songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
December 12 ช่างมันฉันไม่แคร์ช่างมันฉันไม่แคร์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมพูดถึงหนังไทยแบบเก่าในฐานะของการเป็นตัวอย่างที่ชาวบ้านเขาอ่านข่าวอาชญากรรมผ่านจอภาพยนตร์ สำหรับอาทิตย์นี้ ผมอยากจะพูดถึงหนังไทยอีกประเภทหนึ่ง ที่ต้องการจะสื่อถึงเรื่องราวชีวิตของคนในเมืองใหญ่ ในรูปลักษณ์และรสนิยมอันเป็นแบบแผนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่เรียกว่าชนชั้นกลางแบบเราๆ นี่แหละครับ ช่างมันฉันไม่แคร์ เริ่มขึ้นมาด้วยเสียงแซกโซโฟนที่แหบโหยในทำนองของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ ซึ่งหงา (สุรชัย จันทิมาทร) เอามาเรียบเรียงเสียงใหม่ โดยมี ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุลเป็นผู้ใส่คำร้อง เนื้อเพลงยังคงพูดถึงความใฝ่ฝันของคนที่อยากจะก้าวข้ามไปให้ถึงที่ที่มีแต่ความสุขอันอยู่สุดปลายของสายรุ้งตามเนื้อหาเดิมของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียงดนตรีบางท่อนที่เป็นเสียงเดี่ยวๆ ของแซ็กโซโฟนให้ความรู้สึกหวานระคนเศร้า โดดเดี่ยวและเหงาๆ สำหรับใครก็ตามที่เคยมีความรู้สึกเหงาใจยามเดินสวนกับฝูงคนบนถนนสายจอแจ คงจะรับรู้ความรู้สึกจากดนตรีท่อนนี้ได้ดี ตัวละครสองตัวถูกปล่อยออกมาบนเส้นทางชีวิตซึ่งอยู่กันคนละมุมของสังคมกรุงเทพฯ เบิร์ด (ลิขิต เอกมงคล) เป็นจิ๊กกะโล่หนุ่มผู้มีรูปร่างดี มีอาชีพขายตัวอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง พิม (สินจัย หงษ์ไทย) เป็นสาวปราดเปรียว และมือทองของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เส้นชีวิตของคนทั้งสองเดินทางมาบรรจบพบกันโดยบังเอิญ เพราะพิมกำลังต้องการนายแบบโฆษณากางเกงชั้นในสุภาพบุรุษและเบิร์ดก็ต้องการเงิน หลายคนอาจประหลาดใจที่ผู้สร้างกำหนดให้โฆษณาชิ้นแรกที่พระเอกหนุ่มของเราได้รับเป็นโฆษณากางเกงชั้นใน ผมเองตอนแรกก็รู้สึกเช่นนั้น แต่พอมานึกๆ อีกที ก็รู้สึกเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราโฆษณาชนิดนี้ต้องการความเป็นหนุ่มซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราที่มีอาชีพขายความเป็นหนุ่ม โฆษณาชนิดนี้ไม่ต้องการคนที่มีสติปัญญามากนัก ซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราอีก และที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นการปูความรู้สึกให้คนดูได้รับรู้ถึงความโง่เง่าไร้สาระของวงการโฆษณาอันจะส่งลูกต่อไปยังความคิดสำคัญของตัวนางเอกในตอนท้าย เหตุผลในการขายตัวของเบิร์ดไม่ต่างจากคนอาชีพเดียวกันที่ต่างเพศเท่าไหร่นัก กล่าวคือต้องส่งเสียให้กับพ่อแม่และน้อง การที่เขาได้เป็นนายแบบโฆษณาทำให้เขาได้เป็นดารายอดนิยมในอาชีพประจำของเขาด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่สำคัญเท่ากับความใกล้ชิดกับพิมที่มีมากขึ้นจนกระทั่งเขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชีวิตขาดไป นั่นก็คือความรักและความอบอุ่น ส่วนพิมนั้นความจริงเธอมีความสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้วกับคมสัน (สหัสชัย ชุมรุม) นักธุรกิจหนุ่มซึ่งมีอนาคตอันรุ่งเรือง แต่ยิ่งนานวันสัมพันธภาพของทั้งสองคนก็ยิ่งห่างกันออกไปทุกที เพราะคมสันคนเดิมที่พิมเคยรักได้ตายไปจากความรู้สึกของพิมนานแล้ว และเมื่อค่ำคืนที่คมสันพยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำพิมแต่เบิร์ดเข้ามาช่วยทัน ก็ยิ่งทำให้พิมและคมสันแยกทางกันเดินโดยถาวร มาถึงตรงนี้ พิมผู้ซึ่งเมามายก็เปิดเผยความเป็นมาของตัวเองต่อคนดูโดยผ่านการเล่าให้เบิร์ดฟัง เธอเคยเป็นแอ็คติวิสต์สมัยเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ พิมได้เห็นการฆาตกรรมทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างใกล้ชิด และเกือบจะต้องตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรมครั้งนั้นด้วย หากคมสันเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน ทั้งสองหนีกันไปที่เกาะเสม็ดและมีรักต่อกันที่นั่น ต่อเมื่อบ้านเมืองดี ทั้งคู่จึงกลับมาสู่เมืองและมีอาชีพแตกต่างกันไป คมสันเจริญรอยตามพ่อซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ส่วนพิมทำงานทางโฆษณาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในส่วนลึกแล้วเธอก็มีความเห็นว่ามันคือ “กระหรี่ทางปัญญา” เท่านั้น เบิร์ดพาพิมไปที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติเพื่อฟื้นจิตใจที่บอบช้ำ ความงามของกระจกสีประดับช่องหน้าต่าง ลวดลายประดับฝาแบบเวเนเทียนเรอแนสซองส์และสถาปัตยกรรมแบบกอธิกของวัดนิเวศน์ฯ ช่วยให้พิมผ่อนคลายขึ้นจากบทผู้ร้ายของคมสันเมื่อคืนก่อน ยิ่งทัศนียภาพของทุ่งนาอันกว้างขวางยิ่งทำให้พิมสุขใจขึ้น เธอพูดกับเบิร์ดว่า “หากไม่มีทุ่งนา เราก็คงไม่เป็นตัวตนกันได้หรอก” เบิร์ดดีใจที่พิมมองเห็นความสำคัญของท้องนาซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตเดิมของตน เขาขอให้พิมเรียกชื่อจริงๆ เขาว่า สมหวัง พิมคิดจะเลิกจากอาชีพโฆษณาในขณะที่สมหวังต้องการจะเลิกจากอาชีพขายตัวเพื่ออยู่กินกับพิม แต่ก็ช้าไปกว่ามืออำมหิตของคมสันผู้ผูกใจเจ็บจะเอื้อมมาถึง คมสันได้ออกอุบายให้พิมได้รู้ความจริงส่วนตัวของสมหวัง จนสมหวังวิ่งเตลิดหนีไป แต่พิมผู้ซึ่งประกาศล้างมือจากวงการ “กะหรี่ทางปัญญา” ก็ไม่แคร์กับอดีตของสมหวัง เธอได้เดินเคียงคู่ไปกับสมหวังท่ามกลางสายฝนและลมแรงแห่งชีวิตที่โหมกระหน่ำอย่างหนัก ว่ากันตามจริงแล้ว โครงเรื่องหลักของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนวนิยายโรแมนติกในช่วงหลังของทศวรรษที่ 2490 และต้นทศวรรษ 2500 เท่าไรนัก ตัวเอกซึ่งเป็นคนที่มีอุดมคติผู้เบื่อหน่ายต่อชีวิตเมืองหลวงและได้กลับคืนไปสู่ชีวิตที่เรียบง่ายในชนบท สิ่งที่แตกต่างออกไปคือการกำหนดรายละเอียดของตัวละครและของเหตุการณ์ซึ่งทำได้อย่างแนบเนียนตามสถานการณ์ของสังคมที่แปรเปลี่ยนไป บุคลิกของพิมถูกสร้างให้เป็นผู้หญิงที่แคล่วคล่องประเปรียวอย่างคนที่ต้องทำงานกับกลุ่มคนที่หวือหวาในสังคม เป็นผู้หญิงที่ทันสมัยโดยเฉพาะชีวิตทางเพศของเธอ เธอดื่มเบียร์และเหล้าตลอดจนสูบบุหรี่จัด เหมือนกับต้องการจะปลดปล่อยความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจ (เธอสูบบุหรี่ลักกี้สไตรค์ซึ่งพวกที่สูบบุหรี่ย่อมจะรู้ดีว่ามันเป็นบุหรี่ของพวกคอแข็งจริงๆ และบุหรี่ยี่ห้อนี้ก็เหมาะที่สุดกับไฟแช็คชนิดเก่าซึ่งเป็นโลหะหนาๆ รายละเอียดเช่นนี้ช่วยเสริมบุคลิกของผู้หญิงที่เข้มแข็งได้ดีทีเดียว) ส่วนบุคลิกของสมหวังหรือเบิร์ดนั้น ก็ดูเด๋อด๋าและคิดอะไรอย่างตรงไปตรงมาเหมาะสมกับคนชนบทที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงนัก หนังให้รายละเอียดมากพที่เราจะเห็นสภาพชีวิตและจิตใจของสมหวังนับตั้งแต่เดินทางมาจากชนบทจนมาจมปลักอยู่กับวงการขายตัวภายในบาร์เรนโบว์ คนที่มีภาพพจน์บางที่สุดเห็นจะเป็นคมสัน เราไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอของเขาชัดเจนนัก นอกจากเป็นนักศึกษาศิลปากร เป็นลูกเศรษฐี ได้ช่วยเหลือพิมในยามวิกฤติและต่อมาได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้กรุยกราย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงคำบรรยายจากปากของพิมมากกว่าที่คนดูจะเห็นจริงและรู้สึกตามนั้น การเปรียบเทียบระหว่างอาชีพของนักโฆษณากับชายขายรักว่าเป็นโสเภณีเหมือนกันนั้นดูคมคายดี สมหวังเป็นเพียงลูกหลานของชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งพลัดหลงเข้ามาในเมืองด้วยความใจแตกและด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชายขายรักอย่างเขานั้นเป็นได้อย่างมากก็ขายฝันหวานชั่วครั้งชั่วคราวให้แก่ลูกค้า ส่วนพิมนั้นถึงแม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอาชีพโฆษณาแต่เธอก็ซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะมองเห็นว่าความสำเร็จนั้นเป็นความสำเร็จของ “กระหรี่ทางปัญญา” เพราะการโฆษณาเปรียบเสมือนการขายฝันหลอกลวงชาวบ้านนั่นเอง ตรงนี้ผู้แต่งเรื่องเสนอประเด็นได้น่าสนใจดี เพราะถ้าจะว่าไปแล้วศูนย์กลางวิถีชีวิตแบบผู้บริโภคอันเป็นลักษณะเด่นของสังคมเมือง ก็มีกลไกของการโฆษณานี่เองที่เป็นตัวผลักดันให้เฟืองทุกตัวหมุนไปได้ การกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ทำได้สวยงามมากในหลายตอน อย่างเช่นภาพของพิมคุยกับสมหวังใต้สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวลงไปในทะเลสีเขียวครามใสแจ๋ว และกว้างเวิ้งว้างสุดตานั้นสวยงามมาก ภาพอีโรติกขาวดำตอนที่พิมรักแรกกับคมสันที่เนินทุ่งหญ้า ทำให้ผมนึกถึงทุ่งหญ้างามในหนังญี่ปุ่นเรื่อง โอนิบาบะ ของคาเนโตะ ชินโต (1964) และฉากอีโรติกที่งามตาและยวนใจในเรื่องวูแมน อิน เดอะ แซนด์ ของ ฮิโรชิ เตชิกาวาระ (1964) ภาพตอนที่พิมพาสมหวังไปนั่งกินข้าวที่ร้านมิ่งหลีแล้วเจอหงากับพรรคพวก ก็สวยงามประทับใจดี ร้านมิ่งหลีอันลือชื่อซึ่งติดอยู่กับมหาวิทยาลัยศิลปากรได้กลายสภาพจากปราสาทผีดิบ (คำนี้ผมจำเอามาจากเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเขียนเรื่องประทับใจมาลงในนิตยสาร ลลนา เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เธอมีความประทับใจที่น่ากลัวทีเดียวเกี่ยวกับร้านนี้) กลายมาเป็นตึกแถวฝรั่งรุ่นแรกของไทยซึ่งได้รับอิทธิพลวิคตอเรียในเซคชั่นอันงามสง่าในอดีต เป็นต้น ในแง่การแสดงแล้วสินจัยเล่นได้ดีจนติดเพดานบินไปเสียแล้ว เธอหวีผมที่ลงเจลจนเรียบแล้วรวบไปเป็นเปียใหญ่ด้านหลัง ทำให้รูปหน้าของเธอดูเก๋และทันสมัยดี เครื่องแต่งตัวเรียบแต่มีรสนิยม ก็ดูปราดเปรียวเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ทำงานในธุรกิจโฆษณาดี ซึ่งหากเธอแต่งตัวกรุยกรายแบบที่ผู้หญิงไทยมักจะนิยมเพื่อให้ดูเป็นแหม่มหมวยแบบฮ่องกงหรือไม่ก็ไต้หวัน คงจะดูไม่เหมาะสมกับบุคลิกเธอเป็นแน่ ลิขิตนั้นยังแสดงได้ไม่เก่งพอทั้งที่ได้รับบทเดิมมากๆ คงจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะแสดงได้เป็นธรรมชาติจริงๆ แต่นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของดาราดวงใหม่ที่จะจรัสแสงที่ขอบฟ้าของโลกการแสดง ส่วนสหัสชัยนั้น ผมคิดว่าเล่นแข็งๆ เหมาะกับละครเวทีมากกว่าเล่นหนัง ผมต้องขอสารภาพว่ารสนิยมของผมไม่สอดคล้องกับบุคลิกของสหัสชัยในเรื่องนี้เลย ผมคิดว่าการแต่งตัวด้วยชุดราตรีโบไทดำนั้น ดูไม่เข้าท่าเลย ยิ่งการไว้หนวดเรียวหวีผมเสยลงน้ำมันเรียบแปล้นั้น ชวนให้ผมนึกถึง “ติงลี่” ไม่น่าที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองโดยใช่เหตุและไร้รสนิยมขนาดนั้น เพลงประกอบหนังก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่ง เพลงหลักของเรื่องที่พูดถึงความใฝ่ฝันในชีวิตอันงดงามนั้น (ต้องขออภัยจริงๆ ครับที่จำชื่อไม่ได้จริงๆ เพราะมัวแต่ไปนึกถึงเนื้อร้องของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียเพลิน) สุรชัยร้องได้ดีมาก แม้ท่อนที่เป็นดนตรี (โดยเฉพาะแซ็กโซโฟน) ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกดีและสอดแทรกในระหว่างเรื่องได้อย่างมีจังหวะจะโคน ส่วนเพลง ดอกไม้ให้คุณ ซึ่งสุรชัยร้องในเรื่องนี้เหมือนจะทวงความเป็นเจ้าของจากดนุพลก็ฟังดูดีเช่นเดียวกับเพลง ช่างมันฉันไม่แคร์ ตอนจบของเรื่อง พูดโดยรวมแล้ว ก็ต้องขอปรบมือให้กับ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่ทำและกำกับหนังที่ดีมีคุณภาพออกมาให้ได้ดูกัน ในยามที่หนังไทยซบเซาอยู่ขณะนี้ ช่างมันฉันไม่แคร์คงจะเป็นหนังขายดีในหมู่ผู้มีรสนิยมแบบชนชั้นกลางซึ่งปากกัดตีนถีบกันอยู่ในเมืองที่มีถนนจอแจมากมาย และมีคนเดินสวนกันขวักไขว่ แต่ทุกคนรู้สึกแปลกแยกออกจากกัน ถนนที่มีกลิ่นอาหารลอยปะปนอยู่กับกลิ่นเอียนของควันรถและแสงไฟสีส้มสลัวในยามค่ำคืน ที่นี่มีชีวิตคนอยู่มากหลายที่ถูกชะตากรรมอันเกิดจากกลไกการบริโภคพัดพาให้ดำเนินไปเหมือนตกอยู่ภายในวังวน July 29 สะ-บาย สะ-บาย30 พ.ค. 2530
ผมพยายามนึกอยู่นานว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่อาศัย "ความบ้า" มาเป็นประเด็นหลักของเรื่อง แต่เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น
ฟรานเซส (2525) เป็นเรื่องแรกที่ผมนึกถึง เจสสิกา แลงก์ รับบทเป็นฟรานเซส ฟาร์เมอร์ ดาราสาวฮอลลีวู้ดในทศวรรษที่ 2470 (มีจิตวิญญาณเป็นกบฎต่อสังคมขณะนั้น วิญญาณกบฎของเธอจบลงอย่างเศร้าๆ ในสถานบำบัดทางจิต เพราะสังคมเห็นว่าเธอเป็นบ้า แต่คนดูพอจะรับสารที่สื่อออกมาจากหนังได้ว่า การที่วิญญาณเสรีของเธอต้องถูกตราว่าเป็นบ้าก็เพราะสังคมนั่นแหละเจ็บป่วยทางปัญญา
หนังที่ทำได้ประทับใจกว่าคือเรื่อง วัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ (2518) หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากนวนิยายขายดีของเคน เคซีย์ ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2506 แจ๊ค นิโคลสัน รับบทเป็น อาร์ พี แม็คเมอร์ฟี่ ผู้ตกเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดทางจิต ได้พยายามต่อสู้กับการรักษาพยาบาลที่มีขั้นตอนในการทำลายความเป็นมนุษย์อย่างน่ากลัวและอย่างเป็นระบบ หนังและละครเวทีเรื่องนี้มีส่วนผลักดันให้เกิดการทบทวนความคิดเกี่ยวกับการบำบัดผู้พิการทางจิตอยู่บ้าง แต่ปัญหาใหญ่ก็ยังดำรงอยู่เช่นเดิม ความเป็นคนบ้าหรือคนดีถูกตัดสินกันที่ว่าใครยอมตามสังคมมากน้อยแค่ไหน
เดล วอสเซอร์แมน (ผู้ซึ่งเขียนบทละครเรื่องวัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ด้วย) ได้ดัดแปลงเรื่องดอน กิโฮเต้ ของเซอร์วานเตสมาเป็นบทละครเวทีและกลายเป็นหนังเรื่องแมนออฟลามันช่า (2515) แม้เดลจะให้ดอน กิโฮเต้เป็นคนช่างฝันในคุณงามความดี แต่คนอื่นๆ ในเรื่องก็พากันมองดอน กิโฮเต้ว่าเป็นเพียงคนแก่บ้าๆ ที่ไม่ยอมตามไปกับสังคมเท่านั้น
บราซิล (2528) หนังแนวแฟนตาซีเชิงหัสคดีที่มีเนื้อหาหลักอยู่ที่การต่อต้านสังคมด้วยการล้อเลียน เสียดสีอย่างคมคายนั้น จบเรื่องลงโดยการให้ตัวแซม ลาวรีย์ (นำแสดงโดยโจนาธาน ไพรซ์ ดารามาแรงชาวอังกฤษ) ผู้ต่อต้านระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในอนาคตถูกจับไปบำบัดทางจิตและโปรแกรมความคิดเสียใหม่ให้เข้าได้กับสังคม
ความบ้าในบรรดาหนังที่ผมพอจะนึกออกตอนนี้จึงมักจะเป็นความบ้าชนิดต่อต้านสังคม และหนังเหล่านี้ก็ชวนให้คิดไปในทางกลับกันว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ดี" และทำตามๆ กันไปนั้น แท้จริงมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์สักแค่ไหน
และความคิดเช่นว่านี้ก็ได้มาปรากฎเป็นหนังดูสบายสบายแต่ชวนคิดเรื่องล่าสุดของยุทธนา มุกดาสนิท เรื่อง หลังคาแดง มีหลายตอนที่คล้ายคลึงกับวัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ สำหรับผมแล้วหลังคาแดงมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างและป็นตัวของตัวเองจนไม่ควรที่จะถือเอาความคล้ายกันมาเป็นเครื่องตัดสินแต่ประการใด
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ทองดี (ธงไชย แมคอินไตย) ขอทานที่มีพื้นเพมาจากสุพรรณผู้ซึ่งเคยใฝ่ฝันถึงความร่ำรวยแต่เด็ก ได้เกิดสับตัวกันกับ โกยทอง เศรษฐีผู้ชอบปลอมแปลงตัวเองเพื่อหลีกเร้นจากโจรภัย ทั้งคู่ได้ตกเข้าไปอยู่ในสถาบำบัดทางจิต "หลังคาแดง"
ทองดีตัวเอกของเรื่องได้พบเพื่อนๆ "หลังคาแดง" แปลกๆ หลายคน แต่ที่เด่นๆ ก็คือ อาลัย (จินตรา สุขพัฒน์) สาวผู้เคยถูกหลอกและเฝ้ารอคอยญาติ ซึ่งไม่เคยมาเยี่ยม ดาว ดารา (อมรา อัศวนนท์) ดาวโรยผู้ติดค้างอยู่กับความรุ่งโรจน์ในอดีต และสายัณห์ ชายผู้ซึ่งนิยมการขึ้นไปยืนบนหลังคาศาลาริมท่าน้ำเพื่อบูชาเสรีภาพของนกที่บินอยู่บนขอบฟ้ากว้าง ตลอดจนดวงตะวันที่ส่งแสงอยู่ทุกวัน
ทางฝ่ายคนดีๆ นั้น ทองดีได้พบกับผู้อำนวยการสถานบำบัด (ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง) ผู้เป็นเผด็จการ และมักจะมีความคิดอันพิสดารในการบำบัดคนไข้ ธิติมา (สังขพิทักษ์) นักสังคมสงเคราะห์ที่พร้อมจะเข้าใจคนไข้ อัจฉราพรรณ (ไพบูลย์สุวรรณ) นักจิตวิทยา ผู้ซึ่งป่วยมากกว่าคนไข้และพร้อมที่จะจับคนไข้ยัดเข้าไปในกล่องทางทฤษฎีจิตวิเคราะห์ตามที่เคยร่ำเรียนมา และมยุรา (ธนะบุตร) เมียของโกยทองผู้เต็มไปด้วยแผนการฮุบสมบัติของสามี แต่ต้อนท้ายก็ยังมีมโนธรรมพอที่จะไม่ทอดทิ้งสามีผู้น่าสงสาร
หลังคาแดง เป็นหนังที่แสดงออกมาในรูปเหนือจริง ฉะนั้น ความอลวนอลเวงในเรื่องจึงไม่อาจจะใช้เหตุผลแบบสมจริงเข้าไปตัดสินได้
เช่นการที่ผู้อำนวยการตัวจริงถูกจับเข้าไปขังในสวนรื่น.....อ้า,ไม่ใช่ครับ ตึกรื่นฤดี แดนลึกลับในสถานบำบัดแห่งนั้น แล้วคนไข้จากแดนนั้นออกมาแสดงบทผู้อำนวยการทั้งเรื่องโดยที่ไม่มีใครสงสัยเลย (แม้ผู้ร่วมงานคนอื่นๆ) ดูจะไม่สมเหตุสมผลในทางสมจริง แต่หากจะมองว่าผู้สร้างหนังตั้งใจเสียดสีผู้อำนวยการอันเป็นตัวแทนของสถานบำบัดทางจิตว่าอาจป่วยยิ่งกว่าคนไข้ ก็ถือว่าได้ประเด็นตามต้องการ
หรือการที่ให้ทองดีขอทานธรรมดาๆ แสดงบทเป็นคนฉลาดมีเหตุผล แถมยังร้องเพลงดีดกีร์ต้าให้ความบันเทิงและเตือนสติคนไข้คนอื่นๆ ก็ดูจะไม่สมจริงอีกเช่นกัน
ความไม่สมจริงทั้งหมดในหนังถูกจินตนาการและความมีอารมณ์ขันของยุทธนาซ่อนเอาไว้ในรูปของความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงของหนัง จนคนดูคล้อยตามไปจนจบเรื่อง
หลังคาแดงมีฉากเด่นๆ ตลอดรวมทั้งมุขขำขันแบบตลกร้ายมากมาย เช่น ฉากเปิดเรื่องเป็นแสงสลัวที่ห้องยามหน้าแดนรื่นฤดี ที่มีล้อต๊อกแสดงเป็นยามสายตาสั้นสุดขีด และติดละครวิทยุเป็นชีวิตจิตใจ ให้ความรู้สึกทั้งทึมทึบน่ากลัวและทั้งน่าขบขันในภาพพจน์ของล้อต๊อกที่ต่างไปจากเรื่องอื่นๆ
ฉากสายัณห์ปีนขึ้นไปบนหลังคาศาลาแดงท่าน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า จนท้ายสุดก็กระโดดน้ำหนีไปกับเรือโยง ก็สะใจคนดูที่คอยเอาใจช่วยสายัณห์เหมือนกับคนไข้อื่นๆ
ฉากทองดีร้องเพลงให้ความหวังกับคนไข้คนอื่น แม้จะยืดยาวจนเต็มเพลงก็คงจะขายพวกวัยรุ่นมิตรรักนักเพลงได้พอๆ กับฉากที่ทองดีร้องเพลง "สบาย สบาย" ได้สนุกสุดขีด
อาลัยพาทองดีมุดลงไปที่ใต้ศาลาริมท่าน้ำเพื่อจะอวด "สมบัติบ้า" ของเธอในหีบใบใหญ่คงจะประทับใจหลายคนได้
และฉากสุดท้ายที่ทุกคนชุลมุนกันแย่งพวงกุญแจทองคำของโกยทอง แม้จะยืดยาวอีกเช่นกัน แต่ก็เรียกเสียงฮาได้ไม่หยุด
สำหรับมุขเด็ดที่ยุทธนาแฝงเอาไว้นั้น ทำได้ขำขันและแนบเนียนดี นับตั้งแต่ชื่อของ อาทิตย์ กำลังเอกที่หลุดออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยโดยคนไข้คนหนึ่ง ตลอดรวมไปถึงการเสียดสีวัฒนธรรมแบบทหารก็เข้าท่าดี
สรุปรวมแล้ว หลังคาแดง ของยุทธนาเป็นหนังที่แสดงให้เห็นความกล้าและความสามารถของผู้กำกับไทยรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจ
ความบ้าในหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาแสดงอย่างน่ารักในขณะที่เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างมีประเด็นและน่าสนใจ
การผสมผสานรสนิยมวัยรุ่น (โดยใช้ดาราทั้งธงไชยและจินตหรา) กับรสนิยมแบบชาวบ้านในขณะที่สามารถรักษาประเด็นหลักของหนังไว้ได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะที่หนังไทยส่วนใหญ่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตหนังวัยรุ่นไร้สารถ หรือหนังชีวิตแนวตลาดที่เน้นการเชือดเฉือนคารมกันเป็นชุดๆ หรือแม้กระทั่งการยึดติดกับวรรณกรรมดีเด่นในอดีตจนลืมมองไปว่าเมืองไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดแล้ว
ส่วนดาราที่แสดงเรื่องนี้ กรณีธงไชยและจินตหราอาจจะชี้ให้เห็นถึงความสามารถของผู้กำกับได้ไม่น้อย ใครที่เคยดูธงไชยเล่นหนังเรื่องอื่นๆ (เช่น ด้วยรักและผูกพัน) คงจะพอเปรียบเทียบคำกล่าวที่ว่านี้ได้ดี ล้อต๊อกก็ดูจะไม่ล้นบทอย่างที่เคยๆ เป็นจากเรื่องือ่น
ธิติมาแสดงได้ดีสม่ำเสมออย่างที่เธอเคยเป็นมา ในขณะที่มยุรา ธนะบุตรไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ สำหรับอัจฉราพรรณและชนประคัลภ์นั้น เหมาะสำหรับละครเวทีเบาสมองมากกว่า ส่วนอมรานั้นแสดงได้บ้าสุดขีด ถ้าจะมีงามตา ศุภพงศ์ อีกสักคนตรงนี้ คงได้หัวเราะกันเจ็บสีข้างเป็นแน่
เชื่อว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นเรื่องหนึ่งในบรรดาหลายเรื่องที่ยุทธนาเคยประกาศหลังจากได้รับรางวัลอีสต์ เวสต์ อะวอร์ดจากเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เมื่อปลายปีที่แล้วว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป ก็จะขอทำภาพยนตร์ตามที่ตนต้องการสักที โดยไม่ต้องคำนึงถึงตลาดให้มากนัก"
แต่ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้คงจะไม่ใช่หนังเรื่องที่ดีที่สุดตามที่ตั้งใจเอาไว้นะครับ. July 24 เมษายน เมื่อ 100 ปีที่แล้วตอนตีสี่ของวันคริสต์มาสเมื่อ 12 ปีมาแล้ว โลกได้สูญเสียนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ ผู้ซึ่งเกิดมาในแถบที่ยากจนของกรุงลอนดอน เพื่อจะเกิดมาเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยที่อเมริกา แล้วถูกประเทศอเมริกาผลักไสออกจากประเทศเมื่อปี 2495 แม้เขาจะได้รับการศึกษาอย่างกระท่อนกระแท่นที่สุด แต่ก็ได้รับดุษฎีบัณฑิตสาขาอักษรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี 2505 และแม้เขาจะกำเนิดในครอบครัวที่ต่ำต้อยที่สุด แต่ก็ได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่สอง ให้เป็นขุนนางในปี 2518 คุณจะเรียกเขาว่า เซอร์ ชาร์ลส สเปนเซอร์ ก็ได้ แต่เขาคงจะพอใจให้เรียกเขาวว่า ชาร์ลี แชปลิน เสียมากกว่า คงจะไม่เป็นการผิดนักถ้าจะกล่าวว่า ชาร์ลี แชปลินเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติภาษาไหน มีความเชื่อทางลัทธิการเมืองอะไร และไม่ว่าคุณจะเป็นนักดูหนังหรือไม่ คุณก็คงจะคุ้นเคยเขาจากบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวที่อาจปรากฏเป็นภาพในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในบ้านของคุณ ปฏิทินที่ติดอยู่ข้างฝาบ้าน บนเสื้อยืดของคนที่เพิ่งเดินผ่านคุณไป บนแผงโฆษณาสีทาบ้านและภาพยนตร์โฆษณากรอบเต็มในทีวี และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านเนิ่นนานไปเพียงใด ชาร์ลี แชปลินก็ยังคงมีภาพพจน์เช่นเดิมของชายร่างเล็กผู้ซึ่งพยายามแต่งกายอย่างสุภาพที่สุด (อย่างที่สุภาพบุรุษอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษชอบแต่งกัน) คือสวมเสื้อ 3 ชั้น เสื้อกั๊กลายตลก เข้ากันพอดีกับแจ็คเก็นตัวคับติ้วแต่ยาวเกินพอดี กางเกงที่สุภาพแต่ก็หลวมโพรก รองเท้าเก่าที่ขนาดเหมาะกับตัวตลกมากกว่าผู้ดี หมวกโบว์เลอร์สีดำดูเก่ามอซอและเล็กกว่าหัวใครๆ ในโลกนี้ เขาถือไม้เท้าเสมอ เพียงแต่ว่ามันดูน่าขบขันมากกว่าน่าภูมิฐาน และสิ่งที่ใครก็สามารถจะจดจำเขาได้เสมอก็คือหนวดจิ๋มทรงเดียวกับที่ฮิตเลอร์มีนั่นเอง แชปลินตายไปเมื่อ พ.ศ. 2520 โดยทิ้งผลงานเป็นภาพยนตร์ทั้งขนาดสั้นและยาวประมาณ 80 เรื่องไว้ให้เป็นสมบัติของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต หากเขาจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ 15 เมษายน ปีนี้ เขาก็จะมีอายุครบหนึ่งร้อยปีพอดี คุณผู้อ่านคงจะเป็นเหมือนกับผมที่จะรู้จักชาร์ลี แชปลินผ่านหนังหลายเรื่องของเขา เช่น เดอะคิด และดิ ไอเดิล คลาส (2463) เดอะ โกลด์ รัช (2468) ซิตี้ ไลท์ (2474) โมเดอร์น ไทมส์ (2479) เดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (2483) และไลม์ไลท์ (2496) หนังของเขา (เช่นเดียวกับตัวเขา) ดูตลกขบขันแต่ก็ดูเศร้าในขณะเดียวกัน และสิ่งนี้ก็คือเสน่ห์ตลอดกาลของชาร์ลี แชปลิน หนังของเขาวิพากษ์วิจารณ์สังคม เศรษฐกิจ การเมืองได้อย่างแหลมคม ในขณะที่ตัวของเขาซึ่งปรากฏในฐานะเป็นตัวเอกของเรื่องไม่สนใจกับฐานะทางสังคม ไม่มีความรู้เรื่องระบบเศรษฐกิจ และไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ อย่างที่มนุษย์ธรรมดาตัวเล็กในสังคมอันกว้างใหญ่และสลับซับซ้อนเป็นอยู่ทุกวันนี้ นี่คือเคล็ดลับอันอัศจรรย์ที่แฝงอยู่ในงานของเขาเกือบทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องหลังๆ) หากจะมีใครสักคนที่จะสรุปลักษณะหนังของชาร์ลี แชปลิน ว่าเกี่ยวกับอะไร คนคนนั้นก็คงจะเป็นตัวแชปลินเอง ที่ได้เคยบันทึกเอาไว้ในอัตชีวประวัติว่า แม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมากมายมหาศาลในการที่ทำให้เขามองเห็นชีวิตของมนุษย์ในแง่ของความขบขันและความเศร้า ความรัก ความน่าสงสาร และความมีมนุษยธรรม แม่ของแชปลินชื่อ ฮันนาห์ เป็นลูกสาวของนักปฏิวัติชาวไอริช ชื่อ ชาร์ล ฮิล ผู้ซึ่งเมื่อรัฐบาลอังกฤษทำการกวาดล้างใหญ่ เขากลับหนีเข้ามาสู่ลอนดอน ใจกลางของอังกฤษ และยึดอาชีพเป็นช่างรองเท้าตลอดมา ส่วนยายของแชปลินนั้นเป็นครึ่งสแปนิชและครึ่งยิปซี
แม่ยึดอาชีพเป็นนักแสดงตัวคนใช้กึ่งผู้ช่วยของนางเอก เธอแสดงตลกได้เก่งเท่าๆ กับการร้องเพลง ส่วนพ่อของแชปลินนั้นชื่อเดียวกับเขาคือ ชาร์ลส แชปลิน เป็นนักแสดงตลก เป็นนักร้อง และท้ายสุดเป็นขี้เมา จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตอันแสนสั้น แชปลินมีพี่ชายต่างพ่อชื่อซิดนีย์ ซึ่งผจญความทุกข์ยากร่วมกันตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งถึงความรุ่งโรจน์ของชีวิตและตายจากไปก่อน
ความยากจนได้เข้ามาเยือนแชปลินและพี่ชายเมื่อพ่อเลิกกับแม่ โดยเฉพาะเมื่อแม่เริ่มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกล่องเสียง กระทั่งครั้งหนึ่งในการแสดงบนเวที เสียงของแม่เกิดหายไปเฉยๆ กลางคัน คนดูโห่ฮาอย่างขบขันจนแม่ต้องถอยกลับเข้าฉากไป แชปลินถูกผู้จัดการเวทีจูงมือออกไปยืนแทนที่ แล้วเขาก็เริ่มร้องเพลงตามประสาเด็กด้วยเพลงแจ๊ค โจนส์ อันเป็นเพลงที่พวกขายผลไม้ตามตลาดในลอนดอนชอบร้องกัน คนดูพอใจพากันโยนสตางค์มาบนเวที ซึ่งทำให้แชปลินตาลุกแล้วบอกกับคนบนเวทีว่าขอเวลาเก็บสตางค์ก่อนแล้วจึงจะร้องเพลงต่อ ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนโยนสตางค์มาอีกมากมาย
แชปลินขณะนั้นอายุ 5 ขวบ เขากล่าวว่านั่นเป็นการแสดงครั้งแรกในชีวิตของเขา และก็เป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ได้แสดงบนเวทีด้วย
อย่างไรก็ดี แชปลินได้กล่าวว่า มรดกสำคัญที่แม่ได้ให้กับเขาก็คือการสังเกตท่าทางและเลียนแบบคน อันจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในชีวิตการแสดงของเขาต่อไปข้างหน้า แต่ที่อาจจะกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุดคือการอ่านพระคัมภีร์ใหม่ให้เขาฟังในขณะที่เขาป่วยหนัก แม่เล่าถึงชีวประวัติของพระเยซูจนกระทั่งถึงบทสุดท้ายซึ่งพระองค์ถูกตรึงกางเขนแล้วได้ทรงรำพึงว่า เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพระองค์ ตรงนี้แม่ได้ตีความว่า เห็นไหมว่าพระองค์ทรงเหมือนกับเรา (แม่ลูก) พระองค์ทรงเป็นมนุษย์เหมือนเรา และชีวิตก็คือเรื่องราวของความรัก ความน่าสงสาร ตลอดจนมนุษยธรรมซึ่งแชปลินจะได้สะท้อนเข้าไปอยู่ในงานของเขาจนกระทั่งเรื่องสุดท้าย
เมื่อแชปลินย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม พื้นฐานของการแสดงดาดๆ เช่นการเต้น การร้องเพลง และการเลียนแลลท่าทางคนที่แม่ได้วางไว้ให้ เริ่มเป็นประโยชน์กับเขาในฐานะนักแสดงเล็กๆ คนหนึ่งในคณะตลกของเฟรด การ์โน แรกๆ เขาก็เป็นเช่นนักแสดงทุกคนที่ฝันว่าสักวันจะได้รับบทสำคัญและได้เป็นตัวแสดงหลักของเรื่อง กระทั่งวันหนึ่งเขาตั้งใจแสดงท่าเลียนแบบของ “หมอเถื่อน” ชื่อวัลฟอร์ด โบดี้ เขาตั้งใจทำด้วยอาการเคร่งขรึม เขาตั้งใจจะคล้องไม้เท้าเข้ากับแขน แต่ปรากฏว่าเขาหยิบด้านปลายมาคล้องแทนที่จะเป็นด้านปลายบนที่มีความโค้ง ไม้เท้าตกลงไปบนพื้น และเมื่อเขาก้มลงไปเก็บไม้เท้า หมวกท็อปแฮ็ทกลับตกลงไปอีก เขาจึงก้มลงไปเก็บหมวกอีกครั้งเพื่อจะสวมลงไปบนศีรษะอย่างเดิม แต่หมวกกลับทะลุเป็นรูกลวงโต มันโตพอที่จะทำให้หัวของเขาหายไปในหมวกทั้งหมด เมื่อถึงตอนนี้คนดูพากันหัวเราะอย่างงอหาย และก็คราวนี้แหละที่แชปลินรู้แน่ว่าเขาได้พบสิ่งที่เป็นตัวของเขาแล้ว และก็คราวนี้เช่นกันที่แชปลินรู้ว่าเส้นทางการแสดงของเขาได้เปิดออกกว้างและทอดยาวออกไปในอนาคตทีเดียว
