songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 01

    ถึงนักศึกษา

    ปัจฉิมโอวาทจากหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์

    ตีพิมพ์ในหนังสือรุ่นคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากรที่จบการศึกษาปี 2006

    ในทัศนะของผม รุ่นของคุณเป็นรุ่นที่พิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ

    พวกคุณเริ่มเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยของเราตั้งแต่ปี 2545 และมีชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้จนถึงปี 2549

    ผมไม่ได้รู้จักพวกคุณส่วนใหญ่เพราะวิชาที่ผมรับผิดชอบมักเป็นวิชาในชั้นปีที่3 และชั้นปีที่ 4 อีกทั้งวิชาเหล่านี้ก็เป็นวิชาที่จำกัดนักศึกษาเฉพาะที่อยู่ในสาขาวิชาเอก โท ของภาควิชาสังคมศาสตร์ เท่านั้น จะมีนักศึกษานอกสาขาวิชาบ้างบางคนที่ได้รู้จักกันก็เพราะกิจกรรมอื่นๆที่อยู่นอกชั้นเรียน

    รุ่นพิเศษที่ผมหมายถึงก็เพราะช่วงระยะเวลาที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยของเรานี้ เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเหลือเกินในบ้านเมือง

    การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่มีมาก่อน กล่าวคือ

    ปี 2544 เป็นปีสุดท้ายที่คุณเรียนอยู่ในชั้นสุดท้ายของม.ปลายในโรงเรียนของพวกคุณแต่ละคนเป็นปีที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการล่มสลายของสภาวะเศรษฐกิจที่เราเรียกกันว่าโรค ต้มยำกุ้งระบาด หรือฟองสบู่แตกในพ.ศ. 2540 คุณพ่อ-คุณแม่หรือญาติพี่น้องของคุณคงจะได้รับผลสะเทือนบ้างไม่มากก็น้อย

    เรามักสรุปสาเหตุหลักๆของวิกฤติคราวนี้ว่า เป็นเพราะเราส่วนใหญ่มือเติบและขาดสำนึกการใช้ชีวิตในทางเศรษฐกิจ เราจึงต้องรับผลพวงจากมันกันถ้วนหน้าและเมื่อรัฐบาลเกิดใหม่ในปีเดียวกันนี้ พวกคุณคงจะจำได้ว่า ความหวังที่จะได้เห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในหมู่คนไทยทั้งหลายมีอย่างรุนแรง จนเกินกว่าเหตุผลและความยับยั้งชั่งใจจะตามได้ทัน

    คนไทยจำนวนหนึ่งพากันทำลายหลักการแห่งเหตุผลอันเป็นหัวใจของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ฝูงชนพากันกดดันศาลรัฐธรรมนูญจนองค์กรอิสระที่สำคัญนี้ต้องตอบรับและกลายสภาพเป็นเพียง โรงฟอกย้อมชำระมลทินให้กับนายกรัฐมนตรีใดกรณี  ซุกหุ้น 1

    นานาอารยะประเทศพากันขบขันเชิงสมเพชที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่พ้นความผิดในการครอบครองหุ้น เพราะได้ โอน ไปให้  คนขับรถ  คนสวน และ แม่บ้าน ของตน

    ผมคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อถือในข้อเท็จจริงนี้ แต่ก็ไม่มีใครมีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับมัน เพราะพากันสนใจผลลัพธ์ท้ายสุด ว่าจะได้คนรวยมาเป็นนายก และเมื่อเขารวยแล้ว เขาก็คงจะไม่โกง (เพราะมีทรัพย์สินเงินทองอยู่อย่างมากมายอยู่แล้ว)

    และเพื่อตอบสนองต่อกระแสสังคมในแบบเดียวกัน นายกได้แสดงจำอวดการเมืองต่อไปว่า กำลังจะได้พบมหาสมบัติเป็นทองคำที่พวกญี่ปุ่นซ่อนเอาไว้เมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้นำไปซ่อนเอาไว้ที่ถ้ำลิเจีย จังหวัดกาญจนบุรี

    นายกถึงขนาดบินไปยังสถานที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ และประกาศว่าจะมีการขุดค้นโดยใช้ดาวเทียมช่วยค้นหา เมื่อได้ทองคำก็จะได้นำไปชำระหนี้กองทุน IMF เพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศชาติ

    เมื่อไม่เจอขุมทองที่ซ่อนเอาไว้ในถ้ำ รัฐบาลจึงตระหนักแน่ว่า ขุมทองที่แท้นั้นมีอยู่จริงๆแต่ซ่อนอยู่ในอนาคต วิธีง่ายๆก็คือหยิบเงินออมจากอนาคตมากู้วิกฤติปัจจุบัน (แม้จะมีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จำนวนมากออกมาเตือนสติรัฐบาล เช่น ศาสตราจารย์ ดร. อัมมาร สยามวาลา และนักวิชาการอีกหลายท่านจาก TDRI)

    รัฐบาล (หากจะตระหนักถึงปัญหา) แต่เลือกเอาการสร้างความนิยมในปัจจุบัน หากปัญหาถ้าจะมีก็เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเอาไว้จะได้ว่ากันในภายภาคหน้า เงินในอนาคต ถูกนำมาใช้ชำระหนี้กองทุน IMF ท่ามกลางเสียงชื่นชมสรรเสริญ อย่างอึ่งมี่ของประชาชนชาวไทย บางคนอาจจะรู้ว่าหนี้นั้นยังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเจ้าหนี้ เปลี่ยนเวลาจากปัจจุบันไปอยู่ในอนาคต แต่อีกหลายคนไม่ทราบความเป็นจริงนี้เลย

    นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังได้อาศัยเงินจากอนาคตมาสร้างฝันในปัจจุบันอีกมากมาย เช่น โครงการดูแลสุขอนามัยของชาวบ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค” “กองทุนหมู่บ้าน และ โครงการเอื้ออาทรอีกนานาประเภท เช่น บ้านเอื้ออาทร รถแท็กซี่เอื้ออาทร ทุนการศึกษาเอื้ออาทรฯลฯ

    เงินจากอนาคตเอามาใช้ในปัจจุบัน ถูกระดมมาด้วยวิถีทางต่างๆ เช่นมาจากธนาคาร สถาบันทางการเงินของรัฐ และกึ่งรัฐ การขายพันธบัตรจำนวนมาก อีกทั้งระดมมาจากคนยากคนจน ผ่านการกระตุ้นให้คนเล่นหวย(ซึ่งเรียกอย่างสวยหรูว่า หวยบนดิน)

    คุณยังจำได้ไหมว่า ในขณะที่พวกเราใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝันภายในรั้วมหาวิทยาลัยของเรา  รัฐบาลได้ทำให้ความฝันของคนในสังคมหรูเลิศว่า ยาเสพติดกำลังจะหมดไปพร้อมๆกับผู้มีอิทธิพล และแม้กระทั่งความยากจนในสังคมไทยก็จะหมดไปด้วย

    มีคนจำนวนกว่า 2500 คน ต้องสังเวยชีวิตเพื่อจะทำให้ความฝันว่าเราปลอดภัยจากยาเสพติดดูสมจริง

    มีอีกจำนวนนับร้อยต้องสูญเสียไป เช่นกันเพื่อให้สังคมเห็นศักดาอำนาจของรัฐบาลและเพื่อที่จะให้พรรคการเมืองอย่างฝ่ายรัฐบาลสามารถเข้าไปกุมพื้นที่ทางภาคใต้

    การสูญเสียที่ภาคใต้คราวนี้กลับนำมาซึ่งบาดแผลอันร้าวลึกในภูมิภาคใต้และสุดจะคาดเดาได้ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าไร กว่าจะเยียวยาจนหายสนิท

    ภาพโดยรวมแล้ว สี่ปีที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย จึงเป็นสี่ปีที่เราล่องลอยอยู่ในความฝันว่าสังคมปรกติสุขดี เศรษฐกิจแม้จะไม่ดีเหมือนในอดีต แต่ก็มีกินมีใช้เอย่างเหลือเฟือ

    อย่างไรก็ตามในปลายปีที่สี่ ซึ่งคุณกำลังจะจบออกจากมหาวิทยาลัย สภาวะบ้านเมืองข้างนอกกำลังกลับมาผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง เป็นความผันผวนที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังมีปัญหาในเชิงจริยธรรมเป็นอย่างมากทั้งในแง่ของการเมือง แง่เศรษฐกิจ และด้านสังคม

    เศรษฐกิจที่ไร้จริยธรรมจะทำให้คนหมู่มากทำงานหนัก ซึ่งได้ค่าตอบแทนน้อย แต่ต้องเสียภาษีบำรุงรัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่คนรวยจำนวนน้อยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอย่างเปิดเผยและขาดความละอาย ท้ายสุดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ขยายตัวกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    การเมืองที่ขาดจริยธรรมนั้น ก่อให้เกิดการฉ้อฉลในเชิงนโยบาย ใช้เงินของส่วนรวมไปสร้างความมั่งคั่งให้กับตน และสร้างความพึงใจระยะสั้นในหมู่ฝูงชน

    ในทางสังคมนั้น เราพากันเคารพนบไหว้คนที่ขาดจริยธรรมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความดี ซึ่งตรงข้ามกับความเลว คนดี  ซึ่งอยู่คนละฟากกับคนร้าย กลายเป็นเรื่องของอดีตและไร้ความหมาย

    ผมได้แต่หวังว่า ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาถึงข้างต้น คงเป็นการมองโลกในแง่ร้ายและปราศจากมูลความเป็นจริงที่กำลังรอคอยคุณอยู่ภายนอก

    June 15

    ทักษิณ-บุช มหาธีร์ หรือ มหาธีร์-บุช-ทักษิณ - 20 ตุลาคม 2546

      

              ใคร ๆ ก็พากันกลับบ้านไปหมดแล้ว คงเหลือแต่นายกของเรากับภริยา ยิ้มหน้าบานเป็นปลื้มสุด ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการจัดงานประชุมเอเปคได้อลังการ์อย่างน่าประทับใจ

               การจัดงานครั้งนี้ ได้รับคำชมจากบรรดาผู้นำทุกประเทศ สื่อมวลชนไทยทุกแขนง ทุกประเภท เช่นกัน

               นายบุช เป็นคนแรกที่เผ่นออกจากไทย นัยว่าไปสเปนต่อ จะว่าไปแล้ว ทริปนี้ของแกเริ่มที่ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไทย แล้วก็ไปสเปน ก็เป็นทริปที่แกหวังจะปลุกระดมเรื่องการก่อการร้ายทั้งสิ้น ดังนั้นบรรดาประเทศที่แกแวะ จึงเป็นประเทศที่เข้าร่วมรบในสงครามอิรักทั้งนั้น ต่อจากนั้น ก็เป็นบรรดาผู้นำชาติอื่น ๆ ที่ทยอยกันเดินทางกลับ พร้อมกับทิ้งคำหวานให้กำลังใจเจ้าภาพตามธรรมเนียม ที่พูดซ้ำ ๆ อย่างนี้มาแล้วทั่วโลก

