songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 18

    สาม (บวกหนึ่ง) ทหารเสือ

    ตาแก่ลุกมาจากเก้าอี้สบายของแกเมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามา แกรับมือเด็กไปจากแม่ จูงไปยังม้าไม้หมุนซึ่งแกะสลักและทาสีอย่างสวยงามา เด็กหญิงที่น่ารักคนนั้นถูกอุ้มวางลงนบอานแล้วรัดไว้ด้วยเข็มขัดหนังเก่าคร่ำคร่า เธอได้รับทวนโลหะอันเล็กเพื่อใช้ในการแทงและเกี่ยวห่วงไม้วงแหวนที่แขวนอยู่บนราวทุกคราวเมื่อม้าหมุนมาถึงตรงนั้น แล้วตาแก่ก็เดินไปสับสวิตช์ไฟฟ้าปล่อยให้ม้าหมุนไปเป็นวงกลมรอบแกนกลาง ม้าหมุนอันนี้ถูกสร้างมาตั้งสองร้อยกว่าปีมาแล้วในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และถูกตั้งซ่อนเอาไว้ในสวนป่าของพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้

     

    ผมชอบเดินเล่นในสวนป่าของแวร์ซายส์ยามฤดูใบไม้ผลิเพราะมันเขียวครึ้มและร่มรื่นดี ขณะเดินไปผมก็สร้างจินตนาการว่า ตามสุมทุมพุ่มไม้เหล่านี้นี่แหละที่บรรดานักดนตรีจะตั้งวงบรรเลงเพลงเบาๆ กลายเป็นเสียงเพลงแห่งป่าที่ล่องลอยไปให้ความรื่นรมย์แก่บรรดาแขกของกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ยามที่มีงานหลวงพระราชทานเลี้ยงรับรอง หรือในยามปกติ เมื่อถึงเวลากลางคืนก็จะมีคนยามสวมหน้ากากยืนถือคบไฟที่ทำจากไขสัตว์จำนวนนับร้อยๆ อัน ส่องให้ป่านี้สว่างไสวดุจเวลากลางวัน เพราะความสว่างนี้เปรียบเสมือนกับรัศมีของสุริยเทพ ซึ่งหมายถึงองค์กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 นั่นเอง

     

    เมื่อผมมายืนตรงสระน้ำพุใหญ่ซึ่งมีรูปพระอาทิตย์ทรงชักรถม้าขึ้นมาจากผิวน้ำ รอบๆ รถม้ามีเทวดาและบริวารเป่าแตรป่าวประกาศการเดินทางมาถึงของพระอาทิตย์ในยามอรุณรุ่ง อันเป็นวารที่แสงสว่างและความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความมืดและความหนาวเย็นของกลางคืน

     

    หากจะมองตามสายตาของเทพอพอลโลหรือสุริยเทพไปข้างหน้าตามแนวถนนทางเท้าที่กว้างใหญ่อันแบ่งป่าออกเป็นสองส่วน ก็จะไปสุดสายตาที่ตัวพระราชวังและห้องบรรทมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อดีตกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสพอดี

     

    กษัตริย์พระองค์นี้ครองราชย์นานถึง 45 ปี ซึ่งอาจจะถือได้ว่ายาวนานที่สุดในบรรดากษัตรืย์ทั้งหลายที่เคยครองราชย์มา ในยุคสมัยของพระองค์อาจถือได้ว่าเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดในทุกด้าน ยกเว้นทางด้านเศรษฐกิจ

     

    ทรงเป็นกษัตริย์ที่ถือว่ามีอำนาจมากที่สุดจนถึงกับมีผู้เปรียบพระองค์ว่า ...ราชบัลลังก์นั้นมิใช่เป็นของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หากแต่เป็นบัลลังก์ที่ประทับขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง... เพราะพระองค์เป็นผู้ที่ได้อ้างถึงเทวสิทธิ์ของราชาเป็นพระองค์แรก และกษัตริย์พระองค์นี้แหละที่ได้กล่าววาจาอมตะว่า เราคือรัฐ

     

    ตัวพระราชวังแวร์ซายส์นั้นถูกสร้างในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยสถาปนิกมีชื่อหลายคน งานก่อสร้างนี้เป็นงานใหญ่มหึมาเพราะสถานที่เป็นที่ลุ่มน้ำขังเต็มไปด้วยไข้ป่า สภาพท้องที่จึงถูกปรับระดับให้เสมอกันเพื่อวางตัวอาคารและส่วนที่เป็นสวนไม้ประดับ สวนป่า ตลอดจนสระน้ำพุจำนวนมากมายจะอยู่ลดหลั่นกันลงไปทางด้านหลังของอาคาร ในระหว่างงานก่อสร้างนี้ ตามบันทึกระบุว่ามีคนตายด้วยไข้ป่านับจำนวนเป็นพันๆ คน

     

    เมื่อสร้างเสร็จ กษัตริย์ที่ 14 ก็ทรงโปรดย้ายไปประทับที่นี่ตลอดปลายรัชสมัยของพระองค์ (1682) เพราะพระราชวังปาเลส์โรยาลในปารีสทำให้พระองค์นึกถึงเหตุการณ์ร้ายเมื่อคราวสงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส (1649-53) ซึ่งพวกฝูงชนได้เคยบุกเข้าจนถึงห้องบรรทมทีเดียว การย้ายราชสำนักไปที่แวร์ซายส์จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเท่ากับเป็นการย้ายข้าราชบริพารไปด้วยเกือบทั้งหมด และข้าราชบริพารนับร้อยๆ คนนี้ก็จะต้องมีคนรองรับอีกจำนวนนับหมื่นคน คนเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เรือนที่ปลูกอยู่บริเวณหน้าพระราชวัง ฉะนั้น แวร์ซายส์จึงไม่ใช่พระราชวังเท่านั้น แต่คือเมืองเกิดใหม่ทั้งเมือง

     

    ตัวพระราชวังแวร์ซายส์บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศสทั้งหมด วิธีคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเก่ากำลังเสื่อมสลายไป เปิดทางให้สถาปัตยกรรมแบบใหม่ซึ่งได้รับอิทธิพลสกุลช่างอิตาเลียนเข้ามาแทนที่ ลักษณะการใช้เสากลมปลายประดับด้วยช่อใบอาคันธุส (คอรินเธี่ยน) โดมหน้าจั่วสามเหลี่ยม และการใช้ฟาซาดแบบกรีกโรมัน ช่วยทำให้แวร์ซายส์ดูสง่างามและแปลกตาไปจากเดิม (ความนิยมนี้มักเป็นที่นิยมอย่างสูงในบรรดาพวก รวยใหม่ ทั่วโลก รวมทั้งชาวกรุงเทพฯด้วย)

     

    ส่วนจิตรกรรมก็เริ่มคลี่คลายจากช่างสกุลเดิม (เช่น ภาพวาดที่แสดงถึงชีวิตแบบชาวนาของพี่น้องเลอ แน็ง) ก็กลายมาเป็นเรื่องราวที่โรแมนติก (อย่างเช่น ภาพตามเทพปกรณัมกรีก-โรมันของโคล้ด ลอแร็ง หรือนิโกลาส์ ปุสแซ็ง) การเปลี่ยนทางวัฒนธรรมนี้ จริงๆ แล้วมีไปเสียทุกด้านมากกว่าที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้

     

    กิจวัตรประจำวันของกษัตริย์และข้าราชบริพารประจำวังแวร์ซายส์นี้บ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและบ่งบอกถึงความหรูหราเกินจริงด้วยในขณะเดียวกัน

     

    ห้องที่มีชื่อเสียงมากห้องหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้คือห้องท้องพระโรงกระจก ซึ่งเพดานวาดเป็นภาพเกี่ยวกับเทพปกรณัมกรีกด้วยฝีมือของเลอบรุน ประดับโคมระย้าแก้วเจียระไนและกรุผนังด้วยกระจกอย่างดี ซึ่งเมื่อแสงอาทิตย์ส่งผ่านกระจกใสของบานประตูเข้ามา แสงก็จะสะท้อนกลับไปกลับมาจนห้องสว่างไสว แลเห็นองค์กษัตริย์และข้าราชบริพารซึ่งใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ภายในห้องนั้น ห้องซึ่งสะท้อนภาพของความสุขอันเกิดจากการได้เห็นแต่ตัวเอง

    October 28

    แนะนำบทความ "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา"

    แนะนำบทความ "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา"

    ทรงยศ แววหงษ์

     

                เจฟ เวด ตั้งข้อสังเกตว่า แต่เดิมนั้น นักเขียนทั้งที่เป็นชาวจีนและมิใช่ชาวจีนเป็นจำนวนมาก มักจะมองว่า เจิ้งเหอ ขันทีใหญ่และผู้บัญชาการกองเรือรบของจีนในรัชสมัยของจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิงตอนต้นของคริสตวรรษที่ 15 เป็นผู้รับผิดชอบต่อการเดินเรือถึง 7 ครั้ง (บ้างว่า 8 ครั้ง) ครอบคลุมภาคพื้นทะเลตั้งแต่ย่านอุษาคเนย์ไปจนถึงชายฝั่งด้านตะวันออกของอาฟริกา  ภารกิจของท่านประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างจีนกับประเทศ (หรือชุมชนการเมือง)ต่าง ๆ ตลอดรายทาง ดังที่จีนถือเอาภาพลักษณ์นี้เป็นภาพใหญ่ของการเฉลิมฉลองวาระ 600 ปี ของการเดินเรือของท่านในปี 2548 นี้

     

                เจฟ เวด กลับเห็นว่า พฤติกรรมของจีนที่ต่อเนื่องกัน 3 กรณี คือ (1.) การแผ่ขยายอิทธิพลเหนือหยุนหนาน ซึ่งเริ่มตั้งแต่รัชสมัยของจักรพรรดิจูหยวนหยางใน ค.ศ. 1370 และเข้มข้นขึ้นโดยมีปฏิบัติการทางทหารในรัชกาลจักรพรรดิหยงเล่อต่อหยุนหนานใน ค.ศ. 1403 ซึ่งจะทำให้จีนทรงอิทธิพลต่อระบบการบริหารและการปกครองของดินแดนแถบนี้ตลอดมา  (2.) การส่งทหารจีนเข้ารุกรานไดเวียด (หรือเวียดนาม) นับตั้งแต่ ค.ศ. 1406 แต่การเข้ายึดครองมีต่อมาถึงปี 1428 ก็ต้องถอนตัวออกไป และ (3.) การเดินเรือ 7 ครั้ง ไปยังน่านน้ำคาบสมุทรทั้งตะวันออกและตะวันตก ทั้งหมดนี้มักยกคุณความดีให้กับเจิ้งเหอ แต่แท้จริงแล้ว ยังมีขุนนางขันทีที่เป็นผู้บัญชาการการเดินเรือแต่ละครั้งอีกหลายท่าน เช่น การเดินทางมาสยาม (ลี่ชิง ค.ศ. 1403, จางหยวน ค.ศ. 1408 และ 1410, หงเป่า ค.ศ. 1413, กู่เหวิน ค.ศ. 1416 และ หยางหมิน ค.ศ. 1420) ชวาโดยหม่าปินใน ค.ศ. 1403  หวูปิน ใน ค.ศ. 1412   กัมพูชาโดยหวั่งกงใน ค.ศ. 1405  ซูหยวน ในค.ศ. 1414 เป็นต้น

     

                เจฟ เวด ได้ระบุว่า การเดินเรือของบรรดาขันทีเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการเดินเรือที่มีลักษณะ ทหาร (กล่าวคือลูกเรือส่วนใหญ่เป็นทหาร) แล้ว ในหลายกรณีก็มีการใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับบรรดาประเทศและชุมชนการเมืองต่าง ๆ ตามรายทางด้วย เช่นการกำราบ ชุมชนโจรสลัด ที่ ท่าเรือเก่า ใน ค.ศ. 1407 (ฆ่าโจร ตายไป 5,000 คน  เผาทำลายเรือ 10 ลำ ยึดเอาไว้ได้อีก 7 ลำ จากนั้นก็เข้าแต่งตั้งตัวแทนของราชวงศ์หมิงเป็นผู้ปกครองแทน  ในปีเดียวกัน (ค.ศ. 1407) เข้าแทรกแซงการเมืองของชวา โดยการส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามกับเรียกร้องให้กษัตริย์ชดใช้ความเสียหายของจีนเป็นจำนวนถึง 60,000 เหลียง  ค.ศ. 1409 จีนกดดันอังวะว่าจะส่งทหารเข้าโจมตี   ค.ศ. 1411 เจิ้งเหอบุกศรีลังกา นำกษัตริย์และพระราชวงศ์ของศรีลังกาไปยังจีน (มีข่าวลือว่าพระธาตุเขี้ยวแก้วอาจถูกอัญเชิญไปยังจีนด้วยซ้ำไป) และที่อาจจะเกี่ยวกับไทยก็คือ มีบันทึกว่าเจิ้งเหอได้ออกคำสั่งให้รื้อพระสถูปในอยุธยาจนราบเป็นหน้ากลองด้วย

     

                เจฟ เวดจึงสรุปว่า การเดินเรือของเหล่าบรรดาขันทีจีนเหล่านี้ มีลักษณะใช้การกดดันและใช้กำลังทางทหาร แบบที่เรามักจะเรียกการกระทำเช่นเดียวกันนี้ของชาติมหาอำนาจทางตะวันตกที่เข้าข่มขู่ชาติที่อ่อนแอกว่าทางทหารว่าเป็น นโยบายการทูตแบบเรือปืน (Gunboat Diplomacy) แต่ลักษณะการรุกรานของจีนจะเรียกว่าเป็นการล่าอาณานิคมหรือไม่นั้น ก็ยังมีปัญหาในทางทฤษฎี  ซึ่งเจฟ เวดได้ยกแนวคิดของนักวิชาการหลายคนที่วางกรอบทฤษฎีเกี่ยวกับการล่าอาณานิคม (colonialism) เอาไว้ เช่น ชุมปีเตอร์ (Schumpter)  ฮอบสัน (Hobson)  ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn)  เดวิด อาร์มิเทจ (David Armitage) เป็นต้น มาทำการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของจีนในสมัยนั้น(ราชวงศ์หมิงตอนต้นคริสตวรรษที่ 15) ซึ่งเจฟ เวดได้สรุปว่า น่าจะเรียกว่าเป็น  ต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเล

    เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา

    เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา[1]

    เจฟ เวด

    บทคัดย่อ

     

    เจิ้งเหอ ขุนนางขันทีใหญ่ของราชวงศ์หมิง ได้เป็นผู้บัญชาการกองเรือจีน ที่เดินทางตลอดคาบสมุทรอุษาคเนย์ และมหาสมุทรอินเดียในคริสตศตวรรษที่ 15  ใน ปัจจุบัน ได้รับการวาดภาพให้เป็น ทูตแห่งมิตรภาพ ระหว่างจีนกับบรรดาชาติต่าง ๆ แต่บทความชิ้นนี้เสนอการมองภาพเจิ้งเหอแบบปฏิกิริยา โดยเสนอว่า การเดินทางสำรวจคาบสมุทรทางทิศตะวันตก” เหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการแผ่อำนาจของจีนลงไปยังทิศใต้ในสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ (ค.ศ. 1403-24) ซึ่งสอดรับกับการรุกเข้าไปในไดเวียด และหยุนหนาน การเดินทางเพื่อสันถวไมตรี เหล่านี้ แท้จริงจึงเป็นความพยายามที่ประกอบด้วยการใช้กำลังเพื่อสร้าง ความสันติราบคาบภายใต้ราชวงศ์หมิง (pax Ming) ในอาณาบริเวณทางทะเลของเอเซีย โดยมีมะละกา ปาเลมบัง และ สมุทรา (Samudera) เป็นจุดที่สำคัญของยุทธศาสตร์นี้  ในขณะเดียวกัน ราชวงศ์หมิงก็พยายามที่จะเข้าครอบงำเส้นทางการค้าระหว่างตะวันออกกลางกับเอเชียตะวันออกด้วย   คำอธิบายข้างต้นนี้ จะได้อาศัยกรอบพิจารณาลักษณะของการล่าอาณานิคมของลัทธิจักรวรรดิ์นิยม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า การเดินทางของเจิ้งเหอ เป็นต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเล

     

    เกริ่นนำ

     

                แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเจิ้งเหอในสายตาโลก หรืออย่างน้อยในสายตาของชาวจีน มักออกมาในทำนองดังต่อไปนี้

     

    1. จากยุคสมัยของเจิ้งเหอ จนถึงยุคของการเสริมสร้างสังคมนิยมนั้น เจิ้งเหอประสบความสำเร็จหลายประการในการเดินทางตลอดทั่วมหาสมุทรทางด้านตะวันตก และเป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาเพื่อเสริมความรักชาติของประชาชาติจีน

    ฮวงฮุยเจิ้น และ สิวจินตู่, “แปดสิบปีของการค้นคว้าเกี่ยวกับเจิ้งเหอ

     

    1. (การเดินทะเล) เหล่านี้ จึงเป็นทูตเชิงมิตรภาพ ระหว่างการเดินทางทางทะเลไปยังมหาสมุทรด้านตะวันตกทั้งเจ็ดครั้งนั้น เจิ้งเหอไม่เคยยึดพื้นที่หรือสร้างป้อมทหาร แม้กระทั่งทำการยึดทรัพย์และความมั่งคั่งจากประเทศใด ๆ เลย  ในแง่ของการค้าพาณิชย์  เจิ้งเหอยึดถือหลักการให้ที่มากกว่าที่ได้รับมา ดังนั้น ท่านจึงได้การต้อนรับ และแซ่สร้องโดยประชาชนในประเทศทั้งหลายที่ท่านได้ไปเยือน

    ซูวู่หยวน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคมนาคม สาธารณรัฐประชาชนจีนกรกฎาคม 2537

     

    1. เจิ้งเหอเป็นนักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

    ตันต้าเซ่น, Asian Culture ฉบับที่ 27 เดือนมิถุนายน 2546

     

    1. เจิ้งเหอเป็นนักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง การเดินทางของท่าน เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและสันติภาพ  กองเรือขนาดใหญ่ของท่านมีผู้คนร่วมเดินทางถึง 30,000 คน เป็นการเดินทางถึงเจ็ดครั้ง ครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ถึง 30 ประเทศ ทั้งในทวีปเอเซีย และแอฟริกา ดังนั้นจึงถือได้ว่า ท่านมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อการเดินทางโดยทางเรือของโลก และต่อมิตรภาพระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ

    กงหยวนจื่อ เจิ้งเหอและมาเลเซีย 2543

     

                ทัศนะข้างต้นนี้ เป็นของบุคคลที่มีพื้นฐานต่างกันดังต่อไปนี้

    1.     นักวิชาการของประเทศจีน 2 คนที่ทำการสำรวจงานศึกษาเกี่ยวกับเจิ้งเหอในระยะเวลาต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน

    2.     เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนซึ่งมีส่วนในการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 600 ปีเจิ้งเหอ

    3.     ตันต้าเซ่น เป็นนายกสมาคมเจิ้งเหอระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เป็นผู้ก่อร่างพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ ตลอดจนโรงแรม และบริเวณร้านค้าขายสิ่งของที่เกี่ยวเนื่อง(กับเจิ้งเหอ)ในเมืองมะละกา

    4.     กงหยวนจื่อ เป็นักวิชาการด้านอุษาคเนย์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

     

    การประเมินและสร้างภาพของเจิ้งเหอ ทั้งในประวัติศาสตร์ของจีนและของโลก ซึ่งจะปรากฏอยู่ในงานตีพิมพ์ภาษาจีนทั้งหลายนั้น มักจะคล้อยตามทัศนะของทั้งสี่ท่านที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้

    โดยทั่วไปและโดยจารีต(อย่างน้อยก็ของจีน) แล้ว เจิ้งเหอเป็นผู้ นำคณะเดินทางที่จักรพรรดิหยงเล่อ แห่งราชวงศ์

    หมิงทรงแต่งตั้ง พร้อมด้วยกองเรือรบออกทะเลถึง 7 ครั้ง (ครั้งที่ 8 ซึ่งเดินทางใน ค.ศ. 1424 มักจะไม่ถูกนับรวมอยู่ด้วย)  กองเรือนี้ ฝ่าคลื่นลมไปเยือนดินแดนต่าง ๆ ที่ห่างไกลเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและสันติระหว่างจีนกับผู้ปกครองของดินแดนเหล่านั้น เจิ้งเหอได้นำทั้งสินค้าและผู้ปกครองต่างถิ่นเหล่านั้นหลายคนมายังจีน เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการต่อราชสำนักขององค์พระจักรพรรดิ

    เป็นที่แน่ชัดว่า การเฉลิมฉลอง ครบรอบ 600 ปีนับแต่การออกเรือครั้งแรกของเจิ้งเหอไปยังแว่นแคว้นต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า อุษาคเนย์ และในคาบสมุทรอินเดียจะจัดฉลองกันในปี 2005 นั้น จะเน้นความสำคัญที่การเดินทางของเจิ้งเหอ และความหมายของมันในประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการแสดงทัศนะอันหลากหลายต่อประเด็นที่ว่านี้  และบทความชิ้นนี้ก็จะเป็นเช่นที่ว่า โดยจะได้เสนอทัศนะอันอาจจัดได้ว่าเป็น ทัศนะทวนกระแส ต่อการเดินเรือ  ต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และต่อเหล่าบรรดาขันทีที่ควบคุมการเดินทางเหล่านี้

    เจิ้งเหอในฐานะมนุษย์

     

                เมื่อกล่าวถึงชื่อเจิ้งเหอ ก็มักจะเป็นที่รู้จักกันว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มแซ่หม่า บ้านเดิมอยู่ที่หยุนหนาน ถูกจับเมื่อคราวที่ราชวงศ์ หมิงแผ่แสนยานุภาพทางทหารเข้าไปที่นั่น ต่อมาเขาก็ได้ถูกตอนให้เป็นขันทีของราชสำนัก เจิ้งเหอกลายเป็นคนสนิทของเจ้าชาย จูตี้โอรสของ จูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง ซึ่งต่อมาคือ  เจ้าชายเอี้ยน และครองอำนาจเหนือเมืองเป่ยผิงซึ่งปัจจุบันคือบริเวณโดยรอบทั้งหมดของมหานครปักกิ่ง  เจิ้งเหอติดตามรับใช้และร่วมรบกับเจ้าชายจูตี้ กำหราบพวกมองโกล ทำรัฐประหารจักรพรรดิ เจี้ยนเหวิน หลานของเจ้าชาย จูตี้ เอง ใน ค.ศ. 1399 ติดตามเจ้าพระองค์นี้ลงใต้ เพื่อผนวกอาณาบริเวณซึ่งปัจจุบันคือบริเวณหนานจิง เมื่อเจ้าชายจูตี้ ขึ้นเป็นพระจักรพรรดิ ก็ทรงพระนามว่า หยงเล่อและตัวเขาเองก็ได้พระราชทานนามว่า เจิ้งเหอ

     

    การขยายอาณาจักรในสมัยของจักรพรรดิ หยงเล่อ 

                ก่อนที่เราจะได้กล่าวถึงการเดินทางทางทะเลของเจิ้งเหอ  แรกสุดเราอาจต้องทำความเข้าใจกับบริบททางสังคมในขณะนั้น เมื่อแสนยานุภาพทางทหารของจักรพรรดิหยงเล่อ แผ่ลงทางด้านใต้จาก เอี้ยนจิง (ปักกิ่งในปัจจุบัน) มิได้หยุดแค่ที่หนานจิง ซึ่งต่อไปจะได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิง แต่ความต้องการของจักรพรรดิคือ ต้องการไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะมีแผ่นดินต่อไป ในการนี้ พระองค์ได้พุ่งหัวลูกศรตรงไปยัง 3 จุดหมายด้วยกัน คือ

     

    1.      การรุกรานและยึดครองชุมชนการเมืองชาวไตในหยุนหนาน : ความสำเร็จของราชวงศ์หมิงในการล่าอาณานิคมภาคพื้นแผ่นดิน

    หนึ่งปีหลังจากที่ จูหยวนจาง ได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นในค.ศ. 1369  พระองค์ได้ส่งคำประกาศพร้อมข้อปฏิบัติไปยัง บรรดาดินแดนต่าง ๆ ของหยุนหนาน และญี่ปุ่น[1] การมองหยุนหนาน ในฐานะของประเทศในสายตาของราชวงศ์จะเปลี่ยนไปทันทีหลังจากนี้  ใน ค.ศ. 1380 หยุนหนานซึ่งถือว่าเป็น ประเทศราชของจีนนับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นมาแล้ว[2] ได้สร้างความชอบธรรมในการที่จีนรุกรานเข้าสู่ชุมชนการเมืองบริเวณนี้ โดยใช้กองทหารจำนวนพลถึง 250,000 คน    เข้ายึดต้าลี่ หลี่เจียง และจิ๋นฉื่อ ในปี ค.ศ. 1382  แล้วให้ทหารตั้งครัวเรือนตลอดทั่วทั้งดินแดน ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์หมิงจึงเข้าครอบครองศูนย์กลางสำคัญทั้งทางตอนเหนือและตะวันตกของหยุนหนานในปัจจุบัน ตลอดรวมทั้งพื้นที่ของชนชาวไตหลายแห่ง เหล่านี้จึงถือว่าเป็นดินแดนอาณานิคมแรก ๆ ที่ได้ถูกดูดกลืนเข้ามาอยู่ใน หยุนหนาน ของราชวงศ์หมิง[3]

    ภายใต้กระบวนการดูดกลืนอันยาวนาน บรรดาชุมชนการเมืองเหล่านี้ต้องมีภาระต่าง ๆ เพิ่มขึ้น  เช่นการเสียส่วยสาอากร การถูกเกณฑ์แรงงาน ตลอดจนถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ ดังตัวอย่างที่ชุมชนไตมาวแห่ง ลู่ชวน/ผิงเหมี่ยน [4] เจ้าครองนครที่ชื่อ ซื่อหลุนฝ่า ต้องจัดหาม้าถึง 15,000 ตัว ช้าง 500 เชือก โคกระบือ 30,000 ตัวให้แก่จีน เมื่อ ค.ศ. 1397[5]  (ตัวเลขเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขเชิงสัญญลักขณ์ ) นอกไปจากนั้น ยังต้องส่งแร่เงินจำนวนมากถึงปีละ 6,900 เหลียง[6] เป็นส่วยให้กับจีน ซึ่งจีนจะได้เรียกร้องเพิ่มขึ้นเป็นถึงปีละ 18,000 เหลียง หรือถึง 3 เท่าตัว ต่อเมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้  ทางจีนจึงจะได้ยอมลดจำนวนลงเหลือเท่าเดิม ดังที่เคยเก็บมาตั้งแต่ต้น [7]