สแตน ลอเรล (ตลกผอมซึ่งคู่กับตลกอ้วนชื่อโอลิเวอร์ ฮาร์ดี้) เป็นนักแสดงตลกในคณะเฟรด การ์โน เช่นเดียวกับแชปลินกล่าวอย่างอารมณ์ดีและภาคภูมิใจว่า แชปลินเคยเล่นเป็นตัวแทนของเขาในเรื่องจิมมี่ เดอะ เพียร์เลส เพราะแต่แรกเฟรดต้องการให้แชปลินเล่นเป็นตัวจิมมี่ แต่แชปลินไม่ยอมเล่น สแตนเลยรับบทไป แต่ต่อเมื่อการแสดงรอบแรกๆ ผ่านไป แชปลินเกิดเปลี่ยนใจ แชปลินจึงรับบทแทน สแตนคิดว่าบทของจิมมี่เด็กกรรมกรช่างฝันถึงการผจญภัย การอ่านนิยายสิบสตางค์ที่สมัยนั้นเรียกว่า “เพนนี่ บลัดดี้” ได้ฝันว่าตัวเองปีนเข้าไปช่วยหญิงสาว ต่อสู้กับคนร้าย ได้พบขุมสมบัติและชนะใจสาวในท้ายสุด ได้กลายมาเป็นความประทับใจของแชปลินจนสร้างมาเป็นบุคลิกของ “แทรมป์” หนวดจิ๋มอย่างที่เรารู้จักกัน และความฝันชนิดนี้ก็ปรากฏอยู่ในหนังหลายเรื่องของแชปลินเสมอๆ
แม่ของเขากลับมาปรากฏตัวในหนังของเขาบ่อยที่สุดในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงเต้นรำประจำบาร์ในเรื่อง เดอะ โกลด์ รัช (2458) หญิงดาราแสดงในคณะละครสัตว์จากเรื่อง เดอะ เซอร์คัส (2471) หญิงตาบอดผู้น่าสงสารในเรื่อง ซิตี้ ไลท์ส (2474) เด็กหญิงลูกกรรมการผู้จะร่วมชะตากรรมไปกับ “แทรมป์” ในโมเดอร์น ไทมส์ (2479) และ ฮันนาห์ (ชื่อเดียวกับแม่ของเขา) เด็กสาวที่แสนดีต่อช่างดัดผมเชื้อสายยิวในหนังเรื่องเดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (2483) เป็นต้น หญิงทั้งหมดในเรื่องต่างๆ ของแชปลินเป็นคนดีทั้งจิตใจและตัว เป็นคนยากไร้แต่อ่อนหวานและอบอุ่น ตลอดจนมีมานะบากบั่นอย่างที่แม่ของเขาเป็น
หนังเรื่องต่างๆ ของแชปลินประสพความสำเร็จอย่างที่เรารู้ๆ กัน แต่เห็นทีจะต้องย้ำว่าไม่ได้ประสพความสำเร็จทางการเงินอย่างเดียวอย่างที่ขยะบนแผ่นฟิล์มในสมัยปัจจุบันจำนวนมากประสพความสำเร็จ แต่เป็นเพราะงานเหล่านี้มีความงามทางศิลปะ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความหวังและความงดงามของมนุษยชาติโดยกว้างได้อย่างลึกซึ้ง
พลังของความศรัทธาต่องานของเขาทั่วโลกผลักดันให้เขาได้รับเกียรติจากสำนักพระราชวังของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น พลังนี้มีมากพอที่จะกดดันให้ศิลปินนักแสดงในอเมริกาประกาศต้อนรับให้เขากลับสู่ประเทศ ประเทศซึ่งเคยตั้งข้อรังเกียจว่าเขาฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จนต้องลี้ภัยออกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 เขากลับมาอย่างผู้มีชัยในเดือนตุลาคม 2515 เพื่อรับรางวัลออสการ์ที่ฮอลลีวู้ด
เมื่อวันที่เขาตายลงอย่างสงบที่บ้านของเขาชื่อมานัวร์ เดอ แบง ในเวอเวย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำนักข่าว 2 สำนักซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิงคือ สำนักข่าวทาสส์ ของสหภาพโซเวียต และสำนักข่าววิทยุแห่งนครวาติกันต่างก็ประกาศสดุดีเขา ในฐานะนักมนุษยธรรมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษ
เขาได้ตายจากโลกนี้เพื่อไปสู่ความเป็นอมตะ
July 03 มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน 1/2โดยทรงยศ แววหงษ์ (หมายเหตุ FILMVIRUS:บทความนี้เคยตีพิมพ์ใน สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ วันที่ 20 ก.ค.2529 ปีที่ 33 ฉบับที่ 5) (หมายเหตุ 2 : ขอขอบคุณคุณสนธยา ทรัพย์เย็นที่ส่งบทความนี้มาให้)
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเข้าใจว่าหลายคนคงจะเหมือนกับผม ตรงที่นั่งจ้องอยู่หน้าจอทีวีติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหว (อันผิดปกติ) ที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ใจนึงผมก็ค่อนข้างจะประหวั่นพรั่นพรึง เพราะการปลุกม็อบต่อต้านและลองหยั่งกำลังของรัฐบาลคุณนายอาคีโน่น่ะมีมาตลอด มาคราวนี้ถึงกับมีการเผชิญหน้าโดยตรง เหตุการณ์อาจจะหลุดพ้นไปจากการควบคุม ก้าวไปสู่สงครามกลางเมือง และท้ายสุดผู้พ่ายแพ้ก็คือประชาชนฟิลิปปินส์ แต่อีกใจนึง (ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเท่าไร) ก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังดูหนังอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ตัวโกงมีสองตัว ตัวนึงเป็นตาแก่อายุ 70 กว่า ยืนตาโหลอยู่ในพิธีสาบานตัวรักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในโรงแรมกลางกรุงมะนิลา อีกตัวนึงแก่พอกัน แต่หน้าตาบวมฉุยืนอยู่ท่ามกลางบริษัทบริวารที่เกาะฮาวาย ฉากทหารเดินถือปืนเกร่ไปมาพร้อมกับชูนิ้วเป็นรูปตัววี (ตามแบบที่พวกอเมริกันชอบใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ) ให้กับกล้อง เป็นภาพที่ให้สีสันบรรยากาศกึ่งเครียดกึ่งสนุก ส่วนตัวนางเอกนั้นดูสบายๆ สง่าสมตัวและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เธอให้สัมภาษณ์ว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้คืนตัวโดยเร็วที่สุด แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ ซะด้วย ก็เป็นอันว่าฝันกลางฤดูร้อนคราวนี้ผ่านไปได้อีกตาหนึ่ง จนกว่าจะถึงคราวหน้าแหละครับ (ความจริงฝ่ายกบฏน่าจะฉลาดพอที่เอาเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นบทเรียนนะครับ เพราะมันช่างคล้ายกันซะจริงๆ เลยทีเดียว) โคราซอน อาคิโน่ ต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ผมเลิกแขม่วท้องและถอนหายใจได้ยาวๆ อย่างผ่อนคลาย ผมถึงได้รู้สึกตัวเองว่าออกจะชอบบุคลิกของคุณนายอาคีโน่อยู่ไม่น้อย ผมคิดว่าเธอดูสบายๆ เป็นธรรมชาติ เธอดูยิ้มแย้มแจ่มใส (แม้ปัญหาปวดขมองจะรุมล้อมอยู่เป็นอย่างมากขณะนี้) แถมหน้าตายังดูไม่ขี้ริ้ว แม้จะไม่สวยอย่างเจิดจ้า ยิ่งเทียบกับคุณนายมาร์กอส ผู้ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตจนดูทะมึน เวลายืนกับใครก็ดูจะข่มและกดบีบความสำคัญของคนอื่นเสียหมด (แม้กระทั่งสามีของเธอเองก็เถอะ) แถมความมั่นใจในมหาอภิสิทธิ์อำนาจของเธอ ทำให้เธอเหมือนจักรพรรดินีผู้ซึ่งอาจจะสั่งตัดหัวใครที่ไม่พอใจเอาได้ง่ายๆ สองคนนี้จึงดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในสายตาของผม และเพื่อให้คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์หนังไม่ใช่การวิเคราะห์ข่าวการเมืองต่างประเทศ ผมก็อยากเชื่อมประเด็นบุคลิกของบุคคลกับดาราสตรีเท่าที่พอจะนึกว่าประทับใจและเท่าที่พอจะนึกออกในยามนี้
สำหรับ เอลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ (Elizabeth Taylor)(ภาพที่ 2) ผู้ซึ่งเกิดในปี 1932 (ปี 2475 ไงครับ !) แล้วก็แสดงหนังตั้งแต่เมื่อตอนอายุได้ 10 ขวบ พออายุ 11 ก็ได้เล่นหนังอีกเรื่องนึงกับ แลสซี่ ดาราหมาผู้ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด (Lassie Come Home) จากนั้นก็ไม่มีใครจะหยุดเธอได้อีก เพราะเธอมีงานแสดงมากมายจนจดจำไม่หวาดไหว เท่าที่พอจะนึกออกในขณะนี้ก็มี Giant (1956), Cat on a Hot Tin Roof (1958), Cleopatra (1964) และ Who’s Afraid of Virginia Woolf ? (1966) ความมีเสน่ห์ของเธออยู่ตรงที่การแสดงอารมณ์ได้อย่างดุเดือด และความงามอย่างน่าเกรงขามของเธอ โดยเฉพาะในบทของพระนางคลีโอพัตรา แต่ความงามและความมีเสน่ห์ของเธอก็ค่อยๆ หดหายไปเป็นสัดส่วนผกผันกับเนื้อหนังมังสาที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากของเธอ
เขาว่า แคธเธอรีน แฮปเบิร์น (Katherine Hepburn)(ภาพที่ 1) เล่นบทเข้มๆ ได้ดีนัก แต่ผมก็ดูหนังที่เธอแสดงน้อยเกินกว่าที่จะพูดถึงได้ มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe)(ภาพที่ 6) ดูสวยหวานอย่างมีเสน่ห์ยั่วใจ น่าเสียดายที่เธอมักจะได้บทชนิด “สาวผมสีทอง ที่ไม่ค่อยมีสมอง” ไดแอน คีตั้น (Diane Keaton)(ภาพที่ 3) ออกจะชอบบท (ภาพยนตร์) ที่ไม่เป็นฮีโร่เท่าไร ยกเว้นหนังเรื่องล่าสุดของเธอ (?) Little Drummer Girl ผมชอบบทของ จิลล์ เคล์เบิร์ก (Jill Clayburgh) ในหนังเรื่องล่าสุดของ Costa-Gavras เรื่อง Hannah K. (แม้นักวิจารณ์หนังในเมืองไทยบางคนจะบอกว่าไม่ชอบเลย แต่ใจผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ คอสต้า-กาฟราส ทำหนังแนวการเมืองได้ลึกซึ้ง ดีกว่าเรื่อง Z ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนังที่มีจุดเด่นอยู่ตรงการให้ข้อมูลทางการเมือง และ Missing ซึ่งเนื้อหาดีแต่ออกจะหวือหวาไปหน่อย ส่วน Hannah K. สะท้อนปัญหายิว –อาหรับได้ลึกซึ้งดีกว่า ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหลุดออกมาจากวงล้อมของการโฆษณาชวนเชื่อนิยมยิว อย่างที่คนไทยมักจะเป็นกันด้วยครับ) จิลล์รับบทเป็นทนายสาวเยอรมันในอิสราเอลที่รับความให้ชาวปาเลสไตน์ และท้ายสุดเธอพบว่าปัญหาที่เธอเผชิญอยู่คือ เรื่องของความฉ้อฉลของกฎหมายกับมนุษยธรรม บุคลิกของเธอเริ่มจากคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร พัฒนาไปจนกระทั่งกลายเป็นบุคลิกที่เข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นต่อต้านระบบอันฉ้อฉลทั้งระบบ มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน 2/2
จนเมื่อปลายปีที่แล้วผมจึงมีโอกาสได้ดูบทบาทของดาราคนโปรดของผมคนนี้อีกในหนังเรื่อง The Bostonians หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายของ เฮนรี่ เจมส์ (Henry James) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นบันทึกทางความคิดของนักเขียนดังที่ต่อต้านขบวนการสิทธิสตรียุคแรก ตอนปลาย ศตวรรษที่19 นั่นเอง
เรื่องย่อก็มีอยู่ว่า โอลิฟ ชานเซลเลอร์ (Olive Chancellor / วาเนสสา) เป็นสตรีผู้ได้รับการศึกษาและมั่งคั่งมาก เธอสนับสนุนขบวนการสิทธิสตรีของ Boston อย่างเต็มที่ จนวันนึงเธอได้พบกับเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ชื่อ เวเรน่า แทรันท์ (Verena Tarrant / Madeleine Potter) เวเรน่า มีพรสวรรค์ในการพูดที่จับใจยิ่ง โอลิฟอยากให้เวเรน่า มาเป็น “เพื่อนทางปัญญา” ของเธอ และเป็นกำลังให้กับขบวนการสิทธิสตรีด้วย ทั้งคู่ทุ่มเทกำลังกายและความรู้สึกนึกคิดจิตใจให้กับขบวนการที่เธอเชื่อมั่น จนกระทั่งวันนึงศัตรูของขบวนการก็ได้เข้าหาจู่โจมจุดที่อ่อนที่สุด ญาติของโอลิฟชื่อ เบซิ่ล แรนซอม (Basil Ransom / Christopher Reeve) ผู้ซึ่งไม่เคยเชื่อถือและให้ความเคารพใดๆ กับขบวนการสตรีเลย ได้เข้ามาแย่งเวเรน่าไปจากโอลิฟและขบวนการ ความเศร้าหมองได้เข้ามาครอบงำจิตใจของโอลิฟ แต่มันกลับได้กลายเป็นพลังอันเข้มแข็งให้กับเธอในท้ายที่สุด ดังที่เธอได้กล่าวคำประกาศในตอนท้ายของเรื่องว่า
“ ... เราจักแกร่งกร้าวประหนึ่งดังสัจจะ จักไม่ประนีประนอมประหนึ่งดังความยุติธรรม ต่อประเด็นเช่นนี้ เราจะไม่ยอมย่อหย่อน ทั้งในความคิด การพูด หรือการขีดเขียนใดๆ เราจักไม่กล่าวคำขอโทษ หรือคำอ้อมค้อมใดๆ และเราก็จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว และ (เมื่อนั้น) คำเรียกร้องของเราก็จะได้รับการตอบสนอง ! ”
ผมไม่ได้อ่านนวนิยายของ เฮนรี เจมส์ เล่มนี้ แต่เท่าที่ดูเค้าโครงเรื่องของหนัง ก็พอจะมองเห็นอคติของผู้ชายเมื่อร้อยปีมาแล้วได้ชัดเจนพอควร (หนังสือนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1886 ครับ) ที่ออกจะชื่นชมแกอยู่บ้างก็ตรงที่แกมีความสามารถในการรับรู้ว่าประเด็นนี้จะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของสังคมในระยะเวลาต่อมาข้างหน้า
เราไม่รู้จุดประสงค์ของผู้สร้าง (Ismail Merchant) ว่าต้องการอะไรจากหนังเรื่องนี้ แต่ผู้เขียนบทภาพยนตร์ก็ฉลาดพอที่ไม่ทำความคิดของ เฮนรี เจมส์ ให้ประเจิดประเจ้อจนอาจสร้างความไม่พอใจกับสตรีสมัยใหม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างโอลิฟและเวเรน่าจึงปรากฏออกมาในรูปของ “เพื่อนทางปัญญา” ที่นั่งอ่านงานคลาสสิคด้วยกัน ถกเถียงกันในประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่าง ชาย-หญิง อย่างคนที่ได้รับการศึกษา ความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองก็คือการประกาศให้สังคมที่ใจคับแคบได้มีทรรศนะใหม่ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมองฐานะ และความสัมพันธ์ต่อสตรีด้วยกัน และแม้เมื่อตอนจบเรื่องคนเขียนบทภาพยนตร์ก็ยอมให้ โอลิฟ ลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญที่จะประกาศเจตนารมย์ของเธอและขบวนการสตรีทั้งมวล ทั้งๆ ที่หัวใจของเธอเพิ่งแหลกสลายไปกับการจากไปของเวเรน่า
กระทั่งต้นปี 1982 วาเนสสา จึงได้รับบทของโอลิฟและจะต้องเดินทางไปถ่ายทำในบอสตัน เมืองซึ่งเธอมีคู่กรณีเป็นวงดนตรีชื่อดัง The Boston Symphony Orchestra เนื่องจากการที่เธอนิยมในขบวนการพีแอลโอและต่อต้านพวก Zionist สมาคมชาวยิวซึ่งมีอิทธิพลต่อวงดนตรี จึงกดดันจนการแสดงของเธอในละครชื่อ Oedipus Rex ทั้งที่ในบอสตันและนิวยอร์ค แต่ท้ายสุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี การถ่ายทำประสบผลสำเร็จทุกประการ คดีความของเธอที่เรียกร้องค่าชดใช้ความเสียหายจากคณะดนตรีก็ได้ชัยชนะอย่าง (ค่อนข้าง) งดงาม
วาเนสสาในบทของโอลิฟดูน่าเชื่อถือและน่าประทับใจยิ่ง ด้วยเสื้อผ้าสีหนักๆ และเรียบๆ (แม้จะอยู่ในยุควิคตอเรียน) เมื่อประกอบเข้ากับบุคลิกของวาเนสสาซึ่งมีรูปหน้ายาว คางที่แข็งแรง และดวงตาที่แสดงความรู้สึกลึกๆ ได้ดี ภาพของโอลิฟ ชานเซลเลอร์จึงดูชัดเจนมากในสายตาของผู้ดูหนัง/ใบหน้านัยตาและท่าทางของเธอดูกระตือรือร้นเมื่อยามที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิคหรือฟังเพลงหวานๆ (Song Without Word) ของ Mendelsohn ดูดื่มด่ำ เต็มไปด้วยความหวัง ความศรัทธา ขณะเมื่อฟังสุนทรพจน์ของเวเรนา และดูอมทุกข์ อึดอัดทุกคราวที่เบซิลญาติหนุ่มของเธอปรากฏตัวขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่เวเรน่า
วาเนสสาในบทของโอลิฟอาจจะกลายเป็นภาพพจน์ที่ประทับใจของผู้ดูไปอีกนาน ในขณะที่เมเดลีน พอตเตอร์ ผู้มีเสียงอันใสกังวาน ไม่ได้ดูมีเสน่ห์นักในบทของเวเรน่าสาว ผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของขบวนการสิทธิสตรี ส่วน คริสโตเฟอร์ รีฟ ก็ดูแข็งๆ (เหมือนอย่างเคย) และไม่ประทับใจเลย ผมคิดว่าคริสเหมาะกับบทซุปเปอร์แมนที่สุด เพราะซุปเปอร์แมนไม่เคยมีกริยาท่าทางเหมือนคนธรรมดาเลย ภาพของซุปเปอร์แมนอย่างที่เป็นและอย่างที่คนคาดหวังคือภาพของการโพสท่าทาง (เพื่อให้ดูสง่างาม) และความไม่เป็นคนธรรมดาที่เห็นได้ชัดที่สุดในตัวของซุปเปอร์แมนก็คือการแต่งตัว แม้เขาจะใส่ผ้ายืดรัดตัวและนุ่งกางเกงใน (เอาไว้ข้างนอก) เพียงตัวเดียว (แถมสีแดงซะด้วย !) แต่ทุกคนก็ดูจะยอมรับสิ่งนั้นไปโดยดุษฎีเสียแล้ว เรื่องที่ผมคิดว่าคริส ดูจะแสดงดีที่สุดก็คือเรื่อง Death Trap (1982)
ผมมักจะรู้สึกว่า ลินดา ฮันท์ (Linda Hunt) ปรากฏตัวผิดที่ผิดทางเสมอ (ยกเว้นเรื่อง The Year of Living Dangerously ซึ่งเธอได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนั้น) ผมคิดว่าบทของเธอไม่มีความหมายอะไรเลยในเรื่อง Silverado คาวบอยยอดฮิต ที่ลงโรงไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องนี้ ลินดารับบทเป็น Dr.Prance สตรีร่างเล็กผู้ซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของสตรีบางคน และทรรศนะต่อสตรีของ เฮนรี เจมส์ แต่ความจริงถึงจะไม่มีเธอเลยในเรื่อง (ในหนัง) ทรรศนะอย่างที่ว่าก็มีอยู่โดยทั่วไปและค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว
แม้การเป็นดาราที่เก่งกาจคือความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองจนกลมกลืนเข้ากับบทที่ได้รับ จนเราไม่อาจสังเกตเห็นตัวดาราคนนั้นอีกต่อไป ที่จะเห็นก็มีแต่ตัวละครที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่ ตัวอย่างของดารายอดเยี่ยมพวกนี้ก็อย่างเช่น ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ (Lawrence Olivier), อเล็ก กินเนสส์ (Alec Guinness), โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) เป็นต้น แต่สำหรับบางกรณี การที่ดาราบางคนเปล่งประกายของความเป็นดาราและบุคลิกส่วนตัวจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นค่านิยมชมชื่นได้เช่นกัน อย่างวาเนสสา เรดเกรฟ ผู้ซึ่งให้ภาพพจน์ของสตรีที่ยืดหยัดคัดค้านความไม่ยุติธรรมของสังคมนี้ คงจะเป็นคนหนึ่งที่จะประทับใจคนหลายๆ คนตลอดไป March 18 นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 1/3นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย ทรงยศ แววหงษ์
“...แม่นาคนี่เป็นผีประจำชาติอยู่คนเดียว เป็นตำนานซึ่งคนรู้จักทั่วประเทศ”
อัศศิริ ธรรมโชติ คงจะพยายามอธิบายว่าทำไมแม่นาคพระโขนงจึงกลายเป็นกระแสนางนากระบาดอย่างแพร่หลายในบ้านเราไปเมื่อเร็วๆ นี้
ผมเองก็ออกจะเห็นด้วยกับคุณอัศศิริ เพราะเท่าที่ลองทบทวนดูว่ามีผีตัวไหนบ้างที่พอรู้จัก และอาจมีศักดิ์ศรีถึง “ประจำชาติ” ได้ด้วย ก็ออกจะมืดแปดด้าน อาจจะเป็นเพราะชีวิตของผมในฐานะที่เป็นคนของศตวรรษที่ 20 ก้าวย่างสู่ศตวรรษที่ 21 และโดยอาชีพไม่ค่อยจะมีอะไรเกี่ยวกับผีเท่าไรนัก แต่เอาที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นแม่นาค (พระโขนง) และผีปอบอี “หยิบ” นี่แหละที่พอจะคุยได้ว่าสนิทสนมกันพอควร ทั้งคู่เป็นผีที่ผมชื่นชอบและชื่นชม เพราะเธอทั้งคู่ “ขยันทำงาน” (นี่เป็นคำพูดของล้อต๊อกที่พูดถึงแม่นาคพระโขนง ภาค 1 : 2520) ก็เลยมีผลงานเยอะกว่าผีตัวอื่น และเลยทำให้ผมมีความมักคุ้นเป็นพิเศษกว่าผีตัวอื่น
หรือจะมาจากขุนช้าง-ขุนแผน ผมพยายามนึกชื่อผีตัวอื่นๆ ซึ่งก็จำได้กระท่อนกระแท่น เลยคิดว่าน่าจะลองปรึกษา “ขุนช้าง–ขุนแผน” ดู ซึ่งก็เป็นที่พึ่งได้พอควร ผมพลิกดูรายชื่อผีในสังกัดของพลายเพชร หลานขุนแผน ตอนที่ท้าวเธอจัดทัพผีเพื่อรบกับทัพเชียงใหม่ซึ่งเป็นศัตรูเก่าแก่ของอยุธยา ก็ได้รายชื่อพลผีในทัพผีของพลายเพชร ดังนี้
“ผีห่าป่าแลโหงพราย---พระปู่สมิงพราย---ตานีอีพราย---บ้างหัวแร้งหัวกา---หัวหมูหัวหมา---หัวเสือหัวสางช้างน้ำมัน หัวควายหลายพรรณ---ผีดิบป่า---ผีปอบผีชมบครบหกแสน---ผีกระสือ---ผีกระหัง”
เรียกได้ว่ามีการจาระไนชื่อผีเกือบครบทุกตัวในสารบบผีไทยเลยทีเดียว นอกไปจากนี้แล้ว ใน “ขุนช้าง-ขุนแผน” ยังพูดถึงผีที่สำคัญอีก 2 ตัว ซึ่งผมออกจะสงสัยว่าอาจจะมีอะไรที่เกี่ยวพันกับแม่นาคพระโขนงอยู่ ผี 2 ตัวที่ว่านี้ก็คือ
ผี (เปรต) ของนางวันทอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญตอนมาห้ามทัพพระไวย กับทัพของพลายชุมพล (และขุนแผน) ไม่ให้รบกันเสียเอง
ส่วนตัวที่ 2 ก็คือ ผีกุมารทอง ซึ่งขุนแผน (ไม่ใช่เณรแอ) ผ่าเอาออกมาจากท้องของนางบัวคลี่ (เมียของขุนแผนเองซึ่งเป็นลูกสาวโจร) นางบัวคลี่ตายโหงแบบทั้งกลม เป็นการตายและเป็นผีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยทั่วไป
ฉะนั้น หากแม่นาคพระโขนงจะมาตายทั้งกลมอีก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วก็ไม่ต้องมาอธิบายความให้เยิ่นเย้อว่าความตายชนิดนี้จะทำให้ผีเฮี้ยนเพียงใด
นอกไปจากกรุผีที่ปรากฏใน “ขุนช้าง-ขุนแผน” แล้ว ผมยังนึกไปถึง แถน ผีประจำท้องฟ้าซึ่งมีหน้าที่บันดาลฝน และความอุดมให้กับคนทั้งที่อยู่ในล้านนาและล้านช้าง แม่พระธรณีนั้นเล่า เดิมก็คงจะเป็นผีประจำพื้นดิน (อันนี้ผมจำมาจากขี้ปากของคุณไมเคิล ไรทเมื่อคราวไหนก็จำไม่ได้ หากคุณไมเคิลจะปฏิเสธว่าไม่ได้พูดก็เชิญปฏิเสธเอาเองนะครับ) ต่อเมื่อมาเข้ากับพุทธศาสนาซึ่งมาทีหลัง ด้วยฤทธิ์เดชของนางผีดินซึ่งยังคงมีมากอยู่ พุทธศาสนาก็เลยยืมมาเป็นพวกกัน (อันนี้เป็นธรรมเนียมการอุปถัมภ์แบบศักดินานั่นแหละ) ก็เลยยกระดับจากผีมาเป็นพระ
ส่วนผีตานีนั้นเป็นผีประจำต้นกล้วยป่า ซึ่งให้ใบตองที่ดีและใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดในสมัยก่อน จึงมีผีประจำดูแลอยู่ด้วย ผีตะเคียนกับแม่ย่านางอาจใกล้ชิดกันมาก เพราะผีตะเคียนประจำต้นไม้ป่าคือต้นตะเคียนเป็นไม้ที่ถูกล้มมาทำเรือยาว เธอ (หรือท่านดี?) จึงย้ายออฟฟิศมาประจำอยู่ที่หัวเรือ กลายมาเป็นแม่ย่านาง (ไม่เชื่อก็ไปดูที่โรงเรือพระราชพิธีที่คลองบางกอกน้อยดูสิครับ ยังพอมีให้เห็นอยู่จริงๆ)
ที่สาธยายมาแม้ว่าจะมาก แต่เข้าใจว่ายังไม่หมด แต่ก็คงจะพอสมควรที่จะพอมองภาพคร่าวๆ ของกระบวนผีไทย และนำไปสู่ข้อสังเกตว่า “ผีประจำชาติ” ของไทยนั้นเป็นผู้หญิง (หรือจะใช้สามัญนามว่าตัวเมียดีนะครับ) เสียเป็นส่วนใหญ่ ข้อสังเกตนี้อาจจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับผีฝรั่งตัวที่สำคัญๆ ซึ่งแจ้งเกิดในโลกภาพยนตร์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับแม่นาคพระโขนงของเรา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเพศผู้ทั้งสิ้น
ผีฝรั่งเป็นเพศผู้ หากจะนับเนื่องกันก็จะได้ภาพตามลำดับเวลาดังนี้ครับ :
แฟรงเก้นสไตน์ สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2474 (นำแสดงโดยบอริส คาร์ลอฟ) แดรกคูล่า ก็สร้างครั้งแรกในปีเดียวกัน (นำแสดงโดยเบลา ลูกาซี) มัมมี่ เจ้าตำรับของแท้ดั้งเดิมต้องแสดงโดยบอริส คาร์ลอฟเจ้าเก่า สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2475 ซึ่งเมื่อเทียบกับแม่นาคพระโขนงที่สร้างโดย ม.ร.ว.อนุศักดิ์ หัสดินทร์ อันถือเป็นฉบับแรกสุดนั้น สร้างขึ้นในปี 2479 (เนชั่น สุดสัปดาห์ : 9-15 กันยายน 2542) เราก็คงจะเห็นว่าแม่นาคพระโขนงของเรามีอายุอ่อนกว่าผีดังๆ ของโลกแค่ 4-5 ปีเท่านั้นเอง
หรือจะให้ชัดก็คือผีดังของโลกรวมทั้งแม่นาคของเราล้วนแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษที่ 30 ซึ่งเป็นช่วงที่มีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และหนังขายดีของยุคสมัยนั้นก็คือหนังประเภท “หนีโลก” (escapism) ซึ่งมีทั้งประเภทประโลมโลก ประเภทไซไฟ แฟนตาซี ประเภทยอดมนุษย์ทั้งหลาย และประเภทผีซึ่งมีอยู่นานาชนิด
ซูเปอร์ผีทั้งสี่ ถึงตรงนี้ต้องขออนุญาตพรรณากำพืดของผีทั้ง 4 ตนนี้สักหน่อยนะครับ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการพูดถึงแม่นาคพระโขนงต่อไปข้างหน้า
แฟรงเก้นสไตน์
สร้างจากนวนิยายเชิงปรัชญาที่แต่งโดย แมรี่ วอลล์สโตน คราฟท์ เชลลี่ เมื่อตอนเธออายุ 20 ปีเท่านั้น (พ.ศ. 2361) เป็นเรื่องราวของหมอที่เก็บชิ้นส่วนของคนตายมาประกอบกันแล้วสร้าง “ชีวิต” ขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ทั้งมนุษย์ ไม่ใช่ทั้งพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งใดๆ เลย เพราะในฝ่ายคริสเตียนย่อมจะเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่มีอำนาจในการสร้าง และพระองค์ก็ได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งยังได้ทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน เจ้าตัวประหลาดที่หมอแฟรงเก้นสไตน์สร้างขึ้นมาจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน และแปลกแยกไปจากสรรพชีวิตทั้งหลายรอบตัว ความทุกข์จึงกลายเนความแค้น ซึ่งจะได้ออกอาละวาดเป็นหนังอยู่ถึง 11 ตอนด้วยกัน นี่ยังไม่นับที่แตกลูกแตกหลานเป็นหนังเล็กหนังน้อยเรื่องอื่นๆ อีก ผู้ที่รับบทและวางภาพพจน์ให้กับแฟรงเก้นสไตน์นับแต่แรกก็คือ บอริส คาร์ลอฟ (พ.ศ. 2474) ส่วนล่าสุดก็คือ โรเบิร์ต เดอนีโร ภายใต้การกำกับของเคนเนธ บรานาห์ (พ.ศ. 2537)
สาระสำคัญของโครงเรื่องหลักนี้น่าจะอยู่ที่การย้ำให้มนุษย์ยอมรับความจำกัดในความสามารถของมนุษย์เอง มนุษย์อาจจะทำอะไรได้สารพัดอย่าง ยกเว้นการสร้าง “ชีวิต” และ “มนุษย์” ด้วยกันเอง แม้กระทั่งประเด็นการโคลนนิ่งในปัจจุบันก็ยังอยู่ในบริบทของการถกเถียงเช่นว่านี้
มัมมี่ สร้างกันมาแล้วถึง 12 ครั้ง ครั้งที่ดังที่สุดก็คือครั้งแรก (พ.ศ. 2475) ซึ่งบอริส คาร์ลอฟ แสดงโดยอาศัยภาพลักษณ์มัมมี่พระศพของฟาโรห์ราเมสเสสที่ 3 (อายุประมาณ 3,000 ปี) มาเป็นต้นแบบ ส่วนครั้งล่าสุดซึ่งฉายไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ไม่มีใครพูดถึงเนื้อหา ความน่ากลัว ความลึกลับและการตีความบทมัมมี่ หรือแม้กระทั่งความสามารถของดาราผู้แสดงอีกต่อไป คนไปดูหนังสมัยนี้เขามักพูดกันถึงการทำเทคนิคพิเศษซึ่งพิเศษสุดๆ ช่างทำให้สิ่งที่ไม่จริงดูเหมือนจริงอะไรจะปานนั้น
มัมมี่ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง (และต้องขอย้ำว่าบอริส คาร์ลอฟได้วางแบบแผนการตีความมัมมี่ฉบับแรกได้ดูน่ากลัว ลึกลับ อำมหิต และดีที่สุดแล้ว) ที่มีชื่อว่าอิมโฮเทปนั้น โดยแท้จริงแล้วอิมโฮเทปที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่และมีความสำคัญ มีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ซึ่งก็คืออิมโฮเทปที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของฟาโรห์ชื่อพระเจ้าซอเซอร์ (4,600 ปีที่แล้ว) ท่านผู้นี้เป็นทั้งกวี นักบริหาร นักการปกครอง เป็นสถาปนิกซึ่งสามารถคำนวณและสร้างพีระมิดองค์แรกของโลกซึ่งเรารู้จักกันในนามของพีระมิดขั้นบันไปแห่งเมืองซัคคารา (ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวมาสร้างตามที่สำนักต่วย’ตูนมักจะขยายขี้เท่ออยู่เสมอๆ แถมยังขายได้ตลอดด้วย) อีกทั้งท่านผู้นี้ยังเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ จนท้ายสุดได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าอีกด้วย [ตามจารึกและจำหลักที่วิหารบูชาเทพซอเบก (จระเข้) และเทพฮอรัส (เหยี่ยว) แห่งเมืองคอม-ออม-โบ ในอียิปต์ปัจจุบัน]
ฉะนั้น เนื้อเรื่องของหนังเรื่องมัมมี่จึงเป็นการสร้างขึ้นจากนิยายโดยแท้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และชื่อที่เหมือนกันก็เชื่อว่าเป็นการพ้องกันโดยการตั้งใจของผู้เขียนเรื่องโดยแท้
การที่หนังเรื่องนี้ “ขาย” ได้ น่าจะมาจากเหตุ 2-3 ประการก็คือ หนึ่ง หนังที่ขายได้ในระหว่างทศวรรษที่ 30 ก็คือหนังหนีโลกประเภทรักน้ำเน่า ทั้งหวานจ๋อยและเหม็นคลุ้ง หรือหนังประเภทไซไฟ และหนังผีๆ นี่แหละ
อีกเหตุที่น่าสนใจก็คือ อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปี พ.ศ. 2465 (ปลายรัชกาลที่ 6) นายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ได้ขุดค้นทางโบราณคดีบันลือโลกในอียิปต์ เพราะได้มีการพบหลุมพระศพของฟาโรห์ตุตังคาเมน ซึ่งให้หลุมศพนี้มีข้าวของเครื่องใช้ของฟาโรห์เกือบจะครบถ้วนทุกชิ้น ตั้งแต่ของเล็กของน้อย เช่น ถุงมือ ถุงเท้าสมัยทรงพระเยาว์ กล่องเครื่องเขียน ชุดชั้นใน เกม ของเล่น เตียงสนาม (พับได้) ตลอดไปจนถึงพระโธรนดุนลายทอง เครื่องประดับพระศพ โดยเฉพาะหน้ากากคลุมพระพักตร์ การค้นพบนี้ทำให้โลกรู้จักชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนอียิปต์โบราณมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ฉลาดๆ อย่างเราก็อยากจะเลือกเชื่อความเห็นประเภทข่าวลือมากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดจากวิทยาศาสตร์แห่งการขุดค้น (ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่มิใช่หรือ)
คนแรกๆ ที่กระพือข่าวลือเกี่ยวกับความลึกลับของอียิปต์โบราณก็คือแมรี่ คอเรลลี่ คนที่แต่งนิยายดังๆ หลายเรื่อง ที่ดังมากในบ้านเราก็คือ เดอะ ซอร์โรว์ ออฟ ซาตาน ไงครับ (อยากทราบว่าดังอย่างไรก็ต้องไปถามสิงห์สนามหลวง กับรัศมี เผ่าเหลืองทองดูเอาเอง) เธอผู้นี้เป็นคนแรกๆ ที่พูดถึงความตายอย่างผิดธรรมชาติของทีมขุดค้นร่วมกับคาร์เตอร์ว่า “ความตายติดปีกมาเยี่ยมเยือนผู้เข้าไปในหลุมพระศพของฟาโรห์” ผู้ที่ร่วมใส่ไข่อย่างเมามันคนต่อไปก็คือ เซอร์อาร์เธอร์ โคแนนดอยล์ คนเดียวกับที่เขียนนิยายนักสืบเชอร์ล็อคโฮล์มสนั่นแหละ ท่านเซอร์อาเธอร์ผู้นี้มีรสนิยมในการเป็นร่างทรงอยู่เป็นประจำ (ฉะนั้น การที่นักเขียนไทยจะเขียนนิยายโดยอาศัยการทรงก็ดูจะไม่แปลก เพราะมันมีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน) ท่านเซอร์ผสมโรงว่า ความตายเป็น “การแก้เค้นของฟาโรห์”
ก็นี่แหละครับ คือต้นตอของความเชื่อเรื่องคำสาปของฟาโรห์
นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 2/3ซึ่งจริงๆ แล้วข้อความที่ลอกๆ กันมาโดยอ้างว่าเป็นคำสาปนั้น โดยแท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือประกอบพิธีศพที่เราเรียกว่า บุ๊ค ออฟ เดด (ผมเลี่ยงการแปลว่า คัมภีร์มรณะ ตามที่ส่วนใหญ่ใช้กัน เพราะชื่อนี้อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดซ้ำซากและคิดว่าหนังสือนี้มีอำนาจทำให้ใครตายได้) ซึ่งเป็นหนังสือบอกวิธีผ่านประตูแห่งความตายไปสู่การมีชีวิตอมตะกับเทพโอไซริสในโลกหน้า ส่วนคำแช่งนั้นมีอยู่จริง เพราะหลุมพระศพถูกขโมยอยู่เสมอๆ (ตั้งแต่สมัยโน้น) จนต้องมีการซ่อนพระศพ (พร้อมสมบัติ) ในรูปแบบต่างๆ เสมอมา ซึ่งหากคำสาปมีพลังจริง ก็คงจะไม่มีการโจรกรรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยนู้น อีกทั้งฟาโรห์คงจะไม่ต้องย้ายหลุมหนีโจรอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฏเป็นพัฒนาการของหลุมพระศพแบบต่างๆ ที่เราๆ รู้กันอยู่
