้ๆ กับเมืองโมซุล ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยที่โอบอ้อมอารีเหล่านั้น ทยอยผุดขึ้นมาในมโนภาพของผมอย่างต่อเนื่อง บัดนี้ คนเหล่านั้นยังจะอยู่ดีหรือ เจ้าของร้านขายขนมหวานอร่อยที่สุดในเมืองแบกแดดซึ่งเคยขายของมือเป็นระวิง คงต้องปิดกิจการไปโดยอาจจะเป็นการถาวร พ่อกับลูกสาวตัวน้อยคงต้องวิ่งหนีตายจากภัยระเบิดที่ถล่มแบกแดดอยู่ทุกๆ วัน เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าอาจกลายเป็นทหารตัวน้อยที่ถือปืนรบกับคอหนังอังกฤษ-อเมริกันที่มีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดของโลก อาจารย์นักโบราณคดีคงจะต้องหยุดการขุดค้นของท่านเพราะระเบิดมหาประลัยสร้างหลุมระเบิดมากมายทั่วประเทศ แหล่งโบราณสถานเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาตั้งแต่แปดพันปีที่แล้ว ต่อเนื่องลงมาถึงอารยธรรมเก่าแก่ของดินแดนเมโสโปเตเมีย เช่น ซูเมอเรียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาร์เทียนปนกรีก-โรมัน ตลอดจนอิสลามระยะแรก ฯลฯ ซึ่งมีอยู่มากมายกระจายกันทั่วประเทศ คงจะถูกถล่มย่อยยับลงไป ไม่มากก็น้อย แม้ระบอบบุช-แบลร์จะกล่าวอ้าง (หากถูกถาม) ว่าพยายามหลีกเลี่ยงต่อโบราณสถานเหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าสถานที่โบราณทั้งหลายนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีจำนวนมากที่อยู่ใกล้กับเมืองที่กำลังถูกถล่มอยู่ขณะนี้ อีกทั้งโบราณสถานเหล่านี้จำนวนมากก่อสร้างขึ้นจากอิฐดิบ ซึ่งเปราะบางเป็นอย่างมากต่อแรงสั่นสะเทือนทุกชนิด มิพักต้องพูดถึงว่าแรงสั่นสะเทือนในคราวนี้เกิดจากระเบิดสมัยใหม่ที่มีอานุภาพอย่างรุนแรงที่สุดของโลก ...................................................................... ในสมัยโบราณ ดินแดนของประเทศอิรักเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่เราเรียกกันว่าเมโสโปเตเมีย ซึ่งจริงๆ แล้วครอบคลุมไปจนถึงทางตะวันออกของซีเรียด้วย เมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีก มีที่มาจากคำว่า เมโสส (mesos) ซึ่งแปลว่า 'ระหว่าง' ในขณะที่โปเตเมียมาจากคำว่า โปเตโมส (potamos) ซึ่งแปลว่า 'น้ำ' หรือ 'แม่น้ำ' (ฮิปโปโปเตมัส ก็มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกัน ฮิปโปแปลว่า ม้า ฉะนั้น ฮิปโปโปเตมัสจึงแปลว่า ม้าน้ำ ไม่ใช่ช้างน้ำ อย่างที่ใช้กันในภาษาไทย) บริเวณพื้นที่เมโสโปเตเมียจึงหมายถึงพื้นที่ระหว่าง 2 แม่น้ำ ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 400 กิโลเมตรตลอดสายน้ำ แม่น้ำทั้งสองนี้ไหลมาจากที่ราบสูงในประเทศตุรกี แม่น้ำไทกริส ยาว 2,700 กิโลเมตร ไหลผ่านทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอิรัก ตอนบนของลำน้ำไหลเซาะลึกลงไปกลายเป็นหุบในแถบเทือกเขาซากรอส ซึ่งเป็นพรมแดนร่วมกันกับประเทศอิหร่าน แม่น้ำนี้พัดจัดรุนแรง และยากแก่การเดินเรือ คนโบราณจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า 'กระแสน้ำที่ไหลรวดเร็วดุจดังลูกธนู' (idiglat ในภาษาอัคคาเดียน และ idigna ในภาษาสุเมเรียน อันเป็นที่มาของคำว่า tigris ในภาษากรีก) ส่วนแม่น้ำยูเฟรติสนั้นยาว 1,900 กิโลเมตร ไหลขนานไปทางใต้ของแม่น้ำไทกริส เป็นแม่น้ำที่ไหลช้ากว่า ตลิ่งเตี้ยกว่า จึงเหมาะแก่การสัญจรและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด (โดยเฉพาะข้าวสาลี และบาร์เลย์ ซึ่งเริ่มเพาะปลูกที่นี่เป็นครั้งแรกในโลก) โดยธรรมชาติที่แม่น้ำทั้งสองนี้จะมีปริมาณท่วมท้นในฤดูน้ำหลาก (ช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นพฤษภาคม ซึ่งก็คือช่วงเดือนนี้นี่เอง!) อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะจากต้นน้ำในที่ราบสูงตุรกี ซึ่งระยะเวลาช่วงนี้ของปี เป็นช่วงที่เลยระยะเริ่มต้นของวงจรพืชนานาชนิดไปแล้ว ฉะนั้น เพื่อที่จะให้การเพาะปลูกได้ผล การควบคุมปริมาณน้ำเพื่อให้มีอย่างเพียงพอก่อนฤดูน้ำหลากและให้ไม่ท่วมไร่นาเมื่อน้ำได้หลากมาถึง จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเกษตรกรรมของบริเวณนี้ จากการศึกษาทางโบราณคดีเราจึงได้พบว่า ระบบการชลประทานแรกๆ ของมนุษย์โดยการสร้างฝาย เขื่อนดินขนาดเล็ก และการขุดคู คลอง ได้พัฒนาขึ้นที่นี่ (เทียบกับแม่น้ำไนล์แล้ว แม่น้ำไนล์ไหลจากทิศใต้ไปเหนือ จากตอนกลางของทวีปแอฟริกาไปลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ประเทศอียิปต์ ฤดูน้ำหลากของไนล์คือช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินจึงได้ถูกน้ำพัดพามาบำรุงดินมาตั้งแต่ปลายปี เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกในเดือนมีนาคม ปริมาณของน้ำกับความอุดมของดิน จึงสอดรับกับวงจรการเพาะปลูกพอดี) แม่น้ำไทกริส ยูเฟรติสไหลมาบรรจบพบกันเป็นแม่น้ำสายเดียวที่เราเรียกว่า ชัตต์ อัล-อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไปบริเวณตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นปลายน้ำนี้เกิดเป็นเขตพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีป่ากกขึ้นมากมายและเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญทางใต้ เช่น บาซราห์ และถัดขึ้นไปทางเหนือคือเมืองอูร์ (เป็นเมืองโบราณ) กับเมืองนัสสิริยาห์ บน 2 ฟากฝั่งแม่น้ำทั้งสองนี้ มีทั้งเมืองโบราณและเมืองสำคัญในปัจจุบันเป็นจำนวนมากมายตั้งอยู่ (จากเหนือลงใต้) เช่น นิมรุด นิเนเวห์ โมซุล สามาร์ร่า แบกแดด ซเตสิฟอน บาบิลอน คาร์บาลา นาจาฟ นัสสิริยาห์ อูร์ และบาซราห์ เป็นต้น ผมจะลองไล่เรียงกล่าวถึงโบราณสถานของแต่ละเมืองว่ามีอะไรบ้าง โดยเกาะติดตามลำน้ำไทกริสและยูเฟรติส เริ่มจากกรุงแบกแดดขึ้นไปทางเหนือ แล้วจึงวกจากแบกแดดลงไปทางใต้ ................................................................. แบกแดด (Bagdad) ตั้งอยู่บนแม่น้ำไทกริส มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน ปัจจุบันการจะเดินทางเข้าถึงได้ก็โดยทางรถยนต์เท่านั้น โดยเริ่มจากกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดนเป็นระยะทาง 812 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทาง 15 ถึง 18 ชั่วโมง) เดินทางข้ามทะเลทรายนูฟูดทางตอนเหนือ แบกแดดเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.762 (พ.ศ.1305) โดยกาหลิบจาฟาร์-อัล-มันซูร์ (Jafa al-Mansur) ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริส แล้วจึงขยายข้ามฟากมาด้านฝั่งตะวันออก แบบเดียวกับเมืองกรุงเทพฯ ของเรา (ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2325 หรือ 1782 หลังคริสตกาล) แบกแดดเจริญรุ่งเรืองทางการค้า ศิลปะ และศาสตร์ทุกแขนง คู่ขนานไปกับเมืองบาซราห์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ปลายน้ำอันเป็นเมืองท่าต่อลงไปยังอ่าวเปอร์เซีย ความรุ่งเรืองสุดยอดของแบกแดดนั้นอยู่ในสมัยของกาหลิบ อัล-มามูน และกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid) ผู้ลูก ใครที่เคยอ่านนิยาย 'พันกับหนึ่งราตรี' หรือ 'นิทานอาหรับราตรี' (One Thousand and One Nights หรือ Arabian Nights หรือ The Nights) คงจะจำได้ว่า มีการกล่าวอ้างถึงความโอ่อ่า รุ่งเรืองของแบกแดดในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 นี้ ตลอดระยะเวลา 496 ปี มีการสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ เช่น พระราชวังของราชวงศ์อับบาสิค (ค.ศ.1179/พ.ศ.1722) โรงเรียนสอนศาสนา อัล-มุสตาน สิริยาห์ ที่โอ่อ่า (ค.ศ.1232/พ.ศ.1775) และสุเหร่างามชื่อ มิรจาน (ค.ศ.1358/พ.ศ.1901) ความรุ่งเรืองของเมืองเสื่อมถอยลงเพราะถูกโจมตีโดยฮูลากุ หลานของเจงกิสข่าน ในค.ศ.1258/พ.ศ.1801 (ตรงกับสมัยสุโขทัย) แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน (ก่อนการถล่มแบกแดดคราวนี้) ซเตซิฟอน (Ctesiphon) ตั้งอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดลงไปทางตอนใต้ 30 กิโลเมตร เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรปาร์เทียน (200 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2203 ปีมาแล้ว) และตั้งอยู่กึ่งกลางของเส้นทางสายไหมระหว่างจีน กับกรุงโรมพอดี ต่อมาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซัสซานิค (ค.ศ.226/พ.ศ.769) ปัจจุบันมีอาคารหลงเหลือจากสมัยซัสซานิคเป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดมหึมา ไม่มีเสายันเพดาน เพราะมีอาร์คโค้งสูงถึง 29 เมตรเป็นตัวเพดาน อาคารทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐเผา และอาจเคยประดับประดาด้วยเครื่องเคลือบต่างๆ บาบิลอน (Babylon) เป็นเมืองใต้แบกแดดไป 120 กม. แต่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบาบิลอน (1894 ก่อนคริสตกาล หรือ 3897 ปีมาแล้ว) ผลผลิตของอาณาจักรบาบิลอนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันคือ ระบบกฎหมายแรกของโลกที่เกิดขึ้นในสมัยของกษัตริย์ ฮัมมูราบี วลีที่เราพูดว่า 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' ซึ่งหมายถึงบทลงโทษอาญาต่อการกระทำผิด (และยังเป็นพื้นฐานของกฎหมายบางด้านในปัจจุบัน) ก็คือส่วนหนึ่งของกฎหมายที่มาจากสมัยนี้ ส่วนวัตถุที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันในเมืองบาบิลอนนี้ คือซากฐานของสวนลอยแห่งกรุงบาบิลอน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดของโลกสมัยโบราณ และปฏิมากรรมสิงห์แห่งบาบิลอนซึ่งจำหลักขึ้นจากหินแกรนิต ตัวเมืองบาบิลอนสร้างจากอิฐเผาขนาดมหึมา พร้อมบางส่วนของประตูชัยแรกของโลกซึ่งบูชาเทพี อิชตาห์ พร้อมจำหลักเทพอะดัด (วัว) เทพมาร์ดุก (งูผสมเหยี่ยว