    ในรัชสมัยของจักรพรรดิ หยงเล่อ (ค.ศ. 1403-25) เราได้เห็นพัฒนาการสำคัญของการแสวงหาอาณานิคมภายใต้ราชวงศ์หมิง เข้าไปในแคว้นหยุนหนาน ก่อนที่จะได้รุกรานไดเวียด ชุมชนเมืองของวียดนามใน ค.ศ. 1406  ราชวงศ์หมิงยึดชุมชนต่าง ๆ ของหยุนหนานในระหว่างคริสตศควรรษที่ 15 โดยใช้กองกำลังทหารทั่งกดดัน และการปราบปรามจริง ๆ ท้ายสุดมีการจัดตั้งกองกำลังเพื่อทั้งกำหราบปราบปราม และเพื่อครอบงำทางการเมือง มีการจัดตั้งกองพันอิสระ  ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของ กองบัญชาการทหารประจำภูมิภาค ขึ้นในเติ้งจง[8] และ หยงฉาง[9] ซี่งอยู่ในแคว้นหยุนหนานเมื่อ ค.ศ. 1403[10] โดยศูนย์การบัญชาการทางทหารนี้ จะได้เป็นหัวใจสำคัญของการจัดตั้งอาณานิคมของจีนในชุมชนชาวไตตลอดมาถึงหนึ่งศตวรรษ

    ในปีเดียวกันนี้ มีการจัดตั้งหน่วยปกครองใหม่ (Chiefs’ Office) ขึ้นที่แคว้นหยุนหนาน ในมืองต่าง ๆ คือเจ๋อเดี้ยน/ ต้าหู่ / หว่านไอ่/ หวานเดี้ยน และลูเจียง[11]  และต่อมาในค.ศ. 1406 ก็ได้ตั้งขึ้นอีก 4 หน่วยในแคว้นสิบสองจุไทในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในเวียดนาม[12]โดยให้อยู่ภายใต้กองกำลังที่ หนิงหยวน  ที่ มู่ปาง (แสนหวี) และ เมิงหยาง ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของพม่า ถูกยกขึ้นเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร เมื่อ ค.ศ. 1404[13]   การรับรองฐานะของชุมชน และฐานะของผู้ปกครองชุมชนโดยราชสำนักของจีนราชวงศ์หมิงนี้ ต้องแลกกับเอกราชที่มีอยู่ หากไม่ยอมกระทำตามความต้องการของจีน ก็จะต้องเผชิญกับกองกำลังทางทหารของจีนทันที  ดังตัวอย่างของป่าไป๋(Ba-bai)(ล้านนา)[14] ถูกโจมตีเมื่อ ค.ศ. 1405 โดยมู่เฉิง (Mu Sheng) ซึ่งเป็นตัวแทนของจีนในเขตหยุนหนาน ความพยายามที่จะครอบงำเหล่านี้มีทั่วตลอดไปจนแม้กระทั่งถึงบริเวณเขตอัสสัมในอินเดียปัจจุบัน โดยกองกำลังถูกส่งไปยัง Da – ga – la ซึ่งเป็นชุมชนของ อุตรกุลา(Uttrara – kula) ที่อยู่ริมฝั่งตอนเหนือของแม่น้ำ พรหมบุตร[15] และโจมตีชุมชนนั้นอย่างรุนแรง

    หลังจากที่ยอมรับ หรือรับรองฐานะทางอำนาจที่เหนือกว่าของราชสำนักที่หนานจิง ( ค.ศ. 1421 จึงขยับไปอยู่ที่ปักกิ่ง) ทั้งโดยการถูกกดดันและการใช้กำลังทหารปราบปราม  เจ้าหน้าที่ฝ่ายเสมียนหรือผู้จัดการงานทะเบียนทั้งปวงของจีน จะได้รับการแต่งตั้งลงไปจากราชสำนักของจีนเพื่อ ช่วย งานพื้นเมือง ของผู้ปกครองท้องถิ่น และเป็นหลักประกันว่า ผลประโยชน์ของราชสำนักหมิงจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เสมียน (อาลักษณ์) จีนเหล่านี ปฏิบัติงานของตนโดยใช้ภาษาจีนในชุมชนปกครองต่าง ๆ ในหยุนหนาน (ค.ศ. 1404)[16] ขณะเดียวกัน ตำแหน่งเสมียนที่คล้าย ๆ กันนี้ (ซึ่งจะต้องเป็นคนจีน) ก็ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นอีก 7 ชุมชนในหยุนหนาน (ค.ศ. 1406)[17]  ต่อไปจากนั้น เจ้าหน้าที่ราชการจีนก็จะค่อย ๆ ได้รับการแต่งตั้งลงไปช่วยผู้ปกครองในท้องถิ่นเหล่านี้ด้วย[18] ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ย่อมแสดงให้ปรากฏชัดว่า กระบวนการดูดกลืนชุมชนการเมืองต่าง ๆ ในอุษาคเนย์ได้ค่อย ๆ เกิดขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนโดยผ่านกระบวนการล่าอาณานิคม

    ชุมชนการเมืองท้องถิ่นมีหน้าที่จัดหาเงินหรือทองเป็นส่วยแทนแรงงาน ส่งมายังหน่วยพระคลังของจีน[19] และหากมีการศึก ก็จะต้องเกณฑ์ทหารมาช่วยอีกด้วย ดังตัวอย่างกรณี มู่ปาง (แสนหวี) ได้ถูกกำหนดให้จัดหากำลังทหารเพื่อร่วมรบต่อป่าไป๋ (ล้านนา) ในปี ค.ศ. 1406 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น [20] การเกณฑ์ทหารพื้นเมืองโดยผู้ปกครองราชวงศ์หมิง สะท้อนให้เห็นเช่นเดียวกับกรณีที่กระทำต่อไดเวียด

    กระบวนการดังกล่าวนี้ ยังดำเนินต่อเนื่องมาอีกแม้หลังรัชสมัยของจักพรรดิ หยงเล่อ - โดยเฉพาะทศวรรษ 1430 และ 1440 มีการเคลื่อนกำลังพลขนมดใหญ่เข้ากำหราบชุมชนชาวไตในหยุนหนาน โดยเฉพาะกลุ่มไทมาว หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ลู่ชวน อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่รวมเอากรณีมาอภิปรายด้วย



    [1]  Ming Tai-zong shi-lu, juan(หมิงไตจงสื่อลู่)  39.1b จวน (juan)  คือหน่วยหรือส่วนที่ใช้แบ่ง สื่อลู่ตามที่ปรากฏนี้จึงหมายถึง หน้าที่ 1 (ด้านซ้าย) ของตอนที่ 39 ของไตจงสื่อลู่) ในบางแห่งก็มีการเอ่ยถึงหยุนหนานในฐานะที่เป็น ประเทศดังปรากฏในไตจงสื่อลู่ตอนที่ 53.9 a-b

    [2] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 138.5a-b

    [3] หยุนหนาน อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นชื่อของมณฑล แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารในสมัยราชวงศ์หมิงมักเรียกหยุนหนานในฐานะรวม ๆ ของพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ และไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนหนานจึงคล้ายกับคำว่า ตะวันตก ในกรณีการเคลื่อนย้ายของชาวยุโรปที่ข้ามมายังทวีปอเมริกาเหนือตอนศตวรรษที่ 18 และ 19

    [4]ลู่ชวน (Lu-chuan)  และผิงเหมี่ยน(Ping-main)เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของมองมาว  (Möng Mao) และปง  (Pong) ซึ่งเป็นชุมชนการเมืองของไตมาว (Tai Mao)

    [5] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 190.3b.

    [6] โปรดดูเชิงอรรถที่ 52

    [7] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6a.

    [8] ตั้งอยู่ในตำบลเติ้งเย่ว (Teng-yue)  ทางทิศตะวันตกของเป่าซาน (Baoshan) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเติ้งจง  (Teng-chong) ห่างจากผาโม  (Bhamo) ไปทางเหนือประมาณ 160 กม. และห่างจาก Myitkying ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 150 กม. โปรดดู   Liew Foon Ming, Treaties on Military Affairs of the Ming Dynastic History, 2 vols. Hamburg: Gesellschaft für Nature-und VöOatasiens e.V. 1998 Vol. 2 pp. 94-95

    [9] เดิมรู้จักกันในนามหน่วยป้องกันจิ๋นฉื่อ (Jin-chi ซึ่งแปลว่าฟันทอง) ปัจจุบันคือเป่า-ซาน โปรดดู Liew, Treaties on Military Affairs Vol. 2 pp.91-2

    [10]  Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 23.4

    [11] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 16.3a.

    [12] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 53.2b.

    [13] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.1a

    [14] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 49.1a-b

    [15] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 82.1a-b

    [16] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.2 b

    [17] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 55.1 b

    [18] สภาพคล้ายกันเป็นอย่างมากกับที่ปรึกษาที่สหราชอาณาจักรแต่งตั้งมาเพื่อช่วยผู้ปกครองของรัฐต่าง ๆ ชาวมาเลย์ช่วงหลัง 1876 แอนโธนี่ หรีด ตั้งข้อสังเกตว่า สหราชอาณาจักรไม่เคยพยายามที่จะผนวกรัฐมาเลย์ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างแท้จริง  ความเหมือนและความต่างกันในลัทธิอาณานิคมที่หลากหลายมีค่าควรแก่การศึกษายิ่ง

    [19] ดูตัวอย่างได้จาก Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6 a

    [20] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 57.2a-b

    เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา - ต่อ

    2.      การรุกรานเข้าไปในไดเวียด : ความล้มเหลวของการล่าอาณานิคมภาคพื้นดินของราชวงศ์หมิง

    ใน ค.ศ. 1406 จีนภายใต้ราชวงศ์หมิง พยายามที่จะมีอิทธิพลและอำนาจเหนือชุมชนการเมืองไดเวียด (จีนเรียกว่าอันนัน –An-nan)[22] จักรพรรดิหยงเล่อ ส่งเจ้าผู้ปกครองหุ่นของจีน ชื่อเจิ่งเตียนผิง( Chen Tian – ping) เจิ่งเดียนบินฮ์  (Tran Thien Binh) เข้าไปเป็นผู้ปกครอง[23] ซึ่งก็ได้ถูกฆ่า ตายทันที  ความตายของผู้ปกครองคนนี้ได้กลายเป็นข้ออ้างที่จักรพรรดิหยงเล่อส่งกองทัพมหมาซึ่งตระเตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้วเข้ารุกรานอย่างฉับพลัน  พระองค์ได้แต่งตั้งนายพลชั้นสูงหลายคน ผู้บัญชาการเรือรบ หน่วยปืนไฟ หน่วยโจมตีเร็ว และกองทหารม้าจำนวนมากในการศึกคราวนี้  วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1406  กองเรือจีนได้ชักใบออกจากหนานจิง ยกพลขึ้นบกบริเวณทางตอนใต้ของจีน เข้าสมทบกับกองกำลังอื่น ๆ ตรงบริเวณพรมแดนของแคว้นกว่างสี กองกำลังเหล่านี้ประกอบด้วย คน 95,000คนจากแคว้นซีเจียง เจียงซี กว่างตุ้ง กว่างสี และฮู่กว่าง( Hu-guang) นอกจากนี้ยังมีทัพม้า 10,000 ตัว และทหารราบจากส่วนต่าง ๆ ตลอดจน ทหารพื้นเมือง จากกว่างสีอีก 30,000 คน[24] นอกไปจากนี้ ก็ยังมีทัพม้าอีก 75,000 คน และทหารอีกมากที่ระดมเกณฑ์มาจากหยุนหนาน  กุยโจว  เสฉวน และกว่างสี  แคว้นหยุนหนานยังต้องจัดหาข้าวจำนวน 200,000 สือ(shi)[25]  เพื่อเลี้ยงดูกองทหาร ทั้งยังต้องเตรียมกองกำลังสมทบอีก 10,000 นาย  บัญชีของทางการจีนระบุว่า จำนวนรวมของกำลังพลที่ใช้ในการนี้ มีถึง 800,000 นาย[26]

    ปืนไฟเป็นอาวุธสำคัญสุดของยุทธการนี้ และประมาณการว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของทหารในกองทัพนี้ มีปืนไฟอยู่ประจำกาย

    Sun Laichen ได้ศึกษาถึงการใช้ปืนไฟของกองทัพหมิง รวมทั้งมีการต่อเรือในเวียดนามเพื่อใช้ในการรุกรานคราวนี้[27] พอถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1407 ทัพของจีนก็ประสบชัยชนะสำคัญเมื่อยึดเมืองต้าบาง ( Da-bang )ได้[28] บันทึกที่มีอยู่ให้รายละเอียดว่า ทัพจีนได้ปลอมม้าให้เหมือนกับสิงโต เพื่อทำให้ทัพช้างของเวียดนามตกใจกลัว แล้วจึงรุกคืบต่อไปโดยใช้ธนูเพลิง[29] ภายในไม่กี่อาทิตย์ต่อมา เมืองหลวงของเวียดนามทางทิศตะวันออกก็แตกลง และเมืองหลวงทางทิศตะวันตก ก็ถูกทิ้งร้างให้ตกเป็นของจีน พอถึงตอนกลางปี (ค.ศ. 1407) เจ้าครองนครเวียดนามที่ชื่อHo Quy Ly และบุตรก็ถูกจับกุม เป็นอันสิ้นสุดของราชวงศ์โห่ (Ho) แห่งเมืองไดนงู (Dai Ngu) ที่แสนสั้น ทัพของจีนประกาศชัยชนะโดยอ้างว่าได้ฆ่าทหารเวียดนามตายลงถึงเจ็ดล้านคน[30] ตอนปลายปี 1407 นี้เองที่เจียวจื่อ ( Jiae-zhi)[31]ได้ตกเป็นมณฑลที่ 14 ของจีน จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1428 ต่อเมื่อราชวงศ์หมิงถูกขับไล่ออกจากบัลลังก์ ฐานะของแคว้นนี้ จึงถูกยกเลิกกลับไปเป็นเช่นเดิม

                การเข้ายึด(เวียดนาม)เป็นอาณานิคม ได้กระทำทันทีโดยอาศัยกองทัพที่รุกรานเข้าไป แล้วใช้กองกำลังของท้องถิ่นมาเป็นผู้ช่วย  จางฟู่( Zhang Fu) ผู้บัญชาการส่วนภูมิภาคของจีน ได้ให้การว่า เนื่องด้วยกองกำลังที่ระดมมาจากหยุนหนาน กว่างตุ้ง และกว่างสีได้ร่อยหรอลง พวกเขาจึงปรารถนาที่จะเลือกคนมาจากกองกำลังพื้นถิ่นที่มาจากอันนันเพื่อเข้ามทดแทน [32] ความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองและการระดมเกณฑ์กำลังพล ก็ได้ดำเนินไป ขอบเขตบริหารใหม่ได้ถูกกำหนดขึ้น มีการจัดตั้งหน่วยเก็บภาษีอากร กองควบคุมเกลือ สำนักศึกษาตามลัทธิขงจื๊อ สำนักทางพุทธศาสนา และหน่วยงานอื่น ๆ พ่อค้าจำนวนถึง 7,600 คนและช่างฝีมือต่าง ๆ (รวมทั้งผู้ประกอบปืน) ได้ถูกจับกุมที่ไดเวียด  ถูกส่งตัวไปยังเมืองหนานจิง[33] ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิง

                พอมาถึง ค.ศ. 1408 จีนก็ได้จัดตั้งหน่วยราชการ ทั้งที่เป็นทหารและที่เป็นพลเรือนถึง 472 ส่วน ขึ้นที่แคว้นเจียวจื่อ[34]

    ซึ่งดำเนินไปตามรูปแบบการจัดการของจีน แต่ก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยที่เป็นชาวเวียดนาม ภายในระยะเวลา 2 ปี ได้มีการจัดการค้าทางสำเภาถึง 3 ครั้งในเขตปกครองใหม่นี้ ซึ่งเป็นจำนวนครั้งเท่ากันกับส่วนอื่น ๆ ของประเทศ นี่ย่อมเป็นเครื่องชี้ชัดถึงความปรารถนาของจีนที่จะเข้าควบคุมการค้าทางทะเล เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งของประเทศในทางเศรษฐกิจ [35] มาตรการทางเศรษฐกิจด้านอื่นก็คือ การเก็บภาษีข้าว เก็บส่วยเป็นครั่ง ไม้จันทน์หอม ขนนกกระเต็น พัด เครื่องหอม และเข้าควบคุมผูกขาดทอง เงิน เหล็ก และปลา[36] มีการส่งขันทีไปยังเจียวจื่อ เพื่อทำหน้าที่รวบรวมสินทรัพย์อันมีค่าเพื่อพระจักพรรดิโดยตรง ซึ่งบรรดาขันทีก็จะเก็บทรัพย์เหล่านี้ บำรุงแก่ตนเองในจำนวนที่เท่ากันกับที่ส่งให้จักรพรรดิ



    [1]ผู้เขียนขอขอบคุณ แอนโธนี่ หรีด (Anthony Reid) ที่กรุณาวิพากษ์และวิจารณ์ต้นฉบับของบทความนี้

    [2]  Ming Tai-zong shi-lu, juan(หมิงไตจงสื่อลู่)  39.1b จวน (juan)  คือหน่วยหรือส่วนที่ใช้แบ่ง สื่อลู่ตามที่ปรากฏนี้จึงหมายถึง หน้าที่ 1 (ด้านซ้าย) ของตอนที่ 39 ของไตจงสื่อลู่) ในบางแห่งก็มีการเอ่ยถึงหยุนหนานในฐานะที่เป็น ประเทศดังปรากฏในไตจงสื่อลู่ตอนที่ 53.9 a-b

    [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 138.5a-b

    [4] หยุนหนาน อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นชื่อของมณฑล แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารในสมัยราชวงศ์หมิงมักเรียกหยุนหนานในฐานะรวม ๆ ของพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ และไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนหนานจึงคล้ายกับคำว่า ตะวันตก ในกรณีการเคลื่อนย้ายของชาวยุโรปที่ข้ามมายังทวีปอเมริกาเหนือตอนศตวรรษที่ 18 และ 19

    [5]ลู่ชวน (Lu-chuan)  และผิงเหมี่ยน(Ping-main)เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของมองมาว  (Möng Mao) และปง  (Pong) ซึ่งเป็นชุมชนการเมืองของไตมาว (Tai Mao)

    [6] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 190.3b.

    [7] โปรดดูเชิงอรรถที่ 52

    [8] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6a.

    [9] ตั้งอยู่ในตำบลเติ้งเย่ว (Teng-yue)  ทางทิศตะวันตกของเป่าซาน (Baoshan) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเติ้งจง  (Teng-chong) ห่างจากผาโม  (Bhamo) ไปทางเหนือประมาณ 160 กม. และห่างจาก Myitkying ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 150 กม. โปรดดู   Liew Foon Ming, Treaties on Military Affairs of the Ming Dynastic History, 2 vols. Hamburg: Gesellschaft für Nature-und VöOatasiens e.V. 1998 Vol. 2 pp. 94-95

    [10] เดิมรู้จักกันในนามหน่วยป้องกันจิ๋นฉื่อ (Jin-chi ซึ่งแปลว่าฟันทอง) ปัจจุบันคือเป่า-ซาน โปรดดู Liew, Treaties on Military Affairs Vol. 2 pp.91-2

    [11]  Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 23.4

    [12] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 16.3a.

    [13] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 53.2b.

    [14] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.1a

    [15] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 49.1a-b

    [16] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 82.1a-b

    [17] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.2 b

    [18] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 55.1 b

    [19] สภาพคล้ายกันเป็นอย่างมากกับที่ปรึกษาที่สหราชอาณาจักรแต่งตั้งมาเพื่อช่วยผู้ปกครองของรัฐต่าง ๆ ชาวมาเลย์ช่วงหลัง 1876 แอนโธนี่ หรีด ตั้งข้อสังเกตว่า สหราชอาณาจักรไม่เคยพยายามที่จะผนวกรัฐมาเลย์ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างแท้จริง  ความเหมือนและความต่างกันในลัทธิอาณานิคมที่หลากหลายมีค่าควรแก่การศึกษายิ่ง

    [20] ดูตัวอย่างได้จาก Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6 a

    [21] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 57.2a-b

    [22] ส่วนใหญ่จะเรียกว่า อันนัม (An-nam) ชุมชนการเมืองของไดเวียด (the Great Viet – เวียดใหญ่) เมื่อตอนต้น ศตวรรษที่ 15 ไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับเวียดนามในปัจจุบัน หากแต่มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำแดงควบคุมพื้นที่ได้เฉพาะบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นไป และใต้ลงมา แต่ไม่ลึกลงมาถึงชุมชนการเมืองจามปา (ซึ่งเป็นชนชาติออสโตรนีเชียน) ส่วนด้านตะวันตกจรดชุมชนการเมืองเผ่าไต

    [23] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 52.6a-7a เฉินเถียนผิง (Chen Tian-ping) (เจิ่งเดียนบินฮ์ Tran Thien Binh) เป็นชาวเวียดนามผู้แปรพักตร์ โดยอ้างว่าตนเป็นเชื้อสายของผู้ปกครองตระกูลเจิ่ง

    [24] ทหารที่มิใช่ชาวจีนเหล่านี้ ประจำการภายใต้ หน่วยงานพื้นเมือง ของกว่างสี ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ก็คือพวกจ้วง (Zhaung) และ เย้า (Yao)

    [25] 1 สือ(shi) เทียบเท่ากับ 100 ลิตร (hectoliter)

    [26] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 60.1a-4a จำนวนที่ระบุว่า 800,000 ตามหมิงสื่อลู่นี้ อาจจะเป็นตัวเลขที่เกินความจริง  วิทมอร์ (Whitmore) ประมาณการว่าตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงคือ 215,000 เท่านั้น โปรดดู John K. Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming (1371-1421) New Haven : Yale Center for International and Area Studies, 1985 น. 89

    [27] Sun Laichen, Chinese Military Technology and Dai Viet, 1390 –1497, Asia Research Institute Electronic Working Paper No. 11, Singapore 2003 http://www.ari.nus.edu/sg/docs/wps/wps03_011.pdf โปรดดูหน้า 6-11 ซึ่งระบุการใช้ปืนไฟของกองทัพหมิงในการรุกราน

    [28] ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงฮานอย

    [29] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 62.3a-b และโปรดดู Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming หน้า 91-92

    [30] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 68.3b-7a

    [31] เป็นชื่อใหม่ของไดเวียดเมื่อถูกยึดครอง

    [32] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 67.3b-4a เทียบกับวันที่ 26 มิถุนายน 1407 ตามปฏิทินปัจจุบัน

    [33] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.6a.

    [34] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 80.3b-4a

    [35] ความสำคัญของการค้าทางทะเลของเยดนาม ปรากฏใน Momoki Shiro, ‘Ðai Viêt and the South China Sea Trade : From the 10th to the 15th Century’ Crossroads, 12/1 (1998) หน้า 18-23

    [36] โทเบียส เรตติก (Tobias Rettig) ได้เคยเปรียบเทียบกับฝิ่น สุราและเกลือ ซึ่งถูกผูกขาดโดยพวกฝรั่งเศสต่อเวียดนาม ตลอดระยะเวลากว่า 450 ปีต่อมา

    ภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที - ต่อ

    3.      หัวลูกศรอันที่สาม: การเดินทางของเจิ้งเหอและต้นเค้าของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลในสมัยราชวงศ์หมิง

    ภารกิจของบรรดาขันทีหลายคนที่ออกเดินทางทางทะเล ผ่าน มหาสมุทรทางทิศตะวันตก (ได้แก่ย่านอุษาคเนย์ ด้านตะวันตกของบอร์เนียว ตลอดทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดีย)  เช่นเดียวกับภารกิจที่เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่า คือ ในละแวกย่านมหาสมุทรทางทิศตะวันออก (ฟิลิปปินส์ปัจจุบัน บอร์เนียว และทาวด้านทิศตะวันออกของอินโดนีเซีย) เป็นแนวหัวลูกศรอันที่สามของการขยายตัวลงใต้ของจักรพรรดิหยงเล่อ คนส่วนใหญ่มักถือกันว่ามีการยาตราทางเรือถึง 7 ครั้งแต่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องด้วยหลักฐานตัวบันทึกหลายแห่งยังขัดกัน อย่างไรก็ตามการเดินทางเหล่านี้ก็มิใช่การแผ่แสนยานุภาพทางทะเลเข้าสู่อุษาคเนย์ครั้งแรกของจีนสมัยหมิงเสียทีเดียว เพราะ ความจริงแล้วได้มีการติดต่อกับชุมชนการเมืองในแถบอุษาคเนย์เหล่านี้ โดยอาศัยเส้นทางทะเลมาตลอด 30 ปีสุดท้ายของคริสตศตวรรษที่ 14 ภายใต้จักรพรรดิหงหวู่  เผิงฮุย (Peng Hui) ได้ระบุรายละเอียดเหล่านี้ลงในบทความชิ้นล่าสุดของเขา[37] ซึ่งการเดินทางข้างต้นนี้ โดยทั่วไปนำโดยพลเรือน[38]

    ลักษณะการเดินเรือสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ ต่างไปจากสมัยของจักรพรรดิ หงหวู่ ตรงที่เหล่าผู้บัญชาการเรือล้วนเป็นขันที และ ตัวแทนพระองค์ ที่ออกเดินเรือและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ เจิ้งเหอ หรือในอีกนามของท่านก็คือ ซาน-เป่า (San-bao)” (สิ่งคุ้มครองทั้งสาม หรือ สมบัติสามประการ ) ท่านเป็นหัวใจของตำนานหลานเรื่องตลอดทั่วอุษาคเนย์ ซึ่งความจริงแล้ว ผู้บัญชาการขันทีคนอื่น ๆ ก็มีบทบาทมากไม่แพ้กัน เช่นหวังกุ่ยตน  (Wang Gui-ton) และโฮ่วเซียน ( Hou Xian) เป็นต้น  จางเฉี้ยน(Zhang Qian) และขันทีคนอื่นเป็นผู้มีบทบาทเหนือชุมชนการเมืองในย่านมหาสมุทรตะวันออก และเป็นผู้ที่นำผู้ปกครองหรือตัวแทนของผู้ปกครองในเขตเหล่านั้น เช่นโบนิ (Bo-ni)/บังกาสินัน (Pangasinan/)ซูลู และลูซอน ไปยังจีน ในภาคผนวกตอนท้ายของบทความนี้ ได้ให้รายละเอียดของขันทีแต่ละคนกับภารกิจแต่ละครั้งตลอดระยะเวลา 30 ปี แรกของศตวรรษที่15 ดังที่ได้บันทึกไว้ใน หมิงสื่อลู่ ซึ่งจะเห็นว่าแท้จริงมีบรรดาขันทีมากมายที่ออกเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจ และเจิ้งเหอ ก็เป็นผู้หนึ่งในบรรดาขันทีเหล่านี้ อีกทั้งยังจะได้พบว่า การเดินทางทางทะเลเหล่านี้ ดำเนินไปพร้อม ๆ กับการรุกรานชุมชนการเมืองในหยุนหนาน และในเจียวจื่อ หรือไดเวียด ด้วย