คนฝรั่ง (ถือคริสต์) ฝังใจกับชาวอียิปต์โบราณในฐานะที่เป็นสิ่งลี้ลับและลึกลับ นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 แล้วที่ฝรั่งเชื่อว่ามัมมี่ชนิดป่นเป็นผงมีสรรพคุณในการแก้ท้องเสีย ส่วนชนิดที่เอาไปเคี่ยวทำน้ำมันก็ช่วยแก้เคล็ดขัดยอกตามเนื้อตัวได้ (นี่ก็อีกแหละ เหมือนกับที่สวนจตุจักรเราขายน้ำมันเลียงผา โดยผู้ขายอ้างสรรพคุณนานาประการ) แม้กระทั่งหมอหลวงประจำพระองค์ของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (ศตวรรษที่ 15-16) ก็ถวายยาหม่องชนิดนี้ให้กับพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยๆ ด้วย
ฉะนั้น มัมมี่ที่มีความแค้นซึ่งสามารถฟื้นจากความตายจึงขายได้ในฐานะหนังเสมอมา อิทธิพลทางรูปแบบของผีพันผ้าแบบมัมมี่เห็นได้เสมอๆ ในหนังผีไทย และอาการของผีที่ต้องยกแขนสองข้างยื่นไปข้างหน้าเพื่อบีบคอก็มีให้เห็นอีกเสมอๆ เช่นกัน ทั้งในหมู่หนังผีไทยและผีจีนจนถึงปัจจุบัน
แดรกคูล่า
สร้างมาจากนิยายขายดีของบราห์ม สโตเกอร์ เค้าโครงเรื่องอิงอยู่บนเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าชายวลาดทีเปส แห่งทรานซิลวาเนีย (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศโรมาเนียปัจจุบัน) ว่ากันโดยตำแหน่งที่ตั้งของแคว้นนี้ จัดว่าอยู่ในบริเวณที่ถือว่าลี้ลับของยุโรป เพราะเป็นเขตป่าเขาตรงพรมแดนของยุโรปกับโลกทางฝ่ายตะวันออกซึ่งเป็นดินแดนของชนชาวมุสลิม เป็นเขตแดนที่ศาสนาคริสต์ไม่อาจควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จและถาวร อีกทั้งยังเป็นเขตแดนที่ถือว่าเป็นกันชนของอันตรายใดๆ ที่จะพุ่งเข้าสู่หัวใจของยุโรป
เจ้าชายองค์นี้มีชีวิตอยู่ตอนคริสต์ศตวรรษที่ 15 ยุคสมัยที่ยุโรปเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ศาสนาเสื่อมทราม ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปใหญ่ของศาสนาคริสต์ในศตวรรษต่อไป เป็นยุคสมัยที่กษัตริย์ช่วงชิงอำนาจกับศาสนจักร เป็นยุคสมัยที่อาณาจักรอิสลามิกรุ่งเรือง และเป็นรอยต่อของยุคสมัยที่ฝรั่งจะได้เดินทางค้นพบเส้นทางการเดินเรือโดยสเปนและโปรตุเกส
ตำนานความป่าเถื่อนของเจ้าชายวลาด “จอมเสียบ” (ฉายาของท่าน) แพร่หลายว่าขอบฆ่าฟันศัตรูด้วยความป่าเถื่อน ถึงขนาดชอบดูการทรมานและฆ่าคนในขณะที่กินอาหารไปด้วย หรือแม้กระทั่งดื่มเลือดคน และนี่คือตัวอย่างของคริสเตียนที่เลว เค้าเรื่องกลายเป็นเชื้อของนิยายขายดีของสโตเกอร์ที่เราจะรู้จักกันต่อๆ มาในนามของแดรกคูล่า
นิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นหนังครั้งแรกภายใต้ชื่อ นอสเฟอราตู โดยบรมครูภาพยนตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อว่าเมอเนา ในปี พ.ศ. 2465 (สมัยรัชกาลที่ 6)
ท้องเรื่องถูกเปลี่ยนจากประเทศโรมาเนียมาเป็นเมืองเบรเมนในเยอรมนีแทนอังกฤษจากเค้าเรื่องเดิมของสโตเกอร์ ต่อเมื่อ พ.ศ. 2424 จึงมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อแดรกคูล่าซึ่งถือเป็นต้นแบบของฉบับที่เราๆ ท่านๆ ได้ดูกันต่อมาถึง 32 เรื่อง (เป็นอย่างน้อย)
แดรกคูล่าจึงดื่มเลือด (ซึ่งเป็นข้อห้ามของทั้งศาสนายิวและคริสเตียน) แดรกคูล่าอาจแปลงร่างเป็นหมาป่า (สัตว์ที่เป็นอันตรายของชาวนาและของปศุสัตว์ของยุโรป) ค้างคาว (สัญลักษณ์ของแม่มดซึ่งเป็นปฏิปักษ์ของศาสนาคริสต์) และหนูก็เกี่ยวกันกับแดรกคูล่าด้วย (ดังปรากฏอยู่ในเวอร์ชั่นของเมอเนา) ทั้งนี้ก็เพราะคนยุโรปจำได้ดีว่าหนูนำกาฬโรคมาระบาดฆ่าคนยุโรปตายกันเป็นเบือในสมัยกลาง หนูจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต้านศาสนาคริสต์ด้วย
และก็ด้วยเหตุผลเช่นนี้ แดรกคูล่าจึงอาจปราบได้ด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ กางเขนและโลหะเงิน การตอกลิ่มลงหัวใจ และแสงสว่างซึ่งส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์อีกเช่นกัน ในแดรกคูล่าบางฉบับตีความว่าแดรกคูล่าคือซาตานซึ่งเกิดมาพร้อมกับโลกและเคยคิดกบฏต่อพระเจ้าของฝ่ายคริสต์เสียด้วยซ้ำไป (ขอให้ดูเรื่องพาร์ดอน มี บัท ยอร์ ทีธ อาร์ ออน มาย เนค ของโปลันสกี้ และอินเทอร์วิว วิธ เดอะ แวมไพร์ เป็นต้น)
เอาละครับ ผมสาธยายมายืดยาวเพื่อเราจะได้เห็นนิสัยใจคอ และที่มาที่ไปของบรรดาผีฝรั่งซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของแม่นาคพระโขนงของเรา เพราะหนังเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีอายุแก่กว่าแม่นาคพระโขนง 4-5 ปีทั้งสิ้น แต่ก็ยังต้องถือว่าร่วมบริบทของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอันปั่นป่วนของยุคเศรษฐกิจตกต่ำทั้งนั้น ที่น่าสังเกตก็คือผีฝรั่งพวกนี้ถือเพศผู้ทั้งสิ้น ทำไมก็ไม่ทราบ
ต้องย้ำอีกทีนะครับว่าหนังผีขายดีเสมอไม่ว่ายุคไหน ก็เพราะชีวิตหลังความตายนั้นเป็นคำถามใหญ่ต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ทุกเหล่า และเมื่อใดก็ตามที่เราอยากจะหนีไปจากความเป็นจริงทั้งเศรษฐกิจอันเลวร้าย ข้าวยากหมากแพง หรือการเมืองปั่นป่วน หนังผีกับหมอผี (ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเรื่องหมอดู และหมอฮวงจุ้ยทั้งหลายด้วย) ก็ติดกระแสทั้งสิ้น
แม่นาคพระโขนงฉบับคลาสสิค คราวนี้ถ้าเราจะวกกลับมาหาแม่นาคพระโขนงล่ะ เราจะให้คำอธิบายว่าอย่างไร
ผมขออิงกับข้อมูลของเนชั่น สุดสัปดาห์ (9-15 กันยายน 2542) อีกทีนะครับว่า หนังแม่นาคพระโขนงถูกสร้างครั้งแรกใน พ.ศ. 2479 และจะได้สร้างต่อๆ มาถึง 21 ครั้งเป็นอย่างน้อย
คนที่วางแบบให้กับแม่นาคพระโขนงน่าจะเป็นเสน่ห์ โกมารชุน ซึ่งให้ปรียา รุ่งเรืองเป็นแม่นาคถึง 2 ครั้ง แล้วจะได้มาแสดงอีก 2 ครั้ง โดยทีมงานซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับเสน่ห์ผู้วายชนม์ไปแล้วในขณะนั้น ฉะนั้น แม่นาคพระโขนงภาคที่ 1 (พ.ศ. 2520) ผู้สร้างจึงใช้ชื่อว่าศิษย์เสน่ห์ศิลป์ และเมื่อสร้างแม่นาคพระโขนงภาคที่ 2 (พ.ศ. 2522) จึงได้ออกนามว่าคือเสนีย์ เป้าประดิษฐ์ สองตำรับหลังนี้ระบุว่าตัวเองคือ “ต้นตำรับ” อีกทั้งยังระบุด้วยว่าเป็น “บทประพันธ์ของชาวบ้านซึ่งเสน่ห์ โกมารชุนเป็นผู้เรียบเรียง”
ตอนต่างๆ ของแม่นาคพระโขนงมีดังนี้คือ นางนาคพระโขนง, นางนาคคืนชีพ, นาคพระโขนง, นางนาคพระโขนง (ภาคพิเศษ), แม่นาคพระโขนง, วิญญาณรักแม่นาคพระโขนง, สัญญาใจแม่นาคพระโขนง, แม่นาคพระนคร, แม่นาคอเมริกา (The Pot), แม่นาคบุกโตเกียว, แม่นาคภาคพิสดาร, แม่นาค ’30, แม่นาคอาละวาด, แม่นาคคืนชีพ, แม่นาคเจอผีปอบ. แม่นาค (หนังทดลอง ความยาว 33 นาทีของพิมพกา โตวิระซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง) และนางนากของนนทรีย์ (ชื่อทั้งหมดไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา)
ดูจากชื่อเรื่องข้างบน (เพราะจำไม่ได้ว่าผมเคยดูตอนไหนมากแล้วบ้าง) คงจะเห็นความพยายามของผู้สร้างที่จะตีความเรื่องแม่นาคให้มีหลากหลายกันออกไป ทั้งในแง่ของสถานที่ (แม่นาคพยายามจะขยายอิทธิพลเข้ามาในพระนคร ไม่ใช่ผีบ้านนอกชานเมืองอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งอาละวาดไปยังหัวเมืองหลักของโลก ทั้งกรณีโตเกียวและอเมริกา) ทั้งในแง่ของการเอาชนะเหนือดินแดนแห่งความตาย จึง “คืนชีพ” มาในแบบต่างๆ นานา แต่อย่างไรก็ดี โครงเรื่องของความรัก ความผูกพันกับผัวเป็นโครงเรื่องหลักที่เสน่ห์ โกมารชุนวางเอาไว้และก็กลายเป็นพลังที่ทุกตำรับต้องสยบให้กับการตีความนี้
ผมลองเอาตำรับแม่นาคพระโขนง ภาค 1 และภาค 2 ซึ่งสร้างโดยเสน่ห์ โกมารชุนมาเป็นหลัก (เพราะปัจจุบันยังหาดูได้ไม่ยากนัก) สำรวจดูแล้วพอจะได้ความว่า เรื่องแม่นาคพระโขนงนั้น เป็นตำนานพื้นถิ่นของคนแถบพระโขนง ตำนานนี้มีการอ้างอิงถึงบทเสภาขุนช้าง-ขุนแผน มีทั้งการอ้างอิงถึงโดยการที่ให้แม่นาคสาวสวยแห่งทุ่งพระโขนงอ่านเสภาเรื่องนี้ให้ป้าของตนฟัง และมีการสั่งสอนกันว่า “อย่าริเอาอย่างนางพิม” (ภาค 1) และมีการอ้างถึงในรูปของการแสดงลิเกซ้อนหนัง (ภาค 2) จับตอนเปรตนางวันทอง (ก็นางพิมพิลาไลยนั่นแหละ) มาห้ามทัพพระไวยไม่ให้รบกับทัพของขุนแผน
ความจริงพล็อตของนางพิมซึ่งจะมีสองผัว ทั้งขุนช้างและขุนแผนภายใต้บริบทของสังคมศักดินาอยุธยานั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และถ้าจะพูดให้ถึงที่สุด พล็อตและซับพล็อตของขุนช้าง-ขุนแผนก็ล้วนแล้วแต่น่าสนใจอย่างเหลือเกิน โดยเฉพาะสภาพภาวการณ์ทางจิตวิทยาของไพร่ภายใต้พันธการของสังคมศักดินา อันนี้คงจะยกให้เป็นหน้าที่ของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และคุณอัศศิริ ธรรมโชติขยายความต่อไปจะดีกว่า วรรณกรรมขุนช้าง-ขุนแผนสำหรับผมจึงเป็นคลังของเรื่องสนุกสนาน ตื่นเต้น ผจญภัยแบบเดียวกับอิดิปุสของกรีก มีเรื่องของการชิงรักหักสวาทแบบเดียวกับหนังและละคร “น้ำเน่า” ทั้งหลายทั้งปวงที่มีกันอยู่ และอาจจะเป็นที่มาของแม่นาคพระโขนงที่เราดูกันมาหลายๆ ตอนด้วย
แม่นาคพระโขนง ภาคที่ 1 และภาคที่ 2 นั้น ทั้งแม่นาคและพ่อมากตลอดทั้งตัวละครทั้งหลายเป็นเกษตรกรรายย่อย เพราะมีที่นาทำกินเป็นของตัวเอง พ่อมากนั้นถูกเกณฑ์จากหลวงให้ไปรับใช้มูลนายในบางกอก ทำนองเดียวกับไอ้เณรไปรับใช้ตามบ้านของเจ้านายนั่นแหละ ในระหว่างเกณฑ์ ศัตรูทางความรักของพ่อมากก็คือไอ้เพลิง ซึ่งเป็นลูก “ข้าราชการท้องถิ่น” หรือกำนันนั่นเอง ไอ้เพลิงไม่ได้รังเกียจรังงอนว่าแม่นาคจะมีผัวแล้ว เช่นเดียวกับที่ขุนช้างไม่เคยรังเกียจนางพิมพิลาไลย ก็ใจมันรักเสียแล้วนี่นา
แม่นาคตายทั้งกลมขณะที่พ่อมากอยู่บางกอก และได้ยินข่าวของพ่อมากจากปากไอ้เพลิงว่าไปรักกับลูกสาวของมูลนาย ทำนองเดียวกับที่ขุนช้างเป่าหูนางพิมพิลาไลยและนางศรีประจันผู้เป็นแม่ของนางนั่นแล
ความตายของแม่นาค แม้จะเป็นเช่นเดียวกับที่แม่ทั้งหลายในสมัยก่อนซึ่งมักตายขณะคลอดลูก แต่แม่นาคก็ยังมีจิตคิดผูกพันกับผัว (เผลอๆ อาจจะมาจากข่าวลือที่ไอ้เพลิงเอามากรอกหูด้วย) ตามความเชื่อของคนไทยที่ว่าคนตายโดยผิดธรรมชาตินั้น วิญญาณจะผูกพันกับโลกเดิม ไม่ยอมรับสภาพของความตายตามพุทธศาสนา
แม่นาคจึงออกอาละวาดเอากับคนทั้งหลายโดยไม่เลือกหน้า จนถูกจับถ่วงหม้อทิ้งน้ำไปที่ท่าน้ำวัดมหาบุศย์ (สะกดตามภาค 1) รอเวลาให้ตาโป๋ เป่าปี่ ตลกลายครามมางมเจอ และปลดปล่อยวิญญาณแม่นาคมาอาละวาดต่อไปในตอนที่ 2
March 17 นางนาค: หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 3/3การพัฒนาเรื่องในภาคที่ 2 นั้นได้เปิดโอกาสให้พ่อมากพบรักกับลูกสาวเจ้านายของตัว เป็นอันสมคำร่ำลือจริงๆ ผู้เขียนเรียงลำดับเวลาให้พ่อมาปลงใจในรักใหม่ต่อเมื่อได้ “ช่วย” ปลดปล่อยวิญญาณของแม่นาคแล้ว อันนี้ช่วยพ่อมากให้ดูยังเป็นชายที่มีรักแท้อยู่ได้ และไม่เสียแนวหลักของเรื่องคือเรื่องความรักแท้
ในภาคที่ 2 มีการหาทางออกให้วิญญาณแม่นาคยังคงเป็นผีที่ดีแม้จะได้ “ทำบาป” มาเยอะ บาปที่ว่าก็คือ หักคอไอ้เพลิงตายและฆ่าอาจารย์เต๊ะ ศัตรูเก่าที่เคยจับแม่นาคมาถ่วงน้ำในภาค 1 ตลอดจนชอบหลอกหลอนชาวบ้านเสียบ่อยๆ โดยให้ตัวละครเป็นเณร (บุคคลในพุทธศาสนา) อนุญาตให้วิญญาณของแม่นาคเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคนที่มีปัญหาในรัก (ปัจจุบันมีหน้าที่ปลอบประโลมคนยากแค้นทางเศรษฐกิจด้วย) อยู่ที่วัดมหาบุศย์จนกระทั่งปัจจุบัน
ภาพพจน์ของแม่นาคพระโขนงทั้งภาคที่ 1 และภาคที่ 2 จึงเป็นเพียงตำนาน หรือคือเรื่องราวที่เล่าขานกันอยู่ในท้องถิ่นเพื่อสืบทอการรับรู้ประวัติความเป็นมาของชุมชนของตน แม่นาคจึงเป็นเสมือนวีรสตรีท้องถิ่น ที่ผมยกให้เธอเป็นวีรสตรีก็เพราะเธอเป็นเหมือนตัวแทนของไพร่ทั้งหลายที่ต้องดำรงชีพอยู่ด้วยความยากลำบากแสนเข็ญในยามที่ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกันอันเนื่องมาจากพันธนาการศักดินา อย่างนี้จะไม่ยกให้เป็นวีรสตรีก็เกินไปล่ะนะครับ
ตำนานนั้นดำรงอยู่ข้ามกาลเวลาและความสมจริง แม่นาคพระโขนงทั้งภาค 1 และภาค 2 จึงให้ความเป็นแม่นาคผมยาวสลวย มีสง่าสมเป็นตัวเอกของเรื่อง แต่งตัวงดงามทำนองเดียวกับที่นางเอกลิเกแต่ชุดราตรียาวแบบฝรั่งในขณะที่พระเอกรัดเครื่องแบบละครโบราณ (ดังเช่นที่เห็นในฉากลิเกแทรกในภาค 2) สภาพท้องถิ่นที่เห็นในหนังก็คือ สภาพของชนบทไทยภาคกลางเมื่อ พ.ศ. 2520 ไม่ใช่ภาพของชนบทไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ความจนในชนบทไม่ว่าจะอยู่ในบ้านไม้หลังคามุงแฝกอย่างสมัย ร.4 หรือบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนหลังคามุงสังกะสีของ พ.ศ. 2520 นั้น เป็นความยากจนชนิดเดียวกันอย่างไม่ต้องแยกแยะ ความสมจริงในแง่นี้ จึงเป็นความสมจริงตามสารถ ไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น
พูดโดยสรุปก็คือ แม่นาคพระโขนงฉบับเก่านั้น ตั้งใจสร้างให้เป็นภาพยนตร์เชิงตำนานมากกว่าความสนใจเรื่องของความสมจริงนั่นเอง
นักดูหนังไทยหลายคนอาจตั้งข้อสังเกตอีก 2 ประการเกี่ยวกับหนังผีไทยว่า ทำไมมักจะมีฉากตลกวิ่งไล่กัน วิ่งหนีผี และมุดลงตุ่ม กับอีกคำถามว่าทำไมหนังผีไทยมักจะมีฉากโป๊เสมอ ข้อสังเกตทั้งสองนี้ตอบได้ยากและเข้าใจได้ยากจริงๆ ครับ ที่บอกว่ายากก็เพราะเรามักจะมองหนังในแนวนี้จากกรอบการมองที่แตกต่างกันออกไป ผมเองแม้จะพยายามดัดจริตดูหนังอย่างเอาใจเข้าข้างก็ดูไม่ค่อยจะสำเร็จเท่าไหร่ ดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องตลก และทำไมจะต้องโป๊ เพราะรู้สึกว่าหนังผีจะต้องน่ากลัว และจะต้องรักษาบรรยากาศให้เคร่งขรึม เพื่อให้ส่งเสริมจุดมุ่งหมายของการสร้างความกลัวตามลักษณะของหนังผีที่ควรจะเป็น
แต่ลองนึกดูอีกทีจากการใช้แม่นาคพระโขนงทั้งสองภาคเป็นหลัก ก็อาจได้ข้อสรุปว่าฉากวับแวมของปรียา รุ่งเรือง และฉากตลกวิ่งไล่กันนั้นส่งผลให้มีการลดทอนความน่ากลัวของหนังลงไป หรือจะพูดอีกทีก็คือ ทั้งฉากตลกและฉากโป๊ได้เข้ามาคั่นความรู้สึกของคนดู และตอกย้ำอยู่เสมอว่านี่เป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงหนังที่ให้ความบันเทิง นี่ไม่ใช่เรื่องจริง ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ ฉากลิเกซ้อนหนังในภาคที่ 2 จับความขุนช้าง ขุนแผน พระไวยเดินทางมากกลางป่าพร้อมตลกผู้ช่วย ผีนางวันทองหลอกเป็นสาวสวยให้ตลกผู้ช่วยได้จีบ พอจะเข้าด้ายเข้าเข็ม สาวสวยก็กลายร่างเป็นผี คนก็ได้ฮากันตึงไป ผมเชื่อว่าคนดูลิเกทุกคนรับมุขแบบนี้ได้ ในขณะที่ยังสามารถติดตามเรื่องหลักของขุนช้าง-ขุนแผนได้อย่างไม่รู้สึกสะดุด
กลวิธีแบบลิเกทำนองนี้กระมังครับที่หนังผีไทยสมัยเก่าเขาเอามาใช้ในงานของเขา และคนดูหนังรุ่นเก่าก็เป็นชุดเดียวกันกับที่ดูลิเก และการที่คนดูไม่ใช่คนดูชุดเดียวกันอย่างคนรุ่นก่อนแต่เป็นนักดูหนังที่ไม่ดูลิเกแบบเราๆ ที่ไม่เคยรู้จักหรือไม่สนใจในไวยากรณ์ของลิเกจึงรู้สึกรับไม่ได้
ตลกที่เราเห็นในหนัง ทั้งที่วิ่งไล่กัน วิ่งหนีผีเท่าไรก็หนีไม่พ้น กระโดดลงไปในตุ่มคนแล้วคนเล่าเพื่อหนีผีแต่แล้วผีก็ดันมุดตามลงมาด้วย หากเราๆ ท่านๆ ลองเปลี่ยนตัวละครให้เป็นตลกฝรั่ง เช่น คณะคีย์สโตน คอปส์ ชาลี แชปลิน บัสเตอร์ คีตัน สามเกลอหัวแข็ง หรือมาร์กซ์บราเธอร์ส ซึ่งโด่งดังในอดีต ก็คงจะนึกออกว่าตลกในยุคนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เคยวิ่งไล่กันมาแล้วทั้งสิ้น ตลกไทยก็คงจะยืมวิธีการที่เราเรียกว่า สแลปสติ๊คมาใช้เช่นเดียวกัน
คำอธิบายนี้หากยังไม่สบอารมณ์ ผมก็เห็นจะต้องหันหน้าไปขอคำปรึกษาเกจินู้ดนิวัติ กองเพียรให้ท่านช่วยตอบน่าจะแจ่มแจ้งกว่าเป็นแน่แท้
นางนาก ของนนทรีย์ นิมิบุตร
ใครๆ ที่ได้ไปดูนางนากของคุณนนทรีย์คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่แหละหนังไทยที่รอคอยมานานแสนนาน กระแสนางนากของนนทรีย์ด้านหนึ่งตอบสนองต่อยุคสมัยของการหลีกหนีความจริง และอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นการวิพากษ์ความมักง่ายของหนังไทยที่ดำรงสภาพเช่นนี้มานานแสนนาน
หนังของคุณนนทรีย์ได้เสนอภาพของนางนากในลักษณะสมจริง รายละเอียดของหนังได้รับการวิเคราะห์วิจัยจากนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ จนกำหนดออกเป็นภาพที่ทำให้เราเชื่อว่าแม่นาคพระโขนงนั้นมีจริงๆ และเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์
รายละเอียดสมจริงนั้นได้มีการกำหนดเวลาที่แท้จริงให้แม่นาค ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปีสุดท้ายของรัชกาลที่ 4 ต่อกับต้นรัชกาลที่ 5 โดยมีการกำหนดวัน เวลา และเหตุการณ์สำคัญก็คือ ภาพสุริยปราคาเต็มดวง ซึ่งเหตุการณ์นี้ชวนให้เราเชื่อมโยงไปถึงการเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอของรัชกาลที่ 4 และนำไปสู่การเสด็จสวรรคตในระยะเวลาต่อมา
มีการวิจัยเรื่องการแต่งกายของสามัญชนหรือไพร่ในสมัยนั้นว่า สตรีจะต้องนุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าแถบ ชายนุ่งโจงเฉยๆ และผ้าที่ใช้นั้นก็จะต้องเป็นสีทึบ เพราะจะมีไพร่คนไหนมามีผ้าสีซึ่งเป็นของฟุ่มเฟือยใช้กันได้ในสมัยนั้น
บ้านเรือนของไพร่ก็จะต้องเป็นเรือนไม้กระดานหลังคามุงหญ้าหรือมุงแฝก นางนากจะต้องตัดผมสั้นตามสมัย (คุณนนทรีย์ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อยืนยันความถูกต้องของเรื่องนี้) ฟันจะต้องดำเพราะเป็นธรรมเนียมการเคี้ยวหมากนั้นเป็นของสามัญทั่วไปอีกเช่นกัน
นอกไปจากนี้ คุณนนทรีย์และคณะยังได้มีการอ้างบุคคลจริงที่มีชื่อเสียงของยุคสมัยก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พหรมรังสี) ซึ่งจะได้มาปลดปล่อยวิญญาณนางนากโดยการสกัดกะโหลกหน้าผากของนางนาก ลงอักขระเพื่อปราบฤทธิ์เดช แถมยังได้อ้างอีกว่ากะโหลกชิ้นนี้ยังได้เคยตกทอดลงไปยังสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯ อีกด้วย เป็นอันว่าวิญญาณของนางนากนั้น ถูกจับขังเอาไว้ใน “เวลา” ที่แน่นอนและดิ้นไม่หลุด
กระทั่งการสะกดชื่อของแม่นาค ก็ให้สะกดเป็นนางนากโดยมีการอ้างอิงเอกสารเก่าว่าเขียนเอาไว้เช่นนั้น ซึ่งเป็นอันว่าได้ไปลบเครดิตของแม่นาคพระโขนงไปแล้วโดยปริยาย (ประเด็นนี้คงจะเถียงได้อีกหลายยกว่าการสะกดชื่อต่างๆ นั้น จะถือเอาเป็นข้อสรุปตายตัวได้เพียงใด)
รายละเอียดที่น่าชมเชยของหนังเรื่องนี้ก็คือ ภาพชีวิตของไพร่ภายใต้สมัยของศักดินาว่าฝืดเคืองยากแค้นเพียงใด ภายใต้พันธนาการนี้ ไพร่จึงไม่อาจปฏิเสธต่อการเรียกเกณฑ์ของมูลนายได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ (ความจริงประเด็นหลักของนางนากนอกจากจะเป็นเรื่องของความรักอันแน่นแฟ้นระหว่างหญิงและชายแล้ว ผมยังอ่านต่อไปว่าประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องอุปสรรคความรักของไพร่ อันเกิดจากพันธนาการของศักดินานั่นเอง)
ความสมจริงในแง่ของรายละเอียดทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ถูกกำกับออกมาเป็นภาพที่เห็นได้สมจริง ตลอดจนยังได้อาศัยการควบคุมภาษาพูดของตัวละคร อีกทั้งเสียงเพลงที่ใช้ประกอบหนังจนก่อเกิดเป็นเอกภาพของทั้งภาพ สี และเสียงตลอดจนทั้งเรื่อง
ความสมจริงเหล่านี้แน่นแฟ้น เป็นเอกภาพและไม่เปิดโอกาสให้คนดูคิดหรือจินตนาการเป็นอื่นไปได้เลย
นางนากจึงเป็นผีคนละตัวกับแม่นาคพระโขนง แต่เป็นสตรีในประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นอดีต นางนากไม่อาจมีผมยาวสลวยสวยสง่าอย่างแม่นาคพระโขนงซึ่งอาจเดินทางข้ามกาลเวลามาถึงเราได้เสมอ
ตำนานแม่นาคพระโขนงได้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไป ต่อไปเมื่อมีใครพูดถึงแม่นาคพระโขนง ก็จะต้องมีการอ้างถึงนางนากว่าเป็นความจริงแท้ และไม่ใช่อื่น เช่นเดียวกับบุคคลกึ่งตำนานหลายบุคคลซึ่งถูกชำระตำนานให้มีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ จะได้มีความหนักแน่นสมจริง เพื่อจะเสริมบารมีของบุคคลในปัจจุบันสมัยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่
สิ่งที่น่าสังเกตอีก 2 ประการของนางนากฉบับของคุณนนทรีย์ก็คือ ตำนานความเชื่อมโยงระหว่างแม่นาคพระโขนงกับเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนนั้นถูกตัดออกไป ตรงนี้ไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจของทีมงานของคุณนนทรีย์เพราะไม่เห็นความจำเป็นจะต้องให้สืบเนื่องต่อกัน หรืออาจเป็นเพราะความไม่ใส่ใจในรายละเอียดของแม่นาคพระโขนงฉบับของเสน่ห์ โกมารชุนซึ่งอ้างว่าเป็น “ต้นตำรับ” และ “เป็นบทประพันธ์ของชาวบ้าน” เพราะนางนากฉบับนี้ไม่ตั้งใจจะให้เป็นบทประพันธ์ของชาวบ้านก็เป็นได้
ประการที่ 2 ก็คือ รายละเอียดของการที่ปล่อยให้ไอ้มาก “นอน” กับอีนากนั้น จัดว่าเป็นการตีความที่แปลกออกไป ในฉบับเดิมของเสน่ห์นั้น พ่อมากแค่นอนเฉยๆ ข้างตัวแม่นาคในคืนแรกที่มาถึงบ้าน คุณเสน่ห์คงนึกไม่ออกเหมือนกันว่าคนกับผีจะไป “นอน” กันได้อย่างไร แต่การนอนกันของอีนากและไอ้มากจัดว่าเป็นการตีความเดียวที่เป็นพัฒนาการสำคัญของโครงเรื่องนี้ คนดูอาจจะตีความต่อไปเองว่าอาจจะไม่ใช่การ “นอน” กันจริง แต่เป็นเพียงสภาวะทางจิตวิทยาของไอ้มากแต่ฝ่ายเดียวก็ได้เช่นกัน
ถ้าจะประเมินกันในแง่ของคุณภาพการทำหนังแล้ว คุณภาพหนังขนาดนี้ก็คือคุณภาพของหนังไทยที่ควรจะเป็นมานานแล้ว และคุณภาพขนาดนี้ เราได้เห็นกันจนชินจากหนังในระดับสากล ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่สำหรับวงการหนังไทยแล้ว ถือว่าคุณนนทรีย์ได้วางมาตรฐานบางอย่างเอาไว้ เป็นมาตรฐานที่เกิดจากผู้ชำนาญการทำหนังโฆษณา ซึ่งถูกฝึกมากให้ต้องสร้างหนังที่กระชุบ คุมประเด็นทั้งหมดให้เกิดเป็นเอกภาพ และจุดมุ่งหมายเพื่อการเสนอภาพของ “โปรดักท์” ที่แจ่มแจ้งในมโนทัศน์ของผู้บริโภค
ตำนานกลายเป็นประวัติศาสตร์เมื่อถูกจองจำด้วยเวลา สถานที่และบริบทที่เป็นจริง
ประวัติศาสตร์กลายเป็นตำนานไปได้ด้วยการตกแต่งเสียใหม่ด้วยจินตนาการ
“เจ้าการะเกดเอย เจ้าขี่ม้าเทศ ออกไปท้ายวัง ชักกริชออกมาแกว่ง ว่าจะแทงฝรั่ง เมียห้ามเจ้าก็ไม่ฟัง เจ้าการะเกดเอย” (เพลงยาวเล่าตำนานการะเกดสมัยอยุธยา)
บทความนี้ตีพิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2542
March 08 99 ปีของเชอร์ล็อค โฮล์ม 1/2ผมเพิ่งจะหยิบวีดีโอเรื่อง ยัง เชอร์ล็อค โฮล์มส (Young Sherlock Holmes) มาดูเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ทั้งที่นักวิจารณ์หนังหลายคนได้กล่าวถึงหนังเรื่องนี้เอาไว้มานานพอควรแล้ว เหตุที่ผมเก็บหนังเรื่องนี้เอาไว้นานก็เพราะความที่ชอบเรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มส เอามากๆ และด้วยเหตุนี้เอง จึงอยากจะลองเก็บเอาไว้ก่อนรอจนเมื่อเสียงที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ซาลงแล้วจึงลองเอามาดูซิว่า จะได้ความรู้สึกอย่างไร ซึ่งเมื่อดูจบแล้วก็รู้สึกติดใจในจินตนาการของคนเขียนเรื่องและผู้สร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแสดงแต่ละตัว คิดว่าคงจะมีตอนต่อไปออกมาอีกตามที่ท้ายหนังได้เปิดตัวละครสำคัญคือ มอริอาร์ตี้ เอาไว้ชวนให้คนดูนึกไป
ถ้าจะพูดถึงในแง่หนังสือแล้ว เรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มส ซึ่งประกอบด้วยเรื่องยาว 4 เรื่อง กับเรื่องสั้นๆ อีก 56 เรื่อง สนุกสนานมีสีสันมาก เซอร์อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์ เดินเรื่องโดยเขียนเป็นทำนองว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกเล่าโดยคุณหมอ จอห์น ฮามิช วัตสัน ผู้ช่วยคนสำคัญของเชอร์ล็อค โฮล์มส และได้ร่วมผจญภัยกับเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยกันโดยตลอด และโดยเหตุที่เรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มสมีอย่างยืดยาวมากตอนดังที่กล่าวแล้ว ตัวละครแต่ละตัวของเรื่องจึงมีโอกาสพัฒนาบุคลิกลักษณะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดูสมจริงและกลายเป็นปริศนาให้คนจำนวนมากคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ตัวละครแต่ละตัวนั้นเป็นใคร และอยู่ที่ไหนในอังกฤษขณะนั้น
บางสมาคมอย่างเช่นสมาคม เบเกอร์ สตรีท เออเรกูล่าส์ถึงกับรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายในนวนิยายเรื่องต่างๆ ของเชอร์ล็อค โฮล์มสประมวลเข้าเป็นชีวประวัติของตัวละครแต่ละตัวเลยทีเดียว ซึ่งชีวประวัติดังกล่าวช่วยทำให้คนอ่านเข้าใจตัวละครและเรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มสได้ดีขึ้น เช่นได้มีการระบุว่า เชอร์ล็อค โฮล์มสนั้นมีชื่อเต็มว่า วิลเลี่ยม เชอร์ล็อค สก๊อตต์ โฮล์มส เพราะพ่อของเชอร์ล็อค โฮล์มสชื่นชมในตัวนักเทววิทยาและนักประพันธ์สมัยศตวรรษที่ 17 ที่ชื่อวิลเลี่ยม ส่วนแม่โปรดปรานงานของ เซอร์ วอลเทอร์ สก๊อตต์ เอามากๆ เชอร์ล็อค โฮล์มสเกิดวันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2397 และตายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2500 (อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะครบรอบ 30 ปี ของการตายของเขาแล้ว) เขามีพี่ชาย 2 คน คนหนึ่งชื่อ เชอร์รินฟอร์ด คนนี้ไม่มีบทบาทอะไร ส่วนคนที่สองชื่อว่านายครอฟท์ พี่คนที่สองนี้มีบทบาทมากในการผจญภัยของเขาหลายตอน และเป็นคนที่ เชอร์ล็อค โฮล์มส เคยออกปากว่าเป็นคนที่เก่งกาจ เฉลียวฉลาดกว่าตัวเขามากนัก (อย่างเช่นตอน “คืนชีพ” และตอน “ผจญมัจจุราช” - - - เดอะ เซเว่นโซลูชั่น เป็นต้น)
เชอร์ล็อค โฮล์มส ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากครอบครัว เรียนการชกมวยจากพ่อของเขาเอง เรียนฟันดาบจากสำนักแมเตรอะ อัลฟองซ์ เบงซีน เมื่ออายุ 18 เรียนกับครูพิเศษชื่อ ศาสตราจารย์มอร์อาร์ตี้ (ซึ่งต่อมาจะได้กลายมาเป็นศัตรูสำคัญที่สุดของเขา) แล้วจึงเข้าเรียนต่อที่อ๊อกซ์ฟอร์ดในปีเดียวกัน อีกสองปีให้หลังได้ย้ายไปเคมบริดจ์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาเรียนจบหรือไม่
ตัวละครอีกสองตัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาคือ หมอวัตสัน และไอรีน แอลเลอร์ คุณหมอวัตสันแก่กว่า เชอร์ล็อค โฮล์มส 2 ปี ได้รับการศึกษาทางศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมดิคอล สกูล ทั้งสองได้พบกันเมื่อปลายปี 2423 หรือต้นปี 2424 โดยตกลงใจร่วมกันเช่าห้องเลขที่ 221 บี.ถนนเบเกอร์ แล้วทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นเกลอสนิทและร่วมผจญภัยด้วยกันเกือบตลอดเวลา
ส่วนไอรีน แอดเลอร์นั้นเป็นสาวอเมริกันจากรัฐนิวเจอร์ซี่ ไอรีนพบกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส ครั้งแรกในเรื่อง “เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย” วัตสันได้เคยบันทึกเอาไว้ว่า “...เป็นความปราชัยของเชอร์ล็อค โฮล์มสที่ถูกปฏิภาณของหญิงคนหนึ่งลบแผนการที่วางไว้อย่างดีที่สุดเสียได้ เขาเคยแสดงความขบขันอย่างครื้นเครงต่อความฉลาดของสตรีเสมอ แต่ในตอนปลายนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้ยินดังนั้นอีกเลย และเมื่อเขาเอ่ยถึง ไอรีน แอดเลอร์ หรือกล่าวเท้าความถึงรูปภาพหล่อนขึ้นมาคราใด เขามักจะใช้คำที่ให้เกียรติแก่หล่อนว่า “ผู้หญิงคนนั้น” เสมอ (สำนวนแปลของ อ.สายสุวรรณ) ทางสมาคมเบเกอร์ สตรีท เออเรกูล่าส์ เชื่อว่า เชอร์ล็อค โฮล์มส มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ ไอรีน จนเกิดบุตรชายขึ้นคนหนึ่ง ในปี 2435 และชายคนนั้นก็ดำเนินวิชาชีพเช่นเดียวกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส
นอกเหนือไปจาก ความสามารถในการต่อสู้อันเป็นเครื่องช่วยในอาชีพของเขาแล้ว เชอร์ล็อค โฮล์มส ยังชอบง่วนกับการทดลองทางเคมี ซึ่งก็ช่วยให้เขาคลี่คลายปมของปัญหาของคดีได้บ่อยๆ เขาชอบสูบบุหรี่และยาสูบหั่นหยาบกลิ่นฉุน โดยกล้องยา ซ้ำเคยติดโคเคนอย่างงอมแงม ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจอย่างเช่นในตอน “ผจญมัจจุราช”