              เมื่อวันที่ 20 ตุลา นั้น ผมสาบานกับตัวเองว่า จะอยู่ให้แสนไกลจากกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมเอเปค เช่น ละแวกที่พักของบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ พร้อมซีอีโอโชห่วยทั้งหลาย สถานที่จัดประชุมเอเปค ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ สนามหลวง พระราชวัง แม่น้ำเจ้าพระยา (เกือบหมดกรุงเทพฯ แล้วครับ !) เพราะเขาจะจัดการปล่อยประทีปโคมลอย แห่เรือพระราชพิธี และลอยกระทง ด้วยผมเข้าใจว่า รถคงจะติดอย่างมากมายเป็นแน่

              สมดังคาดครับ ผมจำเป็นอย่างเหลือหลายที่ต้องออกจากบ้าน แม้จะอยู่คนละโยชน์จากที่เหล่านั้น แต่รถก็ติดบนทางด่วนอย่างบรรลัยกัลป์เลยครับ !  ผมนับหนึ่งถึงร้อย ถึงพัน จนถึงหมื่น….. อย่ากระนั้นเลย เปิด จ.ส.100 ฟังดีกว่า เผื่อจะหาทางเลี่ยงไปที่อื่นได้  จ.ส. 100 ดูอารมณ์ดี เลี่ยงทุกคำพูดที่จะบอกตรง ๆ กับผู้ฟังว่า รถที่มันติดบนทางด่วนน่ะ ก็เป็นเพราะเขาปิดทางด่วนเสียหลายตอน  และทางด่วนที่ออกแบบมาให้มันไหลต่อเนื่องกันไป จึงจะเป็นทางด่วนได้นั้น หากไปปิดกั้นมันเพื่อเลี่ยงขบวนใดก็ตาม มันย่อมหมดสภาพด่วนไปโดยปริยาย ผู้ฟังของ จ.ส. 100 ที่พูดสายเข้ามา ก็ดีใจหาย แม้ทุกสายจากทุกที่จะบอกว่ารถติด (กว่าปรกติ) แต่ก็ยอมรับสภาพไป แถมบางคนยังบอกว่า รถติดนั้น ถูกทดแทนด้วยความเป็นปลื้มที่ประเทศเราได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค

              ผมต้องขอสารภาพตรงนี้ว่า ผมละอายที่ความรักชาติของผมนั้นน้อยกว่าโฆษก และท่านผู้ฟัง จ.ส. 100  ตลอดจนบรรดาสื่อทุกชนิด ทุกแขนงของไทยครับ  ผมคิดว่าคนสำนึกผิดแบบผมนั้น คงจะรวมคนทุกคนที่ร่วมติดการจราจรตามสถานที่ที่ต่างกัน ต่างระยะเวลายาวนาน อีกทั้งบรรดารถแท๊กซี่ ตุ๊ก-ตุ๊ก ที่หาผู้โดยสารไม่ได้ บรรดารถเข็น แผงลอยตามทางเท้าซึ่งถูกกวาดออกไปจากถนน  เราทุกคนย่อมจะร่วมรักชาติ เสียสละเวลา เงินทอง โอกาส สิทธิเสรีภาพส่วนตัวของเราเพื่อเอเปคครับ

     เราและชาวบ้านที่ต้องหยุดหาบแร่ แผงลอย แผงหน้าร้าน ทั้งหลายแหล่ ได้รับการบอกเล่าว่าจะต้องได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ชดเชยที่ต้องท้องกิ่วกัน 4-5 วัน เราคนไทยต้องใจดี และเชื่อง ไม่เชื่อดูสื่อทุกประเภท ทุกแขนงดูสิ ไม่มีใครคิดว่าเอเปคไม่ดีเลย

    อย่างไรก็ตาม ผมรู้นึกไม่ค่อยสบอารมณ์ตาเฒ่ามหาธีร์จากมาเลเซียเท่าไรนักนะครับ ที่แกดันมาทำลายบรรยากาศการจัดงานของบ้านเรา  สถานีโทรทัศน์ บีบีซี ถ่ายทอดคำพูดท่อนหนึ่งของแกในที่ประชุมเอเปคว่า “…..we are ready to be exploited, but it must be fairly exploited…”  แปลเป็นภาษาไทยของผม เห็นจะได้ความว่า “…พวกเราน่ะยอมให้เอาเปรียบอยู่แล้ว แต่มันก็ต้องเกรงอกเกรงใจกันบ้าง….”

    ผมไม่ทราบว่า ใครคือคนเอาเปรียบ และการเอาเปรียบที่ว่านั้น คืออะไร

    หรือแกจะหมายถึงการที่ตาบุชมาเปลี่ยนบรรยากาศการประชุมทางการค้าเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องภัยคุกคามของการก่อการร้าย (และกรณีเกาหลีเหนือ ซึ่งดันทดสอบจรวดนิวเคลียร์พิสัยไกลในวันที่ 19 เช่นกัน)  ความจริงก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ตาบุชแกเทศนา (ตกร่อง) อย่างนี้มาทุก ๆ ที่ ล่าสุดก่อนไทย ก็คือตอนที่แกแวะฟลิปปินส์อยู่ 8 ชั่วโมง อาจจะต่างกันบ้างก็ตรงที่แกเปิดแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ซ้อนในงานของเรา  แถมนางคอนโดลีซซา ไรซ์ และนายคอลิน พาวเวล ก็เปิดอีก 2 เวที พูดเรื่องเดียวกันเสียอีก (โดยไม่มีใครไปกล้าถากถางว่า เป็น “แผ่นเสียงตกร่อง”) เอ..อย่างนี้จะเป็นการเตี๊ยมกันมาก่อนไหม ? และเป็นการกระทำที่บอกเราผู้เป็นเจ้าภาพก่อนไหม ? หรือโดยมารยาท ควรจะทำเช่นนี้ไหม ?  

    ความจริง หลายประเทศ บ่นว่า ตาบุช ชักใบให้เรือเสีย ใคร ๆ เขาก็อยากจะคุยเรื่องการค้าโชห่วยกัน แกดันจะเอาประเด็นการเมืองมาเป็นประเด็นหลัก แต่คนส่วนใหญ่มักบ่นเบา ๆ เอาแต่พอให้นักข่าวได้ยิน (เช่นประธานาธิบดีของเม็กซิโก) แต่ตาเฒ่ามหาธีร์ แกพูดดัง ๆ ให้ทุก ๆ คน (รวมทั้ง ตาบุช ตาปูติน และเฮียหูจินเต่า ด้วย) ได้ยินชัด ๆ หมด

    พูดอย่างนี้ ผมรู้สึก (ไปคนเดียว) ว่า มันเป็นการตบหน้าคุณธรรมรักษ์ อิศรางกูรฯ ที่เปิดเวทีให้ตาบุชมาเป็นพระเอก กล่าวขอบคุณทหารหาญของเรา (ในฐานะพระรอง) ที่ส่งทหารไปช่วยรบในอาฟกานิสถาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอิรัก  แม้ตาบุชจะยอมยกให้ไทยเป็นพันธมิตรพิเศษทางทหาร และเอื้อสิทธิพิเศษบางประการทางการค้า

    อีกทั้งยังอาจเป็นการตบหน้า (ขอย้ำว่าผมคิดไปคนเดียว) ท่านนายกฯของเรา ที่หากไม่ทราบโพยมาก่อน ก็ดูเป็นความไม่รอบคอบ หากรู้โพยอยู่ก่อน แล้วก็กลายเป็นว่า จัดเวทีตั้งลูกถวายใส่พานให้ตาบุชเลย ดูเหมือนจะไม่ดีทั้งขึ้น ทั้งล่อง

    งานผ่านไปแล้ว เมืองไทยและกรุงเทพฯกลับไปเป็นเหมือนเดิม ผักชีทั้งหลายเหี่ยวเฉาโรยราไปแล้ว สะพานข้ามเจ้าพระยาทั้ง 3 แห่ง เปิดใช้การได้เหมือนเดิม การสัญจรทางน้ำ ถนนหนทาง ทางด่วนทุกช่องทาง ก็กลับมา ดี-เลว ดังเดิม  แม่ค้า พ่อค้า ก็คงได้รับสิทธิตามธรรมชาติของคนเมือง ให้ทำมาค้าขายข้างถนนประทังความยากจนเหมือนเดิม

    ผมออกจะงง ๆ เหมือนกันนะครับว่า ค่าปลูกผักชีของเราในคราวนี้ ประเมินแล้ว เราต้องจ่ายอะไรไปบ้าง และเป็นมูลค่าสักเท่าไร จำนวนของเงิน งาน เวลา โอกาส ความสูงค่าของวัฒนธรรม

     

    ประเพณี สิทธิเสรีภาพของคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องจ่ายกันไปในรูปลักษณ์ต่าง ๆ นั้น รวมแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร 

    คุณจักรภพ เพ็ญแข ผู้ประกาศที่ผมชื่นชอบในลีลา ท่าทาง และความชัดถ้อยชัดคำ ระบุว่า บริษัทรถกระบะญี่ปุ่น และฝรั่ง ตัดสินใจลงทุนในไทยทันที ในขณะที่คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ กล่าวปราศรัยในงานนี้ว่า ต้องการให้การประชุม คุยกันลงไปถึงการปฏิบัติ ที่จะแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งทางการค้า – เศรษฐกิจอย่างไร อย่าเสียเวลาคุยกันกว้าง ๆ ความล้มเหลวของการประชุม WTO ที่แคนคูนนั้น เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างมากในท่าทีทางการค้าที่มีต่อกัน เห็นจะต้องแปลว่า ความเห็นของคุณศุภชัย แย้งกับของคุณจักรภพ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผู้ประกาศทางการของเอเปค (เพราะกระจายภาพในทีวี ที่มีอักษรภาษาฝรั่งว่า APEC อยู่ใตัจอ)

    สถานีโทรทัศน์ บีบีซี ว่าสหรัฐอเมริกาขโมยเวทีไปจากคุณทักษิณ นายกฯ ของเรา และคนที่จะได้ประโยชน์ทางการค้าคือ จีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ – การเมือง - การทหาร ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้

    แต่ผมว่าคนที่ได้มากที่สุดเห็นจะเป็น ตามหาธีร์ นั่นเอง ก็ดูเอาเถิด แกไม่ต้องปลูกผักชีเลยสักต้น แถมยังยืนบนแปลงผักชีของเรา เป่าลมปากของแกเพียงแป๊บเดียว กลายเป็นหัวข่าวหน้าหนึ่ง รวมถึงทางวิทยุ โทรทัศน์ทั่วโลกเลย

     

    ต่อไปนี้ หากใครเอาท่านนายกทักษิณ ไปเทียบว่าจะเป็นตัวแทนมหาธีร์ ในอนาคต เห็นทีจะต้องถูกแบล๊คลิสต์ และถือว่าไม่หวังดี 

                                                                                         ทรงยศ แววหงษ์

    20 ตุลา 2546

    June 11

    ปาหี่

     เมษายน 2547  

    สื่อมวลชนหลายสำนักพากันใช้คำว่า ปาหี่ เพื่ออธิบายภาพที่มี ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน คุณลลิตา ฤกษ์สำราญ และคุณสนั่น สุธากุล นั่งยิ้มอยู่ด้วยกัน

     