    เป็นที่ชัดแจ้งว่า บรรดาบุคคลที่ร่วมในกองเรือเหล่านี้มีหลายประเภทด้วยกัน ผู้บัญชาการเรือหลายคนเป็นมุสลิม ต้นหนนำร่องส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจีน และอาจะเป็นไปได้ว่า ลูกหลานของชาวอาหรับจากมณฑลฝูเจี้ยนก็รวมอยู่ในบรรดาลูกเรือเหล่านี้  บรรดาชาวเรือมักมีถิ่นที่อยู่บริเวณมณฑลที่ติกับทะเล ส่วนทหารนั้น อาจเกณฑ์จากหลากหลายท้องที่ รวมทั้งลูกหลานทหารชาว Yuan จากเอเชียตะวันตก หรือเอเชียกลาง จุดประสงค์ของปฏิบัติการเหล่านี้ เป็นเช่นเดียวกับที่จักรพรรดิหยงเล่อได้ส่งทัพเข้าสู่หยุนหนานและการครอบครองไดเวียด กล่าวคือการสร้างสิทธิชอบธรรมแห่งองค์พระจักพรรดิ สำแดงแสนยานุภาพของราชวงศ์หมิง หรืออีกนัยหนึ่งคือการสถาปนา  ความสันติราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” ตลอดทั่วทั้งโลก(ที่รู้จัก) และรวบรวมความมั่งคั่งทั้งหลายเข้าสู่ราชสำนักจีน[39]

    เพื่อให้บรรลุต่อจุดประสงค์เหล่านี้  กองกำลังที่จะเคลื่อนไปกับกองเรือเหล่านี้จะต้องยิ่งใหญ่และทรงพลังยิ่ง การต่อเรือเริ่มต้นขึ้นทันทีที่จักรพรรดิหยงเล่อขึ้นครองราชย์  ใน ค.ศ. 1403 กองบัญชาการทหารประจำมณฑลฝูเจี้ยนได้รับบัญชาให้ต่อเรือเดินสมุทร 137 ลำ[40] เช่นเดียวกันที่ทหารหน่วยอื่น ๆ ก็ได้รับบัญชาให้สร้างเรือหลายขนาดขึ้นเป็นจำนวนถึง 400 ลำ พอถึง ค.ศ. 1405 หลังจากที่เจิ้งเหอเริ่มออกเรือเป็นครั้งแรก เจ๋อเจียง( Zhe-jiang) และหน่วยทหารประจำหลายมณฑลได้รับคำสั่งให้ต่อเรือเดินสมุทรอีก 1,180 ลำทันที[41] พอมาถึง ค.ศ. 1408 คณะมนตรีและ the Ministry of Works ได้กลายเป็นหน่วยที่รับผิดชอบในการต่อ เรือสมบัติ เป่าชวน’ ” จำนวน 48 ลำ[42] การออกเดินเรือแต่ละครั้งจะมีเรือร่วมขบวนด้วยจำนวน 50 250 ลำ จัดได้ว่าเป็นกองเรือ (รบ) ที่ใหญ่มาก[43] และกองเรือจะออกเดินทางแต่ละครั้งเป็นเวลาหลาย ๆ ปีทีเดียว  ส่วนจำนวนคนในกองเรือนั้น มีจำนวนที่แตกต่างกัน หากเป็นการปฏิบัติการครั้งที่ใหญ่ที่สุด ก็มีจำนวนพล 27,000 ถึง 30.,000 คน ในระบบปฏิบัติการพื้นฐานแล้ว จะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ชั้นสูงที่เป็นทูตานุทูตหลายระดับจำนวน 100 นาย ผู้บัญชาการทหารชั้นสูง 93 นาย ผู้กอง 104 นาย และรองผู้กองอีก 104 นาย นอกไปจากนี้ก็จะมีบุคลากรทางการแพทย์ และนักดาราศาสตร์อีกจำนวนหนึ่ง มีกรณีเจาะจงครั้งหนึ่งระบุว่า มีจำนวนคนถึง 27,400 ศึ่ง 26,800 เป็นบุคลากรทางทหารระดับต่าง ๆ และมีหน่วยทหารเฉพาะด้าน ตลอดจนทหารชั้นดี กลาสี และเสมียนด้วย[44] ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การออกปฏิบัติภารกิจทางทะเลแต่ละครั้ง จะมีบุคลากรทางทหารกว่า 20,000 คน พงศาวดารหมิงสื่อลู่ประจำปี 1427 ได้ระบุจำนวนทหารชำนาญรบ 10,000 นาย ได้ถูกส่งออกไปกับการเดินทางทางทะเลในคาบสมุทรด้านตะวันตก[45] และยังมีนัยชี้ให้เห็นว่า บุคลากรในกองเรือนี้โดยสัดส่วนแล้วเป็นทหารเสียส่วนใหญ่ อีกทั้งน่าจะติดอาวุธปืนไฟที่ดี และก้าวหน้าที่สุดในโลกขณะนั้น[46] เช่นเดียวกับทหารที่ส่งเข้าปฏิบัติการในหยุนหนาน และไดเวียด ปฏิบัติการเหล่านี้ เป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดแจ้ง แง่มุมจากด้านการทหารของการเดินทางทะเลเหล่านี้ ควรที่จะต้องนำมาพิจารณา ทั้งนี้เป็นเพราะบรรดานักวิชาการทั้งชาวจีนและมิใช่ชาวจีน มักจะเน้นให้ความสำคัญว่าปฏิบัติการทางทะเลเหล่านี้เป็นไปเพื่อ มิตรภาพ

    เพื่อที่จะสถาปนา ความสันติราบคาบภายใต้หมิง –pax Ming” ได้ตลอดทั่วทั้งภูมิภาค และอำนวยความสะดวกต่อการเดินเรือได้ตลอดทั่วทั้งมหาสมุทรอินเดียจนถึงทวีปอาฟริกา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดตั้งฐานอันมั่นคง ตลอดบริเวณที่ปัจจุบันคือภูมิภาคอุษาคเนย์ จุดแวะพักเหล่านี้ (กวนฉาง guan-chang) อันจะประกอบด้วยคลังสมบัติ (สินค้า) ที่มีทหารประจำยามถูกจัดตั้งขึ้นที่เมืองมะละกาและส่วนปลายสุดของช่องแคบมะละกาใกล้ ๆ กับชุมชนการเมืองสมุทรา (Samudera) บนฝั่งด้านสุมาตรา[47] ดังที่ปรากฏตำแหน่งชัดเจนบนแผนที่ หวู่เป่ยจื่อ (Wu-bei-zhi) ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาจากเส้นทางการเดินทะเลเหล่านี้ในตอนครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 ขณะที่การติดต่อระหว่างประเทศต่าง ๆ ต้องอาศัยการเดินเรือเท่านั้น บางทีช่องแคบมะละกาในสมัยนั้นอาจมีความสำคัญมากกว่าในสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำไป ดังนั้น การเข้าควบคุมเส้นทางสัญจรทางน้ำนี้ได้ ย่อมเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเข้าควบคุมตลาดทั่วทั้งภูมิภาค  มะละกาในฐานะที่เป็นฐานที่มั่นทางทะเลของจีน ราชสำนักหมิงจึงได้มีการสร้างเสริมมะละกาให้เจริญเติบโตให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญในเวลาต่อมาด้วย[48]  สัมพันธภาพระหว่างมะละกาและจีนจึงแน่นแฟ้นอย่างยิ่งตลอดครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 ระดับของการพัฒนาเมืองท่าของมะละกา และชุมชนการเมืองทางทะเลของสุมาตราว่าเกี่ยวพันกับนโยบายเหนือย่านน้ำในอุษาคเนย์ของจีนในตอนต้นศตวรรษที่ 15 ยังจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอีกมาก



    [1]ผู้เขียนขอขอบคุณ แอนโธนี่ หรีด (Anthony Reid) ที่กรุณาวิพากษ์และวิจารณ์ต้นฉบับของบทความนี้

    [2]  Ming Tai-zong shi-lu, juan(หมิงไตจงสื่อลู่)  39.1b จวน (juan)  คือหน่วยหรือส่วนที่ใช้แบ่ง สื่อลู่ตามที่ปรากฏนี้จึงหมายถึง หน้าที่ 1 (ด้านซ้าย) ของตอนที่ 39 ของไตจงสื่อลู่) ในบางแห่งก็มีการเอ่ยถึงหยุนหนานในฐานะที่เป็น ประเทศดังปรากฏในไตจงสื่อลู่ตอนที่ 53.9 a-b

    [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 138.5a-b

    [4] หยุนหนาน อาจถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นชื่อของมณฑล แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารในสมัยราชวงศ์หมิงมักเรียกหยุนหนานในฐานะรวม ๆ ของพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ และไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนหนานจึงคล้ายกับคำว่า ตะวันตก ในกรณีการเคลื่อนย้ายของชาวยุโรปที่ข้ามมายังทวีปอเมริกาเหนือตอนศตวรรษที่ 18 และ 19

    [5]ลู่ชวน (Lu-chuan)  และผิงเหมี่ยน(Ping-main)เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของมองมาว  (Möng Mao) และปง  (Pong) ซึ่งเป็นชุมชนการเมืองของไตมาว (Tai Mao)

    [6] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 190.3b.

    [7] โปรดดูเชิงอรรถที่ 52

    [8] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6a.

    [9] ตั้งอยู่ในตำบลเติ้งเย่ว (Teng-yue)  ทางทิศตะวันตกของเป่าซาน (Baoshan) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเติ้งจง  (Teng-chong) ห่างจากผาโม  (Bhamo) ไปทางเหนือประมาณ 160 กม. และห่างจาก Myitkying ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 150 กม. โปรดดู   Liew Foon Ming, Treaties on Military Affairs of the Ming Dynastic History, 2 vols. Hamburg: Gesellschaft für Nature-und VöOatasiens e.V. 1998 Vol. 2 pp. 94-95

    [10] เดิมรู้จักกันในนามหน่วยป้องกันจิ๋นฉื่อ (Jin-chi ซึ่งแปลว่าฟันทอง) ปัจจุบันคือเป่า-ซาน โปรดดู Liew, Treaties on Military Affairs Vol. 2 pp.91-2

    [11]  Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 23.4

    [12] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 16.3a.

    [13] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 53.2b.

    [14] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.1a

    [15] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 49.1a-b

    [16] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 82.1a-b

    [17] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 32.2 b

    [18] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 55.1 b

    [19] สภาพคล้ายกันเป็นอย่างมากกับที่ปรึกษาที่สหราชอาณาจักรแต่งตั้งมาเพื่อช่วยผู้ปกครองของรัฐต่าง ๆ ชาวมาเลย์ช่วงหลัง 1876 แอนโธนี่ หรีด ตั้งข้อสังเกตว่า สหราชอาณาจักรไม่เคยพยายามที่จะผนวกรัฐมาเลย์ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างแท้จริง  ความเหมือนและความต่างกันในลัทธิอาณานิคมที่หลากหลายมีค่าควรแก่การศึกษายิ่ง

    [20] ดูตัวอย่างได้จาก Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 17.6 a

    [21] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 57.2a-b

    [22] ส่วนใหญ่จะเรียกว่า อันนัม (An-nam) ชุมชนการเมืองของไดเวียด (the Great Viet – เวียดใหญ่) เมื่อตอนต้น ศตวรรษที่ 15 ไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับเวียดนามในปัจจุบัน หากแต่มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำแดงควบคุมพื้นที่ได้เฉพาะบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นไป และใต้ลงมา แต่ไม่ลึกลงมาถึงชุมชนการเมืองจามปา (ซึ่งเป็นชนชาติออสโตรนีเชียน) ส่วนด้านตะวันตกจรดชุมชนการเมืองเผ่าไต

    [23] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 52.6a-7a เฉินเถียนผิง (Chen Tian-ping) (เจิ่งเดียนบินฮ์ Tran Thien Binh) เป็นชาวเวียดนามผู้แปรพักตร์ โดยอ้างว่าตนเป็นเชื้อสายของผู้ปกครองตระกูลเจิ่ง

    [24] ทหารที่มิใช่ชาวจีนเหล่านี้ ประจำการภายใต้ หน่วยงานพื้นเมือง ของกว่างสี ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ก็คือพวกจ้วง (Zhaung) และ เย้า (Yao)

    [25] 1 สือ(shi) เทียบเท่ากับ 100 ลิตร (hectoliter)

    [26] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 60.1a-4a จำนวนที่ระบุว่า 800,000 ตามหมิงสื่อลู่นี้ อาจจะเป็นตัวเลขที่เกินความจริง  วิทมอร์ (Whitmore) ประมาณการว่าตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงคือ 215,000 เท่านั้น โปรดดู John K. Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming (1371-1421) New Haven : Yale Center for International and Area Studies, 1985 น. 89

    [27] Sun Laichen, Chinese Military Technology and Dai Viet, 1390 –1497, Asia Research Institute Electronic Working Paper No. 11, Singapore 2003 http://www.ari.nus.edu/sg/docs/wps/wps03_011.pdf โปรดดูหน้า 6-11 ซึ่งระบุการใช้ปืนไฟของกองทัพหมิงในการรุกราน

    [28] ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงฮานอย

    [29] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 62.3a-b และโปรดดู Whitmore, Vietnam, Hõ Quy Ly and the Ming หน้า 91-92

    [30] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 68.3b-7a

    [31] เป็นชื่อใหม่ของไดเวียดเมื่อถูกยึดครอง

    [32] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 67.3b-4a เทียบกับวันที่ 26 มิถุนายน 1407 ตามปฏิทินปัจจุบัน

    [33] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.6a.

    [34] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 80.3b-4a

    [35] ความสำคัญของการค้าทางทะเลของเยดนาม ปรากฏใน Momoki Shiro, ‘Ðai Viêt and the South China Sea Trade : From the 10th to the 15th Century’ Crossroads, 12/1 (1998) หน้า 18-23

    [36] โทเบียส เรตติก (Tobias Rettig) ได้เคยเปรียบเทียบกับฝิ่น สุราและเกลือ ซึ่งถูกผูกขาดโดยพวกฝรั่งเศสต่อเวียดนาม ตลอดระยะเวลากว่า 450 ปีต่อมา

    [37] Peng Hui, Ming-dai หงหวู่ nian-jian chu-shi Nan –yang shi-jie yan –jiu (การวิจัยเรื่องการส่งคณะทูตไปยังหนานยางในระหว่างรัชสมัยของจักรพรรดิหงหวู่) Dong – nan – ya yang jiu, 1 (2004) หน้า 80-6 ของแสดงความขอบคุณ หลิวหง (Liu Hong) ที่แนะนำบทความชิ้นนี้แก่ข้าพเจ้า

    [38] จากบทความของเผิงฮุย ระบุว่า มีการเดินทางของขันทีไปยังดินแดนอุษาคเนย์ เพียง 3 คณะเท่านั้นตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีในรัชสมัยของจักรพรรดิหงหวู่ ได้แก่ เฉินเหนิง (Chen Neng) ไปอันนัมในปี 1378  เจาต้า (Zhao Ða) และสงฟู่ (Song Fu) เดินทางมาสยามในปี 1395

    [39] เหล่าขันทีถูกส่งไปยังเจียวจื่อ (Jiao-zhi – ไดเวียดที่ถูกยึดครอง) และพม่าในสมัยหมิงนั้น มีหน้าที่รวบรวมหินมีค่า ทอง และไข่มุกด้วย ดังปรากฏว่านับแต่ปี 1459 นั้น การแสวงหาทองกลายเป็นงานที่สำคัญของการเดินเรือที่นำโดยเหล่าขันที โปรดดู Ying-zong shi-lu ตอนที่ 307.3b

    [40] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 19

    [41] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 43.3b

    [42] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 279.1a.

    [43] แอนโธนี หรีด (Anthony Reid) แสดงความเห็นว่า หากเทียบกับบันทึกของบริษัทดัทช์อีสต์อินเดีย (VOC = Verenigde Oostindische Compagnie หรือ Dutch East India Company) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มบริษัทการค้าที่อิงอาณาจักร (รัฐ)  บริษัทนี้ ส่งเรือออกจากเนเธอร์แลนด์ไปยังเอเชีย นับแต่ปีก่อตั้ง 1602 จนถึง 1620 เพียง 181 ลำ หรือ โดยเฉลี่ย 10 ลำเรือ (ขนาดความจุ 480 ตัน) ต่อปี เรือแต่ละลำมีคนเดินทางไปด้วย 111 คนต่อลำ (โดยเฉลี่ย) ในช่วงระยะระหว่างปี 1602-10 และเพิ่มขึ้นเป็น 162 คน (โดยเฉลี่ย) ในแต่ละลำเรือในช่วงปี 1610-20 โปรดดู Dutch – Asiatic Shipping in the 17th and 18th Centuries, Den Haag : Nijhoff, 1987 หน้า 144 และ 174

    [44] J.V.G. Mills, Ma Huan :Ying –yai Sheng-lan, ‘The Overall Survey of the Ocean’s Shores [1433]’, Cambridge: Cambridge University Press, 1970, pp. 31-2

    [45] Xuan-zong shi-lu, ตอนที่ 26.2a.

    [46] ราชสำนักของหมิง ได้สร้างข้อกำหนดเกี่ยวกับเรือที่จะออกเดินทะเลใน ค.ศ. 1393 ว่า จะต้องมีอาวุธดังต่อไปนี้ คือ มีปืนขนาดถือในมือ 16 กระบอก  ปืนปากแตร (กว้าง 8 นิ้ว) 4 กระบอก หลาวเพลิง 20 ธนูจรวด 20 ง่ามไฟ 20 มีปืนใหญ่ชนิด fire gorse 10 กระบอก ลูกปืนใหญ่ 1,000 ลูก และจรวดอีก 20 ลูก โปรดดู ตังจื่อปา (Tang Zhi-ba), ‘Shi-lun Zheng He chuan-dui zhuang-bei de wu-qi (ว่าด้วยอาวุธต่าง ๆ ที่กองกำลังประจำเรือของเจิ้งเหอมี) อ้างใน  Zheng He Yan-jin, Vol. 50 (ฉบับพิเศษตีพิมพ์ในปี 2003) หน้า 204

    [47] สมุทรา (Samudera) เป็นชุมชนการเมืองและการค้าชายทะเล ตั้งอยู่บริเวณเมืองท่าปัจจุบนที่ชื่อ Lhokseumawe ในอะเจะห์

    [48] มะละกาก้าวขึ้นมามีบทบาทในฐานะเมืองท่าสำคัญตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 สำดับเวลาของการก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัยกับการเดินเรือทางทะเลสมัยราชวงศ์หมิงนั้น มิใช่เหตุบังเอิญ และเป็นที่ชัดเจนว่า กองกำลังสนับสนุนของจีนทำให้มะละกาปลอดจากการคุกคามของอาณาจักรมัชฌปาหิต(ในชวา) และจากอาณาจักรอยุธยา (ประเทศไทยปัจจุบัน)

    ภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที - ต่อ

                เป็นที่แจ้งชัดว่า แสนยานุภาพดังที่กล่าวมาแล้ว ย่อมมีบทบาทอย่างสำคัญในการกระตุ้นให้บรรดาผู้ปกครองต่างถิ่นเหล่านี้ พากันวิ่งเข้าไปหาจีนในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม มีอยู่บางกรณีที่การปรากฏตัวของกองทหารจีน ก็ยังไม่ได้ผล และทำให้ต้องมีการใช้ความรุนแรงอย่างแท้จริง ดังกรณีที่เจิ้งเหอได้สั่งให้มีปฏิบัติการทางทหารดังต่อไปนี้

     

    1.       การโจมตีท่าเรือเก่า: สถานผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยในสุมาตรา เมื่อ ค.ศ. 1407

    ใน ค.ศ. 1407 เจิ้งเหอเดินทางกลับจากปฏิบัติการทางทะเลครั้งแรก และได้นำเอา โจรสลัด ชื่อเฉินซูยี่ (Chen Zu-yi) ซึ่งถูกจับได้ที่ ท่าเรือเก่า (Old Port) รายงานระบุว่า (โจร) ได้แสร้งทำเป็นยอมจำนนแต่แท้จริงได้ลอบวางแผนจะเข้าโจมตีกองทัพแห่งพระจักพรรดิ[1] เหล่าโจรถูกฆ่าตายไป 5,000 คน เรือ 10 ลำถูกเผาทำลาย และถูกยึดได้ 7 ลำ  ต่อมาในปีเดียวกัน ทางจีนได้ยอมรับฐานะเป็นชุมชนเมืองของท่าเรือเก่านี้ อย่างไรก็ตามโดยที่มีชาวจีนทั้งที่เป็นอดีตทหารและพลเรือนจากทั้งกว่างตุ้งและฝูเจี้ยนจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นี่ จึงไม่อาจรับรองฐานะขึ้นเป็นประเทศได้ หากแต่ได้รับการยอมรับเข้าไว้ในฐานะที่เป็น สถานตัวแทนผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งหมายถึงชุมชนการเมืองที่ปกครองดูแลโดยผู้ที่มิใช่ชาวจีน แต่อยู่บนแผ่นดินของจีน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนผู้ดูแลความสงบคือสื้อจิ่นชิง (Shi Jin-qing) แม้จะได้รับการแต่งตั้งโดยเจิ้งเหอ แต่ก็มีฐานะเป็นผู้ปกครองท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของราชวงศ์หมิงของจีน[2] ฉะนั้น เราจึงจะเห็นได้ว่า นี่คือรูปลักขณ์ของอาณานิคมจีนภายในอุษาคเนย์นั่นเอง สถานภาพเช่นว่านี้ สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1430 ซึ่งมีนัยว่า สถานะนี้จะสืบต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับฐานะของจีน (ราชวงศ์หมิง)  ที่มีอยู่เหนือดินแดนอุษาคเนย์ และก็มีนัยด้านกลับว่า ผู้ปกครองเหล่านี้ มีฐานะเป็นตัวแทนของราชวงศ์หมิงนั่นเอง[3]

     

    2.       เหตุอันรุนแรงในชวา เมื่อ ค.ศ. 1407

    2.1                        ในปี 1407 ทัพของเจิ้งเหอ ขึ้นฝั่งที่ชวา ได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงกับกองกำลังท้องถิ่น ทำให้ทหารจีน ตายไป 170 คน กองกำลังท้องถิ่นที่ว่านี้ น่าจะเป็นทหารของอาณาจักรมัชฌปาหิต คู่แข่งสำคัญของจีนในการครองน่านน้ำย่านอุษาคเนย์ หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจเป็นกองกำลังของชวากลุ่มอื่น ที่ต้านอาณาจักรมัชฌปาหิต บันทึกของฝ่ายจีนกล่าวว่า ทหารของจีน ได้ขึ้นฝั่งเพื่อทำการค้า ณ ที่ที่กษัตริย์ตะวันออกทรงปกครอง นัยซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า จีนได้เข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องภายใน หรือแม้กระทั่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในชวา

    2.2                        จีนโต้ตอบโดยเรียกร้องให้กษัตริย์ชวาตะวันตก ทำการชดเชย ...จะต้องจ่ายทองจำนวน 60,000 เหลียง (liang)[4]เพื่อชดเชยต่อชีวิตเหล่านั้น และต่ออาชญากรรมที่ท่านได้ก่อขึ้น.......หากละเว้นที่ไม่กระทำตามนี้ (จีน) ก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งกองกำลังทหารเข้าลงโทษต่ออาชญากรรมของท่านดังตัวอย่างที่ปรากฏมาแล้วในกรณีของอันนัม [5] จีนได้อ้างไปถึงการรุกรานอันนัมตามรายละเอียดที่ได้กล่าวถึงมาแล้วในตอนต้น[6]

     

    3.       การกดดันข่มขู่พม่าใน ค.ศ. 1409

    เมื่อตอนต้นของรัชสมัย จักรพรรดิหยงเล่อค่อนข้างกังวลต่อชุมชนการเมืองมู่ปาง (Mu-bang) แสนหวี(Hsenwi) ขณะเดียวกับที่ต้องแข่งกับอังวะ (พม่า) เพื่อจะมีอิทธิพลเหนือหยุนหนาน เมื่อคราวที่ตัวแทนจากมู่ปาง เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิใน ค.ศ. 1409 และมีการบ่นถึงเจ้าครองนครอังวะที่ชื่อ Na-lou-la [7] จักรพรรดิหยงเล่อได้ทรงมีปฏิกิริยาดังนี้ Na-lou-la ผู้ซึ่งปกครองเหนือพื้นที่อันกระจ้อยร่อย มีความฮึกเหิมเกินตัว และกระทำการอย่างผิดพลาด ซึ่งเราก็รู้เรื่องนี้ดีมาตลอด เหตุที่เรามิได้ส่งกองทหารไปกำหราบ ก็เนื่องด้วยเกรงว่า จะเป็นอันตรายต่อราษฎรสามัญ เราได้ทำการส่งคนออกไปเพื่อให้คำแนะนำในอันที่จะเปลี่ยนการกระทำแบบเดิม ๆ และเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ หากเขายังมิได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จะได้สั่งให้นาย(พล)ทหารของเราทำการโจมตีด้วยกองกำลังทหาร ทั้งต่อเส้นทางสัญจรทาง(น้ำ)ทะเล และเจ้า (ตัวแทนของแสนหวี) ก็จะได้ระดมทหารของท่านเข้าโจมตีเขตบนพื้นแผ่นดิน ซึ่งผลลัพธ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้ใด[8] ข้อความนี้ ย่อมเป็นการกล่าวอ้างไปถึงกองกำลังทางทะเลซึ่งบัญชาการโดยเจิ้งเหอ ตลอดรวมถึงภายใต้การบัญชาของหวังจิ่งหง (Wang Jing-hong) และโฮ่วเซ๊ยน (Hou Xian)ซึ่งได้รับบัญชาให้เดินทางไปปฏิบัติการในคาบมหาสมุทรด้านตะวันตก การกดดันของจักรพรรดิจีนในกรณีนี้ ทำให้เห็นธาตุแท้ของการเดินทางทะเลของจีนที่มีลักษณะทางทหารและการข่มขวัญ สร้างแรงกดดันโดยแท้

     

    4.       การโจมตีศรีลังกาใน ค.ศ. 1411

    กรณีที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อแท้ของการเดินเรือของเหล่าขันทีขุนนางจีนว่า มีลักษณะทางการทหาร ก็คือกรณีที่มีการรุกรานศรีลังกา แล้วจับเจ้าครองนครของศรีลังกาแล้วนำตัวกลับไปยังราชสำนักจีนที่หนางจิง Nan-jing (ปัจจุบัน) เมื่อ ค.ศ. 1411  เจิ้งเหอ บุกเข้าวังหลวง จับกษัตริย์ ทำลายกำลังทหารของกษัตริย์ เอาตัวกษัตริย์พร้อมครอบครัวของพระองค์ส่งไปยังจ[9]บ้างก็กล่าวว่า แม้พระทันต์ธาตุ (เขี้ยวแก้ว) ก็ถูกนำกลับไป (จีน) ด้วย แต่ประเด็นนี้ ขาดหลักฐานร่วมสมัยที่สามารถยืนยันได้ เช่นเดียวกับกรณี หยุนหนาน ทางจีนได้แต่ตั้งผู้ปกครองหุ่นขึ้นแทน โดยเลือกเอาผู้ที่จะกระทำการต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อจีน[10] กองทหารจีนที่กลับจากการปฏิบัติการในศรีลังกาล้วนแล้วได้รับการปูนบำเหน็จแบบเดียวและเทียบเท่ากับที่กองกำลังซึ่งรุกรานไดเวียดในปี 1406 ได้รับ ซึ่งหมายความว่า ปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้งนี้ มีเป้าประสงค์ไม่แตกต่างกัน [11]

     