เขาเคยสีไวโอลินสตราดิวาเธียส ในเพลงพลูดานูบ เวียนนาบลัด และ เทลส์ ฟรอม เวียนนาวูดส์ ให้ครอบครัวของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ฟังด้วย หลายคนสันนิษฐานว่า เขาอาจมีความสัมพันธ์อัน “ลึกซึ้ง” กับหมอวัตสัน และนี่คือเหตุที่เขาไม่ชอบผู้หญิงเอาเสียเลย คำกล่าวหานี้ออกจะรุนแรงพอดูสำหรับชายโสดในสมัยวิคตอเรียน แต่พวกนิยมชมชื่นเขาพยายามจะให้เหตุผลเป็นอื่น ดังที่จะกล่าวถึงภายหลัง ลักษณะเด่นของเขาประการสุดท้ายคือ ความสามารถในการสังเกตและการสรุปอย่างมีพลัง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นคุณลักษณะแบบเบค่อนเนี่ยนโดยแท้ คุณลักษณะนี่เองที่สามารถตรึงคนอ่านเรื่องราวของเขาอย่างเกิดวางหนังสือไม่ลงเลยทีเดียว (อ.สายสุวรรณ เชื่อว่า เซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ผู้แต่งได้รับอิทธิพลในการสังเกตเช่นนี้จากอาจารย์ชื่อ โยเซฟ เบล ขอให้ลองเทียบการสังเกตของอาจารย์ โยเซฟ เบล ต่อคนไข้ของเขา กับการสังเกตของ เชอร์ล็อค โฮล์มส ต่อหมอวัตสัน ในเรื่อง “เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย” จากหนังสือ เชอร์ล็อค โฮล์มส : ชุดการผจญภัยของโฮล์มส ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อคริสต์มาสปี 2430 หรือเมื่อ 99 ปีที่แล้ว 99 ปีของเชอร์ล็อค โฮล์มส 2/2พูดถึง เชอร์ล็อค โฮล์มส ในฐานะเป็นหนัง อาจจะกล่าวได้ว่านวนิยายชุดนี้ถูกนำมาทำเป็นหนังมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ เท่าที่ทราบแน่ๆ นวนิยายเรื่องนี้เคยได้รับการสร้างเป็นหนังมาแล้วถึง 136 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกที่ผมได้ดูก็เห็นจะเป็นเรื่อง เดอะ ฮาวน์ด ออฟ เดอะ บาสเกอร์วิล์ส อันเป็นการผจญภัยเรื่องยาวที่เด่นที่สุดในสี่เรื่อง และก็เป็นเรื่องที่ได้เอามาทำเป็นหนังบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับตอนที่ผมได้ดูนั้น ปีเตอร์ คุชชิ่ง รับบทเป็นเชอร์ล็อค โฮล์มส โดยมีคริสโตเฟอร์ ลี เล่นเป็น เซอร์เฮนรี บาสเกอร์วิล์ส ผู้เป็นทายาทของตระกูลอันถูกสาปแช่ง หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2502 เดินเรื่องเกือบตามตัวอักษรของหนังสือ พูดถึงในแง่หนังแล้วก็ไม่ค่อยมีเสน่ห์นัก บทของ ปีเตอร์ คุชชิ่ง ดูจะเป็น เชอร์ล็อค โฮล์มส ได้ดีตามหนังสือ และถ้าจะว่าไปแล้วเขาดูจะเป็น เชอร์ล็อค โฮล์มส ที่เด่นที่สุดคนหนึ่งทีเดียว
เดอะเซเว่น เปอร์เซนต์ โซลูชั่น (2519) คงจะมีหลายคนสงสัยในพฤติกรรมหลายอย่างของเชอร์ล็อค โฮล์มส เช่นทำไมเขาจึงเป็นคนที่ชอบเก็บตัว ติดโคเคน ไม่สนใจผู้หญิง รักความยุติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ และจงเกลียดจงชัง ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้นักหนาในเมื่อเซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ไม่ได้เฉลยให้กระจ่าง
ต่อมานายนิโคลาส มาเยอร์ ก็เลยเอามาแต่งต่อโดยพยายามที่จะคลี่คลายประเด็นต่างๆ เหล่านั้นให้ได้ เรื่องก็เริ่มตรงที่ว่าเชอร์ล็อค โฮล์มส มีอาการประสาทหลอนอันเนื่องมาจากพิษของโคเคน หมอวัตสันจึงร่วมมือกับ มายคร้อฟท์ พี่ชายของ เชอร์ล็อค โฮล์มส ใช้ศาสตราจารย์ มอริอาร์ตี้ล่อไปพบกับ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ที่ประเทศออสเตรีย เขาได้รับการบำบัดจนหายจากการเสพติดโคเคน แถมยังได้สืบสวนคดีสำคัญเกี่ยวพันกับสงครามระหว่างประเทศด้วย
หนังเกือบเดินตามหนังสือโดยตลอดยกเว้นความอบอุ่นในครอบครัวของฟรอยด์ ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการรักษาไข้ของโฮล์มส ด้วยความที่โครงเรื่องถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน บทบาทของโฮล์มส จึงเกือบ หลุดหายไปในช่วงแรก พอมาถึงช่วงหลังบทบู๊ของเขาก็ดูจะมีมากและโลดโผนเกินพอดี ซึ่งดูจะเหมาะกับ เจมส์ บอนด์ เสียมากกว่า เช่นตอนเอารถไฟขับไล่ผู้ร้ายหรือตอนดวลดาลกับผู้ร้ายบนหลังคารถไฟ เป็นต้น นิคอล วิลเลียมสัน รับบทเป็น โฮล์มส หน้าตาจืดๆ ดีสมกับเป็นคนป่วย โรเบิร์ต ดูวาลล์ ได้บทรองในฐานะหมอวัตสัน ตกเป็นลูกไล่ตลอดกาลของ โฮล์มส คนเด่นสุดเห็นจะเป็น อลัน อาร์กิ้น ผู้ซึ่งเล่นเป็น ฟรอยด์ ผู้ซึ่งบำบัดโรคให้โฮล์มส และท้ายสุดเรื่องก็เผยออกมาว่า โฮล์มส ติดโคเคน ตั้งแต่อายุ 20 เพราะแม่มีชู้โดยการชักนำของ มอริอาร์ตี้ พ่อยิงแม่และชู้ตาย โฮล์มส จึงฝังใจในความเกลียดชัง มอริอาร์ตี้ และรังเกียจสตรีเพศ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า แม่ได้รับความยุติธรรมพอเพียงแล้วหรือ และนั่นก็คือที่มาของความสนใจของเขา
เมอร์เดอร์ บายดีกรี (2522) คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ แสดงเป็นโฮล์มส เจมส์ เมสัน รับบทเป็นหมอวัตสัน เป็นหนังอีกตอนหนึ่งที่สนุกสนาน เพราะโฮล์มส ได้เผชิญหน้ากับ แจ๊ค เดอะริปเปอร์ ฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่าผู้หญิงหากิน ผมไม่เคยอ่านเรื่องนี้จากงานของ ดอยล์ โดยตรง หากแต่ได้อ่านจากงานของ วิลเลียม เอส. บาริงค์-กูลด์ ซึ่งก็ตรงตามหนังทุกประการ ในเรื่องนี้แจ๊คถูกจับได้ ปรากฎว่าเป็นตำรวจสก็อตแลนด์ยาร์ดนั่นเอง
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังอีกเรื่องหนึ่งคือ ไทม์ อาฟเตอร์ไทม์ (สร้างในปีเดียวกัน) เป็นเรื่องของเอช.จี.เวลล์ส นักสังคมนิยมเฟเบี้ยนผู้ซึ่งได้ปล่อย แจ๊ค เดอะริปเปอร์ (เป็นหมอศัลยแพทย์เพื่อนของเขาเอง) ใช้เครื่องไทม์แมชชิน หนีมาในศตวรรษที่ 20 เวลล์ส ตามมาเพราะเชื่อว่าศตวรรษที่ 20 จะต้องเป็นสังคมที่ดี งดงามตามความเชื่อของพวกเฟเบี้ยน และแจ๊คจะทำลายอนาคตมนุษยชาติ ท้ายสุดแจ๊คได้ให้เวลส์ส ดูข่าวทางทีวีว่า ศตวรรษที่ 20 เต็มไปด้วยความรุนแรงเหมาะกับตัวคนอย่างแจ๊คที่สุด เรื่องเด่นต่อไปอีกนิดหน่อยโดยแจ๊คถูกส่งหายไปกับมิติแห่งเวลา เวลล์สเดินทางกลับสู่ยุคสมัยของเขา
ยัง เชอร์ล็อค โฮล์มส เป็นหนังที่เกี่ยวกับโฮล์มสเรื่องท้ายสุดที่ผมได้ดู สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้สร้างออกตัวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งทั้งหมด แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วทุกอย่างก็ดึงจินตนาการที่เกี่ยวกับโฮล์มส และหมอวัตสันนั่นเอง ในเรื่องนี้หมอวัตสันเดินทางมาเจอ โฮล์มส ที่โรงเรียนกินนอนในลอนดอน ทั้งคู่ได้เตียงนอนใกล้กัน เมื่อแรกพบ โฮล์มส ก็เริ่มทำการทายทักความเป็นมาของวัตสันทันที โดยทายว่า วัตสันเป็นลูกนายแพทย์ ถูกส่งมาจากทางเหนือของประเทศ (บ้านนอก) ชอบกินขนมคัสตาร์ดทาร์ต และมีชื่อว่า แจ๊ค วัตสัน
ทุกอย่างถูกหมดยกเว้นชื่อหน้าของวัตสัน (ความจริงเวลาภรรยาของหมอวัตสันเรียกสามี ก็เรียกว่า แจ๊คเหมือนกัน) วัตสันดูเงอะงะเปิ่น และซุ่มซ่าม ในเรื่องนี้โฮล์มส พบรักแรกซึ่งท้ายสุดสาวน้อย อลิซาเบธ ต้องตายไป ตามท้องเรื่องนี้เหมือนกับจะให้โฮล์มส ปักใจ และมั่นคงในรักเดียว ในเรื่องนี้ โฮล์มส และ วัตสันได้พบกับตำรวจชื่อ เลสเตรด ซึ่งตามเรื่องดั้งเดิมนั้น เลสเตรด เป็นตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด ผู้ซึ่งไม่ชอบ โฮล์มส นัก แต่ก็ต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขา
ในท้ายสุดโฮล์มสและวัตสันหนุ่มน้อยทั้งคู่ได้ช่วยกันปราบแก๊งอาชญากรลงไปได้ แต่ฉากสุดท้ายของเรื่องก็ได้เปิดตัวละครชื่อ มอริอาร์ตี้ ออกมาเป็นการเชิญชวนให้คนรอดูตอนต่อไป ทั้งโฮล์มส (นิโคลาส โรว์) และ วัตสัน (อลัน ค็อกซ) เล่นได้ดีมาก โดยเฉพาะ ค็อกซ หนังใช้เทคนิคพิเศษมากมาย ตามสไตล์ของสปีลเบิร์ก แต่ก็น่ารักดี
เชื่อว่าเรื่องของ เชอร์ล็อค โฮล์มส คงจะถูกนำมาสร้างเป็นหนังอีกเรื่อยๆ แต่คดีต่างๆ ของโฮล์มสและวัตสันคงจะพยายามจำกัดอยู่ในยุคสมัยวิคตอเรียนของเขาเท่านั้น หากเขาทั้งสองล่วงล้ำเข้ามาในศตวรรษที่ 20 เมื่อไร วิธีการสอบสวนคดี และการต่อสู้กับเหล่าร้ายตามแบบของเขาคงจะต้องอาศัยโชคและความบังเอิญอีกมากเป็นแน่ จึงจะสามารถธำรงความยุติธรรมตามอุดมคติของเขาไว้ได้
(หมายเหตุ : บทความนี้เคยตีพิมพ์ที่คอลัมน์ ดูหนัง-ดูละคร ในสยามรัฐสุดสัปดาห์ เมื่อประมาณ 21 ปีที่แล้ว และปัจจุบันปรากฏที่ กลแสง - นิตยสารหนังออนไลน์ http://atrickofthelight.wordpress.com/) July 13 เซ็นเซอร์ : ปกป้อง หรือปิดกั้น - นิตยสารดิฉันจากนิตยสาร ดิฉัน ฉบับ 729 วันที่ 15 กรกฎาคม 2550 คอลัมน์ เขาพูด - เธอพูด โดย อนิจ
ประเด็นเรื่องการเซ็นเซอร์เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างคนทำหนังและรัฐซึ่งยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน
คนกลุ่มแรกมองว่าภาพยนตร์คือศิลปะที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ สามารถพาคนดูสัมผัสกับประสบการณ์แตกต่าง เรียนรู้มุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับโลกและมนุษย์
คนกลุ่มหลังหวั่นเกรงว่าการนำเสนอภาพและความคิดในภาพยนตร์ที่บางครั้งส่อนัยของความรุนแรง เรื่องเพศ และการตั้งคำถามกับสังคมมากเกินควร จนอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่อาจทำลายระเบียบของสังคมได้
ทั้งคู่ต่างมองเห็นความสำคัญของภาพยนตร์เหมือนกัน หากแต่ต่างมีระดับของความไว้วางใจในระดับสติปัญญาและความรับผิดชอบชั่วดีของคนที่เข้าดูภาพยนตร์แตกต่างกันไป
จุดร่วมของความต่างทางความคิดจะจบลงที่ใด
คุณมีคำตอบหรือไม่ ... ... ... ... ... ทรงยศ แววหงษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และงานศิลปะ "การเซ็นเซอร์เป็นบทบาทที่รัฐทุกรัฐเล่น เพราะคนเห็นว่าภาพยนตร์มีพลังในการใช้สร้างความน่าเชื่อถือต่อความคิดใดความคิดหนึ่ง สามารถเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้
...วิธีคิดของรัฐในปัจจุบัน ไม่เชื่อว่าภาคสังคมทำหน้าที่ของมันอย่างมีเหตุมีผลได้ รัฐทำเสมือนหนึ่งว่าตัวเองเป็นตัวแทนของความเฉลียวฉลาดว่าอันนี้เป็นขนมที่คุณกินได้ อันนี้เป็นขนมที่คุณควรกิน การเซ็นเซอร์ก็อาจจะมีตั้งแต่ประเด็นเรื่องการเมือง สังคม วัฒนธรรม ในบ้านเรา ผู้แสดง ผู้กำกับ ผู้ผลิตหนัง เซ็นเซอร์ตัวเองจากเรื่องการเมืองเพราะไม่อยากยุ่ง ก็จะเหลือประเด็นเรื่องศีลธรรมวัฒนธรรมที่มักจะถูกจ้องมอง
...อย่างกรณีล่าสุดที่ถกเถียงกันมากคือการเซ็นเซอร์หนังเรื่องแสงศตวรรษของคุณอภิชาติพงษ์ ที่มีภาพของหมอดื่มเหล้า และพระเล่นกีตาร์ รัฐอาจจะมองว่าหมอเป็นเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระบบการแพทย์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเชื่อถือในบุคลากรแพทย์ จึงแตะต้องไม่ได้
...อันที่สองคือศาสนา กำลังเสื่อมอย่างถึงที่สุด ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเรากลังเพี้ยนไปจากเถรวาท ไปถือผีและเทพเจ้า สถาบันสงฆ์เองก็หวั่นไหวมาก หากใครจะวิจารณ์ไปมากกว่านี้
...ผมคิดว่าการเซ็นเซอร์มันมีพัฒนาการในทุกสังคม ในสังคมตะวันตกที่ทุกอย่างเป็นเรื่องกาค้าพาณิชย์ก็คลี่คลายมาใช้ระบบเรทติ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำหนังจะเลือกเองว่าตัวเองจะให้หนังตัวเองอยู่ในตลาดไหน ซึ่งเมืองไทยก็น่าจะไปในทิศทางนั้น
...แต่สิ่งสำคัญคือกรรมการที่ดูแลไม่ควรเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและฝ่ายนายทุนทำหนังอย่างที่เป็นมา ถ้าเราเชื่อว่าสังคมมีสติปัญญา มีนทำหนัง นักวิพากษ์วิจารณ์หนังที่มีรสนิยมอ่านหนังสือ คนจำนวนหนึ่งที่เสพหนังมีวิจารณญาณ เราควรให้มีสัดส่วนของประชาชนมากขึ้น
...ผมเชื่อว่านักวิจารณ์หนัง ผู้กำกับ กระบวนการตรวจสอบมันให้การศึกษาทั้งฝ่ายคนดูแลทั้งฝ่ายผู้ผลิต และท้ายที่สุดมันจะเดินทางไปถึงจุดที่ซึ่งทุกคนมีความพอใจมากขึ้น" February 19 ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์ ทรงยศ แววหงษ์ บทความจากหนังสือ the 8 Masters ผมรู้จักชื่อของฌ๊ากส์ ตาติ (Jacques Tati) โดยการแนะนำจากเพื่อนสองคนคือ สนธยา ทรัพย์เย็น และมโนธรรม เทียบเทียมรัตน์ งานของตาติทำให้ผมมีความรู้สึกสองอย่างคือความชื่นชมและรื่นรมย์ที่ได้ดูหนังชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายเวลาที่ล่วงเลยไปแล้วกว่าครึ่งชีวิตกว่าจะได้มาพานพบกับงานของตาติ เข้าใจว่าคงจะมีหนังดีๆ อย่างนี้อีกจำนวนมากที่ผมไม่เคยได้สัมผัสเลยในชีวิต (คนจำนวนมากในโลกก็คงจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับผม) ผมนึกถึงคำของคุณสนธยาที่เรียกหนังประเภทที่เราไม่เคยได้รับรู้การมีอยู่ของมันในโลกนี้ว่า "หนังด้อยโอกาส" เพราะมีหนังจำนวนมากที่ถูกระบบกลั่นกรองและคัดเลือกในเชิงพาณิชย์กับมายาการในเชิงสุนทรีย์ของผู้เสพที่กีดกันหนังเหล่านี้ออกจากคนดู และกันคนจำนวนมากออกจากหนังเหล่านี้ในเวลาเดียวกัน ทั้งหนังและคนเสพหนังที่เหลือผ่านกระบวนการดังกล่าว ก็เป็นอย่างที่เราเห็นๆ อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง นักวิจารณ์หนังไม่น้อยที่เทียบงานของตาติกับงานของบัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton) และชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกภาพยนตร์ งานของเขาเป็นรอยต่อระหว่างหนังเงียบกับหนังเสียงในฟิล์ม และระหว่างหนังขาวดำกับหนังที่สีสดสวย คำเปรียบนี้มีความหมายอย่างน้อยสองอย่างที่ผมพอจะนึกออกในตอนนี้ ประการแรก ทั้งคีตัน แชปลิน และตาติอาศัยการแสดงตลกด้วยท่าทาง (slapstick) มากกว่าการพรรณนาความออกมาเป็นคำพูดอันเป็นมุขตลก (gag) อย่างที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันอยู่ในปัจจุบัน [บ๊อบ โฮป (Bob Hope) / เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ (Eddie Murphy) ในระยะแรก / สุขุม / จตุพล / หมู่เสนา / โน้ส-แต้ / เด๋อ / โน้ต เชิญยิ้ม / และ "ตลกคาเฟ่"] ตลกท่าทางอาจจะคมคายหรือเฝือได้เท่าๆ กับตลกคำพูด ความยากง่ายคงจะมีกันไปคนละอย่าง หากแต่ว่าตลกท่าทางนั้นไม่มีโอกาสในการอธิบายให้คนดูเข้าใจ (หรือรับรู้) เป็นคำพูด จึงต้องมีความชัดเจนและมีความพอดีอยู่ในตัวของมันเอง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป[1] ผมนึกถึงนักวิจารณ์บางคนที่กล่าวว่า แชปลินใช้ท่าทางการแสดงเกี่ยวกับก้น (ทั้งของเขาเองและของตัวละคนตัวอื่นๆ) อยู่บ่อยๆ อาทิ การจุดไม้ขีดไฟกับก้นของตัวเองใน ซิตี้ ไลท์ (City Lights) หรือบรรจงเตะก้นคนอื่นอย่างหลากหลายอารมณ์ เช่น อย่างทักทาย อย่างหยอกล้อ หรือโกรธเกรี้ยว ในขณะที่นักแสดงคนอื่นอาจจะเล่นกับ "ตูด" อย่างจงใจและทำได้อย่างน่าคลื่นไส้ เช่น ตูดหมึก และในบางคราวถึงกับพรรณนาความอย่างยืดยาวถึงการท้องเสียของกระเทยบนรถทัวร์ได้อย่างชวนให้สงสัยในรสนิยมทั้งของผู้แสดงและของผู้ชมที่ฮากันอยู่ตึงๆ หรือการแสดงของคีตันซึ่งนั่งอย่างเฉยเมยอยู่บนคันชักล้อรถไฟซึ่งเคลื่อนที่ออกไปในหนังโด่งดังของเขาที่ชื่อ เดอะ เจนเนอรัล (The General – 1926) ให้ความรู้สึกถึงความไม่อาทรร้อนใจ ตกอยู่ในห้วงความคิดคำนึงถึงความรัก ปฏิเสธที่จะรับรู้ภยันตรายของการเคลื่อนที่ของล้อรถไฟอันน่าสะพรึงกลัว นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของความสามารถอย่างยิ่งยวดในการใช้อากัปกิริยาท่าทางบอกเล่าเรื่องราวโดยไม่ต้องอาศัยการพูดเลย ประการที่สอง คำเปรียบที่ยกเอาตาติมาทาบกับยักษ์ใหญ่ทั้งสองนั้นเป็นความหมายในเชิงยกย่องเป็นอย่างสูงในฐานะที่เป็นบุคคลและเป็นเจ้าของผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ! หนังของคีตันและแชปลินสะท้อนให้เห็นบริบทของการเคลื่อนตัวของโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา)จากศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย เข้าสู่ศตวรรษที่ 20[2] การก่อตัวของสังคมเมือง ผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม สงครามโลกครั้งที่สอง และสภาวะภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่หนังของตาติให้ความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม[3] ก้าวเข้ามาสู่สังคมอุตสาหกรรม และความเป็นสมัยใหม่[4] ฌ๊ากส์ ตาติ มีชื่อเต็มๆ ว่า ฌ๊ากส์ ตาติสเคฟฟ์ (Jacques Tatischeff) ตามชื่อของบิดาที่เป็นเชื้อสายขุนนางรัสเซียและแม่ชาวดัตช์ เขาเกิดที่เมืองอีฟลินส์ (Yvelines) ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1908[5] และตายที่กรุงปารีสวันที่ 5 พฤศจิกายน 1982 ทิ้งผลงานกำกับภาพยนตร์เอาไว้ 8 เรื่อง คือ เลกอล เดส์ แฟคเตอร์ส (L'École des facteurs – 1947) จูร์ เดอ เฟ็ตต์ (Jours de Fête – 1949) เลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ (Les Vacances de Monsieur Hulot – 1953) มงน็งคล์ (Mon Oncle – 1967) เพลย์ไทม์ (Play Time – 1971) พาเหรด (Parade – 1973) และพอร์ซา บาสเตีย (Forza Bastia – 1978)[6] งานทั้ง 7 ชิ้นหลักของเขาเป็นที่กล่าวขวัญถึงในบรรดาคอหนังทั่วโลก เป็นแรงบันดาลใจและถูก "หยิบยืม" ไปใช้ในหนังอีกจำนวนมากที่สร้างโดยนักสร้างหนังรุ่นตามหลังมาทั่วโลก จูร์ เดอ เฟ็ตต์[7] (Jour de Fête – ปี 1949 ความยาว 76 นาที) หนังเปิดฉากแรกที่ภาพรถแทรคเตอร์ลากจูงรถพ่วงซึ่งเป็นที่พักรอนแรมของคณะแสดงการละเล่นในงานประจำปีเข้ามายังเมืองชนบทหลังฤดูการเก็บเกี่ยว รถพ่วงผ่านบ้านเล็กบ้านน้อย ชาวนาบางครอบครัวยังเก็บข้าวอยู่ในนา ม้าที่ถูกปล่อยให้เล็มหญ้าอยู่ชายทุ่ง ฝูงห่านที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างถนน และหญิงชราผู้จูงลูกแพะ เด็กๆ เป็นคนกลุ่มแรกที่วิ่งตามรถพ่วงกันเป็นพรวน ตรงไปยังลานกว้างกลางเมือง ที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งที่ว่าการของนายกเทศมนตรี และร้านเครื่องดื่มอันเป็นที่ชุมนุมแลกเปลี่ยนข่าวสารของคนในเมืองนั้น ชีวิตอันจำเจซ้ำซากของเมืองชนบทได้ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมาเมื่อเสาเมย์โพลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยวได้ถูกตั้งขึ้นกลางลานซึ่งบัดนี้รายล้อมไปด้วยศาลาม้าหมุน ร้านปาเป้า ร้านกงล้อหมุนนำโชค และโรงหนังล้อมผ้า บรรดาผู้หญิงต่างก็งัดชุดสวยกับรองเท้าส้นสูงซึ่งนานๆ จะได้ถูกนำมาสรวมใส่ เด็กๆ ถูกขัดสีฉวีวรรณจนความมอมแมมกระดำกระด่างลดน้อยลงแล้ว จึงใส่ชุดใหม่สะอาดสดใส เช่นเดียวกับพวกผู้ชายที่ได้พากันใส่เสื้อเชิร์ต ผูกไท สรวมแจ๊คเก็ตชุดที่ดีที่สุดซึ่งปรกติจะใส่เฉพาะวันที่ไปโบสถ์เท่านั้น แต่สำหรับวันนี้พระเจ้าคงรอพวกเขาอยู่ที่ร้านขายเครื่องดื่มและชีวิตอันสำราญที่กลางลานบ้านนั่นเอง ฟรองซัวส์ บุรุษไปรษณีย์ (ที่แสดงโดยตาติ) ถีบรถจักรยานผ่านฝูงวัวและแมลงที่ชอบตอมหน้าเข้าไปยังหมู่บ้านเหมือนเช่นทุกๆ วัน บุรุษไปรษณีย์มีความแข็งขันและภาคภูมิใจในหน้าที่สารพันของพวกเขา เขาได้รับการฝึกฝนการถีบรถจักรยานจนชำนิชำนาญ หากเป็นการส่งโทรเลข จังหวะการถีบจะต้องเร่งรีบกว่าจดหมายธรรมดา การส่งจดหมายรักย่อมมีจังหวะและท่าทีต่างไปจากจดหมายงานศพ แต่ถ้าจดหมายประเภท "จั๊งค์เมล์" ท่าทางของเขาก็จะเป็นการทำแบบพอเป็นพิธี นอกไปจากการส่งจดหมายหรือโทรเลขแล้ว บางทีบุรุษไปรษณีย์ก็ยังจะให้บริการอื่นๆ ตามรายทางอีกด้วย เช่น อาจรับส่งโทรศัพท์ไปซ่อม เอาขนมเค้กจากบ้านหนึ่งไปส่งให้อีกบ้านหนึ่ง บางทีก็ไปช่วยสรงฟางข้าวกับชาวบ้านในทุ่งนา แต่ทั้งหมดนี้ที่แน่ที่สุดก็คือการแวะเพื่อ "ดื่มสักอึก" ย่อมจะทำให้งานทั้งหมดราบรื่นไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น สำหรับวันอันพิเศษวันนี้ ฟรองซัวส์ย่อมเป็นผู้เดียวที่จะได้ใช้ความสามารถในการวางแผนกะเกณฑ์และคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อที่จะตั้งเสาเมย์โพลลงกลางลานและกลางงานได้สำเร็จ ธงฝรั่งเศสเล็กๆ บนปลายยอดเสาช่างสง่างามสมกับเกียรติภูมิของหมู่บ้านของพวกเขาเสียนี่กระไร เด็กๆ ตื่นเต้นกับการหมุนเหวี่ยงของม้าหมุนรอบแล้วรอบเล่า ผู้หญิงสนุกสนานกับเรื่องราวที่แบ่งปันกันฟัง (หลังการเติมแต่งด้วยจินตนาการของตนแล้ว) แม้กระทั่งที่มาที่ไปของชุดอันงดงามของคนนั้นคนนี้ อย่างเช่นของยายเมียเจ้าของร้านเครื่องดื่มโน่นไงที่ชุดเป็นมันเลื่อม มีสายรัดคาดเอวกับดอกไม้ผ้าดวงใหญ่ซึ่งอ้างว่าตัดตามแบบแคตาล้อกที่ส่งตรงมาจากปารีสทีเดียว ส่วนพวกผู้ชายนั้น แน่นอนที่สุด ร้านเครื่องดื่มย่อมเป็นที่ที่เดียวที่เหมาะควรกับพวกเขาทั้งหลาย เครื่องดื่มที่ผ่านหน้าไปนั้น ยิ่งมากแก้วขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มรสชาติมาขึ้นเท่านั้น หัวเรื่องใหญ่ในการคุยกันในวันนี้คือ ความก้าวหน้าของการไปรษณีย์ในอเมริกา บุรุษไปรษณีย์ของที่นั่นถูกฝึกฝนให้ใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนซึ่งรวมไปถึงการต้องแล่นทะลุกองเพลิง ฝึกการหย่อนตัวลงปล่องไฟจากเฮลิคอปเตอร์ และการฝึกการห้อยโหนต่องแต่งจากเครื่องบินซึ่งร่อนไปในท้องฟ้า แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจสูงสุดจากเรื่องเหล่านี้ก็คือฟรองซัวส์ บุรุษไปรษณีย์ประจำหมู่บ้านนั่นเอง ในวันรุ่งขึ้นฟรองซัวส์ได้ปรับ "ความเร็ว" ของเขาให้ใกล้เคียงกับแบบอเมริกันที่เห็นในหนังให้มากที่สุด โดยการเกาะท้ายรถกระบะที่ขับมาในทางเดียวกัน ประทับตราไปรษณีย์โดยใช้ท้ายรถกระบะแทนโต๊ะทำงาน ปั่นจักรยานหลบหลีกรถเสียลงไปในคูข้างทาง แข่งความเร็วกับทีมจักรยานตูร์ เดอ ฟรองซ์ แปะจดหมายกับหัวผู้รับหรือหนีบไว้ที่ก้นม้าขณะที่ช่างเกือกม้ายังไม่ว่างมือ ส่งพัสดุภัณฑ์ให้คนขายเนื้อภายใต้คมมีดสับเนื้อ ซึ่งผลก็คือตาคนขายเนื้อได้รองเท้าที่ขาดเป็นสองท่อนเพราะถูกสับด้วยฝีมีดของตัวเอง "ความเร็ว" แบบอเมริกันส่งผลให้จักรยานหนีฟรองซัวส์ออกไปไกล จนท้ายที่สุดก็ไปหยุดลงที่ร้านเครื่องดื่ม และเมื่อฟรองซัวส์ตามมาทันจึงได้แวะเข้าไป "ดื่มสักอึก" เหมือนอย่างเคย เมื่องานรื่นเริงสิ้นสุดลง ผู้คนพากันนอนสลบไสล ร้านรวงเริ่มถูกถอดเก็บ รวมทั้งศาลาม้าไม้หมุนก็ถูกถอดขึ้นรถบรรทุกพ่วงลากจูงออกไปจากหมู่บ้าน ฟรองซัวส์ช่วยชาวบ้านสรงฟางข้าวอยู่ในทุ่งข้างทาง เด็กน้อยสะพายกระเป๋าและหมวกไปรษณีย์วิ่งตามรถพ่วงซึ่งแล่นห่างออกไปจนกลายเป็นจุดเล็กๆ บนถนนอันยืดยาว ตาติให้จูร์ เดอ เฟ็ตต์สะท้อนรายละเอียดของชนบทฝรั่งเศสเหมือนกับจะพูดว่า "นี่แหละชีวิตของชาวฝรั่งเศส" ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์กึ่งทำนายฐานะของ "อเมริกัน" ที่มีอยู่และจะมีต่อไปในฝรั่งเศสและในโลก โดยมีความเร็วและประสิทธิภาพเป็นกุญแจ 2 ดอกที่สำคัญที่จะไม่มีใครทัดทานได้ และความเป็นฝรั่งเศสคงจะต้องแปรเปลี่ยนไปในอนาคต ความจริงบรรยากาศตามท้องเรื่องจูร์ เดอ เฟ็ตต์อิงอยู่กับบรรยากาศของเวทีซ้อมมวยในชนบทซึ่งตาติเองได้ร่วมแสดงเป็นหนุ่มชาวบ้านที่ฝันถึงการได้เป็นนักมวยกับเขาบ้างในหนังสั้นชื่อ ซวญญ์ ตง โกช (Soigne ton Gauche – ระวังหมัดซ้าย) ซึ่งกำกับโดยเรอเน่ เคลมองต์ (René Clemént) ในปี 1936 จูร์ เดอ เฟ็ตต์จะส่งแรงบันดาลใจไปยังเลกอล เดส์ แฟคเตอร์ส์ (โรงเรียนบุรุษไปรษณีย์) ในปี 1947 ซึ่งตาติทั้งกำกับและทั้งแสดงเองโดยเน้นให้รายละเอียดของการฝึกฝนบุรุษไปรษณีย์ว่าจะต้องปฏิบัติตนเช่นไรในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เราเข้าใจโดยชัดแจ้งว่าความสำเร็จของตาติ แชปลิน และคีตันนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความเป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ของพฤติกรรมของคนแต่ละคน การสังเกตที่ถี่ถ้วนก่อให้เกิดความแม่นยำในการแสดงและการกำหนดสถานการณ์ที่ถูกต้อง ดังเช่นลักษณะการนั่งอย่างเฉยเมยของคีตันบนก้านเหล็กคันชักที่เชื่อมต่อล้อรถไฟที่น่าสะพรึงกลัวในเรื่องเดอะ เจเนอรัล ดังที่กล่าวไปแล้ว หรือการยืนอยู่ตรงช่องว่างของหน้าต่างพอดีในขณะที่ฝาบ้านขนาดใหญ่ล้มทับลงมาอย่างน่ากลัวใน สตีมโบ๊ต บิลล์ จูเนียร์ (Steamboat Bill Jr.) หรือการยื่นดอกกุหลาบสีขาวให้กับหญิงสาวตาบอดของแชปลินในเรื่องซิตี้ ไลท์ จะมีก็แต่ความแม่นยำอย่างไม่มีผิดพลาดเท่านั้นที่จะทำให้ทั้งสามกรณีนี้มีความลงตัวอย่างได้ผลที่สุด เลส์ วากองส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ (Les Vacances de Monsieur Hulot หรือ M.Hulot's Holidays – 1953 ความยาว 87 นาที) ช่วงวันหยุดพักผ่อนประจำปีในฤดูร้อนเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมอุตสาหกรรมซึ่งมีคนชั้นกลางเป็นจักรกลผลักดันที่สำคัญ ช่วงเวลาที่สามารถจะหลุดไปจากตารางเวลาอันรัดรึงของระบบธุรกิจที่เข้มงวด เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันแสนสั้นที่ทุกคนรอคอยมาอย่างยาวนานตลอดปี ทำให้ปีที่ประสบความสุขจึงมักถูกประทับไว้ในความทรงจำเหมือนกับรูปโปสการ์ดอันงดงาม เพื่อเตือนถึงความมีอยู่ของมันในอดีต เลส์ วากองส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ จบภาพสุดท้ายด้วยโปสการ์ดรูปชายทะเล ประทับตราตำบลแซงต์ มารค์ ซูร์ แมร์ เพราะเรื่องราวอันแสนสนุกเกิดขึ้นที่นี่ในฤดูร้อนของ ค.ศ. 1953 ภาพแรกของหนังเรื่องนี้เริ่มที่ฉากสถานีรถไฟซึ่งผู้คนพากันเบียดเสียดเยียดยัดเพื่อเริ่มต้นการเดินทางเมื่อฤดูแห่งการพักผ่อนได้มาถึง แต่บางคนก็เดินทางด้วยพาหนะชนิดอื่น โดยเฉพาะตัวละครสำคัญคือเมอสิเออร์อูโลต์ (ผู้ซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของตาติตลอดไป) ได้เดินทางโดยรถยนต์เก่าๆ ล้าสมัยและมีปัญหาไปตลอดทาง พวกคนชั้นกลางหนีความจำเจของตารางเวลาประจำของตนมาสู่ตารางการพักผ่อนที่ซ้ำซาก ทั้งการว่ายน้ำ กิจกรรมชายหาด การเล่นไพ่ ตีปิงปอง อ่านหนังสือ ฟังคลื่นวิทยุ ขี่ม้า ตีเทนนิส กินอาหารกลางวันและอาหารเย็นร่วมกันทุกวันเป็นอาทิ สองสามีภรรยาชรามาพักผ่อนพร้อมกับชุดราคาแพง ชายทะเลสำหรับครอบครัวนี้จึงเป็นเพียงที่เดินเล่นอันเฉิดฉาย ครอบครัวของอดีตนายพันทหารมาพักผ่อนพร้อมกับระเบียบแบบแผนแบบทหาร วงสนทนามักจะเป็นเรื่องของอดีตอันกล้าหาญของท่านนายพัน ส่วนครอบครัวพ่อ แม่ และลูกๆ นั้น ผู้พ่อเดินทางมาพักผ่อนพร้อมด้วยการติดต่อทางโทรศัพท์เรื่องธุรกิจอย่างไม่ขาดสาย ชายหนุ่มปัญญาชนมีหนังสือยากๆ ติดตัวมาพร้อมกับบทสนทนาอันน่าเบื่อหน่ายสำหรับคนรอบข้าง สองคนที่ดูต่างไปจากคนอื่นก็คือหญิงสาว (สวย) และอูโลต์ซึ่งดูเหมือนจะอยู่นอกตารางแห่งความเบื่อหน่ายของคนอื่นๆ เขาคือคนที่เปิดแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่อึกทึกป่วนคนอื่นๆ (โดยไม่ตั้งใจ) เป็นคนที่ทำให้คนอื่นๆ ที่ชายหาดแตกตื่นเพราะคิดว่าเขาคือปลาฉลาม พิชิตทุกคนบนลอนเทนนิสด้วยท่วงท่าทีที่แปลกประหลาด พาเพื่อนบางคนไปงานศพ (โดยไม่ตั้งใจ) ปรากฏตัวในงานเต้นรำใส่หน้ากากกับสาวสวย แล้วจู่ๆ เขาก็หายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็น แม้ค่ำคืนสุดท้ายของการจากลาก็ไม่มีใครทราบว่าดอกไม้ไฟซึ่งถูกจุดเหมือนกับการเฉลิมฉลองอันงดงามเพื่อสั่งลาฤดูการพักผ่อนของปีนั้น แท้จริงก็มีอูโลต์อยู่เบื้องหลัง (โดยไม่ตั้งใจอีกเหมือนกัน) การจากลาด้วยความประทับใจและเศร้าสร้อยของทุกคนในฤดูร้อนคราวนั้นก็เป็นเพราะมียาดำแบบอูโลต์แทรกอยู่นั่นเอง ภาพโปสการ์ดรูปชายทะเลอันว่างเปล่าซึ่งเป็นภาพสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ชวนให้เราคิดคำนึงถึงอูโลต์และหญิงสาวสวยในฐานะที่เป็นอดีตอันงดงามและมีชีวิตชีวา หนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับเมอสิเออร์อูโลต์ หลายคนยอมรับเขาทั้งที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร เห็นแต่รูปลักษณ์ภายนอกว่าเป็นชายวัยกลางคนร่างสูง[8] สวมชุดสีอ่อนแล้วสวมเสื้อฝนขนาดสั้นสีเดียวกันยาวถึงต้นขาทับอยู่ชั้นนอก ถือร่มสีดำ คาบกล้องยาสูบ (ซึ่งเกือบไม่เคยจุด) ใส่หมวกปีกหลุบๆ และมีท่วงท่าเดินซึ่งเก้งก้าง ลังเลจนเกือบละล้าละลัง เทอร์รี่ โจนส์ (Terry Jones) หนึ่งในคณะละครตลกอังกฤษมอนตี้ ไพธ่อน (Monty Python) กล่าวถึงความสามารถของตาติว่า ดังที่โรเบิร์ต บราวนิ่ง (Robert Browning) กวีอังกฤษเคยกล่าวว่า เมื่อเอาความคิด 2 อย่างมาผูกรวมกัน มันไม่ใช่แค่เกิดเป็นความคิดอย่างที่สาม แต่เกิดเป็นดวงดาราอันเจิดจรัส ตาติได้เอามุข 2 อย่างมาประสมกันแล้วบังเกิดขึ้นเป็นความขบขัน เขา (โจนส์) ได้ตระหนักถึงความงามและความขบขันว่าสามารถเป็นสิ่งเดียวกันได้จากหนังเรื่องนี้ของตาติ[9] มงน็งคล์ (Mon Oncle – ปี 1956 ความยาว 116 นาที) มงน็งคล์เป็นผลรวมของบรรยากาศฝรั่งเศสดั้งเดิมจากจูร์ เดอ เฟ็ตต์ กับตัวเมอสิเออร์อูโลต์จากเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ และบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัยของทศวรรษที่ 50 ตอนปลาย หนังเปิดฉากแรกที่ปั้นจั่นสำหรับก่อสร้าง ตึกที่เพิ่งสร้างใหม่กับแนวกำแพงเก่าซึ่งกำลังจะถูกพังทลายลง หมาจรจัดหลายตัวกับหมาใส่เสื้อกันหนาวอีกตัวหนึ่งอันแสดงถึงฐานะที่แตกต่างกันออกไปตามฐานานุภาพพากันวิ่งอย่างร่าเริงไปตามตรอกซอกซอยของเมืองเก่า ต่อเมื่อวิ่งเข้าเขตเมืองใหม่ หมาใส่เสื้อค่อยเปลี่ยนอากัปกิริยาเป็นเซื่องหงอยแล้วมุดเข้าบ้านที่โอ่อ่าหลังหนึ่งไป บ้านหลังที่ว่านี้เป็นของครอบครัวอาร์แปลซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกชายและหมาตัวที่ว่ามาแล้วนั้น ผู้สามีขับรถอเมริกันคันยาวหรูไปทำงานยังโรงงานผลิตพลาสติค โดยจะแวะไปส่งลูกชายที่โรงเรียนก่อน ในขณะที่ฝ่ายภริยาเป็นผู้ที่ดูแลระเบียบและความสะอาดเอี่ยมอ่องของบ้านอยู่เป็นนิจ เธอมีครัวที่ทันสมัย ตู้เตาในครัวล้วนแล้วแต่ทำงานอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า บางส่วนของครัวมีระบบสเตอไรด์ฆ่าเชื้อและดูคล้ายห้องของทันตแพทย์ตามคลินิกด้วยซ้ำไป เธอมีห้องนั่งเล่นที่ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์ซึ่งถูกออกแบบอย่างทันสมัยจากโรงงานของสามีเธอ ลานเล็กๆ หน้าบ้านมีสระน้ำที่มีปลาโลหะตั้งอยู่ตรงกลาง หากมีแขกสำคัญเธอก็จะเปิดสวิทช์น้ำพุให้พุ่งขึ้นจากปากของปลาตัวนี้เป็นการต้อนรับ ก่อนที่จะกดปุ่มปิด-เปิดประตูอัตโนมัติ แต่หากเป็นคนกันเองหรือคนที่ไม่ใช่แขก น้ำพุปลาก็จะไม่จำเป็นต้องอวดตัว น้ำพุที่ว่าจึงเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและเป็นทั้งเครื่องแสดงฐานะ บ้านที่เป็นระเบียบหลังนี้เป็นผลรวมของความพยายามของทุกคนในบ้านโดยเฉพาะคุณนายอาร์แปลบวกกับระบบกลไกเทคโนโลยีไฟฟ้าอันซับซ้อน สิ่งแปลกปลอมอย่างเดียวที่มาเป็นครั้งคราวของบ้านนี้ก็คือเมอสิเออร์อูโลต์ ซึ่งบังเอิญเป็นน้องชายของมาดามอาร์แปลนี่เอง เจอรารด์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวอาร์แปลดูหงอยเหงาในบ้านจักรกล และเมื่ออยู่กับพ่อแม่เจ้าระเบียบ เจอรารด์ตอบรับอาหารที่แสนถูกอนามัยเช่นไข่ต้มที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาอย่างดีด้วยอาการสะอึกและด้วยความเบื่อหน่าย ตรงกันข้าม หากอูโลต์ผู้เป็นน้าชายไปรับกลับจากโรงเรียนหรือพาซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยว เจอรารด์ดูมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะระหว่างเส้นทางจะได้พบกับแก๊งค์เด็กจอมแก่นจากเขตเมืองเก่าซึ่งมีเกมการละเล่นที่แสนสนุกและน่าตื่นเต้น เช่นแกล้งกระแทกท้ายรถขณะที่รถชะลอลงจอดเมื่อรถติด เจ้าของรถที่ถูกกระแทกมักจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงลงมาต่อว่ารถคันข้างหลังด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าถูกชนท้าย หรือเกมผิวปากเรียกคนเดินถนน ทำให้ผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเหลียวไปมองข้างหลังแล้วเดินชนเข้ากับเสาไฟซึ่งรออยู่แล้วข้างหน้า ขนมปิ้งที่แสนอร่อยเพราะโรยด้วยน้ำตาลจนพูนด้วยมือที่สกปรกมอมแมมของตาคนขาย ขนมรถเข็นก็เป็นสุดยอดอีกอย่างหนึ่งของเส้นทางที่ว่านี้ ตาติให้อูโลต์พาคนดูเข้าไปในเขตเมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกจอแจของผู้คนที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ตลาดนั้นตรงลานกว้างมีทั้งร้านขายผักสด ขายผลไม้ ขายปลาสดและแห้ง เสียงดนตรีจากสตรีทออร์แกนช่วยสร้างบรรยากาศที่คึกคัก ทำให้เหมือนมีงานการละเล่นอยู่กลายๆ ร้านเครื่องดื่มมักมีแรงดึงดูดให้ใครต่อใครได้หันเหจากเส้นทางที่ตั้งใจเดิน โฉบเฉี่ยวแวะเวียนเข้าไปพอให้ได้ฮาเฮ ทั้งนี้รวมไปถึงตาคนกวาดถนนซึ่งแม้จะมีไม้กวาดอยู่ในมือเสมอ แต่แกก็มักจะคิดว่าการได้โม้กับคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นงานหลักของแกมากกว่าการกวาดถนน จะว่าไปแล้วตาติชวนให้เรารู้สึกได้ว่าละแวกเขตเมืองเก่าที่อูโลต์อาศัยอยู่นั้น แท้จริงแล้วทุกคนรู้จักกันหมดในฐานะที่เป็น "เพื่อนบ้าน" กัน แม้กระทั่งห้องเช่าของอูโลต์ซึ่งอยู่บนชั้นที่ 3 ซึ่งสูงที่สุดแล้วของตัวบ้าน เส้นทางเดินของอูโลต์ก็จะต้องเดินผ่านป้าเจ้าของบ้านพร้อมด้วยลูกสาวซึ่งกำลังโตเต็มวัย ต่อไปตามเส้นทางที่วกวนผ่านเพื่อนบ้านอีกหลายห้องในแต่ละชั้น "พอให้ได้ทักทายกัน" กว่าจะสิ้นสุดลงที่ห้องของตัวเอง บ้านของอูโลต์ตามทัศนะของตาติจึงเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยชีวิต และการตอบสนองต่อกันในฐานะมนุษย์อันเป็นการแสดงภาพที่อยู่มานานคู่กันกับชุมชน และบ้านในเขตเมืองใหม่ที่มีแต่โลหะ อุปกรณ์เครื่องใช้ที่อาจเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ (ปลาโลหะพ่นน้ำ เครื่องครัวที่พร้อมจะโจมตีอูโลต์ โรงรถอัตโนมัติที่ขังเจ้าของบ้านเอาไว้ข้างใน) แม้บ้านของครอบครัวอาร์แปลเอง ก็ดูคล้ายกับใบหน้าเพราะมีหน้าต่างกลมๆ เหมือนลูกตา 2 ดวง แต่ใบหน้านั้นก็เป็นเพียงใบหน้าและดวงตาของมนุษย์หุ่นยนต์ที่น่าสะพรึงกลัว มงน็งคล์จบเรื่องลงตรงที่บริษัทซึ่งจ้างงานอูโลต์ตามอิทธิพลของเมอสิเออร์อาร์แปลได้ส่งอูโลต์ไปยังสาขาต่างเมือง (ตามคำขอของเมอสิเออร์อาร์แปลเพื่อที่อูโลต์จะได้ไม่เป็นตัวอย่างที่ "เลว" ให้กับเจอรารด์) อูโลต์ได้ทำให้คนทั้งสนามบินมีท่วงทำนองเปลี่ยนไปเป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะแจ๊สซึ่งเป็นเพลงประกอบฉากขณะนั้น และเผลอๆ อูโลต์อาจเป็นคนทำให้เมอสิเออร์อาแปลเป็นคนเล่นเกมผิวปากหลอกคนเดินชนเสา ซึ่งทำให้เจอรารด์กับพ่อได้กลายเป็น "พวกเดียวกัน" แทนที่อูโลต์ซึ่งจากไป อย่างน้อยก็เป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างหนึ่งของตาติ เพราะการกลับนิสัยของเมอสิเออร์อาร์แปลเกิดขึ้นในขณะที่แนวกำแพงเมืองเก่า (ซึ่งหมายถึงเมืองเก่าด้วย) กำลังถูกทลายลง ปารีสเดิมที่มีชีวิตชีวากำลังก้าวเท้าเข้าสู่ความเป็นปารีสใหม่ที่ทันสมัย อาคารสูบที่เต็มไปด้วยโลหะและกระจกอันจะเป็นสาระสำคัญของเรื่องราวของอูโลต์ในหนังเรื่องต่อไป ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์ -- ต่อเพลย์ไทม์ (Play Time – 1967 ความยาว 120 นาที) มงน็งคล์จบเรื่องด้วยฉากสนามบินซึ่งเมอสิเออร์อูโลต์จะเดินทางจากไปยังเมืองอื่น เพลย์ไทม์ซึ่งสร้างขึ้นในอีก 10 ปีต่อมาเปิดฉากแรกของเรื่องด้วยภาพของสนามบินปารีสอันทันสมัย ผู้คนหลากหลายค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นภายในอาคารซึ่งดูเหมือนฉากเวทีขนาดใหญ่ แม่ชี 2 คนใส่หมวกแบบเก่าที่มีขอบหมวกข้างแก้มพับยกขึ้นไปเหนือหูได้ เวลาเธอเดินขอบหมวกจึงดูเหมือนปีกเล็กๆ ของนกซึ่งกำลังขยับตัวบินอย่างร่าเริง การล้อเลียนเครื่องบินเป็นมุขแรกที่ตาติส่งตัวละครของเขาออกมาทักทายคนดู และเหมือนกับเป็นการเตือนว่าหนังซึ่งฉายอยู่ในระบบ 70 มิลลิเมตรเรื่องนี้ จะมีมุขต่างๆ ซุกซ่อนเอาไว้บนจอ (อันกว้างใหญ่) อย่างมากมาย ดังที่กล่าวแล้วฉากภายในอาคารสนามบินดูเหมือนเวทีขนาดใหญ่ มีพนักงานสายการบินยืนอยู่ตรงสุดเวทีด้วยท่าทางที่คล้ายท่ายืนของนางแบบ ทางเดินตรงกลางโถงของอาคารเหมือนแคทวอล์ค โดยมีสามีภรรยาซึ่งกำลังจะเดินทางนั่งอยู่อย่างเจียมตัวตรงข้างซ้ายของทางเดินแบบ ตัวละคนที่ดูไร้ความหมายถูกปล่อยขึ้นมาบนทางเดิน นับแต่นายทหารผู้รอคอยคนที่นัดหมาย นางพยาบาลอุ้มเด็กที่หาทางไปห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม เลขานุการผู้เดินด้วยความรีบเร่ง พนักงานกวาดพื้นท่าทางขี้เกียจและดูผิดที่โผล่ออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ แล้วฉากก็ชุลมุนขึ้นเมื่อขบวนนักข่าวที่รุมล้อมศาสตราจารย์แก่ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาในฉาก สมทบด้วยนักท่องเที่ยวอเมริกันกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาเยือนกรุงปารีส ในท่ามกลางความชุลมุนดังกล่าวนี้ เสียงร่มตกลงกระทบพื้นดึงความสนใจของทุกคนไปที่เมอสิเออร์อูโลต์ผู้ปรากฏตัวอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ แต่ก็เป็นช่วงเวลาเพียงแว่บเดียวที่เขาเก็บร่มขึ้นจากพื้นแล้วก็หายไปจากฉาก ปล่อยให้บรรยากาศของความชุลมุนดำเนินต่อไป ตาติไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดว่าเข้าต้องการอะไรในฉากเปิดของหนัง เพียงแต่เราจะทราบในเวลาต่อมาว่าตัวละคร 2 ตัวซึ่งมีวิถีทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะได้ถูกความบังเอิญดึงให้เข้ามาพบกัน มีความสัมพันธ์ที่ผิวเผินแต่อ่อนหวาน แต่แล้วก็จากกันไปเหมือนกับวันเวลาที่เวียนผ่านทุกคนไป สองคนที่ว่านั้นคือสาวชาวอเมริกันผู้ซึ่งมาปารีสเพราะอยากจะเห็นหอไอเฟล ประตูชัย โบสถ์พระหทัยอันศักดิ์สิทธิ์ละแวกย่านมงมาเตรอะกับเมอสิเออร์อูโลต์ผู้ซึ่งเดินทางมาพบใครคนหนึ่งในบริษัทที่ตั้งอยู่ในละแวกสนามบินนี่เอง ตาติให้ภาพเมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งสร้างขึ้นด้วยโลหะและกระจกใส แม้ทุกคนจะมองเห็นกันแต่มนุษย์ก็ถูกแยกออกจากกันและหากันไม่พบ อูโลต์ตามหาชายคนนึ่งซึ่งดูยุ่งกับธุรกิจการงานของเขา แม้จะมองเห็นกันผ่านกระจก แต่ก็ไม่อาจได้พบกัน เพราะความซับซ้อนของเส้นทาง อูโลต์หลงทางอยู่ในอาคารทันสมัยแห่งนั้น ได้เห็นเลขานุการสำนักงานสมัยใหม่จำนวนนับสิบๆ คน นั่งอยู่ในคอกรูปกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งกั้นทุกคนออกจากกันเสมือนอยู่ในเขาวงกต อูโลต์หลงเข้าไปในห้องจัดแสดงสินค้าที่ทันสมัยและดูไร้สาระ เช่น แว่นตาที่พับหักงอได้ ถังขยะรูปทรงเป็นเสาแบบกรีก เครื่องดูดฝุ่นที่มีไฟฉายส่องแสงสว่าง บานประตูเปิดปิดซึ่งไร้เสียง เป็นต้น กว่าอูโลต์จะหลุดออกจากเขาวงกตนี้ได้ก็พลบค่ำ และบังเอิญได้พบเพื่อนเก่าจากสมัยเป็นทหาร จึงได้แวะเข้าไปในบ้านเพื่อนคนนี้ ตาติสร้างจินตนาการให้เราเห็นบ้านในเมืองสมัยใหม่ว่าเป็นกล่องสี่เหลี่ยมต่อเนื่องกันไป ทั้งในแนวนอนและแนวดิ่ง ทุก "บ้าน" มีผนังบางๆ แบ่งและกั้นแต่ละ "บ้าน" ออกจากกัน หากมองทางด้านตัดขวาง (ตาติออกแบบให้ผนังด้านที่เรามองเห็นเป็นกระจกใสบานใหญ่) จึงดูเหมือนเราเห็นกริยาท่าทางของคนในทุกบ้านพร้อมกัน ตาติจงใจที่จะทำให้แต่ละบ้านข้างเคียงดูเหมือนมีปฏิกิริยาตอบโต้กันผ่านจอโทรทัศน์บางแบนที่ติดอยู่ที่ผนังซึ่งใช้ร่วมกัน ฉะนั้น เมื่อชายข้างห้องกำลังเปลี่ยนเสื้อ พ่อแม่ในห้องถัดไปจึงทำท่าปิดตาลูกสาว แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ ห้องที่ติดกับห้องที่อูโลต์กำลังคุยอยู่กับเพื่อนนั้นเป็นห้องของชายคนที่อูโลต์ตามหามาตลอดทั้งเรื่อง ทั้งคู่จะไม่ได้พบกันเลย หากอูโลต์จะไม่ได้มาหยุดยืนดูร้านอาหารเปิดใหม่ซึ่งกำลังตกแต่งเตรียมเปิดบริการอยู่ และชายคนที่เขาตามหาก็จะไม่พบอูโลต์เลย หากเขาไม่ได้พาหมาออกมาเดินเล่นและได้มาหยุดดูการตกแต่งร้านอาหารแห่งนั้นเช่นกัน ตาติไม่ได้สนใจที่จะให้รายละเอียดของความต้องการที่จะพบกันของคนทั้งสอง เพราะประเด็นที่สำคัญกว่าคือการให้รายละเอียดของการที่คนทั้งสอง "หากันไม่เจอ" ในเมืองสมัยใหม่ต่างหาก อูโลต์พบกันเพื่อนเก่าอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานเป็นคนเปิดปิดประตูภัตตาคารหรูหราที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ ในขณะที่หญิงสาวอเมริกันซึ่งมาปารีสเพราะอยากจะได้พบเห็นสถานที่อันลือชื่อต่างๆ ของกรุงปารีส แต่สถานที่เหล่านั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนที่เธอจะได้พบเห็นก็แต่ตามประตูกระจกที่ปิดเปิดตามที่ต่างๆ เท่านั้น ดูเหมือนตาติจะตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์ว่าปารีสเก่าอันมีเสน่ห์ได้ตายจากไปนานแล้ว สิ่งที่มาใหม่ก็คือบรรดาตึกที่แข็งกระด้างและไร้เสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หญิงสาวชาวอเมริกันคนนี้จะได้บังเอิญมาพบกับอูโลต์ผู้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของโลกเก่าที่ภัตตาคารแห่งนี้นี่เอง ความชุลมุนวุ่นวายในภัตตาคารเปิดโอกาสให้ตาติสอดใส่การศึกษากริยาของคนต่างๆ ได้อย่างสนุกสนาน เช่น การเจาะช่องส่งอาหารจากครัวควรจะให้มีขนาดกว้างเท่ากับด้านขวางหรือด้านยาวของจานเปล การเดินเสิร์ฟของบ๋อยบางคนเหมือนเดินแฟชั่นโชว์มากกว่าการเสิร์ฟอาหารจริงๆ ปลาซึ่งถูกวางลงบนโต๊ะและปรุงต่อหน้าแขกก่อนรับประทานถูกปรุงอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีใครได้กินจริงๆ เลย เพราะบริกรเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่า ขวดคอนญัคที่วางเอาไว้ในครัวพร่องไปเรื่อยๆ จนกัปตันต้องวางกับดักโดยเอาเขม่าดำมาทาปากขวดเอาไว้ แล้วจะได้พบว่าคนปากดำเป็นวงกลมขอบปากขวด แท้จริงก็คือผู้ช่วยที่เขาไว้ใจที่สุดนั่นเอง บ๋อยคนหนึ่งกางเกงขาดเพราะถูกขอบพนักเก้าอี้เกี่ยวเอาได้กลายสภาพเป็น "บ๋อยอะไหล่" เมื่อคนอื่นเกิดแจ๊คเก็ตขาด โบว์ไทเปรอะน้ำซอส รองเท้าขาด ทุกคนล้วนแล้วแต่มาขออะไหล่ไปจากตัวเขาทั้งสิ้น ที่ขำไม่แพ้กันก็คือการที่อูโลต์ทำให้บานประตูกระจกใสหน้าร้านแตกลง เพื่อนผู้ซึ่งมีหน้าที่ปิดเปิดประตูจึงต้องยืนถือมือจับบานประตูไว้ ทำเสมือนปิดเปิดประตูกระจกใสที่ไม่มีอยู่จริง ความชุลมุนของภัตตาคารดำเนินไปจนถึงเวลาสร่างซาในเช้าวันรุ่งขึ้น อูโลต์จากลากับนักท่องเที่ยวสาวชาวอเมริกันโดยมอบผ้าแพรคลุมผมซึ่งมีรูปสถานที่สำคัญต่างๆ ของปารีส (ตามที่เธอคาดหวังว่าจะได้เห็น) เมื่อรถบัสของเธอวิ่งเข้ามาวนอยู่ในวงเวียนร่วมกันกับรถคันอื่น ๆ จังหวะของดนตรีก็เปลี่ยนไปเป็นดนตรีที่ใช้ตามสวนสนุกที่มีม้าหมุนอยู่ตรงกลาง และการเคลื่อนไหวของรถทุกคันในวงเวียนก็เคลื่อนไปในอากัปกิริยาของม้าหมุน อนุสาวรีย์กลางวงเวียนซึ่งเป็นรูปเสาบิดเกลียวก็ดูเหมือนเสาทาสีขาวแดงที่สืบทอดรูปแบบมาจากเสาเมย์โพล ซึ่งใช้ในการเฉลิมฉลองกันหลังฤดูการเก็บเกี่ยว ฉากนี้เกือบจะเป็นการ "กระพริบตา" (wink) ย้อนความรู้สึกของเรากลับไปสู่จูร์ เดอ เฟ็ตต์ หนังเรื่องแรกของตาติ เพลย์ไทม์จบลงด้วยความสดชื่นรื่นเริง การจากกันของอูโลต์และเพื่อนสาวชาวอเมริกันเป็นความรู้สึกที่ค้างคา คล้ายกับที่อูโลต์จากสาวสายในเรื่อง เลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ โดยปราศจากการล่ำลา และเหมือนกับการจากลาเด็กสาวลูกเจ้าของบ้านเมื่อวันสุดท้ายที่ได้พบว่า "เธอเป็นสาวแล้ว" ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าในเรื่องหน้า อูโลต์จะโชคดีกว่านี้ไหม ทราฟฟิค (Traffic – 1971 ความยาว 89 นาที) หากจะกล่าวว่าเพลย์ไทม์เป็นเรื่องของมนุษย์กับอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในยุคสมัยใหม่ ทราฟฟิคก็เป็นเรื่องของมนุษย์กับยวดยานพาหนะและการสัญจรซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับระยะทาง ภาพของนีล อาร์มสตรอง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันซึ่งก้าวเท้าลงเหยียบบนโลกพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางที่ไกลที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ ทราฟฟิคเล่นกับประเด็นของการเดินทางที่แสนสั้นแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ เมื่อเทียบกับการเดินทางไปในอวกาศของนักวิทยาศาสตร์ดังที่กล่าวไปแล้ว ในเรื่องนี้เมอสิเออร์อูโลต์กลายมาเป็นสถาปนิก[10] ผู้ออกแบบรถค้างแรมสำหรับการเดินป่าที่มีอุปกรณ์อเนกประสงค์อย่างครบครัน เช่น มีที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เตาปิ้งย่าง โต๊ะกินข้าว เตียงนอน โทรทัศน์เครื่องเล็ก และอื่นๆ อีกสุดจะจารนัยได้หมด อูโลต์จะต้องเอารถคันนี้เดินทางจากปารีสไปในงานมอเตอร์โชว์ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศฝรั่งเศสไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้เจ้ารถสารพัดนึกจะทำอะไรได้หลายอย่าง และแม้ว่าระยะทางจากปารีสถึงอัมสเตอร์ดัมจะไม่ได้ยาวไกลอะไรมากนัก แต่การเดินทางก็ต้องวิธีการขนไปโดยรถบรรทุก และก็รถบรรทุกนี่แหละที่จะมีปัญหาต่างๆ นานา ไปตลอดทาง เช่น น้ำมันหมด เบรกไม่ทำงาน ถูกตำรวจจับเพราะต้องสงสัยว่าแหกด่าน อุบัติเหตุรถชน เป็นต้น ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แสนจะสามัญของคนที่ขับรถบรรทุก (บนโลกนี้) จะต้องเผชิญ เพียงแต่วิธีเล่ารายละเอียดของปัญหาแต่ละอันที่ตาตินำมาใช้นั้น จะขยายไปสู่เรื่องย่อยๆ อีกมาก ซึ่งเป็นสีสันอันมีรสชาติของหนังเรื่องนี้ดังเช่น ภาพที่อูโลต์หิ้วถังน้ำมันเปล่าเดินไปตามไฮเวย์อันยืดยาวเพื่อตามหาปั๊มน้ำมัน แล้วสวนทางกับคนที่ทำแบบเดียวกันแต่อยู่คนละฟากถนน อู่ซ่อมเบรกที่ดูซอมซ่อ มีรถจอดเสียอยู่มากมายตามลานดินซึ่งรกเรื้อไปด้วยหญ้าตามแบบบ้านนอก ทุกอย่างดูหยุดนิ่งเหมือนสิ้นหวัง ในขณะที่เจ้าของอู่รถกำลังดูการถ่ายทอดมนุษย์อวกาศอเมริกันเดินอยู่ในอวกาศทางทีวี สภาพรวมที่เห็นทั้งหมด ทำให้เราคาดเดาได้ยากว่ารถจะซ่อมเสร็จอย่างไร และการเดินทางจะเริ่มต่อไปได้เมื่อไร ส่วนสถานีตำรวจที่จับรถบรรทุกของอูโลต์มา ก็เต็มไปด้วยตำรวจที่ทำงานกันอย่างเชื่องช้า จะมีก็แต่ความอยากรู้อยากเห็นการทำงานของรถสารพัดนึกมากกว่าจะทำงานของตัวเอง ซึ่งอูโลต์และสหายก็สนองตอบความต้องการของเหล่าตำรวจเหล่านั้นเป็นอย่างดี โดยการแจงให้ดูว่าอุปกรณ์แต่ละอย่าง แต่ละส่วน ใช้งานอย่างไร รวมแม้กระทั่งการนอนในรถให้ดูด้วยจริงๆ ฉากรถชนกันเพราะการให้สัญญาณมือที่สับสนของตำรวจจราจรอาจเป็นฉากที่เด่นที่สุดฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นการบังคับรถเพื่อเลี่ยงการชนกันอย่างรุนแรง ดูเหมือนกับรถกำลังเคลื่อนไหวช้าๆ ไปกับจังหวะดนตรี รถบางคันวิ่งตามลูกล้อของตัวเองที่หลุดวิ่งนำไปข้างหน้า คนที่ค่อยๆ เหยียดตัวเองออกมาจากรถแต่ละคันแล้วพยายามจะดัดตัวด้วยอาการต่างๆ กันเหมือนการออกกำลังกายเป็นหมู่ พระซึ่งกำลังตรวจดูสภาพเครื่องยนต์รถของตน เมื่อมองจากด้านหลังเหมือนท่านกำลังทำพิธีสวดมนตร์ และฉากของคนซึ่งกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพงหญ้าเพื่อหาชิ้นส่วนอะไหล่ของรถ เมื่อพบเข้าชิ้นหนึ่งก็จะประกาศหาเจ้าของ เหมือนกำลังเล่นเกมอะไรสักอย่าง รถซึ่งชนกันทำให้รถสารพัดนึกของเรา (แม้จะอยู่ภายในรถบรรทุกคันใหญ่อีกทีหนึ่ง) พลอยชำรุดไปด้วย เจ้าของอู่ซ่อมรถดูเป็นคนโผงผาง ชอบคุย แม้งานจะคืบหน้าแต่ก็ต้องใช้เวลาข้ามวัน รายละเอียดบางตอนชวนให้นึกถึงการหยิบยืมมุขของชาร์ลี แชปลินจากเรื่องโมเดิร์น ไทม์ส (Modern Times) อย่างจงใจ เช่น ฉากที่เจ้าของอู่รถบอกให้อูโลต์มองหาเศษไม้รูปลิ่มในอู่ต่อเรือ แชปลินพบไม้ชิ้นนั้นตรงที่เขาใช้ค้ำยันเรือทั้งลำ และผลของการดึงเอาไม้ชิ้นนั้นออกมาก็ได้ทำให้เรือซึ่งยังต่อไม่เสร็จค่อยๆ ถอยลองไปตามรางเลื่อนและจมหายไปต่อหน้าต่อตาดคนทุกคนที่อ้าปากค้างด้วยความตะลึงพรึงเพริด อูโลต์จะพบไม้ชิ้นนั้นอย่างไร จะมีโศกนาฏกรรมแบบเดียวกัน หรือไม่ก็เชิญผู้อ่านค้นหาเอาเอง ในที่สุดรถของอูโลต์ก็สามารถเดินทางมาถึงสถานที่จัดการแสดงรถในเมืองอัมสเตอร์ดัมกับเขาจนได้ หากแต่ว่าเป็นการมาถึงที่ช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะงานแสดงได้สิ้นสุดลงไปเมื่อวันก่อน แต่แม้กระนั้นการที่มีรถเหลืออยู่เพียงคันเดียวกลับทำให้ผู้คนที่ยังตกค้างอยู่ชื่นชอบและพากันสั่งจองรถสารพัดนึกนี้เป็นการใหญ่ อูโลต์พยายามจะจากไปเงียบๆ เหมือนอย่างหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่สภาพรถที่จอดติกันทั้งลานกว้างกลับกลายเป็นอุปสรรคในการเดินทางเคลื่อนไหวของคนทุกๆ คน ภาพตอนนี้ชวนให้เราคิดถึงประโยชน์ของรถว่ามีไว้สำหรับการเคลื่อนที่ แต่บ่อยครั้งที่การเคลื่อนที่นั้นจะนำไปสู่การจอดหยุดนิ่งอย่างน่ารำคาญคราวละนานๆ อูโลต์กางร่มของเขาเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้เพราะฝนเริ่มตกลงมา ในครั้งนี้เป็นการกางร่มที่มีเขาและเลขานุการบริษัทรถยนต์อยู่ร่วมกันภายใต้ร่มคันนั้น พาเหรด (Parade – ปี 1974 ความยาว 85 นาที) พาเหรดต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ ของตาติตรงที่เป็นหนังที่สร้างบรรยากาศเหมือนการแสดงของคณะละครสัตว์[11] ประกอบกับการแสดงไมม์ของตาติเอง ที่ว่าสร้างบรรยากาศก็เพราะผู้ชมที่เข้าร่วมปรากฏอยู่ในหนังด้วยส่วนใหญ่ดูจะเป็นผู้ชมจริงๆ (ไม่ถึงกับเป็นผู้แสดงประกอบ) นั่งปะปนกับหุ่นกระดาษขึ้นรูปเป็นคนดู แต่ท้ายสุดของเรื่อง เด็กเล็กๆ 2 คนได้ขึ้นมาบนเวทีแล้วเล่นกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่วางทิ้งไว้บนเวที เป็นภาพที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติซึ่งการใช้คนดูร่วมแสดงหรือร่วมมีบทบาทตามธรรมชาตินี้ช่วยให้หนังมีความสดใหม่อยู่ในตัวเป็นอย่างมาก หลังของตาติซึ่งค่อมลงนิดหน่อยในบางจังหวะของการเคลื่อนไหว เมื่อผสมรวมกับความสูง (มาก) ของเขา ทำให้ตาติดูแก่ลงอย่างผิดตาจากเมอสิเออร์อูโลต์ที่เรามักคุ้น แต่ถึงกระนั้นการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงในการแสดงไมม์หลายชุดของเขา กลับทำให้มองไม่เห็นร่องรอยของชายวัย 66 ปี หากแต่ยังเป็นตาติคนเดิมผู้ซึ่งชำนาญในการสังเกตการณ์และเลียนแบบด้วยท่าทางไมม์ของเขาอยู่นั่นเอง การแสดงไมม์ในหนังเรื่องนี้มีที่สำคัญอยู่ 4 ชุด คือ การตีเทนนิส ชกมวย ตกปลา และขี่ม้า การแสดงทั้ง 4 ชุดนี้ชวนให้นึกถึงฉากการตีเทนนิสและขี่ม้าของอูโลต์ในเรื่อง เลส์ วางกองส์ เดอ เลกอล เดอ แฟคเตอร์ส เป็นการแสดงภาพของการฝึกหัดบุรุษไปรษณีย์ตามทัศนะของตาติ นับตั้งแต่จังหวะการขึ้นอานรถ การถีบที่เร่งรีบในกรณีที่เป็นการส่งโทรเลข กับการถีบด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอหากเป็นจดหมายปรกติ การหยิบยื่นไปรษณียภัณฑ์ก็มีความแตกต่างกันระหว่างจดหมายงานศพ (อย่างเศร้าสร้อย) จดหมายจั๊งค์เมล์ (อย่างไม่แยแส) ในขณะที่จดหมายรักจะถูกส่งให้ด้วยท่าทางที่อ่อนหวาน ตาติทำให้อาการเคลื่อนไหวของบุรุษไปรษณีย์ดูมีสง่าราศีเหมือบุรุษในเครื่องแบบประเภทอื่นๆ และทั้งหมดของการศึกษาเรื่องกริยาของบุรุษไปรษณีย์นี้ ก็จะไปปรากฏอยู่ในเรื่องจูร์ เดอ เฟ็ตต์ดังที่พูดถึงไปแล้ว ส่วนกูร์ ดู ซัวร์ หรือโรงเรียนภาคค่ำนั้น เป็นเรื่องของชั้นเรียนการแสดงที่ศึกษาอากับกิริยาท่าทางของคน เช่น คนสูบบุหรี่ (พวกไก่อ่อน พวกขี้ยา พวกนักธุรกิจ ฯลฯ ปรากฏในบางฉากของมงน็งคล์) คนสะดุดบันได การตกปลา (ในพาเหรด) การตีเทนนิส (ในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์) การขี่ม้า (ในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์เช่นกัน) พาเหรดเป็นหนังที่ดูแล้วเพลิดเพลิน เพียงแต่ไม่รู้สึกสนุกและจุใจอย่างเรื่องก่อนๆ และที่สำคัญก็คือ ไม่มีเมอสิเออร์อูโลต์ผู้ซึ่งจะคอยนำพาเราไปสู่เรื่องราวต่างๆ ที่ทั้งสนุกสนานและชวนให้คิดอยู่ตลอดเวลา แม้กระนั้นคนดูหลายคนก็อดใจที่จะแอบคาดหวังไม่ได้ว่า "เอาเถิด อีกประเดี๋ยวอูโลต์ก็คงจะออกมา" แต่ก็ไม่มีใครสมหวัง แถมเมื่อหนังจบลงแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นตาติในฐานะนักแสดง ส่วนเมอสิเออร์อูโลต์นั้นจากลาขาดกันไปตั้งแต่หนังเรื่องเพลย์ไทม์แล้ว หลังจากพาเหรดแล้ว ตาติได้ลงมือทำหนังสารคดีเกี่ยวกับนักฟุตบอลฝรั่งเศสเชื้อสายคอร์สิกันเรื่อง ฟอร์ซา บาสเตีย ในปี 1978 แต่งานก็ค้างคาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1982 ความจริงแล้วในขณะเดียวกันนั้น ตาติได้วางแผนและลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเมอสิเออร์อูโลต์แล้ว ในบทหนังเรื่องที่ตาติให้ชื่อว่าคอนฟิวชั่น (Confusion) นี้ เราจะได้เห็นเมืองปารีสในอนาคตซึ่งถูกครอบงำด้วยโทรทัศน์ การโฆษณา การติดต่อสื่อสาร และเมอสิเออร์อูโลต์ผู้อยู่ในอาการชราภาพแล้ว ตามข้อมูลบอกว่าบทของหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่แนวคอมมิดี้อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะออกมาในรูปไหน เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ในเรื่องเพลย์ไทม์ซึ่งตาติตั้งใจสะท้อนให้เห็นความยุ่งเหยิง (Confusion) ของปารีสในอนาคต (ทศวรรษที่ 70) อันเนื่องมาจากการวิ่งไล่ตามความทันสมัย ทำให้มนุษย์มีสภาพไม่ต่างจากจิ้งหรีดที่ถูกขังอยูในกรงเล็กๆ เต็มไปหมด และต้องตกอยู่ในสภาพจำยอมต่อภาวะซึ่งไม่อาจเชื่อมโยงติดต่อกันได้โดยตรง แม้มนุษย์จะตกอยู่ในสภาพอันน่าหดหู่เช่นว่านี้ แต่ตาติก็ยังสามารถใช้ความเฉียบคมของเขานำเสนอออกมาในรูปของคอมมิดี้ได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม บทหนังเรื่องนี้ได้รับการปรับให้ออกมาในรูปของแอนิเมชั่นภายใต้ชื่อว่า ดิ อิลูชั่นนิสต์ (The Illutionist) ซึ่งจะกำกับโดยซิลเวียน โชเมต์ (Sylvian Chomet) ผู้โด่งดังมาจากการกำกับแอนิเมชั่นแนวหดหู่เรื่อง เดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ (The Triplets of Belleville) นัยว่าหนังแอนิเมชั่นเรื่องใหม่นี้มีงบประมาณ 10 ล้านปอนด์อังกฤษ ลงทุนโดยบริษัท ปาเต้ (Pathé Pictures) และคาดว่าจะออกฉายได้ในปี 2009 ผมออกจะประหวั่นใจอย่างไรพิกล แม้ว่าซิลเวียนจะมีฝีมืออย่างเอกอุ และหนังแอนิเมชั่นของเธออย่างเดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจูร์ เดอ เฟ็ตต์ และเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ตามทัศนะของผม เดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ดูหดหู่อย่างดำมือ และดูไม่เข้ากับอูโลต์และตาติ เห็นทีจะต้องรออีก 2 ปีข้างหน้าเพื่อจะรอดูว่าอูโลต์จะกลายเป็นตาแก่หงำเหงอะ ถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ที่กรุด้วยกระจกรอบด้าน ในห้องมีแต่โทรทัศน์ซึ่งถาโถมแกด้วยโฆษณา เกมโชว์ เกมทายปริศนาชิงรางวัล ละครและหนังโซปี้ แต่แกไม่สามารถจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับใครๆ ได้อย่างไร เพราะคนที่รู้จักและชอบพอ เช่น สาวน้อยในเลส์ วาก็องส์ฯ เด็กสาวลูกเจ้าของบ้านเช่าที่เติบใหญ่ในมงน็งคล์ สาวอเมริกันในเพลย์ไทม์ หรือแม้กระทั่งสาวเลขานุการเปรี้ยวกระฉับกระเฉงในทราฟฟิค ตลอดจนเด็กน้อยเจอรารด์ในมงน็งคล์ ก็ล้วนแล้วแต่เติบโตและจากไปอยู่ในสังคมอันยุ่งเหยิงของสหัสวรรษใหม่นี้แล้วทั้งสิ้น ปีหน้าที่จะมาถึงนี้ ฌ๊าคส ตาติจะอายุครบร้อยปีไล่หลังแอร์เจ้ (Hergé) ซึ่งเพิ่งฉลองร้อยปีไปหมาดๆ นี้ ตาติทิ้งเมอสิเออร์อูโลต์ให้อยู่ในโลกของความทรงจำของคนจำนวนมาก อูโลต์เกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยนับจากหนังเรื่องแรกที่เขาปรากฏตัวขึ้นในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ เราได้พบญาติ 2-3 คนของเขาในมงน็งคล์ แต่ดูเหมือนตาติจะเปลี่ยนใจเกี่ยวกับมิติของชีวิตของอูโลต์ เขาจึงกลับไปเป็นชายผู้โดดเดี่ยวเหมือนอย่างเดิมในเรื่องต่อๆ มา แม้เขาจะเป็นคนที่มักจะนำเอาความยุ่งเหยิงเล็กๆ มาสู่คนรอบข้างอยู่บ่อยๆ ด้วยความซุ่มซ่ามของเขา แต่ก็ไม่เคยทำให้ใครต้องเดือดร้อนอย่างจริงจัง เพราะความซุ่มซ่ามของเขาเกิดจากการไม่รู้ถึงการเปลี่ยนไปของโลกรอบตัว หรือในอีกทางหนึ่ง ความซุ่มซ่ามของเขาก็คือการตอบโต้ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างซุ่มซ่ามของโลกเท่าที่คนตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกระทำได้ ซึ่งความจริงเมื่อเทียบกับเดอะ แทรมป์ (The Tramp) แล้ว แชปลินเลือกให้เดอะ แทรมป์มีความสุขเมื่อได้คืนลูกให้แม่ที่แท้จริง (ในเดอะ คิด – The Kid) ประสบความร่ำรวยและความรักในเดอะ โกลด์ รัช (The Gold Rush) ประสบความรักกับหญิงสาวที่หายจากตาบอดในซิตี้ ไลท์ส (City Lights) หลีกหนีออกไปจากโรงงานและเมืองพร้อมกับหญิงคนรักในโมเดิร์น ไทม์ส (Modern Times) หรือแม้กระทั่งกลายเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในการปลดทุกข์ยากของประชาชนในเดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (The Great Dictator) พูดง่ายๆ ก็คือ เดอะแทรมป์สู้กับสังคมรอบตัวชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในขณะที่อูโลต์แอบจากไปเงียบๆ กับสาวเปรี้ยวโดยทิ้งประดิษฐกรรมของรถสารพัดนึก (อันทันสมัย) เอาไว้เบื้องหลังในเรื่องทราฟฟิค ผมได้แต่หวังว่าเมื่ออูโลต์กลับมาเมื่อครบร้อยกับหนึ่งปีของตาติ เขาจะยังเป็นอูโลต์ที่ผมรู้จักและรักคนเดิม [1] แม้หนังเงียบจะได้อาศัย "คำบรรยาย" แทรกเข้ามาเป็นครั้งคราว แต่คำบรรยายเหล่านั้นก็มีลักษณะเป็นเพียงกรอบหรือบริบทของเหตุการณ์ ฉะนั้น ที่เหลือระหว่างคำบรรยายจึงต้องอาศัยความสามารถของนักแสดงเป็นอย่างยิ่งที่จะแสดงเพื่อให้สื่อความหมายตามที่ต้องการต่อคนดู [2] หนังของเขาทั้งสองหรือที่เขาร่วมแสดงนั้นคาบยาวมาถึงตอนกลางของศตวรรษที่ 20 [3] ในเรื่อง จูร์ เดอ เฟ็ต (Jour de Fete) [4] ในเรื่อง มงน็งคล์ (Mon Oncle) / เพลย์ไทม์ (Play Time) และเรื่องทราฟฟิค (Traffic) [5] 9 ตุลาคม – ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 [6] Forza Bastia เป็นภาพยนตร์สารคดีสั้นเก่ยวกับนักฟุตบอลฝรั่งเศสเชื้อสายคอร์สิกัน อันเป็นงานที่เขาทำเอาไว้แต่ไม่เสร็จ [7] ถ่ายทำใน 2 ระบบพร้อมกันคือสีและขาวดำ แต่มีความผิดพลาดของฉบับสี จึงออกฉายเฉพาะฉบับขาวดำ จวบจนถึงปี 1995 เมื่อได้มีการปรับแก้ในเชิงของเทคนิค ฉบับสีจึงได้ออกเผยแพร่ให้คนดูทั่วโลกได้ดูกันเป็นครั้งแรก แม้จะมีข้อแตกต่างในรายละเอียดและตัวละครเล็กน้อยระหว่าง 2 ฉบับที่กล่าวถึง แต่โครงเรื่องหลักก็เป็นไปเช่นเดียวกัน