        แม้เหตุการณ์ อุ้มข้อสอบของ รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ซึ่งทำให้มีตัวละครออกมาแสดงบทอยู่มากมาย (เข้าใจว่าที่แอบอยู่หลังฉากก็ยังมีอีกไม่น้อย) และดำเนินต่อเนื่องกันค่อนข้างนาน

        แต่สื่อมวลชนก็ไม่เคยใช้คำว่า ปาหี่ เลย

        มาจนเมื่อคุณลลิตามาอุ้ม รตอ..ดร.วรเดช ไปต่อหน้าต่อตาคุณสนั่น ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา รัฐสภา ทำงานตามมติกรรมาธิการชุดใหญ่ให้สอบสวนเรื่อง การอุ้มข้อสอบว่าเป็นการอุ้มไปเพื่อเอาไปกล่อมให้นอนหลับสบาย หรือว่าเป็นการปล้นกลางแดด

    และเห็นจะต้องบอกต่อไปว่า คุณสนั่นและอนุกรรมาธิการการศึกษาชุดนี้ ใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อที่จะได้ตัว รตอ.ศ.ดร.วรเดช มาให้ปากคำ

     

    เมื่อคุณลลิตา มาอุ้ม รตอ.ศ.ดร.วรเดช ไปต่อหน้าต่อตา คุณสนั่นจึงโกรธจนควันออกหู  ทั้งคู่ แลกคำพูดกันผ่านสื่อหลายแขนง หลายวาระ

    ฉะนั้น พอในวันต่อมา เมื่อทั้งคู่มานั่งยิ้มแป้นอยู่ด้วยกันต่อหน้า ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน จับมือกันให้นักข่าวดู สื่อทั้งหลายจึงให้คำอธิบายเหตุการณ์คราวนี้ว่า เป็นการเล่นปาหี่

    รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ก็จะได้มีเวลาไปพักอยู่หลังหลืบม่านได้อีกพักใหญ่ ๆ อย่างน้อยก็จนกว่าวันที่ ๑๖ เมษายน  วันเวลาซึ่งใคร ๆ ก็คงจะเย็นลงแล้ว บิ๊กเด็ก ที่ได้รับอานิสงส์จากการนี้ ก็รายงานตัวที่มหาวิทยาลัยตามที่ตั้งใจจะเลือกเรียนไปแล้ว พ่อแม่ที่มีลูกหลานสอบเข้าในปีนี้ด้วย ก็คงจะยอมรับว่าเป็นชะตากรรม ทั้งพวกที่ลูกตนสอบเข้าไปได้ ก็คงจะเห็นว่าพ้นปัญหาของตัว ที่สอบไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็คงจะคิดว่าเป็นเพราะความด้อยของลูกตนอยู่แล้ว อีกส่วนคงคิดว่าตัวเองก็เป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ  ไงๆก็ไม่มีทางไปต่อกรกับคนที่มีทั้งอำนาจ ทั้งอิทธิพล

    ที่กระตือรือร้นแบบกลุ่มของคุณหมอกมลพรรณ ก็คงจะรามือไป และยอมรับว่ากลไกของระบบราชการมันใหญ่ และซับซ้อนเกินกำลังกลุ่มตน

    สื่อก็คงจะหันไปพูดเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากสงกรานต์ ไม่ว่าจะในแง่ แย่กว่าปีที่แล้ว หรือปีอื่น ๆ”  หรือในแง่ที่ว่า โชคดี ปีนี้เทพีสงกรานต์ท่านไม่กระหายเลือดอย่างที่เราหวาดกลัวกัน

    ความจริง ผมไม่เคยสนใจว่า ความหมายจริง ๆ หรือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า ปาหี่ ว่า คืออะไร คงยึดเอาความรู้สึกเลือน ๆ ความหมายกว้าง ๆ แบบคุณ ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายว่า สิ่งที่เราเห็น ที่เราดูชมอยู่นั้น ดูจริงจัง แต่จริง ๆ เป็นเพียงการแสดงที่มีการเตี๊ยมกันมาอย่างดี หรือแม้หากจะทราบดีว่า ที่ดูอยู่นั้นเป็นเพียงการแสดง  แต่เราก็คาดหวังตอนจบของการแสดง ว่าคงจะถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณสมกับที่รอคอย แต่การณ์ก็กลับเป็นว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ทำนองว่า รอดูนักเล่นกลโต้ตอบกับอับดุลต่าง ๆ นานา จนจะเอางูจงอางออกจากลังไม้ มาสู้กับพังพอนให้เห็นชัดๆ ว่า พังพอนสู้กับงูนั้นมันจะเป็นอย่างไร

    แต่ท้ายสุด งูจงอางที่ออกมาจากลังไม้ เป็นงูหงอย ๆ ที่เกล็ดถลอกเกือบทั้งตัว ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง พอ ๆ กับพังพอนแก่ที่ถูกเอาออกมาโชว์จากอีกลังนึง งูเคล้าคลอเคลียกับพังพอนอยู่ครู่ใหญ่ ๆ (แทนที่จะสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง) นักเล่นกลกับอับดุล (หน้าตาที่เปิดเผยหลังจากเลิกผ้าขาวม้าคลุมหัวว่า ที่แท้ไม่ใช่แขกอับดุลที่ไหน เพราะหน้าตาแกกระเดียดเป็นชาวนาแถวสิงห์บุรีซะมากกว่า)ก็จับงูกับพังพอนเก็บเข้าลังแล้วหันไปขายยาผีบอกเสียเฉย ๆ งั้นแหละ

    อย่างนี้แหละครับ ที่ผมเข้าใจว่า คือการแสดงแบบที่เรียกกันว่าปาหี่

    ฉะนั้น เพื่อให้ทราบชัด ๆ จริง ๆ ว่า ปาหี่ คืออะไรกันแน่ ผมจึงพึ่งพาพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ดู  ซึ่งท่านก็ให้ความหมายไว้อย่างนี้ครับ การแสดงกล หรือกายกรรมของนักแสดงเร่ร่อนตามที่ต่าง ๆ” (หน้า ๖๙๗)

    แม้จะรู้สึกสบายใจว่า เข้าใจความหมายของคำคำนี้ได้ใกล้เคียงกับท่านผู้รู้ แต่ก็งง ๆ ว่าจะเอาไปอธิบายปรากฏการณ์ ดร.วิจิตร-คุณลลิตา-คุณสนั่น และ รตอ.ศ.ดร.วรเดช ได้อย่างไร

    ใครเป็นแขก ใครเป็นอับดุล แล้วงูกะพังพอนล่ะ คือใคร

    เพราะดูจากดีกรีของแต่ละท่าน (เท่าที่ผมรู้) ก็มีคุณภาพชนิดล้นแก้วด้วยกันทั้งนั้น

    ดร.วิจิตร มีประสบการณ์ในการบริหารวิชาการมายาวนานที่สุดคนนึงในเมืองไทย ผมเชื่อว่า ท่านเคยเป็นประธานกรรมการสารพัดสารพันทำนองนี้ จนไม่มีทางที่ใคร หรือแม้ตัวท่านเองจะจดจำได้  แต่คราวนี้ทำไมท่านมาตายน้ำตื้น  ตรงที่เป็นประธานกรรมาธิการชุดใหญ่ แต่ไปลงนามในจดหมายเชิญของกรรมาธิการชุดเล็ก ที่คุณสนั่นเป็นประธานอยู่

    ผมเข้าใจว่า ท่านอาจจะลืมไปด้วยซ้ำว่า การประชุมกรรมาธิการชุดใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ เมษายน แม้จะไม่มีเรื่องของ รตอ.ศ.ดร.วรเดช อยู่ในวาระการประชุม แต่จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะนำเข้าประชุมในฐานะเป็นวาระจรได้ ก็แบบเดียวกับที่เขาชอบทำ ๆ กันเวลาจะเอาเรื่องที่ต้องการให้ผ่านกรรมการด้วยความรวดเร็วและลุกลี้ลุกลนนั่นเแหละ

    ที่ผมตั้งข้อสังเกตนี้ ก็เพราะนึกเสียดายโอกาส การที่จะได้ รตอ.ศ.ดร.วรเดช มานั้น ง่ายเสียที่ไหน แล้ววันนั้น ท่านก็มายืนจ่อรออยู่หน้าห้องประชุมแล้ว

    คุณลลิตานั้น ท่านก็คุณภาพคับแก้วเช่นกัน เมื่อคราวที่ท่านยังอยู่กับคุณสมัคร ที่พรรคประชากรไทย นั้น ผมคิดเอาเองว่า คุณสมัคร คงจะพ้นวัยไปไม่นาน และมองไปที่พรรคนั้น ก็เห็นแต่คุณลลิตานี่แหละ ที่คงจะแทนกันได้

    ท่านฉะฉาน เสียงดังฟังชัด พูดจาคมคาย ไหลลื่น อุดมการณ์ อุดมคติต่อเรื่องต่าง ๆ ก็ถอดพิมพ์เดียวกันมากับคุณสมัคร แม้เมื่อท่านเข้ามาอยู่ไทยรักไทยแล้ว คุณภาพของท่านก็เชื่อว่าล้นปรี่ เหมือนเดิม

    คุณลลิตา อุ้ม รตอ.ศ.ดร.วรเดช ไปคุยอยู่เป็นนานสองนาน กล่อมจนท่านศาสตราจารย์กลับไป แถมคุฌลลิตายังสำทับว่าพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ ๙ เมษายน) ให้มาใหม่

    คุณลลิตา ให้เหตุผลกับคุณสนั่น และนักข่าวว่า แม้จดหมายเชิญที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องเล็กนั้น (ยกเว้นท่าน และสส.ร่วมพรรคอีก2ท่านที่ผมจำชื่อไม่ได้เพราะเวลาพวกนักการเมืองจะแถลงเรื่องอะไรก็มักจะมีพวกที่มายืนๆอยู่ข้าง โดยไม่มีใครทราบว่าคนพวกคือใคร และมายืนอยู่ทำไม เลยทำให้ผมจำชื่อทั้งสองท่านที่ว่านี้ ต้องขออภัยด้วย) แต่สำหรับคนเคยเป็นครูบาอาจารย์อย่างคุณลลิตาแล้ว ท่านเห็นเป็นเรื่องใหญ่

    ท่านว่าเพราะบ้านเมืองจะต้องปกครองด้วยความถูกต้องของกฎระเบียบ ความถูกต้องของจดหมายฉบับนั้นเป็นเรื่องของการรักษากฎระเบียบ จึงเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับท่าน

    ผมเข้าใจว่า คุณลลิตาคงจะลืมไปว่า ที่คุณลลิตาไปบอกให้ รตอ.ศ.ดร.วรเดช มาประชุมในวันถัดไปนั้น เป็นการกล่าวด้วยวาจา ซึ่งในสารบบของระเบียบราชการนั้น ท่านถือว่าฟังได้ แต่ไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ ลายลักษณ์อักษรนั้นสำคัญกว่า และลายลักษณ์อักษรที่ถูกต้อง ก็สำคัญมากในแง่ของกฎระเบียบ อย่างที่ท่านเพิ่งพูดเองอยู่หยก ๆ

