songyote さんのプロフィールsongyote'sフォトブログリストその他 ツール ヘルプ

ブログ


2月19日

ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์

ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์

ทรงยศ แววหงษ์

บทความจากหนังสือ the 8 Masters

ผมรู้จักชื่อของฌ๊ากส์ ตาติ (Jacques Tati) โดยการแนะนำจากเพื่อนสองคนคือ สนธยา ทรัพย์เย็น และมโนธรรม เทียบเทียมรัตน์ งานของตาติทำให้ผมมีความรู้สึกสองอย่างคือความชื่นชมและรื่นรมย์ที่ได้ดูหนังชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายเวลาที่ล่วงเลยไปแล้วกว่าครึ่งชีวิตกว่าจะได้มาพานพบกับงานของตาติ เข้าใจว่าคงจะมีหนังดีๆ อย่างนี้อีกจำนวนมากที่ผมไม่เคยได้สัมผัสเลยในชีวิต (คนจำนวนมากในโลกก็คงจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับผม) ผมนึกถึงคำของคุณสนธยาที่เรียกหนังประเภทที่เราไม่เคยได้รับรู้การมีอยู่ของมันในโลกนี้ว่า "หนังด้อยโอกาส" เพราะมีหนังจำนวนมากที่ถูกระบบกลั่นกรองและคัดเลือกในเชิงพาณิชย์กับมายาการในเชิงสุนทรีย์ของผู้เสพที่กีดกันหนังเหล่านี้ออกจากคนดู และกันคนจำนวนมากออกจากหนังเหล่านี้ในเวลาเดียวกัน ทั้งหนังและคนเสพหนังที่เหลือผ่านกระบวนการดังกล่าว ก็เป็นอย่างที่เราเห็นๆ อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง

  นักวิจารณ์หนังไม่น้อยที่เทียบงานของตาติกับงานของบัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton) และชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกภาพยนตร์ งานของเขาเป็นรอยต่อระหว่างหนังเงียบกับหนังเสียงในฟิล์ม และระหว่างหนังขาวดำกับหนังที่สีสดสวย คำเปรียบนี้มีความหมายอย่างน้อยสองอย่างที่ผมพอจะนึกออกในตอนนี้ ประการแรก ทั้งคีตัน แชปลิน และตาติอาศัยการแสดงตลกด้วยท่าทาง (slapstick) มากกว่าการพรรณนาความออกมาเป็นคำพูดอันเป็นมุขตลก (gag) อย่างที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันอยู่ในปัจจุบัน [บ๊อบ โฮป (Bob Hope) / เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ (Eddie Murphy) ในระยะแรก / สุขุม / จตุพล / หมู่เสนา / โน้ส-แต้ / เด๋อ / โน้ต เชิญยิ้ม / และ "ตลกคาเฟ่"] ตลกท่าทางอาจจะคมคายหรือเฝือได้เท่าๆ กับตลกคำพูด ความยากง่ายคงจะมีกันไปคนละอย่าง หากแต่ว่าตลกท่าทางนั้นไม่มีโอกาสในการอธิบายให้คนดูเข้าใจ (หรือรับรู้) เป็นคำพูด จึงต้องมีความชัดเจนและมีความพอดีอยู่ในตัวของมันเอง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป[1]  ผมนึกถึงนักวิจารณ์บางคนที่กล่าวว่า แชปลินใช้ท่าทางการแสดงเกี่ยวกับก้น (ทั้งของเขาเองและของตัวละคนตัวอื่นๆ) อยู่บ่อยๆ อาทิ การจุดไม้ขีดไฟกับก้นของตัวเองใน ซิตี้ ไลท์ (City Lights) หรือบรรจงเตะก้นคนอื่นอย่างหลากหลายอารมณ์ เช่น อย่างทักทาย อย่างหยอกล้อ หรือโกรธเกรี้ยว ในขณะที่นักแสดงคนอื่นอาจจะเล่นกับ "ตูด" อย่างจงใจและทำได้อย่างน่าคลื่นไส้ เช่น ตูดหมึก และในบางคราวถึงกับพรรณนาความอย่างยืดยาวถึงการท้องเสียของกระเทยบนรถทัวร์ได้อย่างชวนให้สงสัยในรสนิยมทั้งของผู้แสดงและของผู้ชมที่ฮากันอยู่ตึงๆ

หรือการแสดงของคีตันซึ่งนั่งอย่างเฉยเมยอยู่บนคันชักล้อรถไฟซึ่งเคลื่อนที่ออกไปในหนังโด่งดังของเขาที่ชื่อ เดอะ เจนเนอรัล (The General – 1926) ให้ความรู้สึกถึงความไม่อาทรร้อนใจ ตกอยู่ในห้วงความคิดคำนึงถึงความรัก ปฏิเสธที่จะรับรู้ภยันตรายของการเคลื่อนที่ของล้อรถไฟอันน่าสะพรึงกลัว นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของความสามารถอย่างยิ่งยวดในการใช้อากัปกิริยาท่าทางบอกเล่าเรื่องราวโดยไม่ต้องอาศัยการพูดเลย

ประการที่สอง คำเปรียบที่ยกเอาตาติมาทาบกับยักษ์ใหญ่ทั้งสองนั้นเป็นความหมายในเชิงยกย่องเป็นอย่างสูงในฐานะที่เป็นบุคคลและเป็นเจ้าของผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ!

หนังของคีตันและแชปลินสะท้อนให้เห็นบริบทของการเคลื่อนตัวของโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา)จากศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย เข้าสู่ศตวรรษที่ 20[2] การก่อตัวของสังคมเมือง ผลพวงจากระบบอุตสาหกรรม สงครามโลกครั้งที่สอง และสภาวะภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่หนังของตาติให้ความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม[3] ก้าวเข้ามาสู่สังคมอุตสาหกรรม และความเป็นสมัยใหม่[4]

ฌ๊ากส์ ตาติ มีชื่อเต็มๆ ว่า ฌ๊ากส์ ตาติสเคฟฟ์ (Jacques Tatischeff) ตามชื่อของบิดาที่เป็นเชื้อสายขุนนางรัสเซียและแม่ชาวดัตช์  เขาเกิดที่เมืองอีฟลินส์ (Yvelines) ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1908[5] และตายที่กรุงปารีสวันที่ 5 พฤศจิกายน 1982 ทิ้งผลงานกำกับภาพยนตร์เอาไว้ 8 เรื่อง คือ เลกอล เดส์ แฟคเตอร์ส (L'École des facteurs – 1947) จูร์ เดอ เฟ็ตต์ (Jours de Fête – 1949) เลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ (Les Vacances de Monsieur Hulot – 1953) มงน็งคล์ (Mon Oncle – 1967) เพลย์ไทม์ (Play Time – 1971) พาเหรด (Parade – 1973) และพอร์ซา บาสเตีย (Forza Bastia – 1978)[6]

งานทั้ง 7 ชิ้นหลักของเขาเป็นที่กล่าวขวัญถึงในบรรดาคอหนังทั่วโลก เป็นแรงบันดาลใจและถูก "หยิบยืม" ไปใช้ในหนังอีกจำนวนมากที่สร้างโดยนักสร้างหนังรุ่นตามหลังมาทั่วโลก

จูร์ เดอ เฟ็ตต์[7] (Jour de Fête – ปี 1949 ความยาว 76 นาที)

หนังเปิดฉากแรกที่ภาพรถแทรคเตอร์ลากจูงรถพ่วงซึ่งเป็นที่พักรอนแรมของคณะแสดงการละเล่นในงานประจำปีเข้ามายังเมืองชนบทหลังฤดูการเก็บเกี่ยว รถพ่วงผ่านบ้านเล็กบ้านน้อย ชาวนาบางครอบครัวยังเก็บข้าวอยู่ในนา ม้าที่ถูกปล่อยให้เล็มหญ้าอยู่ชายทุ่ง ฝูงห่านที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างถนน และหญิงชราผู้จูงลูกแพะ เด็กๆ เป็นคนกลุ่มแรกที่วิ่งตามรถพ่วงกันเป็นพรวน ตรงไปยังลานกว้างกลางเมือง ที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งที่ว่าการของนายกเทศมนตรี และร้านเครื่องดื่มอันเป็นที่ชุมนุมแลกเปลี่ยนข่าวสารของคนในเมืองนั้น ชีวิตอันจำเจซ้ำซากของเมืองชนบทได้ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมาเมื่อเสาเมย์โพลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยวได้ถูกตั้งขึ้นกลางลานซึ่งบัดนี้รายล้อมไปด้วยศาลาม้าหมุน ร้านปาเป้า ร้านกงล้อหมุนนำโชค และโรงหนังล้อมผ้า

บรรดาผู้หญิงต่างก็งัดชุดสวยกับรองเท้าส้นสูงซึ่งนานๆ จะได้ถูกนำมาสรวมใส่ เด็กๆ ถูกขัดสีฉวีวรรณจนความมอมแมมกระดำกระด่างลดน้อยลงแล้ว จึงใส่ชุดใหม่สะอาดสดใส เช่นเดียวกับพวกผู้ชายที่ได้พากันใส่เสื้อเชิร์ต ผูกไท สรวมแจ๊คเก็ตชุดที่ดีที่สุดซึ่งปรกติจะใส่เฉพาะวันที่ไปโบสถ์เท่านั้น แต่สำหรับวันนี้พระเจ้าคงรอพวกเขาอยู่ที่ร้านขายเครื่องดื่มและชีวิตอันสำราญที่กลางลานบ้านนั่นเอง

ฟรองซัวส์ บุรุษไปรษณีย์ (ที่แสดงโดยตาติ) ถีบรถจักรยานผ่านฝูงวัวและแมลงที่ชอบตอมหน้าเข้าไปยังหมู่บ้านเหมือนเช่นทุกๆ วัน บุรุษไปรษณีย์มีความแข็งขันและภาคภูมิใจในหน้าที่สารพันของพวกเขา เขาได้รับการฝึกฝนการถีบรถจักรยานจนชำนิชำนาญ หากเป็นการส่งโทรเลข จังหวะการถีบจะต้องเร่งรีบกว่าจดหมายธรรมดา การส่งจดหมายรักย่อมมีจังหวะและท่าทีต่างไปจากจดหมายงานศพ แต่ถ้าจดหมายประเภท "จั๊งค์เมล์" ท่าทางของเขาก็จะเป็นการทำแบบพอเป็นพิธี นอกไปจากการส่งจดหมายหรือโทรเลขแล้ว บางทีบุรุษไปรษณีย์ก็ยังจะให้บริการอื่นๆ ตามรายทางอีกด้วย เช่น อาจรับส่งโทรศัพท์ไปซ่อม เอาขนมเค้กจากบ้านหนึ่งไปส่งให้อีกบ้านหนึ่ง บางทีก็ไปช่วยสรงฟางข้าวกับชาวบ้านในทุ่งนา แต่ทั้งหมดนี้ที่แน่ที่สุดก็คือการแวะเพื่อ "ดื่มสักอึก" ย่อมจะทำให้งานทั้งหมดราบรื่นไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น

สำหรับวันอันพิเศษวันนี้ ฟรองซัวส์ย่อมเป็นผู้เดียวที่จะได้ใช้ความสามารถในการวางแผนกะเกณฑ์และคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อที่จะตั้งเสาเมย์โพลลงกลางลานและกลางงานได้สำเร็จ ธงฝรั่งเศสเล็กๆ บนปลายยอดเสาช่างสง่างามสมกับเกียรติภูมิของหมู่บ้านของพวกเขาเสียนี่กระไร

เด็กๆ ตื่นเต้นกับการหมุนเหวี่ยงของม้าหมุนรอบแล้วรอบเล่า ผู้หญิงสนุกสนานกับเรื่องราวที่แบ่งปันกันฟัง (หลังการเติมแต่งด้วยจินตนาการของตนแล้ว) แม้กระทั่งที่มาที่ไปของชุดอันงดงามของคนนั้นคนนี้ อย่างเช่นของยายเมียเจ้าของร้านเครื่องดื่มโน่นไงที่ชุดเป็นมันเลื่อม มีสายรัดคาดเอวกับดอกไม้ผ้าดวงใหญ่ซึ่งอ้างว่าตัดตามแบบแคตาล้อกที่ส่งตรงมาจากปารีสทีเดียว ส่วนพวกผู้ชายนั้น แน่นอนที่สุด ร้านเครื่องดื่มย่อมเป็นที่ที่เดียวที่เหมาะควรกับพวกเขาทั้งหลาย เครื่องดื่มที่ผ่านหน้าไปนั้น ยิ่งมากแก้วขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มรสชาติมาขึ้นเท่านั้น หัวเรื่องใหญ่ในการคุยกันในวันนี้คือ ความก้าวหน้าของการไปรษณีย์ในอเมริกา  บุรุษไปรษณีย์ของที่นั่นถูกฝึกฝนให้ใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนซึ่งรวมไปถึงการต้องแล่นทะลุกองเพลิง ฝึกการหย่อนตัวลงปล่องไฟจากเฮลิคอปเตอร์ และการฝึกการห้อยโหนต่องแต่งจากเครื่องบินซึ่งร่อนไปในท้องฟ้า

แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจสูงสุดจากเรื่องเหล่านี้ก็คือฟรองซัวส์ บุรุษไปรษณีย์ประจำหมู่บ้านนั่นเอง ในวันรุ่งขึ้นฟรองซัวส์ได้ปรับ "ความเร็ว" ของเขาให้ใกล้เคียงกับแบบอเมริกันที่เห็นในหนังให้มากที่สุด โดยการเกาะท้ายรถกระบะที่ขับมาในทางเดียวกัน ประทับตราไปรษณีย์โดยใช้ท้ายรถกระบะแทนโต๊ะทำงาน ปั่นจักรยานหลบหลีกรถเสียลงไปในคูข้างทาง แข่งความเร็วกับทีมจักรยานตูร์ เดอ ฟรองซ์ แปะจดหมายกับหัวผู้รับหรือหนีบไว้ที่ก้นม้าขณะที่ช่างเกือกม้ายังไม่ว่างมือ ส่งพัสดุภัณฑ์ให้คนขายเนื้อภายใต้คมมีดสับเนื้อ ซึ่งผลก็คือตาคนขายเนื้อได้รองเท้าที่ขาดเป็นสองท่อนเพราะถูกสับด้วยฝีมีดของตัวเอง  "ความเร็ว" แบบอเมริกันส่งผลให้จักรยานหนีฟรองซัวส์ออกไปไกล จนท้ายที่สุดก็ไปหยุดลงที่ร้านเครื่องดื่ม และเมื่อฟรองซัวส์ตามมาทันจึงได้แวะเข้าไป "ดื่มสักอึก" เหมือนอย่างเคย

เมื่องานรื่นเริงสิ้นสุดลง ผู้คนพากันนอนสลบไสล ร้านรวงเริ่มถูกถอดเก็บ รวมทั้งศาลาม้าไม้หมุนก็ถูกถอดขึ้นรถบรรทุกพ่วงลากจูงออกไปจากหมู่บ้าน ฟรองซัวส์ช่วยชาวบ้านสรงฟางข้าวอยู่ในทุ่งข้างทาง เด็กน้อยสะพายกระเป๋าและหมวกไปรษณีย์วิ่งตามรถพ่วงซึ่งแล่นห่างออกไปจนกลายเป็นจุดเล็กๆ บนถนนอันยืดยาว

ตาติให้จูร์ เดอ เฟ็ตต์สะท้อนรายละเอียดของชนบทฝรั่งเศสเหมือนกับจะพูดว่า "นี่แหละชีวิตของชาวฝรั่งเศส" ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์กึ่งทำนายฐานะของ "อเมริกัน" ที่มีอยู่และจะมีต่อไปในฝรั่งเศสและในโลก โดยมีความเร็วและประสิทธิภาพเป็นกุญแจ 2 ดอกที่สำคัญที่จะไม่มีใครทัดทานได้ และความเป็นฝรั่งเศสคงจะต้องแปรเปลี่ยนไปในอนาคต

ความจริงบรรยากาศตามท้องเรื่องจูร์ เดอ เฟ็ตต์อิงอยู่กับบรรยากาศของเวทีซ้อมมวยในชนบทซึ่งตาติเองได้ร่วมแสดงเป็นหนุ่มชาวบ้านที่ฝันถึงการได้เป็นนักมวยกับเขาบ้างในหนังสั้นชื่อ ซวญญ์ ตง โกช (Soigne ton Gauche – ระวังหมัดซ้าย) ซึ่งกำกับโดยเรอเน่ เคลมองต์ (René Clemént) ในปี 1936

จูร์ เดอ เฟ็ตต์จะส่งแรงบันดาลใจไปยังเลกอล เดส์ แฟคเตอร์ส์ (โรงเรียนบุรุษไปรษณีย์) ในปี 1947 ซึ่งตาติทั้งกำกับและทั้งแสดงเองโดยเน้นให้รายละเอียดของการฝึกฝนบุรุษไปรษณีย์ว่าจะต้องปฏิบัติตนเช่นไรในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เราเข้าใจโดยชัดแจ้งว่าความสำเร็จของตาติ แชปลิน และคีตันนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความเป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ของพฤติกรรมของคนแต่ละคน การสังเกตที่ถี่ถ้วนก่อให้เกิดความแม่นยำในการแสดงและการกำหนดสถานการณ์ที่ถูกต้อง ดังเช่นลักษณะการนั่งอย่างเฉยเมยของคีตันบนก้านเหล็กคันชักที่เชื่อมต่อล้อรถไฟที่น่าสะพรึงกลัวในเรื่องเดอะ เจเนอรัล ดังที่กล่าวไปแล้ว หรือการยืนอยู่ตรงช่องว่างของหน้าต่างพอดีในขณะที่ฝาบ้านขนาดใหญ่ล้มทับลงมาอย่างน่ากลัวใน สตีมโบ๊ต บิลล์ จูเนียร์ (Steamboat Bill Jr.) หรือการยื่นดอกกุหลาบสีขาวให้กับหญิงสาวตาบอดของแชปลินในเรื่องซิตี้ ไลท์ จะมีก็แต่ความแม่นยำอย่างไม่มีผิดพลาดเท่านั้นที่จะทำให้ทั้งสามกรณีนี้มีความลงตัวอย่างได้ผลที่สุด

เลส์ วากองส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ (Les Vacances de Monsieur Hulot หรือ M.Hulot's Holidays – 1953 ความยาว 87 นาที)

ช่วงวันหยุดพักผ่อนประจำปีในฤดูร้อนเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมอุตสาหกรรมซึ่งมีคนชั้นกลางเป็นจักรกลผลักดันที่สำคัญ ช่วงเวลาที่สามารถจะหลุดไปจากตารางเวลาอันรัดรึงของระบบธุรกิจที่เข้มงวด เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันแสนสั้นที่ทุกคนรอคอยมาอย่างยาวนานตลอดปี ทำให้ปีที่ประสบความสุขจึงมักถูกประทับไว้ในความทรงจำเหมือนกับรูปโปสการ์ดอันงดงาม เพื่อเตือนถึงความมีอยู่ของมันในอดีต

เลส์ วากองส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ จบภาพสุดท้ายด้วยโปสการ์ดรูปชายทะเล ประทับตราตำบลแซงต์ มารค์ ซูร์ แมร์ เพราะเรื่องราวอันแสนสนุกเกิดขึ้นที่นี่ในฤดูร้อนของ ค.ศ. 1953

ภาพแรกของหนังเรื่องนี้เริ่มที่ฉากสถานีรถไฟซึ่งผู้คนพากันเบียดเสียดเยียดยัดเพื่อเริ่มต้นการเดินทางเมื่อฤดูแห่งการพักผ่อนได้มาถึง แต่บางคนก็เดินทางด้วยพาหนะชนิดอื่น โดยเฉพาะตัวละครสำคัญคือเมอสิเออร์อูโลต์ (ผู้ซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของตาติตลอดไป) ได้เดินทางโดยรถยนต์เก่าๆ ล้าสมัยและมีปัญหาไปตลอดทาง