และ สิงห์) และเทพีอิชตาห์ (สิงโต) ประตูชัยนี้ถูกปล้นสะดม และขนย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน กรุงเบอร์ลิน โดยนักขุดค้นชาวเยอรมัน ประตูชัยอิชตาห์นี้เก่าแก่กว่า และอาจเป็นแม่แบบประตูชัยทั้งสามในกรุงโรม (รุ่นโรมัน) ส่งอิทธิพลลงไปที่ประตูชัยปารีส และประตูชัยอื่นๆ ในยุโรป ตลอดมาจนถึงที่กรุงเวียงจันทน์ เขตเมืองเก่าบาบิลอนนี้ยังมีซากของพีระมิดโบราณที่เรียกว่า ซิกกูรัต บูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ซึ่งพีระมิดนี้ สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของความคิดเรื่องหอบาเบล ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลส่วนเก่าด้วย คาร์บาลา และนาจาฟ (Karbala และ Najaf) มีประชากรสองแสนเก้า และสามแสนคน ตามลำดับ เป็นเมืองอยู่ถัดกันไม่ไกลจากเมืองบาบิลอน ซึ่งกำลังถูกปิดล้อมโดยกองทัพอเมริกัน-อังกฤษอยู่ขณะนี้ บริเวณนี้ เคยเป็นสมรภูมิรบที่สำคัญของมุสลิม 2 เผ่า ซึ่งช่วงชิงการนำกันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระนบี มะหะหมัด สายหนึ่งอยู่ที่กรุงดามัสกัส (ซีเรียปัจจุบัน) ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นหลานของพระมะหะหมัด ชื่อฮุสเซน ฮุสเซนถูกล้อมด้วยทัพของศัตรูที่มีจำนวนมากมายมหาศาล (แบบที่ทัพอเมริกัน-อังกฤษ กำลังปิดล้อมอยู่นี้) และเสียหัวให้กับศัตรูในท้ายสุด แต่ชื่อและวีรกรรมของท่านมีชีวิตอยู่มาจนปัจจุบัน ผู้นับถือท่านตั้งเป็นนิกายสำคัญของศาสนาอิสลามคือ นิกายชิอะห์ ชื่อของท่านกลายเป็นที่นิยมโดยทั่วไปของอิสลามิกชาย ในเมืองคาร์บาลา มีสุเหร่าอุทิศให้ท่านฮุสเซน (Husayn ibn Ali ซึ่งแปลว่า ฮุสเซนผู้เป็นบุตรชายของอาลี) ส่วนในเมืองนาจาฟเอง มีสุเหร่า (และหลุมศพ)ของท่านอาลี (บุตรเขยของพระมะหะหมัด) เมืองทั้งสองจึงเป็นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของอิสลามิกนิกายชิอะห์ และเป็นเมืองต้นทางของการจาริกแสวงบุญไปยังนครศักดิ์สิทธิ์เมกกะ ซึ่งอยู่ในซาอุดีอาระเบีย อูร์ (Ur) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติสตอนปลาย เลยต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงเมืองนัสสิริยาห์ ซึ่งกำลังถูกระดมโจมตีอย่างหนักจากทัพอเมริกัน-อังกฤษ ที่เมืองอูร์นี้มีแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีใหญ่อยู่มาก และเป็นแหล่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ และของโลก (6,000 ปี) แหล่งขุดค้นเก่าแก่อายุ 4,603 ปี (2,600 ปีก่อนคริสตกาล) ขุดโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเพนนซิลวาเนีย ฉะนั้น ของส่วนหนึ่งจึงถูกเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์เพนนซิลวาเนีย และนิวยอร์ก ชนใน 3 ศาสนา คือ ยูดาย คริสต์ และอิสลาม เชื่อว่าบรรพชนที่ชื่ออับราฮัม (อิบรอฮิม) เป็นคนเกิดเมืองนี้ ท่านอพยพเดินทางไกลไปตามเส้นทางของดินอุดมรูปเสี้ยวจันทร์ (fertile crescent) และบรรพชนรุ่นต่อมาคือโมเสสจะได้นำพาลูกหลานชาวยิว อพยพออกจากอียิปต์ไปหาดินแดนตามพันธสัญญา (แน่นอน ข้อความตอนนี้พวกยิวและคริสต์เน้นหนักหนา) ซึ่งจบลงที่เมืองเจริโก (ในจอร์แดนปัจจุบัน) ในบรรพชนรุ่นต่อจากโมเสส คือโจชัว ดินแดนอุดมซึ่งมีทั้งนม และน้ำผึ้ง (milk and honey) อับราฮัม เป็นบิดาของอิชมาเอล ต้นสายของพวกอาหรับ และยังเป็นบิดาของไอแซค ต้นสายของพวกยิวด้วย ฉะนั้น ซากเมืองโบราณอิฐของที่นี่ จึงถูกเรียกกันว่า 'บ้านของอับราฮัม' และเชื่อถือกันในหมู่คนพื้นถิ่น ในเมืองนี้ยังมีซิกกูรัคบูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ขนาดมหึมา (เคยสูงถึง 30 เมตร หรือเท่ากับตึกประมาณ 10 ชั้น) ปัจจุบันเหลือประมาณ 2 ใน 3 และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียิ่ง เพราะนี่คืออดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรซูเมอเรี่ยน (3,100 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 5,102 ปีที่แล้ว) ซามาร์รา (Samarra) เมื่อเราวกกลับมายังกรุงแบกแดด แล้วเลยขึ้นไปทางทิศเหนือบนฝั่งแม่น้ำไทกริสอีก 120 กม. ก็จะถึงเมืองนี้ ในเมืองมีเขตโบราณสถานพื้นที่ขนาด 57 ตารางกิโลเมตร เพราะตรงนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อับบาสิค (ค.ศ.836-92/พ.ศ.1379-1435) เมื่อย้ายเมืองหลวงจากแบกแดดขึ้นมาที่นี่ ซากอาคารสุเหร่ารวมทั้งป้อมปราการ ที่พักกองคาราวานสินค้า และโรงเรียนสอนศาสนาขนาดมหึมา (400x470 เมตร) ที่ได้รับการบูรณะไว้อย่างดี เป็นพยานของความยิ่งใหญ่ในอดีต ส่วนหนึ่งของสุเหร่า อาบู ดูลาฟ ที่ได้รับการบูรณะไว้ดียอดเยี่ยมคือ หอสูง (55 เมตร) หรือหอบัง (มีนาเรต) ซึ่งมีบันไดเวียนอยู่ภายนอกของหอจากฐานจนถึงยอดสุด สุเหร่านี้อายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1,200 ปี !