    5.       โจมตี และจับกุม ซู-กาน-ลา (Su-Gan-La) แห่งสมุทรา ค.ศ. 1415

    ตัวอย่างต่อไปที่แสดงให้เห็นเป้าประสงค์และวิธีการของการปฏิบัติการทางทะเลของจีน คือกรณีที่ ซู-กาน-ลา หัวหน้าโจรแห่งสมุทรา ถูกจับที่สุมาตราและนำตัวไปจีนโดยเจิ้งเหอ เมื่อ ค.ศ. 1415 ส่วนกรณีของเหตุการณ์ใน ค.ศ. 1414 และ 1415 ยังไม่ค่อยชัดแจ้งนัก ด้วยเหตุที่หลักฐานหลายฝ่ายยังขัดแย้งกันอยู่[12] ว่ากองทัพของเจิ้งเหอเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามภายในของเมืองทางตอนเหนือของสุมาตรา โดยเข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อจีนทำการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการทางทะเลของจีนนั้นมีจุดหมายหลักอยู่ที่เป็นปฏิบัติการทางทหารเพื่อเสริมสร้างความสงบราบคาบภายใต้หมิง (pax Ming) เหนือบริเวณภูมิภาคอุษาคเนย์และมหาสมุทรอินเดีย

     

    6.       ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่อยุธยา

    ในตงซีหยางเกา (Dong-xi-yang-kao) (ค.ศ. 1618)  จ้างซี่ (Zhang Xie)  ได้บันทึกโดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเจิ้งเหอว่า เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 15 เจิ้งเหอได้ออกคำสั่งให้ทำการรื้อถอนพระสถูปในอยุธยาอย่างน้อย 1 องค์ ในบันทึกนี้ระบุภายใต้หัวข้อตำแหน่งแห่งที่ว่า เป็นพระสถูปที่ปราศจากยอดและอยู่ทางเบื้องทิศตะวันตก มีการกล่าวว่า พวกชนป่าเถื่อน (ชาวอยุธยา)[13]เหล่านี้แรกสร้างพระสถูปได้จนสำเร็จอยู่ก่อน อย่างไรก็ตาม เจิ้งเหอได้บัญชาให้ปราบพระสถูปนี้จนราบเรียบ จนแม้ต่อมาถึงจะมีความพยายามที่จะสร้างสถูปขึ้นอีก ก็ไม่เป็นที่สำเร็จอีกเลย

     

    7.       ความรุนแรงอื่น ๆ

    ก.         เฝ่ยซิน (Fei Xin) บันทึกว่า ประชาชนในโมกาดิชู ได้ก่อการวิวาท (นัยคือกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงกับชาวจีน) ดังที่โหล่วเมาเติ้ง (Lou Mao-deng) ได้เขียนนิยายของเขาเรื่อง Sanbao taijian xiyangji tongsu yanyi   เมื่อ ค.ศ. 1597 โดยมีเนื้อเรื่องอิงกับเหตุการณ์ที่โมกาดิชูนี้ รายละเอียดของหนังสือได้กล่าวถึงกองกำลังจีนที่ใช้ระเบิดดินดำทำลายเมืองชื่อ ลา-สา (La-sa) ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรอารเบีย ทั้งยังมีการฆ่าฟันอย่างโหดร้ายตลอดการเดินทางเรือหลายครั้ง

    ข.         โจเซฟแห่งแครงกานอร์ (Joseph of Cranganore) ตัวละครของหนังสือชื่อ Novus Orbis เขียนโดยไซมอน กรีเนียส (Simon Grynaeus) ซึ่งตีพิมพ์ที่เมืองบาเซิล เมื่อ ค.ศ. 1555 ได้ระบุว่า พวกชนชาวคาเธย์เหล่านี้ เป็นคนที่มีพลังอย่างน่าประหลาดใจ แต่แรกคนพวกนี้ทำการค้าอย่างแข็งขันทีสุดในเมืองกาลิกุต แต่กษัตริย์แห่งกาลิกุตได้ปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างเลวร้าย พวกเขาจึงพากันถอนตัวออกไปจากเมือง แต่ในไม่ช้าก็กลับมา เข้าโจมตี ฆ่าฟันชาวเมืองล้มตายมากมาย จากนั้นก็ไม่กลับมาอีกเลย ต่อมา พวกนี้ได้เริ่มไปยังเมืองมายลาเปตัม (Mailapetum) ซึ่งอยู่ในอำนาจการปกครองของกษัตริย์นรสิงห์ (Narsingha) แต่อยู่เบื้องทิศตะวันออก....และบัดนี้พวกเขาได้ลงมือทำการค้าที่นั่น  หลักฐานอื่นที่อาจเพิ่มเติมในเรื่องนี้ก็คือ บันทึกของเดอ บาร์รอส (De Barros) กล่าวว่า เมืองดิว (Diu) ได้ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งกุจารัต (Gujarat) เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะในการรบทางทะเลต่อชาวจีน ซึ่งมักจะมาเยือนชายฝั่งทะเลอินเดียเสมอ[14] แม้กำหนดเวลาของเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่มีความชัดเจน แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ไม่มีระยะเวลาใดเลยที่จีนจะมีแสนยานุภาพทางทะเล และไปเยือนชายฝั่งทะเลของอินเดีย นอกจากระยะเวลาที่กองเรือของเจิ้งเหอออกปฏิบัติการทางทะเล



    [1] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.1 a

    [2] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.5.a

    [3] ตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันก็คือ การที่ผู้ปกครอง Ma-na-re-jia-na-nai (มหาราชาธิราช ?) สิ้นชีวิตลงที่จีนในปี 1408 บุตรชายของท่านที่ชื่อเสี่ยหวาง (Xia-wang) ได้รับการคุ้มกันจากจีน เดินทางกลับมายังบรูไน กองกำลังชุดนี้จะอยู่ต่อมาอีกเกือบ 2 ปี ขณะเดียวกัน ก็มีคำเตือนไปยังอาณาจักรมัชฌปาหิตให้ละเสียซึ่งส่วยการบูรจากบรูไน ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ปาเลมบัง และบรูไนนั้น เป็นฐานสำคัญทางการค้าด้านปลายสุดของขอบเขตของอาณาจักมัชฌปาหิต และเป็นที่ซึ่งจีน (ราชวงศ์หมิง) ได้ใช้ความพยายามที่จะเข้าครอบงำให้ได้

    [4] เหลียง เป็นหน่วยมาตราชั่งน้ำหนักของจีน  ซึ่งมักจะเรียกกันว่า ออนซ์ของจีน ในสมัยราชวงศ์หมิงมีค่าน้ำหนักเท่ากับ 37 กรัม

    [5] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 71.6a-b.

    [6] เป็นวิธีเดียวกันกับที่พวกเจ้าอาณานิคมยุโรปจะได้ใช้ในเอเชียต่อมา โดนมีการเรียกร้องค่าชดเชยเมื่อเข้ายึดด้วยอำนาจสำเร็จแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ อาจใช้เปรียบเทียบได้กับการแสวงหาประโยชน์ของจักรวรรดิจีนเช่นกัน

    [7] ในแง่ของสำเนียงแล้ว ใกล้กับคำว่า Nowrouhta มาก แต่หากเป็นเช่นนั้น ดูจะไม่สอดคล้องกับพระนามของกษัตริย์พระองค์ใดเลย

    [8] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 94.5b

    [9] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 116.2a-b

    [10] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 130.1b-2a

    [11] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 118.4a.

    [12] สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของ Su-gan-la โปรดดูจากเรื่องสมุทรา (Samudera) ใน Ying-yai sheng-la ซึ่งได้รับการแปลโดยมิลล์ส แล้ว ภายใต้ชื่อ Ma Huan:Ying-yai Sheng-lan  หน้า 116-17

    [13] หมายถึงคนในอาณาจักรอยุธยา

    [14] ทั้งสองแห่งนั้นอ้างมาจาก Henry Yule, The Book of Ser Marco Polo, the Venetian Concerning the Kingdom and Marvels of the East, 2 vols., London : John Murray, 3rd edition, 1929, Vol. II, หน้า 391-2

    เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา - ต่อ

    ภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที

    ตัวอย่างต่าง ๆ ดังข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า กองกำลังทางเรือของจีนที่ได้ส่งออกไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 นั้น มุ่งหมายที่จะให้ชุมชนการเมืองตลอดย่านน้ำเท่าที่ปรากฏบนความรับรู้ขณะนั้น ยอมรับในฐานะอันเหนือกว่า (หรือแม้กระทั่งอำนาจที่สูงสุด)ของจีนภายใต้ราชวงศ์หมิง และการที่จะให้บรรลุตามเจตนาได้ก็ต้องใช้ทั้งการข่มขวัญ และการใช้กำลังจริง ๆ การทีมีเจ้าผู้ปกครองชุมชนการเมืองในอุษาคเนย์ต้องเดินทางไปจีนร่วมกับคณะของเจิ้งเหอนั้น ก็ส่อนัยว่าการบังคับขับไสเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของปฏิบัติการเหล่านี้ ทั้งนี้เป็นเพราะเกือบจะไม่มีใครเคยได้ยินเลยว่า บรรดาเจ้าผู้ปกครองในอุษาคเนย์จะได้เดินทางไปชุมชน (ประเทศ) ใดที่มีผ้อื่นปกครอง ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงในบ้านตัวเอง และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมเนียม ตลอดจนพิธีกรรมในเชิงปฏิบัติ ฉะนั้น การที่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปยังจีนก็ย่อมส่อให้เห็นนัยของการที่ถูกบังคับให้เป็นไปเช่นนั้น นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy” มักไม่ถูกนำมาใช้กับการเดินเรือของเจิ้งเหอ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับกันทั่วไปว่า ปฏิบัติการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการทูตไม่มากก็น้อย และก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดแจ้งว่า กองเรือเหล่านี้เป็นเรือปืน และผู้ที่มากับกองเรือประมาณ 26,000 หรือ 28,000 คน เป็นทหาร ฉะนั้น จึงดูจะไม่ขัดเขินนักที่จะใช้คำคำนี้ (นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy) กับภารกิจของเหล่ากองเรือทหารนี้

    โดยอาศัยการใช้กำลังจึงทำให้เจตจำนงของภารกิจนี้บรรลุถึงเป้าหมายคือการเข้าควบคุมเมืองท่า และเส้นทางในการเดินเรือต่าง ๆ มิใช่การเข้าควบคุมเหนือพื้นที่ดินแดนอันที่จะเป็นเรื่องของการล่าอาณานิคมในระยะต่อมาภายหลัง หากแต่เป็นการควบคุมทั้งการเมืองและเศรษฐกิจเหนือจุดตัดเชิงพื้นที่ เป็นการเข้าควบคุมเหนือเส้นชีวิตในทางเศรษฐกิจ จุดเชื่อมโยง และเครือข่ายต่าง ๆ โดยอาศัยการเข้าคุมท่าเรือและเส้นทางการค้า การเข้าควบคุมการค้าได้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการรวบรวมความมั่งคั่ง (เข้าสู่ประเทศจีน)  กองทหารเจ้าอาณานิคมเดิมซึ่งอยู่บนเรือเหล่านี้ เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การควบคุมนี้ดำรงอยู่ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ การปฏิบัติการทางเรือของจีนอาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็น ต้นแบบของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเล maritime proto-colonialism” ชุมชนการเมืองชายทะเลสำคัญ ๆทั้งหลาย ซึ่งตั้งอยู้บนเส้นทางและเครือข่ายการค้าทางทะเลระหว่างตะวันออกและตะวันตก และคาบสมุทรต่าง ๆ ได้ถูกเข้าควบคุมโดยจีน และทำให้จีนได้รับผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย

    ต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลโดยจีน (ราชวงศ์หมิง) ดังที่ได้กล่าวถึงการเดินเรือของเจิ้งเหอมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่ต่างจากการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลที่กระทำโดยพวกโปรตุเกสในศตวรรษที่ 15 และ 16 นัก เพียร์สัน (Pearson)[1] ให้ความเห็นว่า อาณาจักรของโปรตุเกสนั้น ดูคล้ายกับการสืบต่อเนื่องมาจากนครรัฐต่าง ๆ ของอิตาลี โดยที่การค้ากับเจ้าครองนครนั้น มีสายสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับกรณีของจีนราชวงศ์หมิงด้วย นอกไปจากนั้น ตามหลักการของรอเธอร์มุนด์ (Rothermund) ที่ว่าด้วยเรื่องการค้าของเอเชียและการขยายตัวของยุโรป (Asian Trade and European Expansion)  และสเตนการ์ด (Steengard) เคยกล่าวถึง การปฏิวัติทางการค้าของเอเชีย (Asian Trade Revolution) แล้ว เพียร์สันคิดว่า นี้เป็นอาณาจักรที่อาศัยกำลังทางทหารที่เน้นให้ได้ผลตอบแทนที่มิใช่รูปแบบในทางเศรษฐกิจ โดยพื้นฐานแล้ว การค้าแบบที่ทำกันในเอเชีย มักจะเรียกร้องเครื่องบรรณาการ ส่วนโปรตุเกสได้สร้างการคุกคามต่อการเดินเรือในเอเชียแล้ว ขาย ความคุ้มครองของตนจากการคุกคามดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องให้มีการจ่ายค่าผ่านทางและเงินค่าศุลกากรซึ่งเป็นเงินกินเปล่า เพราะโดยแท้จริงแล้ว มิได้มีสิ่งใดตอบแทนเลย พฤติกรรมเช่นนี้อาจจะเรียกในภาษาปัจจุบันได้ว่า เป็น ยันตร์กันผีซึ่งเราก็ทราบดีว่ามักจะป้องกันไม่ได้อย่างจริงๆจังๆ[2]  โดยการใช้คำว่า จีน แทนคำว่า โปรตุเกส เราจะเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของกิจกรรมที่จีนกระทำต่อน่านน้ำในอุษาคเนย์ และคาบสมุทรอินเดีย เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 15  กำลังพลทางทหารซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นกองเรือรบขนาดใหญ่ของราชวงศ์หมิง มีภารกิจที่จะต้องดูแล ความสงบอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” จึงยังประโยชน์ทางการเมืองควบคู่ไปกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยไม่มากก็น้อย

    การสิ้นสุดลงของราชวงศ์หมิง เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ลักษณะต้นแบบการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลของจีนไม่พัฒนาเป็นการล่าอาณานิคมเต็มรูปแบบที่ยุโรปเป็นในระยะเวลาภายภาคหน้า อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การขยายตัวทางทะเลสิ้นสุดลง  การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิหยงเล่อ ค่าใช้จ่ายที่มากมายมหาศาลที่จะต้องใช้ในการเดินเรือ ดังที่มีขุนนางชั้นสูงพากันคัดค้านเสมอมาว่า การเดินเรือเหล่านี้เป็นการสูญเปล่า  อีกทั้งเป็นเรื่องความสำราญส่วนตัวของเหล่าบรรดาขันทีเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อผู้อุปถัมภ์ได้สิ้นพระชนม์ลง ในไม่ช้าการเดินเรือขนาดใหญ่เหล่านี้ก็สิ้นสุดลงด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในปูมบันทึกรายปีของราชวงศ์หมิงปี ค.ศ. 1445 ได้กล่าวเป็นนัยว่า การควบคุมเขตน่านน้ำ หรือพยายามจะควบคุม ยังคงมีต่อมาจนกระทั่งตอนกลางของทศวรรษ 1440 ได้มีบันทึกว่า ชาวชวา 3 คน ที่เดินเรือค้าขายระหว่างชวากับสยามได้ถูกจับกุมแล้วส่งไปยังจีน[3] ตัวอย่างนี้ จึงชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยจีน (ราชวงศ์หมิง) จะยังคงทำตนเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือค้าขายในภูมิภาคนี้ตลอดมาอีกครึ่งศตวรรษเป็นอย่างน้อย

     

    ลัทธิการล่าอาณานิคม กับราชวงศ์หมิง

     

    ดังที่ได้กล่าวถึงการรุก 3 ทางของจีนต่อย่านอุษาคเนย์ในศตวรรษที่ 15 มาแล้วข้างต้น โดยแต่ละด้านก็ได้ถูกติดป้ายว่าเป็น การล่าอาณานิคม ทั้งสิ้น  ต่อไปก็จะได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปแล้ว

    ลัทธิล่าอาณานิคม เป็นคำที่ใช้ได้กับพฤติกรรมของจีนสมัยหมิงหรือไม่นั้น แฮโรลด์ เวียนส์ (Herold Wiens) เห็นว่าน่าจะใช้ได้ ดังที่เขาเขียนในหนังสือชื่อ China’s March Toward the Tropics (1954) ว่า เขตปกครองตนเองของชนชาติต่าง ๆ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนภายหลังปี 1949 มีเพื่อ กลบเกลื่อนลักษณะเจ้าอาณานิคมเก่า (ของจีน)นั่นเอง[4] อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่หนังสือของเขาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงการเผชิญหน้าอันดุเดือดของสงครามเย็น หนังสือของเขาจึงถูกมองว่าเป็นการถือหางฝ่ายหนึ่งเพื่อตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เราจะถือว่าทัศนะของเขาในหนังสือเล่มนี้เป็นการกล่าวเกินจริงไหม หรือแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์การขยายตัวของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้นก็คือปฏิบัติการภายใต้ ลัทธิการล่าอาณานิคม นั่นเอง

    ในประวัติศาสตร์แล้ว คำว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม นั้น มีหลายความหมาย เช่น การเข้าโจมตีแล้วยึดพื้นที่ในสมัยอาณาจักรโรมัน  การขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันออกของอาณาจักรรัสเซียโบราณ  การรุกรานคนอื่นในสมัยอ๊อตโตมานเติร์ก และการเดินเรือแล้วมีผลพวงมากมายต่อมาของมหาอำนาจยุโรปนับแต่ศตวรรษที่ 15   ข้อถกเถียงเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมนี้ มักจะเจาะจงลงไปที่การขยายตัวของมหาอำนาจทางทะเลของยุโรป และจะมองมายังจีนก็คือว่า เป็นเพียงตัวการเล็ก ๆ และอยู่นอกเหนือไปจากคำนิยามมากกว่าจะมองว่าแท้จริงก็คือเจ้าอาณานิคมเช่นกัน

    บางทีก็มองแบบจำแนกเอาว่า จักรวรรดินิยม ยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 นั้นมีเชื้อมาจากการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม และส่งผลให้เกิดผลสองด้านในบรรดาประเทศอาณานิคมก็คือทำให้ไม่เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและถูกจองจำให้ผลิตพืช(เศรษฐกิจ) ซึ่งไม่ใช่อาหาร มีคำถามว่านิยามของ จักรวรรดินิยม เช่นว่านี้อาจประยุกต์ใช้กับพฤติกรรมของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงได้หรือไม่ การขยายตัวของจีนนับแต่ศตวรรษที่ 14 และ 15 นั้น สอดรับกับนิยาม จักรวรรดินิยม ที่ชุมปีเตอร์ (Schumpeter) กล่าวไว้คือ ภาวะอันแจ้งชัดของแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างไร้จุดประสงค์โดยอาศัยการใช้กำลังโดยไร้ขอบเขตใด ๆ ดังนั้น พฤติกรรมแห่งการเข้าพิชิตจึงปรากฏ โดยมิได้มีวิธีการอันเจาะจงใด ๆ แต่แท้จริงได้แฝงเป็นนัยอยู่ที่การกระทำนั้น ๆ[5] หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การกระทำใดๆ ของผู้ปฏิบัติการขยายดินแดนของจีนสมัยหมิงนั้นเป็นการกระทำ เพื่อที่เข้าครอบงำ แต่เพียงอย่างเดียว หรือแท้จริงแล้ว มีการบวกลบคูณหารถึงผลที่จะได้รับมากไปกว่านั้น และด้วยเหตุฉะนี้จึงอาจจำแนกได้ว่าเป็นลักษณะของ ลัทธิการล่าอาณานิคม ได้เช่นกัน

    การขยายแผ่อำนาจและเข้ายึดครองเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ  โดยจีน (สมัยต้นราชวงศ์หมิง) เกิดขึ้นเพราะแรงขับดันทางเศรษฐกิจหรือไม่   คำนิยามของ เจ.เอ. ฮอบสัน (J.A. Hobson) ที่มุ่งหมายไปถึงจักรพรรดินิยมอังกฤษนั้น สามารถนำไปใช้กับกรณีจีน (หมิง) ได้หรือไม่ ดังที่ฮอบสันกล่าวว่า จากจุดยืนนี้ การขยายตัวทางทหารและราชนาวีของเรา ในระยะเวลาหลายปีที่เพิ่งผ่านมา อาจถือได้ว่ามีเป้าประสงค์ลำดับต้นอยู่ที่การปกป้องตลาดของอาณานิคมที่มีอยู่แล้ว และแผ่ขยายเพื่อสร้างตลาดใหม่ ๆ[6]

    การขยายดินแดนและการเข้ายึดครองของราชวงศ์หมิงภายใต้จักรพรรดิหงหวู่ (ค.ศ. 1368-98) และจักรพรรดิหยงเล่อ (ค.ศ. 1403-24 ) เป็นไปเนื่องด้วยเหตุอันเป็นความจำเป็นเช่นเดียวกับที่เจ้าชายกอร์ชาคอฟ (Gorchakov) ซึ่งเป็นเสนาบดีของรัสเซีย ได้กล่าวถึงการที่รัสเซียได้ขยายตัวไปทางทิศตะวันออกเมื่อ ค.ศ. 1864 ว่า สถานการณ์ของรัสเซียเป็นดังเช่นที่บรรดาอารยประเทศทั้งหลายจะต้องเผชิญกับชนร่อนเร่ซึ่งมิได้มีการจัดตั้งองค์กรแห่งรัฐอย่างดีนัก...เพื่อที่จะเป็นการต่อต้านการรุกรานและปล้นสดมภ์ของชนเหล่านี้ เราจะต้องเข้าไปกำหราบและเข้าควบคุมโดยเข้มงวด แต่ก็ยังมีพวกทำนองนี้ที่ห่างออกไป ....ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการต่อไป (เช่นกัน) .....เราเดินทัพไปข้างหน้าเพราะความจำเป็นเท่า ๆ กับเพราะความปรารถนา[7]

    ยังมีนิยามของคำว่า ลัทธิล่าอาณานิคม อีกมาก และความหลากหลายของนิยาม ก็ส่อให้เห็นว่ามันเป็นแนวคิดที่ยากต่อการกำหนดให้ตายตัว ที.อาร์. อดัม (T.R. Adam) ผู้เขียน Modern Colonialism: Institutions and Policies ได้ให้คำนิยามว่า ลัทธิล่าอาณานิคมเป็น การควบคุมทางการเมืองของฝ่ายที่มีอำนาจในการบงการวิถีชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนที่ด้อยพัฒนากว่า[8]  ส่วน ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn) เสนอว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการที่ชนต่างแดนเข้าปกครองต่อประชาชนท้องถิ่น[9] ไมเคิล ดอยล์ (Michael Dolye)  ให้ข้อพิจารณาว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นรูปการณ์หนึ่งซึ่งต่อเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการสร้าง สัมพันธภาพทั้งที่เป็นและไม่เป็นทางการ ที่รัฐหนึ่งเข้าควบคุมอธิปไตยทางการเมืองของอีกสังคมการเมืองหนึ่ง[10] อาร์. เจ. ฮอร์วาธ (R.J. Horvath) ได้ระบุถึงความแตกต่างระหว่างลัทธิการล่าอาณานิคมกับลัทธิจักรวรรดินิยมว่า ลัทธิล่าอาณานิคมจะต้องมีลักษณะของการที่มีผู้คนของฝ่ายล่าอาณานิคมเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาณานิคม ซึ่งเฟอร์โร (Ferro) เองก็เห็นด้วยในข้อนี้โดยกล่าวว่า การล่าอาณานิคมจะ เกี่ยวข้องกับการเข้ายึดครองเหนือพื้นที่ต่างแดน แล้วเข้าทำการผลิตเหนือพื้นที่นั้น โดยผู้คนที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานจากประเทศเจ้าอาณานิคม[11]

    หลักการแห่งน้ำเค็ม (salt water doctrine) ซึ่งได้วางกรอบให้กับงานเขียนเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคม และการสลายตัวของการล่าอาณานิคม อีกทั้งยังกำหนดนิยามลัทธิการล่าอาณานิคม โดยเฉพาะที่นำมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมมหาอำนาจในยุโรปกับ ดินแดนโพ้นทะเล ซึ่งแบ่งแยกออกจากกันตามสภาพที่เป็นไป และมีการยอมรับกันทั่วไปว่า มีจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคสมัยแห่งการค้นพบ (age of discoveries) เริ่มโดยบรรดาอาณาจักรเจ้าอาณานิคมได้มีความเข้มแข็งในด้านแสนยานุภาพทางทะเล  ถึงแม้ว่าการขยายตัวในดินแดนที่ต่อเนื่องกันจะมิได้ก่อให้เกิด...ลัทธิการล่าอาณานิคม[12] ดังที่หลักการนี้จะได้หมายความเอาว่า ดินแดนที่ว่านี้จะต้องถูกคั่น หรือแบ่งแยกออกจากตัวเมืองแม่โดยห้วงทะเล จึงจะมีคุณสมบัติเป็นอาณานิคมได้ หลักการนี้จึงถูกอ้างถึงโดยผู้เขียนบางคนว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมก็คือ จะต้องมี ความห่างจากกัน คำถามคือ ระยะทางที่ห่างจากกันนี้ ก่อให้เกิดนัยที่สำคัญของปรากฏการณ์หรือไม่

    เดวิด อาร์มิเทจ ( David Armitage) ดูจะเป็นผู้ที่ให้ความคิดเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมที่ฟังดูเข้าทีกว่า เขาได้ชี้ให้เห็นว่า อาณานิคมอังกฤษนั้น ถือเอาเส้นตรงที่ลากจากอังกฤษ ผ่านไอร์แลนด์ ข้ามไปยังคาริบเบียน แล้วรวมเอาชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอเมริกาทั้งหมด[13] ฉะนั้น เรื่องของระยะทาง และการแบ่งแยกออกจากกันโดยผืนทะเลจึงไม่ใช่ตัวสำคัญในการตัดสิน หากแต่มีเรื่องของอุดมการณ์ นโยบาย และการปฏิบัติของเจ้าอาณานิคมต่างหากที่เป็นตัวกำหนด เขายังเห็นต่อไปอีกว่า สกอตแลนด์ก็ถูกกระทำให้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการเข้าไปตั้งถิ่นฐาน การครอบงำทางวัฒนธรรม และการพึ่งพาในทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะ ทำให้มีอารยะ เกิดขึ้นเหนือดินแดนและผู้คนชายขอบเหล่านี้ [14]