พวกคนชั้นกลางหนีความจำเจของตารางเวลาประจำของตนมาสู่ตารางการพักผ่อนที่ซ้ำซาก ทั้งการว่ายน้ำ กิจกรรมชายหาด การเล่นไพ่ ตีปิงปอง อ่านหนังสือ ฟังคลื่นวิทยุ ขี่ม้า ตีเทนนิส กินอาหารกลางวันและอาหารเย็นร่วมกันทุกวันเป็นอาทิ

สองสามีภรรยาชรามาพักผ่อนพร้อมกับชุดราคาแพง ชายทะเลสำหรับครอบครัวนี้จึงเป็นเพียงที่เดินเล่นอันเฉิดฉาย  ครอบครัวของอดีตนายพันทหารมาพักผ่อนพร้อมกับระเบียบแบบแผนแบบทหาร วงสนทนามักจะเป็นเรื่องของอดีตอันกล้าหาญของท่านนายพัน  ส่วนครอบครัวพ่อ แม่ และลูกๆ นั้น ผู้พ่อเดินทางมาพักผ่อนพร้อมด้วยการติดต่อทางโทรศัพท์เรื่องธุรกิจอย่างไม่ขาดสาย  ชายหนุ่มปัญญาชนมีหนังสือยากๆ ติดตัวมาพร้อมกับบทสนทนาอันน่าเบื่อหน่ายสำหรับคนรอบข้าง สองคนที่ดูต่างไปจากคนอื่นก็คือหญิงสาว (สวย) และอูโลต์ซึ่งดูเหมือนจะอยู่นอกตารางแห่งความเบื่อหน่ายของคนอื่นๆ เขาคือคนที่เปิดแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่อึกทึกป่วนคนอื่นๆ (โดยไม่ตั้งใจ) เป็นคนที่ทำให้คนอื่นๆ ที่ชายหาดแตกตื่นเพราะคิดว่าเขาคือปลาฉลาม  พิชิตทุกคนบนลอนเทนนิสด้วยท่วงท่าทีที่แปลกประหลาด พาเพื่อนบางคนไปงานศพ (โดยไม่ตั้งใจ) ปรากฏตัวในงานเต้นรำใส่หน้ากากกับสาวสวย แล้วจู่ๆ เขาก็หายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็น แม้ค่ำคืนสุดท้ายของการจากลาก็ไม่มีใครทราบว่าดอกไม้ไฟซึ่งถูกจุดเหมือนกับการเฉลิมฉลองอันงดงามเพื่อสั่งลาฤดูการพักผ่อนของปีนั้น แท้จริงก็มีอูโลต์อยู่เบื้องหลัง (โดยไม่ตั้งใจอีกเหมือนกัน) การจากลาด้วยความประทับใจและเศร้าสร้อยของทุกคนในฤดูร้อนคราวนั้นก็เป็นเพราะมียาดำแบบอูโลต์แทรกอยู่นั่นเอง

ภาพโปสการ์ดรูปชายทะเลอันว่างเปล่าซึ่งเป็นภาพสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ชวนให้เราคิดคำนึงถึงอูโลต์และหญิงสาวสวยในฐานะที่เป็นอดีตอันงดงามและมีชีวิตชีวา

หนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับเมอสิเออร์อูโลต์ หลายคนยอมรับเขาทั้งที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร เห็นแต่รูปลักษณ์ภายนอกว่าเป็นชายวัยกลางคนร่างสูง[8] สวมชุดสีอ่อนแล้วสวมเสื้อฝนขนาดสั้นสีเดียวกันยาวถึงต้นขาทับอยู่ชั้นนอก ถือร่มสีดำ คาบกล้องยาสูบ (ซึ่งเกือบไม่เคยจุด) ใส่หมวกปีกหลุบๆ และมีท่วงท่าเดินซึ่งเก้งก้าง ลังเลจนเกือบละล้าละลัง

เทอร์รี่ โจนส์ (Terry Jones) หนึ่งในคณะละครตลกอังกฤษมอนตี้ ไพธ่อน (Monty Python) กล่าวถึงความสามารถของตาติว่า ดังที่โรเบิร์ต บราวนิ่ง (Robert Browning) กวีอังกฤษเคยกล่าวว่า เมื่อเอาความคิด 2 อย่างมาผูกรวมกัน มันไม่ใช่แค่เกิดเป็นความคิดอย่างที่สาม แต่เกิดเป็นดวงดาราอันเจิดจรัส ตาติได้เอามุข 2 อย่างมาประสมกันแล้วบังเกิดขึ้นเป็นความขบขัน เขา (โจนส์) ได้ตระหนักถึงความงามและความขบขันว่าสามารถเป็นสิ่งเดียวกันได้จากหนังเรื่องนี้ของตาติ[9]

มงน็งคล์ (Mon Oncle – ปี 1956 ความยาว 116 นาที)

มงน็งคล์เป็นผลรวมของบรรยากาศฝรั่งเศสดั้งเดิมจากจูร์ เดอ เฟ็ตต์ กับตัวเมอสิเออร์อูโลต์จากเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ และบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัยของทศวรรษที่ 50 ตอนปลาย

หนังเปิดฉากแรกที่ปั้นจั่นสำหรับก่อสร้าง ตึกที่เพิ่งสร้างใหม่กับแนวกำแพงเก่าซึ่งกำลังจะถูกพังทลายลง หมาจรจัดหลายตัวกับหมาใส่เสื้อกันหนาวอีกตัวหนึ่งอันแสดงถึงฐานะที่แตกต่างกันออกไปตามฐานานุภาพพากันวิ่งอย่างร่าเริงไปตามตรอกซอกซอยของเมืองเก่า ต่อเมื่อวิ่งเข้าเขตเมืองใหม่ หมาใส่เสื้อค่อยเปลี่ยนอากัปกิริยาเป็นเซื่องหงอยแล้วมุดเข้าบ้านที่โอ่อ่าหลังหนึ่งไป

บ้านหลังที่ว่านี้เป็นของครอบครัวอาร์แปลซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกชายและหมาตัวที่ว่ามาแล้วนั้น ผู้สามีขับรถอเมริกันคันยาวหรูไปทำงานยังโรงงานผลิตพลาสติค โดยจะแวะไปส่งลูกชายที่โรงเรียนก่อน ในขณะที่ฝ่ายภริยาเป็นผู้ที่ดูแลระเบียบและความสะอาดเอี่ยมอ่องของบ้านอยู่เป็นนิจ เธอมีครัวที่ทันสมัย ตู้เตาในครัวล้วนแล้วแต่ทำงานอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า บางส่วนของครัวมีระบบสเตอไรด์ฆ่าเชื้อและดูคล้ายห้องของทันตแพทย์ตามคลินิกด้วยซ้ำไป เธอมีห้องนั่งเล่นที่ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์ซึ่งถูกออกแบบอย่างทันสมัยจากโรงงานของสามีเธอ ลานเล็กๆ หน้าบ้านมีสระน้ำที่มีปลาโลหะตั้งอยู่ตรงกลาง หากมีแขกสำคัญเธอก็จะเปิดสวิทช์น้ำพุให้พุ่งขึ้นจากปากของปลาตัวนี้เป็นการต้อนรับ ก่อนที่จะกดปุ่มปิด-เปิดประตูอัตโนมัติ  แต่หากเป็นคนกันเองหรือคนที่ไม่ใช่แขก น้ำพุปลาก็จะไม่จำเป็นต้องอวดตัว น้ำพุที่ว่าจึงเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและเป็นทั้งเครื่องแสดงฐานะ  บ้านที่เป็นระเบียบหลังนี้เป็นผลรวมของความพยายามของทุกคนในบ้านโดยเฉพาะคุณนายอาร์แปลบวกกับระบบกลไกเทคโนโลยีไฟฟ้าอันซับซ้อน สิ่งแปลกปลอมอย่างเดียวที่มาเป็นครั้งคราวของบ้านนี้ก็คือเมอสิเออร์อูโลต์ ซึ่งบังเอิญเป็นน้องชายของมาดามอาร์แปลนี่เอง

เจอรารด์ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวอาร์แปลดูหงอยเหงาในบ้านจักรกล และเมื่ออยู่กับพ่อแม่เจ้าระเบียบ เจอรารด์ตอบรับอาหารที่แสนถูกอนามัยเช่นไข่ต้มที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาอย่างดีด้วยอาการสะอึกและด้วยความเบื่อหน่าย ตรงกันข้าม หากอูโลต์ผู้เป็นน้าชายไปรับกลับจากโรงเรียนหรือพาซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยว เจอรารด์ดูมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะระหว่างเส้นทางจะได้พบกับแก๊งค์เด็กจอมแก่นจากเขตเมืองเก่าซึ่งมีเกมการละเล่นที่แสนสนุกและน่าตื่นเต้น เช่นแกล้งกระแทกท้ายรถขณะที่รถชะลอลงจอดเมื่อรถติด เจ้าของรถที่ถูกกระแทกมักจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงลงมาต่อว่ารถคันข้างหลังด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าถูกชนท้าย หรือเกมผิวปากเรียกคนเดินถนน ทำให้ผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเหลียวไปมองข้างหลังแล้วเดินชนเข้ากับเสาไฟซึ่งรออยู่แล้วข้างหน้า ขนมปิ้งที่แสนอร่อยเพราะโรยด้วยน้ำตาลจนพูนด้วยมือที่สกปรกมอมแมมของตาคนขาย ขนมรถเข็นก็เป็นสุดยอดอีกอย่างหนึ่งของเส้นทางที่ว่านี้

ตาติให้อูโลต์พาคนดูเข้าไปในเขตเมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกจอแจของผู้คนที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ตลาดนั้นตรงลานกว้างมีทั้งร้านขายผักสด ขายผลไม้ ขายปลาสดและแห้ง เสียงดนตรีจากสตรีทออร์แกนช่วยสร้างบรรยากาศที่คึกคัก ทำให้เหมือนมีงานการละเล่นอยู่กลายๆ ร้านเครื่องดื่มมักมีแรงดึงดูดให้ใครต่อใครได้หันเหจากเส้นทางที่ตั้งใจเดิน โฉบเฉี่ยวแวะเวียนเข้าไปพอให้ได้ฮาเฮ ทั้งนี้รวมไปถึงตาคนกวาดถนนซึ่งแม้จะมีไม้กวาดอยู่ในมือเสมอ แต่แกก็มักจะคิดว่าการได้โม้กับคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นงานหลักของแกมากกว่าการกวาดถนน จะว่าไปแล้วตาติชวนให้เรารู้สึกได้ว่าละแวกเขตเมืองเก่าที่อูโลต์อาศัยอยู่นั้น แท้จริงแล้วทุกคนรู้จักกันหมดในฐานะที่เป็น "เพื่อนบ้าน" กัน

แม้กระทั่งห้องเช่าของอูโลต์ซึ่งอยู่บนชั้นที่ 3 ซึ่งสูงที่สุดแล้วของตัวบ้าน เส้นทางเดินของอูโลต์ก็จะต้องเดินผ่านป้าเจ้าของบ้านพร้อมด้วยลูกสาวซึ่งกำลังโตเต็มวัย ต่อไปตามเส้นทางที่วกวนผ่านเพื่อนบ้านอีกหลายห้องในแต่ละชั้น "พอให้ได้ทักทายกัน" กว่าจะสิ้นสุดลงที่ห้องของตัวเอง บ้านของอูโลต์ตามทัศนะของตาติจึงเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยชีวิต และการตอบสนองต่อกันในฐานะมนุษย์อันเป็นการแสดงภาพที่อยู่มานานคู่กันกับชุมชน และบ้านในเขตเมืองใหม่ที่มีแต่โลหะ อุปกรณ์เครื่องใช้ที่อาจเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ (ปลาโลหะพ่นน้ำ เครื่องครัวที่พร้อมจะโจมตีอูโลต์ โรงรถอัตโนมัติที่ขังเจ้าของบ้านเอาไว้ข้างใน) แม้บ้านของครอบครัวอาร์แปลเอง ก็ดูคล้ายกับใบหน้าเพราะมีหน้าต่างกลมๆ เหมือนลูกตา 2 ดวง แต่ใบหน้านั้นก็เป็นเพียงใบหน้าและดวงตาของมนุษย์หุ่นยนต์ที่น่าสะพรึงกลัว

มงน็งคล์จบเรื่องลงตรงที่บริษัทซึ่งจ้างงานอูโลต์ตามอิทธิพลของเมอสิเออร์อาร์แปลได้ส่งอูโลต์ไปยังสาขาต่างเมือง (ตามคำขอของเมอสิเออร์อาร์แปลเพื่อที่อูโลต์จะได้ไม่เป็นตัวอย่างที่ "เลว" ให้กับเจอรารด์) อูโลต์ได้ทำให้คนทั้งสนามบินมีท่วงทำนองเปลี่ยนไปเป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะแจ๊สซึ่งเป็นเพลงประกอบฉากขณะนั้น และเผลอๆ อูโลต์อาจเป็นคนทำให้เมอสิเออร์อาแปลเป็นคนเล่นเกมผิวปากหลอกคนเดินชนเสา ซึ่งทำให้เจอรารด์กับพ่อได้กลายเป็น "พวกเดียวกัน" แทนที่อูโลต์ซึ่งจากไป   

อย่างน้อยก็เป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างหนึ่งของตาติ เพราะการกลับนิสัยของเมอสิเออร์อาร์แปลเกิดขึ้นในขณะที่แนวกำแพงเมืองเก่า (ซึ่งหมายถึงเมืองเก่าด้วย) กำลังถูกทลายลง ปารีสเดิมที่มีชีวิตชีวากำลังก้าวเท้าเข้าสู่ความเป็นปารีสใหม่ที่ทันสมัย อาคารสูบที่เต็มไปด้วยโลหะและกระจกอันจะเป็นสาระสำคัญของเรื่องราวของอูโลต์ในหนังเรื่องต่อไป

ร้อยปีของตาติและครึ่งศตวรรษของอูโลต์ -- ต่อ

เพลย์ไทม์ (Play Time – 1967 ความยาว 120 นาที)

มงน็งคล์จบเรื่องด้วยฉากสนามบินซึ่งเมอสิเออร์อูโลต์จะเดินทางจากไปยังเมืองอื่น เพลย์ไทม์ซึ่งสร้างขึ้นในอีก 10 ปีต่อมาเปิดฉากแรกของเรื่องด้วยภาพของสนามบินปารีสอันทันสมัย ผู้คนหลากหลายค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นภายในอาคารซึ่งดูเหมือนฉากเวทีขนาดใหญ่ แม่ชี 2 คนใส่หมวกแบบเก่าที่มีขอบหมวกข้างแก้มพับยกขึ้นไปเหนือหูได้ เวลาเธอเดินขอบหมวกจึงดูเหมือนปีกเล็กๆ ของนกซึ่งกำลังขยับตัวบินอย่างร่าเริง การล้อเลียนเครื่องบินเป็นมุขแรกที่ตาติส่งตัวละครของเขาออกมาทักทายคนดู และเหมือนกับเป็นการเตือนว่าหนังซึ่งฉายอยู่ในระบบ 70 มิลลิเมตรเรื่องนี้ จะมีมุขต่างๆ ซุกซ่อนเอาไว้บนจอ (อันกว้างใหญ่) อย่างมากมาย

ดังที่กล่าวแล้วฉากภายในอาคารสนามบินดูเหมือนเวทีขนาดใหญ่ มีพนักงานสายการบินยืนอยู่ตรงสุดเวทีด้วยท่าทางที่คล้ายท่ายืนของนางแบบ ทางเดินตรงกลางโถงของอาคารเหมือนแคทวอล์ค โดยมีสามีภรรยาซึ่งกำลังจะเดินทางนั่งอยู่อย่างเจียมตัวตรงข้างซ้ายของทางเดินแบบ  ตัวละคนที่ดูไร้ความหมายถูกปล่อยขึ้นมาบนทางเดิน นับแต่นายทหารผู้รอคอยคนที่นัดหมาย นางพยาบาลอุ้มเด็กที่หาทางไปห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม เลขานุการผู้เดินด้วยความรีบเร่ง พนักงานกวาดพื้นท่าทางขี้เกียจและดูผิดที่โผล่ออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ แล้วฉากก็ชุลมุนขึ้นเมื่อขบวนนักข่าวที่รุมล้อมศาสตราจารย์แก่ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาในฉาก สมทบด้วยนักท่องเที่ยวอเมริกันกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาเยือนกรุงปารีส ในท่ามกลางความชุลมุนดังกล่าวนี้ เสียงร่มตกลงกระทบพื้นดึงความสนใจของทุกคนไปที่เมอสิเออร์อูโลต์ผู้ปรากฏตัวอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ แต่ก็เป็นช่วงเวลาเพียงแว่บเดียวที่เขาเก็บร่มขึ้นจากพื้นแล้วก็หายไปจากฉาก ปล่อยให้บรรยากาศของความชุลมุนดำเนินต่อไป

ตาติไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดว่าเข้าต้องการอะไรในฉากเปิดของหนัง เพียงแต่เราจะทราบในเวลาต่อมาว่าตัวละคร 2 ตัวซึ่งมีวิถีทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะได้ถูกความบังเอิญดึงให้เข้ามาพบกัน มีความสัมพันธ์ที่ผิวเผินแต่อ่อนหวาน แต่แล้วก็จากกันไปเหมือนกับวันเวลาที่เวียนผ่านทุกคนไป สองคนที่ว่านั้นคือสาวชาวอเมริกันผู้ซึ่งมาปารีสเพราะอยากจะเห็นหอไอเฟล ประตูชัย โบสถ์พระหทัยอันศักดิ์สิทธิ์ละแวกย่านมงมาเตรอะกับเมอสิเออร์อูโลต์ผู้ซึ่งเดินทางมาพบใครคนหนึ่งในบริษัทที่ตั้งอยู่ในละแวกสนามบินนี่เอง

ตาติให้ภาพเมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งสร้างขึ้นด้วยโลหะและกระจกใส แม้ทุกคนจะมองเห็นกันแต่มนุษย์ก็ถูกแยกออกจากกันและหากันไม่พบ อูโลต์ตามหาชายคนนึ่งซึ่งดูยุ่งกับธุรกิจการงานของเขา แม้จะมองเห็นกันผ่านกระจก แต่ก็ไม่อาจได้พบกัน เพราะความซับซ้อนของเส้นทาง อูโลต์หลงทางอยู่ในอาคารทันสมัยแห่งนั้น ได้เห็นเลขานุการสำนักงานสมัยใหม่จำนวนนับสิบๆ คน นั่งอยู่ในคอกรูปกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งกั้นทุกคนออกจากกันเสมือนอยู่ในเขาวงกต อูโลต์หลงเข้าไปในห้องจัดแสดงสินค้าที่ทันสมัยและดูไร้สาระ เช่น แว่นตาที่พับหักงอได้ ถังขยะรูปทรงเป็นเสาแบบกรีก เครื่องดูดฝุ่นที่มีไฟฉายส่องแสงสว่าง บานประตูเปิดปิดซึ่งไร้เสียง เป็นต้น กว่าอูโลต์จะหลุดออกจากเขาวงกตนี้ได้ก็พลบค่ำ และบังเอิญได้พบเพื่อนเก่าจากสมัยเป็นทหาร จึงได้แวะเข้าไปในบ้านเพื่อนคนนี้