โมซุล (Mosul) เป็นเมืองที่อยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือต่อไปอีก 280 กม. บนน้ำสายเดียวกัน เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีประชากรประมาณล้านเศษ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่กำลังถูกโจมตีลงมาจากด้านเหนือของประเทศ โมซุลเคยรุ่งเรืองในฐานะที่อยู่บนเส้นทางสายไหม และเป็นเมืองที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางนี้หากนับจากเมืองจีนจนถึงกรุงโรม เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องผ้าฝ้าย (แม้ในปัจจุบัน) ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เราเรียกว่าผ้ามัสลิน ก็เรียกกันตามชื่อเมืองนี้เอง ร่องรอยของความรุ่งเรืองของโมซุลในอดีตอันไกลโพ้นอยู่ที่เมืองเล็กๆ (ปัจจุบัน) คือ ฮัตรา ซึ่งอยู่ระหว่างโมซุลกับกีรกุก และกำลังถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน เพราะบริเวณแถบนี้อุดมไปด้วยน้ำมัน ฮัตรา เป็นเมืองโบราณที่โอ่อ่า และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียอดเยี่ยม รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมระหว่างปาร์เทียน-กรีก และโรมัน เช่นเดียวกับปาล์มีร่า (ในซีเรีย) และเปตรา (ในจอร์แดน) เพราะอยู่บนเส้นทางการค้าเดียวกัน นิเนเวห์ และนิมรุด (Nineveh และ Nimrud) อาจถือได้ว่าเป็นเมืองบริวารของโมซุล เพราะมีระยะห่างกันภายในรัศมี 40 กม.เท่านั้น เมืองนิมรุดเป็นเมืองหลวงที่สอง (ถัดจากเมืองอัสซูร์ ซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน) ของอาณาจักรอัสสิเรียน ซึ่งมีอายุเกือบ 3,000 ปีแล้ว ที่เมืองนี้มีซากเมืองโบราณเป็นตัวพระราชวังของกษัตริย์อาชูร์นาสิปาลที่ 2 (2,882 ปีที่แล้ว) ปากทางเข้าท้องพระโรงและของเมืองมีทวารบาลรูปโคมีปีกเหยี่ยว หัวเป็นคน (แข็งแรงดุจโค ปัญญาดุจมนุษย์ และเคลื่อนไหวในอากาศได้ดุจเหยี่ยว) เฝ้าปากทางอยู่ นักขุดค้นชาวอังกฤษได้ขนย้าย 1 หรือ 2 ตัวไปที่อังกฤษ ปัจจุบันอยู่ที่บริติชมิวเซียมในกรุงลอนดอน ส่วนเครื่องทองอัญมณี เครื่องใช้ประดับหลุมพระศพของพระราชินีอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยเพนนซิลวาเนีย ในสหรัฐอเมริกา ส่วนเมืองนิเนเวห์นั้น เป็นเมืองหลวงรุ่นที่สามถัดจากนิมรุด (อายุ 2,707 ปี) เป็นเมืองที่มีแนวกำแพงล้อมรอบยาวถึง 12 กิโลเมตร มีประตูเมืองถึง 15 ประตู สมกับเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอดีตกาล เราพบข้าวของมากมาย โดยเฉพาะอักษรลิ่ม (คูนิฟอร์ม = cunie แปลว่าลิ่ม เพราะอักขระที่จารึกนั้น เกิดจากการกดประทับรอยลงบนแผ่นดินเหนียวดิบด้วยเครื่องมือคล้ายแท่งดินสอ แต่มีเหลี่ยมสามด้าน รอยประทับจึงลึกลงไปเป็นรูปลิ่ม) เราพบจารึกเช่นนี้ถึงกว่า 20,000 ชิ้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกทางการค้า แต่ก็ทำให้เราทราบเรื่องราวต่างๆ ของคนในรุ่นนั้นได้ ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงข้างต้นนี้ เป็นเพียงบางส่วนของโบราณสถานทั้งของอดีตอันไกลโพ้น และของประวัติศาสตร์ที่มีอายุหนึ่งพันปีเป็นอย่างน้อยทั้งสิ้น สถาปัตยกรรมต่างๆ เหล่านี้เปราะบางอย่างที่สุดต่อการรุกรานของมนุษย์ ทั้งในแง่ของการปล้นสะดม และอาวุธนานาชนิดที่ถล่มใส่กันยามสงคราม เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ประกอบกันขึ้นด้วยอิฐ (ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผา) ซึ่งมีอายุเป็นพันๆ ปี อีกทั้งยังตั้งใกล้เคียงกับเมืองทั้งหลายที่ถูกชนป่าเถื่อนรุ่นใหม่กำลังระดมโจมตีอยู่อย่างหนัก เราคงจะทำได้อย่างเดียวก็คือ หวังว่าปาฏิหาริย์จะได้ปกปักรักษาสิ่งเหล่านี้ให้อยู่รอดเหมือนอย่างที่อยู่รอดมาได้นับเป็นพันๆ ปี จนถึงปัจจุบัน