ก็คือความเป็นไปของชีวิตชนบทในเมืองเล็กๆ ของฝรั่งเศส และอิทธิพลของอเมริกันที่ครอบงำฝรั่งเศส (และโลก) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง [8] อูโลต์ยิ่งดูสูงมากขึ้นเพราะเขาสรวมกางเกงขาลอย การเน้นความเกินพอดีเช่นนี้มีให้เห็นเสมอทำนองเดียวกับกางเกงหลวมโพรกและรองเท้าที่ยาวเกินเท้าจริงของตัวตลก ซึ่งส่งอิทธิพลไปถึงเครื่องแต่งตัวของชาร์ลี แชปลินในบท "แทรมป์") [9] ความจริงโจนส์จะไปไกลกว่าตาติอีก ตรงที่ว่าเขาสามารถเอาความงามและความน่าชังมาอยู่รวมกันแล้วกลายเป็นตลกขบขันอย่างชนิดท้องคัดท้องแข็ง เช่น ฉากในฮาเร็มของพระเจ้าสุลต่านจากเรื่อง ดิ แอดเวนเจอร์ส์ ออฟ บารอน มุนช์เฮาเซ่น (The Adventures of Baron Munchausen) [10] แม้ในหนังแต่ละเรื่องอูโลต์จะเป็นอะไรก็ได้ที่แตกต่างกัน แต่ในทุกเรื่องเขาก็คืออูโลต์ [11] เพียงแต่ว่ามีสัตว์เพียงชนิดเดียวคือม้า นอกนั้นเป็นกายกรรม มายากล และดนตรี February 13 เมื่อเป็ดก้าวจากจานอาหารมาเป็นดาราหนังTang-lao-ya นั่นเป็นคำใหม่ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในภาษาจีนกลางเมื่อต้นเดือนนี้เองครับ ท่านผู้อ่านพอจะเดาออกไหมว่าคำ คำนั้นคืออะไร หรือหมายถึงอะไร ผมบอกไบ้ให้นิดว่าเป็นชื่อของซูเปอร์สตาร์สัญชาติอเมริกันและเป็นดาราในสังกัดดีสนีย์ เขาเกิดในปี 2477 ครับ คำเฉลยก็คือว่านั่นเป็นชื่อของโดนัลด์ดั๊กในภาษาจีนกลาง ซึ่งถอดออกมาเป็นภาษาฝรั่ง อย่าให้ลองเดาถอดออกมาเป็นภาษาไทยเลยนะครับ เพราะคงจะเดาเสียงออกมาอย่างผิดๆ จะมากกว่าถูกนั่นแหละ ทีนี้ที่บอกว่าเป็นคำใหม่สำหรับคนจีน (บนแผ่นดินใหญ่) ก็เพราะว่าการ์ตูนชุด “มิกกี้และโดนัลด์” ได้เริ่มออกฉายทางทีวีของจีนเมื่อต้นเดือนนี้เอง คนจีนจะได้ดูการ์ตูนชุดนี้ตอน 6 โมงครึ่งทุกเย็นวันอาทิตย์ติดต่อกันถึง 104 ตอนตลอด 2 ปีข้างหน้า บริษัทดีสนีย์คาดหวังว่าเมืองจีนจะเป็นตลาดมหึมาสำหรับสินค้าของบริษัทกว่า 8,000 รายการ (ตลอดรวมไปถึงของเล่นนานาชนิดและแผ่นเสียงด้วย) แม้ในระยะแรกนี้ทางบริษัทอาจจะมีปัญหานิดหน่อยในเรื่องของสินค้าเลียนแบบ เนื่องจากขณะนี้จีนยังไม่ยอมรับกฎหมายลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ แต่ในระยะเวลาข้างหน้าเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อเมริกากระชับแนบแน่นขึ้น เรื่องแบบนี้ก็คงจะต้องมีการปรับปรุงกันตามธรรมเนียมแหละ อีกทั้งความฝันอันสูงสุดของบริษัทดีสนีย์ (และของจีนด้วย) ก็คือการสร้างดีสนีย์แลนด์อีกสักแห่งขึ้นในเมืองจีน เมื่อถึงเวลานั้นบรรดาซูเปอร์สตาร์ในสังกัดของบริษัทก็คงจรัสแสงขึ้นแข่งกับดาวแดงเหนือท้องฟ้าของอาณาจักรกลางกันบ้างแหละ และอาจจะมีใครสักคนเขียนหนังสือชื่อสตาร์ แอนด์ สไตร้น์ โอเวอร์ไชน่า แข่งกับ นาย ซี พี สโนว์ ก็เป็นได้ใครจะรู้ ความจริงที่ขึ้นต้นด้วยเรื่องของเป็ดโดนัลด์ ดั๊ก นั้น ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนถึงโดนัลด์ ดั๊ก โดยตรงหรอกครับ หากแต่เห็น เป็นข่าวใหญ่ที่ควรจะรายงานให้ท่านผู้อ่านทราบตามควร ที่จริงแล้วก็อยากจะพูดถึงเป็ดอีกตัวนึงที่ชื่อว่า เฮาเวิร์ด ซะมากกว่า ในบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่เป็นเป็ดอเมริกันนั้นมีดาราใหญ่อยู่ 3 ตัวด้วยกันคือ โดนัลด์ ดั๊ก สังกัดบริษัทดีสนีย์ ดัฟฟี่ ดั้ก ในสังกัดของเมโทร โกลวิน เมเยอร์ และ เฮาเวิร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัดของมาร์เวล คอมิคส์ กรุ๊ป แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นกับเจ้าเป็ดตัวหลังเท่ากับตัวแรก แต่สำหรับคนบ้าการ์ตูนอเมริกันแล้วเจ้าเป็ดตัวหลังออกจะหวือหวากว่ามากนัก ว่ากันโดยกำเนิดแล้ว โดนัลด์ ดั๊ก อายุแก่กว่าใครเพื่อน ใครที่เคยดูการ์ตูนชุดแรกๆ ของวอลท์ ดีสนีย์ ที่ชื่อว่า ซิลลี่ ซิมโฟนี ซึ่งเริ่มฉายในปี 2477 ก็คงจะจำได้ว่า โดนัลด์ ดั๊ก เป็นเป็ดอารมณ์ร้าย และช่างเห็นแก่ตัว (เช่นเดียวกับบุคลิกของมิกกี้ เม้าส์ ในระยะแรก) ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านกึ่งแพในบึงแห่งหนึ่ง จวบจนเริ่มจะกลายเป็นดาราดังขึ้นมานั่นแหละ โดนัลด์ ดั๊ก จึงเริ่มจะปรับปรุงนิสัยของตัวเองขึ้นบ้าง และเพื่อให้บุคลิกของดาราดวงนี้ละเมียดละไมขึ้น เพื่อให้คนดูยอมรับได้มากขึ้น บรรดาญาติๆ ของโดนัลด์ก็ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมาในเมืองใหม่ บ้านเกิดของโดนัลด์ที่ชื่อว่า ดั๊กเบิร์ก ญาติของเขาก็คือหลานๆ ฮิวอี้ ดิวอี้ และ ลูอี้ คู่รักคือ เดซี่ ดั๊ก ลุงจอมขี้เหนียวชื่อ ลุงสครู้จ แมคดั๊ก และญาติโยมอื่นๆ อีกมาก ส่วนดั๊ฟฟี่ ดั๊ก เป็ดสีดำนั้น เกิดขึ้นโดยฝีมือของ ชัค โจนส์ ภายในสังกัดของ วอร์เนอร์ บราเธ่อร์ และโอนไปอยู่ในสังกัดของ เมโทร ภายหลัง เจ้าดั๊กฟี่ ดั๊ก เป็นเป็ดอารมณ์ร้ายนิสัยเสียอย่างคงเส้นคงว่าจนถึงทุกวันนี้ ชัค โจนส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าดัฟฟี่นั้นเหมือนกับอารมณ์โกรธ และเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซึ่งเรามักจะพยายามซ่อนเอาไว้ แล้วพยายามสร้างเหตุผลกลบเกลื่อนเสีย แต่เจ้าดัฟฟี่นั้น แสดงอารมณ์ของมันอย่างเปิดเผยที่สุด เรื่องราวของดัฟฟี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะเป็นการ์ตูนชุด ดั๊ก ด๊อดเจอร์ส บุรุษผู้คืนชีพมาในศตวรรษที่ 24 (เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบหนังชุด บั๊ค รอเจอร์ส นั่นเอง) การ์ตูนชุดนี้ฉายในปี 2497 เป็นที่ชื่นชอบของคนหลายคน (รวมทั้งผมด้วย) โดยเฉพาะนักสร้างหนังที่เรารู้จักกันดีสองคนคือ สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ จอร์จ ลูคัส ข้อแตกต่างอย่างฉกรรจ์ของโดนัลด์กับดัฟฟี่อยู่ตรงที่โดนัลด์นั้น พยายามเป็นเป็ดที่ดีตามอุดมคติแบบอเมริกันในขณะที่ดั๊ฟฟี่ (และเพื่อนๆ ของเขา) สะท้อนลักษณะที่ชั่วแบบมนุษย์ธรรมดาทั่วๆ ไป ทั้งโดนัลด์และดั๊ฟฟี่ แม้จะก้าวออกมาจากหนังสือการ์ตูนสู่จอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ แต่ทั้งคู่ยังคงจำกัดขอบเขตของตัวเองอยู่ในโลกของการ์ตูน อาศัยรูปแบบและสัญลักษณ์แบบการ์ตูนเสนอข้อคิด สาระ และบันเทิง จะมีก็แต่เฮาเวิร์ดเท่านั้นที่ก้าวจากหนังสือการ์ตูนออกมาสู่การแสดงที่อาศัยคนจริงๆ ร่วมด้วย เพื่อเสนอสาระที่แตกต่างออกไปจากเป็ดรุ่นพี่ทั้งสอง
เฮาเวิร์ดถือกำเนิดขึ้นมาในโลกของการ์ตูนในปี 2516 โดยความคิดของ แวล มาเยอริค และ ปลายปากกาของสตีฟ เกอร์เบอร์ ทั้งสองเป็นศิลปินในสังกัดของค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ชื่อ มาร์เวล คอมิคส์ กรุ๊ป ค่ายนี้ผลิตการ์ตูนเล่มที่ขายแพร่หลายกันในอเมริกาอย่างเช่นการ์ตูนชุดโคแนน เรด ซอนญา สไปเดอร์แมน ฮัลค์ ดร.สเตรงจ์ ไอร์ออนแมน กัปตันอเมริกา เป็นต้น ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่อีกค่ายหนึ่งก็คือ ดี.ซี.กรุ้ป ซึ่งผลิตการ์ตูนชุดซูเปอร์แมนและเครือญาติ มนุษย์ค้างคาว กรีนแอร์โร่ว์ แบล๊ค ธอร์น และอื่นๆ การเกิดของเฮาเวิร์ดนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นการเกิดโดยบังเอิญจริงๆ เพราะเดิมนั้นทางค่ายมาร์เวลผลิตการ์ตูนเกี่ยวกับตัวประหลาดที่ชื่อ แมน-ธิงค์ ซึ่งเกิดมาในบึงใหญ่แห่งหนึ่งอันเป็นสะดือของจักรวาลเป็นประตูเชื่อมต่อมิติของโลกมนุษย์กับโลกอื่น เจ้าตัวประหลาดที่ว่านั้นมีบุคลิกที่สร้างปัญหายุ่งยากในการเดินเรื่องต่อๆ ไปมาก เพราะมันพูดไม่ได้ คิดก็ไม่เป็น ฉะนั้นคนเขียนเรื่องซึ่งฝืดเต็มทีก็เลยต้องสร้างละครตัวใหม่ขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาให้และเพื่อให้สอดคล้องกับโครงเรื่องหลัก ซึ่งเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี ตัวละครใหม่จึงกลายมาเป็นเป็ดประหลาด ซึ่งเกิดมาจากบึงเดียวกันนั้น หมอนี่เป็นเป็ดช่างพูด ชอบคาบซิการ์และเป็นสิงห์ปืนไว ซึ่งก็คือบุคลิกของเอดเวิร์ดจี โรบินสัน ดาราอเมริกันผู้ซึ่งโด่งดังมาจากหนังคลาสสิกเรื่องลิตเติ้ล ซีซาร์ ในปี 2473 นั่นเอง ก็เป็นอันว่าโลกมนุษย์ได้รับการกู้ภัยให้พ้นจากหายนะ (หมายถึงว่าโลกการ์ตูนของมาร์เวล และศิลปินในสังกัดน่ะ) โดยเจ้าเป็ดประหลาดตัวนี้
เมื่อเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดกลายเป็นดาราโดยบังเอิญเช่นนี้ เจ้าของเรื่องก็จำเป็นที่จะต้องสร้างบุคลิกลักษณะของมันให้ซับซ้อน เพื่อคนอ่านจะได้มีจินตนาการที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ เกอร์เบอร์ค่อยๆ เปลี่ยนบุคลิกของเฮาเวิร์ดออกจากเอดเวิร์ด จี โรบินสัน กระเดียดไปเป็นคนขี้เหงา และรู้สึกว่าตัวเองอยู่นอกสังคม ซึ่งก็คือบุคลิกของวู้ดดี้ อัลเลน สไปเดอร์แมน และสัตว์ เจ้ามนุษย์ยักษ์ตัวโต ก็ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นจนมาเป็นเป็ดประหลาดผู้ซึ่งพลัดหลงจากโลกของเป็ดมาสู่มิติของโลกมนุษย์โดยบังเอิญ เป็นเป็ดที่มีความชำนาญในเรื่องแคว้กฟู (กังฟูแบบเป็ด) แต่ก็ชอบเก็บตัว ไม่สนใจปัญหาของคนอื่น และไม่ชอบการเป็นฮีโร่ (ครับ เป็ดอเมริกันตัวนี้เกิดมาในสมัยของบุปผาชนอเมริกัน ซึ่งแม้ประธานาธิบดีก็ยังเป็นคนขี้โกหก และฉ้อฉลขี้โกงนี่นา จะมากะเกณฑ์ให้มันเป็นฮีโร่อะไรกันนักหนา) และแล้วในท้ายสุดเฮาเวิร์ดก็ได้แฟนเป็นสาวอะโกโก้ชื่อ เบเวอร์ลี่ สวิตซ์เล่อร์ ซึ่งทั้งคู่จะได้ร่วมผจญภัยกันไปเรื่อยๆ ในการ์ตูนชุดเฮาเวิร์ดเดอะดั๊ก การ์ตูนซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาของโลกมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ อย่างสะใจคนอ่าน การผจญภัยของเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดในหนังสือการ์ตูนนั้นไม่สู้กระไรนัก เพราะทุกครั้งคราจะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ในเรื่องและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนเขียนให้พ้นภัยได้เสมอมา แต่ศึกหนักที่มันต้องเผชิญและเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็คือศึกที่ต้องถูกฟ้องร้องโดยโดนัลด์ ดั๊ก เป็ดในสังกัดของบริษัทดีสนีย์ เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าบริษัทดีสนีย์เกรงว่าเฮาเวิร์ดซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับโดนัลด์ ดั๊ก แต่ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แถมมีแฟนเป็นสาวอะโกโก้นั้น อาจจะก่อให้เกิดความไขว้เขวตลอดจนทำให้โดนัลด์เสียภาพพจน์ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือแฟนๆ ของเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ด ชักเพิ่มมากขึ้นทุกที โดนัลด์ ดั๊ก เป็ดรุ่นพี่ ก็ย่อมจะไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเป็นธรรมดา
การทะเลาะกันระหว่างเจ้าของเป็ดทั้งสองดำเนินไปตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปี 2523 จึงได้มีการหย่าศึกโดยการสร้างเงื่อนไขว่าเป็ดทั้งสองตัวจะต้องมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และในฐานะที่เจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดเกิดมาทีหลัง จึงต้องยอมอ่อนข้อให้โดยการกำหนดบุคลิกลักษณะดังต่อไปนี้คือ ปากจะต้องมีลักษณะเล็กกว่า (ปากของโดนัลด์) แต่หนา และมีปลายกระดกขึ้น หัวต้องมีลักษณะเป็นรูปวงรีแบบรูปไข่ (ไม่กลมเหมือนหัวของโดนัลด์) นัยน์ตาจะต้องไม่โตเกินกว่า 1 ใน 3 ของใบหน้า เท้าจะต้องเป็นแผ่นแต่ต้องมีนิ้วโผล่ให้เห็นหรือไม่ก็ให้ใส่รองเท้าไปซะเลย จะมาเปลือยเปล่าเห็นเป็นแบนๆ แบบโดนัลด์ไม่ได้ รูปร่างจะต้องเตี้ยกว่า มีขนสีเหลือง ต้องนุ่งกางเกงตลอดและบนหัวต้องมีกระจุกขนยุ่งๆ อยู่ตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างไปจากโดนัลด์ผู้ซึ่งชอบใส่เสื้อกลาสีเรือ ไม่นุ่งกางเกง ไม่ใส่รองเท้าและมีขนสีขาวนั่นเอง ด้วยเหตุฉะนี้แหละครับ เจ้าเป็ดเฮาเวิร์ด จึงมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนปัจจุบัน และจนกลายมาเป็นดาราหนังใหญ่ในสังกัดของลูคัส (ผู้ซึ่งหลงเสน่ห์ของ ดี๊ก ด๊อดเจอร์ มานานแล้ว) เรื่อง เฮาเวิร์ด เดอะ ดั๊ก ซึ่งกำลังลงโรงอยู่ในอเมริกาขณะนี้ และอีกไม่นานก็คงจะกลายมาเป็นวิดีโอระบาดอยู่ในบ้านเรา สำหรับผมคงจะไม่ดูเป็นแน่ เพราะผมไม่คิดว่าลักษณะของเฮาเวิร์ดจะเหมาะกับการทำเป็นหนังได้สนุกเท่ากับการอ่านการ์ตูน ใครที่ชอบอ่านการ์ตูนชุดนี้คงจะจำประโยคที่ว่า “นี่คือเรื่องของเป็ด ซึ่งดันมาติดอยู่ในโลกที่มันไม่ได้มีส่วนด้วย” ผมก็ขอจบลงด้วยประโยคที่ว่า “นี่คือผลประโยชน์ของมนุษย์ ซึ่งเจ้าเป็ดเคราะห์ร้ายดันมาเกี่ยวข้องด้วย”
จากบทความ “บันเทิง-วรรณกรรม: ดูหนังดูละคร” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับที่ 12368 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2529 Article printed from onopen.com - โอเพ่นออนไลน์: http://www.onopen.com June 11 ลัทบทความจาก ฟิล์มไวรัส 3 ฉบับอีสาวกายสิทธิ์ พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2549
แม้การ์ตูนลัท จะอยู่ในใจของผมเสมอ แต่ผมก็ลืมนึกถึงไปนาน จนกระทั่งมาเห็นบางส่วนของการ์ตูนลัทในหนังสือบุ๊คไวรัส 02 ของคุณสนธยา ทรัพย์เย็น เป็นการ์ตูนสี่หน้าที่ตัดทอนมาจากตอนต่าง ๆ ของหนังสือการ์ตูน ชื่อ Kampung Boy อันลือลั่นของลัท (Lat) นักเขียนการ์ตูนผู้โด่งดังชาวมาเลย์เซีย กำปุงบอย หรือ เด็กบ้านนอก เป็นเรื่องของเด็กชายลัท (ชื่อเดียวกับผู้วาด เพราะเป็นการ์ตูนกึ่งอัตชีวประวัติของเขา) ซึ่งเกิดและเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทชาวสวนยางของมาเลย์เซีย ต่อเมื่อเรียนจบชั้นประถมจึงจะได้เดินทางเข้าสู่เมือง กลายมาเป็นเด็กในเมือง หนังสือบุ๊คไวรัสเล่มสองของคุณสนธยา เป็นหนังสือว่าด้วยหนังสือและงานวรรณกรรมประเภท “ชวนกบฏ” (ซึ่งปัจจุบันเกือบสูญพันธุ์แล้ว) ตลอดรวมไปถึงหนังสือวรรณกรรมที่กลายมาเป็นภาพยนตร์ และแม้ภาพยนตร์ที่มีรสทางวรรณกรรม ดังเช่นบทความที่เกี่ยวกับ เอ็งกิ บิลาล นักเขียนการ์ตูนผู้อยู่เหนือขอบเขตแห่งจินตนาการ มาเกอริต ดูราส์ นักสร้างหนังเชิงนามธรรม มิลาน กุนเดอรา ผู้เขียน “ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต” สุชาติ สวัสดิ์ศรี “เจ้าของ” จินตนาการไร้บรรทัด มิเคลันเจโล่ อันโตนีโอนี่ ผู้รังสรรค์บทกวีลงบนแผ่นฟิล์ม แซม เชพพาร์ด ดาราและนักเขียนบทภาพยนตร์มือทอง พี่น้องโคน นักสร้าง-กำกับ-เขียนบทภาพยนตร์นอกสูตรที่กลายมาเป็นต้นตำรับของสูตรใหม่ และอื่น ๆ อีกมาก การ์ตูนลัท ได้ถูกเลือกให้เป็นภาพปิดเล่ม เป็นภาพที่เด็กชายลัทลาเพื่อน ๆ ซึ่งเล่นและเติบโตมาด้วยกันในหมู่บ้านโดยโบกมือลาผ่านกระจกด้านหลังของรถเมล์ประจำทาง เพื่อจะเดินทางเข้าสู่เมือง อันจะเป็นฉากสุดท้ายของการ์ตูนเล่มนี้ และจะนำไปสู่การ์ตูนตอนที่สองที่มีชื่อว่า Town Boy อันเป็นตอนจบของการ์ตูนเรื่องยาวชุดนี้ ตอนแรก ผมรู้สึกประหลาดใจนิด ๆ ว่า การ์ตูนของลัทสอดรับกับเนื้อหาอันหนักหน่วง (แม้จะแพรวพราวไปด้วยลูกเล่น) ของหนังสือแบบบุ๊คไวรัสได้อย่างไร แต่นึกไปอีกที บุ๊คไวรัสก็เข้ากันได้ดีกับบรรยากาศของเมืองไทยในยุคสมัยปัจจุบัน ยุคที่หนังยอดฮิตต้อง โหมโรง หนังยอดสนุกต้อง หลวงพี่เท่ง หนังยอดแย่ต้อง สัตว์ประหลาด (โปรดหาหนังสาหัสสารคดีเรื่อง รุมกัดสัตว์ประหลาด มาดูประกอบ) นักเขียนยอดนิยมคือ พัชรศรี เบญจมาศ (กาละแมร์) และผู้กำกับดังของไทยกำลังควานหาผู้แสดงเป็นตัว “หนูหิ่น” อยู่อย่างขะมักเขม้น (ขณะเขียนบทความนี้) ฉะนั้น การ์ตูนลัท ก็น่าจะเข้ากันได้กับบุ๊คไวรัสเฉกเช่นเดียวกับบริบทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มต้นรู้จักกับการ์ตูนของลัทเมื่อไร แต่จะรู้จักมากขึ้นโดยผ่านการ์ตูนของเตรียม ชาชุมพร นักเขียนการ์ตูนแนว “เพื่อชีวิต” (จริง ๆ) เตรียมเขียนการ์ตูนสะเทือนใจสะท้อนภาพของเด็กหญิงที่ตกเป็นเหยื่อของธุรกิจค้ามนุษย์ซึ่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในอดีตและปัจจุบันของไทย เตรียมเขียนการ์ตูนชุด คำแพง ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นยาว 2-3 นาที แพร่ภาพทางทีวีอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ (มาก) ตัวคำแพง เป็นเด็กชายผอมกะหร่องเห็นซี่โครงบาน หัวฟู มือคอยเกี่ยวกางเกงตัวหลวมไม่ให้หลุด แอนิเมชั่นคำแพงทางทีวีนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากจน เกี่ยวกับป่าไม้ถูกตัดทำลาย และความแล้งร้อนของชนบทอีสาน คำแพงได้รับการฉายออกอากาศอยู่ในระยะเวลาสั้นมาก (ไม่ทราบเหตุผล) แม้ลักษณะของคำแพงจะได้รับอิทธิพลจากลัทเป็นอย่างมาก แต่การ์ตูนคำแพงก็ทำหน้าที่ในสังคมเช่นเดียวกับลัท ที่พยายามจะพูดถึงความเป็นจริงของสังคมจากมุมของคนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง เตรียมจากไปเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนน ขณะเดินทางออกจากไปเดลินิวส์ ซึ่งเป็นที่ทำงานสุดท้ายของเขา รถที่ชนแล้วคร่าชีวิตเตรียมไป ยังลอยนวลอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ เตรียมจากไปพร้อมกับตัวการ์ตูนคำแพงตลอดกาล “ไม้ค์” เป็นเพื่อนฝรั่งอีกคนที่ช่วยให้ผมรู้จักลัทมากขึ้น ไม้ค์ได้ส่งกาเลนดาร์ (Kalendar) ประจำปี 2535 ซึ่งมีภาพการ์ตูนลัทประกอบในแต่ละเดือนเดือนละภาพ ผมประหลาดใจที่รู้สึกว่า ลัทไม่เข้ากับไม้ค์ (เหมือนที่รู้สึกว่าลัทดูไม่เข้ากับบุ๊คไวรัส) เพราะไม้ค์สนใจแต่เรื่องหนัก ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ – ภาษา - โบราณคดีของอินเดีย ศรีลังกา คัมภีร์และเรื่องยาก ๆ ภาพลัทหัวฟูจึงดูไม่ค่อยจะเข้ากับศิลาจารึกหลัก 1 ตามที่ไม้ค์ถนัดเท่าไรนัก อย่างไรก็ดี รูปการ์ตูนประกอบกาเลนดาร์ของลัท ช่วยให้ผมผ่อนคลายกับบรรยากาศทางการเมืองไทยอันแสนจะอึดอัดภายใต้รัฐบาล รสช. ก่อนที่จะระเบิดเป็นเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 2535 ได้เป็นอย่างมากไม่เชื่อก็ดูรูปการ์ตูนประกอบของเดือนมีนาคมที่แนบมานี่สิครับ ต่อมาเมื่อระยะหลังนี้ คนไทยที่พูดถึงลัทอย่างผ่าน ๆ อีกคนหนึ่งก็คือ เทพศิริ สุขโสภา รูปการ์ตูนของลัทถูกนำมาประกอบบทความในหนังสือ คนวาดภาพประกอบ (2547) น่าเสียดายที่รูปของลัทที่เอามาลง ถูกย่อจนขนาดเล็กมาก ทำให้ไม่อาจจะดูรายละเอียดซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการ์ตูนลัท (คนที่ควรจะถูกกล่าวโทษน่าจะเป็นคนทำอาร์ตเวิร์คของหนังสือกระมัง) แต่ที่น่าเสียดายไปยิ่งกว่า คือการที่ไม่ได้กล่าวถึงกลิ่นอายการ์ตูนของลัท เพราะความจริงแล้วสาระหลักของการ์ตูนของลัท (Kampung Boy และ Town Boy) นั้น มีกลิ่นอายเดียวกันเป๊ะกับ บึงหญ้าป่าใหญ่ [1] ของเทพศิริ (ซึ่งเป็นหนังสือเล่มโปรดที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตของผม)และผมคิดว่าหากจะมีใครสักคนที่จะพูดถึงลัทได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นเทพศิรินี่แหละ แต่อย่างว่า เหตุที่เทพศิริเขียนถึงลัทอย่างผ่าน ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็อาจจะเป็นว่าเทพศิริมีอะไรที่จะเล่าให้เราฟังมากมาย (อันเป็นลักษณะเด่นของงานเขียนของเขา) จนอาจรู้สึกว่าการเล่าถึงลัทโดยลงไปในรายละเอียดนั้น น่าจะเป็นเวลาและสถานที่อื่นอาจเหมาะกว่า ลัท (Lat) เกิดในชนบทของโกตาบาห์รู รัฐเปรักของประเทศมาลายู (ในขณะนั้น) มีชื่ออย่างเป็นทางการแต่เดิมของเขาก็คือ โมฮัมหมัด นอร์ บินกาลิด (Mohamad Nor bin Khalid) มีชื่อเล่นว่า บูลัท (Bulat) และนี่ก็คือที่มาของชื่อ ลัท(Lat) ซึ่งจะเป็นทั้งนามปากกา ชื่อของตัวการ์ตูนหลักในเรื่อง และชื่อของหนังสือรวมเล่มการ์ตูนของเขาส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะเล่นกับคำว่า ลัท เช่น Lat and His Lot / Lots of Lat / Lat’s Lot / With a Little Bit of Lat / It’s a Lat, Lat, Lat, Lat World / Better Lat than Never และ Lat 30 Years Later เป็นต้น ชีวิตในหมู่บ้านของลัท ก็คงจะเหมือนกับชีวิตในหมู่บ้านไหน ๆ ของอุษาคเนย์ ในช่วงทศวรรษที่ 50 (เขาเกิดในปี 1951) เป็นชุมชนที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ ไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าเพราะรู้จักกันตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด มีเรื่องตลกโปกฮาคุย และเป็นที่รู้ความนัยกันเฉพาะในหมู่พรรคพวก เด็ก ๆ เล่นและเติบโตมาด้วยกันกับเกมพื้นถิ่นที่อิงอยู่กับวัสดุ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ หมู่บ้านมากกว่าเครื่องเล่นอิงเทคโนโลยี พ่อ แม่ ครู พระ เป็นทั้งเพื่อนบ้าน เป็นเพื่อนเรียนในอดีต หรือแม้กระทั่งญาติกันด้วยซ้ำไป เป็นต้น อีกเกือบ 20 ปีต่อมา ลัทจึงเข้าสู่เมืองเล็ก และต่อมายังเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ในท้ายที่สุด ทั้งเรียนและเป็นนักวาดการ์ตูนประจำหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กหลายฉบับ จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการวาดภาพลงใน The Asia Magazine (ออกในฮ่องกง) ซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวางทั่วเอเชีย จากนั้น ที่ทำงานที่เกือบเป็นบ้านถาวรของลัทคือ The New Straits Times ในปี 1993 ลัทได้รับเลือกให้ทำแอนิเมชั่นให้กับองค์การยูเนสโก เพื่อรณรงค์เรื่องการศึกษาของเด็ก ๆ ทั่วโลก ลัทเชื่อว่าสำนักงานเป็นที่จองจำจินตนาการของนักเขียนการ์ตูน แม้จะมีรายได้ประจำและมีความมั่นคงในชีวิตซึ่งทำให้ลดปัญหาเรื่องปากท้องก็ตาม ฉะนั้นโจทย์ของเขาที่จะต้องขบคิดให้ตกก็คือทำอย่างไรนักเขียนการ์ตูนจึงจะสามารถมีรายได้พอเพียงหรือดีกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่ไม่ต้องถูกบีบรัดโดยหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่ง แน่นอน ความฝันนี้ไม่ใช่ความพยายามแก้ปัญหาส่วนตนโดยลำพังหากแต่เผื่อแผ่ไปถึงคนร่วมอาชีพคนอื่น ๆ มากกว่า เพราะถ้าจะว่าไปแล้วฐานะของเขาในปัจจุบันนั้นเป็นที่รู้จักทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ งานการ์ตูนเขียนของเขากลายเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นชุดกำปุงบอย ซึ่งได้รับรางวัล Annecy Award ของฝรั่งเศส พูดง่าย ๆ ก็คือ สถานะทางรายได้ของเขาเกินไปจากปัญหาข้างต้นนี้แล้ว ลัทผลิตงานรายชิ้น ซึ่งต่อมารวมเป็นเล่มได้ (ประมาณ ) 23 เล่ม นับตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมา แต่เล่มที่ถือว่าเป็นคลาสสิกก็คือ เรื่อง The Kampung Boy (พิมพ์ครั้งแรกในปี 1977) Town Boy (พิมพ์ครั้งแรก ปี 1980) และ Mat Som (1990) ซึ่งอาจจะรวมเอาเรื่อง Kampung Boy Yesterday and Today (1993) ซึ่งเป็นการให้รายละเอียดชีวิตของเด็กชนบทในอดีตเพื่อให้คนอ่านได้มองเปรียบเทียบกับปัจจุบัน สามเล่มแรกโดยเฉพาะ เด็กบ้านนอก และเด็กเมือง มีลักษณะเกือบเป็นอัตชีวประวัติ ในขณะที่ มัทสม มีความเป็นอัตชีวประวัติน้อยกว่า แต่จะว่าต่อเนื่องกันก็ได้ แม้ตัวละครหลักของเรื่องจะไม่ใช่ตัวลัทตรง ๆ อย่างเช่นในสองเล่มแรก เด็กบ้านนอก (The Kampung Boy) ลัทเริ่มต้นประโยคแรกของหนังสือการ์ตูนกึ่งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่ารักว่า “ผมจำเรื่องราวจริง ๆ ใน 2-3 ปีแรกของชีวิตผมไม่ได้ กว่าจะรู้ก็เมื่อผมหัดพูด และตอบโต้กับแม่ได้นั่นแหละที่ผมจะได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องต้นชีวิตผม” ยายเป็นคนทำคลอดให้แม่ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นยายก็เรียกพ่อดัง ๆ ว่า “มาอุ้มลูกของเธอสิ” พ่ออุ้มลัทน้อยเอาไว้ในวงแขนดูเหมือนหมีตัวใหญ่กอดลูกตัวน้อย แล้วกระซิบสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าเบา ๆ ที่หู เช่นเดียวกับชาวมุสลิมผู้เป็นพ่อทั้งหลายกระทำกับบุตรแรกเกิดของตน ลัท เกิดในบ้านไม้กระดาน หลังคามุงสังกะสีกึ่งจาก(มีรูรั่ว)ทรงมะนิลา ใต้ถุนยกพื้นเป็นโถง ตัวบ้านจริง ๆ ชั้นบนนั้นตรงกลางเป็นห้องโถงยาว ๆ จากมุขด้านหน้าจนถึงท้ายบ้าน ส่วน 2 ด้านของโถงกลางนั้น เป็น “ห้อง” ซึ่งถูกแบ่งชั่วคราว โดยตู้ ชั้น ผ้าม่านตามแบบเอเชีย ด้านท้ายสุดเป็น “ห้องครัว” ซึ่งทุกคนกินข้าวในสำรับร่วมกันบนพื้นที่ถัดจากครัวปรุงอาหาร ลัทเติบโตท่ามกลางเครือญาติ และความใกล้ชิดของชุมชนชาวบ้าน (เกษตรกรรม) แก้ผ้า คลานไปมาบนพื้นบ้านชั้นบน เพราะบันไดบ้านทั้งด้านหน้าและหลังถูกกั้นเอาไว้ บางครั้งเพื่อนเล่นของเขาคือลำแสงแดดที่ส่องทะลุรูรั่วของหลังคา ตกลงมาเป็นจุดขาวๆ บนพื้น บางลำแสงก็หาร่องรอยของมันไม่พบ เพราะมันตกลงไปในตะกร้าก้นลึก ทำความประหลาดใจให้ลัทน้อยพอควร เมื่อลัทเริ่มเดินและวิ่งได้ อย่างหนึ่งที่เขาชอบมากคือไปดูเพื่อนข้างบ้านทำ “นมจากต้นยาง” โดยการใส่กรดลงไปในน้ำยางซึ่งรวบรวมมาจากลูกถ้วยตามต้นยาง รอจนกระทั่งมันจับตัวเป็นก้อน การได้ช่วยย่ำและกระทืบบนแผ่นยาง เป็นการ “ช่วย” ที่สนุกดีแท้ อย่างไรก็ดี แม่จะโกรธมากหากลัทจะได้วิ่งเล่นเลยสุดสวนยางไปยังเรือตักแร่ดีบุก ซึ่งส่งเสียงคำรามดังกึงกังอยู่ถัดจากสวนยางของบ้านไป แม่คงจะมีความคิดอะไรบางอย่างในใจซึ่งยากเกินกว่าลัทน้อยจะเข้าใจ ส่วนพ่อของลัท เป็นเสมียนเล็ก ๆ ของหน่วยราชการ พ่อเป็นคนสนุก ขี้เล่น ครั้งที่ลัทจำได้แม่นก็คือ คราวที่พ่อพาลัทและน้องสาวไปอาบน้ำที่ท่าน้ำท้ายบ้าน พ่อกระโดดลงมาจากกิ่งไม้หลังโห่ร้องเสียงก้องป่าแบบทาร์ซาน แต่เมื่อตัวพุ่งลงมาถึงน้ำแล้วนั่นแหละ ทาร์ซานพ่อถึงได้รู้ว่าโสร่งยังติดคาอยู่ที่กิ่งไม้ข้างบน และที่แย่สุดก็คือ บรรดาแม่บ้านกำลังอุ้มลูกจูงหลานมุ่งตรงมาเพื่ออาบน้ำที่ท่าเดียวกันนี้ พ่อขี่จักรยานเป็นพาหนะทั้งไปที่ทำงาน และไปไหนๆ ลัทชอบนั่งคร่อมแกนที่ตรึงอานกับคอจักรยานด้านหน้า โดยมีพ่อนั่งอยู่บนอานและดูเหมือนกำลังคร่อมตัวลัทอยู่ ทั้งคู่ไป “ตลาด” กัน ห้องแถวในตัวตลาดเป็นย่านร้านขายของของคนจีน ซึ่งมีทั้งของแห้ง ของชำ ขนมหวาน กระทะ กระแป๋ง ไม้กวาด เสื้อผ้า ยางแผ่น ซ่อมจักรยาน ตู้เพลง และอื่นๆ ชาวจีนมักมีกระด้งตากดอกไม้ ใบชาใช้แล้ว เศษข้าว แม้เศษถ่านป่นที่นำมาปั้นเป็นก้อนใหญ่เพื่อนำมาใช้อีกทีหนึ่ง ตากวางที่พื้นถนนด้านหน้าของร้าน ที่ตลาดมีป้ายรถเมล์ประจำทางซึ่ง นาน ๆ จะมาซักคัน แต่ที่นี่ก็เป็นที่พักรอผู้โดยสารซึ่งมักมีคนมารวมกันเพราะมีทั้งหนังสือพิมพ์ ขนมผลไม้แช่น้ำแข็ง เครื่องดื่มขายและที่เด็ก ๆ ชอบมากก็คือ น้ำแข็งไสราดน้ำเชื่อมรส/สีต่าง ๆ บางที พลตระเวนตำรวจก็ขี่จักรยานมาดู ๆ อยู่ด้วย สถานีรถไฟของหมู่บ้านเป็นสถานีเล็ก ๆ ฉะนั้น บ่อยครั้งที่ลัทจะเห็นรถไฟที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนตามองไม่ทัน ไม่รู้ว่าคนในขบวนรถไฟจะมองเห็นมือเล็ก ๆ ของลัทที่โบกให้เขาหรือไม่ การศึกษาขั้นต้นของลัท เริ่มเมื่ออายุได้ 6 ขวบ การศึกษาเบื้องต้นที่ว่านี้คือ การเรียนการอ่านอักขระอารบิคเพื่อจะได้อ่านพระคัมภีร์อัลกุรอานได้ต่อไป เด็กน้อยลัทถูกนำไปพบกับครู ซึ่งพ่อเรียกอย่างให้ความเคารพว่า “ตวน” พร้อมกับข้าว 1 ชามเงิน 1 เหรียญ และหวายเส้นเล็กยาว 1 คืบ พร้อมกับกล่าวตามธรรมเนียมว่า “ตวน ผมขอมอบบุตรของผมให้อยู่ในความดูแล กรุณาสอนให้เขาได้รู้ และเข้าใจในพระคัมภีร์ โปรดดูแลเขาเหมือนลูก เหมือนหลาน... หากเขาดื้อ เขาซน ก็จงได้ทำโทษเขาด้วยหวายเส้นนี้ ... แต่ก็อย่าให้ถึงกับกระดูกแตกหัก หรือสูญสิ้นนัยน์ตา” ครูพยักหน้ารับเครื่องไหว้ โดยเฉพาะหวายเส้นเล็ก แต่จริง ๆ แล้ว ข้างกายครูมีหวายเส้นยาวเกือบเมตร ปลายแตกเป็นเสี้ยนย่อย แสดงถึงความบ่อยในการใช้งานวางอยู่ด้วย การออกเสียงตามแบบฉบับของภาษาอาหรับไม่ง่ายเลย อีกทั้งการเรียนพระคัมภีร์ก็ชวนให้ง่วงสัปหงกอยู่เสมอ เสียงปลุกที่ได้ผลก็คือ เสียงฟาดพื้นของหวายประจำตัวครูนั่นแหละที่จะทำให้เด็กลืมตาโพลงขึ้นอีกครั้ง เมื่อพ้นเวลาเรียน เด็กผู้ชายมักรวมแก๊งกันไปแก้ผ้ากระโดดน้ำเล่น บางทีก็แอบล้วงเอาปลาจากลอบดักปลาของชาวบ้านเขามาด้วย การแต่งงานมักจะเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้าน เพราะเป็นงานของทุก ๆ คนด้วย เจ้าบ่าวจะถูกขอให้ท่องข้อความสั้น ๆ ทางศาสนาต่อหน้าเถ้าแก่และแขกเหรื่อ บางทีเจ้าบ่าวก็ต้องท่องอยู่หลายครั้งจนกว่าเถ้าแก่จะพอใจ พอดึกหน่อยด้านนอกงานก็มีวงดนตรีเสียงดัง แถมยังมีนางรำด้วย ลัทจำได้ว่าคืนนั้นพ่อเป็นคนแรกที่ก้าวขึ้นเวที พ่อเต้นรำได้ดี โดยมีแม่ยืนตาเขียวอยู่ข้างล่าง และเมื่อถึงบ้านคืนนั้น แม่ก็เทศนาเสียงดุ แต่นุ่มนวลและยืดยาว โดยมีพ่อนั่งฟังอยู่โดยดุษฎี ประโยคสุดท้ายที่ลอยมาเข้าหูก่อนลัทจะผล็อยหลับไปก็คือ “......