ตาติสร้างจินตนาการให้เราเห็นบ้านในเมืองสมัยใหม่ว่าเป็นกล่องสี่เหลี่ยมต่อเนื่องกันไป ทั้งในแนวนอนและแนวดิ่ง ทุก "บ้าน" มีผนังบางๆ แบ่งและกั้นแต่ละ "บ้าน" ออกจากกัน หากมองทางด้านตัดขวาง (ตาติออกแบบให้ผนังด้านที่เรามองเห็นเป็นกระจกใสบานใหญ่) จึงดูเหมือนเราเห็นกริยาท่าทางของคนในทุกบ้านพร้อมกัน ตาติจงใจที่จะทำให้แต่ละบ้านข้างเคียงดูเหมือนมีปฏิกิริยาตอบโต้กันผ่านจอโทรทัศน์บางแบนที่ติดอยู่ที่ผนังซึ่งใช้ร่วมกัน ฉะนั้น เมื่อชายข้างห้องกำลังเปลี่ยนเสื้อ พ่อแม่ในห้องถัดไปจึงทำท่าปิดตาลูกสาว แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ ห้องที่ติดกับห้องที่อูโลต์กำลังคุยอยู่กับเพื่อนนั้นเป็นห้องของชายคนที่อูโลต์ตามหามาตลอดทั้งเรื่อง ทั้งคู่จะไม่ได้พบกันเลย หากอูโลต์จะไม่ได้มาหยุดยืนดูร้านอาหารเปิดใหม่ซึ่งกำลังตกแต่งเตรียมเปิดบริการอยู่ และชายคนที่เขาตามหาก็จะไม่พบอูโลต์เลย หากเขาไม่ได้พาหมาออกมาเดินเล่นและได้มาหยุดดูการตกแต่งร้านอาหารแห่งนั้นเช่นกัน ตาติไม่ได้สนใจที่จะให้รายละเอียดของความต้องการที่จะพบกันของคนทั้งสอง เพราะประเด็นที่สำคัญกว่าคือการให้รายละเอียดของการที่คนทั้งสอง "หากันไม่เจอ" ในเมืองสมัยใหม่ต่างหาก

อูโลต์พบกันเพื่อนเก่าอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานเป็นคนเปิดปิดประตูภัตตาคารหรูหราที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ ในขณะที่หญิงสาวอเมริกันซึ่งมาปารีสเพราะอยากจะได้พบเห็นสถานที่อันลือชื่อต่างๆ ของกรุงปารีส แต่สถานที่เหล่านั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนที่เธอจะได้พบเห็นก็แต่ตามประตูกระจกที่ปิดเปิดตามที่ต่างๆ เท่านั้น ดูเหมือนตาติจะตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์ว่าปารีสเก่าอันมีเสน่ห์ได้ตายจากไปนานแล้ว สิ่งที่มาใหม่ก็คือบรรดาตึกที่แข็งกระด้างและไร้เสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หญิงสาวชาวอเมริกันคนนี้จะได้บังเอิญมาพบกับอูโลต์ผู้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของโลกเก่าที่ภัตตาคารแห่งนี้นี่เอง

ความชุลมุนวุ่นวายในภัตตาคารเปิดโอกาสให้ตาติสอดใส่การศึกษากริยาของคนต่างๆ ได้อย่างสนุกสนาน เช่น การเจาะช่องส่งอาหารจากครัวควรจะให้มีขนาดกว้างเท่ากับด้านขวางหรือด้านยาวของจานเปล การเดินเสิร์ฟของบ๋อยบางคนเหมือนเดินแฟชั่นโชว์มากกว่าการเสิร์ฟอาหารจริงๆ  ปลาซึ่งถูกวางลงบนโต๊ะและปรุงต่อหน้าแขกก่อนรับประทานถูกปรุงอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีใครได้กินจริงๆ เลย เพราะบริกรเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่า ขวดคอนญัคที่วางเอาไว้ในครัวพร่องไปเรื่อยๆ จนกัปตันต้องวางกับดักโดยเอาเขม่าดำมาทาปากขวดเอาไว้ แล้วจะได้พบว่าคนปากดำเป็นวงกลมขอบปากขวด แท้จริงก็คือผู้ช่วยที่เขาไว้ใจที่สุดนั่นเอง บ๋อยคนหนึ่งกางเกงขาดเพราะถูกขอบพนักเก้าอี้เกี่ยวเอาได้กลายสภาพเป็น "บ๋อยอะไหล่" เมื่อคนอื่นเกิดแจ๊คเก็ตขาด โบว์ไทเปรอะน้ำซอส รองเท้าขาด ทุกคนล้วนแล้วแต่มาขออะไหล่ไปจากตัวเขาทั้งสิ้น ที่ขำไม่แพ้กันก็คือการที่อูโลต์ทำให้บานประตูกระจกใสหน้าร้านแตกลง เพื่อนผู้ซึ่งมีหน้าที่ปิดเปิดประตูจึงต้องยืนถือมือจับบานประตูไว้ ทำเสมือนปิดเปิดประตูกระจกใสที่ไม่มีอยู่จริง ความชุลมุนของภัตตาคารดำเนินไปจนถึงเวลาสร่างซาในเช้าวันรุ่งขึ้น อูโลต์จากลากับนักท่องเที่ยวสาวชาวอเมริกันโดยมอบผ้าแพรคลุมผมซึ่งมีรูปสถานที่สำคัญต่างๆ ของปารีส (ตามที่เธอคาดหวังว่าจะได้เห็น) เมื่อรถบัสของเธอวิ่งเข้ามาวนอยู่ในวงเวียนร่วมกันกับรถคันอื่น ๆ จังหวะของดนตรีก็เปลี่ยนไปเป็นดนตรีที่ใช้ตามสวนสนุกที่มีม้าหมุนอยู่ตรงกลาง และการเคลื่อนไหวของรถทุกคันในวงเวียนก็เคลื่อนไปในอากัปกิริยาของม้าหมุน อนุสาวรีย์กลางวงเวียนซึ่งเป็นรูปเสาบิดเกลียวก็ดูเหมือนเสาทาสีขาวแดงที่สืบทอดรูปแบบมาจากเสาเมย์โพล ซึ่งใช้ในการเฉลิมฉลองกันหลังฤดูการเก็บเกี่ยว

ฉากนี้เกือบจะเป็นการ "กระพริบตา" (wink) ย้อนความรู้สึกของเรากลับไปสู่จูร์ เดอ เฟ็ตต์ หนังเรื่องแรกของตาติ

เพลย์ไทม์จบลงด้วยความสดชื่นรื่นเริง การจากกันของอูโลต์และเพื่อนสาวชาวอเมริกันเป็นความรู้สึกที่ค้างคา คล้ายกับที่อูโลต์จากสาวสายในเรื่อง เลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ โดยปราศจากการล่ำลา และเหมือนกับการจากลาเด็กสาวลูกเจ้าของบ้านเมื่อวันสุดท้ายที่ได้พบว่า "เธอเป็นสาวแล้ว" ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าในเรื่องหน้า อูโลต์จะโชคดีกว่านี้ไหม  

ทราฟฟิค  (Traffic – 1971 ความยาว 89 นาที)

หากจะกล่าวว่าเพลย์ไทม์เป็นเรื่องของมนุษย์กับอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในยุคสมัยใหม่ ทราฟฟิคก็เป็นเรื่องของมนุษย์กับยวดยานพาหนะและการสัญจรซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับระยะทาง ภาพของนีล อาร์มสตรอง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันซึ่งก้าวเท้าลงเหยียบบนโลกพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางที่ไกลที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์

ทราฟฟิคเล่นกับประเด็นของการเดินทางที่แสนสั้นแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ เมื่อเทียบกับการเดินทางไปในอวกาศของนักวิทยาศาสตร์ดังที่กล่าวไปแล้ว ในเรื่องนี้เมอสิเออร์อูโลต์กลายมาเป็นสถาปนิก[10] ผู้ออกแบบรถค้างแรมสำหรับการเดินป่าที่มีอุปกรณ์อเนกประสงค์อย่างครบครัน เช่น มีที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เตาปิ้งย่าง โต๊ะกินข้าว เตียงนอน โทรทัศน์เครื่องเล็ก และอื่นๆ อีกสุดจะจารนัยได้หมด อูโลต์จะต้องเอารถคันนี้เดินทางจากปารีสไปในงานมอเตอร์โชว์ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศฝรั่งเศสไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แม้เจ้ารถสารพัดนึกจะทำอะไรได้หลายอย่าง และแม้ว่าระยะทางจากปารีสถึงอัมสเตอร์ดัมจะไม่ได้ยาวไกลอะไรมากนัก แต่การเดินทางก็ต้องวิธีการขนไปโดยรถบรรทุก และก็รถบรรทุกนี่แหละที่จะมีปัญหาต่างๆ นานา ไปตลอดทาง เช่น น้ำมันหมด เบรกไม่ทำงาน ถูกตำรวจจับเพราะต้องสงสัยว่าแหกด่าน อุบัติเหตุรถชน เป็นต้น ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แสนจะสามัญของคนที่ขับรถบรรทุก (บนโลกนี้) จะต้องเผชิญ เพียงแต่วิธีเล่ารายละเอียดของปัญหาแต่ละอันที่ตาตินำมาใช้นั้น จะขยายไปสู่เรื่องย่อยๆ อีกมาก ซึ่งเป็นสีสันอันมีรสชาติของหนังเรื่องนี้ดังเช่น ภาพที่อูโลต์หิ้วถังน้ำมันเปล่าเดินไปตามไฮเวย์อันยืดยาวเพื่อตามหาปั๊มน้ำมัน แล้วสวนทางกับคนที่ทำแบบเดียวกันแต่อยู่คนละฟากถนน

อู่ซ่อมเบรกที่ดูซอมซ่อ มีรถจอดเสียอยู่มากมายตามลานดินซึ่งรกเรื้อไปด้วยหญ้าตามแบบบ้านนอก ทุกอย่างดูหยุดนิ่งเหมือนสิ้นหวัง ในขณะที่เจ้าของอู่รถกำลังดูการถ่ายทอดมนุษย์อวกาศอเมริกันเดินอยู่ในอวกาศทางทีวี สภาพรวมที่เห็นทั้งหมด ทำให้เราคาดเดาได้ยากว่ารถจะซ่อมเสร็จอย่างไร และการเดินทางจะเริ่มต่อไปได้เมื่อไร

ส่วนสถานีตำรวจที่จับรถบรรทุกของอูโลต์มา ก็เต็มไปด้วยตำรวจที่ทำงานกันอย่างเชื่องช้า จะมีก็แต่ความอยากรู้อยากเห็นการทำงานของรถสารพัดนึกมากกว่าจะทำงานของตัวเอง ซึ่งอูโลต์และสหายก็สนองตอบความต้องการของเหล่าตำรวจเหล่านั้นเป็นอย่างดี โดยการแจงให้ดูว่าอุปกรณ์แต่ละอย่าง แต่ละส่วน ใช้งานอย่างไร รวมแม้กระทั่งการนอนในรถให้ดูด้วยจริงๆ

ฉากรถชนกันเพราะการให้สัญญาณมือที่สับสนของตำรวจจราจรอาจเป็นฉากที่เด่นที่สุดฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นการบังคับรถเพื่อเลี่ยงการชนกันอย่างรุนแรง ดูเหมือนกับรถกำลังเคลื่อนไหวช้าๆ ไปกับจังหวะดนตรี รถบางคันวิ่งตามลูกล้อของตัวเองที่หลุดวิ่งนำไปข้างหน้า คนที่ค่อยๆ เหยียดตัวเองออกมาจากรถแต่ละคันแล้วพยายามจะดัดตัวด้วยอาการต่างๆ กันเหมือนการออกกำลังกายเป็นหมู่ พระซึ่งกำลังตรวจดูสภาพเครื่องยนต์รถของตน เมื่อมองจากด้านหลังเหมือนท่านกำลังทำพิธีสวดมนตร์ และฉากของคนซึ่งกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพงหญ้าเพื่อหาชิ้นส่วนอะไหล่ของรถ เมื่อพบเข้าชิ้นหนึ่งก็จะประกาศหาเจ้าของ เหมือนกำลังเล่นเกมอะไรสักอย่าง

รถซึ่งชนกันทำให้รถสารพัดนึกของเรา (แม้จะอยู่ภายในรถบรรทุกคันใหญ่อีกทีหนึ่ง) พลอยชำรุดไปด้วย เจ้าของอู่ซ่อมรถดูเป็นคนโผงผาง ชอบคุย แม้งานจะคืบหน้าแต่ก็ต้องใช้เวลาข้ามวัน รายละเอียดบางตอนชวนให้นึกถึงการหยิบยืมมุขของชาร์ลี แชปลินจากเรื่องโมเดิร์น ไทม์ส (Modern Times) อย่างจงใจ เช่น ฉากที่เจ้าของอู่รถบอกให้อูโลต์มองหาเศษไม้รูปลิ่มในอู่ต่อเรือ แชปลินพบไม้ชิ้นนั้นตรงที่เขาใช้ค้ำยันเรือทั้งลำ และผลของการดึงเอาไม้ชิ้นนั้นออกมาก็ได้ทำให้เรือซึ่งยังต่อไม่เสร็จค่อยๆ ถอยลองไปตามรางเลื่อนและจมหายไปต่อหน้าต่อตาดคนทุกคนที่อ้าปากค้างด้วยความตะลึงพรึงเพริด อูโลต์จะพบไม้ชิ้นนั้นอย่างไร จะมีโศกนาฏกรรมแบบเดียวกัน หรือไม่ก็เชิญผู้อ่านค้นหาเอาเอง

ในที่สุดรถของอูโลต์ก็สามารถเดินทางมาถึงสถานที่จัดการแสดงรถในเมืองอัมสเตอร์ดัมกับเขาจนได้ หากแต่ว่าเป็นการมาถึงที่ช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะงานแสดงได้สิ้นสุดลงไปเมื่อวันก่อน แต่แม้กระนั้นการที่มีรถเหลืออยู่เพียงคันเดียวกลับทำให้ผู้คนที่ยังตกค้างอยู่ชื่นชอบและพากันสั่งจองรถสารพัดนึกนี้เป็นการใหญ่

อูโลต์พยายามจะจากไปเงียบๆ เหมือนอย่างหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่สภาพรถที่จอดติกันทั้งลานกว้างกลับกลายเป็นอุปสรรคในการเดินทางเคลื่อนไหวของคนทุกๆ คน ภาพตอนนี้ชวนให้เราคิดถึงประโยชน์ของรถว่ามีไว้สำหรับการเคลื่อนที่ แต่บ่อยครั้งที่การเคลื่อนที่นั้นจะนำไปสู่การจอดหยุดนิ่งอย่างน่ารำคาญคราวละนานๆ อูโลต์กางร่มของเขาเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้เพราะฝนเริ่มตกลงมา ในครั้งนี้เป็นการกางร่มที่มีเขาและเลขานุการบริษัทรถยนต์อยู่ร่วมกันภายใต้ร่มคันนั้น

พาเหรด (Parade – ปี 1974 ความยาว 85 นาที)

พาเหรดต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ ของตาติตรงที่เป็นหนังที่สร้างบรรยากาศเหมือนการแสดงของคณะละครสัตว์[11]  ประกอบกับการแสดงไมม์ของตาติเอง ที่ว่าสร้างบรรยากาศก็เพราะผู้ชมที่เข้าร่วมปรากฏอยู่ในหนังด้วยส่วนใหญ่ดูจะเป็นผู้ชมจริงๆ (ไม่ถึงกับเป็นผู้แสดงประกอบ) นั่งปะปนกับหุ่นกระดาษขึ้นรูปเป็นคนดู แต่ท้ายสุดของเรื่อง เด็กเล็กๆ 2 คนได้ขึ้นมาบนเวทีแล้วเล่นกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่วางทิ้งไว้บนเวที เป็นภาพที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติซึ่งการใช้คนดูร่วมแสดงหรือร่วมมีบทบาทตามธรรมชาตินี้ช่วยให้หนังมีความสดใหม่อยู่ในตัวเป็นอย่างมาก

หลังของตาติซึ่งค่อมลงนิดหน่อยในบางจังหวะของการเคลื่อนไหว เมื่อผสมรวมกับความสูง (มาก) ของเขา ทำให้ตาติดูแก่ลงอย่างผิดตาจากเมอสิเออร์อูโลต์ที่เรามักคุ้น แต่ถึงกระนั้นการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงในการแสดงไมม์หลายชุดของเขา กลับทำให้มองไม่เห็นร่องรอยของชายวัย 66 ปี หากแต่ยังเป็นตาติคนเดิมผู้ซึ่งชำนาญในการสังเกตการณ์และเลียนแบบด้วยท่าทางไมม์ของเขาอยู่นั่นเอง

การแสดงไมม์ในหนังเรื่องนี้มีที่สำคัญอยู่ 4 ชุด คือ การตีเทนนิส ชกมวย ตกปลา และขี่ม้า การแสดงทั้ง 4 ชุดนี้ชวนให้นึกถึงฉากการตีเทนนิสและขี่ม้าของอูโลต์ในเรื่อง เลส์ วางกองส์ เดอ
เมอสิเออร์อูโลต์
 นึกถึงการชกมวยในเรื่องซวญญ์ ตง โกช หนังที่กำกับโดยเรอเน่ เคลมองต์ ที่เขาแสดงเป็นเด็กหนุ่มชาวนาผู้ใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นนักมวยผู้มีชื่อเสียง  ความจริงแล้วตาติได้ทำหนังสั้นๆ อีก 2 เรื่องที่แสดงให้เห็นการสังเกตและเลียนแบบท่าทางของคนอันจะเป็นฐานที่สำคัญของการแสดงของเขา (รวมทั้งไมม์ด้วย) หนังทั้งสองนี้ก็คือ เลกอล เดอ แฟคเตอร์ส (L'ecole de Facteurs) หรือโรงเรียนไปรษณีย์ (สร้างในปี 1947 กับกูร์ ดู ซัวร์ (Cours du Soir – 1967)

เลกอล เดอ แฟคเตอร์ส เป็นการแสดงภาพของการฝึกหัดบุรุษไปรษณีย์ตามทัศนะของตาติ นับตั้งแต่จังหวะการขึ้นอานรถ การถีบที่เร่งรีบในกรณีที่เป็นการส่งโทรเลข กับการถีบด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอหากเป็นจดหมายปรกติ การหยิบยื่นไปรษณียภัณฑ์ก็มีความแตกต่างกันระหว่างจดหมายงานศพ (อย่างเศร้าสร้อย) จดหมายจั๊งค์เมล์ (อย่างไม่แยแส) ในขณะที่จดหมายรักจะถูกส่งให้ด้วยท่าทางที่อ่อนหวาน ตาติทำให้อาการเคลื่อนไหวของบุรุษไปรษณีย์ดูมีสง่าราศีเหมือบุรุษในเครื่องแบบประเภทอื่นๆ และทั้งหมดของการศึกษาเรื่องกริยาของบุรุษไปรษณีย์นี้ ก็จะไปปรากฏอยู่ในเรื่องจูร์ เดอ เฟ็ตต์ดังที่พูดถึงไปแล้ว

ส่วนกูร์ ดู ซัวร์ หรือโรงเรียนภาคค่ำนั้น เป็นเรื่องของชั้นเรียนการแสดงที่ศึกษาอากับกิริยาท่าทางของคน เช่น คนสูบบุหรี่ (พวกไก่อ่อน พวกขี้ยา พวกนักธุรกิจ ฯลฯ ปรากฏในบางฉากของมงน็งคล์)  คนสะดุดบันได การตกปลา (ในพาเหรด) การตีเทนนิส (ในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์) การขี่ม้า (ในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์เช่นกัน)

พาเหรดเป็นหนังที่ดูแล้วเพลิดเพลิน เพียงแต่ไม่รู้สึกสนุกและจุใจอย่างเรื่องก่อนๆ และที่สำคัญก็คือ ไม่มีเมอสิเออร์อูโลต์ผู้ซึ่งจะคอยนำพาเราไปสู่เรื่องราวต่างๆ ที่ทั้งสนุกสนานและชวนให้คิดอยู่ตลอดเวลา แม้กระนั้นคนดูหลายคนก็อดใจที่จะแอบคาดหวังไม่ได้ว่า "เอาเถิด อีกประเดี๋ยวอูโลต์ก็คงจะออกมา" แต่ก็ไม่มีใครสมหวัง แถมเมื่อหนังจบลงแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นตาติในฐานะนักแสดง ส่วนเมอสิเออร์อูโลต์นั้นจากลาขาดกันไปตั้งแต่หนังเรื่องเพลย์ไทม์แล้ว