    ผมไม่รู้จักคุณสนั่น แม้ว่าจะได้ยินชื่อท่านผ่านหูอยู่เรื่อย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร และคราวไหน ผมรู้สึกสงสารในบทที่ท่านได้รับมา เพราะท่านคงจะนึกว่าตัวเองได้บทที่เด่นมาก ถึงขนาดได้บทซัก(ฟอก)ถาม รตอ.ศ.ดร.วรเดช ซึ่งถือได้ว่า เป็นตัวละครเอกในเรื่องนี้

    คุณสนั่น ผม  และใคร ๆ ก็ต้องพากันนึกอยู่ดีว่า บทของคุณสนั่นนี่แหละที่จะคลี่คลายละครเรื่องนี้ให้นำไปสู่ตอนจบได้

    ไม่นึกเลยว่า นอกจาก รตอ.ศ.ดร.วรเดช จะไม่ยอมมาตามคำเชิญทั้ง ๓ ครั้งก่อน และพอมาคราวนี้ จู่ๆ คุณลลิตา ก็โผล่จากหลืบม่านมาโฉบตัวท่านศาสตราจารย์ไปเสียเฉย ๆ ผมเข้าใจว่า คุณสนั่นคงจะเสียหน้าไม่น้อย

    แต่พอวันรุ่งขึ้น เมื่อคณะกรรมการชุดใหญ่ยุบคณะอนุกรรมการของท่านลง คุณสนั่นคงจะเสียใจ ส่วนผมนั้น งง เพราะเมื่อยุบกันง่าย ๆ ขนาดนี้ ก็เข้าใจว่า คณะทำงานชุดนี้คงไม่มีความสำคัญใดๆ  จะมีก็ได้ จะเลิกเสียก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    แล้วตั้งขึ้นมาแต่ตอนต้นทำไม

    ดูเหมือนตัวละครหลัก (ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าพระเอกได้หรือไม่ และคนจะยอมรับได้ไหม) จริง ๆ ก็น่าจะเป็น รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร นี่แหละ

    ท่านเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวบนเวทีน้อย เช่นเดียวกับบทเจรจาของท่าน ความจริงหากจะนึกแบบการแสดงจริง ๆ แล้ว ท่านดูลึกลับ น่าสนใจ เพราะแม้การไป อุ้มข้อสอบท่านก็ไม่ได้ปรากฏตัวบนเวทีเลย จะมีก็แต่คนที่ท่านวานให้เขาไปเอามาให้ท่าน

    ฉะนั้น เมื่อท่านปรากฏตัวบนหน้าจอทีวี ทั้งรูปและเสียงพร้อมกัน จึงน่าสนใจ หลังได้ฟังคำสัมภาษณ์สั้นๆของท่าน ผมก็ออกจะเข้าข้างกับทั้งยังคัดค้านคนอื่น ๆ ที่ต่อว่าท่าน

    ผมว่า ท่านดูซื่อ ๆ และตรง ๆ บทเจรจาของท่านก็ดูจะเหมือนนักแสดงที่ขึ้นเวทีเป็นครั้งแรก ดูแข็ง ๆ เหมือนกลัวลืมบทเจรจา ท่านจึงพูดซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และด้วยอาการ ท่องบท”  แม้กระนั้น ความซ้ำ ๆ ของท่านก็ดูจะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง (ตรงนี้ต้องเรียนว่าเป็นความรู้สึกของผม ซึ่งอาจจะผิด เพราะไม่อาจยืนยันเป็นรูปธรรมได้ ว่าคำพูดซ้ำๆของท่าน มันแตกต่างกันตรงไหน)

    ฉะนั้น ที่ทั้งอาจารย์กาญจนา นาคสกุล และอาจารย์รัตนา สายคณิต บอกว่า ท่าน พูดไม่หมดและ พูดไม่เหมือนกัน จากครั้งแรก จนถึงครั้งสุดท้าย ผมกลับเห็นเพียงว่า ท่านท่องบทไม่เก่ง จึงพูดบทเจรจาไม่ได้สิ้นกระแสความในแต่ละคราว

    ผมไม่ค่อยเข้าใจ รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร อยู่อย่างเดียวก็คือ ตอนที่ท่านบอกว่าเข้าใจผิดที่ตอบรับคำเชิญมาให้การเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน นั้น เข้าใจว่าจะมาให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ เมื่อการณ์กลับเป็นว่าเป็นเรื่องของกรรมธิการชุดเล็ก ซึ่งไม่ตรงกับหัว และท้ายจดหมาย ท่านจึงไม่ขอให้ปากคำ

    แต่ความจริง คุณสนั่นบอกว่า ก็จดหมายที่เคยเชิญไปเมื่อ ๓ ครั้งก่อน ที่หัวและท้ายจดหมายก็เขียนแบบเดียวกันทุกประการ ทำไมท่านจึงไม่เคยมาเลย จะมาติดใจอะไรกันในคราวนี้ และเป็นการคิดได้หลังจากที่คุณลลิตามาอุ้มตัวไป คุย กันตั้งชั่วโมง

     

    ผมเข้าใจว่า ละครเรื่องนี้คงจบไปแล้ว

     นักข่าวคงจะเลิกสนใจ ไม่ว่าผลการสอบสวนของคณะกรรมาธิการจะเป็นอย่างไร  รตอ.ศ.ดร.วรเดช ก็คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป แล้วจัดการสอบต่อไปในปีหน้า(แม้จะไม่มีอาจารย์กาญจนาและอาจารย์รัตนา)ซึ่งคงไม่มีอะไรอึกทึกครึกโครมเพราะเข้าใจว่าบุตรหลานของบรรดาบิ๊ก ๆ คงจะเข้ามหาวิทยาลัยไปได้สมปรารถนาหมดแล้ว

    เครือข่ายผู้ปกครองเด็กก็คงกลับไปทำมาหากินตามปรกติของตัว

    อาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ และอาจารย์สมพงษ์ จิตรระดับ ก็ได้ชื่อคนคัดค้านครบ ๒๐๐ คนตามต้องการ แต่ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    การจะคาดหวังว่าจะมีการบอยคอตต์ แซงค์ชั่น จากทั้งอาจารย์ และนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เด็กเอื้ออาทร เข้าเรียน (หากมีจริง ๆ) ก็คงจะไม่มีอะไรแบบที่เคยเกิดในสมัยเผด็จการถนอม-ประพาส ครองเมือง ด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ตรงนี้

    และทั้งอาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์สมพงษ์ จิตรระดับ และอาจารย์สุชาติ ตันธนะเดชา ก็คงจะทราบดีว่า บัดนี้ เผือกร้อน อยู่ในมือของอาจารย์แล้วครับ

    ขาขึ้น ขาลง และขัดขา

    ๕ เมษา ๒๕๔๗ 

     การลาออกของอาจารย์กาญจนา นาคสกุล และอาจารย์รัตนา สายคณิต จากการเป็นกรรมการออกข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักวิชาการทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือ ว่าเป็นผู้ที่มีวุฒิธรรม และความสุจริตเป็นที่ตั้ง

    แต่สำหรับนายอดิศัย โพธารามิก รมต.ศึกษา แล้ว อาจารย์ทั้งสองมีค่าเพียงเจ้าหน้าที่๒ คน ซึ่งหากจะลาออกไป ก็ยังจะมีเจ้าหน้าที่อีกเยอะในกระทรวงที่จะเอาไว้ใช้สอย

    การลาออกของทั้งสองอาจารย์ ดูจะเข้าทางของนายอดิศัย เพราะเท่ากับทางเลือกมีอยู่ ๒ ทางคือ ถ้าเลือกอาจารย์กาญจนา และอาจารย์รัตนา ก็เท่ากับจะต้องปฏิเสธ รตอ.วรเดช จันทรศร  ผลของทางเลือกนี้ ก็เท่ากับยอมรับกลาย ๆ ว่าการสอบเข้าเอื้ออาทรคราวนี้ มีมูล และเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องเข้าไปชำระเรื่องราวให้ขาวสะอาด เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน

    การเข้าไปรื้อฟื้นเรื่องนี้ อาจจะนำไปสู่ความยุ่งยาก และอาจหลุดไปจากความควบคุมได้ในท้ายที่สุด

    ทางเลือกนี้ ย่อมจะถือได้ว่า เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะความชำนาญของทั้งสองอาจารย์ นั้น มีต้นทุนที่สูงเกินไป เพราะท่านอยู่นอกคาถา และนอกคำสั่ง

    จะสั่ง ท่านก็ไม่ยอมทำตาม (อย่างที่เห็นอยู่

    จะขู่ ท่านก็เป็นข้าราชการเกษียณ จะเอาอะไรไปขู่ท่านก็ไม่มี

    หรือจะตกรางวัล ก็เข้าใจว่า ยากพอ ๆ กับ ๒ มาตรการข้างต้น

    ฉะนั้น ด้วยวิสัยทัศน์แบบพ่อค้า การเลือก รตอ. วรเดช (และนายพจน์ สะเพียรชัย) โดยทิ้ง อ.กาญจนา และ อ.รัตนา จึงเสี่ยงน้อยกว่า มีต้นทุนที่ถูกกว่า

    แม้นักวิชาการกุมเป้า จะไม่เก่งเท่ากับทั้งสองอาจารย์ แต่ก็มีให้เลือกใช้ได้อีกมากทั้งในและนอกกระทรวง

    ผลของการเลือกแนวทางนี้ ก็เท่ากับขจัดตัวปัญหาออกไป ในขณะที่รักษา รตอ.วรเดช เอาไว้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองการสอบเข้าเอื้ออาทร และลูกหลานของบรรดาบิ๊กทางการเมืองเอาไว้ได้

    ส่วนเมื่อลูกหลานนักการเมืองเหล่านั้นจะเผชิญชะตากรรมอย่างไรในมหาวิทยาลัย เช่นการตกเป็นเป้าของการติฉินนินทาจากทั้งครู/อาจารย์ จากบรรดานิสิต/นักศึกษา หรือแม้กระทั่งจะถูกบอยคอตต์ ก็เป็นเรื่องในอนาคต ที่นายอดิศัยไม่ต้องคิดถึง

    เพราะวิสัยทัศน์แบบพ่อค้าซีอีโอโชห่วย ย่อมนึกถึงการค้า และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเฉพาะ ๒-๓ วันข้างหน้าเท่านั้น

    ความจริง นายอดิศัย แม้จะเป็นแบบอย่างของความเป็นซีอีโอโชห่วยของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่าก็คือ ตัวนายทักษิณ

    พ่อค้ามักภาคภูมิใจในความสามารถของตน ที่ก่อร่างสร้างตัวมาจากเสื่อ ๑ ผืน หมอน ๑ใบ เพราะเป็นตัวแบบของความมานะพากเพียร ขยันขันแข็ง อดทน และยังประกอบด้วยปฏิภาณ ความเฉลียวฉลาด

    ความสำเร็จในทางธุรกิจ ความร่ำรวย มั่งคั่ง ครอบครัวที่แสนดีและอบอุ่น จึงเป็นรางวัลตอบแทนในเบื้องปลาย

    นายทักษิณและบริวาร จึงมักขายภาพว่า เขาเป็นคนตีนติดดินเคยขายกาแฟ และช่วยพ่อที่โรงหนังเมื่อคราวอยู่ต่างจังหวัด เมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนระดับหนึ่ง ก็ได้ไปเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งก็เรียนไป ทำงานไป โดยเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด (แดกด่วน) เมื่อเข้าสู่ธุรกิจ ก็ช่วยกันประกอบการกับภริยา จากทุนน้อยเท่าหอยเบี้ย จนสามารถผูกขาดกิจการโทรคมนาคมได้ และร่ำรวยขั้นมหาเศรษฐีโลก