หากคราวหน้าเธอทำอย่างนี้อีก ฉันจะขึ้นเวทีไปดึงหูเธอลงมา” ลัทเริ่มโตขึ้น และชอบที่จะไปขลุกอยู่กับเพื่อน ๆ จนเย็นย่ำ ทำให้พ่อปรารภเอากับแม่ว่าเป็นห่วงเรื่องการเรียน และลัทก็เริ่มพบว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนที่โรงเรียนก็มักจะบอกว่า ลัทเป็นคนช่างฝัน เพราะชอบอยู่ตัวคนเดียว อย่างไรก็ตาม ในวิชาวาดเขียน ลัทชอบ และทำได้ดีจนครั้งหนึ่งครูได้เอารูปของลัทมาชมเชยและยกเป็นตัวอย่างที่ดีหน้าชั้น ซึ่งตรงข้ามกับวิชาเลขคณิต การบ้านของลัทก็มักถูกยกเป็นตัวอย่างในทางที่แย่ด้วยเช่นกัน ที่จำได้แม่นอีกอย่างที่เกี่ยวกับโรงเรียนก็คือ โครงการอาหารเสริมของรัฐบาล เด็ก ๆ ได้รับนมร้อนชงดื่มคนละถ้วย นี่เป็นครั้งแรกของเด็ก ๆ ที่ได้กินนมผงกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกด้วยที่เด็ก ๆ ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำกันจ้าละหวั่น วันศุกร์เช้า เด็กๆ พากันไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่สุเหร่า ซึ่งจะต้องรองรับคนมาก เพราะเป็นวันพระ เด็กจะได้รับค่าตอบแทนเป็นข้าวบูรีสีเหลืองกับแกงกะหรี่เนื้อ เมื่อการสวดมนต์ผ่านไป ตอนบ่ายเด็กๆ พากันไปเล่นน้ำ หากเป็นฤดูผลไม้ เด็กๆ มักชอบไปเฝ้าสวนทุเรียนของเพื่อนบ้าน และการเฝ้านี้มักจะจบลงด้วยการนอนเรอ โดยมีเปลือกทุเรียนสุกทิ้งเป็นกองอยู่ใต้ถุนเถียงนาที่นอนกันอยู่ เมื่ออายุเข้าเกณฑ์ 10 ขวบ ยายก็เดินไปเยี่ยมเพื่อนบ้านเกือบทุกหลังเพื่อเชื้อเชิญมางานพิธีเข้าสุหนัตของลัท ซึ่งจัดร่วมไปกับญาติเด็กชายอีก 2 คน เมื่อถึงวันงานซึ่งจัดขึ้นที่บ้าน เด็กทั้งสามได้รับการแต่งตัวอย่างงดงามเป็นพิเศษ กินข้าวสำรับเฉพาะที่แยกไปจากแขกเหรื่อคนอื่นที่พูดคุยและกินกันอย่างสนุกสนานเป็นวงใหญ่ภายใต้การบัญชาอย่างแข็งขันของยาย ซึ่งเป็นแม่งานใหญ่ นอกจากเด็กสามคนที่กังวลและใจระทึกแล้ว คนอื่น ๆ (ที่เป็นชาย) ก็คุยกันอย่างสนุกสนานและกินดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะวาระสำคัญแห่งชีวิตเช่นนี้ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นใครได้ผ่านพ้นพวกเขาไปนานแล้ว พ่อหมอครูทำสุหนัตชวนเด็กคุยถึงเรื่องกระจุกกระจิกแล้วชวนให้กิน “ช้อกโกแลต” ซึ่งจริง ๆ เป็นหมากกับพลูที่มีรสแสนจะฝาด (ลัทมารู้ภายหลังว่า “ช้อกโกแลต” ของพ่อหมอครูนี้จะช่วยทำให้ไม่เจ็บปวดมากนักในขณะที่ถูกขลิบ) จากนั้น วงดนตรี Rebana (รำมะนา) เล่นเพลงแบบอาหรับ ขณะที่พ่อเด็กจะเอาลูกของตนขี่คอพาไปที่แม่น้ำข้างหมู่บ้านเพี่อทำการชำระร่างกาย จากนั้นเด็กก็เปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นโสร่งตัวเดียวเพื่อให้เหมาะกับเรื่องราว ซึ่งจะดำเนินไปโดยการนั่งคร่อมบนลำต้นกล้วย เผชิญหน้ากับพ่อหมอครู เด็กทั้งสามคนนอนพักฟื้นเรียงกัน โดยโสร่งด้านหน้าถูกผูกรั้งขึ้นเป็นกระโจม เพื่อให้ “ตรงนั้น” ไม่ต้องระคายต่อความสากของผืนผ้า คนที่ไม่เกี่ยวข้องแม้จะหวังมาให้กำลังใจจะถูกยายต้อนกันออกไปจนสิ้น เหลือเพียงหน้าเล็ก ๆ สองสามหน้าที่ปีนป่ายสอดสายตาผ่านซี่ลูกกรงขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นกึ่งให้กำลังใจ เด็ก ๆ ถูกยายเก็บตัวไว้อีก 2 อาทิตย์เหมือนคนอยู่ไฟ อาหารที่ได้กินก็มีแต่ข้าวกับปลาเค็มเท่านั้น ยายเอาใจเมื่อเวลาของการเก็บกักตัวผ่านพ้นไปแล้ว โดยการพาเด็ก ๆ ไปดูหนัง ซึ่งวันนั้นฉายเรื่องโลกของซูซี่ วอง (The World of Suzie Wong) ที่นำแสดงโดย แนนซี่ กวาน เพื่อนซี้ของลัทชวนไปร่อนขี้แร่ที่เหลือจากเรือตัก เด็ก ๆ พอใจที่ร่อนแร่ได้พอสมควร แต่พ่อกลับเห็นว่า ลัทเสียเวลากับสิ่งอื่นมากกว่าการเรียน อย่างไรก็ดี ครูใหญ่ประจำหมู่บ้านก็ได้แจ้งข่าวดีให้ทราบในเวลาต่อมาว่า ลัทกับเด็กอีก 2- 3 คนของหมู่บ้าน สอบผ่านการคัดเลือกเข้าไปเรียนในโรงเรียนกินนอนที่อิโปห์ ลัทรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อจะบอกข่าวดีกับพ่อและแม่ แต่พ่อเพิ่งออกไปกับรถเก๋งของเจ้าของเหมืองที่มาติดต่อจะขอซื้อที่ดินสวนยางของที่บ้าน หากสำรวจแล้วพบว่ามีแร่ดีบุกคุ้มพอกับการทำเหมือง อีกหลายอาทิตย์ต่อมา ลัทก็เตรียมตัวที่จะเดินทางเข้าอิโปห์ พ่อเอาฟูกที่นอนม้วนใส่ท้ายจักรยานไปด้วย แม่กับน้องสองคนพร้อมพ่อ รวมทั้งแก๊งค์เพื่อนจอมแก่นตามมาส่งที่ป้ายรถประจำทาง ขณะที่รอรถอยู่ ยายได้กล่าวสั่งสอนราวกับลัทกำลังจะไปทำการอะไรที่สำคัญว่า “ฟังนะลูก.....อย่าเป็นคนเย่อหยิ่งแต่ต้องสุภาพเรียบร้อยนะ เพราะพวกเราทุกคนมีชื่อว่าเป็นคนเรียบร้อย ต้องไม่ละเลยพระเจ้า และต้องไม่ลืมพวกเราที่อยู่ข้างหลังในหมู่บ้านนะ” ลัท โบกมือลาทุกคนผ่านกระจกหลังของรถประจำทาง “ผมไม่อาจบรรยายความรู้สึกขณะที่รถพาผมและพ่อจากหมู่บ้านไป ไม่ทราบว่าชาวเมืองที่จะได้พบนั้น จะเคยได้ยินชื่อหมู่บ้านของเราไหม...หมู่บ้านของเราช่างเล็ก...มีคนแค่หยิบมือ แต่ผมก็รักหมู่บ้านของผม ลำน้ำ ต้นไม้ บ้านซึ่งเงียบ และเพื่อน ๆ ของผม”
[1] * บึงหญ้าป่าใหญ่ เขียนเป็นตอน ๆเริ่มทยอยลงใน สตรีสาร เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 [2] การขยายตัวของเมือง และถดถอยของชนบท สัมพันธ์กับโครงการบ้านจัดสรรของรัฐ เข้าใจว่าจะเป็นเช่นเดียวกันเกือบทุกประเทศในอุษาคเนย์ ในทศวรรษที่ 1950 นี้ ของไทยก็เริ่มต้นในสมัยปลายรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่อยมาจนถึงโครงการบ้านเอื้ออาทรในสมัยปัจจุบัน [3] คงเป็นเช่นเดียวกับบทกวีของจ่างแซ่ตั้งชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีแต่คำว่า “คน” [4] City Lights ภาพยนตร์เงียบของ ชาลี แชปลิน [5] ในชีวิตจริงของลัท เขาได้ย้ายบ้านกลับไปสู่เมืองอิโปร์ ซึ่งสงบกว่ากัวลาลัมเปอร์ และทำงานอยู่ที่บ้านนั่นเอง [6] Kampung Boy:Yesterday and Today (1977) แม้จะมีความเกี่ยวเนื่องกันโดยเฉพาะ กับกำปุงบอย แต่ก็มีลักษณะเหมือนกับเป็นส่วนขยาย ความมากกว่า เพราะ สาระส่วนใหญ่เป็นการให้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องราวที่ได้เอ่ยถึงมาแล้วใน เด็กชนบท และ เด็กเมือง ลัท - ต่อเด็กบ้านนอก ให้ภาพของชาวชนบทมาเลย์ที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเครือญาติ ขนบประเพณี และสิ่งแวดล้อมแบบเกษตรกรรม ความแตกต่างในแง่ของเชื้อชาติสำหรับเขตชนบทพอมองเห็นอยู่บ้าง ในกรณีของคนจีนที่ทำการค้าอยู่ในตัวตลาด และเป็นกรรมกรรับจ้างขุดแร่ คนมาเลย์อยู่ในภาคเกษตรกรรม ส่วนความแตกต่างในแง่ของวิถีเศรษฐกิจ ตลอดจนสัญญลักษณ์ของวิถีแห่งทุนนิยมก็พอมองเห็น อย่างเช่นเรือขุดแร่ (ที่ดูน่ากลัวเหมือนยักษ์มารในสายตาของเด็ก ๆ เข้าใจว่าแม่ของลัทก็คงรู้สึกไม่ต่างกันเท่าใดนัก จึงได้เตือนนักเตือนหนาไม่ให้ลัทไปเล่นใกล้ ๆ มัน) และรถไฟซึ่งแล่นผ่านหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว ในแง่นึง การผ่านมาของขบวนรถไฟเหมือนกับจะมีอะไรบางอย่างที่อาจจะเกี่ยวกับชาวบ้านและหมู่บ้าน แต่ในอีกแง่นึง ก็ไม่มีอะไรเกิดกับชาวบ้านเลย ยกเว้นจะต้องหยุดรอให้ขบวนรถที่ไม่เกี่ยวอะไรกันกับหมู่บ้านได้ผ่านไปวันละหลายเที่ยว ต่อเมื่อลัทได้กลายมาเป็น เด็กเมือง แล้วนี่แหละ ที่การ์ตูนลัทจะได้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างที่หลากหลายมากขึ้นของเมือง ของมาเลย์เซีย และของโลกในยุคปัจจุบัน เด็กเมือง (Town Boy) เด็กเมือง ให้ความรู้สึกว่า โลกของลัทกว้างขึ้น และแตกต่างไปจากเดิม บทบาทของพ่อ แม่ ยาย และน้อง ๆ หายไปเกือบโดยสิ้นเชิง เพราะถูกแทนที่ด้วยโรงเรียน เพื่อน ๆ ร่วมโรงเรียน ซึ่งมีทั้งที่เป็นเชื้อชาติอินเดียน จีน และมาเลย์ มีทั้งตึกรามบ้านช่อง ร้านรวง ยวดยานพาหนะมากมาย ซึ่งลัทไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชนบท แก็งค์เพื่อนกลุ่มใหม่ของลัทเป็นตัวอย่างที่ดีของการคละเคล้าของคนกลุ่มเชื้อชาติต่าง ๆ ดังทีกล่าวแล้วข้างต้น มีทั้งจีน-อินเดียน-มาเลย์ มีทั้งคริสต์-อิสลาม และฮินดู แต่ในบรรดาเพื่อนทั้งหลายของลัทนั้น คนที่สนิทที่สุดคือ แฟรงกี้ และริคกี้ สองพี่น้องซึ่งเป็นลูกคนจีนร้านขายก๋วยเตี๋ยวกับกาแฟ (แบบเดียวกับร้านแถว ๆ ปักษ์ใต้บ้านเรา) อยู่ในเขตตลาดของเมืองอิโปห์ การที่ลัทรับคำเชื้อเชิญให้ไป “เที่ยว” บ้านของแฟรงกี้ ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดของชีวิตและองค์ประกอบของบ้านแบบจีนในสังคมมาเลย์เซีย ซึ่งทำให้เกิดภาพในเชิงเปรียบเทียบกับชีวิตแบบ “มาเลย์” ของลัท ซึ่งได้รู้และเห็นมาแล้วจากการ์ตูนชุด เด็กบ้านนอก ครอบครัวคนเชื้อสายจีนชอบอาศัยอยู่ในตึกแถวซึ่งตั้งอยู่ในเขตตลาด หรือเมือง ชั้นล่างเป็นร้านขายอาหาร-เครื่องดื่ม และของจิปาถะ ครัวและโต๊ะอาหารของร้านเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของครัว และโต๊ะอาหารของครอบครัวด้วย ส่วนชั้นบนขึ้นไปก็เป็นที่พักอาศัยหลับนอน มีทั้งศาลเจ้า ศาลบรรพบุรุษ โต๊ะพับ เก้าอี้สำรองที่วางซ้อน ๆ กันเพื่อประหยัดเนื้อที่ รูปถ่ายของปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ญาติ และดารา ติดเคียงกันไปอยู่ที่ข้างฝา แต่ที่สำคัญของการ์ตูนลัทก็คือ เครื่องเล่นจานเสียงแบบเก่า ซึ่งทั้งแฟรงกี้ และริคกี้น้องชายจะได้ฝึกฝนเป็นนักร้องตัวยง เพลงที่ทั้งคู่ร้องและเต้นประกอบไปกับแผ่นเสียงที่เปิดคือ ร๊อค อะราวนด์ เดอะ คล้อก นอกจากนั้น ภาพการ์ตูนยังเผยให้เห็นปกแผ่นเสียงของ เอลวิส เพรสลีย์ คลิฟ ริชาร์ด ริคกี้ เนลสัน และบิลลี่ ฮัลลี่ย์ วงเดอะ โคเม็ท ซึ่งนิยมกันในทศวรรษที่ 1970s ทำให้การ์ตูนได้บรรยากาศแบบเดียวกับหนังประเภท the coming of age ทั้งหลาย (เช่น American Graffiti / Stand by Me / มนต์รักทรานซิสเต้อร์ เป็นต้น) แฟรงกี้ เป็นเด็กเมืองโดยแท้ ฉะนั้น เวลาแฟรงกี้บอกกับอาป๊าว่าจะพากันไป “ห้องสมุด” จึงอาจไม่ได้หมายความตามนั้นเสียทีเดียว เส้นทางของทั้งสองคือ โรงหนังที่ตลาด (ซึ่งกำลังฉายเรื่อง Lawrence of Arabia) ทั้งคู่ตรงไปยังมุมเกมและของเล่น ซึ่งที่ตรงนั้นมีตู้หยอดเหรียญที่มีป้ายเขียนว่า Dancing Girl : Adults Only ผลัดกันขี่คอ ผลัดกันดู แล้วโดนยามจับโยนออกมาจากโรงหนังด้วยกันทั้งคู่ ! ตอนโพล้เพล้ของวันหนึ่ง แฟรงกี้ถามขึ้นเกือบจะลอย ๆ ว่า “ความฝันของนายคืออะไร” ความจริงคำถามนี้ยากที่จะเป็นคำถามของเด็กชั้นประถมจะถามกัน ยากยิ่งไปกว่าคำถามคือคำตอบ ฉะนั้น ลัทจึงลังเลก่อนที่จะตอบอย่างที่เกือบจะคาดเดาได้ว่า “จะเป็นเสมียนแบบที่พ่อเป็น” ในทางนึงก็อาจเข้าใจได้ว่า เพราะพ่อเป็นความมั่นคงของครอบครัวลัท และการที่พ่อมั่นคงได้ ก็เพราะงานเอกสารแบบเสมียนของพ่อนี่แหละ หรือในอีกทางหนึ่ง เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว อาชีพการงานไม่ได้มีให้เลือกอย่างมากมายหลายหลากเหมือนอย่างในปัจจุบัน แม้ครอบครัวของลัทจะได้ย้ายตามเข้ามาอยู่ที่เมืองอิโปห์ (เข้าใจว่าขายที่ให้กับนายทุนทำเหมือง แล้วเข้ามาซื้อบ้านราคาถูกตามโครงการบ้านจัดสรรของรัฐบาล) [2] แต่เรื่องที่ลัทเล่าให้เราฟังส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน และกับเพื่อน ๆ ที่ในโรงเรียนเสียมากกว่า ตลอดรวมทั้งอีกแง่มุมที่สำคัญของ the coming of age ก็คือ ผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อวัยเริ่มเป็นทีนเอจในทศวรรษที่ 60 ตอนปลาย ทศวรรษที่นิกสันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ ฟิลิปปินส์ขัดแย้งกับมาเลย์เซียเรื่องรัฐซาบาห์ รัสเซียรุกรานเชคโกสโลวาเกีย พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านเสด็จเมืองอิโปห์ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโลกกว้าง ทีนเอจแฟรงกี้ และลัท ก็ดำเนินชีวิตไปตามปรกติเช่นเดียวกับชาวอิโปห์ทั่วไป วัยรุ่นชายทุกคนใส่กางเกงขายาวลีบ ผมทรงเอลวิส คลิฟ หรือไม่ก็บีทเติ้ล ใส่เสื้อโปโล สรวมแว่นตากันแดด พกหวีที่กระเป๋าหลังกางเกง (ยกเว้นทารา ซิงห์ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เพราะต้องโพกศีรษะ) และชอบยืนโชว์ตัวตามที่สาธารณะเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะจากเพศตรงข้ามในวัยเดียวกัน เริ่มจากความสนใจวาดภาพ “นู้ด” ในชั่วโมงศิลปะ แย่งกันเต้นรำกับพวกสาวในเวทีรำวง และที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือการจีบสาวสุดฮอตซึ่งเป็นที่หมายปองของบรรดาเพื่อนร่วมแก๊งค์ เธอชื่อ นอร์มาฮ์ นอร์มาฮ์ต้องการคำแนะนำในเรื่องศิลปะ (ภาพวาด) แม้ลัทจะอาศัยยืมคำพูดของครูศิลปะมาให้คำแนะนำกับนอร์มาฮ์ แต่ลัทเองก็มีความสามารถและความเห็นที่เป็นของตัวเองในเรื่องภาพวาด ซึ่งเขามีความชอบเป็นพิเศษ บทสนทนาของทั้งคู่เริ่มจากเรื่องภาพวาด เลื่อนไปถึงเรื่องบทกวี แล้วก็เรื่องหนังสือ (นวนิยาย – ซึ่งดูเหมือนว่า นอร์มาฮ์จะก้าวไปไกลกว่าลัทมากนัก) ท้ายสุด ก็จบลงด้วยการชักชวนกันไปดูหนังเรื่อง “ทาร์ซานกับแฟนสาว” (Tarzan and His Mate) แน่นอน ฉากที่วัยรุ่นหนุ่มชอบมากที่สุดก็คือ ฉากที่ทาร์ซานประทับจูบบนริมฝีปากของเจนแฟนสาวตอนจบของเรื่อง นอร์มาฮ์รักษาสัมพันธภาพกับลัทสม่ำเสมอในฐานะเพื่อนร่วมโรงเรียน และแล้ว เทอมสุดท้ายของปีสุดท้ายของมัธยมต้นก็เดินทางมาถึง เพื่อนๆ ร่วมแก๊งค์ได้คะแนนพอใช้ได้กันทั้งนั้น ลัทเองได้คะแนนรวมเท่ากันกับเพื่อน แต่ได้คะแนนศิลปะถึง 8 ส่วนนอร์มาฮ์นอกจากคะแนนรวมจะดีกว่าคนอื่น ๆ แล้ว เธอยังได้คะแนนศิลปะระดับดีเยี่ยมอีกด้วย แต่ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดแล้ว แฟรงกี้ได้คะแนนรวมมาเป็นอันดับที่หนึ่ง เหนือกว่าใคร ๆ ในแก๊งค์และในชั้นปี “เป็นที่แน่นอนว่าชั้นจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ และต้องรีบไปโดยด่วนกับรถไฟ เที่ยวบ่ายหนึ่งเพื่อเข้ากัวลาลัมเปอร์ และบินต่อไปยังอังกฤษ” ลัทอ่านโน้ตสั้น ๆ ของแฟรงกี้แล้วรีบปั่นจักรยานไปที่สถานีรถไฟทันที “แฟรงกี้!” ลัทตะโกนเสียงดังผ่านเหล็กยืดกั้นของชานชลาแข่งกับเสียงจอแจของสถานีรถไฟซึ่งพลุกพล่านไปด้วยผู้คน แฟรงกี้เดินลงจากขบวนรถมาหาเพื่อจะบอกลา จากนั้น รถไฟก็แล่นออกจากชานชาลา โดยมีแฟรงกี้ โบกลาอยู่บนรถ รับกับลัทซึ่งโบกมือลาอยู่หลังเหล็กยืดกั้นของสถานี เป็นนาทีที่น่าประทับใจเหมือนตอนจบของหนังเรื่อง คาซาบลังก้า มัทสม (Mat Som) การ์ตูนเรื่องมัทสม เขียนขึ้นเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1990 แม้จะไม่มีตัวละครจาก เด็กบ้านนอก และ เด็กเมืองเลย โดยเฉพาะลัทตัวการ์ตูนหัวฟู แต่เราก็ยังคงซึมซับได้ว่า เรื่องราวของมัทสมการ์ตูนตัวใหม่ก็คือเรื่องราวของลัทซึ่งเข้ามาใช้ชีวิตในกัวลาลัมเปอร์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ตอนปลาย จนถึงทศวรรษ 1990 ในบรรยากาศของการอพยพของคนหนุ่มสาวเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ การขยายตัวของภาคเอกชนทางเศรษฐกิจ สภาพของเด็กเมืองซึ่งไร้รากทางวัฒนธรรมเดิม และตอบรับต่อวัฒนธรรมตะวันตก พ่อแม่คนชั้นกลางเริ่มมีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง คนวัยหนุ่มสาวบางกลุ่มเริ่มแสวงหาตัวตนผ่านงานเขียนรุ่นใหม่ (เช่นงานของกามูส์) บทกวีแบบไร้ฉันทลักษณ์แบบกลอนเปล่าเข้ามามีบทบาทแข่งกับงานเขียนแนวจารีต และดนตรีก็คลี่คลายไปสู่แนวฮาร์ดร้อค และเฮฟวี่ การ์ตูนมัทสม เป็นส่วนผสมของเมืองและชนบทแบบหวนหาอาลัย มีลักษณะเป็นนวนิยาย (เรื่องสั้น) มากกว่าความเรียง(ประกอบภาพ) แบบเด็กบ้านนอก และเด็กเมือง สองเล่มแรกที่เคยได้รับความนิยมสูงสุด มัทสม เริ่มเรื่องโดยการแนะนำตัวละครหลักคือมัทสมเองว่า “...เป็นนักเขียนพาร์ทไทม์ ซึ่งพยายามจะเป็นนักเขียนเต็มเวลาที่มีรายได้ชนิดเป็นรายเดือน...” “...โดยสถิติของทางราชการแล้ว ผมเป็นคนคนหนึ่งเช่นเดียวกับคนมาเลย์เซีย 16 ล้านคนเช่นกัน” ดูจะเป็นคำประกาศกึ่ง ๆ แนวเอ็กซอสแตนเชียลิสต์ ซึ่งเป็นบรรยากาศของยุคสมัย มัทสม แชร์ห้องเช่ากับโซอุด เพื่อนจากหมู่บ้านเดียวกัน โซอุดทำงานอยู่ในร้านขายอาหารแล็ก ๆ ในขณะที่มัทสมเป็นนักเขียนอิสระกึ่งสังกัดสำนักพิมพ์ ทั้งคู่ต่อสู้ชนิดปากกัดตีนถีบในสังคมเมืองใหญ่แบบกัวลาลัมเปอร์ พ่อเขียนจดหมายจากหมู่บ้านว่า ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมหมู่บ้านเรื่องการเป็นฝั่งเป็นฝาระหว่างมัทสมกับฟาริดาห์ ซึ่งเข้ามาทำงานอยู่ในเค.แอล.เช่นกัน เพราะทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนเล่นกันสมัยเด็ก แม้มัทสมอยากจะตามใจพ่อ แต่ก็ขัดข้องด้วยเหตุผล 2 ประการคือ ฐานะที่ง่อนแง่นทางการเงินของตัวเอง ซึ่งแม้จะดูแลตัวเองให้รอดไปแต่ละเดือนก็ยากเต็มที สองก็คือ เขาไม่รู้ว่าฟาริดาห์จะเป็นอย่างไร เพราะจากกันไปเสียตั้งแต่เล็ก ซึ่งนั่นก็นานเสียเหลือเกินแล้ว การนัดหมายเพื่อจะได้พบกับฟาริดาห์ตามคำขอของพ่อ มีเหตุให้คลาดแคล้วกันอยู่เสมอ ๆ เพราะภารกิจของฟาริดาห์ซึ่งดูเหมือนจะยุ่งเหยิงมาก ทำให้มัทสมพยายามจะหาภาพในมโนสำนึกเกี่ยวกับฟาริดาห์ แต่ก็มักจะติดอยู่กับภาพของฟาริดาห์ – เด็กหญิงขี้มูกโป่งซึ่งมักจะร้องตามพี่ ๆ ผู้ชายอันเป็นแก๊งค์ของมัทสม ในขณะที่สำนักพิมพ์ได้มอบหมายงานใหม่ให้มัทสม คือการรายงานความเคลื่อนไหวของแวดวงกวีและนักเขียน และก็ที่นี่เองที่มัทสมได้พบกับความคิดแปลกใหม่ของบรรดากวีปัญญาชนแห่งยุคสมัย เช่น บทกวีของกาฟาร์ อิบราฮิม (Ghafar Ibrahim) ที่ชื่อว่า “Tak Tun” (1978) ซึ่งตลอดทั้งบทกวีมีแต่คำว่า Tak Tun เท่านั้น [3] หรืออย่างบทกวี “Aku” ของ Salleh ben Joned (1987) ที่ว่า “สำหรับฉัน เสรีภาพก็คือภาระ... สิ่งใดที่ผู้นำกล่าว ฉันต้องทำตาม สมองที่พระเจ้าประทานให้มา ไม่จำต้องใช้ เว้นแต่ที่จะทำมาหากิน.... ความสงสัย ความโหยหาของจิตวิญญาณ (หากมี)บำบัดได้โดยการวิ่งวิ่งจากบ้านไปที่ทำงานจากที่ทำงานกลับไปบ้าน จนกว่า.... คำถามทั้งหลายจะถูกกลบหายไปกับเสียง(ดัง) ของโทรศัพท์...... “และฉันจะแคร์น้อยลง น้อยลง ฉันอยากจะมีชีวิตเฉกเช่นนี้ อีกสักพัน ๆ ปี” ลัทดึงมัทสมออกจากบรรยากาศของการแสวงหาความหมายแบบปัญญาชนชั่วคราว โดยให้มัทสมเดินทางกลับไปหมู่บ้าน ทางเข้าบ้านที่ลดเลี้ยวเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่ร่มรื่น ตัวบ้านยกใต้ถุนดูสงบและมั่นคงท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อย โถงยาวของบ้านชั้นบนจากด้านหน้าจรดหลัง ดูคลับคล้าย …. ใช่เลย ! บ้านของลัทในเด็กบ้านนอกนั่นเอง แม่บอกว่า พ่อสุขภาพไม่ดีนัก แม้กระนั้น พ่อก็ขอให้มัทสมขี่รถเครื่องซ้อนพ่อเข้าตลาด นัยว่าพ่อจะไปตัดผม แต่แท้จริงพ่ออยากจะอวดลูกชายของตัวเองกับใคร ๆ ในตลาด ตั้งแต่วีลูช่างตัดผม ยิปและภรรยาซึ่งขายเครื่องดื่มและน้ำแข็งไสที่ป้ายรอรถเมล์ของหมู่บ้าน ว่ามัทสมลูกชายของตนซึ่งบัดนี้อาศัยอยู่ในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ และแถมยังเป็นนักเขียนมีชื่อปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นครั้งเป็นคราวด้วย คืนนั้น มัทสมได้ “สนทนา” กับพ่ออย่างยืดยาว โดยพ่อเริ่มที่เรื่องฟาริดาห์ และการแต่งงานให้เป็นฝั่งเป็นฝา ซึ่งมัทสมเห็นว่า เขายังอยากให้โอกาสกับชีวิตของตนที่จะได้พบ ได้เห็น ได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ ซึ่งพ่อไม่เคยได้ไป ได้เห็น เพราะพ่อไม่เคยออกไปจากหมู่บ้านเลย แม่แย้งว่าแม้กระนั้นพ่อก็รู้เรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การสนทนาจบลงห้วน ๆ ด้วยความรู้สึกที่ค้างคาใจของทั้งสองฝ่าย ก่อนลากลับกัวลาลัมเปอร์โดยกะทันหัน มัทสมได้เดินทางไป “ที่ทำงาน” ของพ่อ ซึ่งเขาได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตว่า ที่ที่พ่อทำงานก็คือ อยู่ในห้องเครื่องมืด ๆ ใต้ท้องเรือตักแร่ดีบุก ซึ่งพ่อคงอยู่ที่นี่ เนื้อตัวมอมแมมด้วยคราบน้ำมันเครื่องเช่นนี้ตลอดเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา บ้าน แม่ และพ่อช่วยให้เขาเห็นความหมายอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ต่างไปจากคนในเมืองใหญ่ การที่ได้พบกับฟาริดาห์หลังจากที่คลาดแคล้วกันครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งทำให้เขาเห็นความหมายของชีวิตว่า เขากับฟาริดาห์ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟาริดาห์เรียกชื่อแฟนหนุ่มว่า ราชิดี้ ซึ่งดูทันสมัยกว่าชื่อราชิด และเธอก็ถูกเรียกโดยเขาว่าเฟย์แทนชื่อเต็ม ๆ ว่า ฟาริดาห์ มัทสมเขียนจดหมายถึงพ่อว่า “การแต่งงานเป็นเรื่องที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดแล้ว หากจะเรียกมันว่าชะตา ปลาในทะเลย่อมไม่อาจไปได้ด้วยกันกับต้นมะขามซึ่งอยู่บนบก...แม้มนุษย์จะพยายามวางแผนการใดๆก็ตาม”...... “.....บางทีความเป็นจริงนี้ อาจทำให้พ่อต้องทุกข์ใจบ้าง แต่ผมเชื่อว่าพ่อจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าผม อย่างที่เขาพูดๆกันนั่นแหละว่า ในโลกนี้มีดอกไม้มากกว่าหนึ่งดอก และมีผึ้งมากกว่าหนึ่งตัว และผึ้งตัวนี้ก็จะต้องพยายามหาโชคจากไม้ดอกอื่น...” มัทสมพบว่า แท้จริงดอกไม้ที่เขาแสวงหา คือสาวข้างบ้านเช่าที่ชื่อว่ายัม (Yam) เขาและเธอเดินไปฟังร๊อคคอนเสิร์ตของรามลี สาริป (Ramli Sarip) ซึ่งร้องเพลงชื่อ คนเมือง (Orang Kota) อันมีเนี้อหาเกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อชีวิตของคนเมือง ทั้งคู่ไม่ถึงขนาดจับมือกันเดินไปสู่ถนนที่ทอดยาวไปข้างหน้าอย่างมีความสุขและมั่นใจเหมือน แทร้มป์กับสาวน้อยในเรื่อง ซิตี้ไลท์ [4] ของชาลี แชปลิน แต่อย่างน้อยมัทสมก็พบคำตอบให้กับปัญหาหลายเรื่อง ทั้งความกังวลของพ่อที่อยากจะให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝา มัทสมได้เป็นผึ้งที่เลือกดอกไม้ตามที่ตนชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ มัทสมได้ค้นพบความหมายของชีวิตตามแบบของตัวเองที่แตกต่างไปจากปัญญาชนคนชั้นกลางในเมือง เพราะรากของเขาหยั่งลึกลงไปยังวัฒนธรรมแบบมุสลิม และวัฒนธรรมของหมู่บ้าน ซึ่งสืบทอดอย่างมั่นคงและยาวนานกว่าชาวเมือง[5] นอกเหนือไปจากงานทั้งสามเล่มที่กล่าวถึงไปแล้ว [6] ลัทยังมีการ์ตูนช่อง ๆ รวมเป็นเล่มอีกประมาณ 20 เล่ม เพราะจะว่าไปแล้วงานหลักที่ลัททำเป็นประจำมาตลอด 30 กว่าปีก็คือ การวาดการ์ตูนช่องในหนังสือพิมพ์รายวัน การ์ตูนของลัทเกี่ยวกับทุกเรื่อง ทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิต จากมุมมองของคนธรรมดา ๆ การที่ลัทสามารถก้าวข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม (ซึ่งความจริงทำได้ยากยิ่งในสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมแบบมาเลย์เซีย) ทำให้งานของลัทมีความเป็นสากลทั้งในมาเลย์เซีย และในระดับระหว่างประเทศ งานของลัทในภาษามาเลย์ แพร่หลายทั่วไปทั้งในมาเลย์เซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบางส่วนของฟิลิปปินส์ และโดยการที่มาเลย์เซียใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างแพร่หลาย งานของลัทจึงมีพากย์ภาษาอังกฤษด้วยในเวลาเดียวกัน และด้วยเหตุนี้เอง การ์ตูนลัทจึงมีความแพร่หลายอยู่ในโลกการอ่านของผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษด้วย ดังจะเห็นว่า การจะค้นคำว่า Kampung Boy โดยผ่าน Google ก็จะได้คำตอบว่ามีบทความที่เกี่ยวเนื่องถึงสี่หมื่นเจ็ดพันสองร้อยรายการ แม้กระทั่งลองสุ่มดูในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan State University) ก็จะพบว่ามีการ์ตูนของลัทอยู่ถึง 13 รายการ ผมเข้าใจว่าในห้องสมุดมหาวิทยาลัยของไทย (ยกเว้นที่ทับแก้ว) อาจไม่มีเลยแม้แต่เล่มเดียว อีกส่วนหนึ่งของความแพร่หลายก็น่าจะเป็นเพราะการที่ Kampung Boy ได้รับการปรับเป็นการ์ตูนสั้นฉายทางโทรทัศน์ โดยทีมงานผลิต Matinee Entertainment ซึ่งมีฐานอยู่ที่ลอส แองเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ Best TV Series Annecy Award ในปี 1999 ในงาน International Animation Festival ที่ประเทศฝรั่งเศส ในความเห็นของผมแล้ว การ์ตูนชุดนี้ให้รสชาติต่างไปจากหนังสือเป็นอย่างมาก เสียงของลัทและเพื่อนไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษามาเลย์ (มีทั้งสองภาษา) ให้ความรู้สึกที่ต่างไปจาก “เสียงในจินตนาการ” ของเราขณะอ่าน และเรื่องราวของการ์ตูนสั้นก็แบน ๆ ไม่กินใจเท่ากับการอ่านด้วยเช่นกัน การ์ตูนลัท ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วในปี 2003 รางวัลที่อาจถือได้ว่าเป็นเกียรติประวัติก็คือรางวัลฟูกูโอกะ ครั้งที่ 13 ปี 2002 ซึ่งลัทรับรางวัลศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกันกับจางอี้โหมว จากจีนซึ่งได้รับรางวัล Grand Prize คินสลี่ย์ มัทธุมุนี เดอ ซิลวา จากศรีลังการับรางวัลทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และ แอนโธนี รีดจากออสเตรเลียรับรางวัลวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์เช่นกัน ในคำบรรยายประกอบการมอบรางวัลให้ลัท กล่าวเอาไว้ว่า “...