ติสสะ รณสิงหะความจริงบ่ายของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ร้อนอบอ้าวเป็นอย่างยิ่ง อาการดังกล่าวนี้ส่ออย่างชัดแจ้งว่าฤดูร้อนได้มาถึงแล้ว แต่บริเวณลานด้านหลังหอศิลป์เจ้าฟ้า ตรงตีนสะพานพระปิ่นเกล้า โดยเฉพาะเมื่อตะวันบ่ายคล้อย เงาของอาคารงามรุ่นรัชกาลที่ 5 ได้แผ่คลุมบางส่วนของสนาม และลมอ่อนได้พากลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้จากละแวกข้างเคียงมาพอให้ชื่นใจ ได้ทำให้บริเวณนั้นรื่นรมย์พอควรทีเดียว หมู่อาคารของหอศิลป์เจ้าฟ้านั้น เคยเป็นโรงทำเหรียญกษาปณ์ในอดีต น่าเสียดายที่เขา (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร) รักษาโรงกษาปณ์นี้ไว้เฉพาะแต่เค้าโครงของอาคาร ส่วนที่เป็นโรงหล่อและอื่น ๆ ถูกย้ายและทำลายลงจนสิ้น หากเป็นในประเทศอื่นเขาคงเก็บบางส่วนไว้เพื่อให้สืบเรื่องราวของการทำกษาปณ์ ซึ่งเป็นทั้งศิลปะ เทคโนโลยี และเครื่องจักรยนต์ สิ่งเดียวที่เหลือไว้ก็คือ หอน้ำเหล็กรุ่นอาร์ตนูโว ซึ่งได้กลายมาเป็นสัญญลักขณ์ของหอศิลป์แห่งนี้ ซึ่งผมต้องขอแสดงความชื่นชมเอาไว้ตรงนี้ที่ช่างคิดและมีรสนิยมอันกล้าหาญ หากไม่เช่นนั้นก็คงจะได้เป็นรูปของเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งอย่างที่เห็นกันเฝืออยู่ในปัจจุบัน ความจริงเมื่อได้รับบัตรเชิญจากทั้งคุณไมเคิล ไรท์ และจากอาจารย์ภูธร ภูมะธน ผู้ซึ่งมีบทบาทเป็นอย่างมากในการผลักดันเรื่องการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมไทย-ลังกา ซึ่งมีทั้งการเสวนา การจัดระบำศรีลังกาที่กรุงเทพฯ และโนราไทยไปแสดงถวายพระธาตุเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา ความสนใจของผมนั้นอยู่ที่การที่จะได้พบเพื่อนมากกว่าการมาชมนิทรรศการเครื่องสำริดร่วมสมัยโดย คุณติสสะ รณสิงหะ ด้วยความฝังใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับศรีลังกานั้น มักจะเกี่ยวกับศาสนาและคร่ำครึ อีกทั้งชาวศรีลังกานั้นก็มักจะเป็นคนที่สุภาพ อ่อนโยน จะพูดจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวเอง(ผม?)เป็นทั้งคนบาป และคนที่ไม่ดีอย่างไรก็บอกไม่ถูก ต่อเมื่อได้ชมงานของคุณติสสะ แล้ว ก็เปลี่ยนใจว่า เพื่อนทั้งสองและอาจมากกว่านั้นที่พบในงาน สำคัญน้อยกว่า ทั้งยังรู้สึกต่อไปว่า ไม่มีอะไรคร่ำครึ แต่ยังเห็นอนาคตของศิลปะ แกมความเชื่ออิงศาสนาของเอเชียด้วยว่ามีอนาคต ไม่งดงามจนไร้วิญญาณอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ในบ้านเรา เมฆ มณีวาจา แนะนำคุณติสสะ เอาไว้ในสูจิบัตรงานว่า เรียนมาทางเกษตรกรรม เมื่อจบแล้วก็ทำงานเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตร ทำหน้าที่แนะนำพันธุ์พืช ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงให้เกษตรกรได้เป็นเกษตรกรรมแผนใหม่อย่างที่นิยมกันทั่วโลก ชาวนาเลยชวนให้คุณติสสะ “ลูกเอ๋ย ! มากินข้าวด้วยกัน เป็นข้าวรสดีที่ปู่ย่าเหล่านั้น ปลูก เกี่ยว และซ้อมด้วยมือทั้งสิ้น” โชคดีที่คุณติสสะ มีปัญญาพอที่จะทราบวดีว่า การเอามะพร้าวไปขาย(ที่)สวน(มะพร้าว)นั้นคืออะไร คุณติสสะจึงหันเหความสนใจมาในทางศิลปะอย่างที่ได้เห็นผลงานของท่าน งานของคุณติสสะไม่เหมือนกับตัวของคุณติสสะ เป็นความรู้สึกเดียวกันแต่กลับทางหัวเป็นหางเมื่อผมเห็นศิลปินไทย(ส่วนใหญ่)และงานของพวกเขา คุณติสสะเป็นชายสูงปานกลาง อายุ 70 กว่า ไม่ได้ไว้ผมทรงหางม้า ไม่ได้สวมแว่นตากรอบเหลี่ยมหนานำสมัย ใส่เสื่อโปโลแขนสั้นสีเทาจางๆ ปล่อยชายแทนที่จะใส่ยีนส์อาร์มานี่รัดตัว และเสื้อสีดำอย่างที่ศิลปินทั่วโลกใส่กัน หากผมไม่รู้มาก่อนและได้ไปเจอคุณติสสะเข้าที่ไหน ผมก็ต้องนึกว่าท่านเป็นตาแก่ชาวบ้านที่กำลังจะเดินไปรับหลานกลับจากโรงเรียน แต่ที่ผมว่ากลับหัวกลับหางกับศิลปินเปลือกนอกก็คือ งานของคุณติสสะ เป็นงานที่เป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมาก มีความกล้าหาญในการตีความ และการนำเสนอ อีกทั้งยังมีอารมณ์ขันอย่างเหลือเชื่อ ชื่องานของคุณติสสะ รณสิงหะ คือ “พุทธะ – เทวะทรรศนา : ประติมากรรมร่วมสมัยจากศรีลังกา” เพราะงานประติมากรรมสำริดของคุณติสสะทั้งหมดที่นำมาแสดงคราวนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธ พราหมณ์ และผีทั้งสิ้น สูจิบัตรของงานใช้รูป “พระคเณศ นักเขียน” เป็นปก ตัวท่านเป็นช้างเช่นเดียวกับเศียร กำลังนั่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมบนตัวเขียนด้วยอักษรสิงหลว่า คณปติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายนามของท่าน คุณติสสะตีความให้ท่านใช้งวงเป็นปากกาหรือดินสอ ท่านคงจะจารเรื่องมหาภารตยุทธ์ให้เป็นตัวอักษรขึ้นครั้งแรกของโลก ตามที่ตำนานเก่าแก่ท่านเล่าเอาไว้เช่นนั้น พระคเณศเงยหน้านิด ๆ เหมือนคนกำลังครุ่นคิด ท่านเป็นช้าง หรือเป็นเทวดา หรือมนุษย์ หรือเป็นทุกอย่าง ประติมากรรมเกี่ยวกับบุคคลในพุทธศาสนาของบ้านเรามีอยู่ 2 ประเภท คือ พุทธปฏิมา กับบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลาย (ซึ่งมีทั้งที่กราบไหว้ได้โดยสนิทใจ และที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ) พุทธปฏิมาของบ้านเราเกือบไม่มีการตีความใหม่ๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะฐานะของศาสนาถูกทำให้กลายเป็นของสักดิ์สิทธิ์และตายแล้ว การตีความที่แหวกจารีตอาจทำให้ถูกเหยียบเอาง่ายๆ พุทธปฏิมาจึงเป็นแบบ “ปาว ๆ” ท่องตามครู โดยขาดสติสัมปชัญญะอย่างที่ครูท่านมี ฉะนั้น ละแวกเสาชิงช้าจึงเป็นที่ผลิตพระปฏิมากรรมโดยยึดเอาสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะยุคต่าง ๆ” เป็นความปลอดภัยและสรณะ เราจึงพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เชียงแสน อู่ทอง ศรีวิชัย รัตนโกสินทร์ และอื่น ๆ สุดจะจารนัย ซึ่งความจริงจะให้ถูกคงเรียกว่า เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ สำนักเสาชิงช้าจึงจะถูกต้อง ส่วนงานประติมากรรมรูปเกจิอาจารย์ทั้งหลายนั้น มีการตีความใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีชีวิตชีวาอย่างโลดโผนสุดที่จะสามารถกล่าวถึงได้อย่างละเอียดในบทความนี้ แน่นอนที่สุดที่พระพุทธศาสนาเถรวาทมีอิทธิพลต่อชาวศรีลังกาส่วนใหญ่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ชนิดทุกลมหายใจเข้าออก งานแสดงชุดนี้ของคุณติสสะ จึงมีหมวดที่เกี่ยวกับพระพุทธรูป และพระพุทธศาสนาอยู่ 7 ชิ้นด้วยกัน มีทั้งชาดก เช่น นกกระยางกับปู พระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ และมีพระพุทธเจ้าในปางต่างๆ เช่น ทุกรกิริยา ธรณีเป็นพยาน(มารวิชัย) และตรัสรู้ พระพุทธเจ้าในปางทุกรกิริยานั้น คุณติสสะล้อกับปฏิมากรรมชื่อเดียวกันยุคคันธาระอันเลื่องชื่อ (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) ได้อย่างน่าสนใจ พระเศียร และพระพักตร์ดูสงบนิ่ง การตกแต่งพื้นผิวแบบใหม่ทททำให้เราเห็นร่องรอยของความทุกข์ทรมานทางร่างกายได้ทุกรอยปาดที่ขรุขระ คุณติสสะยืดตัวพระองค์ให้ยืดยาวขึ้นจนดูเหมือนผิดส่วน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับส่วนล่างลงไปซึ่งดูเล็กและแคบ แต่ผลลัพธ์ของการตีความนี้ทำให้เราเห็นลำตัวพระองค์ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ทางร่างกายและจิตใจอย่างดุเดือด แนวกระดูกสันหลังซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยนี้ ล้วนเสริมสร้างอารมณ์ความรู้สึกไปในทางเดียวกันได้อย่างวิเศษ ผมเชื่อว่าเราส่วนใหญ่คงจะมีภาพพระพุทธองค์ปางทุกรกิริยาองค์คลาสสิครุ่นคันธาระอยู่ในห้วงมโนทรรศน์อย่างชัดเจน ครูช่างโบราณซึ่งเราไม่ทราบนามท่านได้ตีความให้เราเห็นแผงซี่โครงขนาดใหญ่ของพระพุทธเจ้า ส่วนพระอุทรนั้นเป็นช่องเว้าเข้าไปจนติดกับแผ่นหลัง เส้นโลหิตและเอ็นทั้งหลายแหล่พาดผ่านกระดูกบางส่วน เห็นเป็นแต่รอยจางๆ คุณติสสะได้ตีความขยายเพิ่มเติมจนภาพเหล่านี้ร่วมกับรสนิยมของเราในปัจจุบัน เมื่อเราอ่านพุทธประวัติตอนมารวิชัย เมื่อพระพุทธองค์จะได้แปรเปลี่ยนไปสู่ความเป็นพุทธะนั้น เราจะตีความออกมาเป็นจิตรกรรมหรือประติมากรรมอย่างไร