    ออสเตอร์แฮมเมล (Osterhammel) และอีเมอร์สัน (Emerson) เป็นผู้ที่ให้คำนิยามที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ในบทความนี้ที่สุด กล่าวคือออสเตอร์แฮมเมล และ ฟริสช์ (Frisch) ให้ความหมายว่า เป็นสัมพันธภาพที่เกิดในลักษณะของการครอบงำระหว่างคนกลุ่มน้อยจากต่างแดน กับคนหมู่มากที่เป็นคนดั้งเดิม (หรือแม้กระทั่งเป็นคนที่มาอาศัยอยู่โดยถูกบีบบังคับให้มา) วิถีชีวิตของคนในอาณานิคมเหล่านี้ เป็นไปเนื่องจากการตัดสินใจและการดำเนินการของเหล่าเจ้าอาณานิคม[15] ในขณะที่อีเมอร์สันได้นิยามว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการก่อให้เกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของการปกครองเหนือคนต่างแดน ซึ่งถูกแบ่งแยกออกไป และถูกทำให้ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ปกครอง[16]

       ฉะนั้น เมื่อแรกหันกลับมามอง ทั้งนโยบายและการกระทำทั้ง 3 เหตุการณ์ของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่อาร์มิเทจ ออสเตอร์แฮมเมล และอีเมอร์สันได้วางไว้ เราก็อาจถือได้ว่า เข้าข่ายที่จะเป็นการกระทำของรัฐแบบเจ้าอาณานิคมอยู่

    โดยประการแรก การเดินเรือที่นำโดยเหล่าขันทีที่เริ่มในศตวรรษที่ 15 นั้น ได้ก่อให้เกิดลักษณะที่ถือว่าเป็นต้นแบบขแงการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลเท่านั้น  เพราะมิได้มีการใช้อำนาจเข้าปกครอง (เหนือประชาชนหรือดินแดน)โดยแท้จริง  มีการปกครองจริง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นรอยต่อที่สำคัญและเครือข่ายเชื่อมโยงเท่านั้น ส่วนกองกำลังทางทหารซึ่งเป็นกำลังหลักของกองเรือรบ ก็กำหนดบทบาทว่าเป็นไปเพื่อรักษา สันติอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” ซึ่งจะทำให้รัฐจีนมีอิทธิพลเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ ในบางด้าน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอีกด้วย

    ประการที่สอง การรุกรานไดเวียด อาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดแจ้งที่สุดของการล่าอาณานิคม เพราะมีทั้งการรุกราน การเข้าครอบครองพื้นที่ การจัดตั้งผู้ปกครอง (ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร) มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจและมีการครอบงำโดยราชสำนักของจีน  และการเสื่อมสลายลงของการเป็นอาณานิคมก็ชัดแจ้งเมื่อจีนประสบความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายเจ้าอาณานิคมเหนือไดเวียด

    ประการที่สาม การรุกรานของจีนต่อชุมชนการเมืองไตในหยุนหนาน เมื่อตอนศตวรรษที่ 15 เป็นความสำเร็จที่สุดของนโยบายอาณานิคมของจีน ดังที่จะได้เห็นว่า หลายอาณาบริเวณที่ได้ถูกยึดเป็นอาณานิคมของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน  ซึ่งกรณีนี้เกือบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เข้าข่ายที่เป็นเจ้าอาณานิคม เพราะมีการใช้สรรพกำลังทางทหารขนาดใหญ่เข้ากระทำการรุกรานต่อชนชาติที่ไม่ใช่ชาวจีน มีทั้งการยึดครองพื้นที่ แล้วเข้าแบ่งแยกเป็นหน่วยการปกครองย่อย ๆ ซึ่งมีผู้ปกครองที่จีนเป็นผู้เห็นชอบ อีกทั้งยังมี ที่ปรึกษา มาร่วมบริหารด้วย  มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจเหนือพื้นที่ที่ถูกครอบครองเหล่านี้  กองกำลังเจ้าอาณานิคมของจีนเหล่านี้ (ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือคนพื้นถิ่น) มีปฏิบัติการทั้งโดยทางตรง (ใช้กำลัง) และโดยทางอ้อม (การข่มขู่) เพื่อดำรงสถานะของการปกครองเหนือพื้นที่ชุมชนไตในแคว้นหยุนหนาน

    การศึกษาเรื่องการล่าอาณานิคมเหนือดินแดนอุษาคเนย์ มักจะจำกัดอยู่ที่ประสบการณ์ภายใต้การครอบงำของชาติตะวันตกเท่านั้น บทความนี้แม้จะเสนอข้อถกเถียงหลายประการ ซึ่งบางท่านอาจจะเห็นว่าขาดน้ำหนักที่เพียงพอ แต่อย่างน้อยก็คงเป็นการเปิดแนวทางที่ควรจะมีการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมในอุษาคเนย์เพิ่มมากขึ้น เราอาจจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตของการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้รวมไปถึงการกระทำมากหลายประการของจีนด้วย[17]



    [1] M.N. Pearson, ‘Merchants and States’, อ้างใน James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires: State Power and World Trade, 1350-1750, Cambridge University Press, 1991, หน้า 41-116. โปรดดูหน้า 77

    [2] เพิ่งอ้าง, หน้า 79 สำหรับการศึกษาเรื่องการจำแนกช่วงระยะเวลาของการขยายตัวทางภาคพื้นทะเลของพวกโปรตุเกสนั้นให้ดู Sanjay Subramanyam และ Luis Filipe F.R. Thomaz ใน ‘Evolution of Empire: The Portuguese in the Indian Ocean During the Sixteenth Century’  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires : State Power and World Trade, 1350-17850, Cambridge : Cambridge University Press, 1991 หน้า 298-331  โดยสัญชัยและหลุยส์ได้ระบุว่า การจัดรูปองค์กรของจักรวรรดินิยมมี 3 ลักษณะคือ การจัดขึ้นเป็นเครือข่ายของป้อมปราการชายฝั่งทะเล เพราะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลาทางตอนเหนือของอาฟริกา แบบที่สองคือการสร้างลักษณะอาณานิคมเหนือพื้นที่และสภาพเกษตรกรรม ตลอดจนการตั้งถิ่นฐานในหมู่เกาะต่างๆ ของแอตแลนติค  แบบสุดท้ายคือลักษณะของเครือข่ายตลอดชายฝั่งของกินี โดยมีการใช้ความรุนแรงไม่มากนัก แต่หนักไปทางการค้าขาย  ทั้งสองคนนี้ยังเสนอว่า การลองผิดลองถูกกรณีของเอเชีย นั้น มีลักษณะทั้งสามประการคละเคล้าปะปนกันไป ลักษณะของจีน (หมิง) ดูจะกระเดียดไปทางกรณีของกินีมากกว่าแบบอื่น

    [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 132.8a

    [4] Herold J. Wiens, China’s March Toward the Tropics, Hamden, Conn. : Shoe String Press, 1954

    [5] อ้างอิงจาก Marc Ferro, Colonization : A Global History, London : Routledge, 1997, หน้า 13

    [6] J.A. Hobson, Imperialism: A Study, London : Unwin Hyman, 1988 (ต้นฉบับดั้งเดิม 1902) หน้า 64

    [7] อ้างมาจาก Ferro, Colonization, หน้า 14

    [8] T.R. Adam, Modern Colonialism : Institutions and Policies,  New York : Doubleday and Company, 1955, หน้า 3

    [9] Hans Kohn, ‘Reflections on Colonialism’ ใน  R. Strausz-Hupe and H.W. Hazards (eds.), The Idea of Colonialism, Philadelphia : Foreign Policy Research Institute, University of Pennsylvania, 1958, หน้า 1-15

    [10] M. Doyle, Empires, Ithaca : Cornell University Press, 1986

    [11] Ferro, Colonization, หน้า 1

    [12] L.C. Buchheit, Secession, the Legitimacy of Self-determination, New Haven : Yale University Press, 1978 หน้า 18

    [13] David Armitage, The Ideological Orignins of the British Empire, Cambridge : Cambridge University Press, 2000 หน้า 45

    [14] เพิ่งอ้าง, หน้า 26

    [15] Jürgen Osterhammel and Shelly L. Frisch, Colonilaism : A Theoretical Overview, Princeton : Markus Weiner, 1997, หน้า 16-17

    [16] R. Emersonm ‘Colonialism : Political Aspects’ ใน D. L. Sill (ed.), International Encyclopedia of the Social Sciences, 17 Vols., New York : Macmillan and Free Press, 1968, Vol. 3, หน้า 1-6

    [17] แอนโทนี่ หรีด (Anthony Reid) ได้แนะนำว่า เราควรขยายขอบข่ายการศึกษาว่าอะไรทำให้จักรวรรดิจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคพื้นดิน และล้มเหลวอย่างสำคัญในการขยายอาณาจักรทางทะเล  เป็นที่ชัดแจ้งว่า ความล้มเหลวในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทะเลน่าจะเป็นสาเหตุประการหนึ่ง

    เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรีหรือเพื่อกดขี่บีฑา

    ภาพรวมของปฏิบัติการซึ่งนำโดยเหล่าขันที

    ตัวอย่างต่าง ๆ ดังข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า กองกำลังทางเรือของจีนที่ได้ส่งออกไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 นั้น มุ่งหมายที่จะให้ชุมชนการเมืองตลอดย่านน้ำเท่าที่ปรากฏบนความรับรู้ขณะนั้น ยอมรับในฐานะอันเหนือกว่า (หรือแม้กระทั่งอำนาจที่สูงสุด)ของจีนภายใต้ราชวงศ์หมิง และการที่จะให้บรรลุตามเจตนาได้ก็ต้องใช้ทั้งการข่มขวัญ และการใช้กำลังจริง ๆ การทีมีเจ้าผู้ปกครองชุมชนการเมืองในอุษาคเนย์ต้องเดินทางไปจีนร่วมกับคณะของเจิ้งเหอนั้น ก็ส่อนัยว่าการบังคับขับไสเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของปฏิบัติการเหล่านี้ ทั้งนี้เป็นเพราะเกือบจะไม่มีใครเคยได้ยินเลยว่า บรรดาเจ้าผู้ปกครองในอุษาคเนย์จะได้เดินทางไปชุมชน (ประเทศ) ใดที่มีผ้อื่นปกครอง ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงในบ้านตัวเอง และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมเนียม ตลอดจนพิธีกรรมในเชิงปฏิบัติ ฉะนั้น การที่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยได้เดินทางไปยังจีนก็ย่อมส่อให้เห็นนัยของการที่ถูกบังคับให้เป็นไปเช่นนั้น นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy” มักไม่ถูกนำมาใช้กับการเดินเรือของเจิ้งเหอ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยอมรับกันทั่วไปว่า ปฏิบัติการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับนโยบายทางการทูตไม่มากก็น้อย และก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดแจ้งว่า กองเรือเหล่านี้เป็นเรือปืน และผู้ที่มากับกองเรือประมาณ 26,000 หรือ 28,000 คน เป็นทหาร ฉะนั้น จึงดูจะไม่ขัดเขินนักที่จะใช้คำคำนี้ (นโยบายการทูตแบบเรือปืน Gunboat Diplomacy) กับภารกิจของเหล่ากองเรือทหารนี้

    โดยอาศัยการใช้กำลังจึงทำให้เจตจำนงของภารกิจนี้บรรลุถึงเป้าหมายคือการเข้าควบคุมเมืองท่า และเส้นทางในการเดินเรือต่าง ๆ มิใช่การเข้าควบคุมเหนือพื้นที่ดินแดนอันที่จะเป็นเรื่องของการล่าอาณานิคมในระยะต่อมาภายหลัง หากแต่เป็นการควบคุมทั้งการเมืองและเศรษฐกิจเหนือจุดตัดเชิงพื้นที่ เป็นการเข้าควบคุมเหนือเส้นชีวิตในทางเศรษฐกิจ จุดเชื่อมโยง และเครือข่ายต่าง ๆ โดยอาศัยการเข้าคุมท่าเรือและเส้นทางการค้า การเข้าควบคุมการค้าได้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการรวบรวมความมั่งคั่ง (เข้าสู่ประเทศจีน)  กองทหารเจ้าอาณานิคมเดิมซึ่งอยู่บนเรือเหล่านี้ เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การควบคุมนี้ดำรงอยู่ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ การปฏิบัติการทางเรือของจีนอาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็น ต้นแบบของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเล maritime proto-colonialism” ชุมชนการเมืองชายทะเลสำคัญ ๆทั้งหลาย ซึ่งตั้งอยู้บนเส้นทางและเครือข่ายการค้าทางทะเลระหว่างตะวันออกและตะวันตก และคาบสมุทรต่าง ๆ ได้ถูกเข้าควบคุมโดยจีน และทำให้จีนได้รับผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย

    ต้นแบบของการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลโดยจีน (ราชวงศ์หมิง) ดังที่ได้กล่าวถึงการเดินเรือของเจิ้งเหอมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่ต่างจากการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลที่กระทำโดยพวกโปรตุเกสในศตวรรษที่ 15 และ 16 นัก เพียร์สัน (Pearson)[1] ให้ความเห็นว่า อาณาจักรของโปรตุเกสนั้น ดูคล้ายกับการสืบต่อเนื่องมาจากนครรัฐต่าง ๆ ของอิตาลี โดยที่การค้ากับเจ้าครองนครนั้น มีสายสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับกรณีของจีนราชวงศ์หมิงด้วย นอกไปจากนั้น ตามหลักการของรอเธอร์มุนด์ (Rothermund) ที่ว่าด้วยเรื่องการค้าของเอเชียและการขยายตัวของยุโรป (Asian Trade and European Expansion)  และสเตนการ์ด (Steengard) เคยกล่าวถึง การปฏิวัติทางการค้าของเอเชีย (Asian Trade Revolution) แล้ว เพียร์สันคิดว่า นี้เป็นอาณาจักรที่อาศัยกำลังทางทหารที่เน้นให้ได้ผลตอบแทนที่มิใช่รูปแบบในทางเศรษฐกิจ โดยพื้นฐานแล้ว การค้าแบบที่ทำกันในเอเชีย มักจะเรียกร้องเครื่องบรรณาการ ส่วนโปรตุเกสได้สร้างการคุกคามต่อการเดินเรือในเอเชียแล้ว ขาย ความคุ้มครองของตนจากการคุกคามดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องให้มีการจ่ายค่าผ่านทางและเงินค่าศุลกากรซึ่งเป็นเงินกินเปล่า เพราะโดยแท้จริงแล้ว มิได้มีสิ่งใดตอบแทนเลย พฤติกรรมเช่นนี้อาจจะเรียกในภาษาปัจจุบันได้ว่า เป็น ยันตร์กันผีซึ่งเราก็ทราบดีว่ามักจะป้องกันไม่ได้อย่างจริงๆจังๆ[2]  โดยการใช้คำว่า จีน แทนคำว่า โปรตุเกส เราจะเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของกิจกรรมที่จีนกระทำต่อน่านน้ำในอุษาคเนย์ และคาบสมุทรอินเดีย เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 15  กำลังพลทางทหารซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นกองเรือรบขนาดใหญ่ของราชวงศ์หมิง มีภารกิจที่จะต้องดูแล ความสงบอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” จึงยังประโยชน์ทางการเมืองควบคู่ไปกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยไม่มากก็น้อย

    การสิ้นสุดลงของราชวงศ์หมิง เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ลักษณะต้นแบบการล่าอาณานิคมทางภาคพื้นทะเลของจีนไม่พัฒนาเป็นการล่าอาณานิคมเต็มรูปแบบที่ยุโรปเป็นในระยะเวลาภายภาคหน้า อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การขยายตัวทางทะเลสิ้นสุดลง  การสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิหยงเล่อ ค่าใช้จ่ายที่มากมายมหาศาลที่จะต้องใช้ในการเดินเรือ ดังที่มีขุนนางชั้นสูงพากันคัดค้านเสมอมาว่า การเดินเรือเหล่านี้เป็นการสูญเปล่า  อีกทั้งเป็นเรื่องความสำราญส่วนตัวของเหล่าบรรดาขันทีเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อผู้อุปถัมภ์ได้สิ้นพระชนม์ลง ในไม่ช้าการเดินเรือขนาดใหญ่เหล่านี้ก็สิ้นสุดลงด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในปูมบันทึกรายปีของราชวงศ์หมิงปี ค.ศ. 1445 ได้กล่าวเป็นนัยว่า การควบคุมเขตน่านน้ำ หรือพยายามจะควบคุม ยังคงมีต่อมาจนกระทั่งตอนกลางของทศวรรษ 1440 ได้มีบันทึกว่า ชาวชวา 3 คน ที่เดินเรือค้าขายระหว่างชวากับสยามได้ถูกจับกุมแล้วส่งไปยังจีน[3] ตัวอย่างนี้ จึงชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยจีน (ราชวงศ์หมิง) จะยังคงทำตนเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือค้าขายในภูมิภาคนี้ตลอดมาอีกครึ่งศตวรรษเป็นอย่างน้อย

     

    ลัทธิการล่าอาณานิคม กับราชวงศ์หมิง

     

    ดังที่ได้กล่าวถึงการรุก 3 ทางของจีนต่อย่านอุษาคเนย์ในศตวรรษที่ 15 มาแล้วข้างต้น โดยแต่ละด้านก็ได้ถูกติดป้ายว่าเป็น การล่าอาณานิคม ทั้งสิ้น  ต่อไปก็จะได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปแล้ว

    ลัทธิล่าอาณานิคม เป็นคำที่ใช้ได้กับพฤติกรรมของจีนสมัยหมิงหรือไม่นั้น แฮโรลด์ เวียนส์ (Herold Wiens) เห็นว่าน่าจะใช้ได้ ดังที่เขาเขียนในหนังสือชื่อ China’s March Toward the Tropics (1954) ว่า เขตปกครองตนเองของชนชาติต่าง ๆ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนภายหลังปี 1949 มีเพื่อ กลบเกลื่อนลักษณะเจ้าอาณานิคมเก่า (ของจีน)นั่นเอง[4] อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่หนังสือของเขาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงการเผชิญหน้าอันดุเดือดของสงครามเย็น หนังสือของเขาจึงถูกมองว่าเป็นการถือหางฝ่ายหนึ่งเพื่อตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เราจะถือว่าทัศนะของเขาในหนังสือเล่มนี้เป็นการกล่าวเกินจริงไหม หรือแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์การขยายตัวของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้นก็คือปฏิบัติการภายใต้ ลัทธิการล่าอาณานิคม นั่นเอง

    ในประวัติศาสตร์แล้ว คำว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม นั้น มีหลายความหมาย เช่น การเข้าโจมตีแล้วยึดพื้นที่ในสมัยอาณาจักรโรมัน  การขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันออกของอาณาจักรรัสเซียโบราณ  การรุกรานคนอื่นในสมัยอ๊อตโตมานเติร์ก และการเดินเรือแล้วมีผลพวงมากมายต่อมาของมหาอำนาจยุโรปนับแต่ศตวรรษที่ 15   ข้อถกเถียงเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมนี้ มักจะเจาะจงลงไปที่การขยายตัวของมหาอำนาจทางทะเลของยุโรป และจะมองมายังจีนก็คือว่า เป็นเพียงตัวการเล็ก ๆ และอยู่นอกเหนือไปจากคำนิยามมากกว่าจะมองว่าแท้จริงก็คือเจ้าอาณานิคมเช่นกัน

    บางทีก็มองแบบจำแนกเอาว่า จักรวรรดินิยม ยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 นั้นมีเชื้อมาจากการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม และส่งผลให้เกิดผลสองด้านในบรรดาประเทศอาณานิคมก็คือทำให้ไม่เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและถูกจองจำให้ผลิตพืช(เศรษฐกิจ) ซึ่งไม่ใช่อาหาร มีคำถามว่านิยามของ จักรวรรดินิยม เช่นว่านี้อาจประยุกต์ใช้กับพฤติกรรมของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงได้หรือไม่ การขยายตัวของจีนนับแต่ศตวรรษที่ 14 และ 15 นั้น สอดรับกับนิยาม จักรวรรดินิยม ที่ชุมปีเตอร์ (Schumpeter) กล่าวไว้คือ ภาวะอันแจ้งชัดของแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างไร้จุดประสงค์โดยอาศัยการใช้กำลังโดยไร้ขอบเขตใด ๆ ดังนั้น พฤติกรรมแห่งการเข้าพิชิตจึงปรากฏ โดยมิได้มีวิธีการอันเจาะจงใด ๆ แต่แท้จริงได้แฝงเป็นนัยอยู่ที่การกระทำนั้น ๆ[5] หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การกระทำใดๆ ของผู้ปฏิบัติการขยายดินแดนของจีนสมัยหมิงนั้นเป็นการกระทำ เพื่อที่เข้าครอบงำ แต่เพียงอย่างเดียว หรือแท้จริงแล้ว มีการบวกลบคูณหารถึงผลที่จะได้รับมากไปกว่านั้น และด้วยเหตุฉะนี้จึงอาจจำแนกได้ว่าเป็นลักษณะของ ลัทธิการล่าอาณานิคม ได้เช่นกัน

    การขยายแผ่อำนาจและเข้ายึดครองเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ  โดยจีน (สมัยต้นราชวงศ์หมิง) เกิดขึ้นเพราะแรงขับดันทางเศรษฐกิจหรือไม่   คำนิยามของ เจ.เอ. ฮอบสัน (J.A. Hobson) ที่มุ่งหมายไปถึงจักรพรรดินิยมอังกฤษนั้น สามารถนำไปใช้กับกรณีจีน (หมิง) ได้หรือไม่ ดังที่ฮอบสันกล่าวว่า จากจุดยืนนี้ การขยายตัวทางทหารและราชนาวีของเรา ในระยะเวลาหลายปีที่เพิ่งผ่านมา อาจถือได้ว่ามีเป้าประสงค์ลำดับต้นอยู่ที่การปกป้องตลาดของอาณานิคมที่มีอยู่แล้ว และแผ่ขยายเพื่อสร้างตลาดใหม่ ๆ[6]

    การขยายดินแดนและการเข้ายึดครองของราชวงศ์หมิงภายใต้จักรพรรดิหงหวู่ (ค.ศ. 1368-98) และจักรพรรดิหยงเล่อ (ค.ศ. 1403-24 ) เป็นไปเนื่องด้วยเหตุอันเป็นความจำเป็นเช่นเดียวกับที่เจ้าชายกอร์ชาคอฟ (Gorchakov) ซึ่งเป็นเสนาบดีของรัสเซีย ได้กล่าวถึงการที่รัสเซียได้ขยายตัวไปทางทิศตะวันออกเมื่อ ค.ศ. 1864 ว่า สถานการณ์ของรัสเซียเป็นดังเช่นที่บรรดาอารยประเทศทั้งหลายจะต้องเผชิญกับชนร่อนเร่ซึ่งมิได้มีการจัดตั้งองค์กรแห่งรัฐอย่างดีนัก...เพื่อที่จะเป็นการต่อต้านการรุกรานและปล้นสดมภ์ของชนเหล่านี้ เราจะต้องเข้าไปกำหราบและเข้าควบคุมโดยเข้มงวด แต่ก็ยังมีพวกทำนองนี้ที่ห่างออกไป ....ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการต่อไป (เช่นกัน) .....เราเดินทัพไปข้างหน้าเพราะความจำเป็นเท่า ๆ กับเพราะความปรารถนา[7]

    ยังมีนิยามของคำว่า ลัทธิล่าอาณานิคม อีกมาก และความหลากหลายของนิยาม ก็ส่อให้เห็นว่ามันเป็นแนวคิดที่ยากต่อการกำหนดให้ตายตัว ที.อาร์. อดัม (T.R. Adam) ผู้เขียน Modern Colonialism: Institutions and Policies ได้ให้คำนิยามว่า ลัทธิล่าอาณานิคมเป็น การควบคุมทางการเมืองของฝ่ายที่มีอำนาจในการบงการวิถีชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนที่ด้อยพัฒนากว่า[8]  ส่วน ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn) เสนอว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการที่ชนต่างแดนเข้าปกครองต่อประชาชนท้องถิ่น[9] ไมเคิล ดอยล์ (Michael Dolye)  ให้ข้อพิจารณาว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นรูปการณ์หนึ่งซึ่งต่อเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการสร้าง สัมพันธภาพทั้งที่เป็นและไม่เป็นทางการ ที่รัฐหนึ่งเข้าควบคุมอธิปไตยทางการเมืองของอีกสังคมการเมืองหนึ่ง[10] อาร์. เจ. ฮอร์วาธ (R.J. Horvath) ได้ระบุถึงความแตกต่างระหว่างลัทธิการล่าอาณานิคมกับลัทธิจักรวรรดินิยมว่า ลัทธิล่าอาณานิคมจะต้องมีลักษณะของการที่มีผู้คนของฝ่ายล่าอาณานิคมเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาณานิคม ซึ่งเฟอร์โร (Ferro) เองก็เห็นด้วยในข้อนี้โดยกล่าวว่า การล่าอาณานิคมจะ เกี่ยวข้องกับการเข้ายึดครองเหนือพื้นที่ต่างแดน แล้วเข้าทำการผลิตเหนือพื้นที่นั้น โดยผู้คนที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานจากประเทศเจ้าอาณานิคม[11]

    หลักการแห่งน้ำเค็ม (salt water doctrine) ซึ่งได้วางกรอบให้กับงานเขียนเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคม และการสลายตัวของการล่าอาณานิคม อีกทั้งยังกำหนดนิยามลัทธิการล่าอาณานิคม โดยเฉพาะที่นำมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมมหาอำนาจในยุโรปกับ ดินแดนโพ้นทะเล ซึ่งแบ่งแยกออกจากกันตามสภาพที่เป็นไป และมีการยอมรับกันทั่วไปว่า มีจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคสมัยแห่งการค้นพบ (age of discoveries) เริ่มโดยบรรดาอาณาจักรเจ้าอาณานิคมได้มีความเข้มแข็งในด้านแสนยานุภาพทางทะเล  ถึงแม้ว่าการขยายตัวในดินแดนที่ต่อเนื่องกันจะมิได้ก่อให้เกิด...ลัทธิการล่าอาณานิคม[12] ดังที่หลักการนี้จะได้หมายความเอาว่า ดินแดนที่ว่านี้จะต้องถูกคั่น หรือแบ่งแยกออกจากตัวเมืองแม่โดยห้วงทะเล จึงจะมีคุณสมบัติเป็นอาณานิคมได้ หลักการนี้จึงถูกอ้างถึงโดยผู้เขียนบางคนว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของเรื่องลัทธิการล่าอาณานิคมก็คือ จะต้องมี ความห่างจากกัน คำถามคือ ระยะทางที่ห่างจากกันนี้ ก่อให้เกิดนัยที่สำคัญของปรากฏการณ์หรือไม่

    เดวิด อาร์มิเทจ ( David Armitage) ดูจะเป็นผู้ที่ให้ความคิดเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมที่ฟังดูเข้าทีกว่า เขาได้ชี้ให้เห็นว่า อาณานิคมอังกฤษนั้น ถือเอาเส้นตรงที่ลากจากอังกฤษ ผ่านไอร์แลนด์ ข้ามไปยังคาริบเบียน แล้วรวมเอาชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอเมริกาทั้งหมด[13] ฉะนั้น เรื่องของระยะทาง และการแบ่งแยกออกจากกันโดยผืนทะเลจึงไม่ใช่ตัวสำคัญในการตัดสิน หากแต่มีเรื่องของอุดมการณ์ นโยบาย และการปฏิบัติของเจ้าอาณานิคมต่างหากที่เป็นตัวกำหนด เขายังเห็นต่อไปอีกว่า สกอตแลนด์ก็ถูกกระทำให้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการเข้าไปตั้งถิ่นฐาน การครอบงำทางวัฒนธรรม และการพึ่งพาในทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะ ทำให้มีอารยะ เกิดขึ้นเหนือดินแดนและผู้คนชายขอบเหล่านี้ [14]