การ์ตูนของเขาเน้นความสนใจในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องการทำลาย สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นด้านลบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของเขตเมือง การทำลายวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน ชัยชนะของฝ่ายการเมืองที่ยึดแต่ผลประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วทางสังคมอันเนื่องมาจากการคืบคลานเข้ามาของบรรษัททุนข้ามชาติ งานของเขา(ลัท)เป็นที่รักและชื่นชอบของประชาชนในทุกระดับ และส่งอิทธิพลต่อนักวาดการ์ตูนชาวเอเชียด้วยกัน...” หนังกับการเมือง และการเมืองในหนัง (มิถุนายน 2547)เมื่อตอนต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับทั้งการเมืองและแวดวงการแสดง ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างกับทั้งสองวงการนี้อย่างน่าสนใจ ข่าวแรกคือ ตำรวจสันติบาลได้เดินทางไปพบกับ เด๋อ ดอกสะเดา ผู้กำกับหนังเรื่อง “ยอดชายนายโอ๊ก อ๊าก” ส่วนข่าวที่สองคือ ข่าวแกรมมี่จะนำชีวประวัตินายกฯ มาทำเป็นละครโทรทัศน์ ข่าวทั้งสองสะท้อนให้เห็นทัศนะของคนหลายฝ่ายต่อแนวคิดที่เชื่อและยึดถือกันมาตลอดในวงการแสดง (และบันเทิงทุกแขนงสาขา) ซึ่งก็คือ ต้อง “ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” ไม่มีใครในแวดวงการแสดงเคยนิยามอย่างชัดแจ้งว่า “ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” นั้น หมายถึงอะไร เป็นเพียงแต่เข้าใจกันกว้าง ๆ ว่า ต้องหลีกเลี่ยงเรื่องราวของบุคคลที่เกี่ยวพันกับแวดวงทางการเมือง และที่สำคัญ คือ ยังมีอิทธิพล บารมีอยู่ในขณะปัจจุบัน ซึ่งตามนิยามนี้ ก็จะเห็นว่าข่าวทั้งสองชิ้นข้างต้นนั้นเกี่ยวพันหรือไม่เกี่ยวพันกับการเมืองเท่าๆ กัน แต่ก็น่าประหลาดใจที่ข่าวการทำหนังของ เด๋อ ดอกสะเดานั้น ได้รับการตัดสินใจจากทั้งคณะสภาโจ๊ก (ซึ่งขอถอนตัวออกจากการแสดง) จากสื่อมวลชน ประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือจากตำรวจสันติบาล (ถึงขนาดให้เกียรติไปเยี่ยมเยือน) ว่าเป็นหนังที่ “มีการเมือง” ในขณะที่ข่าวแกรมมี่ทำละครจากชีวิตนายกฯ กลับได้รับการยอมรับจากสื่อและสาธารณชน (ตลอดจนตำรวจสันติบาล) ว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง ฉะนั้น นิยามที่ว่า การแสดงที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในแวดวงการเมือง จะต้องมีสภาพ (จำเลย) ว่า “เป็นการเมือง” จึงไม่จริงเสมอไป เช่น มีคนจะเอาเรื่องราวของนักการเมืองจมูกชมพู่ไปสร้างหนัง แต่ถูกแบน เช่นเดียวกับหนังที่จะมีบทหนังเกี่ยวกับจอมพลเผด็จการก็ถูกห้าม ในขณะที่หนังสตรีในประวัติศาสตร์ และชาวบ้านในประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และการต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการยอมรับอย่างสูง และไม่ถือว่าละเมิดจารีต “ไม่ยุ่งการเมือง” ของแวดวงบันเทิงของไทย หากแต่ว่า การไม่ยุ่งกับการเมืองนั้น โดยแท้จริงแล้วก็คือการยุ่ง เกี่ยวพัน พาดพิงกับทั้งตัวบุคคล คณะบุคคล เหตุการณ์ทางการเมือง แต่จะต้องเป็นไปในลักษณะที่ “รับได้” การยกย่อง เชิดชู สรรเสริญเยินยอบุคคลที่ยังมีอำนาจการเมืองอยู่คือสิ่งที่ “รับได้” ฉะนั้น หนังของเด๋อ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจว่า จะเสียดสี ล้อเลียนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายกฯจึงเสมือนหนึ่งเป็นการให้ร้ายกับตัวนายกฯเองด้วย(อย่างน้อยการมีปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วอย่างผิดปรกติของสันติบาล ก็มีนัยไปในทางนั้น หรือแม้ตัวนายเด๋อเองก็ร้อนตัว ให้สัมภาษณ์ว่า “…ใครจะไปกล้าเล่นนายกฯ ผมก็เป็นคนเลือกนายกฯ ผมรักท่าน ใครทำท่านเสียหายผมก็ไม่ยอม…” [1] และการทำเช่นนั้น ก็เป็นการกระทำที่มีวาระแฝงเร้นทางการเมือง (ความจริง ตรรกะของเด๋อ ที่ให้เหตุผลว่า เขาเลือกนายกฯ เพราะฉะนั้น นายกฯคือตัวแทนของเขา เขาจึงไม่อาจทำร้ายตัวนายกฯได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำร้ายตัวเองด้วย นี่ต้องบอกว่า เด๋อพูดแบบนักรัฐศาสตร์ที่ชอบสาธยายทฤษฎีความเป็นตัวแทน - representation - ซึ่งเป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยเลยทีเดียว แต่เด๋อคงจะลืมไปว่า นายกฯมักอ้างตนเป็นตัวแทนคน 11 ล้านคน และมีความชอบธรรมกว่าเด๋อ ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 11 ล้านที่เลือกนายกฯ คนนี้) ปรากฏการณ์ของข่าวสองชิ้นที่ยกมาจึงสะท้อนให้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนของสัมพันธภาพระหว่างการเมืองกับการแสดง ในแวดวงการแสดง มักจะเซ็นเซ่อร์ตัวเอง เป็นระดับ เป็นขั้น เป็นตอน ตั้งแต่คนเขียนบท นักแสดง คนกำกับ และผู้อำนวยการสร้าง (คนออกเงิน) แต่หากยังมีกรณีใดที่หลุดรอดมาได้ (อย่างกรณีของเด๋อ) ข้าราชการในหลายส่วนก็พร้อมที่จะก้าวออกมา เป็น “ขาประจบ” ให้เจ้านายและกระทำการตัดตอนการเมืองออกจากหนังเรื่องนั้น ๆ หนังและแวดวงการแสดงของไทย จึงสามารถรักษาตัวรอดมาได้โดยตลอด อย่างที่นักสร้างหนังอิหร่านคนหนึ่งเคยกล่าวถึงสถานการณ์เซ็นเซ่อร์ในอิหร่านว่า ห้ามทำหนังที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองในเรื่องดังต่อไปนี้คือ ศาสนา การเมือง เซ็กซ์ ความรุนแรง ยาเสพติด ซึ่งก็แปลว่าเกือบไม่เหลืออะไรให้สร้างเป็นหนังได้อีก แม้กระนั้นเราก็ยังจะได้พบว่า อิหร่านมีหนังดี ๆ (ฉลาด มีสาระ มีรสนิยม) ออกมามากมาย (เช่นหนังของ Abbas Kiarostami, Mohsen และ Samira Makmalbaf, Majid Majidi ฯลฯ) ในขณะที่หนังไทย หาทางออกให้ตัวเองไม่ค่อยเจอเท่าไรนัก เราจึงได้ดูหนังวัยรุ่น ตลกโปกฮา และหนังน้ำเน่าในรูปแบบต่าง ๆ (แม้ว่าหนังพวกนี้จะมีฐานะและสาระควรแก่การวิเคราะห์วิจารณ์ แต่ก็คงจะไม่ใช่ในที่นี้) อย่างไรก็ดี ข้อยกเว้นของหนังที่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์การมเองและรัฐอย่างชัดเจน ก็เห็นจะเป็นหนังที่ถูกผลิตออกมาในระยะเวลาระหว่างปี 2516 จนถึง 2519* ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ประชาธิปไตยทางการเมืองเบ่งบาน ควบคู่ไปกับการขยายตัวของธุรกิจภาคเอกชน และคู่ขนานไปกับการฆาตกรรมทางการเมือง(ที่สันนิษฐานเช่นนี้เพราะผู้ถูกกระทำจนถึงแก่ชีวิตคือผู้นำนักศึกษา กรรมกร และชาวนา ซึ่งไม่มีรายใดเลยที่เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมลงโทษตัวฆาตกรได้) หนังที่อาจยกเป็นตัวอย่างของบรรยากาศในช่วงนี้ ได้แก่ ผู้แทนนอกสภา ทองปาน และ ประชาชนนอก ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2518 จนถึง 2519 ก่อนการฆาตกรรมหมู่ทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์ และทั่วขอบเขตประเทศ อันเป็นระยะเวลาที่เคล้ากันด้ยบรรยากาศของการรณรงค์ทางการเมืองในการเลือกตั้ง บรรยากาศของขวาพิฆาตซ้าย การฆาตกรรมทางการเมือง และบรรยากาศของการรณรงค์เพื่อสร้างอุดมการณ์สังคมนิยม ผู้แทนนอกสภา กำกับการแสดงโดย สุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับซึ่งเกือบจะยึดแนว “เพื่อชีวิต” ในหนังเกือบทุกเรื่องของเขา หนังที่เด่นมากอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ครูบ้านนอก ผู้แทนนอกสภา อาจได้รับการสนับสนุนจากพรรคกิจสังคม ภายใต้การนำของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฉะนั้น เราจึงจะเห็นบุคคลสำคัญหลายคนของพรรคกิจสังคม ทั้ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ฯ นายบุญชู โรจนเสถียร นายประสิทธิ์ ณรงค์เดช อาจารย์สุเทพ อัตถากร นายโกศล ไกรฤกษ์ และท่านอื่น ๆ อีกมาก ฉากเปิดเรื่องก็เป็นฉากสุนทรพจน์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ฯ ซึ่งอำนวยพรให้กับบรรดาสมาชิกพรรค ให้ประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง อีกทั้งท่านยังประกาศอย่างมีความหวังว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงจะเป็นการเลือกแนวนโยบายพรรค มิใช่การเลือกตั้งตัวบุคคล ซึ่งจะว่าไปแล้ว พรรคกิจสังคมของคุณชายคึกฤทธิ์ฯ ก็มีแนวนโยบายเกือบจะชัดเจนกว่าพรรคการเมืองอื่นในขณะเดียวกัน โดยพรรคกิจสังคมจะทุ่มเทงบประมาณให้กับชนบทภายใต้โครงการที่เรียกว่า “เงินผัน” ตัวเอกของหนังเป็นลูกบ้านนอกที่ประสบผลสำเร็จในการเรียนจบชั้นปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ธรรมศาสตร์ก็มักจะเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน พ.ศ. 2518 ธรรมศาสตร์มีอธิการบดีที่ชื่อ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อจบการศึกษาในเมืองหลวงแล้ว ตัวเอกของเรื่องก็เดินทาง “กลับบ้าน” สู่ชนบท เพื่อรับใช้มาตุภูมิอันเป็นแนวคิดที่นิยมในเชิงอุดมการณ์ของสมัยนั้น แม้จะเป็นทนาย ก็เป็นทนายเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน (ความจริง ความเฟื่องฟูของนักกฏหมายในฐานะเนติบริกร ก็เริ่มจะปรากฏอยู่แล้วพอควร) และเมื่อจังหวะทางการเมืองเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ทนายคนยากก็กระโดดลงรับสมัครเลือกตั้ง โดยมีความหวังว่า จะสามารถขยายบทบาทรับใช้ชาวบ้านได้มากขึ้น น่าสังเกตว่า อาชีพครูต่างจังหวัด ได้รับการยอมรับว่า คงจะฉ้อฉลได้น้อยกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะห่างไกลจากทั้งอำนาจและเงินทอง ฉะนั้น ตัวเอกจึงเลือกครูบ้านนอกเป็นคนรัก และเป็นผู้ช่วยในการแข่งขันการเลือกตั้ง หนังสะท้อนให้เห็นทั้งความใฝ่ฝันในอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาว ซึ่งมีทั้งนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหม่ นักศึกษา ในขณะที่พวกนักเลือกตั้วสนใจแต่กลวิธีสารพัดที่จะหลอกเอาคะแนนเสียงจากประชาชน โดยการล่อ การหลอก ใช้เงิน-สิ่งของ ใช้อิทธิพล และประชานิยมรูปแบบต่าง ๆ พวกนักเลือกตั้งเหล่านี้มีทั้งที่เป็นพวกหัวเก่า และมีทั้งที่เกี่ยวพันกันกับอิทธิพลท้องถิ่น (นายทุน และข้าราชการ) ซึ่งต้องการชนะเลือกตั้งเพื่อจะได้นำไปขยายบทบาทของตน อันจะนำไปสู่อำนาจผละผลประโยชน์ในท้ายที่สุด ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งก็คือ กลุ่มชาวบ้าน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ภาพสะท้อนในหนังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนักแม้ปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นภาพของพวกที่ทั้งไร้การศึกษาจึงไม่เข้าใจประชาธิปไตย เห็นแก่อามิสสินจ้างข้าวของที่เขาเอามาให้ และรวมทั้งเป็นภาพของคนที่รอคอยโอกาสที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งการเมืองแบบประชาธิปไตย ได้เปิดโอกาสให้อย่างไม่เคยมีมาก่อน การเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นหัวใจที่สำคัญสุดของประชาธิปไตย และเป็นยาวิเศษที่จะแก้ไขโรคเรื้อรังทุกชนิดที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย ผู้แทนที่ดี ย่อมอยู่ตรงกันข้ามกับผู้แทนที่เลว และผู้แทนที่เลวย่อมใช้เล่ห์เพทุบายทุกชนิด เพราะเดิมพันของการชนะเลือกตั้งคือผลประโยชน์นานาชนิด เมื่อการขัดขวางผู้แทนดีไม่ประสบความสำเร็จ ทางสุดท้ายคือการลอบฆ่า พระเอกผู้แทน ถูกฆ่าตายเฉกเช่นเดียวกับการฆาตกรรมทางการเมืองที่มีอยู่เนือง ๆ ในโลกการเมืองนอกจอหนัง ดูเหมือนสุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับจะตระหนักความเป็นจริงของสังคมไทยได้ดี แต่ผู้กำกับก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียวกับประชาธิปไตยแววมีการเลือกตั้ง เขาจึงเลือกจบหนังของเขา โดยให้การประกาศผลการเลือกตั้งตัดสินให้ตัวพระเอกชนะ แต่ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่พระเอกผู้แทนสิ้นลมหายใจจากคมกระสุนของผู้มีอิทธิพล พระเอกของสุรสีห์ จึงเป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชน แต่ไม่มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในสภา หรือบางทีผู้กำกับอาจจะตระหนักด้วยซ้ำว่า ส.ส.ที่อยู่ในสภาล้วนแล้วแต่เป็นนักเลือกตั้ง สภาจึงไม่ใช่สถานที่จะทำให้เจตจำนงของประชาชนบรรลุผลได้ ตัวแทนที่ดีของประชาชนจึงดีเกินกว่าที่จะคู่ควรกับรัฐสภา สิ่งที่น่าสะเทือนใจก็คือ ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ช่วงปีที่พรรคกิจสังคมได้รับชัยชนะทางการเมือง โดยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้จะเป็นพรรคที่มี ส.ส. เพียง….คน เท่านั้น แต่ผู้ที่สูญเสียชีวิตจริง ๆ คือผู้นำกรรมกร ชาวนา และนักศึกษา เช่น……. [1] A day weekly, 18-24 มิถุนายน 2547 หน้า 66 * บรรยากาศของหนังประเภท “เพื่อชีวิต” กล่าวคือ ไม่วิจารณ์ระบบการเมืองโดยตรง แต่สะท้อนให้เห็นความไม่ยุติธรรมทางสังคมจะยังคงดำเนินต่อไป แม้หลังจาก “รัฐบาลหอย” ของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร สมัคร สุนทรเวช ดุสิต ศิริวรรณ และอื่น ๆ ได้ถูกทำการรัฐประหารไปในปี 2520 แล้ว หนังกับการเมือง และการเมืองในหนัง - ต่อทองปานเป็นหนังที่ไม่ระบุชื่อของผู้สร้าง และทีมงานทั้งหมด ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ หากจะเป็นเพราะว่าต้องการปิดลับ เพราะเกรงภัยทางการเมือง ซึ่งก็อาจพอฟังขึ้นสำหรับการปกปิดรายชื่อบุคคลในทีมงาน แต่สำหรับผู้แสดงแล้ว เขาเหล่านั้น (เช่น อ.เสน่ห์ จามริก อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ คำสิงห์ ศรีนอก ดร.พัทยา สายหู เทพศิริ สุขโสภา เป็นต้น) ก็ดูจะมีชื่อเสียงเกินกว่าจะสามารถปิดลับได้ แม้จะมิได้ระบุชื่อในภาพยนตร์ก็ตาม ฉะนั้น อาจสันนิษฐานได้อีกทางก็คือ คณะผู้สร้างเป็นผู้ที่ถ่อมตัวเองว่า เกือบไม่มีความสำคัญอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือสาระที่พวกเขาจะได้นำเสนอในหนัง หนังเรื่องทองปาน สร้างเมื่อปลายปี 2518 หรือต้นปี 2519 แม้ฉบับที่ฉายดูกันส่วนใหญ่ จะระบุปี 2520 แต่ก็เป็นที่ทราบดีว่า หนังเรื่องนี้ได้รับการตัดต่อหลายครั้ง จนกระทั่งฉบับที่คณะผู้สร้างพอใจที่สุดคือฉบับปี 2520 ตัวเนื้อเรื่องหลักของหนัง เป็นเรื่องของการสัมมนาเชิง “ประชาพิจารณ์” (ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเครื่องหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะซึ่งเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของเหตุการณ์ปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516) ระหว่างข้าราชการ ผู้เชี่ยวชาญ ชาวบ้าน และผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนผามอง ที่ อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ให้เป็นเขื่อนผลิตพลังกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดบนแม่น้ำโขง การสัมมนาเต็มไปด้วยบทสนทนาของทุกฝ่าย ยกเว้นชาวบ้านที่มีฐานะเป็นเพียงตังประกอบของการ “ประชาพิจารณ์” ผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง (ปีเตอร์ เอฟ. เบลล์ นักเศรษฐศาสตร์) สาธยายสรรพคุณของเขื่อนว่า จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมากมาย นักมานุษยวิทยา (ดร.พัทยา สายหู) เห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการพัฒนา ที่หากอยากจะได้น้ำ ก็ต้องเสียดิน (หมายถึงเขื่อนจะควบคุมปริมาณน้ำในฤดูแล้ง แต่น้ำจะต้องท่วมบริเวณหลังเขื่อนเป็นพื้นที่กว้างขวาง) นักอนุรักษ์นิยม(อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์) กล่าวว่า เขื่อนจะท่วมทับอาคารบ้านเรือน โบราณสถาน และจะกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลาบึกในแม่น้ำโขง) วิศวกร (เทพศิริ สุขโสภา) กล่าวถึงคุณความดีของเขื่อนคล้ายผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง ในแง่ความอุดมสมบูรณ์ของพลังงานที่จะใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ แม้แปรรูปกล้วยตาก นักศึกษา (อ.ชเนษฎ์วัลลภ ขุมทอง) และนายแพทย์ มีความเห็นในทางลบว่า เขื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อเมืองและภาคอุตสาหกรรม แต่ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชาวนา นายอำเภอได้แสดงความชื่นชมว่า การประชาพิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องไม่มองฝ่ายราชการด้วยสายตาที่มุ่งร้ายเกินไป ปัญญาชนนักเขียน (คำสิงห์ ศรีนอก) แสดงความสงสัยของการประชาพิจารณ์ว่า จะมีประโยชน์อะไรอย่างแท้จริง เพราะผู้กุมอำนาจที่แท้จริงก็จะตัดสินทุกอย่างตามที่ตนต้องการ การระดมความเห็นและเหตุผลเป็นเรื่องที่จะไม่มีน้ำหนักและไร้ค่า เพราะผู้ปกครองย่อมตัดสินทุกอย่างตามที่ตนต้องการ การระดมความเห็นและเหตุผล เป็นเรื่องที่จะไม่มีน้ำหนักและไร้ค่า เพราะผู้ปกครองย่อมตัดสินทุกอย่างจากผลประโยชน์ของตน และแม้กระทั่งการประชาพิจารณ์ก็ดูจะเป็นการพูดของฝ่ายอื่น ๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความเห็นของตน ความจริง ในขณะที่การสนทนาดำเนินไป ทองปาน ชาวนาและคนรับจ้างถีบสามล้อจากอีสาน ซึ่งได้รับการชักชวนจากนักศึกษา (เรืองยศ จันทรคีรี) ให้มาร่วมสัมมนา ก็เพียงแต่ฟังการสนทนาไปอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่จิตใจล่องลอยย้อนลับไปถึงความเป็นมาของตน ทองปาน เป็นเกษตรกรที่ต้องอพยพเพราะที่นาของตนถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนลำปาว เมื่อเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ก็กลายเป็นกรรมกรขายแรงงาน ทางปาน ชกมวยเพื่อหวังเงินรางวัล รับจ้างเลี้ยงไก่ของนายทุน จนกระทั่งอพยพมาทำกินในพื้นที่กันดารของอ.เชียงคาน แต่เขื่อนผามองก็ได้ตามทองปานและเกษตรกรคนอื่น ๆ มาอีก ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เป็นไปตามประแสนิยมเขื่อน ในขณะเป็นตัวแทนเชิงสัญญลักขณ์อย่างหนึ่งของการพัฒนาที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทยนับแต่ทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา และแม้กระทั่งปัจจุบัน กระแสการสร้างเขื่อนก็ยังคงมีอยู่ทั้งในประเทศไทยและในประเทศ “ด้อยพัฒนา” เกือบทุกภูมิภาคในโลก ทางออกของเพื่อนบ้านของทองปาน คืออพยพ “หนีเขื่อน” เข้าไป “บุกเบิก” ที่ทำกินใหม่ ๆ ซึ่งความจริงรัฐบาลเผด็จการถนอม-ประภาส ได้เคยประกาศว่า ไม่มีที่ใหม่ใด ๆ ที่เกษตรกรสามารถจะบุกเบิกได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น การ “บุกเบิก” ที่ทำกินของชาวบ้านนั้น แท้จริงคือการอพยพเข้าไปอยู่ในที่เลวที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ซึ่งเป็นชายขอบของเขตป่าสงวน “ของ” รัฐ ทองปาน นั่งฟังการ “ประชาพิจารณ์” ซึ่งเต็มไปด้วยภาษายาก ๆ และเรื่องราวที่ไกลไปกว่าปัญหาของชาวบ้าน ซึ่งแค่ปัญหาวันต่อวันก็ยังยากต่อการแก้ใขด้วยกำลังของประชาชนอย่างเรา ฉะนั้น ปัญหาที่ใหญ่และครอบคลุมเวลายาวนานกว่านั้น แม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ “บูรณาการ” (ศัพท์ที่พวกเทคโนแครตและข้าราชการชอบใช้) แต่ก็ดูจะไม่สอดรับกับความเป็นจริงและความจำเป็นเฉพาะหน้าของทองปาน เพราะปัญหาของเขาคือทำอย่างไรจึงจะมีน้ำพอที่จะปลูกข้าวในฤดูนี้ ทำอย่างไรในแล่งน้ำ (ของทางราชการ) จึงจะมีปลาพอให้เขาจับเป็นอาหารในวันนี้ และวันพรุ่ง ทำอย่างไรลูก 3 คนจะมีอาหารการกินอย่างเพียงพอ และทำอย่างไรเมียซึ่งป่วยหนักจะได้รับการเยียวยา ทองปาน ออกไปจากการสัมมนาโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น หลังงานศพเมียของเขา ทองปานก็เดินออกไปจากความรับรู้ของใคร ๆ (โดยเฉพาะจากสังคมเมืองหลวงซึ่งเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ) ก่อนที่ใคร ๆ จะรับรู้ (แม้ในปัจจุบัน) หนังทองปาน ได้รับการ “แอบ” ฉายดูกันในหมู่เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด บรรยากาศ “1984” อันน่าสะพรึงกลัว(หากความหมายของterrorismคือการสร้างบรรยากาศให้เป็นที่น่าสะพรึงกลัว บรรยากาศเมืองไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519 ก็คือความหมายที่แท้จริงของ terrorism ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย) ของรัฐบาลขวาตกขอบ ภายใต้การนำของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการสร้างรัฐตำรวจ แม้หนังเรื่องทองปาน จะไม่ได้เอ่ยชื่อของบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่เป็นจริงใด ๆ ไม่ได้พูดถึงปัญหาคอรัปชั่นซึ่งมักจะพัวพันกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนายทุน ไม่ได้พูดถึงกลไกใดๆ ทางการเมือง (นักการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐสภา นโยบายทางการเมือง) ไม่ได้พูดถึงอุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ (แม้ว่าบทพูดของนายแพทย์จะดูคล้ายกับทฤษฎีสัญญาประชาคม – social contract หรือบทพูดของทองปาน ที่ระบายความคับแค้นของการเอาเปรียบค่าจ้างแรงงานเลี้ยงไก่ จะดูคล้ายกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์สังคมนิยม) แต่หนังทองปาน ก็ได้พูดถึงประเด็นที่กว้างขวาง และครอบคลุมในความหมายของการเมืองที่รอบด้านที่สุด เขื่อนใหม่ ๆ ในเมืองไทย ยังรอเวลาและจังหวะทางการเมืองที่จะผลักดันให้มีการก่อสร้างต่อไป (นักวิชาการหลายคน เช่น ศาสตราจารย์เบเนดิค แอนเดอร์สัน และ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ตั้งข้อสังเกตว่า นักการเมืองไทยจำนวนมาก ก่อร่างสร้างตัวมาจากโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่ได้รับการประมูลรับจ้าง) การประชาพิจารณ์ ยังคงดำเนินไปในหมู่เทคโนแครตซึ่งปกปิด และมีลักษณะรวบรัดมากกว่าแต่ก่อน และมีลักษณะของการรักษารูปแบบมากกว่าการสืบสานเจตนารมย์ของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของผู้มีอิทธิพล ต่อประชาชน ทั้งในรูปของการสร้างเขื่อน การเวนคืนที่ดิน การไล่ชาวบ้านออกจากเขต “ป่าสงวน” การทำลายเขตทำกินของชาวบ้าน ซึ่งต้องอาศัยธรรมชาติ เช่น เขื่อนแม่มูล โรงไฟฟ้าบ้านกรูด ท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่อำเภอจะนะ การสร้างทางด่วนลงทะเลที่แหลมผักเบี้ย และอื่น ๆ อีกมาก แม้จะมีรูปร่างที่แตกต่างไปจากปี 2518 ในหนังทองปาน แต่โดยสาระของประเด็นปัญหาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม หรือหนักหน่วงกว่า หากทองปานมีตัวตนจริง ๆ ยายไฮ คงจะเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งของทองปาน ในขณะที่ยายไฮได้รับที่ดินคืน หลังจากการต่อสู้อันยาวนานถึง 27 ปี (ตั้งแต่ปี 2520) แต่คนแบบทองปาน ซึ่งต่อสู้ด้วยวิธีต่าง ๆ มายาวนานถึง 29 ปี (ตั้งแต่ปี 2518) มีจำนวนเป็นพัน เป็นหมื่น หรืออาจมากกว่านั้น ยังไม่ประสบผลสำเร็จเฉกเช่นกรณีของยายไฮ นักการเมืองย่อมถือว่ากรณีของยายไฮเป็นต้นทุนที่ยอมจ่ายได้ เพื่อผลทางการเลือกตั้งที่จะมาถึงเร็ว ๆ นี้ ส่วนอีกพัน หมื่น หรือแสนทองปาน เป็นรายจ่ายที่ไม่ควรจะต้องเสียเพราะเกินจำเป็น ประชาชนนอก สร้างโดย มานพ อุดมเดช (ในระยะเวลาน่าจะเป็นปีที่ไล่เลี่ยกับทั้งผู้แทนนอกสภาของสุรสีห์ ผาธรรม และทองปาน ของไพจง ไหลสกุลร่วมกับไมค์ มอร์โรว์ นักหนังสือพิมพ์นิตยสาร Far Eastern Economic Review) มานพ ดำเนินเรื่องคู่ขนานกันระหว่างเมืองกับชนบท โดยให้ตัวละครเด็กหนุ่มจากหมู่บ้าน เดินทางไปเรียนเกษตรศาสตร์ในเมือง เพื่อจะพบว่าเมืองไม่ใช่คำตอบ แต่ความหมายที่แท้จริงคือการเดินทาง “กลับ” หมู่บ้านพร้อมกับแนวคิดใหม่ ๆ กล่าวคือการ “…ร่วมแรงฟันฝ่า ก้าวไปกับประชาด้วยศรัทธายิ่งใหญ่…” การร่วมแรงช่วยกันในการผลิต ร่วมมือกันเรียกร้องจากราชการ ต่อรองราคาพืชผลจากพ่อค้าคนกลาง ได้ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นซึ่งเป็นเขยของพ่อค้าคนกลางมองเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนั้น จะเป็นอันตรายต่อระบบอุปถัมภ์ที่เคยดำรงอยู่ (ทั้งพ่อค้ากับชาวบ้าน และข้าราชการกับชาวบ้าน) เขาเห็นว่าอันตรายที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะความคิดแบบคอมมิวนิสต์ และเด็กหนุ่มที่กลับบ้านคนนี้ (ซึ่งมักมีเพื่อน ๆ นักศึกษามาเยี่ยมเยือน) ก็คือตัวแทนความคิดแบบคอมมิวนิสต์นี้ และวิธีขจัดปัดเป่าปัญหาที่ง่ายที่สุดคือการลอบฆ่า (ซึ่งน่าสังเกตว่าวิธีการเช่นว่านี้ ถูกใช้เสมอมาและเป็นที่รับกันอย่างกว้างขวางว่า อาจเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตัวอย่างที่น่าจะอนุโลมให้อยู่ในข่ายเดียวกัน ก็เช่น การฆ่าตัดตอนภายใต้โครงการปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล กรณีการล้อมปราบเยาวชนมุสลิมที่สุเหร่ากรือเซะ และอีกหลายแห่งที่ปัตตานีในระยะเวลาเดียวกัน การอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร แบะบ่าสุด กรณีลอบฆ่าเจริญ วัดอักษร แกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก) ในระยะเวลาเดียวกันกับที่นักศึกษาเกษตรกลับหมู่บ้าน ชายหนุ่มบ้านเดียวกันอีกคนหนึ่งเดินทางเพื่อไปหางานทำในเมือง เพื่อหวังจะมีรายได้พอเพียงที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวตนในชนบท เขารับจ้างเป็นกรรมกรรายวันขุดดิน ถีบรถสามล้อส่งน้ำเข็ง จนกระทั่งได้เข้าทำงานในโรงงานทอผ้า ซึ่งดูเหมือนว่าจะมั่นคงกว่างานรับจ้าง 2 ชนิดแรก แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เขาก็จะได้พบว่า ระบบโรงงานไม่ได้ดีไปกว่าการเป็นกรรมกรรับจ้างรายวันเลย เพราะค่าแรงถูกกดจนต่ำสุด กรรมกรจะถูกบอกเลิกจ้างเมื่อระยะเวลาการทำงานของกรรมกรจะครบกำหนดให้ว่าจ้างเป็นลูกจ้างประจำ ซึ่งจะได้รับสวัสดิการตามกกฎหมายแรงงาน การบอกเลิกจ้างแล้วรับกลับเข้าทำงานใหม่ ทำให้การนับเวลาต้องเริ่มต้นใหม่ และเท่ากับไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานเลย สภาพการทำงานก็เป็นอันตรายกับสุขภาพของกรรมกร (เช่นเสียงดังเกินพิกัดจนทำให้กรรมกรมักสูญเสียการได้ยินตามปรกติ เครื่องจักรที่เป็นอันตรายจนทำให้กรรมกรบาดเจ็บ หรือพิการถาวร โรงงานมีฝุ่นละอองมากและขาดอุปกรณ์ป้องกันจนทำให้กรรมกรมักป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ) การขาดสวัสดิการที่พอเพียง เช่น สถานที่พักผ่อน การปฐมพยาบาล ห้องสุขาที่เพียงพอกับจำนวนกรรมกรเป็นร้อยเป็นพันคน) และท้ายสุด ทางฝ่ายนายจ้างมักหาทางกลั่นแกล้งกรรมกรที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งตั้งขึ้นตามที่กฎหมายอนุญาต ส่วนในโรงงาน ได้ชักนำให้ชายหนุ่มจากหมู่บ้านเข้าสู่ขบวนการต่อสู้ เรียกร้องค่าจ้างของกรรมกร ซึ่งจบลงด้วยการที่ฝ่ายนายจ้าง (โดยการสมคบร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างใกล้ชิด) ได้ขจัดเขาแลเพื่อนพ้องโดยอาศัยกฎหมายภายใต้ข้อกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ มานพ วาดภาพให้เห็นว่า ชาวบ้านไม่ว่าจะเลือกอยู่ในหมู่บ้าน หรือเข้าเมือง ก็จะเป็นฝ่ายถูกกระทำด้วยกันทั้งสิ้น หากพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีเดิมที่เคยเป็นอยู่ และศัตรูถาวรของชาวบ้านคือการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการกับพ่อค้า โดยพ่อค้าต้องอาศัยมือของข้าราชการเพื่อกระทำต่อประชาชน แม้ในปัจจุบัน โดยรูปแบบก็ยังเป็นอยู่เช่นที่มานพแสดงให้ปรากฏในหนังเมื่อเกือบ 3 ทศวรรษที่แล้ว แต่ในวันนี้ ก่อค้าได้แสดงศักดานุภาพว่า เป็นฝ่ายเหนือข้าราชการ และข้าราชการทุกฝ่ายก็ล้วนเกรงกลัวและเอาอกเอาใจพวกพ่อค้านักการเมืองจนออกหน้าออกตา กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของพ่อค้า นักการเมือง ที่ใช้โดยผ่านฝีมือของข้าราชการฝ่ายต่าง ๆ หนังทั้งสามเรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ทั้งเรื่องผู้แทนนอกสภา ทองปาน และ ประชาชนนอก จึงเป็นตัวแทนของสาระทางการมเองไทยที่อยู่ในหนังเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว โดยผู้แทนนอกสภา แสดงดถึงความฉ้อฉลในกระบวนการเลือกตั้งและตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของ ส.ส.ต่อเจตจำนงของประชาชน ทองปาน พูดถึงการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องการแย่งชิวทรัพยากรจาประชาชนหมู่มากโดยฝีมือของรัฐเพื่อเอาไปให้คนหมู่น้อยแต่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง และ ประชาชนนอก เน้นให้เห็นความพยายามของประชาชนตัวเล็ก ๆ (“นอกไปจากขอบเขตของอำนาจ”) ที่ต่อสู้เพื่อที่จะยังชีพของตน อาจกล่าวโดยกว้างๆ และรวมๆว่า หนังไทยในทศวรรษที่ 2520 และโดยเฉพาะ 2530 ไม่ค่อยสะท้อนการเมืองในรูปแบบและสาระอย่างในทศวรรษ 2510 ตอนปลายดังที่ยกมาเป็นตัวอย่างนัก กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเฟื่องฟู และกลายเป็นฟองสบู่ในทศวรรษที่ 2530 นั้น สาระของหนังที่เพื่อจะตอบสนองต่อรสนิยมและปัญหาของคนชั้นกลางในเมืองเป็นหลัก หากการหลีกหนีไปจากสภาพความเป็นจริง (escapism) จะเป็นการเมืองชนิดหนึ่ง กล่าวคือเลือกที่เป็นหมันทางการเมือง (ไม่แสดงฝ่าย ไม่อิงอุดมการณ์) ก็เป็นที่นิยมอย่างดกดื่นในวงการหนังและแวดวงบันเทิงของไทย วัยรุ่นซึ่งเริ่มเป็น “อิสระ” เพราะการกินดีอยู่ดีของคนชั้นกลาง ทำให้มีส่วนเกินทางการเงินมากพอที่จะตอบสนองลูกหลานของตน เขาและเธอเหล่านี้จึงมีฐานะทางการเงินมากพอที่จะแสดงความ “อิสระ” ของตนในแง่มุมต่าง ๆ ได้ เช่นการเดินทาง การแต่งตัว การเสพบริโภควัตถุ การเลือก”ไลฟ์สไตล์” แม้กระทั่งรสนิยมทางเพศ หนังไททยตกอยู่ในสภาพตามกระแสรสนิยมของวัยรุ่นซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ดูหนัง (ในขณะที่คนที่เลยวัยรุ่นนั้น เกือบจะเลิกดูหนังโดยสิ้นเชิง) ฉะนั้น หนังไทยจึงตกอยู่ในสภาพเป็นหมันทางการเมืองอยู่ยาวนานมาก ในรอบทศวรรณที่ 2540 อาจมีหนังที่พอจะนับได้ว่ามีนัยยะทางการเมืองอยู่บ้าง เช่น สุริโยทัย ซึ่งเน้นการช่วงชิงสถานะทางการเมืองของวีรสตรีในประวัติศาสตร์ บางระจัน เน้นความคลั่งชาติท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและถูกทำให้เชื่อกันว่า ศัตรูร้ายคือพวกต่างชาติ แม้ศัตรูร้ายในบางระจันคือพม่าซึ่งโหดร้ายและป่าเถื่อนจะไม่ใช่พวกที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 แต่คนไทยก็มักจะนึกอยู่เสมอว่า แรงงานเถื่อนพม่าคือผู้ร้ายในระบบเศรษฐกิจไทย ความเป็นผู้ร้ายของแรงงานพม่ายังมาปรากฏอีกในหนังแหวกจารีตในเชิงเทคนิคภาพยนตร์ไทย เรื่อง คนจร แม้หนังเรื่อง 14 ตุลาสงครามประชาชน ดูจะเป็นการย้อนกลับไปหาต้นตอของกระบวนการสานสร้างประชาธิปไตยระลอกที่ 3 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (หากนับเหตุการณ์ ร.ศ. 130 และการปฏิวัติ 2475 เป็นระลอกที่ 1 และที่ 2) แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ประเด็นทางการเมืองในหนังเป็นเพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์ในความทรงจำของวีรชนเดือนตุลาคม (2516) เพียงคนเดียว เป้นนนนประเด็นทางการเมืองที่เกือบจะหยุดนิ่งไปกับเวลาที่ผ่านไปแล้วถึง 3 ทศวรรษ หนังยังเกือบเสนอประเด็น “ชาตินิยม” ในการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่มากก็น้อย ตอบรับต่อประเด็นชาตินิยมที่ฝ่ายรัฐกำลังเชิดชูอยู่พอดี หนังสองเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นคือ เรื่อง ยอดชายนายโอ๊กอ๊าก และละครทีวีชีวประวัติของนายทักษิณ ชินวัตร โดยแกรมมี่ อาจเป็นหนัง (และละคร) ที่ชวนแก่การกล่าวขวัญถึง ศัตรูที่ร้ายกาจของนักการเมืองก็คือ การทำให้นักการเมืองเป็นแค่ตัวตลก ความตลกย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือ ซึ่งนักการเมืองแต่ละคนต้องใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงและระยะเวลาอันยาวนานต้องเสื่อมค่าไป ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ เด๋อ ดอกสะเดา กลายเป็นเป้ากดดันจากหลายฝ่าย และในขณะเดียวกันก็ทำให้หนังของเขากลายมาเป็นเรื่องการเมืองได้ในชั่วข้ามวัน ในขณะเดียวกัน ที่ละครอิงชีวประวัติของนายกฯ กำลังทำหรือจะทำ ละครเรื่องนื้ก็มีฐานะเป็นการเมืองในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแสดงของไทย (หากไม่นับหนังชีวประวัติของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งกำลังสร้าง) ที่จะมีการแสดงชีวประวัติของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ |
|
|