หลังจากพาเหรดแล้ว ตาติได้ลงมือทำหนังสารคดีเกี่ยวกับนักฟุตบอลฝรั่งเศสเชื้อสายคอร์สิกันเรื่อง ฟอร์ซา บาสเตีย ในปี 1978  แต่งานก็ค้างคาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1982 ความจริงแล้วในขณะเดียวกันนั้น ตาติได้วางแผนและลงมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเมอสิเออร์อูโลต์แล้ว ในบทหนังเรื่องที่ตาติให้ชื่อว่าคอนฟิวชั่น (Confusion) นี้ เราจะได้เห็นเมืองปารีสในอนาคตซึ่งถูกครอบงำด้วยโทรทัศน์ การโฆษณา การติดต่อสื่อสาร และเมอสิเออร์อูโลต์ผู้อยู่ในอาการชราภาพแล้ว  ตามข้อมูลบอกว่าบทของหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่แนวคอมมิดี้อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะออกมาในรูปไหน เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว ในเรื่องเพลย์ไทม์ซึ่งตาติตั้งใจสะท้อนให้เห็นความยุ่งเหยิง (Confusion) ของปารีสในอนาคต (ทศวรรษที่ 70) อันเนื่องมาจากการวิ่งไล่ตามความทันสมัย ทำให้มนุษย์มีสภาพไม่ต่างจากจิ้งหรีดที่ถูกขังอยูในกรงเล็กๆ เต็มไปหมด และต้องตกอยู่ในสภาพจำยอมต่อภาวะซึ่งไม่อาจเชื่อมโยงติดต่อกันได้โดยตรง แม้มนุษย์จะตกอยู่ในสภาพอันน่าหดหู่เช่นว่านี้ แต่ตาติก็ยังสามารถใช้ความเฉียบคมของเขานำเสนอออกมาในรูปของคอมมิดี้ได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม บทหนังเรื่องนี้ได้รับการปรับให้ออกมาในรูปของแอนิเมชั่นภายใต้ชื่อว่า ดิ อิลูชั่นนิสต์ (The Illutionist) ซึ่งจะกำกับโดยซิลเวียน โชเมต์ (Sylvian Chomet) ผู้โด่งดังมาจากการกำกับแอนิเมชั่นแนวหดหู่เรื่อง เดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ (The Triplets of Belleville) นัยว่าหนังแอนิเมชั่นเรื่องใหม่นี้มีงบประมาณ 10 ล้านปอนด์อังกฤษ ลงทุนโดยบริษัท ปาเต้ (Pathé  Pictures) และคาดว่าจะออกฉายได้ในปี 2009 ผมออกจะประหวั่นใจอย่างไรพิกล แม้ว่าซิลเวียนจะมีฝีมืออย่างเอกอุ และหนังแอนิเมชั่นของเธออย่างเดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจูร์ เดอ เฟ็ตต์ และเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ตามทัศนะของผม เดอะทริเปตส์ ออฟ แบลวิลล์ดูหดหู่อย่างดำมือ และดูไม่เข้ากับอูโลต์และตาติ เห็นทีจะต้องรออีก 2 ปีข้างหน้าเพื่อจะรอดูว่าอูโลต์จะกลายเป็นตาแก่หงำเหงอะ ถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ที่กรุด้วยกระจกรอบด้าน ในห้องมีแต่โทรทัศน์ซึ่งถาโถมแกด้วยโฆษณา เกมโชว์ เกมทายปริศนาชิงรางวัล ละครและหนังโซปี้ แต่แกไม่สามารถจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับใครๆ ได้อย่างไร เพราะคนที่รู้จักและชอบพอ เช่น สาวน้อยในเลส์ วาก็องส์ฯ เด็กสาวลูกเจ้าของบ้านเช่าที่เติบใหญ่ในมงน็งคล์ สาวอเมริกันในเพลย์ไทม์ หรือแม้กระทั่งสาวเลขานุการเปรี้ยวกระฉับกระเฉงในทราฟฟิค ตลอดจนเด็กน้อยเจอรารด์ในมงน็งคล์ ก็ล้วนแล้วแต่เติบโตและจากไปอยู่ในสังคมอันยุ่งเหยิงของสหัสวรรษใหม่นี้แล้วทั้งสิ้น

ปีหน้าที่จะมาถึงนี้ ฌ๊าคส ตาติจะอายุครบร้อยปีไล่หลังแอร์เจ้ (Hergé) ซึ่งเพิ่งฉลองร้อยปีไปหมาดๆ นี้ ตาติทิ้งเมอสิเออร์อูโลต์ให้อยู่ในโลกของความทรงจำของคนจำนวนมาก อูโลต์เกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยนับจากหนังเรื่องแรกที่เขาปรากฏตัวขึ้นในเลส์ วาก็องส์ เดอ เมอสิเออร์อูโลต์ เราได้พบญาติ 2-3 คนของเขาในมงน็งคล์ แต่ดูเหมือนตาติจะเปลี่ยนใจเกี่ยวกับมิติของชีวิตของอูโลต์ เขาจึงกลับไปเป็นชายผู้โดดเดี่ยวเหมือนอย่างเดิมในเรื่องต่อๆ มา  แม้เขาจะเป็นคนที่มักจะนำเอาความยุ่งเหยิงเล็กๆ มาสู่คนรอบข้างอยู่บ่อยๆ ด้วยความซุ่มซ่ามของเขา แต่ก็ไม่เคยทำให้ใครต้องเดือดร้อนอย่างจริงจัง เพราะความซุ่มซ่ามของเขาเกิดจากการไม่รู้ถึงการเปลี่ยนไปของโลกรอบตัว หรือในอีกทางหนึ่ง ความซุ่มซ่ามของเขาก็คือการตอบโต้ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างซุ่มซ่ามของโลกเท่าที่คนตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกระทำได้ ซึ่งความจริงเมื่อเทียบกับเดอะ แทรมป์ (The Tramp) แล้ว แชปลินเลือกให้เดอะ แทรมป์มีความสุขเมื่อได้คืนลูกให้แม่ที่แท้จริง (ในเดอะ คิด – The Kid) ประสบความร่ำรวยและความรักในเดอะ โกลด์ รัช (The Gold Rush) ประสบความรักกับหญิงสาวที่หายจากตาบอดในซิตี้ ไลท์ส (City Lights) หลีกหนีออกไปจากโรงงานและเมืองพร้อมกับหญิงคนรักในโมเดิร์น ไทม์ส (Modern Times) หรือแม้กระทั่งกลายเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในการปลดทุกข์ยากของประชาชนในเดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (The Great Dictator) พูดง่ายๆ ก็คือ เดอะแทรมป์สู้กับสังคมรอบตัวชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในขณะที่อูโลต์แอบจากไปเงียบๆ กับสาวเปรี้ยวโดยทิ้งประดิษฐกรรมของรถสารพัดนึก (อันทันสมัย) เอาไว้เบื้องหลังในเรื่องทราฟฟิค ผมได้แต่หวังว่าเมื่ออูโลต์กลับมาเมื่อครบร้อยกับหนึ่งปีของตาติ เขาจะยังเป็นอูโลต์ที่ผมรู้จักและรักคนเดิม


[1] แม้หนังเงียบจะได้อาศัย "คำบรรยาย" แทรกเข้ามาเป็นครั้งคราว แต่คำบรรยายเหล่านั้นก็มีลักษณะเป็นเพียงกรอบหรือบริบทของเหตุการณ์ ฉะนั้น ที่เหลือระหว่างคำบรรยายจึงต้องอาศัยความสามารถของนักแสดงเป็นอย่างยิ่งที่จะแสดงเพื่อให้สื่อความหมายตามที่ต้องการต่อคนดู

[2] หนังของเขาทั้งสองหรือที่เขาร่วมแสดงนั้นคาบยาวมาถึงตอนกลางของศตวรรษที่ 20

[3] ในเรื่อง จูร์ เดอ เฟ็ต (Jour de Fete)

[4] ในเรื่อง มงน็งคล์ (Mon Oncle) / เพลย์ไทม์ (Play Time) และเรื่องทราฟฟิค (Traffic)

[5] 9 ตุลาคม ปลายสมัยรัชกาลที่ 5

[6] Forza Bastia เป็นภาพยนตร์สารคดีสั้นเก่ยวกับนักฟุตบอลฝรั่งเศสเชื้อสายคอร์สิกัน อันเป็นงานที่เขาทำเอาไว้แต่ไม่เสร็จ

[7] ถ่ายทำใน 2 ระบบพร้อมกันคือสีและขาวดำ แต่มีความผิดพลาดของฉบับสี จึงออกฉายเฉพาะฉบับขาวดำ จวบจนถึงปี 1995 เมื่อได้มีการปรับแก้ในเชิงของเทคนิค ฉบับสีจึงได้ออกเผยแพร่ให้คนดูทั่วโลกได้ดูกันเป็นครั้งแรก แม้จะมีข้อแตกต่างในรายละเอียดและตัวละครเล็กน้อยระหว่าง 2 ฉบับที่กล่าวถึง แต่โครงเรื่องหลักก็เป็นไปเช่นเดียวกัน ก็คือความเป็นไปของชีวิตชนบทในเมืองเล็กๆ ของฝรั่งเศส และอิทธิพลของอเมริกันที่ครอบงำฝรั่งเศส (และโลก) ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

[8] อูโลต์ยิ่งดูสูงมากขึ้นเพราะเขาสรวมกางเกงขาลอย การเน้นความเกินพอดีเช่นนี้มีให้เห็นเสมอทำนองเดียวกับกางเกงหลวมโพรกและรองเท้าที่ยาวเกินเท้าจริงของตัวตลก ซึ่งส่งอิทธิพลไปถึงเครื่องแต่งตัวของชาร์ลี แชปลินในบท "แทรมป์")

[9] ความจริงโจนส์จะไปไกลกว่าตาติอีก ตรงที่ว่าเขาสามารถเอาความงามและความน่าชังมาอยู่รวมกันแล้วกลายเป็นตลกขบขันอย่างชนิดท้องคัดท้องแข็ง เช่น ฉากในฮาเร็มของพระเจ้าสุลต่านจากเรื่อง ดิ แอดเวนเจอร์ส์ ออฟ บารอน มุนช์เฮาเซ่น (The Adventures of Baron Munchausen)

[10] แม้ในหนังแต่ละเรื่องอูโลต์จะเป็นอะไรก็ได้ที่แตกต่างกัน แต่ในทุกเรื่องเขาก็คืออูโลต์

[11] เพียงแต่ว่ามีสัตว์เพียงชนิดเดียวคือม้า นอกนั้นเป็นกายกรรม มายากล และดนตรี

2月13日

เมื่อเป็ดก้าวจากจานอาหารมาเป็นดาราหนัง

Tang-lao-ya

นั่นเป็นคำใหม่ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในภาษาจีนกลางเมื่อต้นเดือนนี้เองครับ ท่านผู้อ่านพอจะเดาออกไหมว่าคำ คำนั้นคืออะไร หรือหมายถึงอะไร ผมบอกไบ้ให้นิดว่าเป็นชื่อของซูเปอร์สตาร์สัญชาติอเมริกันและเป็นดาราในสังกัดดีสนีย์ เขาเกิดในปี 2477 ครับ

คำเฉลยก็คือว่านั่นเป็นชื่อของโดนัลด์ดั๊กในภาษาจีนกลาง ซึ่งถอดออกมาเป็นภาษาฝรั่ง อย่าให้ลองเดาถอดออกมาเป็นภาษาไทยเลยนะครับ เพราะคงจะเดาเสียงออกมาอย่างผิดๆ จะมากกว่าถูกนั่นแหละ ทีนี้ที่บอกว่าเป็นคำใหม่สำหรับคนจีน (บนแผ่นดินใหญ่) ก็เพราะว่าการ์ตูนชุดมิกกี้และโดนัลด์ได้เริ่มออกฉายทางทีวีของจีนเมื่อต้นเดือนนี้เอง คนจีนจะได้ดูการ์ตูนชุดนี้ตอน 6 โมงครึ่งทุกเย็นวันอาทิตย์ติดต่อกันถึง 104 ตอนตลอด 2 ปีข้างหน้า บริษัทดีสนีย์คาดหวังว่าเมืองจีนจะเป็นตลาดมหึมาสำหรับสินค้าของบริษัทกว่า 8,000 รายการ (ตลอดรวมไปถึงของเล่นนานาชนิดและแผ่นเสียงด้วย) แม้ในระยะแรกนี้ทางบริษัทอาจจะมีปัญหานิดหน่อยในเรื่องของสินค้าเลียนแบบ เนื่องจากขณะนี้จีนยังไม่ยอมรับกฎหมายลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ แต่ในระยะเวลาข้างหน้าเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อเมริกากระชับแนบแน่นขึ้น เรื่องแบบนี้ก็คงจะต้องมีการปรับปรุงกันตามธรรมเนียมแหละ อีกทั้งความฝันอันสูงสุดของบริษัทดีสนีย์ (และของจีนด้วย) ก็คือการสร้างดีสนีย์แลนด์อีกสักแห่งขึ้นในเมืองจีน เมื่อถึงเวลานั้นบรรดาซูเปอร์สตาร์ในสังกัดของบริษัทก็คงจรัสแสงขึ้นแข่งกับดาวแดงเหนือท้องฟ้าของอาณาจักรกลางกันบ้างแหละ และอาจจะมีใครสักคนเขียนหนังสือชื่อสตาร์ แอนด์ สไตร้น์ โอเวอร์ไชน่า แข่งกับ นาย ซี พี สโนว์ ก็เป็นได้ใครจะรู้

ความจริงที่ขึ้นต้นด้วยเรื่องของเป็ดโดนัลด์ ดั๊ก นั้น ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนถึงโดนัลด์ ดั๊ก โดยตรงหรอกครับ หากแต่เห็น เป็นข่าวใหญ่ที่ควรจะรายงานให้ท่านผู้อ่านทราบตามควร ที่จริงแล้วก็อยากจะพูดถึงเป็ดอีกตัวนึงที่ชื่อว่า เฮาเวิร์ด ซะมากกว่า

ในบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่เป็นเป็ดอเมริกันนั้นมีดาราใหญ่อยู่ 3 ตัวด้วยกันคือ โดนัลด์ ดั๊ก สังกัดบริษัทดีสนีย์ ดัฟฟี่ ดั้ก ในสังกัดของเมโทร โกลวิน เมเยอร์ และ เฮาเวิร์ด ซึ่งอยู่ในสังกัดของมาร์เวล คอมิคส์ กรุ๊ป แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นกับเจ้าเป็ดตัวหลังเท่ากับตัวแรก แต่สำหรับคนบ้าการ์ตูนอเมริกันแล้วเจ้าเป็ดตัวหลังออกจะหวือหวากว่ามากนัก

ว่ากันโดยกำเนิดแล้ว โดนัลด์ ดั๊ก อายุแก่กว่าใครเพื่อน ใครที่เคยดูการ์ตูนชุดแรกๆ ของวอลท์ ดีสนีย์ ที่ชื่อว่า ซิลลี่ ซิมโฟนี ซึ่งเริ่มฉายในปี 2477 ก็คงจะจำได้ว่า โดนัลด์ ดั๊ก เป็นเป็ดอารมณ์ร้าย และช่างเห็นแก่ตัว (เช่นเดียวกับบุคลิกของมิกกี้ เม้าส์ ในระยะแรก) ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านกึ่งแพในบึงแห่งหนึ่ง จวบจนเริ่มจะกลายเป็นดาราดังขึ้นมานั่นแหละ โดนัลด์ ดั๊ก จึงเริ่มจะปรับปรุงนิสัยของตัวเองขึ้นบ้าง และเพื่อให้บุคลิกของดาราดวงนี้ละเมียดละไมขึ้น เพื่อให้คนดูยอมรับได้มากขึ้น บรรดาญาติๆ ของโดนัลด์ก็ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมาในเมืองใหม่

บ้านเกิดของโดนัลด์ที่ชื่อว่า ดั๊กเบิร์ก ญาติของเขาก็คือหลานๆ ฮิวอี้ ดิวอี้ และ ลูอี้ คู่รักคือ เดซี่ ดั๊ก ลุงจอมขี้เหนียวชื่อ ลุงสครู้จ แมคดั๊ก และญาติโยมอื่นๆ อีกมาก ส่วนดั๊ฟฟี่ ดั๊ก เป็ดสีดำนั้น เกิดขึ้นโดยฝีมือของ ชัค โจนส์ ภายในสังกัดของ วอร์เนอร์ บราเธ่อร์ และโอนไปอยู่ในสังกัดของ เมโทร ภายหลัง เจ้าดั๊กฟี่ ดั๊ก เป็นเป็ดอารมณ์ร้ายนิสัยเสียอย่างคงเส้นคงว่าจนถึงทุกวันนี้ ชัค โจนส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าดัฟฟี่นั้นเหมือนกับอารมณ์โกรธ และเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซึ่งเรามักจะพยายามซ่อนเอาไว้ แล้วพยายามสร้างเหตุผลกลบเกลื่อนเสีย แต่เจ้าดัฟฟี่นั้น แสดงอารมณ์ของมันอย่างเปิดเผยที่สุด

เรื่องราวของดัฟฟี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะเป็นการ์ตูนชุด ดั๊ก ด๊อดเจอร์ส บุรุษผู้คืนชีพมาในศตวรรษที่ 24 (เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบหนังชุด บั๊ค รอเจอร์ส นั่นเอง) การ์ตูนชุดนี้ฉายในปี 2497 เป็นที่ชื่นชอบของคนหลายคน (รวมทั้งผมด้วย) โดยเฉพาะนักสร้างหนังที่เรารู้จักกันดีสองคนคือ สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ จอร์จ ลูคัส ข้อแตกต่างอย่างฉกรรจ์ของโดนัลด์กับดัฟฟี่อยู่ตรงที่โดนัลด์นั้น พยายามเป็นเป็ดที่ดีตามอุดมคติแบบอเมริกันในขณะที่ดั๊ฟฟี่ (และเพื่อนๆ ของเขา) สะท้อนลักษณะที่ชั่วแบบมนุษย์ธรรมดาทั่วๆ ไป ทั้งโดนัลด์และดั๊ฟฟี่ แม้จะก้าวออกมาจากหนังสือการ์ตูนสู่จอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ แต่ทั้งคู่ยังคงจำกัดขอบเขตของตัวเองอยู่ในโลกของการ์ตูน อาศัยรูปแบบและสัญลักษณ์แบบการ์ตูนเสนอข้อคิด สาระ และบันเทิง จะมีก็แต่เฮาเวิร์ดเท่านั้นที่ก้าวจากหนังสือการ์ตูนออกมาสู่การแสดงที่อาศัยคนจริงๆ ร่วมด้วย เพื่อเสนอสาระที่แตกต่างออกไปจากเป็ดรุ่นพี่ทั้งสอง

เฮาเวิร์ดถือกำเนิดขึ้นมาในโลกของการ์ตูนในปี 2516 โดยความคิดของ แวล มาเยอริค และ ปลายปากกาของสตีฟ เกอร์เบอร์ ทั้งสองเป็นศิลปินในสังกัดของค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ชื่อ มาร์เวล คอมิคส์ กรุ๊ป ค่ายนี้ผลิตการ์ตูนเล่มที่ขายแพร่หลายกันในอเมริกาอย่างเช่นการ์ตูนชุดโคแนน เรด ซอนญา สไปเดอร์แมน ฮัลค์ ดร.สเตรงจ์ ไอร์ออนแมน กัปตันอเมริกา เป็นต้น ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่อีกค่ายหนึ่งก็คือ ดี.ซี.กรุ้ป ซึ่งผลิตการ์ตูนชุดซูเปอร์แมนและเครือญาติ มนุษย์ค้างคาว กรีนแอร์โร่ว์ แบล๊ค ธอร์น และอื่นๆ