    ออสเตอร์แฮมเมล (Osterhammel) และอีเมอร์สัน (Emerson) เป็นผู้ที่ให้คำนิยามที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ในบทความนี้ที่สุด กล่าวคือออสเตอร์แฮมเมล และ ฟริสช์ (Frisch) ให้ความหมายว่า เป็นสัมพันธภาพที่เกิดในลักษณะของการครอบงำระหว่างคนกลุ่มน้อยจากต่างแดน กับคนหมู่มากที่เป็นคนดั้งเดิม (หรือแม้กระทั่งเป็นคนที่มาอาศัยอยู่โดยถูกบีบบังคับให้มา) วิถีชีวิตของคนในอาณานิคมเหล่านี้ เป็นไปเนื่องจากการตัดสินใจและการดำเนินการของเหล่าเจ้าอาณานิคม[15] ในขณะที่อีเมอร์สันได้นิยามว่า ลัทธิการล่าอาณานิคม เป็นการก่อให้เกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของการปกครองเหนือคนต่างแดน ซึ่งถูกแบ่งแยกออกไป และถูกทำให้ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ปกครอง[16]

       ฉะนั้น เมื่อแรกหันกลับมามอง ทั้งนโยบายและการกระทำทั้ง 3 เหตุการณ์ของจีนในสมัยราชวงศ์หมิงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่อาร์มิเทจ ออสเตอร์แฮมเมล และอีเมอร์สันได้วางไว้ เราก็อาจถือได้ว่า เข้าข่ายที่จะเป็นการกระทำของรัฐแบบเจ้าอาณานิคมอยู่

    โดยประการแรก การเดินเรือที่นำโดยเหล่าขันทีที่เริ่มในศตวรรษที่ 15 นั้น ได้ก่อให้เกิดลักษณะที่ถือว่าเป็นต้นแบบขแงการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลเท่านั้น  เพราะมิได้มีการใช้อำนาจเข้าปกครอง (เหนือประชาชนหรือดินแดน)โดยแท้จริง  มีการปกครองจริง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นรอยต่อที่สำคัญและเครือข่ายเชื่อมโยงเท่านั้น ส่วนกองกำลังทางทหารซึ่งเป็นกำลังหลักของกองเรือรบ ก็กำหนดบทบาทว่าเป็นไปเพื่อรักษา สันติอันราบคาบภายใต้หมิง pax Ming” ซึ่งจะทำให้รัฐจีนมีอิทธิพลเหนือชุมชนการเมืองต่าง ๆ ในบางด้าน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอีกด้วย

    ประการที่สอง การรุกรานไดเวียด อาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดแจ้งที่สุดของการล่าอาณานิคม เพราะมีทั้งการรุกราน การเข้าครอบครองพื้นที่ การจัดตั้งผู้ปกครอง (ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร) มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจและมีการครอบงำโดยราชสำนักของจีน  และการเสื่อมสลายลงของการเป็นอาณานิคมก็ชัดแจ้งเมื่อจีนประสบความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายเจ้าอาณานิคมเหนือไดเวียด

    ประการที่สาม การรุกรานของจีนต่อชุมชนการเมืองไตในหยุนหนาน เมื่อตอนศตวรรษที่ 15 เป็นความสำเร็จที่สุดของนโยบายอาณานิคมของจีน ดังที่จะได้เห็นว่า หลายอาณาบริเวณที่ได้ถูกยึดเป็นอาณานิคมของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน  ซึ่งกรณีนี้เกือบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เข้าข่ายที่เป็นเจ้าอาณานิคม เพราะมีการใช้สรรพกำลังทางทหารขนาดใหญ่เข้ากระทำการรุกรานต่อชนชาติที่ไม่ใช่ชาวจีน มีทั้งการยึดครองพื้นที่ แล้วเข้าแบ่งแยกเป็นหน่วยการปกครองย่อย ๆ ซึ่งมีผู้ปกครองที่จีนเป็นผู้เห็นชอบ อีกทั้งยังมี ที่ปรึกษา มาร่วมบริหารด้วย  มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจเหนือพื้นที่ที่ถูกครอบครองเหล่านี้  กองกำลังเจ้าอาณานิคมของจีนเหล่านี้ (ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือคนพื้นถิ่น) มีปฏิบัติการทั้งโดยทางตรง (ใช้กำลัง) และโดยทางอ้อม (การข่มขู่) เพื่อดำรงสถานะของการปกครองเหนือพื้นที่ชุมชนไตในแคว้นหยุนหนาน

    การศึกษาเรื่องการล่าอาณานิคมเหนือดินแดนอุษาคเนย์ มักจะจำกัดอยู่ที่ประสบการณ์ภายใต้การครอบงำของชาติตะวันตกเท่านั้น บทความนี้แม้จะเสนอข้อถกเถียงหลายประการ ซึ่งบางท่านอาจจะเห็นว่าขาดน้ำหนักที่เพียงพอ แต่อย่างน้อยก็คงเป็นการเปิดแนวทางที่ควรจะมีการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิการล่าอาณานิคมในอุษาคเนย์เพิ่มมากขึ้น เราอาจจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตของการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้รวมไปถึงการกระทำมากหลายประการของจีนด้วย[17]



    [1] M.N. Pearson, ‘Merchants and States’, อ้างใน James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires: State Power and World Trade, 1350-1750, Cambridge University Press, 1991, หน้า 41-116. โปรดดูหน้า 77

    [2] เพิ่งอ้าง, หน้า 79 สำหรับการศึกษาเรื่องการจำแนกช่วงระยะเวลาของการขยายตัวทางภาคพื้นทะเลของพวกโปรตุเกสนั้นให้ดู Sanjay Subramanyam และ Luis Filipe F.R. Thomaz ใน ‘Evolution of Empire: The Portuguese in the Indian Ocean During the Sixteenth Century’  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ James D. Tracy (ed.), The Political Economy of Merchant Empires : State Power and World Trade, 1350-17850, Cambridge : Cambridge University Press, 1991 หน้า 298-331  โดยสัญชัยและหลุยส์ได้ระบุว่า การจัดรูปองค์กรของจักรวรรดินิยมมี 3 ลักษณะคือ การจัดขึ้นเป็นเครือข่ายของป้อมปราการชายฝั่งทะเล เพราะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลาทางตอนเหนือของอาฟริกา แบบที่สองคือการสร้างลักษณะอาณานิคมเหนือพื้นที่และสภาพเกษตรกรรม ตลอดจนการตั้งถิ่นฐานในหมู่เกาะต่างๆ ของแอตแลนติค  แบบสุดท้ายคือลักษณะของเครือข่ายตลอดชายฝั่งของกินี โดยมีการใช้ความรุนแรงไม่มากนัก แต่หนักไปทางการค้าขาย  ทั้งสองคนนี้ยังเสนอว่า การลองผิดลองถูกกรณีของเอเชีย นั้น มีลักษณะทั้งสามประการคละเคล้าปะปนกันไป ลักษณะของจีน (หมิง) ดูจะกระเดียดไปทางกรณีของกินีมากกว่าแบบอื่น

    [3] Ming Tai-zong shi-lu, ตอนที่ 132.8a

    [4] Herold J. Wiens, China’s March Toward the Tropics, Hamden, Conn. : Shoe String Press, 1954

    [5] อ้างอิงจาก Marc Ferro, Colonization : A Global History, London : Routledge, 1997, หน้า 13

    [6] J.A. Hobson, Imperialism: A Study, London : Unwin Hyman, 1988 (ต้นฉบับดั้งเดิม 1902) หน้า 64

    [7] อ้างมาจาก Ferro, Colonization, หน้า 14

    [8] T.R. Adam, Modern Colonialism : Institutions and Policies,  New York : Doubleday and Company, 1955, หน้า 3

    [9] Hans Kohn, ‘Reflections on Colonialism’ ใน  R. Strausz-Hupe and H.W. Hazards (eds.), The Idea of Colonialism, Philadelphia : Foreign Policy Research Institute, University of Pennsylvania, 1958, หน้า 1-15

    [10] M. Doyle, Empires, Ithaca : Cornell University Press, 1986

    [11] Ferro, Colonization, หน้า 1

    [12] L.C. Buchheit, Secession, the Legitimacy of Self-determination, New Haven : Yale University Press, 1978 หน้า 18

    [13] David Armitage, The Ideological Orignins of the British Empire, Cambridge : Cambridge University Press, 2000 หน้า 45

    [14] เพิ่งอ้าง, หน้า 26

    [15] Jürgen Osterhammel and Shelly L. Frisch, Colonilaism : A Theoretical Overview, Princeton : Markus Weiner, 1997, หน้า 16-17

    [16] R. Emersonm ‘Colonialism : Political Aspects’ ใน D. L. Sill (ed.), International Encyclopedia of the Social Sciences, 17 Vols., New York : Macmillan and Free Press, 1968, Vol. 3, หน้า 1-6

    [17] แอนโทนี่ หรีด (Anthony Reid) ได้แนะนำว่า เราควรขยายขอบข่ายการศึกษาว่าอะไรทำให้จักรวรรดิจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคพื้นดิน และล้มเหลวอย่างสำคัญในการขยายอาณาจักรทางทะเล  เป็นที่ชัดแจ้งว่า ความล้มเหลวในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทะเลน่าจะเป็นสาเหตุประการหนึ่ง

    July 20

    บทแปลหนังสืออาจารย์เบน

    ภาษาเก่า ที่สร้างแบบแผนใหม่

    (จาก Imagined Community)

     

                     ช่วงเวลาที่ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของชาติในอเมริกาก้าวมาสู่ความสำเร็จแล้ว จึงจะได้เป็นช่วงเวลาที่ชาตินิยมในยุโรปได้เริ่มขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1820 ถึง 1920 ชาตินิยมซึ่งมีผลในการเปลึ่ยนโฉมหน้าของโลกเก่าแห่งนี้ มีลักษณะชัดเจนสองประการที่ดูจะต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา กล่าวคือ ประการที่หนึ่ง เกือบทุกกรณีของยุโรป ภาษาแห่งชาติ เป็นหัวใจของอุดมการณ์และการเมือง ในขณะที่ทั้งภาษาสเปน และอังกฤษไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญของการปฏิวัติในอเมริกาเลย  ประการที่สอง เกือบทุกกรณีของยุโรปเป็นไปเพราะรูปแบบต่างๆ อันปรากฏเนื่องมาจากผลสะเทือนของการปฏิวัติฝรั่งเศส ในขณะที่อเมริกาไม่ใช่  ดังนั้น ชาติ จึงกลายเป็นสิ่งบังเกิดขึ้นได้ในมโนสำนึกนับแต่แรกมากกว่าการเป็นภาพที่ค่อย ๆ คมชัดขึ้นทีละน้อย ดังที่เราจะได้เห็นว่า การสร้างความเป็น ชาติ ไม่อาจจะเป็นสิ่งที่เฉพาะตัว แต่จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถลอกเลียนทำตามกันได้อย่างกว้างขวาง และบางที่ก็คาดไม่ถึง ฉะนั้น บทนี้จึงจะมุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์เรื่องของภาษาทางการอันเป็นแบบแผน และการลอกเลียนทำตามแบบ

                    โยฮันน์ กอตต์ฟริด ฟอน เฮอร์เดอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ (ค.ศ. 1744 1803) ได้มองข้ามข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งนอกยุโรป โดยประกาศเมื่อตอนปลายศควรรษที่ 18 ว่า

                    ‘Denn jedes Volk is Volk; es hat seine National Bildung wie seine Sprach’ [i]

                    นี่เป็นแนวคิดเรื่องเกี่ยวกับความเป็นชาติภายในยุโรปแท้ ๆ ที่เชื่อมเรื่องของภาษาที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากสำหรับยุโรปในศตวรรษที่ 19 และอาจจะเฉพาะเจาะจงลงไปสู่การสร้างขึ้นเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับลักษณะของชาตินิยม

                    อะไรเป็นเหตุแห่งการก่อเกิดขึ้นเป็นความฝันนี้หรือ บางทีอาจเป็นด้วยเหตุว่ามีพื้นฐานมาจากการหดตัวของโลกยุโรป ทั้งในมิติของเวลา และสถานที่ ซึ่งเริ่มมีเค้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แล้ว  ในขณะเดียวกัน มีด้านที่ตรงข้ามกันเกิดขึ้น คือการขยายตัวของระบบจักรวาลของยุโรป อันเป็นผลมาจากการทำงานแบบขุดค้นของบรรดาเหล่านักมนุษยนิยมทั้งหลาย

                    ดังที่เอาเออร์บัค ได้แถลงเอาไว้ว่า [ii]

    เมื่อแนวคิดมนุษยนิยมได้กำเนิดขึ้น ความสำนึกว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคคลาสสิค ตำนานและเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น ไม่ได้แยกจากปัจจุบันเพียงเพราะการทอดยาวของเวลา หากยังเป็นด้วยเงื่อนไขการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คติแนวคิดมนุษยนิยมมีความต้องการรื้อฟื้นรูปแบบต่าง ๆ ของชีวิตในสมัยเก่าก่อน และแสดงความรู้สึกเพื่อสร้างแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักกันมาก่อน นักมนุษยนิยมมองยุคโบราณอย่างมีความลึก โดยทาบทับกับภูมิหลังของยุคสมัยอันมืดมิดของยุคกลางที่สอดตัวเข้ามา....[จึงเป็นไปไม่ได้] ที่จะสร้างภาพของชีวิตที่ถูกครอบงำโดยบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมโบราณ หรือประวัติศาสตร์แบบไร้เดียงสาของศตวรรษที่ 12 และ ที่ 13

     

                    การเติบโตของสิ่งที่อาจเรียกว่า ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ ได้ทำให้ ความทันสมัย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน สามารถนำมาเทียบเคียงกับ ความเป็นโบราณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การมีของสิ่งแรกนั้น จะต้องเป็นคุณประโยชน์กว่าสิ่งหลังแต่ประการใด เรื่องที่ว่านี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดใน ศึกระหว่างพวกโบราณกับพวกสมัยใหม่ ดังกล่าวครอบงำบรรยากาศปัญญาชนฝรั่งเศส เมื่อตอนเสี้ยวสุดท้ายของศตวรรษที่ 17[iii] ดังจะยกคำพูดของเอาเออร์บัคอีกว่า ภายใต้รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ฝรั่งเศสมีความมั่นใจว่าวัฒนธรรมของตนเป็นแบบแผนที่สามารถใช้เทียบเท่ากับสมัยโบราณได้ ซึ่งพวกฝรั่งเศสจะได้นำเอาทัศนะเช่นนี้ ครอบงำเหนือส่วนอื่น ๆ ของยุโรป[iv]

     

                    ศตวรรษที่ 16 ยุโรปได้ ค้นพบ อารยธรรมอันรุ่งเรืองอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงการร่ำลือที่ลางเลือน อย่างเช่น อารยธรรมของจีน ของญี่ปุ่น อุษาคเนย์และอนุทวีปอินเดีย  หรือบางอารยธรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ ดังเช่น อารยธรรมของแอซเตคในเม๊กซิโก และของอินคาในเปรู  การค้นพบเหล่านี้ ทำให้เกิดความคิดเรื่องความหลากหลายของมนุษย์ขึ้น กล่าวคืออารยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีเส้นทางพัฒนาของตัวเองแยกต่างหากไปจากประวัติศาสตร์เท่าที่รู้จักกันในยุโรป ทั้งยังไม่เกี่ยวกับคริสตศาสนาและยุคโบราณของยุโรป หรือแม้กระทั่งเชื้อสายของมนุษย์เหล่านั้นก็อยู่นอกสายและไม่อาจจะเชื่อมต่อ สืบย้อนกลับไปยังสวนอีเดนได้ (อารยธรรมเหล่านั้นจึงวางอยู่บนระนาบเวลาที่ว่างเปล่าและมีความหลากหลายแตกต่างออกไป) ผลกระทบของ การค้นพบ สามารถดูได้จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนของบ้านเมืองในจินตนาการของปราชญ์ในยุคสมัยนั้น เช่น เซอร์โทมัส มอร์ บรรยายสภาพของยูโทเปีย (ค.ศ. 1516) โดยอ้างถึงความรู้ทึ่ได้รับทราบมาจากกลาสีเรือผู้ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปสำรวจทวีปอเมริกากับอเมริโก เวสปุชชี่ ในระหว่าง ค.ศ. 1497 1498 โดยที่มอร์อยู่ที่เมืองอันท์เวิร์ป ส่วนหนังสือนิวแอตแลนติส (ค.ศ. 1626) ของฟรานซิส เบคอน ก็อาจจะดูแปลกใหม่ไปที่กำหนดภาพเชิงภูมิศาสตร์ว่าตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค  โจนาธาน สวิฟท์ ได้วางเกาะมหัศจรรย์ ฮอยฮนฮนมส์ (ค.ศ. 1726) ไว้บนแผนที่แต่งขึ้นเองว่า อยู่ในทางทิศใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติค (ความหมายของตำแหน่งแห่งหนเหล่านี้อาจเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นถึงความเป็นไปไม่ได้หากจะลองพยายามเอารีพับลิค หรือรัฐอุดมคติของเปลโต้วางลงบนแผนที่ใด ๆ ในโลก ไม่ว่าจะจริงหรือปลอม) นครเชิงอุดมคติเหล่านี้ ถูก จำลองแบบขึ้น จากการค้นพบจริง ๆ ภาพที่ปรากฏจึงสะท้อนภาพของสังคมที่ร่วมสมัย มิใช่ภาพของสวนสวรรค์อีเดนที่ไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก  อาจมีข้อโต้แย้งว่าที่งานเขียนเหล่านั้นเป็นเช่นที่ว่าก็เนื่องจากเป็นงานที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์สังคมสมัยนั้น และการค้นพบก็ได้ทำให้หมดความจำเป็นที่จะต้องหาแบบอย่างเอาจากยุคโบราณที่พ้นสมัยไปแล้ว[v] นอกไปจากพวกนักอุดมคติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นักคิดชั้นนำของยุคแสงสว่างแห่งปัญญา เช่น วิโก้ มงเตสกิเออ  วอลแตร์  และรุสโซ ก็มีส่วนสั่นคลอนสถาบันทั้งสังคมและการเมืองขณะนั้นด้วยงานเขียนที่อาศัย ความเป็นจริง ที่อยู่นอกบริบทของยุโรปด้วยเช่นกัน  ส่งผลให้เกิดความคิดว่า ยุโรปเป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายอารยธรรมของโลก และไม่จำเป็นต้องดีกว่าคนอื่นเช่นที่เคยเชื่อกันว่าชาวยิวและชาวคริสต์เป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรง เลือก นั้นก็ไม่จริง[vi]

                    การค้นพบและเข้ายึดครองคนอื่น ยังนำมาซึ่งการปฏิวัติทางความคิดของยุโรปที่เกี่ยวกับภาษา ก่อนหน้านั้น กลาสี นักสอนศาสนา พ่อค้า และทหารทั้งชาวโปรตุเกส ดัทช์ และสเปน มีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมคำต่าง ๆ ของภาษาพวกยุโรปขึ้นเป็นพจนานุกรมหยาบ ๆ เพื่อใช้ในการเดินเรือ  ในการประกาศศาสนา การค้า และสงคราม  แต่เมื่อมาถึงตอนปลายศตวรรษที่ 18 ได้มีการศึกษาภาษาต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบอย่างมีระเบียบแบบแผน  การที่อังกฤษเข้ายึดครองเบงกอล ทำให้วิลเลียม โจนส์ บุกเบิกการศึกษาภาษาสันสกฤต (1786) ซึ่งนำไปสู่ความรู้ว่า อารยธรรมอินเดียนั้น เก่าแก่กว่าอารยธรรมของกรีก และยิว  การยาตราทัพของนโปเลียนเข้าสู่อียิปต์ ได้ทำให้ ฌอง ชองโปลิยง ถอดระหัสภาษาอียิปต์โบราณได้สำเร็จในปี  1835 นำมาซึ่งความตระหนักในยุคสมัยโบราณที่หลายหลายและนอกบริบทของยุโรป [vii] ความรู้ที่มากขึ้นในเรื่องกลุ่มภาษาเซมิติกส์ได้สลายความเชื่อที่ว่า ภาษาฮีบรูว์เป็นรากเหง้าหนึ่งเดียว หรือสามารถสืบย้อนกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้าได้ ดังที่แต่เดิมเคยเชื่อกันว่า เผ่าพงษ์พันธุ์ของมนุษย์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และวางอยู่บนมิติของเวลาที่ว่างเปล่า  ภาษาได้ลดความต่อเนื่องกันระหว่างพลังภายนอกและมนุษย์ผู้พูด กับการสร้างพื้นที่ภายในระหว่างผู้ใช้ภาษาให้น้อยลง[viii] จากการค้นพบเหล่านี้ ก่อให้เกิดวิชานิรุกติศาสตร์ซึ่งศึกษาถึงไวยากรณ์เปรียบเทียบ การจำแนกภาษาออกเป็นตระกูลต่าง ๆ และการสร้างขึ้นมาเป็น ต้นเค้าของภาษา ซึ่งสูญหายไปแล้ว โดยอาศัยการให้เหตุผลที่เป็นแบบวิทยาศาสตร์ ดังที่ฮอบส์บอม ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สิ่งนี้เป็น ศาสตร์ชนิดแรกที่คำนึงถึงการวิวัฒนาการอย่างแท้จริง[ix]

                    นับแต่นี้ไป ภาษาเก่าแก่ที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งละติน กรีก และฮิบรูว์ ถูกบีบให้ต้องลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับคู่แข่งที่เป็นเพียงภาษาถิ่นแบบชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการเข้าครองพื้นที่ของทุนนิยม ด้วยเหตุผลที่ว่า หากทุกภาษามีสถานะเหมือนกัน คือเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในโลกนี้ ดังนั้น ทุกภาษาจึงมีคุณค่าควรแก่การศึกษาและชื่นชมอย่างเท่าเทียมกัน โดยผู้ที่พูดและผู้ที่อ่านภาษาถิ่นเหล่านั้น มิใช่โดยพระผู้เป็นเจ้า

                    เซตัน-วัตสันให้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ว่าศตวรรษที่ 19 เป็นยุคเฟื่องฟูของนักพจนานุกรมภาษาถิ่น นักไวยากรณ์ภาษา นักนิรุกติศาสตร์ และนักวรรณกรรมทั้งหลายของยุโรปและเครือบริวาร[x] กิจกรรมอันแข็งขันของเหล่าปัญญาชนในวิชาชีพเหล่านี้ เป็นหัวใจของการก่อตัวของชาตินิยมในยุโรป ซึ่งเป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในอเมริกาช่วงระหว่างค.ศ. 1770 และ 1830  พจนานุกรมภาษาเดียวเล่มโต รวบรวมคำและความรู้เป็นขุมทรัพย์ของแต่ละภาษา อาจนำพา (ส่วนใหญ่มักเล่มโตเกินหอบได้) จากโรงงานไปสู่สถานศึกษา จากที่ทำงานสู่เคหะสถาน พจนานุกรมชนิดมี 2 ภาษายิ่งทำให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันระหว่างภาษาต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นไม่ว่าความเป็นจริงทางการเมืองของโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร แต่ภายในเล่มพจนานุกรมภาษาเชค เยอรมัน  เยอรมัน เชค แล้ว ภาษาทั้งสองมีสถานะไม่ต่างกัน  แซมมวล จอห์นสัน ปราชญ์ใหญ่ทางภาษาชาวอังกฤษของศตวรรษที่ 18 เคยนิยามว่า บรรดาผู้เขียนพจนานุกรมนั้น เป็นพวกที่ไม่อันตราย ซึ่งเขาหมายถึงคนรับใช้หรือไม่ก็พวกไพร่ แต่ในที่นี้อยากที่จะเน้นคำว่านักพจนานุกรมผู้มีญาณทัศนะ ผู้ซึ่งอุทิศวันเวลาเป็นปี ๆ ในการสะสมรวบรวมคำต่าง ๆ   ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะได้ฟื้นฟูและปรับปรุงภาษาชนชาติอันเก่าแก่ของพวกเขาให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งการทำงานของพวกเขาเป็นไปได้ก็เพราะการหนุนเกื้อจากห้องสมุดชั้นเยี่ยมโดยเฉพาะของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรป และผู้ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากงานเหล่านี้ทันทีก็คือบรรดานักศึกษาทั้งระดับก่อนและระดับมหาวิทยาลัยนั้นเอง  ฮอบส์บอมลงความเห็นว่า ความก้าวหน้าของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เป็นตัวชี้วัดความเป็นชาตินิยม ด้วยเหตุที่สำนักศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ย่อมเป็นแหล่งเพาะสำนึกชนิดนี้ที่เยี่ยมที่สุด คำกล่าวของฮอบส์บอมนี้จริงแท้สำหรับยุโรป แต่ต้องเป็นยุโรปในศตวรรษที่ 19 เท่านั้นด้วย [xi] 

                    ร่องรอยของการปฏิวัติเชิงภาษานี้ ย่อมสามารถตรวจพบได้ ดุจดังเสียงปะทุที่ดังขึ้นๆ ในคลังดินระเบิด จนกลายเป็นการจุดระเบิดลุกไหม้ต่อเนื่องกันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกลายเป็นการระเบิดที่รุนแรง ที่เปลวเพลิงราวจะเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นกลางวัน   

                    กลางศตวรรษที่ 18 ปราชญ์ทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งได้ลงแรงกันอย่างมหาศาลทำให้เกิดเป็นหนังสือขนาดกระทัดรัด ครอบคลุมสาระทั้งหมดของกรีกสมัยคลาสสิค อีกทั้งยังได้จัดทำส่วนขยายที่เกี่ยวกับภาษาและปรัชญาต่าง ๆ ด้วย หนังสือเหล่านี้ได้เสริมสร้างความเรืองรองของอารยธรรมกรีกให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นสิ่งที่อยู่นอกรีตศาสนาคริสต์ ฉะนั้น ตอนปลายของศตวรรษ อดีต เหล่านี้ ได้รับการเข้าถึงมากขึ้นโดยบรรดาปัญญาชนชาวคริสต์ที่พูดภาษากรีก ผู้ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาหรือไม่ก็ได้มีโอกาสเดินทางออกมาภายนอกปริมณฑลของอาณาจักรอ๊อตโตมาน[xii]  แนวคิดชื่นชมบูชากรีกได้ยกย่องว่ากรีกเป็นรากเหง้าของอารยธรรมยุโรปตะวันตก มีผลทำให้กรีกร่วมสมัยดูดี ไร้ความป่าเถื่อน ล้าหลัง ไปด้วย เพราะมีการยกตัวอย่างถึงบุคคลที่มีคุณค่าอย่างเช่น เพริคลีส และโสคราตีส เป็นต้น[xiii] การเปลี่ยนแปลงในเชิงสัญญลักขณ์ของกระแสสำนึกเหล่านี้ ปรากฏเป็นถ้อยคำอย่างชัดแจ้งเช่นกรณีของอดามานติออส โคราเอส (ผู้ซึ่งต่อมาจะได้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานทางด้านภาษา) หนึ่งในบรรดาคนหนุ่มสาวดังกล่าว เขาได้แสดงวาทะในที่ประชุมของฝรั่งเศสที่กรุงปารีส ใน ค.ศ.1803 ว่า[xiv]