    ด้วยเหตุนี้ นายทักษิณจึงเอ่ยปากฝากงานให้ลูกลาวคนเล็ก ให้เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด (แดกด่วน) เช่นที่ตนเคยทำ และเคยเป็น

    คำแนะนำของนายทักษิณ ทั้งต่อลูกสาวคนเล็ก (คนกลาง กับลูกชาย ดูจะหมดห่วง เพราะร่ำรวยจากการเล่นหุ้น) และต่อครู อาจารย์มหาวิทยาลัยว่าควรหาเวลาทำงานนอกเวลาบ้าง” (ขายฟาสต์ฟู้ด ?) จึงเป็นคำแนะนำที่จริงจากหัวใจของพ่อค้าแบบนายทักษิณ

    หลายคน ทั้งสื่อ ทั้งสาธารณชน และคณะที่ปรึกษาของบริษัทไทยรักไทย จำกัด กล่าวว่า ความปากไวของนายทักษิณ จึงทำให้เกิดอาการขาลง (ของบริษัทไทยรักไทยจำกัด) และของตลาดหุ้น ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จทุกประการของรัฐบาลชุดนี้)

    ผมหาความหมายของคำว่าปากไวในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๒) ไม่พบ จะมีที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุดก็คือคำว่าปากไม่มีหูรูด”)

    ท่านให้ความหมายปากไม่มีหูรูดว่า พูดพล่าม พูดพล่อย หรือพูดโดยไม่ยั้งคิดเสียก่อนว่า อะไรควรพูด หรือไม่ควรพูด” (หน้า ๖๙๒)

    ผมกลับคิดว่า จริตของนายทักษิณ ไม่ตรงกับคำว่าปากไวหรือแม้ปากไม่มีหูรูดสิ่งที่นายทักษิณพูดนั้น ตรงกับใจจริงของเขา

    พ่อค้า ย่อมคิดถึงสินค้า และคิดแบบพ่อค้า

    นายทักษิณ แสดงตัวตนของความเป็นพ่อค้าอย่างไม่ต้องปิดบังอำพรางใด ๆ

    ผมหวนรำลึกถึงภาพนายทักษิณเมื่อทราบข่าวของชัยชนะการเลือกตั้งชนิดถล่มทลายว่า วันนั้น นายทักษิณดื่มกาแฟจากถ้วยกระดาษสตาร์บั๊ค (กาแฟสายพันธุ์อเมริกันซึ่งถือกำเนิดที่ชิคาโก) หลังให้สัมภาษณ์สั้น ๆ นายทักษิณ กับนายพานทองแท้ ก็ขับรถกอล์ฟออกไป (นัยว่าไปตีกอล์ฟทางการเมืองกับนักการเมืองซึ่งนิยมสุมหัวกันอยู่ตามสนามกอล์ฟ และนิยมเรียกกลุ่มตัวเองว่า ก๊วน

    เมื่อคราวหวัดนกระบาด นายทักษิณ พร้อมพนักงานรัฐบาลไทยรักไทย จำกัด ทุกหัวหน้าแผนก ได้ร่วมสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัยในการกินไก่ โดยสั่งไก่ทอดมาจากร้าน เคเอฟซี (ไก่ทอดสายพันธุ์อเมริกัน ที่มีสโลแกนเริ่มแรกว่ากินแล้วเลียนิ้วด้วย”)

    ฉะนั้น เมื่อคราวที่จะให้ลูกสาวทำงานฆ่าเวลา ขณะรอฟังผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ด้วยใจระทึก.....ของสาธารณชน เพราะเธอกล่าวตรงจากใจว่า หากเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้เลย ก็จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชินวัตรของพ่อเธอ ไม่ทราบว่าจะเป็นการวิจารณ์คุณภาพของมหาวิทยาลัยนี้อย่างไร หรือไม่) นายทักษิณจึงเลือกร้านแมคโดนัลด์ (ขนมปังสอดไส้เนื้อสายพันธุ์อเมริกัน) เพราะรู้จักสนิทดีกับเจ้าของบริษัท

    ทั้งหมดนี้ จึงเป็นการแสดงตัวตนที่แท้จริง/ที่ชัดเจนของนายทักษิณ มิใช่อาการปากไวอย่างที่ชอบพูด ๆ กัน

    และด้วยเหตุนี้ นายทักษิณจึงเกรี้ยวโกรธอย่างสุด ๆ เมื่อบริวารของบริษัทแผนกต่าง ๆ (นายอุทัย แผนกที่ปรึกษา และรัฐสภา, อดีตวีรบุรุษซึ่งมีเกียรติสูงส่งจากการต่อต้านเผด็จการถนอม /ประพาส  นายกร อดีตหัวหน้าพรรคขนาดกลาง  และนางสุดารัตน์ อดีตขวัญใจผู้ลงคะแนนเสียงย่านบางกะปิ) มาวิจารณ์ว่า อาการขาลงของบริษัทไทยรักไทย จำกัด เกิดเพราะหลายสาเหตุ รวมทั้งความปากไวของหัวหน้าบริษัทด้วย

    หัวหน้าแผนกต่าง ๆ ดังกล่าว ได้กล่าวอำพราง(ต่อสาธารณชน และหัวหน้า) ว่า ขาลง-ขาขึ้น เป็นเพียงความหมายถึงสายการบังคับบัญชาในบริษัทจำกัดเท่านั้น

    ผมเชื่อว่า สาธารณชนไม่เชื่อ เช่นเดียวกับหัวหน้าบริษัทก็ไม่เชื่อ และแม้กระทั่งตัวหัวหน้าแผนกดังกล่าวข้างต้น ก็คงไม่เชื่อเหตุผลของตัวเอง/ไม่เช่นนั้น คงจะเป็นการดูแคลนสติปัญญาของทุก ๆ คนจนเกินไป

    ความเป็นพ่อค้าของนายทักษิณ จึงทำให้เขากล้าที่จะกล่าวอย่างเปิดเผยว่าบริษัทก็คือประเทศ/ประเทศก็คือบริษัท ทั้งสองอย่างนี้เหมือนกัน การบริหารการจัดการก็เหมือนกัน” (อ้างตาม ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในรายงานวิชาการชื่อ “ A country is a company, a PM. is a CEO” – ประเทศก็คือบริษัท, นายกก็คือ ซีอีโอ ซึ่งนายทักษิณเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐)

    .ผาสุก ยังได้กล่าวต่อไปว่า การก้าวขึ้นมาของนายทักษิณ ถือได้ว่า เป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของบรรดาบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ต่อการเมืองของไทย

    กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ควบคุมทั้งเทคโนโลยี ความรู้ การศึกษา การตลาด และการเงิน

    ระบอบการเมืองเดิม (ก่อนปี ๒๕๔๐) ไม่อาจรักษาผลประโยชน์ของพวกเขาได้ดีพอ ฉะนั้น วิธีการเดียวที่จะต้องกระทำคือการเข้าครอบงำระบอบการเมืองโดยตรง

    ต้องทำการเมืองให้เป็นธุรกิจ ทำประเทศให้กลายเป็นบริษัท แล้วใช้การบริหารแบบธุรกิจเข้าไปบริหารจัดการการเมืองทั้งหมด

    หัวหน้ารัฐบาล จึงระลึกเสมอว่า ตนเป็นหัวหน้าบริหารบริษัท (CEO)

    สายการบังคับบัญชา จะต้องเริ่มจากซีอีโอ แล้วบัญชาลงไปยังเบื้องล่าง ซึ่งมีหัวหน้าแผนก หัวหน้ากอง และหัวหน้าหน่วยรองรับ

    และซีอีโอ ย่อมสามารถล้วงลูกลงไปได้ในทุก ๆ ระดับ 

    รัฐมนตรี และรัฐสภา (ทั้งล่างและบน) จึงกลายสภาพมาเป็นหัวหน้าแผนก

    ระบบราชการทั้งระบบ กลายสภาพเป็นหัวหน้ากอง

    การโยกย้ายเจ้าพนักงานบริษัทจึงเกิดขึ้นโดยง่าย อย่างที่นายทักษิณบ่นเมื่อวันศุกร์ที่ ๒ เมษายน ว่าเหนื่อย และเบื่อกับการย้าย และปลดคน

    คนแรกที่ถูกปลดย้าย (เพราะเป็นทั้งการปลดออกจากตำแหน่งเดิม และย้ายไปสู่ตำแหน่งใหม่) ก็คือ นายเกริกไกร จีระแพทย์ (ปลัดกระทรวงพาณิชย์) และคนสุดท้าย (ขณะที่เขียนบทความนี้) ก็คือ พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์

    ในระหว่าง ๒ คนนี้ ยังมีอีกมากมายตามรายทาง และระยะเวลา

    และที่โยกและย้ายเพื่อเป็นการให้คุณก็ยังมีอีกมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติของตน ของภรรยา และของบริวารในบริษัท

    เพื่อให้ธุรกิจการเมืองในระบอบบริษัทไทยรักไทย (จำกัด) สามารถผูกขาดได้อย่างเต็มที่ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ตามการวิเคราะห์ของ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์)

    การปลด ย้าย โยก และย้ายในบางคราว ยังอาจใช้วิธีการจ่ายเงินเก๋าเจี๊ยะด้วย ดังจะเห็นถึงคำเรียกร้องของบริวารในแผนกรัฐสภา จะขอเบี้ยประชุม หรือการจ่ายเงินเก๋าเจี๊ยะให้ลูกน้องในแผนกรัฐสภาแบบให้เปล่าในช่วงสงกรานต์

    ปรากฏการณ์ปลดย้ายข้าราชการนั้น ทำได้ยากอยู่เหมือนกัน เพราะติดระเบียบราชการหลายอย่าง การปลดย้ายพวกเช้าชาม-เย็นชาม จึงทำได้ ๒ ทาง คือการใช้เงินล่อให้ลาออกไปเอง หรือการย้ายไปอยู่ที่ไกลปืนเที่ยง

    ประเภทหลังนี้ ก่อให้เกิดข้าราชการแปรพักตร์ไปเป็นสมุนเจ้าพ่อท้องถิ่น เพราะพวกนี้รู้ดีว่า เอาดีในระบบไม่ได้ แต่ไปเอาดีจากเจ้าพ่อนั้นง่ายกว่า (.เบเนดิค แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สรุป)

    การบริหารบริษัทไทยรักไทย จำกัดนั้น ดำเนินแนวนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดขึ้น ทั้งแก่คนจน และคนรวยในคราวเดียวกัน (dual track ตามคำของ ศ.อัมมาร์ สยามวาลา)

    โดยการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจที่เกิดการชะงักงัน เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ โดยอาศัยทฤษฎีเศรษฐกิจแบบเคนส์ ผสมกับทฤษฎีแชร์แม่ชม้อย กล่าวคือ :

    เม็ดเงินจำนวนมาก ถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเศรษฐกิจตามทฤษฎีของเคนส์

    และการเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ตามทฤษฎีของแชร์แม่ชม้อย ก็เพื่อจุนเจือให้วิธีการแรกเกิดประสิทธิผล

    การใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ แม่ชม้อย ก่อให้เกิดนโยบายประชานิยมจำนวนมาก (สุดจะจารนัย) ซึ่งอาจสรุปได้ว่าคืออาการขาขึ้นตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา

    ต่อมาเมื่อถึงต้นปีนี้ คือตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ร้ายแรงหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลสะเทือนต่อบริษัทไทยรักไทย จำกัดอย่างรุนแรง

    จนทำให้ ทั้งสื่อมวลชน สาธารณชน และแม้กระทั่งภายในระบอบทักษิณเอง เริ่มพูดถึงอาการขาลงอย่างหนาหูขึ้นทุกที

    การปล้นค่ายทหาร เผาโรงเรียน ความตายของนายทหารไทยที่อิรัก การแก้ปัญหาไข้หวัดนก การโยกย้ายนายทหารและตำรวจ การกระจายหุ้นอันเนื่องจากการแปรรูป ปตท.จนกระจุกอยู่ที่บริวารว่านเครือของบริษัท ๑๐ ตระกูล การปรับครม. ซึ่งได้รับคำวิจารณ์ว่าก็คนเดิม ๆการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่สงขลา

    การปล้นกลางแดดซ้อน ๆ กันถึง ๓ ครั้งคือ การปล้นทีวีเสรีการปล้นข้อสอบเข้าเพื่อเอื้ออาทร และการปล้นคดีทุจริตยา

    การชุมนุมประท้วงยืดยาวของรัฐวิสาหกิจซึ่งเริ่มได้รับแรงหนุนจากนักธุรกิจ (นายเกษม จาติกวณิช และอดีตผู้ว่าฯกฟผ.เกือบทุกคน นายณรงค์ โชควัฒนา) นักวิชาการ และประชาชน (ที่เกรงว่าจะต้องจ่ายค่าสาธารณูปโภคราคาแพง และเกรงว่าผลประโยชน์จะไปตกกับ ๑๐ ตระกูลอภิสิทธิ์ชน)

    และประการสุดท้ายคือการหน่ายร้างของสื่อมวลชนหลายสำนัก (โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งควบคุมได้ค่อนข้างยาก เว้นแต่จะมีสายป่านที่เยอะและยาวมาก ๆ)

    (นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงการต่อรองผลประโยชน์ของบรรดานักการเมือง มุ้งการเมือง พรรคการเมืองที่มีมากขึ้น และคุมยากขึ้น)

    ทั้งหมดนี้ อาจส่ออาการขาลงที่ไม่ใช่ทั้งการเดินก็ต้องเอาขาลงดิน” (นายทักษิณ และนางสุดารัตน์) และไม่ใช่ทั้งการติดต่อบัญชาการจากระดับบนมาระดับล่าง” (นายกร และนายอุทัย)

    แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการแบบขาขึ้น แต่ก็ถาโถมทับซ้อน จนพ่อค้าซีอีโอโชห่วยต้องก่ายหน้าผาก

    ได้มิตรจากแดนไกล แต่อาจเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน

    กรุงเทพธุรกิจ 27 ตุลาคม 2546

    ทรงยศ แววหงษ์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

              วันที่ 18 ตุลาคม 2546 ขณะที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช แวะที่โตเกียว ในระหว่างเส้นทางสู่การประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ  ที่เมืองคาร์บาลา ในประเทศอิรักได้เกิดการยิงกัน ทหารอเมริกันตาย 4 คน คนอิรักตาย 9 และมีคนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายอีกจำนวนหนึ่ง

              และในขณะเดียวกันการประชุมกลุ่มประเทศมุสลิมนานาชาติที่มาเลเซีย ก็ได้มีมติหลายประการ หนึ่งในหลายประการที่ว่าก็คือ เจตนารมณ์ที่จะให้อิรักปลอดจากการเข้าครอบครองจากทหารต่างชาติ

              นายบุช เดินทางแวะญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจะลงท้ายที่ประเทศไทย ประเทศทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในสงครามต่ออิรัก ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และอังกฤษทั้งสิ้น

              ทุกประเทศมีส่วนร่วมที่อาจแตกต่างกันในระดับของการร่วมในสงคราม อังกฤษ และออสเตรเลียเดินหน้าอย่างเต็มสูบ ฟิลิปปินส์แข็งขันน้อยกว่า 2 ประเทศแรก แต่ก็มากกว่าสิงคโปร์ และไทย ทั้งนี้ก็เพราะแต่ละประเทศหวังผลจากการเข้าร่วมสงครามกับอเมริกาในระดับที่แตกต่างกันไป

              อังกฤษ และออสเตรเลีย มีความรู้สึกว่า เครือข่ายมุสลิมหัวรุนแรงในชื่อต่างๆ กัน เป็นอันตรายต่อความมั่นคงภายในประเทศของตน อังกฤษซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า เป็นต้นทางของเต้าข่าว และการปั่นข่าวอาวุธอำนาจทำลายล้างรุนแรง  นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรี ได้นำประเทศเข้าร่วมสงครามนี้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดยอมเสียความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย 

              ขณะนี้ความนิยมในตัวนายแบลร์ในหมู่คนอังกฤษ เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ และอาจจะถึงที่สุดเมื่อผลของการสอบสวนคดีความตายของนายเดวิด เคลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของรัฐบาลเอง (ซึ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจประกาศสงครามอิรัก) จะสรุปผลในประมาณเดือนธันวาคม นี้

              ออสเตรเลียนั้น เชื่อว่า การวางระเบิดสถานบันเทิงที่เกาะบาหลี ซึ่งมีคนออสเตรเลียได้ตายไปเกือบ 200 คน นั้น เกี่ยวพันกับเครือข่ายของพวกมุสลิมหัวรุนแรง และเชื่อมโยงไปถึงอิรัก อัฟกานิสถาน อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย

              ฟิลิปปินส์นั้น มีปัญหาของการก่อการร้ายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาบูเซยาฟ ทั้งฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ที่มีกองทหารที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่งกับกองทัพสหรัฐอเมริกา

              ประธานาธิบดีบุช นอกจากจะมาปรากฏตัวในการประชุมเอเปคแล้ว ก็ยังพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอบคุณที่ส่งทหารไปร่วม "ฟื้นฟู" ประเทศ ทั้งในอัฟกานิสถาน และอิรัก อีกทั้งยังแสดงการยกย่องให้ไทยเป็น "พันธมิตรพิเศษ" นอกกลุ่มนาโต ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ข้อมูลข่าวกรอง และการวิจัยและพัฒนาการทหารร่วมกับสหรัฐอเมริกาด้วย

              ทั้งหมดที่เกี่ยวกับไทยนั้น ฟังแล้วดูดีเกือบหมด แต่ผมอยากให้เราลองตั้งสติแล้วค่อยๆ ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหลายดูอีกที

              สถานะของบุชและแบลร์

              ทั้งบุชและแบลร์นั้น อยู่ในฐานะที่ไม่สดใสนักในเรื่องที่เกี่ยวกับอิรัก ทั้งคู่อยู่ในฐานะที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะประเมินว่า การประกาศสงครามลุยอิรักโดยไม่ได้การรับรองจากสหประชาชาตินั้น ทุกอย่างจะดีขึ้นหากค้นพบอาวุธอานุภาพทำลายล้างรุนแรง หรืออาวุธชีวภาพในอิรัก  แต่การณ์กลับเป็นว่า สงครามจบลงรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ การต่อต้านโดยกองทัพอิรักเกือบไม่มี อาวุธร้ายแรงชนิดใดๆ ก็ไม่เจอะเจอพอที่จะสร้างความชอบธรรมในการกระทำสงครามคราวนี้เลย

              นายแบลร์ แม้จะยังใจดีสู้เสือ และยืนยันต่อสาธารณะเสมอว่า ในที่สุดก็จะต้องพบอาวุธร้ายแรงที่ว่า  และแม้ว่าท่าทีที่ดูจริงใจของเขา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่เคยเป็นที่นิยมของคนอังกฤษ แต่ผลกลับเป็นว่า ความนิยมในตัวเขากลับตกต่ำลงเรื่อยๆ แถมคณะกรรมการพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนความตายของ ดร.เดวิด เคลลี ผู้เชี่ยวชาญทางอาวุธ อาจนำไปสู่การสรุปว่า นายแบลร์ตัดสินใจผิดพลาดเกี่ยวกับอาวุธร้ายแรงของอิรัก จนนำพาประเทศเข้าสู่สงครามโดยไม่จำเป็น

              ส่วนนายบุชนั้น ด้านหนึ่งมีสถานะที่ดีกว่า เพราะคนอเมริกันฝังหัวเชื่อว่า การถล่มอิรักเป็นการตัดเชื้อการก่อการร้ายแต่ต้นลม เพราะกรณีระเบิดตึกแฝดเวิลด์เทรดเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2001 ได้สร้างความกลัว (และอาจเกลียด "แขก") จนกลายเป็นความแค้นฝังใจ นายบุชอาศัยความกลัว-เกลียด และเคียดแค้นของชาวอเมริกัน ไปถล่มอิรัก ฉะนั้น แม้จะไม่เจออาวุธร้ายแรง คนอเมริกัน ก็ยังรับได้อยู่ดีต่ออาชญากรรมที่นายบุชมีต่อชาวอิรักทั้งประเทศ

              ปัญหาของนายบุชก็คือ ทำอย่างไรจะได้เงินเพิ่มเพื่อไปรักษาสถานะของตนในอิรัก (และอัฟกานิสถาน) การแถลงคำขอเงินอีก 87 พันล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการนี้ต่อรัฐสภานั้น ไม่แน่ว่าจะได้รับตามคำขอ ส่วนในเวทีระหว่างประเทศนั้น การขอให้สหประชาชาติเข้าไปช่วยแบกรับภาระ (เพื่อสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐ และแบ่งภาระค่าใช้จ่าย) โดยไม่ยอมมอบบทบาทผู้นำให้กับสหประชาชาติ สหรัฐก็ได้รับการตอบรับอย่างเย็นชาเช่นกัน

              ส่วนทริปที่บุชกำลังเดินทางอยู่ในเอเชียขณะนี้นั้น บุชคงเข้าใจดีว่า การจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินนั้น ก็คงจะหวังได้ก็แต่จากญี่ปุ่น (ได้ไป 1.5 พันล้านดอลลาร์) เท่านั้น  ไทยกับฟิลิปปินส์ก็คงช่วยได้แต่ส่งทหารไปร่วม "บูรณะ หรือฟื้นฟู" ประเทศอิรักเท่านั้น แต่แค่นี้ สหรัฐก็คงจะพอใจแล้ว ไม่เช่นนั้น บุชคงไม่กล่าวคำผูกมัดตนในรัฐสภาของฟิลิปปินส์ว่า จะช่วยจัดการกับพวกอาบูเซยาฟ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า จะยกฐานะให้ไทยเป็นพันธมิตรพิเศษทางการทหาร

              แต่สัญญาทั้งหมดนี้ คงจะขึ้นกับ 87 พันล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลบุชจะได้รับจากรัฐสภา และ/หรือนายบุชจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยในปีหน้านี้เท่านั้น