การเกิดของเฮาเวิร์ดนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นการเกิดโดยบังเอิญจริงๆ เพราะเดิมนั้นทางค่ายมาร์เวลผลิตการ์ตูนเกี่ยวกับตัวประหลาดที่ชื่อ แมน-ธิงค์ ซึ่งเกิดมาในบึงใหญ่แห่งหนึ่งอันเป็นสะดือของจักรวาลเป็นประตูเชื่อมต่อมิติของโลกมนุษย์กับโลกอื่น เจ้าตัวประหลาดที่ว่านั้นมีบุคลิกที่สร้างปัญหายุ่งยากในการเดินเรื่องต่อๆ ไปมาก เพราะมันพูดไม่ได้ คิดก็ไม่เป็น ฉะนั้นคนเขียนเรื่องซึ่งฝืดเต็มทีก็เลยต้องสร้างละครตัวใหม่ขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาให้และเพื่อให้สอดคล้องกับโครงเรื่องหลัก ซึ่งเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี ตัวละครใหม่จึงกลายมาเป็นเป็ดประหลาด ซึ่งเกิดมาจากบึงเดียวกันนั้น หมอนี่เป็นเป็ดช่างพูด ชอบคาบซิการ์และเป็นสิงห์ปืนไว ซึ่งก็คือบุคลิกของเอดเวิร์ดจี โรบินสัน ดาราอเมริกันผู้ซึ่งโด่งดังมาจากหนังคลาสสิกเรื่องลิตเติ้ล ซีซาร์ ในปี 2473 นั่นเอง ก็เป็นอันว่าโลกมนุษย์ได้รับการกู้ภัยให้พ้นจากหายนะ (หมายถึงว่าโลกการ์ตูนของมาร์เวล และศิลปินในสังกัดน่ะ) โดยเจ้าเป็ดประหลาดตัวนี้

เมื่อเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดกลายเป็นดาราโดยบังเอิญเช่นนี้ เจ้าของเรื่องก็จำเป็นที่จะต้องสร้างบุคลิกลักษณะของมันให้ซับซ้อน เพื่อคนอ่านจะได้มีจินตนาการที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ เกอร์เบอร์ค่อยๆ เปลี่ยนบุคลิกของเฮาเวิร์ดออกจากเอดเวิร์ด จี โรบินสัน กระเดียดไปเป็นคนขี้เหงา และรู้สึกว่าตัวเองอยู่นอกสังคม ซึ่งก็คือบุคลิกของวู้ดดี้ อัลเลน สไปเดอร์แมน และสัตว์ เจ้ามนุษย์ยักษ์ตัวโต ก็ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นจนมาเป็นเป็ดประหลาดผู้ซึ่งพลัดหลงจากโลกของเป็ดมาสู่มิติของโลกมนุษย์โดยบังเอิญ เป็นเป็ดที่มีความชำนาญในเรื่องแคว้กฟู (กังฟูแบบเป็ด) แต่ก็ชอบเก็บตัว ไม่สนใจปัญหาของคนอื่น และไม่ชอบการเป็นฮีโร่ (ครับ เป็ดอเมริกันตัวนี้เกิดมาในสมัยของบุปผาชนอเมริกัน ซึ่งแม้ประธานาธิบดีก็ยังเป็นคนขี้โกหก และฉ้อฉลขี้โกงนี่นา จะมากะเกณฑ์ให้มันเป็นฮีโร่อะไรกันนักหนา) และแล้วในท้ายสุดเฮาเวิร์ดก็ได้แฟนเป็นสาวอะโกโก้ชื่อ เบเวอร์ลี่ สวิตซ์เล่อร์ ซึ่งทั้งคู่จะได้ร่วมผจญภัยกันไปเรื่อยๆ ในการ์ตูนชุดเฮาเวิร์ดเดอะดั๊ก การ์ตูนซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาของโลกมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ อย่างสะใจคนอ่าน

การผจญภัยของเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดในหนังสือการ์ตูนนั้นไม่สู้กระไรนัก เพราะทุกครั้งคราจะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ในเรื่องและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนเขียนให้พ้นภัยได้เสมอมา แต่ศึกหนักที่มันต้องเผชิญและเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็คือศึกที่ต้องถูกฟ้องร้องโดยโดนัลด์ ดั๊ก เป็ดในสังกัดของบริษัทดีสนีย์

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าบริษัทดีสนีย์เกรงว่าเฮาเวิร์ดซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับโดนัลด์ ดั๊ก แต่ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แถมมีแฟนเป็นสาวอะโกโก้นั้น อาจจะก่อให้เกิดความไขว้เขวตลอดจนทำให้โดนัลด์เสียภาพพจน์ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือแฟนๆ ของเจ้าเป็ดเฮาเวิร์ด ชักเพิ่มมากขึ้นทุกที โดนัลด์ ดั๊ก เป็ดรุ่นพี่ ก็ย่อมจะไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเป็นธรรมดา

การทะเลาะกันระหว่างเจ้าของเป็ดทั้งสองดำเนินไปตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปี 2523 จึงได้มีการหย่าศึกโดยการสร้างเงื่อนไขว่าเป็ดทั้งสองตัวจะต้องมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และในฐานะที่เจ้าเป็ดเฮาเวิร์ดเกิดมาทีหลัง จึงต้องยอมอ่อนข้อให้โดยการกำหนดบุคลิกลักษณะดังต่อไปนี้คือ ปากจะต้องมีลักษณะเล็กกว่า (ปากของโดนัลด์) แต่หนา และมีปลายกระดกขึ้น หัวต้องมีลักษณะเป็นรูปวงรีแบบรูปไข่ (ไม่กลมเหมือนหัวของโดนัลด์) นัยน์ตาจะต้องไม่โตเกินกว่า 1 ใน 3 ของใบหน้า เท้าจะต้องเป็นแผ่นแต่ต้องมีนิ้วโผล่ให้เห็นหรือไม่ก็ให้ใส่รองเท้าไปซะเลย จะมาเปลือยเปล่าเห็นเป็นแบนๆ แบบโดนัลด์ไม่ได้ รูปร่างจะต้องเตี้ยกว่า มีขนสีเหลือง ต้องนุ่งกางเกงตลอดและบนหัวต้องมีกระจุกขนยุ่งๆ อยู่ตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างไปจากโดนัลด์ผู้ซึ่งชอบใส่เสื้อกลาสีเรือ ไม่นุ่งกางเกง ไม่ใส่รองเท้าและมีขนสีขาวนั่นเอง

ด้วยเหตุฉะนี้แหละครับ เจ้าเป็ดเฮาเวิร์ด จึงมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนปัจจุบัน และจนกลายมาเป็นดาราหนังใหญ่ในสังกัดของลูคัส (ผู้ซึ่งหลงเสน่ห์ของ ดี๊ก ด๊อดเจอร์ มานานแล้ว) เรื่อง เฮาเวิร์ด เดอะ ดั๊ก ซึ่งกำลังลงโรงอยู่ในอเมริกาขณะนี้ และอีกไม่นานก็คงจะกลายมาเป็นวิดีโอระบาดอยู่ในบ้านเรา สำหรับผมคงจะไม่ดูเป็นแน่ เพราะผมไม่คิดว่าลักษณะของเฮาเวิร์ดจะเหมาะกับการทำเป็นหนังได้สนุกเท่ากับการอ่านการ์ตูน

ใครที่ชอบอ่านการ์ตูนชุดนี้คงจะจำประโยคที่ว่า นี่คือเรื่องของเป็ด ซึ่งดันมาติดอยู่ในโลกที่มันไม่ได้มีส่วนด้วยผมก็ขอจบลงด้วยประโยคที่ว่านี่คือผลประโยชน์ของมนุษย์ ซึ่งเจ้าเป็ดเคราะห์ร้ายดันมาเกี่ยวข้องด้วย

จากบทความ บันเทิง-วรรณกรรม: ดูหนังดูละครตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับที่ 12368 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2529


Article printed from onopen.com - โอเพ่นออนไลน์: http://www.onopen.com

7月20日

บทแปลหนังสืออาจารย์เบน

ภาษาเก่า ที่สร้างแบบแผนใหม่

(จาก Imagined Community)

 

                 ช่วงเวลาที่ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของชาติในอเมริกาก้าวมาสู่ความสำเร็จแล้ว จึงจะได้เป็นช่วงเวลาที่ชาตินิยมในยุโรปได้เริ่มขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1820 ถึง 1920 ชาตินิยมซึ่งมีผลในการเปลึ่ยนโฉมหน้าของโลกเก่าแห่งนี้ มีลักษณะชัดเจนสองประการที่ดูจะต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา กล่าวคือ ประการที่หนึ่ง เกือบทุกกรณีของยุโรป ภาษาแห่งชาติ เป็นหัวใจของอุดมการณ์และการเมือง ในขณะที่ทั้งภาษาสเปน และอังกฤษไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญของการปฏิวัติในอเมริกาเลย  ประการที่สอง เกือบทุกกรณีของยุโรปเป็นไปเพราะรูปแบบต่างๆ อันปรากฏเนื่องมาจากผลสะเทือนของการปฏิวัติฝรั่งเศส ในขณะที่อเมริกาไม่ใช่  ดังนั้น ชาติ จึงกลายเป็นสิ่งบังเกิดขึ้นได้ในมโนสำนึกนับแต่แรกมากกว่าการเป็นภาพที่ค่อย ๆ คมชัดขึ้นทีละน้อย ดังที่เราจะได้เห็นว่า การสร้างความเป็น ชาติ ไม่อาจจะเป็นสิ่งที่เฉพาะตัว แต่จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถลอกเลียนทำตามกันได้อย่างกว้างขวาง และบางที่ก็คาดไม่ถึง ฉะนั้น บทนี้จึงจะมุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์เรื่องของภาษาทางการอันเป็นแบบแผน และการลอกเลียนทำตามแบบ

                โยฮันน์ กอตต์ฟริด ฟอน เฮอร์เดอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ (ค.ศ. 1744 1803) ได้มองข้ามข้อเท็จจริงอันชัดแจ้งนอกยุโรป โดยประกาศเมื่อตอนปลายศควรรษที่ 18 ว่า

                ‘Denn jedes Volk is Volk; es hat seine National Bildung wie seine Sprach’ [i]

                นี่เป็นแนวคิดเรื่องเกี่ยวกับความเป็นชาติภายในยุโรปแท้ ๆ ที่เชื่อมเรื่องของภาษาที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากสำหรับยุโรปในศตวรรษที่ 19 และอาจจะเฉพาะเจาะจงลงไปสู่การสร้างขึ้นเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับลักษณะของชาตินิยม

                อะไรเป็นเหตุแห่งการก่อเกิดขึ้นเป็นความฝันนี้หรือ บางทีอาจเป็นด้วยเหตุว่ามีพื้นฐานมาจากการหดตัวของโลกยุโรป ทั้งในมิติของเวลา และสถานที่ ซึ่งเริ่มมีเค้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แล้ว  ในขณะเดียวกัน มีด้านที่ตรงข้ามกันเกิดขึ้น คือการขยายตัวของระบบจักรวาลของยุโรป อันเป็นผลมาจากการทำงานแบบขุดค้นของบรรดาเหล่านักมนุษยนิยมทั้งหลาย

                ดังที่เอาเออร์บัค ได้แถลงเอาไว้ว่า [ii]

เมื่อแนวคิดมนุษยนิยมได้กำเนิดขึ้น ความสำนึกว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคคลาสสิค ตำนานและเรื่องราวต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น ไม่ได้แยกจากปัจจุบันเพียงเพราะการทอดยาวของเวลา หากยังเป็นด้วยเงื่อนไขการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คติแนวคิดมนุษยนิยมมีความต้องการรื้อฟื้นรูปแบบต่าง ๆ ของชีวิตในสมัยเก่าก่อน และแสดงความรู้สึกเพื่อสร้างแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักกันมาก่อน นักมนุษยนิยมมองยุคโบราณอย่างมีความลึก โดยทาบทับกับภูมิหลังของยุคสมัยอันมืดมิดของยุคกลางที่สอดตัวเข้ามา....[จึงเป็นไปไม่ได้] ที่จะสร้างภาพของชีวิตที่ถูกครอบงำโดยบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมโบราณ หรือประวัติศาสตร์แบบไร้เดียงสาของศตวรรษที่ 12 และ ที่ 13

 

                การเติบโตของสิ่งที่อาจเรียกว่า ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ ได้ทำให้ ความทันสมัย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน สามารถนำมาเทียบเคียงกับ ความเป็นโบราณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การมีของสิ่งแรกนั้น จะต้องเป็นคุณประโยชน์กว่าสิ่งหลังแต่ประการใด เรื่องที่ว่านี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดใน ศึกระหว่างพวกโบราณกับพวกสมัยใหม่ ดังกล่าวครอบงำบรรยากาศปัญญาชนฝรั่งเศส เมื่อตอนเสี้ยวสุดท้ายของศตวรรษที่ 17[iii] ดังจะยกคำพูดของเอาเออร์บัคอีกว่า ภายใต้รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ฝรั่งเศสมีความมั่นใจว่าวัฒนธรรมของตนเป็นแบบแผนที่สามารถใช้เทียบเท่ากับสมัยโบราณได้ ซึ่งพวกฝรั่งเศสจะได้นำเอาทัศนะเช่นนี้ ครอบงำเหนือส่วนอื่น ๆ ของยุโรป[iv]

 

                ศตวรรษที่ 16 ยุโรปได้ ค้นพบ อารยธรรมอันรุ่งเรืองอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงการร่ำลือที่ลางเลือน อย่างเช่น อารยธรรมของจีน ของญี่ปุ่น อุษาคเนย์และอนุทวีปอินเดีย  หรือบางอารยธรรมที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ ดังเช่น อารยธรรมของแอซเตคในเม๊กซิโก และของอินคาในเปรู  การค้นพบเหล่านี้ ทำให้เกิดความคิดเรื่องความหลากหลายของมนุษย์ขึ้น กล่าวคืออารยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีเส้นทางพัฒนาของตัวเองแยกต่างหากไปจากประวัติศาสตร์เท่าที่รู้จักกันในยุโรป ทั้งยังไม่เกี่ยวกับคริสตศาสนาและยุคโบราณของยุโรป หรือแม้กระทั่งเชื้อสายของมนุษย์เหล่านั้นก็อยู่นอกสายและไม่อาจจะเชื่อมต่อ สืบย้อนกลับไปยังสวนอีเดนได้ (อารยธรรมเหล่านั้นจึงวางอยู่บนระนาบเวลาที่ว่างเปล่าและมีความหลากหลายแตกต่างออกไป) ผลกระทบของ การค้นพบ สามารถดูได้จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนของบ้านเมืองในจินตนาการของปราชญ์ในยุคสมัยนั้น เช่น เซอร์โทมัส มอร์ บรรยายสภาพของยูโทเปีย (ค.ศ. 1516) โดยอ้างถึงความรู้ทึ่ได้รับทราบมาจากกลาสีเรือผู้ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปสำรวจทวีปอเมริกากับอเมริโก เวสปุชชี่ ในระหว่าง ค.ศ. 1497 1498 โดยที่มอร์อยู่ที่เมืองอันท์เวิร์ป ส่วนหนังสือนิวแอตแลนติส (ค.ศ. 1626) ของฟรานซิส เบคอน ก็อาจจะดูแปลกใหม่ไปที่กำหนดภาพเชิงภูมิศาสตร์ว่าตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค  โจนาธาน สวิฟท์ ได้วางเกาะมหัศจรรย์ ฮอยฮนฮนมส์ (ค.ศ. 1726) ไว้บนแผนที่แต่งขึ้นเองว่า อยู่ในทางทิศใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติค (ความหมายของตำแหน่งแห่งหนเหล่านี้อาจเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นถึงความเป็นไปไม่ได้หากจะลองพยายามเอารีพับลิค หรือรัฐอุดมคติของเปลโต้วางลงบนแผนที่ใด ๆ ในโลก ไม่ว่าจะจริงหรือปลอม) นครเชิงอุดมคติเหล่านี้ ถูก จำลองแบบขึ้น จากการค้นพบจริง ๆ ภาพที่ปรากฏจึงสะท้อนภาพของสังคมที่ร่วมสมัย มิใช่ภาพของสวนสวรรค์อีเดนที่ไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก  อาจมีข้อโต้แย้งว่าที่งานเขียนเหล่านั้นเป็นเช่นที่ว่าก็เนื่องจากเป็นงานที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์สังคมสมัยนั้น และการค้นพบก็ได้ทำให้หมดความจำเป็นที่จะต้องหาแบบอย่างเอาจากยุคโบราณที่พ้นสมัยไปแล้ว[v] นอกไปจากพวกนักอุดมคติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว นักคิดชั้นนำของยุคแสงสว่างแห่งปัญญา เช่น วิโก้ มงเตสกิเออ  วอลแตร์  และรุสโซ ก็มีส่วนสั่นคลอนสถาบันทั้งสังคมและการเมืองขณะนั้นด้วยงานเขียนที่อาศัย ความเป็นจริง ที่อยู่นอกบริบทของยุโรปด้วยเช่นกัน  ส่งผลให้เกิดความคิดว่า ยุโรปเป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายอารยธรรมของโลก และไม่จำเป็นต้องดีกว่าคนอื่นเช่นที่เคยเชื่อกันว่าชาวยิวและชาวคริสต์เป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรง เลือก นั้นก็ไม่จริง[vi]

                การค้นพบและเข้ายึดครองคนอื่น ยังนำมาซึ่งการปฏิวัติทางความคิดของยุโรปที่เกี่ยวกับภาษา ก่อนหน้านั้น กลาสี นักสอนศาสนา พ่อค้า และทหารทั้งชาวโปรตุเกส ดัทช์ และสเปน มีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมคำต่าง ๆ ของภาษาพวกยุโรปขึ้นเป็นพจนานุกรมหยาบ ๆ เพื่อใช้ในการเดินเรือ  ในการประกาศศาสนา การค้า และสงคราม  แต่เมื่อมาถึงตอนปลายศตวรรษที่ 18 ได้มีการศึกษาภาษาต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบอย่างมีระเบียบแบบแผน  การที่อังกฤษเข้ายึดครองเบงกอล ทำให้วิลเลียม โจนส์ บุกเบิกการศึกษาภาษาสันสกฤต (1786) ซึ่งนำไปสู่ความรู้ว่า อารยธรรมอินเดียนั้น เก่าแก่กว่าอารยธรรมของกรีก และยิว  การยาตราทัพของนโปเลียนเข้าสู่อียิปต์ ได้ทำให้ ฌอง ชองโปลิยง ถอดระหัสภาษาอียิปต์โบราณได้สำเร็จในปี  1835 นำมาซึ่งความตระหนักในยุคสมัยโบราณที่หลายหลายและนอกบริบทของยุโรป [vii] ความรู้ที่มากขึ้นในเรื่องกลุ่มภาษาเซมิติกส์ได้สลายความเชื่อที่ว่า ภาษาฮีบรูว์เป็นรากเหง้าหนึ่งเดียว หรือสามารถสืบย้อนกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้าได้ ดังที่แต่เดิมเคยเชื่อกันว่า เผ่าพงษ์พันธุ์ของมนุษย์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และวางอยู่บนมิติของเวลาที่ว่างเปล่า  ภาษาได้ลดความต่อเนื่องกันระหว่างพลังภายนอกและมนุษย์ผู้พูด กับการสร้างพื้นที่ภายในระหว่างผู้ใช้ภาษาให้น้อยลง[viii] จากการค้นพบเหล่านี้ ก่อให้เกิดวิชานิรุกติศาสตร์ซึ่งศึกษาถึงไวยากรณ์เปรียบเทียบ การจำแนกภาษาออกเป็นตระกูลต่าง ๆ และการสร้างขึ้นมาเป็น ต้นเค้าของภาษา ซึ่งสูญหายไปแล้ว โดยอาศัยการให้เหตุผลที่เป็นแบบวิทยาศาสตร์ ดังที่ฮอบส์บอม ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สิ่งนี้เป็น ศาสตร์ชนิดแรกที่คำนึงถึงการวิวัฒนาการอย่างแท้จริง[ix]

                นับแต่นี้ไป ภาษาเก่าแก่ที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งละติน กรีก และฮิบรูว์ ถูกบีบให้ต้องลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับคู่แข่งที่เป็นเพียงภาษาถิ่นแบบชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการเข้าครองพื้นที่ของทุนนิยม ด้วยเหตุผลที่ว่า หากทุกภาษามีสถานะเหมือนกัน คือเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในโลกนี้ ดังนั้น ทุกภาษาจึงมีคุณค่าควรแก่การศึกษาและชื่นชมอย่างเท่าเทียมกัน โดยผู้ที่พูดและผู้ที่อ่านภาษาถิ่นเหล่านั้น มิใช่โดยพระผู้เป็นเจ้า