     

    นับเป็นครั้งแรกที่ชาติได้กวาดตาสำรวจเห็นภาพที่น่าชิงชังของความโง่เขลาของตัวเองและหยั่งวัดด้วยสายตาอันพร่ามัว แยกปัจจุบันออกจากความเรืองรองของบรรพบุรุษของตัวเอง การค้นพบ ที่เจ็บปวดนี้มิได้ทำให้ชาวกรีกตกอยู่ในความสิ้นหวัง เราคือลูกหลานของชาวกรีก ใจของพวกเขาคงจะบอกตัวเองเช่นนั้น เราจะต้องพยายามทำตัวให้มีคุณค่าสมกับคำๆนี้ หรือไม่ก็ต้องเลิกเรียกตัวเองเช่นนี้ต่อไป



    [i] Kemiläinen, Nationalism หน้า 42 ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน

    [ii] Mimesis,หน้า 287, ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน

    [iii] ศึกนี้ เริ่มใน ค.ศ. 1689 เมื่อชาร์ลส์ แปร์โรต์ วัย 59 ปี ตีพิมพ์บทกวีของเขา ชื่อ  Siècle de Louis le Grand ซึ่งเปิดประเด็นว่า  ศิลปะและวิทยาศาสตร์ได้เบิกบานอย่างเต็มที่ในพื้นที่และยุคสมัยของเขา

    [iv] Mimesis หน้า 343 เป็นที่น่าสังเกตว่า เอาเออบัคใช้คำว่า วัฒนธรรม ไม่ใช่ ภาษา เราจึงควรที่จะต้องตีความว่าเขาหมายถึง ความเป็นชาติ มากกว่า ของพวกเขาทั้งหลาย

    [v] ที่คล้ายคลึงกันกับการเปรียบเทียบอย่างตรงกันข้ามระหว่างชาวมงโกลที่มีชื่อเสียง 2 คนในบทละครของอังกฤษ อันได้แก่ Tumburlaine the Great ของมาร์โลว์ประพันธ์ในปี 1587-1588 บรรยายถึงการตายของเจ้ามงโกลใน ค.ศ. 1407 เทียบกับงานของดรายเดนเรื่อง Aurangzeb ซึ่งประพันธ์ในปี 1676 บรรยายภาพของการครองราชย์ของจักรพรรดิพระองค์นี้ในระหว่างปี 1658 1707

    [vi] ดังที่จักรวรรดินิยมยุโรปคืบหน้ามุ่งเข้าทำลายความประหวั่นพรั่นใจของตนไปรอบโลก อารยธรรมอื่นก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในแง่ของการที่ต้องยอมรับการมีอยู่ของอารยธรรมที่หลากหลายและสิ่งนี้ได้เข้ามาทำลายการสืบสายพันธุ์อันพิเศษศักดิ์สิทธิ์ของตนด้วย  ความเชื่อเรื่องอาณาจักรศูนย์กลางโลก (the Middle Kingdom) ได้ถูกทำให้เสื่อมสลายกลายเป็นเพียงตะวันออกไกล (Far East) เป็นภาพเชิงสัญญลักษณ์ของกระบวนการนี้

    [vii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 337

    [viii] Edward Said, Orientalism หน้า 136

    [ix] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 337

    [x] โดยลำพังเพราะว่าในสมัยของเรานั้นประวัติศาสตร์ของภาษามักจะถูกกันออกไปจากประวัติศาสตร์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มันจึงเป็นความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะรวบรวมเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาด้วยกัน แม้จะมีความรู้ความชำนาญอยู่เพียงเล็กน้อย Nations and States หน้า 11 ความจริง ด้านที่มีค่าที่สุดของตำราของ Seton – Watson ก็คือ ความสนใจของเขาต่อประวัติศาสตร์ของภาษา แม้บางคนอาจไม่เห็นพ้องกับวิธีการที่เขาใช้ก็ตาม

    [xi] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 166

                    สถาบันทางการศึกษามีความสำคัญต่อชาตินิยมอเมริกันมาก ฮอบส์บอมได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในขณะนั้นปารีสจะมีนักศึกษาถึง 6,000 คน แต่คนเหล่านี้กลับไม่ได้มีส่วนในการปฏิวัติฝรั่งเศสเลย (หน้า 167) เขายังได้เตือนสติเราอีกว่า แม้การศึกษาจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในตอนต้นของศควรรษที่ 19 จำนวนผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนอยู่กลับเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสมัยใหม่  กล่าวคือ ฝรั่งเศมีนักเรียนระดับมหาวิทยาลัยเพียง 19,000 คน ในปี 1842  มนจักรวรรดิ์รัสเซียมีนักเรียนมัธยมเพียง 20,000 คน เทียบกับประชากร 68 ล้านคน ในปี 1850  และทำนองเดียวกันกับที่มีนักศึกษามหาวิทยาลับเพียง 48,000 คนทั่วทั้งยุโรปในปี 1848  การปฏิวัติต่าง ๆ ในปีนั้น คนกลุ่มเล็กแต่สำคัญเหล่านี้แหละที่มีบทบาทอย่างสำคัญ (หน้า 166 167)

    [xii]   หนังสือพิมพ์กรีกฉบับแรกวางขายในกรุงเวียนนาเมื่อปี 1784 สมาคมลับที่ชื่อ Philike Hetairia เป็นสมาคมลับที่มีส่วนเป็นอย่างมากในกาลุกฮือขึ้นต่อต้านอาณานักอ๊อตโตมานในปี 182  สมาคมนี้ก่อตั้งขึ้นที่ ท่าเรือขึ้นเมล็ดพืชอันยิ่งใหญ่แห่งใหม่ของรัสเซียที่เมืองโอเดสสา ในปี 1814

    * Philhellenism (การเทอดทูนอารยธรรมกรีก) มาจากภาษากรีกโบราษ 2 คำคือ ความรัก และ กรีซ ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวอันทรงพลังของปัญญาชนในศตวรรษที่ 18 และ 19 ในยุโรปที่ยกย่องเทอดูนอารยธรรมกรีกยุคคลาสสิคในฐานะเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่  เพริคลิส (ค.ศ. 492 429 ก่อนคริสตกาล) รัฐบุรุษที่สำคัญที่สุดของนครเอเธนส์สมับโบราณ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรม และนักพูดที่ทรงอิทธิพล  ส่วนโสเครติส (ค.ศ. 470 399 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นครูของเพลโต้ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนแรกของตะวันตก 

    [xiii] โปรดดูคำนำของ Elie Kedourie ใน Nationalism in Asia and Africa หน้า 40

    [xiv] เพิ่งอ้าง หน้า 43 44 ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน ข้อมความเต็มของ Koraes อยู่ใน “The Present State of Civilization in Greece” ซึ่งยกมาจากหน้าที่ 157 182 เป็นการวิเคราะห์ชาตินิยมของกรีกโดยอาศัยแนวทางแบบสังคมวิทยาได้อย่างทันสมัยและอย่างน่าทึ่ง

    บทแปลหนังสืออาจารย์เบน - 2

    ทำนองเดียวกัน ในตอนปลายศตวรรษที่ 18 นี้ได้มีหนังสือพจนานุกรม ไวยากรณ์ภาษา และประวัติศาสตร์ในภาษารูมาเนียตีพิมพ์ออกมา คู่ขนานกับแรงผลักดันที่จะให้มีการเปลี่ยนการใช้อักขระแบบไซริลลิค มาเป็นอักขระแบบโรมัน ซึ่งครั้งแรกประสบผลสำเร็จภายในอาณาบริเวณภายใต้ราชวงศ์ฮับส์เบอร์ก และต่อมาขยายออกไปทั่วปริมณฑลของอาณาจักรอ๊อตโตมานด้วย  สิ่งนี้ได้เป็นการแยกความเป็นรูมาเนียนออกจากชนกลุ่มที่ใช้ภาษาสลาฟ และนับถือนิกายออร์โธดอกซ์ได้อย่างชัดแจ้ง[i] ในระหว่าง ค.ศ.1789 และ 1794 สถาบันวิทยาการของรัสเซียซึ่งลอกแบบมาจากสถาบันวิทยาการของฝรั่งเศส ได้ผลิตพจนานุกรมขนาด 1 ชุด (6 เล่ม) ออกมา แล้วก็ตามมาด้วยหนังสือไวยากรณ์ภาษาฉบับทางการใน ค.ศ. 1802  หนังสือทั้งสองชุดนี้จัดได้ว่าเป็นชัยชนะของภาษาถิ่นที่มีเหนือภาษาสลาฟที่ใช้โดยสถาบันทางศาสนา  แม้ว่าเมื่อตอนกลางศตวรรษที่ 18 ภาษาเชคจะเป็นภาษาของชนชั้นชาวนาในแคว้นโบฮีเมีย ในขณะที่ชนชั้นเจ้านาย และชนชั้นกลางที่เพิ่งก้าวขึ้นมามีฐานะในสังคมนั้น ต่างใช้ภาษาเยอรมัน  พระคาทอลิคที่ชื่อโจเซฟ โดโบรฟสกี้ (ค.ศ. 1753 1829) ได้ผลิตหนังสือ Geschichte der böhmischen Sprache und ältern Literatur ขึ้นใน ค.ศ. 1792  หนังสือเล่มนี้จัดได้ว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีว่าด้วยประวัติศาสตร์ของภาษาและวรรณกรรมของเชคเป็นเล่มแรก  ตามมาใน ค.ศ. 1835 39 โจเซฟ ยุงมานน์ ก็เป็นผู้บุกเบิกเขียนพจนานุกรมภาษาเชค เยอรมัน ขนาด 1 ชุด (5 เล่ม) ออกมา[ii]

    สำหรับกำเนิดชาตินิยมของฮังการีนั้น อิกโนตุสได้เขียนว่าเหตุการณ์นั้น สดใหม่จนสามารถระบุเวลาได้ว่าคือปี 1772 อันเป็นปีที่มีการตีพิมพ์งานอ่านยากบางเล่มของ กยอร์กี เบสเสนเยอี ผู้ระบือนามชาวฮังการี ซึ่งขณะนั้นรับราชการประจำกรุงเวียนนาในฐานะราชองครักษ์ของพระนางมาเรีย เทเรซา (จักรพรรดินีซึ่งทรงมีชื่อเสียงว่าเป็นองค์สมบูรณาญสิทธิราชย์ผู้ทรงปัญญา ของราชอาณาจักรออสเตรีย ฮังการี ในศตวรรษที่ 18)  เบสเสนเยอีเขียนหนังสือชื่อ แมกนาโอเปรา โดยต้องการที่จะพิสูจน์ว่า ภาษาฮังการีนั้นมีความเหมาะสมที่จะถูกจัดให้มีฐานะระดับเดียวกันกับงานวรรณกรรมชั้นสูงสุด[iii] แรงกระตุ้นสำคัญต่อจากนั้นก็คือ ผลงานที่ตีพิมพ์จำนวนมากของเฟเรนซ์ คาซินซี่ (1759 1831) ซึ่งถือกันว่าเป็น บิดาแห่งวรรณกรรมฮังกาเรียน ท่านได้ย้ายมาจากเมืองเล็ก ๆ ต่างจังหวัดชื่อทรนาวาในปี 1784 มายังเมืองที่ซึ่งต่อมาจะได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลับบูดาเปสต์ ปฏิกิริยาทางการเมืองแรกๆ ของเหล่าบรรดาขุนนางโมยาร์ ซี่งใช้ละตินเป็นภาษาพูด มีอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษ 1780 โดยจักรพรรดิโจเซฟได้ทรงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนภาษาราชการในจักรวรรดิของพระองค์จากภาษาละติน มาเป็นภาษาเยอรมันแทน[iv]

    ระหว่าง ค.ศ. 1800 ถึง 1850 ผลงานบุกเบิกข้างต้น ได้ทำให้บรรดาปราชญ์ท้องถิ่นสร้างงานวรรณกรรมที่ใช้สามภาษาของบริเวณบอลข่านตอนเหนือ อันได้แก่ภาษาสโลวีน เซอร์โบ-โครแอต และบุลกาเรีย หากว่าในช่วงทศวรรษที่ 1830 ชาวบุลกาเรียนจะไม่ถูกเข้าใจว่าเป็นชนชาติเดียวกับพวกเซอร์บและโครแอต อีกทั้งยังร่วมขบวนการอิลลีเรียนด้วยกัน ซึ่งแท้จริงแล้วในสมัยโรมันโบราณ จังหวัดอิลลีเรียครอบคลุมพื้นที่ประเทศยูโกสลาเวีย บุลกาเรีย และบางส่วนของรูมาเนียปัจจุบัน  และจวบจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงตกอยู่ในอำนาจการปกครองของอาณาจักรอ๊อตโตมาน ซึ่งถือศาสนาอิสลาม มีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงอิสตันบุล  แม้จะตระหนักถึงความแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลทั้งในแง่ของศาสนาและภาษา แต่ก็ตัดสินใจที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการปกครองของพวกอ๊อตโตมานร่วมกัน การแยกตัวออกมาเป็นรัฐประชาชาติบุลกาเรียนกว่าจะเป็นไปได้จึงตกมาถึงปี 1878

    ในช่วงศตวรรษที่ 18 ภาษายูเครน (ซึ่งถูกเรียกว่ารัสเซียน้อย) ตกอยู่ในฐานะถูกดูแคลนว่าเป็นแค่ภาษาของพวกบ้านนอก แต่ในปี 1798 อิวาน คอตลารอฟสกี้ ได้เขียน เอเนียด ในรูปของบทกวีเชิงเสียดสีชีวิตแบบอูเครน ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มหาวิทยาลัยคาร์คอฟได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1804 และได้กลายเป็นศูนย์กลางของแวดวงวรรณกรรมอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ในปี 1819 ก็ได้มีหนังสือไวยากรณ์ภาษายูเครเนียนเกิดขึ้น ซึ่งช้ากว่าภาษาทางการของรัสเซียเพียง 17 ปีเท่านั้น และในทศวรรษ 1830 ตามหลังงานของตาราส เชพเชนโก้ ผู้ซึ่งเซตัน วัตสัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การก่อตัวและการยอมรับวรรณกรรมภาษาอูเครเนียนนั้น เป็นเพราะเขามากกว่าเพราะคนอื่นใด การใช้ภาษาเป็นขั้นตอนที่ชี้ขาดของการก่อตัวของจิตสำนึกเชิงชาตินิยมอูเครน[v] หลังจากนั้นไม่นานนัก ในค.ศ.1846 องค์การชาตินิยมอูเครเนียน ก็ได้จัดตั้งขึ้นที่เคียฟด้วยฝีมือของนักประวัติศาสตร์ !

    เมื่อศตวรรษที่ 18 ภาษาสวีดิชถูกใช้เป็นภาษาทางการของประเทศฟินแลนด์ (ในปัจจุบัน) ต่อเมื่ออาณาบริเวณนี้ถูกผนวกรวมเข้าอยู่ภายในราชอาณาจักรของพระเจ้าซาร์เมื่อค.ศ. 1809 ภาษาราชการก็เปลี่ยนไปเป็นภาษารัสเซีย แต่เมื่อ การตื่นขึ้นในความสนใจเรื่องของฟินแลนด์ ตลอดจนอดีตของพื้นที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากเรื่องการขีดเขียนด้วยภาษาละติน และภาษาสวีดิชในตอนปลายศตวรรษที่ 18 พอมาถึงทศวรรษของปี 1820 การใช้ภาษาถิ่นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ[vi] พวกกลุ่มนำขบวนการชาตินิยมฟินนิชก็คือ พวกที่มีอาชีพเกี่ยวพันกับการใช้ภาษา เช่น นักเขียน ครู พระ และทนายความ  การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคติพื้นบ้าน และการค้นพบใหม่ๆตลอดจนการผูกรวมกวีนิพนธ์ตำนานชาวบ้าน มีควบคู่กันไปกับการตีพิมพ์ไวยากรณ์ภาษาและพจนานุกรม นำไปสู่การออกวารสารซึ่งช่วยให้วรรณกรรมภาษาฟินนิชปรับเข้าสู่มาตรฐานยิ่งขึ้น อันเป็นสิ่งที่จะรองรับให้การเรียกร้องทางการเมืองอย่างเข้มข้นสามารถก้าวคืบหน้าต่อไปได้[vii] ส่วนกรณีของนอร์เวซึ่งใช้ภาษาเขียนร่วมกับพวกเดนนิชมาอย่างยาวนานแต่ออกเสียงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในภาษาพูดนั้น ชาตินิยมได้เกิดขึ้นพร้อมกับหนังสือของไอวาร์ อาร์เส่น อันได้แก่ไวยากรณ์ภาษานอร์วีเจี้ยนฉบับใหม่ (1848) และพจนานุกรม (1850) ซึ่งทั้งตอบสนองและกระตุ้นความต้องการที่จะมีภาษาเฉพาะตัวของนอร์เวเอง

    สำหรับที่อื่น ๆ ในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 เราก็จะได้พบชาตินิยมของพวกอาฟริกันเนอร์ ซึ่งบุกเบิกโดยพวกบัวร์ซึ่งเป็นนักสอนศาสนาและนักวรรณกรรมม พวกเขาประสบความสำเร็จในการทำให้ภาษาพูดของพวกดัทช์กลุ่มเล็ก ๆ กลายมาเป็นภาษาในเชิงวรรณกรรม เมื่อประมาณทศวรรษที่ 1870  แล้วขนานนามภาษานี้ด้วยชื่ออื่นซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับยุโรปเลย พวกชาวคริสต์ทั้งนิกายมารอนไนท์ และนิกายคอปต์ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยอันเป็นผลิตผลของวิทยาลัยอเมริกันแห่งเบรุต (ก่อตั้งในปี 1866) และวิทยาลัยเยซูอิตแห่งเซนต์โจเซฟ (ก่อตั้งขึ้นในปี 1875) เป็นกลุ่มหลักที่รื้อฟื้นการศึกษาอาหรับแบบคลาสสิค และยังเป็นผู้กระจายแนวคิดชาตินิยมแบบอาหรับ[viii] ส่วนเมล็ดพันธุ์ชาตินิยมตุรกิชนั้น ปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อมีการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาถิ่นขึ้นที่กรุงอิสตันบุลในช่วงทศวรรษที่ 1870[ix]

    ระยะเดียวกันนี้ กระบวนการสร้างภาษาถิ่นขึ้นมาเป็นภาษาทางการยังมีรูปแบบอื่นออกไปอีกก็คือ ภาษาของการประพันธ์ดนตรี ดังนั้น ตามหลังโดโบรฟสกี้ ก็มีสเมตานา ดวอช๊าค และจานาเซค   ตามหลังอาเส่นก็มีกรีก   ตามหลังคาซินซี่ก็มีเบลา บาร์ต๊อคและอื่น ๆ อีกมากมายตลอดมาจนถึงศตวรรษของเรา บรรดาคีตกวีของยุคศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 เหล่านี้ ต่างก็พยายามสร้างลักษณะ ดนตรีแห่งชาติ ขึ้นมา โดยอาศัยการศึกษาจากเพลงพื้นถิ่นต่าง ๆ แล้วนำมาผสมผสานจัดองค์ประกอบทางดนตรีเสียใหม่ดังที่ปรากฏสืบต่อมา

    เป็นที่แน่ชัดว่า กิจกรรมเชิงปฏิวัติของเหล่านักสร้างพจนานุกรม นักนิรุกติศาสตร์ นักไวยากรณ์ภาษา ผู้ศึกษาเรื่องพื้นบ้าน ผู้พิมพ์โฆษณา และนักประพันธ์ดนตรี มิได้วางอยู่บนความว่างเปล่า แต่พวกเขาเหล่านี้คือผู้กระทำการผลิตเพื่อตอบสนองตลาดที่มีแบบแผน เป็นผู้เชื่อมต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านตลาดจอแจอันเงียบสงัด หากเราถามว่าใครคือผู้บริโภคที่กล่าวถึงนี้ ในแง่สำนึกโดยรวมๆ แล้ว คนเหล่านี้คือครอบครัวของชนชั้นอ่านเขียน ซึ่งมิได้หมายถึงเฉพาะ พ่อผู้ซึ่งทำงาน แต่รวมหมายถึงภริยาซึ่งถูกผูกติดกับภาระในบ้าน และเด็กวัยเรียนทั้งหลาย เมื่อพิจารณาตัวเลขทางสถิติของประมาณปลายทศวรรษ 1840 แล้ว ทั้งบริเทนและฝรั่งเศส ที่ถือกันว่าเป็นรัฐก้าวหน้าที่สุดของยุโรปในขณะนั้นประชากรเกือบครึ่งก็ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ (ในส่วนที่ล้าหลังเช่นรัสเซียมีเปอร์เซนต์สูงเกือบ 98 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว) ชนชั้นที่อ่านหนังสือ จึงหมายถึงผู้ที่มีอำนาจพอควร พูดให้ชัดขึ้น พวกนี้ก็คือพวกชั้นที่อยู่ตรงกลาง และเพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่อันได้แก่ พวกเจ้าหน้าที่ข้าราชการชั้นล่าง พวกวิชาชีพต่างๆ และกระฎุมพี ทั้งพ่อค้าและอุตสาหกรรม เพิ่มเติมไปจากพวกชนชั้นปกครองเก่าแต่เดิมซึ่งได้แก่ชนชั้นขุนนางและเจ้าที่ดิน พวกเจ้านายและพวกพระ

    กลางศตวรรษที่ 19 ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปพากันเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ และเพิ่มขยายขนาดของหน่วยงานราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เนื่องมาจากการว่างเว้นจากสงครามขนาดใหญ่  ระหว่างค.ศ. 1830 และ 1850 ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวได้เพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับสเปน  40 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส  44 เปอร์เซ็นต์ในรัสเซีย  50 เปอร์เซ็นต์ในเบลเยี่ยม  70 เปอร์เซ็นต์ในออสเตรีย  75 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐอเมริกา และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์สำหรับเนเธอร์แลนด์[x]  การขยายตัวของระบบราชการ หมายถึงการมีหน่วยงานที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจงเพิ่มมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้การเลื่อนลำดับชั้นเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มความหลากหลายในแง่ที่มาทางสังคมของข้าราชการเพิ่มมากขึ้นด้วย กลไกทางฝ่ายพลเรือนระดับสูงของรัฐออสโตร ฮังการี ซึ่งแต่เดิมเคยถูกครอบงำโดยพวกขุนนางเก่าแก่ที่เสื่อมสภาพ ได้ถูกถ่วงดุลย์โดยพวกที่ถือกำเนิดจากชนชั้นกลาง ซึ่งเพิ่มจากที่ไม่เคยมีเลยสักคนเดียวในปี 1804 มาเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ในปี 1829  35 เปอร์เซ็นต์ในปี 1859  และ 55 เปอร์เซ็นต์ในปี 1878  ส่วนในฝ่ายข้าราชการทหาร มีแนวโน้มไปในทางเดียวกันแต่ย่างก้าวช้ากว่า สัดส่วนการเพิ่มของระดับสัญญาบัตรที่มาจากชนชั้นกลางโดยกำเนิดนั้น เพิ่มจาก10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1859 และ 1918[xi]

    หากการขยายตัวของชนชั้นกลางในระบบราชการเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ และในอัตราที่พอจะเทียบเคียงกันได้ทั้งในหมู่ประเทศที่ก้าวหน้าและล้าหลังในยุโรป  การเพิ่มขึ้นของกระฎุมพีพ่อค้า และอุตสาหกรรมมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง บางที่มีขนาดที่ใหญ่โต และรวดเร็ว ในขณะที่บางที่มีความเชื่องช้าหรือไม่ต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ ก็ตาม การ ก้าวขึ้นมา นี้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมี่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่มีกับลักษณะทุนนิยมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสำคัญ

    พวกชนชั้นปกครองก่อนพวกกระฎุมพีนั้น ได้สร้างความสมัครสมานในหมู่ตนโดยมิได้อาศัยปัจจัยของภาษาหรืออย่างน้อยก็อยู่นอกขอบเขตของการใช้ภาษาหนึ่งเดียวที่เป็นทางการ  หากผู้ปกครองสยามจะได้รับเอาสตรีสูงศักดิ์มาเลย์มาเป็นนางกำนัล หรือกษัตริย์อังกฤษจะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสเปน โดยที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในการสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องที่สลักสำคัญใด ๆ  ความสมัครสมานที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากการกลายเป็นเครือญาติ การอยู่ในความอุปถัมภ์และความภักดีส่วนตนที่เกิดขึ้น  ขุนนาง ฝรั่งเศส สามารถร่วมมือกับกษัตริย์อังกฤษ เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าแผ่นดิน ฝรั่งเศส ทั้งที่มิได้ร่วมภาษาหรือวัฒนธรรมเดียวกัน  การวางแผนและคาดการณ์แบบแมคเคียเวลลี่ ซึ่งวางอยู่บนฐานของความเป็นญาติและมิตรสหายต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญ พวกขุนนางเก่าที่มีจำนวนค่อนข้างน้อยมีฐานทางการเมืองที่ตายตัว และสัมพันธภาพทางการเมืองเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ที่สืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ทางเพศหรือการสืบสายโลหิตนั้น ความสมานฉันท์ของชนชั้น มีรูปธรรมที่ชัดเจนพอ ๆ กับเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการร่วมกัน  ฉะนั้น ไม่ว่าพวกเจ้านายจะมีการศึกษาต่ำช้าเพียงใด ก็ยังสามารถสำแดงตัวตนของความเป็นเจ้าได้ แต่สำหรับพวกกระฎุมพีนั้น จะมีตัวตนในฐานะชนชั้นได้ก็เพียงเพราะมีการลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน  เจ้าของโรงงานที่เมืองลิลล์ ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของโรงงานที่เมืองลีองก็ตรงที่ต่างก็เป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน  ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นเลยที่จะต้องรับรู้การดำรงอยู่ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเป็นญาติกัน หรือสืบทอดมรดกทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ความเป็นพวกเขาเรือนพันเรือนหมื่นคนสามารถมองเห็นได้ก็ด้วยภาษาที่มีแบบแผนชนิดเดียวกัน  เพราะกระฎุมพีที่ไร้การศึกษานั้น เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่จะคาดคิดว่ามีจริง ฉะนั้น ตามนัยทางประวัติศาสตร์แล้ว กระฎุมพีเป็นชนชั้นแรกที่บรรลุถึงการเป็นกลุ่มก้อนโดยอาศัยการสร้างจินตนาการเป็นฐานสำคัญ  การที่ภาษาละตินในยุโรปได้พ่ายแพ้ต่อภาษาถิ่นซึ่งเป็นแบบแผนของทุนนิยมเกือบ 2 ศตวรรษมาแล้วก่อนศตวรรษที่ 19 การรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหล่านี้ จึงขยายออกไปไกลสุดเท่าที่ภาษาถิ่นจะสามารถนำพาไปได้ หรืออีกนัยหนึ่งใครจะหลับจะนอนกับใครก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ใช้ภาษาของคนอื่น ๆ ได้