              สถานะของทหารไทยในคาร์บาลา

              ทหารไทยเกือบ 400 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติการ "เพื่อมนุษยธรรม" และ "เพื่อบูรณะและฟื้นฟูประเทศ" ยังเมืองคาร์บาลาในอิรัก และอัฟกานิสถาน  นัยว่าเป็นเมืองที่สถานการณ์ปลอดภัย และงานของเราเกี่ยวกับการแพทย์และการทหารช่างไทย และจะทำงานภายใต้การบัญชาการของกองพลน้อยโปแลนด์

              เรามักเข้าใจกันไปเองว่า งานของช่างซ่อมแซม และงานการแพทย์ น่าจะทำให้เราปลอดภัยจากการลอบซุ่มโจมตีจาก "ผู้จงรักภักดีต่อระบบเก่า" (ตามคำเรียกขานของสหรัฐ)

              ความจริงเราควรจะเข้าใจเสียใหม่ว่า ทหารของเราอยู่ภายใต้ร่มธงของสหรัฐอีกทีหนึ่ง ซึ่งในสายตาของอิรักแล้ว สหรัฐอเมริกามีฐานะเป็นทั้งผู้ปลดปล่อยจากระบบหฤโหดของซัดดัม ฮุสเซ็น ก็จริง แต่ก็มีฐานะเป็นผู้เข้ายึดครองประเทศอิรักด้วย  ยิ่งนานวันที่สหรัฐไม่สามารถรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในอิรักได้ดีพอ ภาพของสหรัฐในฐานะผู้ยึดครองที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และอาจกลบทับภาพของผู้ปลดปล่อยจนหมดไปสิ้น

              แม้สหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีฝึกฝนให้คนอิรักจัดการกับคนอิรักเอง และระดมทหารนานาชาติให้มาเป็น "ผักชี" ให้กับกองทหารอเมริกันเท่าไร  ตราบเท่าที่สหประชาชาติยังไม่มีบทบาทนำอย่างแท้จริง กองทหารของไทยเราก็อาจมีฐานะเท่ากับเป็นกองกำลังของสหรัฐอยู่ดี

              เราต้องไม่ลืมว่า แม้หน่วยงานของสหประชาชาติเอง (ซึ่งใครๆ ก็คิดว่าเป็นกลางแล้ว) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่กลางกรุงแบกแดด ก็เคยถูกโจมตีอย่างรุนแรงมาแล้ว จนสหประชาชาติเองต้องถอนเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ออกจากแบกแดด เช่นเดียวกับองค์การกาชาดสากล ซึ่งก็ต้องกระทำตามในแบบเดียวกัน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ของตน  ภาพพจน์ของทหารไทยชุดแพทย์สนามคงจะไม่ดีไปกว่าองค์การกาชาดสากล ซึ่งเกี่ยวกับการแพทย์และเป็นกลางทางการเมืองเป็นแน่

              ฉะนั้น การปะทะกันระหว่างทหารอเมริกัน กับฝ่ายนิยมศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่เพิ่งผ่านมานี้ คงจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทหารไทยควรจะต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่  คาร์บาลาไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยชั้นสูงกล่าวเอาไว้เมื่อตอนส่งทหารชุดแรก 21 นายไปอิรักเป็นแน่

              การดำเนินชีวิตของทหารไทยในคาร์บาลาเมืองศักดิ์สิทธิ์ ของพวกชีอะห์ (เพราะเป็นที่ฝังศพของอาลี บุตรเขยของพระมะหะหมัด) คงจะต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เราคงจะต้องตระหนักว่า เมื่อระบอบเก่าซัดดัมสูญสลายอำนาจไป พลังที่เป็นกลุ่มก้อนที่สุดของชาวอิรักก็คือ กลุ่มชีอะห์นี่เอง ซึ่งหากเราไม่ลืม เราก็คงจะจำได้ว่า กลุ่มชีอะห์นับหมื่นคน ได้รวมตัวกันที่เมืองนาจาฟ เมืองศักดิ์สิทธิ์อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ช้างเคียงคาร์บาลา เพื่อจะแห่ศพผู้นำศาสนาของเขาที่ถูกลอบฆ่าตายด้วยระเบิดเมื่อเดือนที่แล้ว

              ไทยกับเพื่อนบ้าน

              ในขณะที่เราเอาใจสหรัฐอเมริกา เพื่อจะได้รับการยกย่องให้เป็นพันธมิตรพิเศษทางทหาร และอาจจะตามมาด้วยผลประโยชน์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา แต่ขณะเดียวกัน เราก็มีเพื่อนบ้านเป็นประเทศอิสลามขนาดใหญ่ถึง 2 ประเทศ ด้วยกัน อันได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

              มหาธีร์ ผู้นำทางการเมืองของมาเลเซียเอง ตีความว่า การรณรงค์ปราบผู้ก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำต่อชาวมุสลิมโดยรวม ฉะนั้น การที่เราเอาอกเอาใจสหรัฐจนเกินกว่าเหตุ แน่นอนที่สุดที่ย่อมจะเป็นที่หวาดระแวงของเพื่อนบ้านทั้งสองเป็นแน่แท้

              แม้ทั้งสองประเทศ จะต้องการกำราบและปราบปรามพวกมุสลิมหัวรุนแรง แต่เราคงจะเห็นว่า อินโดนีเซียเลือกใช้วิธีดำเนินการทางการศาลต่อผู้ต้องสงสัยก่อการระเบิดในบาหลีและโรงแรมแมริออทที่ประเทศของเขา ภายใต้กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายของเขาเอง

              ซึ่งผิดกับกรณีที่เราจับนายฮัมบาลีส่งให้สหรัฐอเมริกาไปดำเนินการต่อ เราไม่ทราบว่า สหรัฐ จัดการกับนายฮัมบาลีอย่างไร และที่ไหน หลายฝ่ายคาดเดาว่า คงจะถูกส่งไปที่ค่ายควบคุมตัวที่อ่าวกวนตานาโม เช่นเดียวกับเชลยตาลีบัน และเชลยศึกอิรัก  การควบคุมตัวคนเหล่านี้ สหรัฐใช้วิธีการอันทารุณในการสอบสวน ไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาที่ชัดเจน ละเมิดสิทธิ์ในการตั้งทนายแก้ต่าง และควบคุมตัวโดยไม่มีกำหนด สิ่งเหล่านี้ ถูกมองว่า ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เปิดเผย และไม่นำพาต่อกฎหมายใดๆ ในโลก

              คำปราศรัยของนายบุชที่ประเทศไทย ก็เหมือนกับที่ปราศรัยต่อรัฐสภาในฟิลิปปินส์และที่ไหนๆ  ในโลก ที่เขาเดินสายปราศรัย  สาระที่ซ้ำซากเป็นแผ่นเสียงตกร่องก็คือ ประณามการก่อการร้ายว่า การก่อการร้ายในนามของศาสนา (ซึ่งมักจะหมายถึงพวกมุสลิม) นั้น แท้จริงแล้วไม่มีศาสนาใดๆ ที่จะเห็นชอบด้วยต่อความรุนแรง และยังเรียกร้องให้นานาชาติผนึกกำลังกันต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกับสหรัฐ

              ทั้งนี้ และทั้งนั้น บรรดาประเทศมุสลิม และประเทศเล็กๆ อีกจำนวนมากในโลก คงอยากจะบอกนายบุชว่า ผู้ก่อการร้ายระดับโลกตัวจริงก็คือ นายบุช นั่นเอง

    จงอย่าเป็นปฏิบัติการม้าอารี

    9 กันยายน 2546

     ทหารไทยจำนวน 21 นายเดินทางออกจากเมืองไทยเพื่อไปร่วม ปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม ที่ประเทศอิรัก เมื่อเวลา 6.30 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2546 สืบเนื่องมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546

     พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้โอวาททหารไทยว่า ให้มีวินัย รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของไทย และแสดงความห่วงใยว่าให้ระมัดระวังเรื่องการถูกเอาเปรียบ ไม่ให้มีการมอบภาระซึ่งเกินกว่าหน่วยอื่น ๆ (ของชาติอื่น ๆ ที่ร่วมปฏิบัติการคราวนี้)  นี่เป็นมิติใหม่ของการปฏิบัติการของทหารไทย นับแต่การปฏิบัติการในติมอร์ตะวันออก

     ทหารไทยจะปฏิบัติการร่วมภายใต้การบัญชาการของกองพลน้อยที่ 1 ของโปแลนด์ และจะปฏิบัติการที่เมืองคาร์บาลา ซึ่งจะต้องดูแลพื้นที่ต่อเนื่องกับเมืองนาจาฟ ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 400 กิโลเมตร

     การเดินทางของทหารไทยคราวนี้ดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองและการทหารที่สลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่งของการยึดครองอิรักของกองกำลังร่วมอเมริกัน-อังกฤษนับตั้งแต่การประกาศสิ้นสุดสงครามโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมปีนี้

     นับตั้งแต่การประกาศดังกล่าวของนายบุช การปฏิบัติการค้นหาอาวุธอานุภาพทำลายล้างรุนแรง (MDW) ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ในขณะที่ทหารอเมริกันและอังกฤษกำลัง ตายรายวัน

     ในอังกฤษ นายโทนี่ แบลร์ ตกเป็นเป้าของการสอบสวนเกี่ยวกับความตายของ ดร.เดวิด เคลลี่ ผู้เชี่ยวชาญทางอาวุธของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อความในรายงานที่ส่งให้รัฐบาลที่ว่า อิรักมีศักยภาพในการปฏิบัติการอาวุธอานุภาพทำลายล้างรุนแรงได้ภายในเวลา 45 นาที ซึ่งสาธารณชนเชื่อกันว่าเป็นที่มาของการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษและอเมริกาที่เข้าไปทำสงครามในอิรัก

     ความนิยมในตัวของนายแบลร์ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นว่านายแบลร์ใช้ข้อมูลที่ผิดพลาดตัดสินใจผิดพลาดและนำพาประเทศเข้าสู่สงครามโดยไม่จำเป็น

    ส่วนในอิรักนั้น นอกจากการ ตายรายวัน ของทหารอังกฤษและโดยเฉพาะอเมริกันแล้ว การวินาศกรรมสำคัญเกิดขึ้นตลอดเวลา นับจากการลอบทำลายท่อลำเลียงน้ำมันจากอิรักไปตุรกี การทำลายท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ในกรุงแบกแดด การลอบวางระเบิดทำลายที่ทำการของสหประชาชาติกลางกรุงแบกแดดจนเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงที่สุดคือนายเซอร์จิโอ เดอ เมลโย ถึงแก่ชีวิต  หน่วยงานกาชาดสากลประกาศถอนเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ออกจากอิรัก และล่าสุดคือ การลอบวางระเบิดสังหาร อยาโตเลาะห์ อับดุลเลาะห์ บักเคอร์ อัล-ฮากีม (Abdoullah Baqr al-Hahim) ผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามนิกายชิอะต์ ที่เมืองนาจาฟ

     โลงศพบรรจุชิ้นส่วนของร่างกายของท่านฮากีมถูกแห่งแหนโดยประชาชนจำนวนนับหมื่น ๆ คน จากเมืองนาจาฟไปยังเมืองคาร์บาลา และกลับมายังนาจาฟเพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อไป

     ในแง่ของการเมืองนั้น สหรัฐอเมริกาพยายามกีดกันบทบาทของสหประชาชาติ และได้ตั้งสภาการปกครอง (Governing Council) ภายใต้ผู้ว่าการชาวอเมริกันคือนายพอล เบรเมอร์ (Paul Bremer) ซึ่งล่าสุดได้ประกาศจัดตั้งรัฐมนตรีชั่วคราว ประกอบด้วยตัวแทนชนกลุ่มต่าง ๆ โดยมีองค์ประกอบของผู้นำชิอะต์ 15 คน สุนหนี่ 5 คน คริสเตียน 1 คน ชนชาวเคิร์ด 5 คน และเตอร์กอีก 1 คน

     ในขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้ นานาชาติ ช่วยส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการในอิรัก (ภายใต้การนำของสหรัฐฯ) ซึ่งมีชาติที่ตอบรับที่ล้วนแล้วแต่ เกรงใจ สหรัฐฯ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และโปแลนด์ เป็นต้น ซึ่งเราคงจะจำได้ว่าก่อนสงครามนั้น ชาติเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ลังเลใจว่าจะเข้าร่วมสงครามกับสหรัฐฯ และอังกฤษในขอบเขตใด บ้างก็ถึงขนาดต่อรองผลประโยชน์เรื่องความช่วยเหลือที่อเมริกาจะมีต่อตน เช่นกรณีตุรกีและโปแลนด์

     ไทยนั้นพลิกพลิ้วอยู่ห่าง ๆ ซึ่งก็ได้รับการต่อว่าต่อขานจากอเมริกาพอควรทีเดียว

     ในช่วงที่ไทยส่งกองกำลังล่วงหน้า 21 นายไปร่วมปฏิบัติการคราวนี้ (ทหารอีก 400 นายจะถูกส่งเข้าไปสมทบอีกในราววันที่ 20 กันยายนนี้) สหรัฐฯ ได้กดดันด้วยท่าทีข่มขู่ของนายบุชเหมือนเคยให้สหประชาชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น  แต่ข้อเสนอของสหรัฐฯและอังกฤษก็ได้รับการปฏิเสธจากฝรั่งเศสและเยอรมนีทันที โดยให้เหตุผลว่าบทบาทที่สหรัฐอเมริกาจะมอบให้กับสหประชาชาตินั้นยังไม่พอเพียง อีกทั้งยังเสนอว่าควรจะให้อิรักมีบทบาทฟื้นฟูประเทศอย่างแท้จริง  ข้อเสนอของฝรั่งเศสและเยอรมนีได้รับการขานรับจากรัสเซียในทำนองเดียวกัน

     ท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อนดังกล่าวมาข้างต้นนี้ มีคำถามว่าไทยเราจะมีบทบาทในคราวนี้ได้อย่างไร  และความจริงเราน่าจะได้ทราบด้วยว่าคณะรัฐมนตรีของไทยซึ่งได้มีมติในวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานั้นได้ใช้ข้อมูลอะไรในการปฏิบัติการ คุณขอมา ของสหรัฐฯ

     หากจะยึดเหตุผลว่าทหารของเราจะได้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับทหารนานาชาติเช่นที่ พ.ท. พีรพงศ์ โพธิ์เหมือน (ฝ่ายยุทธการกองกำลัง) กล่าวว่า “….ทั้งยังได้เห็นเทคโนโลยี อาวุทยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ ของกองทัพต่างประเทศ…” ก็พอฟังได้ แต่เราก็จะต้องทราบว่าปฏิบัติการคราวนี้ย่อมจะแตกต่างจากกรณีติมอร์ตะวันออกอย่างลิบลับ

     กรณีติมอร์ตะวันออกนั้น เราเข้าไปปฏิบัติการได้อย่างงดงามน่าภาคภูมิใจ ทั้งนี้เพราะเราไปในนามของสหประชาชาติ และที่สำคัญที่สุด เราไปทำงานภายใต้ความต้องการของผู้นำที่แท้จริงของติมอร์ตะวันออก

     แต่ในคราวนี้ การปฏิบัติงานของเราจะต้องดำเนินไปภายใต้ร่มธงของสหรัฐฯและอังกฤษ ซึ่งความชอบธรรมในการประกาศสงครามและการยึดครองอิรักเต็มไปด้วยความน่ากังขา  แม้จะมีการตั้งคณะรัฐมนตรีชั่วคราวชาวอิรักขึ้นมาแล้ว แต่คณะรัฐมนตรีที่ว่านี้ก็อยู่ภายใต้อาณัติของสหรัฐอเมริกา

     และถึงแม้ว่าสหประชาชาติอาจจะเข้าร่วมในท้ายที่สุด (ซึ่งในขณะที่เขียนบทความนี้ ก็ยังไม่ค่อยเห็นวี่แววนัก) สำหรับชาวอิรักแล้ว ภาพของสหประชาชาติก็ถูกทับซ้อนด้วยภาพมหึมาของสหรัฐฯอยู่ดี

     เพราะชาวอิรักทราบดีว่า ความยากลำบากตลอด 12 ปีที่ผ่านมาที่เด็ก ๆ ต้องตายเพราะขาดอาหาร คนจำนวนไม่น้อยต้องตายเพราะขาดเวชภัณฑ์ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะฝืดเคืองอย่างสาหัสก็เพราะสหประชาชาติประกาศเขตห้ามบินทั้งทางตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศ อีกทั้งประกาศห้ามอิรักขายน้ำมันซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

     ฉะนั้น ภาพที่น่าชังของสหประชาชาติจึงไม่ค่อยแตกต่างจากภาพของสหรัฐฯสำหรับชาวอิรักตลอด 12 ปีที่ผ่านมา

     เมื่อพูดถึงเขตปฏิบัติการของทหารไทย คือเมืองคาร์บาลาและครอบคลุมไปถึงนาจาฟนั้น ที่พ.อ. นภดล มังคละทน (เสนาธิการกองกำลังฯ ไทย/อิรัก) ท่านประเมินว่า “…รายงานล่าสุด เหตุการณ์ในเมืองคาร์บาลายังอยู่ในสภาวะปรกติ…..” นั้น ผมเองไม่ค่อยแน่ใจว่า อยู่ในภาวะปรกติ เพียงใด

     สถานการณ์ในอิรักโดยรวมนั้น ไม่ปรกติ และแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นจากรายงานข่าวของสำนักข่าวนานาชาติอยู่เนือง ๆ และโดยเฉพาะในคาร์บาลาซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับนาจาฟนั้น รุนแรงและเปราะบางเป็นที่สุด

     ในกรุงคาร์บาลามีสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุร่างของท่านฮุสเซน (หลานตาของพระมะหะหมัด) ซึ่งท่านเสียชีวิตเพราะถูกล้อมกรอบโดย ศัตรู (ซีเรีย) ที่มีกำลังพลมากมาย ท่านตามในศตวรรษที่ 7 และท่านคือต้นกำเนิดของนิกายชิอะต์

     ในกรุงนาจาฟมีสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์พอกันเพราะเป็นที่ฝังร่างของท่านอาลี (บุตรเขยของพระมะหะหมัด) สุเหร่าของท่านเป็นที่เคารพบูชาของชนชาวมุสลิมเป็นอย่างยิ่ง

     และเราต้องทราบว่าความตายของท่านฮากีมเมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น เกิดที่นาจาฟเมืองซึ่งสามารถรวมชาวอิรักได้นับเป็นหมื่นๆ คน อันอาจจะนับได้ว่าเป็นการรวมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวอิรักได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดสงคราม และแม้ว่าประเทศจะยังถูกยึดครองโดยสหรัฐอเมริกาก็ตาม

     การแห่แหนโลงศพของท่านฮากีมจากนาจาฟไปคาร์บาลาไปยังแบกแดดแล้วย้อนกลับมานาจาฟ เป็นสัญญลักษณ์ของการสร้าง พื้นที่ ใหม่ของชาวอิรักเพื่อเรียกร้องความปลอดภัยที่สหรัฐฯไม่สามารถให้หลักประกันต่อพวกเขาได้

     ที่เราบอกกับตัวเองว่าทหารของเรา (ซึ่งประกอบด้วยชุดแพทย์สนามและชุดช่างซ่อมบำรุง) มีปฏิบัติการเน้นหนักไปในทางมนุษยธรรม มีความพร้อมเรื่องการเตรียมการพอควร มีทหารที่ถือศาสนาอิสลามและจะอาศัยนักเรียนไทยช่วยเป็นล่ามนั้น มีคำถามว่าเพียงพอมากน้อยเพียงใดกับปฏิบัติการที่ล่อแหลมคราวนี้ เพราะเท่าที่อ่านรายชื่อของนายทหาร 21 ท่านแรก ก็ไม่ทราบชัดเจนว่ามีผู้ที่ถืออิสลามสักกี่ท่าน  ที่ทราบชัด ๆ ก็น่าจะเป็น ร.ต. ฟารุก มะลิวัลย์ (ช่างเทคนิค) ส่วนที่จะหวังพึ่งนักศึกษาไทยเป็นล่ามนั้นอย่าลืมว่านักศึกษาเหล่านั้นท่านก็มีภาระประจำของท่านอยู่แล้ว และอาจจะเรียนอยู่ต่างเมือง ท่านเหล่านี้จะช่วยทหารได้ตลอดเวลาการปฏิบัติการ 1 ปีหรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่

     ทหารอเมริกันและอังกฤษนั้นมีความพร้อมในการตระเตรียมตัว ทั้งในแง่การฝึกอบรม ทั้งในแง่ผู้ปฏิบัติงานที่รู้เรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมของชนชาวอิสลามและประเทศอิรัก ก่อนที่จะไปลงสนามจริง ๆ  ส่วนของเรานั้น เราคงไม่ทราบได้ว่าความพรักพร้อมที่ว่านั้นเป็นอย่างไร อย่างมากการเตรียมการ หากจะมี ก็คงจะเป็นไปหลังจากการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมาร รวมระยะเวลาคือ 1 เดือนเท่านั้น

     เมื่อคราวที่ทหารอังกฤษปฏิบัติการยึดเมืองบัสราฮ์ได้ในเดือนเมษายนนั้น ทหารอังกฤษพากันประหลาดใจที่ชาวเมืองบัสราฮ์มิได้พากันต้อนรับอังกฤษในฐานะ ผู้ปลดปล่อย จากทุกข์อันแสนสาหัสที่พวกเขาได้รับจากซัดดัม ฮุสเซน 

     พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างเดียดฉันท์ในฐานะผู้เข้ายึดครอง

     บัดนี้ ยอร์จ บุชได้หันหน้าไปทางรัฐสภาและประกาศดัง ๆ ว่า ต้องการเงินอีก 87 พันล้านดอลลาร์เพื่อเข้าไปกวาดส้วมในอิรักและอาฟกานิสถาน  แล้วหันหน้ามาทางบรรดามิตรสหายแล้วขู่ดังๆ ว่า มาช่วยการล้างส้วมหน่อย

     

    ทรงยศ แววหงษ์

    คณะอักษรศาสตร์

    มหาวิทยาลัยศิลปากร