                เซตัน-วัตสันให้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ว่าศตวรรษที่ 19 เป็นยุคเฟื่องฟูของนักพจนานุกรมภาษาถิ่น นักไวยากรณ์ภาษา นักนิรุกติศาสตร์ และนักวรรณกรรมทั้งหลายของยุโรปและเครือบริวาร[x] กิจกรรมอันแข็งขันของเหล่าปัญญาชนในวิชาชีพเหล่านี้ เป็นหัวใจของการก่อตัวของชาตินิยมในยุโรป ซึ่งเป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในอเมริกาช่วงระหว่างค.ศ. 1770 และ 1830  พจนานุกรมภาษาเดียวเล่มโต รวบรวมคำและความรู้เป็นขุมทรัพย์ของแต่ละภาษา อาจนำพา (ส่วนใหญ่มักเล่มโตเกินหอบได้) จากโรงงานไปสู่สถานศึกษา จากที่ทำงานสู่เคหะสถาน พจนานุกรมชนิดมี 2 ภาษายิ่งทำให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันระหว่างภาษาต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นไม่ว่าความเป็นจริงทางการเมืองของโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร แต่ภายในเล่มพจนานุกรมภาษาเชค เยอรมัน  เยอรมัน เชค แล้ว ภาษาทั้งสองมีสถานะไม่ต่างกัน  แซมมวล จอห์นสัน ปราชญ์ใหญ่ทางภาษาชาวอังกฤษของศตวรรษที่ 18 เคยนิยามว่า บรรดาผู้เขียนพจนานุกรมนั้น เป็นพวกที่ไม่อันตราย ซึ่งเขาหมายถึงคนรับใช้หรือไม่ก็พวกไพร่ แต่ในที่นี้อยากที่จะเน้นคำว่านักพจนานุกรมผู้มีญาณทัศนะ ผู้ซึ่งอุทิศวันเวลาเป็นปี ๆ ในการสะสมรวบรวมคำต่าง ๆ   ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะได้ฟื้นฟูและปรับปรุงภาษาชนชาติอันเก่าแก่ของพวกเขาให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งการทำงานของพวกเขาเป็นไปได้ก็เพราะการหนุนเกื้อจากห้องสมุดชั้นเยี่ยมโดยเฉพาะของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรป และผู้ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากงานเหล่านี้ทันทีก็คือบรรดานักศึกษาทั้งระดับก่อนและระดับมหาวิทยาลัยนั้นเอง  ฮอบส์บอมลงความเห็นว่า ความก้าวหน้าของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เป็นตัวชี้วัดความเป็นชาตินิยม ด้วยเหตุที่สำนักศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ย่อมเป็นแหล่งเพาะสำนึกชนิดนี้ที่เยี่ยมที่สุด คำกล่าวของฮอบส์บอมนี้จริงแท้สำหรับยุโรป แต่ต้องเป็นยุโรปในศตวรรษที่ 19 เท่านั้นด้วย [xi] 

                ร่องรอยของการปฏิวัติเชิงภาษานี้ ย่อมสามารถตรวจพบได้ ดุจดังเสียงปะทุที่ดังขึ้นๆ ในคลังดินระเบิด จนกลายเป็นการจุดระเบิดลุกไหม้ต่อเนื่องกันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกลายเป็นการระเบิดที่รุนแรง ที่เปลวเพลิงราวจะเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นกลางวัน   

                กลางศตวรรษที่ 18 ปราชญ์ทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งได้ลงแรงกันอย่างมหาศาลทำให้เกิดเป็นหนังสือขนาดกระทัดรัด ครอบคลุมสาระทั้งหมดของกรีกสมัยคลาสสิค อีกทั้งยังได้จัดทำส่วนขยายที่เกี่ยวกับภาษาและปรัชญาต่าง ๆ ด้วย หนังสือเหล่านี้ได้เสริมสร้างความเรืองรองของอารยธรรมกรีกให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นสิ่งที่อยู่นอกรีตศาสนาคริสต์ ฉะนั้น ตอนปลายของศตวรรษ อดีต เหล่านี้ ได้รับการเข้าถึงมากขึ้นโดยบรรดาปัญญาชนชาวคริสต์ที่พูดภาษากรีก ผู้ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาหรือไม่ก็ได้มีโอกาสเดินทางออกมาภายนอกปริมณฑลของอาณาจักรอ๊อตโตมาน[xii]  แนวคิดชื่นชมบูชากรีกได้ยกย่องว่ากรีกเป็นรากเหง้าของอารยธรรมยุโรปตะวันตก มีผลทำให้กรีกร่วมสมัยดูดี ไร้ความป่าเถื่อน ล้าหลัง ไปด้วย เพราะมีการยกตัวอย่างถึงบุคคลที่มีคุณค่าอย่างเช่น เพริคลีส และโสคราตีส เป็นต้น[xiii] การเปลี่ยนแปลงในเชิงสัญญลักขณ์ของกระแสสำนึกเหล่านี้ ปรากฏเป็นถ้อยคำอย่างชัดแจ้งเช่นกรณีของอดามานติออส โคราเอส (ผู้ซึ่งต่อมาจะได้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานทางด้านภาษา) หนึ่งในบรรดาคนหนุ่มสาวดังกล่าว เขาได้แสดงวาทะในที่ประชุมของฝรั่งเศสที่กรุงปารีส ใน ค.ศ.1803 ว่า[xiv]

 

นับเป็นครั้งแรกที่ชาติได้กวาดตาสำรวจเห็นภาพที่น่าชิงชังของความโง่เขลาของตัวเองและหยั่งวัดด้วยสายตาอันพร่ามัว แยกปัจจุบันออกจากความเรืองรองของบรรพบุรุษของตัวเอง การค้นพบ ที่เจ็บปวดนี้มิได้ทำให้ชาวกรีกตกอยู่ในความสิ้นหวัง เราคือลูกหลานของชาวกรีก ใจของพวกเขาคงจะบอกตัวเองเช่นนั้น เราจะต้องพยายามทำตัวให้มีคุณค่าสมกับคำๆนี้ หรือไม่ก็ต้องเลิกเรียกตัวเองเช่นนี้ต่อไป



[i] Kemiläinen, Nationalism หน้า 42 ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน

[ii] Mimesis,หน้า 287, ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน

[iii] ศึกนี้ เริ่มใน ค.ศ. 1689 เมื่อชาร์ลส์ แปร์โรต์ วัย 59 ปี ตีพิมพ์บทกวีของเขา ชื่อ  Siècle de Louis le Grand ซึ่งเปิดประเด็นว่า  ศิลปะและวิทยาศาสตร์ได้เบิกบานอย่างเต็มที่ในพื้นที่และยุคสมัยของเขา

[iv] Mimesis หน้า 343 เป็นที่น่าสังเกตว่า เอาเออบัคใช้คำว่า วัฒนธรรม ไม่ใช่ ภาษา เราจึงควรที่จะต้องตีความว่าเขาหมายถึง ความเป็นชาติ มากกว่า ของพวกเขาทั้งหลาย

[v] ที่คล้ายคลึงกันกับการเปรียบเทียบอย่างตรงกันข้ามระหว่างชาวมงโกลที่มีชื่อเสียง 2 คนในบทละครของอังกฤษ อันได้แก่ Tumburlaine the Great ของมาร์โลว์ประพันธ์ในปี 1587-1588 บรรยายถึงการตายของเจ้ามงโกลใน ค.ศ. 1407 เทียบกับงานของดรายเดนเรื่อง Aurangzeb ซึ่งประพันธ์ในปี 1676 บรรยายภาพของการครองราชย์ของจักรพรรดิพระองค์นี้ในระหว่างปี 1658 1707

[vi] ดังที่จักรวรรดินิยมยุโรปคืบหน้ามุ่งเข้าทำลายความประหวั่นพรั่นใจของตนไปรอบโลก อารยธรรมอื่นก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในแง่ของการที่ต้องยอมรับการมีอยู่ของอารยธรรมที่หลากหลายและสิ่งนี้ได้เข้ามาทำลายการสืบสายพันธุ์อันพิเศษศักดิ์สิทธิ์ของตนด้วย  ความเชื่อเรื่องอาณาจักรศูนย์กลางโลก (the Middle Kingdom) ได้ถูกทำให้เสื่อมสลายกลายเป็นเพียงตะวันออกไกล (Far East) เป็นภาพเชิงสัญญลักษณ์ของกระบวนการนี้

[vii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 337

[viii] Edward Said, Orientalism หน้า 136

[ix] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 337

[x] โดยลำพังเพราะว่าในสมัยของเรานั้นประวัติศาสตร์ของภาษามักจะถูกกันออกไปจากประวัติศาสตร์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มันจึงเป็นความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะรวบรวมเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาด้วยกัน แม้จะมีความรู้ความชำนาญอยู่เพียงเล็กน้อย Nations and States หน้า 11 ความจริง ด้านที่มีค่าที่สุดของตำราของ Seton – Watson ก็คือ ความสนใจของเขาต่อประวัติศาสตร์ของภาษา แม้บางคนอาจไม่เห็นพ้องกับวิธีการที่เขาใช้ก็ตาม

[xi] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 166

                สถาบันทางการศึกษามีความสำคัญต่อชาตินิยมอเมริกันมาก ฮอบส์บอมได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในขณะนั้นปารีสจะมีนักศึกษาถึง 6,000 คน แต่คนเหล่านี้กลับไม่ได้มีส่วนในการปฏิวัติฝรั่งเศสเลย (หน้า 167) เขายังได้เตือนสติเราอีกว่า แม้การศึกษาจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในตอนต้นของศควรรษที่ 19 จำนวนผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนอยู่กลับเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสมัยใหม่  กล่าวคือ ฝรั่งเศมีนักเรียนระดับมหาวิทยาลัยเพียง 19,000 คน ในปี 1842  มนจักรวรรดิ์รัสเซียมีนักเรียนมัธยมเพียง 20,000 คน เทียบกับประชากร 68 ล้านคน ในปี 1850  และทำนองเดียวกันกับที่มีนักศึกษามหาวิทยาลับเพียง 48,000 คนทั่วทั้งยุโรปในปี 1848  การปฏิวัติต่าง ๆ ในปีนั้น คนกลุ่มเล็กแต่สำคัญเหล่านี้แหละที่มีบทบาทอย่างสำคัญ (หน้า 166 167)

[xii]   หนังสือพิมพ์กรีกฉบับแรกวางขายในกรุงเวียนนาเมื่อปี 1784 สมาคมลับที่ชื่อ Philike Hetairia เป็นสมาคมลับที่มีส่วนเป็นอย่างมากในกาลุกฮือขึ้นต่อต้านอาณานักอ๊อตโตมานในปี 182  สมาคมนี้ก่อตั้งขึ้นที่ ท่าเรือขึ้นเมล็ดพืชอันยิ่งใหญ่แห่งใหม่ของรัสเซียที่เมืองโอเดสสา ในปี 1814

* Philhellenism (การเทอดทูนอารยธรรมกรีก) มาจากภาษากรีกโบราษ 2 คำคือ ความรัก และ กรีซ ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวอันทรงพลังของปัญญาชนในศตวรรษที่ 18 และ 19 ในยุโรปที่ยกย่องเทอดูนอารยธรรมกรีกยุคคลาสสิคในฐานะเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่  เพริคลิส (ค.ศ. 492 429 ก่อนคริสตกาล) รัฐบุรุษที่สำคัญที่สุดของนครเอเธนส์สมับโบราณ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรม และนักพูดที่ทรงอิทธิพล  ส่วนโสเครติส (ค.ศ. 470 399 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นครูของเพลโต้ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนแรกของตะวันตก 

[xiii] โปรดดูคำนำของ Elie Kedourie ใน Nationalism in Asia and Africa หน้า 40

[xiv] เพิ่งอ้าง หน้า 43 44 ส่วนเน้นเติมโดยผู้เขียน ข้อมความเต็มของ Koraes อยู่ใน “The Present State of Civilization in Greece” ซึ่งยกมาจากหน้าที่ 157 182 เป็นการวิเคราะห์ชาตินิยมของกรีกโดยอาศัยแนวทางแบบสังคมวิทยาได้อย่างทันสมัยและอย่างน่าทึ่ง

บทแปลหนังสืออาจารย์เบน - 2

ทำนองเดียวกัน ในตอนปลายศตวรรษที่ 18 นี้ได้มีหนังสือพจนานุกรม ไวยากรณ์ภาษา และประวัติศาสตร์ในภาษารูมาเนียตีพิมพ์ออกมา คู่ขนานกับแรงผลักดันที่จะให้มีการเปลี่ยนการใช้อักขระแบบไซริลลิค มาเป็นอักขระแบบโรมัน ซึ่งครั้งแรกประสบผลสำเร็จภายในอาณาบริเวณภายใต้ราชวงศ์ฮับส์เบอร์ก และต่อมาขยายออกไปทั่วปริมณฑลของอาณาจักรอ๊อตโตมานด้วย  สิ่งนี้ได้เป็นการแยกความเป็นรูมาเนียนออกจากชนกลุ่มที่ใช้ภาษาสลาฟ และนับถือนิกายออร์โธดอกซ์ได้อย่างชัดแจ้ง[i] ในระหว่าง ค.ศ.1789 และ 1794 สถาบันวิทยาการของรัสเซียซึ่งลอกแบบมาจากสถาบันวิทยาการของฝรั่งเศส ได้ผลิตพจนานุกรมขนาด 1 ชุด (6 เล่ม) ออกมา แล้วก็ตามมาด้วยหนังสือไวยากรณ์ภาษาฉบับทางการใน ค.ศ. 1802  หนังสือทั้งสองชุดนี้จัดได้ว่าเป็นชัยชนะของภาษาถิ่นที่มีเหนือภาษาสลาฟที่ใช้โดยสถาบันทางศาสนา  แม้ว่าเมื่อตอนกลางศตวรรษที่ 18 ภาษาเชคจะเป็นภาษาของชนชั้นชาวนาในแคว้นโบฮีเมีย ในขณะที่ชนชั้นเจ้านาย และชนชั้นกลางที่เพิ่งก้าวขึ้นมามีฐานะในสังคมนั้น ต่างใช้ภาษาเยอรมัน  พระคาทอลิคที่ชื่อโจเซฟ โดโบรฟสกี้ (ค.ศ. 1753 1829) ได้ผลิตหนังสือ Geschichte der böhmischen Sprache und ältern Literatur ขึ้นใน ค.ศ. 1792  หนังสือเล่มนี้จัดได้ว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีว่าด้วยประวัติศาสตร์ของภาษาและวรรณกรรมของเชคเป็นเล่มแรก  ตามมาใน ค.ศ. 1835 39 โจเซฟ ยุงมานน์ ก็เป็นผู้บุกเบิกเขียนพจนานุกรมภาษาเชค เยอรมัน ขนาด 1 ชุด (5 เล่ม) ออกมา[ii]

สำหรับกำเนิดชาตินิยมของฮังการีนั้น อิกโนตุสได้เขียนว่าเหตุการณ์นั้น สดใหม่จนสามารถระบุเวลาได้ว่าคือปี 1772 อันเป็นปีที่มีการตีพิมพ์งานอ่านยากบางเล่มของ กยอร์กี เบสเสนเยอี ผู้ระบือนามชาวฮังการี ซึ่งขณะนั้นรับราชการประจำกรุงเวียนนาในฐานะราชองครักษ์ของพระนางมาเรีย เทเรซา (จักรพรรดินีซึ่งทรงมีชื่อเสียงว่าเป็นองค์สมบูรณาญสิทธิราชย์ผู้ทรงปัญญา ของราชอาณาจักรออสเตรีย ฮังการี ในศตวรรษที่ 18)  เบสเสนเยอีเขียนหนังสือชื่อ แมกนาโอเปรา โดยต้องการที่จะพิสูจน์ว่า ภาษาฮังการีนั้นมีความเหมาะสมที่จะถูกจัดให้มีฐานะระดับเดียวกันกับงานวรรณกรรมชั้นสูงสุด[iii] แรงกระตุ้นสำคัญต่อจากนั้นก็คือ ผลงานที่ตีพิมพ์จำนวนมากของเฟเรนซ์ คาซินซี่ (1759 1831) ซึ่งถือกันว่าเป็น บิดาแห่งวรรณกรรมฮังกาเรียน ท่านได้ย้ายมาจากเมืองเล็ก ๆ ต่างจังหวัดชื่อทรนาวาในปี 1784 มายังเมืองที่ซึ่งต่อมาจะได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลับบูดาเปสต์ ปฏิกิริยาทางการเมืองแรกๆ ของเหล่าบรรดาขุนนางโมยาร์ ซี่งใช้ละตินเป็นภาษาพูด มีอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษ 1780 โดยจักรพรรดิโจเซฟได้ทรงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนภาษาราชการในจักรวรรดิของพระองค์จากภาษาละติน มาเป็นภาษาเยอรมันแทน[iv]

ระหว่าง ค.ศ. 1800 ถึง 1850 ผลงานบุกเบิกข้างต้น ได้ทำให้บรรดาปราชญ์ท้องถิ่นสร้างงานวรรณกรรมที่ใช้สามภาษาของบริเวณบอลข่านตอนเหนือ อันได้แก่ภาษาสโลวีน เซอร์โบ-โครแอต และบุลกาเรีย หากว่าในช่วงทศวรรษที่ 1830 ชาวบุลกาเรียนจะไม่ถูกเข้าใจว่าเป็นชนชาติเดียวกับพวกเซอร์บและโครแอต อีกทั้งยังร่วมขบวนการอิลลีเรียนด้วยกัน ซึ่งแท้จริงแล้วในสมัยโรมันโบราณ จังหวัดอิลลีเรียครอบคลุมพื้นที่ประเทศยูโกสลาเวีย บุลกาเรีย และบางส่วนของรูมาเนียปัจจุบัน  และจวบจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงตกอยู่ในอำนาจการปกครองของอาณาจักรอ๊อตโตมาน ซึ่งถือศาสนาอิสลาม มีศูนย์กลางการบริหารอยู่ที่กรุงอิสตันบุล  แม้จะตระหนักถึงความแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลทั้งในแง่ของศาสนาและภาษา แต่ก็ตัดสินใจที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการปกครองของพวกอ๊อตโตมานร่วมกัน การแยกตัวออกมาเป็นรัฐประชาชาติบุลกาเรียนกว่าจะเป็นไปได้จึงตกมาถึงปี 1878

ในช่วงศตวรรษที่ 18 ภาษายูเครน (ซึ่งถูกเรียกว่ารัสเซียน้อย) ตกอยู่ในฐานะถูกดูแคลนว่าเป็นแค่ภาษาของพวกบ้านนอก แต่ในปี 1798 อิวาน คอตลารอฟสกี้ ได้เขียน เอเนียด ในรูปของบทกวีเชิงเสียดสีชีวิตแบบอูเครน ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มหาวิทยาลัยคาร์คอฟได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1804 และได้กลายเป็นศูนย์กลางของแวดวงวรรณกรรมอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ในปี 1819 ก็ได้มีหนังสือไวยากรณ์ภาษายูเครเนียนเกิดขึ้น ซึ่งช้ากว่าภาษาทางการของรัสเซียเพียง 17 ปีเท่านั้น และในทศวรรษ 1830 ตามหลังงานของตาราส เชพเชนโก้ ผู้ซึ่งเซตัน วัตสัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การก่อตัวและการยอมรับวรรณกรรมภาษาอูเครเนียนนั้น เป็นเพราะเขามากกว่าเพราะคนอื่นใด การใช้ภาษาเป็นขั้นตอนที่ชี้ขาดของการก่อตัวของจิตสำนึกเชิงชาตินิยมอูเครน[v] หลังจากนั้นไม่นานนัก ในค.ศ.1846 องค์การชาตินิยมอูเครเนียน ก็ได้จัดตั้งขึ้นที่เคียฟด้วยฝีมือของนักประวัติศาสตร์ !