ผมเข้าใจว่า นี่คงเป็นปัญหาร่วมกันของศิลปิน/ครูช่างทั่งโลก ไมเคิล แองเจลโล คงจะมีปัญหาในการตีความว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์คนแรกคือ อาดัมขึ้นมา ควรจะอยู่ในอาการเช่นไร กว่าจะมาเป็นพระเจ้าหนวดเครารุงรัง (ทำไมต้องเป็นชาย ทำไมต้องสูงอายุ ทำไมต้องมีหนวดเครารุงรัง) ยื่นพระหัตถ์ขวาออกมา นิ้วพระหัตถ์เพิ่งจะถอยห่างเพียงเล็กน้อย จากนิ้วของอาดัมผู้ซึ่งเปลือยเปล่าและระทวยอยู่เพราะเป็นวินาทีแรกเริ่มแห่งชีวิต ไมเคิล แองเจลโล จะใช้เวลาในการตีความเช่นนี้อยู่นานเท่าไร ครูช่างเราก็เช่นเดียวกัน การตีความช่วงอันวิกฤตยิ่งยวดของการแปรเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นพุทธะให้เป็นภาพของพระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ใต้ร่มเงาแห่งศรีมหาโพธิ์ พระหัตถ์ขวาจรดลงกับปฐพี เจ้าแม่ดินได้ผุดขึ้นมา เพียงแต่ลูบไปทีเส้นผมเบาๆ น้ำอันเกิดจากการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ในพระชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้าก็หลั่งไหลออกมาเป็นมหานทีใหญ่ เข้าท่วมท้นพญามารทั้งหลาย จนต้องจำนนในพระบารมีของพระพุทธองค์ ครูโบราณท่านตีควสมได้หมดจดดีจนเราตื้นตันและรับแนวคิดของท่านเป็นขนบ และไม่รู้จะตีความกันอย่างไรต่อไปดี งานของคุณติสสะ 3 ชิ้น คือ มารยุทธ์ ธรณีเป็นพยาน และมารยุทธ์/ธรณีเป็นพยาน ตัดทัพพญาวัสวดีมารออกไป เช่นเดียวกับพระแม่ธรณี แต่ให้พระพุทธองค์มีสองร่างที่ด้านหลังชนกัน ด้านหนึ่ง(เบื้องหลัง)ผุกร่อน ด้านหน้ากลายเป็นองค์พุทธะที่มีใบหน้าแจ่มใสชวนศรัทธา ที่ผมชอบที่สุดชิ้นหนึ่งก็คือชิ้นที่ชื่อว่า “ตรัสรู้” ชิ้นงานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 43 ซม. ด้านบนเป็นรูปองค์ตั้งแต่บั้นเอวขึ้นมาถึงพระเศียรที่ผุดขึ้นมาจากรอยปาดแรงๆ เหมือนห้วงกระแสแห่งเมฆหมอก ส่วนถัดลงไปทางใต้ภาพมีรูปพระพักตร์ เป็นกลับด้าน (negative) กำลังจมหายลงไปข้างล่าง เป็นอันว่างาน 7 ชิ้นที่นำมาแสดงเล่าเรื่องของพระพุทธเจ้าตั้งแต่เสวยพระชาติในอดีต มาจนกระทั่งตรัสรู้ เป็นปัจจุบันพุทธะครบเรื่อง ความจริงศาสนาทั้งหลายในโลกล้วนแล้วววแต่มีความเชื่อหลายอย่างปะปนกัน บ้างบางทีเราก็แยกออก แต่ในหลายกรณีก็แยกออกจากกันยากเสียเหลือเกิน ผี-พราหมณ์ และพุทธ ทั้งในศรีลังกา และในสยามประเทศ ก็มีลักษณะเฉกเช่นกัน งานของคุณติสสะที่นำมาแสดงจึงมีเทวดาใหญ่น้อยมาร่วมชุมนุมกันอย่างคับคั่ง ดูเหมือนพระคเณศซึ่งเป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งปวง และเทพแห่งศิลปวิทยาความรู้ จึงถูกสถาปนาให้เป็นคณบดีแห่งงานนี้ ภริยา ฯพณฯเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย คุณLakshmi Palihakkara นาวาเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากร และคุณไมเคิล ไรท์ ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการนี้ จึงร่วมกันจุดประทีปดินเผาสังเวย และขอความเป็นศิริมงคลจากพระคเณศ นับว่าเป็นการเปิดงานที่เก๋ดีไปกว่าการตัดริบบิ้น หรือมาลัยดอกไม้ หรือเปิดแชมเปญ (หากไม่เอาไปฟาดกับหัวเสาให้เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ)ที่มักทำๆ กัน รูปของพระคเณศในงานแสดงนี้มี 2 ชิ้นด้วยกัน พระคเณศนักเขียนเป็นประธานของงาน ชิ้นที่สองคือชิ้นที่ชื่อว่า พระพิฆเนศร เจ้าแห่งเมาส์ (Ganesh, Lord of the Mouse) เป็นรูปที่ผมคิดว่ามีสีสรรพ์ที่สุดในงาน คุณติสสะปั้นพระคเณศขนาด 23 ซม. กำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พระหัตถ์ขวากุมเมาส์(พระเมาส์?) อย่างที่นักคอมพิวเตอร์ทั้งหลายแหล่กระทำ ท่านกำลังรจนาอะไร หรือจะเป็นมหาภารตยุทธ์ตามคำบอกของฤษีวยาสที่ท่องออกมาเป็นบทโศลกอันยืดยาว ท่านจะใช้ word 95 หรือ 98 จะประกอบภาพด้วย power point ด้วยหรือเปล่า คุณติสสะ “เล่น” กับทั้งประเด็นที่ว่าพระคเณศเป็นผู้รจนามหาภารตยุทธ์ และที่ว่าพาหนะของท่านเป็นเทพบุตรซึ่งแปลงร่างเป็นหนู (mouse – มูสิกะ) ถ้าศิลปินคนไหนจะวาดรูปท่านอดีตอธิบดีกรมศิลป์คุณนิคม และคุณวีระ จะเอาไอเดียไปใช้บ้างก็คงจะครึกครื้นดี พระศิวะเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสนาฮินดูนั้น มีทั้งตรีศูลคูณสาม(พระโคนันทิงดงามสุดพรรณนา) อัฒนารีศวร และระบำดูอีโรติค อีกทั้งน่าสนใจในแง่ของการตีความในเชิงจิตวิทยา เป็นงานที่อาจเหมาะกับคุณนิวัติ กองเพียร เป็นอย่างยิ่ง พระศิวะซึ่งประทับอยู่บนเขาไกรลาส และรวมทั้งแาจตีความว่าท่านก็คือเขาหลวงไกรลาศอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคาด้วยก็ได้ คุณติสสะตีความให้เขาไกรลาสเป็นส่วนหนึ่งของพระพักตร์ของพระศิวะ พระเศียรซึ่งเป็นโขดหินขนาดใหญ่ ทางเบื้องซ้ายนั้นเห็นเป็นร่องลึกของกำเนิดคงคา พระพักตร์ของพระศิวะดูสงบนิ่งและเต็มไปด้วยเมตตา สมกัยเนื้อเรื่องตามเทพปรกรณัมที่พระแม่คงคาซึ่งโกรธเกรี้ยวเพราะมนุษย์บังอาจเชิญให้พระองค์ไหลลงจากสวรรค์ไปหล่อเลี้ยงดับทุกข์เข็ญแล้งบนโลกมนุษย์อันต่ำต้อย พระองค์ทรงเคลื่อนลงสู่มนุษยโลกด้วยอาการรุนแรงอันอาจทำลายโลกได้ในพริบตา พระศิวะจึงได้ทรงใช้เส้นพระเกศากันเอาไว้ให้ไหลวนอยู่ในมุ่นพระเกศา (อาจกล่อมด้วยเพลงเบาๆ ด้วยใครจะรู้) จนเจ้าแม่คงคาตระหนักแน่ในความเมตตาของพระอิศวรผู้เป็นใหญ่ และสาธุการต่อบารมีของพระองค์ และกลายเป็นพระแม่คงคาบนโลกมนุษย์ทั้งในชมพูทวีป และสยามทวีป ที่อยากให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชมกับงานตีความที่ชาญฉลาด มีอารมณ์ขัน และทันสมัยเหลือเชื่ออีกชิ้นหนึ่งของคุณติสสะ ก็คืองานชื่อทศกัณฐ์เขย่าเขาไกรลาส ทศกัณฐ์ผู้ฮึกเหิมในฤทธิ์เดชของตนได้บังอาจตีเสมอกับพระศิวะ โดยใช้มือทั้งยี่สิบ ชลอยกเขาไกรลาสอันเป็นบัลลังก์ของพระศิวะ พูดด้วยภาษาปัจจุบันคือ “บังอาจเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี” ช่างของพราหมณ์ยัชญวราหะผู้สร้างบันทายสรีที่ประเทศเขมร จำหลักหน้าบันด้านหนึ่งให้เป็นรูปของทศกัณฐ์กำลังชลอยกเขาไกรลาส ฝูงพราหมณ์ เทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งเจ้าแม่อุมาที่ประทับนั่งบนตักของพระศวะพากันหวั่นไหวว่าจักรวาลจะถึงแก่กาลอวสาน ช่างเทวดาแห่งบันทายสรี ท่านแกะสลักหินทรายให้พระศิวะซึ่งโอบอุ้มพระอุมาพระชายาด้วยความมั่นคง ทรงผายพระหัตถ์ขวาออก แล้วกดพระบาทขวาลง เขาไกรลาสก็ “สถิตย์อยู่ได้ดังเดิม” ทศกัณฐ์ก็หงอยไป (ก็มีเสียงอยู่ตั้งสามร้อยกว่า ทั้งสภาล่าง สภาบน มีพรรคกระยาจกสนับสนุนตั้ง 3-4 พรรค ทั้งมีทุนอุดหนุนอยู่จนเป็นมหาเศรษฐีโลก เอาแค่คนใช้กับคนขับรถก็เป็นเศรษฐีระดับประเทศ จะไปกลัวอะไร จะไปกลัวใคร)
คุณติสสะ ปั้นเรื่องนี้ให้เห็นเป็นขุนเขาที่ยกสูงขึ้นมานิดเดียว ข้างใต้ภูเขามีทศกัณฐ์ มือยุ่บยั่บกำลังทำท่าเจอร์กอยู่ ยอดบนสุดของเขาไกรลาสมีส่วนปลายเท้า และหัวแม่เท้าขนาดใหญ่กดจิกลงบนขุนเขานั้น
นี่แหละครับที่ผมว่าชาญฉลาด ทันสมัย และขำกลิ้ง
มหิษาสุระที่เรามักจะเห็นจำหลักอยู่ทั่วไปตามเทวสถานของพวกไศวนิกายนั้น มักจะเป็นรูปสตรีที่มีมือยั้วเยี้ยถือศาสตราวุธนานาชนิดยืนเหยียบควาย ซึ่งกำลังกลายร่างเป็นอสูรหนีออกไป แต่มหิษาสุระของคุณติสสะเป็นรูปควายตัวมหึมา นอนหงายชนิดแอ้งแม้ง เจ้าแม่ทุรคาเหยียบอยู่ตรงท้องช่วงล่าง พระหัตถ์ทั้งสองกดหอกด้ามยาวแทงลึกลงไปในลำคอของมหิงษาอสูร คุณติสสะย้ำให้เห็นความอหังการ์ของอวิชชาในยุคสมัยของเรา โดยให้ขนาดของควายนั้นใหญ่เหลือหลาย แต่ปัญญาของมนุษย์ก็อาจกำหราบลงได้ เป็นงานที่ชี้ให้เห็นยุคสมัยของเราว่าทุกข์ทุรนแค่ไหน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความหวังเจืออยู่
ผมคงจะจบลงด้วยการเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านไปร่วมชมงานแสดงที่สุดวิเศษนี้ ที่ หอศิลป์เจ้าฟ้า ตรงตีนสะพานพระปิ่นเกล้า ซึ่งจะมีการจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้
ทรงยศ แววหงษ์ 2545 |
|
|