    บรรดาเจ้านาย เจ้าที่ดิน กลุ่มวิชาชีพ ข้าราชการและชาวบ้านร้านตลาด เหล่านี้นี่แหละคือผู้บริโภคที่มีศักยภาพของการปฏิวัติในทางภาษา หากแต่ลูกค้าเหล่านี้จะอยู่ตรงที่ไหนบ้างก็สุดจะคาดเดาได้  อีกทั้งสัดส่วนของคนเหล่านี้ก็ยังมีแตกต่างกันออกไป แล้วแต่เขต ดังที่เคยได้แจกแจงถึงเหตุผล ข้อแตกต่างที่ชัดแจ้งระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป กับที่เกิดขึ้นในอเมริกามาแล้วข้างต้น สำหรับอเมริกานั้น อาณาจักรต่าง ๆ มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากในแง่ของภาษาถิ่นที่ใช้กันแต่ในยุโรป แล้วเหตุบังเอิญพ้องพานกันเช่นนี้เป็นเรื่องยากเต็มทน อาณาจักรของราชวงศ์ต่าง ๆ ภายในยุโรป ล้วนแล้วแต่มีภาษาถิ่นของตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อำนาจกับภาษาแบบฉบับ มักไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไรนัก



    [i] ต้องสารภาพว่า ความรู้ที่ใช้ในการวิเคราะห์ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกนั้น อิงอยู่กับงานของ Seton – Watson เป็นอย่างมาก สำหรับภาษารูมาเนียนั้น ให้ดู Nations and States หน้า 177

    [ii] เพิ่งอ้าง หน้า 150 153

    [iii] Paul Ignotus, Hungary หน้า 44 เขาได้พิสูจน์แล้ว แต่ความดึงดันที่รุนแรงของเขาดูน่าเชื่อถือมากกว่าคุณค่าเชิงสุทนรียะของตัวอย่างที่เขาหยิบยกขึ้นมา บางทีมันอาจไม่มีความหมายใดเลยในการที่ข้อความซึ่งแทรกอยู่ภายใต้หัวเรื่องว่า การประดิษฐ์ชาติฮังการี ซึ่งเปิดประเด็นไปสู่ข้อความที่ซ่อนความหมายที่ว่า ชาติเกิดขึ้นเมื่อคนเพียงจำนวนหยิบมือเดียวเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันควรจะเป็นเช่นไร

    [iv] Seton – Watson, Nations and States หน้า 158 61 ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น รุนแรงพอที่จะโน้มน้าวลีโอโปล์ดที่ 2 (ครองราชย์ 1790 1792) ทายาทของพระองค์ ในการนำภาษาละตินกลับมาอีก โปรดดูในบทที่ 6 ประกอบด้วย ในแง่ของการเมือง อยากจะกล่าวเอาไว่ด้วยว่า คาซินซี่เห็นพ้องกับพระเจ้าโจเซฟที่ 2 ต่อประเด็นนี้

    [v] Seton – Watson, Nations and States หน้า 187 ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวเลยว่า ระบอบซาร์ปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างแย่มาก  เชฟเชงโกจบชีวืตลงในไซบีเรีย ในขณะที่ราชวงศ์ฮับสเบอร์กให้การสนับสนุนนักชาตินิยมยูเครเนียนในแกลิเซียอยู่บ้าง ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้เป็นตัวถ่วงต้านพวกโปล

    [vi] Kemiläinen, Nationalism หน้า 208 215 

    [vii] Seton – Watson, Nations and States หน้า 72

    [viii] เพิ่งอ้าง หน้า 232 และ 261

    [ix] Kohn, The Age of Nationalism หน้า 105 107  การปฏิเสธอ๊อตโตมาน หมายถึงการปฏิเสธบรรดาข้าราชการจักรกลทั้งหลายของราชสำนักอ๊อตโตมาน  ซึ่งมีองค์ประกอบต่าง ๆ ของตุรกิช เปอร์เซี่ยน และอราบิก  ฉะนั้น บุคคลที่มีสีสันแบบ อิบราฮิม วินาสี ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ตุรกีเล่มแรกนั้น เพิ่งเดินทางกลับมาจากฝรั่งเศสเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไร ก็จะมีผู้คนติดตามเป็นพรวนเสมอ  ในปี 1876 จึงจุได้มีหนังสือพิมพ์รายวันภาษาตุรกี 7 ฉบับในกรุงคอนสแตนคิโนเปิล

    [x] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 229

    [xi] Peter J. Katzenstein, Disjoined Parters, Austria and Germany since 1815 หน้า 74

     

    บทแปลหนังสืออาจารย์เบน - 3

    ภาพรวมของการเติบโตในทางการศึกษา การค้าพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การติดต่อสื่อสาร และรวมทั้งการขยายตัวของกลไกรัฐ เป็นเครื่องบ่งบอกว่าศตวรรษที่ 19 ได้ก่อกำเนิดชีวิตใหม่อันทรงพลัง สำหรับเอกภาพทางภาษาถิ่นที่ใช้ร่วมกันในราชวงศ์เดียวกัน  ภาษาละตินมีฐานะเป็นภาษาของรัฐในอาณาจักรออสโตร-ฮังการีอยู่จนถึงต้นทศวรรษของปี 1840 แต่หลังจากนั้นก็เสื่อมสลายไปเกือบเรียกได้ว่าอย่างฉับพลัน  ศตวรรษที่ 19 นี้ ภาษาที่แม้จะไม่ได้เป็นภาษาแห่งรัฐ แต่มีฐานะเช่นนั้น ก็คือภาษาของแวดวงธุรกิจ การศึกษา การหนังสือพิมพ์ และในวงวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ภาษาเหล่านี้ได้สอดประสานซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ภาษาถิ่นซึ่งกลายมาเป็นภาษารัฐมีทั้งพลังและสถานะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ขณะแรกเริ่มในลักษณะที่ไม่ได้มีการวางแผนให้เป็นระบบระเบียบใด ๆ ภาษาอังกฤษกระทุ้งภาษาแกลิคหลุดกระเด็นออกไปพ้นเขตส่วนใหญ่ของไอร์แลนด์ ภาษาฝรั่งเศสรุกภาษาเบรอตองจนไปติดกำแพง และภาษาคาสติเลี่ยนกดทับจนภาษาคาตาลานถอยไปอยู่ที่ชายขอบ  สำหรับบริเทนและฝรั่งเศสนั้น ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างจะเป็นข้อยกเว้น กลายเป็นว่าพอมาถึงกลางศตวรรษนี้ก็เกิดความพ้องจองกันระหว่างภาษาของรัฐและภาษาของประชาชนส่วนใหญ่ [i]  การสอดประสานของภาษาในกลุ่มสังคมต่าง ๆ ดำเนินไปได้โดยปราศจากการส่งผลสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง (ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในอเมริกา)  แต่สำหรับกรณีอื่น เช่นภายใต้อาณาจักรออสโตร-ฮังการี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกรณีสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง มีผลสืบเนื่องที่สั่นสะเทือนและรุนแรง เนื่องด้วยความใหญ่โตมโหฬารของอาณาจักร แต่เปี่ยมไปด้วยความผุกร่อนและความหลากหลายของภาษาถิ่น  ฉะนั้น เมื่อระดับการศึกษาเพิ่มขยายขึ้น การเข้าแทนที่ภาษาละตินด้วยภาษาถิ่นใด ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 กลายเป็นความได้เปรียบอย่างมหาศาสสำหรับกลุ่มประชากรที่ใช้ภาษานั้นอยู่แล้ว และในทางกลับกันก็นำความวิบัติมาสู่ผู้ที่มิได้ใช้ภาษานั้นด้วย การที่เน้นเรื่องภาษาอื่นใด ดังข้างต้น ก็เนื่องด้วยจะได้มีการกล่าวถึงกรณีอื่น ๆ อีกในภายหน้า เช่น กรณีการยกภาษาเยอรมันขึ้นเป็นภาษาราชสำนักฮับสเบอณืกเมี่อตอนศตวรรษที่ 19 กลับไม่ได้นำไปสู่ขบวนการชาตินิยมเยอรมันอย่างที่หลายคนอาจคาดคิด (ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนี้ คนอาจคาดว่าในท้ายที่สุดสำนึกชาตินิยมน่าจะเกิดขึ้นภายใต้แต่ละราชวงศ์โดยเริ่มขึ้นในหมู่ข้าราชการที่ใช้ภาษาถิ่นนั้นๆก่อนคนอื่น ที่คาดหวังเช่นนั้นก็เนื่องจากประวัติ- ศาสตร์ เป็นไปเช่นนั้น)

    ผู้ใช้ประโยชน์จากพจนานุกรมมีหลากหลายตามสภาวะทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ในฮังการีที่ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบไม่มีกระฎุมพีโมยาร์ดำรงอยู่เลย คนประมาณหนึ่งในแปดจะอ้างว่าตนเป็นชนชั้นผู้ดี ภาษาฮังการีเปรียบเสมือนเป็นแนวกำแพงเตี้ย ๆ ที่กั้นแบ่งระหว่างกลุ่มที่ใช้ภาษาเยอรมันกับพวกขุนนางชั้นล่างและเจ้าที่ดินที่ยากจน[ii] ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะเกือบเหมือนกันกับผู้ใช้ภาษาโปลิช กรณีที่เป็นแบบฉบับกว่าคือ การผสมกันของพวกผู้ดีชั้นล่าง นักการศึกษา นักวิชาชีพ และนักธุรกิจ กล่าวคือ กลุ่มที่หนึ่งมักจะได้รับตำแหน่ง ให้เป็นผู้นำ กลุ่มที่สองและสามเป็นผู้จรรโลงความเชื่อ บทกวี หนังสือพิมพ์ และเป็นผู้สร้างอุดมการณ์ ส่วนพวกสุดท้ายเกี่ยวข้องกับเงินทองและเรื่องของการตลาด  โคราเอสผู้มองโลกในแง่ดี ได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มแรก ๆ ซึ่งเริ่มขบวนการชาตินิยมกรีกว่า ส่วนใหญ่ก็คือปัญญาชนและผู้ประกอบการ:[iii]

    ในเมืองซึ่งไม่ยากจนมากนักย่อมมีคนที่มีฐานะพอสมควร มีสถานศึกษาสองสามแห่ง ดังนั้นย่อมต้องมีคนบางคนที่สามารถอ่านและเข้าใจนักเขียนในสมัยโบราณ การปฏิวัติย่อมเริ่มต้นได้ก่อน อีกทั้งความก้าวหน้าก็มีความราบรื่นและรวดเร็วไปกว่าคนอื่น ส่วนเมืองที่มีโรงเรียนอันใหญ่โต มีการเรียนภาษาต่างประเทศ  มีการเรียนวิทยาการต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ในยุโรป ผู้อุปถัมภ์ซึ่งมั่งคั่งร่ำรวย สนับสนุนให้มีการตีพิมพ์หนังสือที่แปลมาจากภาษาอิตาเลี่ยน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ  เขาได้ส่งคนหนุ่มสาวที่ใฝ่การเรียนรู้ไปยังยุโรป  พวกเขาให้ลูกหลานของเขาได้รับการศึกษาที่ดีกว่า ไม่เว้นแม้จะเป็นเด็กผู้หญิง........

    พวกที่อ่านหนังสือประกอบด้วยผู้ใช้ภาษาที่หลากหลาย และจำแนกได้หลายชั้น จากด้านหนึ่งคือภาษาฮังการี ไปจนถึงภาษากรีกที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มเหล่านี้พัฒนาไปคล้ายกันตลอดทั่วทั้งยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก แล้วขยายเข้าไปสู่ตะวันออกใกล้ในศตวรรษต่อมา[iv] ชุมชนเชิงจินตนาการที่ใช้ภาษาถิ่นอย่างใหม่ร่วมกันนี้ มีความแตกต่างกันระหว่างเมืองกับชนบท และความเข้มข้นที่ผิดแผกจากกัน ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพระหว่างมวลประชาชนกับผู้มุ่งมั่นในการเผยแพร่แนวคิดชาตินิยม  ที่ปลายโต่งด้านหนึ่ง อาจยกเอาไอร์แลนด์ขึ้นเป็นกรณีว่าเป็นที่ที่เหล่าพระคาทอลิคซึ่งส่วนใหญ่มาจากชาวนาและมีความใกล้ชิดกับท้องถิ่น เป็นผู้ทำบทบาทสำคัญนี้ ปลายโต่งอีกด้านหนึ่งนั้น ฮอบส์บอมได้วิพากษ์เชิงเสียดสีเอาไว้ว่า ชาวนาแกลิเคี่ยน (โปลิช) ต่อต้านพวกนักปฏิวัติโปลิชในปี 1846 แม้ว่าความจริงแล้ว พวกนี้ได้ประกาศยกเลิกระบบไพร่ให้  อีกทั้ง(ชาวนา)ยังยินดีที่จะให้มีการสังหารพวกผู้ดี แต่กลับไว้วางใจพวกข้าราชการของพระจักรพรรดิ์[v]  แต่ความจริงแล้วในทุกหนทุกแห่งเมื่อการศึกษามีมากขึ้น ก็จะเป็นการง่ายขึ้นที่ปลุกเร้าการสนับสนุนจากหมู่ประชาชนพร้อมกันกับที่มวลประชาชนจะได้ค้นพบความสง่างามแบบใหม่ชองการที่ภาษาอันต่ำต้อยที่พวกเขาได้ใช้พูดกันมานานแสนนานได้ถูกยกระดับขึ้นมาสู่การเป็นภาษาทางการ

    ตรงจุดนี้ แนรน์ได้ค้นพบกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องว่า พวกปัญญาชนคนชั้นกลางใหม่แห่งชาตินิยมได้เชื้อเชิญให้มวลหมู่ประชาชนเดินเข้ามาในประวัติศาสตร์ ด้วยบัตรเชิญที่เขียนในภาษาที่พวกเขาเข้าใจได้[vi]  แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการเชิญชวนนี้ จึงดูมีความน่าสนใจ และเหตุใดบรรดาพันธมิตรแนวร่วมซึ่งมีความหลากหลาย (ปัญญาชนคนชั้นกลางที่แนรน์หมายถึงย่อมไม่ได้เป็นเจ้าภาพแต่เพียงรายเดียว) จึงยินยอมร่วมใจกัน ซึ่งมีทางที่จะเข้าใจได้ประการเดียวว่าเป็นเพราะการทำอย่างตาม ๆ กันไป

    ฮอบส์บอมได้ตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสมิได้เกิดขึ้น หรือนำโดยพรรคหรือขบวนการที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เข้าใจกันในสมัยใหม่ ทั้งไม่ได้มีตัวคนที่พยายามจะดำเนินการอย่างมีระบบแบบแผนใด ๆ การหา ตัวผู้นำ อย่างเช่นที่เราคุ้นเคยกับภาพของการปฏิวัติในศตวรรษที่ 20 ก็เป็นความยากยิ่ง จนกระทั่งล่วงเลยการปฏิวัติไปแล้วนั่นแหละ นโปเลียนจึงปรากฏขึ้นเป็นตัวบุคคล[vii] และเมื่อปรากฏขึ้นดังนี้ การสะสมความทรงจำจนเกิดเป็นรูปร่างถึงจะมีขึ้น  มีการเชื่อมโยงปะติดปะต่ออย่างยุ่งเหยิงและเกินจริงของเหตุการณ์อันได้ประสบมา ทั้งโดยคนที่กระทำและเหยื่อของเหตุการณ์ กลายเป็น ตัวตน ที่ถูกขนานนามว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส เปรียบเสมือนกับก้อนหินที่ปราศจากรูปทรง ถูกสลักเสลาจนกลมเกลี้ยงด้วยหยดน้ำซึ่งนับจำนวนับไม่ถ้วน เช่นเดียวกันประสบการณ์ก็ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปเป็นร่างด้วยคำจำนวนนับล้าน ๆ จนกลายเป็นความคิด ซึ่งประทับลงบนหน้ากระดาษ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็กลายมาเป็นต้นแบบ  ทำไมมัน จึงเกิดขึ้น อะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน”  ทำไมมันจึงประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว  คำถามเหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงอันมีไม่รู้จบของทั้งมิตรและศัตรู แต่ตัวตนของมันเองอย่างที่ได้เป็นไปแล้ว มักไม่ค่อยมีคนตั้งข้อสงสัยนัก[viii]

    ในทำนองเดียวกัน ขบวนการเรียกร้องเอกราชของอเมริกาได้กลายเป็นต้นแบบของแนวความคิด”  แบบจำลอง”  และพิมพ์เขียว ไปโดยทันที โดยความเป็นจริง แล้ว โบลิวาร์มีความกลัวการลุกฮือของพวกนิโกร และซานมาร์ตินเองที่ประกาศว่าแบบพวกของเขาคือความเป็นเปรูที่แท้จริง  ทั้งสองอย่างนี้ขัดกันอย่างรุนแรงกับความเชื่อที่มีอยู่ คำที่กล่าวกันต่อ ๆ มาได้ลบล้างเรื่องข้างต้นเหล่านี้เกือบจะหมดเกลี้ยง และหากใครจะได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นเรื่องของความสับสนคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง”  จากลักษณะที่ผสมปนเปแบบอเมริกันได้กลายมาเป็นจินตนาการของความเป็นจริงดังต่อไปนี้คือ ประชาชาติแบบพหุรัฐ  สถาบันแบบสาธารณรัฐ  ความเป็นพลเมืองที่มีร่วมกัน อธิปไตยของปวงประชาชน  ธงชาติ  เพลงชาติ และอื่น ๆ  ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อต้องขจัดแนวคิดที่เป็นด้านตรงกันข้ามอันได้แก่จักรวรรดิแบบราชวงศ์ สถาบันต่างๆ แบบกษัตริย์ การรวมศูนย์อำนาจโดยสมบูรณ์ การขึ้นต่อ  การสืบสายโลหิตแบบขุนนาง  ขนบไพร่  เขตกักกัน และอื่นๆ (ในบริบทดังกล่าวนี้ มีข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ คือ มิได้มีการระบุห้าม การมีทาสออกจากแบบแผนของอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ตลอดจนการงดที่จะยอมรับภาษาของสาธารณรัฐทางใต้)  นอกไปจากนี้ ความถูกต้องและความเป็นสากลของพิมพ์เขียวก็มักจะได้รับการรับรองจาก ความเป็นพหุลักษณ์ ของรัฐเอกราชทั้งหลาย

    ผลที่เกิดขึ้นตอนประมาณทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 19 ก็คือ การมีต้นแบบ รัฐแห่งชาติที่เป็นอิสระเอาไว้ให้ทำตามๆ กัน[ix] (กลุ่มแรก ๆ ที่จะได้ทำตามนี้ก็คือ พวกที่ได้รับการศึกษาของกลุ่มภาษาถิ่นที่อยู่ตามชายขอบดังเช่นที่บทนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ) หากจะให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็เป็นเพราะว่า ต้นแบบอันเป็นที่รู้กันในขณะนั้น ได้กำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะไม่ยอมให้มีความแตกต่างออกไป แม้กระทั่งผู้ดีฮังกาเรียนและโปลิชซึ่งทั้งล้าหลังและป็นปฏิกิริยา ยากที่จะอยู่ในรูปรอยนี้ และไม่อาจจะได้รับการเชิญเข้าร่วมกันกับบรรดาผู้รักชาติซึ่งถูกกดขี่ได้ (หากจะมีก็คงจะน้อยเต็มทน) หรืออีกนัยหนึ่ง การให้เหตุผลของซานมาร์ตินในกรณีการสร้างความเป็นเปรูขึ้นนั้น ก็ใช้ได้กับกรณีนี้เช่นกัน   หาก ชาวฮังกาเรียน ควรค่าแก่การมีรัฐแห่งประชาชาติของตน นั่นก็ย่อมจะหมายถึงชาวฮังกาเรียนหมดทุก ๆ คน[x] และยังหมายต่อไปอีกว่ารัฐที่ว่านี้ ถือเอาเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การมีอธิปไตยของผู้ที่พูดและอ่านภาษาฮังกาเรียนทั้งมวล และในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการขจัดระบบไพร่ มีการเพิ่มพูนการศึกษาของประชาชน มีการขยายสิทธิในการลงคะแนนเสียง และอื่นๆ ฉะนั้น ลักษณะประชานิยมของชาตินิยมในยุโรปช่วงต้น ซึ่งมักถูกนำมาใช้โดยพวกนักพูดปลุกระดม และส่วนใหญ่เป็นพวกที่มาจากกลุ่มสังคมที่ล้าหลังที่สุด ประชานิยมในยุโรปจึงมีน้ำหนักกว่าเมื่อเทียบกับกรณีของอเมริกา เช่นมีการปลุกเร้าว่าจะต้องขจัดระบบไพร่ การมีกฎหมายที่รับรองการมีทาสเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และอื่นๆ อีกมาก ทั้งนี้ก็เพราะแบบฉบับของแนวคิดได้ถูกวางเอาไว้ในตำแหน่งแห่งหนที่ไม่มีใครจะมาลบทิ้งไปได้นั้นเอง



    [i] ดังที่เราได้เห็นแล้วว่า กระบวนการทำให้ภาษาพื้นบ้าน และภาษาแห่งรัฐกลายเป็นสิ่งเดียวกันนั้น เกิดขึ้นในสองขอบเขต นับแต่เริ่มแรก ในกรณีของสหจักรภพนั้น มีการใช้กำลังทางทหารเข้าไปสยบพวกที่ใช้ภาษาเกลิคตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และความอดอยากขาดแคลนในทศวรรษ 1840 ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลอย่างรุนแรง

    [ii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 165 สำหรับตัวอย่างที่ดีเยี่ยมซึ่งลงรายละเอียดของประเด็นให้ดู Ignotus, Hungary หน้า 44 56  และ Jaszi, The Dissolution หน้า 224 225

    [iii] Kedourie,  Nationalism in Asia and Africa หน้า 170 หากกจะลองสมมุติว่า ถ้าโคราเอสมองข้ามไหล่ของเขาไปยัง ยุโรป ด้านหลังของเขาก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิล  อ๊อตโตมานยังไม่ได้เป็นภาษาต่างด้าว  และภรรยาในอนาคตผู้ซึ่งไม่ยอมคลอดลูก กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาด print market (?)

    [iv] ตัวอย่างอื่น ๆ ให้ดู Seton – Watson, Nations and States หน้า 72 (ฟินแลนด์)  หน้า 145 (บุลกาเรีย)  หน้า 153 (โบฮีเมีย)  และหน้า 432 (สโลวาเกีย) Kohn, The Age of Nationalism  หน้า 83 (อัยิปต์) และ หน้า 103 (เปอร์เซ๊ย)  

    [v] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 169

    [vi] The Break – up of Britain sohk 340

    [vii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 80

    [viii] เปรียบทียบ คำว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น สะท้อนถึงปลกระทบ ที่มีต่อยุโรปค่อนข้างช้า  เหตุเกิดขึ้นก่อยจะมีคำเรียก  เข้าใจว่า ประมาณทศวรรษของ 1820 นี้แหละที่นักสังคมนิยมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นกลุ่มแรกที่ใช้คำๆ นี้  เข้าใจว่าเป็นไปในเชิงเทียบเคียงกับการปฏิวัติทางการเมืองในรั่งเศส เพิ่งอ้าง หน้า 45

    [ix] อาจชัดเจนขึ้นหากกล่าวว่า ตัวแบบนั้นเป็นส่วนผสมที่ซับซ้อนของปัจจัยที่เป็นฝรั่งเศสและอเมริกัน  แต่จวบจนกระทั่งหลังปี 1870 นั่นแหละที่ ความจริงอันประจักษ์แจ้ง ของฝรั่งเศสก็คือ การกู้คืนฐานะของกษัตริย์ และการตั้งราชวงศ์กำมะลอของหลานของนโปเลียน

                    หลังจากที่นโปเลียนพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายในปี 1815 แล้ว เขาได้ถูกเนรเทศไปยังเกาะที่ไกลโพ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก และใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นั่น  เหล่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายในยุโรปได้เห็นพ้องกันในการกู้ราชวงศ์บูร์บองซึ่งเคยปกครองอยู่ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส  ดังนั้น หลุยส์ที่ 18 จึงได้ครองราชย์ระหว่าง 1815 1824 และสืบทอดบัลลังก์ไปยังชาร์ลส์ที่ 10 ซึ้งจะถูกโค่นล้มลงโดยปะชาชนจำนวนมาก  ในปี 1830 กษัตริย์องค์ต่อไปก็คือ กษัตริย์หลุยส์ ฟิลิปป์ผู้ซึ่งอ้างว่าทรงเป็นประชาธิปไตย และผู้ปกครองที่นิยมรัฐธรรมนูญ แต่โดยแท้จริงแล้วมิได้เป็นไปตามนั้น  กษัตริย์พระองค์นี้ทรงถูกโค่นล้มโดยประชาชนเช่นกันในปี 1848 นับเป็นการจบสิ้นราชวงศ์บูร์บอง  สถานการณ์เช่นว่านี้เป็นการเปิดช่องทางเอาไว้ให้หลานชายของนโปเลียน ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปีนั้น  อีกสามปีต่อมา เขาได้ทำการรัฐประหารและประกาศยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ครองอำนาจอยู่ขนถึงปี 1870 เมื่อกองทัพของพระองค์พ่ายแพ้ต่อทัพของเยอรมันี พระองค์จึงถูกบีบบังคับให้สละราชสมบัติ พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้านในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส

    [x] นี่ไม่ใช่กรณีที่แยกกันจนเห็นได้อย่างชัดเจน  กว่าครึ่งของพลเมืองแห่งราชอาณาจักรฮังการี มิได้เป็นชาวโมยาร์  มีเพียง 1 ใน 3 ของไพร่เท่านั้น ที่พูดภาษาโมยาร์  ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เหล่าบรรดาขุนนางโมยาร์ชั้นสูง ถ้ำม่พูดภาษาฝรั่งเศสก็พูดภาษาเยอรมัน  ผู้ดีระดับกลางและล่าง พูดภาษาละตินชั้นต่ำปะปนด้วยภาษาโมยาร์ สโลวัค และเซอร์บ  แถมด้วยแสดงความรู้สึกในภาษาโรมาเนียน เช่นเดียวกับภาษาแบบพื้น ๆ..... Ignotus, Hungary หน้า 44 46 และ 81

     

                    พวกไพร่เป็นประดิษฐ์กรรมที่แปลกปนะหลาดของศักดินายุโรป พวกนี้ไม่ใช่ทาส ไม่ใช่คนใช้ในครัวเรือน สามารถถือครองที่ดิน แต่ห้ามละทิ้งหน้าที่หรืออาณาบริเวณที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าศักดินา อีกทั้งการเปลี่ยนความจงรักภักดีไปยังเจ้ารายอื่นก็ต้องห้ามด้วย พวกไพร่มีข้อผูกพันว่าจะยอมยกแรงงานและผลผลิตจากไร่นาของตนให้กับเจ้านาย กษัตริย์มิได้มีอำนาจในการสั่งการโดยตรงลงไปยังไพร่ กระทำได้ก็เพียงการสั่งพวกเจ้านายเท่านั้น