เมื่อศตวรรษที่ 18 ภาษาสวีดิชถูกใช้เป็นภาษาทางการของประเทศฟินแลนด์ (ในปัจจุบัน) ต่อเมื่ออาณาบริเวณนี้ถูกผนวกรวมเข้าอยู่ภายในราชอาณาจักรของพระเจ้าซาร์เมื่อค.ศ. 1809 ภาษาราชการก็เปลี่ยนไปเป็นภาษารัสเซีย แต่เมื่อ การตื่นขึ้นในความสนใจเรื่องของฟินแลนด์ ตลอดจนอดีตของพื้นที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากเรื่องการขีดเขียนด้วยภาษาละติน และภาษาสวีดิชในตอนปลายศตวรรษที่ 18 พอมาถึงทศวรรษของปี 1820 การใช้ภาษาถิ่นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ[vi] พวกกลุ่มนำขบวนการชาตินิยมฟินนิชก็คือ พวกที่มีอาชีพเกี่ยวพันกับการใช้ภาษา เช่น นักเขียน ครู พระ และทนายความ  การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคติพื้นบ้าน และการค้นพบใหม่ๆตลอดจนการผูกรวมกวีนิพนธ์ตำนานชาวบ้าน มีควบคู่กันไปกับการตีพิมพ์ไวยากรณ์ภาษาและพจนานุกรม นำไปสู่การออกวารสารซึ่งช่วยให้วรรณกรรมภาษาฟินนิชปรับเข้าสู่มาตรฐานยิ่งขึ้น อันเป็นสิ่งที่จะรองรับให้การเรียกร้องทางการเมืองอย่างเข้มข้นสามารถก้าวคืบหน้าต่อไปได้[vii] ส่วนกรณีของนอร์เวซึ่งใช้ภาษาเขียนร่วมกับพวกเดนนิชมาอย่างยาวนานแต่ออกเสียงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในภาษาพูดนั้น ชาตินิยมได้เกิดขึ้นพร้อมกับหนังสือของไอวาร์ อาร์เส่น อันได้แก่ไวยากรณ์ภาษานอร์วีเจี้ยนฉบับใหม่ (1848) และพจนานุกรม (1850) ซึ่งทั้งตอบสนองและกระตุ้นความต้องการที่จะมีภาษาเฉพาะตัวของนอร์เวเอง

สำหรับที่อื่น ๆ ในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 เราก็จะได้พบชาตินิยมของพวกอาฟริกันเนอร์ ซึ่งบุกเบิกโดยพวกบัวร์ซึ่งเป็นนักสอนศาสนาและนักวรรณกรรมม พวกเขาประสบความสำเร็จในการทำให้ภาษาพูดของพวกดัทช์กลุ่มเล็ก ๆ กลายมาเป็นภาษาในเชิงวรรณกรรม เมื่อประมาณทศวรรษที่ 1870  แล้วขนานนามภาษานี้ด้วยชื่ออื่นซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับยุโรปเลย พวกชาวคริสต์ทั้งนิกายมารอนไนท์ และนิกายคอปต์ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยอันเป็นผลิตผลของวิทยาลัยอเมริกันแห่งเบรุต (ก่อตั้งในปี 1866) และวิทยาลัยเยซูอิตแห่งเซนต์โจเซฟ (ก่อตั้งขึ้นในปี 1875) เป็นกลุ่มหลักที่รื้อฟื้นการศึกษาอาหรับแบบคลาสสิค และยังเป็นผู้กระจายแนวคิดชาตินิยมแบบอาหรับ[viii] ส่วนเมล็ดพันธุ์ชาตินิยมตุรกิชนั้น ปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อมีการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาถิ่นขึ้นที่กรุงอิสตันบุลในช่วงทศวรรษที่ 1870[ix]

ระยะเดียวกันนี้ กระบวนการสร้างภาษาถิ่นขึ้นมาเป็นภาษาทางการยังมีรูปแบบอื่นออกไปอีกก็คือ ภาษาของการประพันธ์ดนตรี ดังนั้น ตามหลังโดโบรฟสกี้ ก็มีสเมตานา ดวอช๊าค และจานาเซค   ตามหลังอาเส่นก็มีกรีก   ตามหลังคาซินซี่ก็มีเบลา บาร์ต๊อคและอื่น ๆ อีกมากมายตลอดมาจนถึงศตวรรษของเรา บรรดาคีตกวีของยุคศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 เหล่านี้ ต่างก็พยายามสร้างลักษณะ ดนตรีแห่งชาติ ขึ้นมา โดยอาศัยการศึกษาจากเพลงพื้นถิ่นต่าง ๆ แล้วนำมาผสมผสานจัดองค์ประกอบทางดนตรีเสียใหม่ดังที่ปรากฏสืบต่อมา

เป็นที่แน่ชัดว่า กิจกรรมเชิงปฏิวัติของเหล่านักสร้างพจนานุกรม นักนิรุกติศาสตร์ นักไวยากรณ์ภาษา ผู้ศึกษาเรื่องพื้นบ้าน ผู้พิมพ์โฆษณา และนักประพันธ์ดนตรี มิได้วางอยู่บนความว่างเปล่า แต่พวกเขาเหล่านี้คือผู้กระทำการผลิตเพื่อตอบสนองตลาดที่มีแบบแผน เป็นผู้เชื่อมต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านตลาดจอแจอันเงียบสงัด หากเราถามว่าใครคือผู้บริโภคที่กล่าวถึงนี้ ในแง่สำนึกโดยรวมๆ แล้ว คนเหล่านี้คือครอบครัวของชนชั้นอ่านเขียน ซึ่งมิได้หมายถึงเฉพาะ พ่อผู้ซึ่งทำงาน แต่รวมหมายถึงภริยาซึ่งถูกผูกติดกับภาระในบ้าน และเด็กวัยเรียนทั้งหลาย เมื่อพิจารณาตัวเลขทางสถิติของประมาณปลายทศวรรษ 1840 แล้ว ทั้งบริเทนและฝรั่งเศส ที่ถือกันว่าเป็นรัฐก้าวหน้าที่สุดของยุโรปในขณะนั้นประชากรเกือบครึ่งก็ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ (ในส่วนที่ล้าหลังเช่นรัสเซียมีเปอร์เซนต์สูงเกือบ 98 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว) ชนชั้นที่อ่านหนังสือ จึงหมายถึงผู้ที่มีอำนาจพอควร พูดให้ชัดขึ้น พวกนี้ก็คือพวกชั้นที่อยู่ตรงกลาง และเพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่อันได้แก่ พวกเจ้าหน้าที่ข้าราชการชั้นล่าง พวกวิชาชีพต่างๆ และกระฎุมพี ทั้งพ่อค้าและอุตสาหกรรม เพิ่มเติมไปจากพวกชนชั้นปกครองเก่าแต่เดิมซึ่งได้แก่ชนชั้นขุนนางและเจ้าที่ดิน พวกเจ้านายและพวกพระ

กลางศตวรรษที่ 19 ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปพากันเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ และเพิ่มขยายขนาดของหน่วยงานราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เนื่องมาจากการว่างเว้นจากสงครามขนาดใหญ่  ระหว่างค.ศ. 1830 และ 1850 ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวได้เพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับสเปน  40 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส  44 เปอร์เซ็นต์ในรัสเซีย  50 เปอร์เซ็นต์ในเบลเยี่ยม  70 เปอร์เซ็นต์ในออสเตรีย  75 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐอเมริกา และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์สำหรับเนเธอร์แลนด์[x]  การขยายตัวของระบบราชการ หมายถึงการมีหน่วยงานที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจงเพิ่มมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้การเลื่อนลำดับชั้นเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มความหลากหลายในแง่ที่มาทางสังคมของข้าราชการเพิ่มมากขึ้นด้วย กลไกทางฝ่ายพลเรือนระดับสูงของรัฐออสโตร ฮังการี ซึ่งแต่เดิมเคยถูกครอบงำโดยพวกขุนนางเก่าแก่ที่เสื่อมสภาพ ได้ถูกถ่วงดุลย์โดยพวกที่ถือกำเนิดจากชนชั้นกลาง ซึ่งเพิ่มจากที่ไม่เคยมีเลยสักคนเดียวในปี 1804 มาเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ในปี 1829  35 เปอร์เซ็นต์ในปี 1859  และ 55 เปอร์เซ็นต์ในปี 1878  ส่วนในฝ่ายข้าราชการทหาร มีแนวโน้มไปในทางเดียวกันแต่ย่างก้าวช้ากว่า สัดส่วนการเพิ่มของระดับสัญญาบัตรที่มาจากชนชั้นกลางโดยกำเนิดนั้น เพิ่มจาก10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1859 และ 1918[xi]

หากการขยายตัวของชนชั้นกลางในระบบราชการเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ และในอัตราที่พอจะเทียบเคียงกันได้ทั้งในหมู่ประเทศที่ก้าวหน้าและล้าหลังในยุโรป  การเพิ่มขึ้นของกระฎุมพีพ่อค้า และอุตสาหกรรมมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง บางที่มีขนาดที่ใหญ่โต และรวดเร็ว ในขณะที่บางที่มีความเชื่องช้าหรือไม่ต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ ก็ตาม การ ก้าวขึ้นมา นี้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมี่อเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่มีกับลักษณะทุนนิยมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสำคัญ

พวกชนชั้นปกครองก่อนพวกกระฎุมพีนั้น ได้สร้างความสมัครสมานในหมู่ตนโดยมิได้อาศัยปัจจัยของภาษาหรืออย่างน้อยก็อยู่นอกขอบเขตของการใช้ภาษาหนึ่งเดียวที่เป็นทางการ  หากผู้ปกครองสยามจะได้รับเอาสตรีสูงศักดิ์มาเลย์มาเป็นนางกำนัล หรือกษัตริย์อังกฤษจะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสเปน โดยที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในการสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องที่สลักสำคัญใด ๆ  ความสมัครสมานที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากการกลายเป็นเครือญาติ การอยู่ในความอุปถัมภ์และความภักดีส่วนตนที่เกิดขึ้น  ขุนนาง ฝรั่งเศส สามารถร่วมมือกับกษัตริย์อังกฤษ เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าแผ่นดิน ฝรั่งเศส ทั้งที่มิได้ร่วมภาษาหรือวัฒนธรรมเดียวกัน  การวางแผนและคาดการณ์แบบแมคเคียเวลลี่ ซึ่งวางอยู่บนฐานของความเป็นญาติและมิตรสหายต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญ พวกขุนนางเก่าที่มีจำนวนค่อนข้างน้อยมีฐานทางการเมืองที่ตายตัว และสัมพันธภาพทางการเมืองเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ที่สืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ทางเพศหรือการสืบสายโลหิตนั้น ความสมานฉันท์ของชนชั้น มีรูปธรรมที่ชัดเจนพอ ๆ กับเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการร่วมกัน  ฉะนั้น ไม่ว่าพวกเจ้านายจะมีการศึกษาต่ำช้าเพียงใด ก็ยังสามารถสำแดงตัวตนของความเป็นเจ้าได้ แต่สำหรับพวกกระฎุมพีนั้น จะมีตัวตนในฐานะชนชั้นได้ก็เพียงเพราะมีการลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน  เจ้าของโรงงานที่เมืองลิลล์ ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของโรงงานที่เมืองลีองก็ตรงที่ต่างก็เป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน  ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นเลยที่จะต้องรับรู้การดำรงอยู่ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเป็นญาติกัน หรือสืบทอดมรดกทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ความเป็นพวกเขาเรือนพันเรือนหมื่นคนสามารถมองเห็นได้ก็ด้วยภาษาที่มีแบบแผนชนิดเดียวกัน  เพราะกระฎุมพีที่ไร้การศึกษานั้น เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่จะคาดคิดว่ามีจริง ฉะนั้น ตามนัยทางประวัติศาสตร์แล้ว กระฎุมพีเป็นชนชั้นแรกที่บรรลุถึงการเป็นกลุ่มก้อนโดยอาศัยการสร้างจินตนาการเป็นฐานสำคัญ  การที่ภาษาละตินในยุโรปได้พ่ายแพ้ต่อภาษาถิ่นซึ่งเป็นแบบแผนของทุนนิยมเกือบ 2 ศตวรรษมาแล้วก่อนศตวรรษที่ 19 การรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหล่านี้ จึงขยายออกไปไกลสุดเท่าที่ภาษาถิ่นจะสามารถนำพาไปได้ หรืออีกนัยหนึ่งใครจะหลับจะนอนกับใครก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ใช้ภาษาของคนอื่น ๆ ได้

บรรดาเจ้านาย เจ้าที่ดิน กลุ่มวิชาชีพ ข้าราชการและชาวบ้านร้านตลาด เหล่านี้นี่แหละคือผู้บริโภคที่มีศักยภาพของการปฏิวัติในทางภาษา หากแต่ลูกค้าเหล่านี้จะอยู่ตรงที่ไหนบ้างก็สุดจะคาดเดาได้  อีกทั้งสัดส่วนของคนเหล่านี้ก็ยังมีแตกต่างกันออกไป แล้วแต่เขต ดังที่เคยได้แจกแจงถึงเหตุผล ข้อแตกต่างที่ชัดแจ้งระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป กับที่เกิดขึ้นในอเมริกามาแล้วข้างต้น สำหรับอเมริกานั้น อาณาจักรต่าง ๆ มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากในแง่ของภาษาถิ่นที่ใช้กันแต่ในยุโรป แล้วเหตุบังเอิญพ้องพานกันเช่นนี้เป็นเรื่องยากเต็มทน อาณาจักรของราชวงศ์ต่าง ๆ ภายในยุโรป ล้วนแล้วแต่มีภาษาถิ่นของตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อำนาจกับภาษาแบบฉบับ มักไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไรนัก



[i] ต้องสารภาพว่า ความรู้ที่ใช้ในการวิเคราะห์ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกนั้น อิงอยู่กับงานของ Seton – Watson เป็นอย่างมาก สำหรับภาษารูมาเนียนั้น ให้ดู Nations and States หน้า 177

[ii] เพิ่งอ้าง หน้า 150 153

[iii] Paul Ignotus, Hungary หน้า 44 เขาได้พิสูจน์แล้ว แต่ความดึงดันที่รุนแรงของเขาดูน่าเชื่อถือมากกว่าคุณค่าเชิงสุทนรียะของตัวอย่างที่เขาหยิบยกขึ้นมา บางทีมันอาจไม่มีความหมายใดเลยในการที่ข้อความซึ่งแทรกอยู่ภายใต้หัวเรื่องว่า การประดิษฐ์ชาติฮังการี ซึ่งเปิดประเด็นไปสู่ข้อความที่ซ่อนความหมายที่ว่า ชาติเกิดขึ้นเมื่อคนเพียงจำนวนหยิบมือเดียวเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันควรจะเป็นเช่นไร

[iv] Seton – Watson, Nations and States หน้า 158 61 ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น รุนแรงพอที่จะโน้มน้าวลีโอโปล์ดที่ 2 (ครองราชย์ 1790 1792) ทายาทของพระองค์ ในการนำภาษาละตินกลับมาอีก โปรดดูในบทที่ 6 ประกอบด้วย ในแง่ของการเมือง อยากจะกล่าวเอาไว่ด้วยว่า คาซินซี่เห็นพ้องกับพระเจ้าโจเซฟที่ 2 ต่อประเด็นนี้

[v] Seton – Watson, Nations and States หน้า 187 ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวเลยว่า ระบอบซาร์ปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างแย่มาก  เชฟเชงโกจบชีวืตลงในไซบีเรีย ในขณะที่ราชวงศ์ฮับสเบอร์กให้การสนับสนุนนักชาตินิยมยูเครเนียนในแกลิเซียอยู่บ้าง ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้เป็นตัวถ่วงต้านพวกโปล

[vi] Kemiläinen, Nationalism หน้า 208 215 

[vii] Seton – Watson, Nations and States หน้า 72

[viii] เพิ่งอ้าง หน้า 232 และ 261

[ix] Kohn, The Age of Nationalism หน้า 105 107  การปฏิเสธอ๊อตโตมาน หมายถึงการปฏิเสธบรรดาข้าราชการจักรกลทั้งหลายของราชสำนักอ๊อตโตมาน  ซึ่งมีองค์ประกอบต่าง ๆ ของตุรกิช เปอร์เซี่ยน และอราบิก  ฉะนั้น บุคคลที่มีสีสันแบบ อิบราฮิม วินาสี ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ตุรกีเล่มแรกนั้น เพิ่งเดินทางกลับมาจากฝรั่งเศสเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า ไม่ว่าเขาจะขยับตัวทำอะไร ก็จะมีผู้คนติดตามเป็นพรวนเสมอ  ในปี 1876 จึงจุได้มีหนังสือพิมพ์รายวันภาษาตุรกี 7 ฉบับในกรุงคอนสแตนคิโนเปิล

[x] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 229

[xi] Peter J. Katzenstein, Disjoined Parters, Austria and Germany since 1815 หน้า 74

 

บทแปลหนังสืออาจารย์เบน - 3

ภาพรวมของการเติบโตในทางการศึกษา การค้าพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การติดต่อสื่อสาร และรวมทั้งการขยายตัวของกลไกรัฐ เป็นเครื่องบ่งบอกว่าศตวรรษที่ 19 ได้ก่อกำเนิดชีวิตใหม่อันทรงพลัง สำหรับเอกภาพทางภาษาถิ่นที่ใช้ร่วมกันในราชวงศ์เดียวกัน  ภาษาละตินมีฐานะเป็นภาษาของรัฐในอาณาจักรออสโตร-ฮังการีอยู่จนถึงต้นทศวรรษของปี 1840 แต่หลังจากนั้นก็เสื่อมสลายไปเกือบเรียกได้ว่าอย่างฉับพลัน  ศตวรรษที่ 19 นี้ ภาษาที่แม้จะไม่ได้เป็นภาษาแห่งรัฐ แต่มีฐานะเช่นนั้น ก็คือภาษาของแวดวงธุรกิจ การศึกษา การหนังสือพิมพ์ และในวงวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ภาษาเหล่านี้ได้สอดประสานซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ภาษาถิ่นซึ่งกลายมาเป็นภาษารัฐมีทั้งพลังและสถานะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ขณะแรกเริ่มในลักษณะที่ไม่ได้มีการวางแผนให้เป็นระบบระเบียบใด ๆ ภาษาอังกฤษกระทุ้งภาษาแกลิคหลุดกระเด็นออกไปพ้นเขตส่วนใหญ่ของไอร์แลนด์ ภาษาฝรั่งเศสรุกภาษาเบรอตองจนไปติดกำแพง และภาษาคาสติเลี่ยนกดทับจนภาษาคาตาลานถอยไปอยู่ที่ชายขอบ  สำหรับบริเทนและฝรั่งเศสนั้น ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างจะเป็นข้อยกเว้น กลายเป็นว่าพอมาถึงกลางศตวรรษนี้ก็เกิดความพ้องจองกันระหว่างภาษาของรัฐและภาษาของประชาชนส่วนใหญ่ [i]  การสอดประสานของภาษาในกลุ่มสังคมต่าง ๆ ดำเนินไปได้โดยปราศจากการส่งผลสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง (ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในอเมริกา)  แต่สำหรับกรณีอื่น เช่นภายใต้อาณาจักรออสโตร-ฮังการี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกรณีสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง มีผลสืบเนื่องที่สั่นสะเทือนและรุนแรง เนื่องด้วยความใหญ่โตมโหฬารของอาณาจักร แต่เปี่ยมไปด้วยความผุกร่อนและความหลากหลายของภาษาถิ่น  ฉะนั้น เมื่อระดับการศึกษาเพิ่มขยายขึ้น การเข้าแทนที่ภาษาละตินด้วยภาษาถิ่นใด ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 กลายเป็นความได้เปรียบอย่างมหาศาสสำหรับกลุ่มประชากรที่ใช้ภาษานั้นอยู่แล้ว และในทางกลับกันก็นำความวิบัติมาสู่ผู้ที่มิได้ใช้ภาษานั้นด้วย การที่เน้นเรื่องภาษาอื่นใด ดังข้างต้น ก็เนื่องด้วยจะได้มีการกล่าวถึงกรณีอื่น ๆ อีกในภายหน้า เช่น กรณีการยกภาษาเยอรมันขึ้นเป็นภาษาราชสำนักฮับสเบอณืกเมี่อตอนศตวรรษที่ 19 กลับไม่ได้นำไปสู่ขบวนการชาตินิยมเยอรมันอย่างที่หลายคนอาจคาดคิด (ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนี้ คนอาจคาดว่าในท้ายที่สุดสำนึกชาตินิยมน่าจะเกิดขึ้นภายใต้แต่ละราชวงศ์โดยเริ่มขึ้นในหมู่ข้าราชการที่ใช้ภาษาถิ่นนั้นๆก่อนคนอื่น ที่คาดหวังเช่นนั้นก็เนื่องจากประวัติ- ศาสตร์ เป็นไปเช่นนั้น)

ผู้ใช้ประโยชน์จากพจนานุกรมมีหลากหลายตามสภาวะทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ในฮังการีที่ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบไม่มีกระฎุมพีโมยาร์ดำรงอยู่เลย คนประมาณหนึ่งในแปดจะอ้างว่าตนเป็นชนชั้นผู้ดี ภาษาฮังการีเปรียบเสมือนเป็นแนวกำแพงเตี้ย ๆ ที่กั้นแบ่งระหว่างกลุ่มที่ใช้ภาษาเยอรมันกับพวกขุนนางชั้นล่างและเจ้าที่ดินที่ยากจน[ii] ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะเกือบเหมือนกันกับผู้ใช้ภาษาโปลิช กรณีที่เป็นแบบฉบับกว่าคือ การผสมกันของพวกผู้ดีชั้นล่าง นักการศึกษา นักวิชาชีพ และนักธุรกิจ กล่าวคือ กลุ่มที่หนึ่งมักจะได้รับตำแหน่ง ให้เป็นผู้นำ กลุ่มที่สองและสามเป็นผู้จรรโลงความเชื่อ บทกวี หนังสือพิมพ์ และเป็นผู้สร้างอุดมการณ์ ส่วนพวกสุดท้ายเกี่ยวข้องกับเงินทองและเรื่องของการตลาด  โคราเอสผู้มองโลกในแง่ดี ได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มแรก ๆ ซึ่งเริ่มขบวนการชาตินิยมกรีกว่า ส่วนใหญ่ก็คือปัญญาชนและผู้ประกอบการ:[iii]

ในเมืองซึ่งไม่ยากจนมากนักย่อมมีคนที่มีฐานะพอสมควร มีสถานศึกษาสองสามแห่ง ดังนั้นย่อมต้องมีคนบางคนที่สามารถอ่านและเข้าใจนักเขียนในสมัยโบราณ การปฏิวัติย่อมเริ่มต้นได้ก่อน อีกทั้งความก้าวหน้าก็มีความราบรื่นและรวดเร็วไปกว่าคนอื่น ส่วนเมืองที่มีโรงเรียนอันใหญ่โต มีการเรียนภาษาต่างประเทศ  มีการเรียนวิทยาการต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ในยุโรป ผู้อุปถัมภ์ซึ่งมั่งคั่งร่ำรวย สนับสนุนให้มีการตีพิมพ์หนังสือที่แปลมาจากภาษาอิตาเลี่ยน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ  เขาได้ส่งคนหนุ่มสาวที่ใฝ่การเรียนรู้ไปยังยุโรป  พวกเขาให้ลูกหลานของเขาได้รับการศึกษาที่ดีกว่า ไม่เว้นแม้จะเป็นเด็กผู้หญิง........

พวกที่อ่านหนังสือประกอบด้วยผู้ใช้ภาษาที่หลากหลาย และจำแนกได้หลายชั้น จากด้านหนึ่งคือภาษาฮังการี ไปจนถึงภาษากรีกที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มเหล่านี้พัฒนาไปคล้ายกันตลอดทั่วทั้งยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก แล้วขยายเข้าไปสู่ตะวันออกใกล้ในศตวรรษต่อมา[iv] ชุมชนเชิงจินตนาการที่ใช้ภาษาถิ่นอย่างใหม่ร่วมกันนี้ มีความแตกต่างกันระหว่างเมืองกับชนบท และความเข้มข้นที่ผิดแผกจากกัน ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพระหว่างมวลประชาชนกับผู้มุ่งมั่นในการเผยแพร่แนวคิดชาตินิยม  ที่ปลายโต่งด้านหนึ่ง อาจยกเอาไอร์แลนด์ขึ้นเป็นกรณีว่าเป็นที่ที่เหล่าพระคาทอลิคซึ่งส่วนใหญ่มาจากชาวนาและมีความใกล้ชิดกับท้องถิ่น เป็นผู้ทำบทบาทสำคัญนี้ ปลายโต่งอีกด้านหนึ่งนั้น ฮอบส์บอมได้วิพากษ์เชิงเสียดสีเอาไว้ว่า ชาวนาแกลิเคี่ยน (โปลิช) ต่อต้านพวกนักปฏิวัติโปลิชในปี 1846 แม้ว่าความจริงแล้ว พวกนี้ได้ประกาศยกเลิกระบบไพร่ให้  อีกทั้ง(ชาวนา)ยังยินดีที่จะให้มีการสังหารพวกผู้ดี แต่กลับไว้วางใจพวกข้าราชการของพระจักรพรรดิ์[v]  แต่ความจริงแล้วในทุกหนทุกแห่งเมื่อการศึกษามีมากขึ้น ก็จะเป็นการง่ายขึ้นที่ปลุกเร้าการสนับสนุนจากหมู่ประชาชนพร้อมกันกับที่มวลประชาชนจะได้ค้นพบความสง่างามแบบใหม่ชองการที่ภาษาอันต่ำต้อยที่พวกเขาได้ใช้พูดกันมานานแสนนานได้ถูกยกระดับขึ้นมาสู่การเป็นภาษาทางการ

ตรงจุดนี้ แนรน์ได้ค้นพบกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องว่า พวกปัญญาชนคนชั้นกลางใหม่แห่งชาตินิยมได้เชื้อเชิญให้มวลหมู่ประชาชนเดินเข้ามาในประวัติศาสตร์ ด้วยบัตรเชิญที่เขียนในภาษาที่พวกเขาเข้าใจได้[vi]  แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการเชิญชวนนี้ จึงดูมีความน่าสนใจ และเหตุใดบรรดาพันธมิตรแนวร่วมซึ่งมีความหลากหลาย (ปัญญาชนคนชั้นกลางที่แนรน์หมายถึงย่อมไม่ได้เป็นเจ้าภาพแต่เพียงรายเดียว) จึงยินยอมร่วมใจกัน ซึ่งมีทางที่จะเข้าใจได้ประการเดียวว่าเป็นเพราะการทำอย่างตาม ๆ กันไป

ฮอบส์บอมได้ตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสมิได้เกิดขึ้น หรือนำโดยพรรคหรือขบวนการที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เข้าใจกันในสมัยใหม่ ทั้งไม่ได้มีตัวคนที่พยายามจะดำเนินการอย่างมีระบบแบบแผนใด ๆ การหา ตัวผู้นำ อย่างเช่นที่เราคุ้นเคยกับภาพของการปฏิวัติในศตวรรษที่ 20 ก็เป็นความยากยิ่ง จนกระทั่งล่วงเลยการปฏิวัติไปแล้วนั่นแหละ นโปเลียนจึงปรากฏขึ้นเป็นตัวบุคคล[vii] และเมื่อปรากฏขึ้นดังนี้ การสะสมความทรงจำจนเกิดเป็นรูปร่างถึงจะมีขึ้น  มีการเชื่อมโยงปะติดปะต่ออย่างยุ่งเหยิงและเกินจริงของเหตุการณ์อันได้ประสบมา ทั้งโดยคนที่กระทำและเหยื่อของเหตุการณ์ กลายเป็น ตัวตน ที่ถูกขนานนามว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส เปรียบเสมือนกับก้อนหินที่ปราศจากรูปทรง ถูกสลักเสลาจนกลมเกลี้ยงด้วยหยดน้ำซึ่งนับจำนวนับไม่ถ้วน เช่นเดียวกันประสบการณ์ก็ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปเป็นร่างด้วยคำจำนวนนับล้าน ๆ จนกลายเป็นความคิด ซึ่งประทับลงบนหน้ากระดาษ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็กลายมาเป็นต้นแบบ  ทำไมมัน จึงเกิดขึ้น อะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน”  ทำไมมันจึงประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว  คำถามเหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงอันมีไม่รู้จบของทั้งมิตรและศัตรู แต่ตัวตนของมันเองอย่างที่ได้เป็นไปแล้ว มักไม่ค่อยมีคนตั้งข้อสงสัยนัก[viii]

ในทำนองเดียวกัน ขบวนการเรียกร้องเอกราชของอเมริกาได้กลายเป็นต้นแบบของแนวความคิด”  แบบจำลอง”  และพิมพ์เขียว ไปโดยทันที โดยความเป็นจริง แล้ว โบลิวาร์มีความกลัวการลุกฮือของพวกนิโกร และซานมาร์ตินเองที่ประกาศว่าแบบพวกของเขาคือความเป็นเปรูที่แท้จริง  ทั้งสองอย่างนี้ขัดกันอย่างรุนแรงกับความเชื่อที่มีอยู่ คำที่กล่าวกันต่อ ๆ มาได้ลบล้างเรื่องข้างต้นเหล่านี้เกือบจะหมดเกลี้ยง และหากใครจะได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็กลับกลายเป็นเรื่องของความสับสนคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง”  จากลักษณะที่ผสมปนเปแบบอเมริกันได้กลายมาเป็นจินตนาการของความเป็นจริงดังต่อไปนี้คือ ประชาชาติแบบพหุรัฐ  สถาบันแบบสาธารณรัฐ  ความเป็นพลเมืองที่มีร่วมกัน อธิปไตยของปวงประชาชน  ธงชาติ  เพลงชาติ และอื่น ๆ  ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อต้องขจัดแนวคิดที่เป็นด้านตรงกันข้ามอันได้แก่จักรวรรดิแบบราชวงศ์ สถาบันต่างๆ แบบกษัตริย์ การรวมศูนย์อำนาจโดยสมบูรณ์ การขึ้นต่อ  การสืบสายโลหิตแบบขุนนาง  ขนบไพร่  เขตกักกัน และอื่นๆ (ในบริบทดังกล่าวนี้ มีข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ คือ มิได้มีการระบุห้าม การมีทาสออกจากแบบแผนของอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ตลอดจนการงดที่จะยอมรับภาษาของสาธารณรัฐทางใต้)  นอกไปจากนี้ ความถูกต้องและความเป็นสากลของพิมพ์เขียวก็มักจะได้รับการรับรองจาก ความเป็นพหุลักษณ์ ของรัฐเอกราชทั้งหลาย

ผลที่เกิดขึ้นตอนประมาณทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 19 ก็คือ การมีต้นแบบ รัฐแห่งชาติที่เป็นอิสระเอาไว้ให้ทำตามๆ กัน[ix] (กลุ่มแรก ๆ ที่จะได้ทำตามนี้ก็คือ พวกที่ได้รับการศึกษาของกลุ่มภาษาถิ่นที่อยู่ตามชายขอบดังเช่นที่บทนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ) หากจะให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็เป็นเพราะว่า ต้นแบบอันเป็นที่รู้กันในขณะนั้น ได้กำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะไม่ยอมให้มีความแตกต่างออกไป แม้กระทั่งผู้ดีฮังกาเรียนและโปลิชซึ่งทั้งล้าหลังและป็นปฏิกิริยา ยากที่จะอยู่ในรูปรอยนี้ และไม่อาจจะได้รับการเชิญเข้าร่วมกันกับบรรดาผู้รักชาติซึ่งถูกกดขี่ได้ (หากจะมีก็คงจะน้อยเต็มทน) หรืออีกนัยหนึ่ง การให้เหตุผลของซานมาร์ตินในกรณีการสร้างความเป็นเปรูขึ้นนั้น ก็ใช้ได้กับกรณีนี้เช่นกัน   หาก ชาวฮังกาเรียน ควรค่าแก่การมีรัฐแห่งประชาชาติของตน นั่นก็ย่อมจะหมายถึงชาวฮังกาเรียนหมดทุก ๆ คน[x] และยังหมายต่อไปอีกว่ารัฐที่ว่านี้ ถือเอาเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การมีอธิปไตยของผู้ที่พูดและอ่านภาษาฮังกาเรียนทั้งมวล และในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการขจัดระบบไพร่ มีการเพิ่มพูนการศึกษาของประชาชน มีการขยายสิทธิในการลงคะแนนเสียง และอื่นๆ ฉะนั้น ลักษณะประชานิยมของชาตินิยมในยุโรปช่วงต้น ซึ่งมักถูกนำมาใช้โดยพวกนักพูดปลุกระดม และส่วนใหญ่เป็นพวกที่มาจากกลุ่มสังคมที่ล้าหลังที่สุด ประชานิยมในยุโรปจึงมีน้ำหนักกว่าเมื่อเทียบกับกรณีของอเมริกา เช่นมีการปลุกเร้าว่าจะต้องขจัดระบบไพร่ การมีกฎหมายที่รับรองการมีทาสเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และอื่นๆ อีกมาก ทั้งนี้ก็เพราะแบบฉบับของแนวคิดได้ถูกวางเอาไว้ในตำแหน่งแห่งหนที่ไม่มีใครจะมาลบทิ้งไปได้นั้นเอง



[i] ดังที่เราได้เห็นแล้วว่า กระบวนการทำให้ภาษาพื้นบ้าน และภาษาแห่งรัฐกลายเป็นสิ่งเดียวกันนั้น เกิดขึ้นในสองขอบเขต นับแต่เริ่มแรก ในกรณีของสหจักรภพนั้น มีการใช้กำลังทางทหารเข้าไปสยบพวกที่ใช้ภาษาเกลิคตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และความอดอยากขาดแคลนในทศวรรษ 1840 ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลอย่างรุนแรง

[ii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 165 สำหรับตัวอย่างที่ดีเยี่ยมซึ่งลงรายละเอียดของประเด็นให้ดู Ignotus, Hungary หน้า 44 56  และ Jaszi, The Dissolution หน้า 224 225

[iii] Kedourie,  Nationalism in Asia and Africa หน้า 170 หากกจะลองสมมุติว่า ถ้าโคราเอสมองข้ามไหล่ของเขาไปยัง ยุโรป ด้านหลังของเขาก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิล  อ๊อตโตมานยังไม่ได้เป็นภาษาต่างด้าว  และภรรยาในอนาคตผู้ซึ่งไม่ยอมคลอดลูก กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาด print market (?)

[iv] ตัวอย่างอื่น ๆ ให้ดู Seton – Watson, Nations and States หน้า 72 (ฟินแลนด์)  หน้า 145 (บุลกาเรีย)  หน้า 153 (โบฮีเมีย)  และหน้า 432 (สโลวาเกีย) Kohn, The Age of Nationalism  หน้า 83 (อัยิปต์) และ หน้า 103 (เปอร์เซ๊ย)  

[v] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 169

[vi] The Break – up of Britain sohk 340

[vii] Hobsbawm, The Age of Revolution หน้า 80

[viii] เปรียบทียบ คำว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น สะท้อนถึงปลกระทบ ที่มีต่อยุโรปค่อนข้างช้า  เหตุเกิดขึ้นก่อยจะมีคำเรียก  เข้าใจว่า ประมาณทศวรรษของ 1820 นี้แหละที่นักสังคมนิยมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นกลุ่มแรกที่ใช้คำๆ นี้  เข้าใจว่าเป็นไปในเชิงเทียบเคียงกับการปฏิวัติทางการเมืองในรั่งเศส เพิ่งอ้าง หน้า 45

[ix] อาจชัดเจนขึ้นหากกล่าวว่า ตัวแบบนั้นเป็นส่วนผสมที่ซับซ้อนของปัจจัยที่เป็นฝรั่งเศสและอเมริกัน  แต่จวบจนกระทั่งหลังปี 1870 นั่นแหละที่ ความจริงอันประจักษ์แจ้ง ของฝรั่งเศสก็คือ การกู้คืนฐานะของกษัตริย์ และการตั้งราชวงศ์กำมะลอของหลานของนโปเลียน

                หลังจากที่นโปเลียนพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายในปี 1815 แล้ว เขาได้ถูกเนรเทศไปยังเกาะที่ไกลโพ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก และใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นั่น  เหล่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายในยุโรปได้เห็นพ้องกันในการกู้ราชวงศ์บูร์บองซึ่งเคยปกครองอยู่ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส  ดังนั้น หลุยส์ที่ 18 จึงได้ครองราชย์ระหว่าง 1815 1824 และสืบทอดบัลลังก์ไปยังชาร์ลส์ที่ 10 ซึ้งจะถูกโค่นล้มลงโดยปะชาชนจำนวนมาก  ในปี 1830 กษัตริย์องค์ต่อไปก็คือ กษัตริย์หลุยส์ ฟิลิปป์ผู้ซึ่งอ้างว่าทรงเป็นประชาธิปไตย และผู้ปกครองที่นิยมรัฐธรรมนูญ แต่โดยแท้จริงแล้วมิได้เป็นไปตามนั้น  กษัตริย์พระองค์นี้ทรงถูกโค่นล้มโดยประชาชนเช่นกันในปี 1848 นับเป็นการจบสิ้นราชวงศ์บูร์บอง  สถานการณ์เช่นว่านี้เป็นการเปิดช่องทางเอาไว้ให้หลานชายของนโปเลียน ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปีนั้น  อีกสามปีต่อมา เขาได้ทำการรัฐประหารและประกาศยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ครองอำนาจอยู่ขนถึงปี 1870 เมื่อกองทัพของพระองค์พ่ายแพ้ต่อทัพของเยอรมันี พระองค์จึงถูกบีบบังคับให้สละราชสมบัติ พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้านในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส

[x] นี่ไม่ใช่กรณีที่แยกกันจนเห็นได้อย่างชัดเจน  กว่าครึ่งของพลเมืองแห่งราชอาณาจักรฮังการี มิได้เป็นชาวโมยาร์  มีเพียง 1 ใน 3 ของไพร่เท่านั้น ที่พูดภาษาโมยาร์  ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เหล่าบรรดาขุนนางโมยาร์ชั้นสูง ถ้ำม่พูดภาษาฝรั่งเศสก็พูดภาษาเยอรมัน  ผู้ดีระดับกลางและล่าง พูดภาษาละตินชั้นต่ำปะปนด้วยภาษาโมยาร์ สโลวัค และเซอร์บ  แถมด้วยแสดงความรู้สึกในภาษาโรมาเนียน เช่นเดียวกับภาษาแบบพื้น ๆ..... Ignotus, Hungary หน้า 44 46 และ 81

 

                พวกไพร่เป็นประดิษฐ์กรรมที่แปลกปนะหลาดของศักดินายุโรป พวกนี้ไม่ใช่ทาส ไม่ใช่คนใช้ในครัวเรือน สามารถถือครองที่ดิน แต่ห้ามละทิ้งหน้าที่หรืออาณาบริเวณที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าศักดินา อีกทั้งการเปลี่ยนความจงรักภักดีไปยังเจ้ารายอื่นก็ต้องห้ามด้วย พวกไพร่มีข้อผูกพันว่าจะยอมยกแรงงานและผลผลิตจากไร่นาของตนให้กับเจ้านาย กษัตริย์มิได้มีอำนาจในการสั่งการโดยตรงลงไปยังไพร่ กระทำได้ก็เพียงการสั่งพวกเจ้านายเท่านั้น

 
6月15日

คุยกับหนัง มิ.ย. - ก.ย. 49

รายการภาพยนตร์ คุยกับหนัง

เวลา 17.00 น. เป็นตันไป ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 28 กันยายน 2549

ที่ห้องสมุด เรวัติ พุทธินันท์

22 มิถุนายน : The Big Empty  / US / 2004    ยาว 94 นาที 

กำกับการแสดง : Steve Anderson

นำแสดง : Jon Favreau/Sean Bean/Daryl Hannah

          งานง่าย ๆ โดยการนำส่งกระเป๋าหิ้วสีน้ำเงินไปยังจุดหมายที่ว่างเปล่า  ตอบแทนด้วยค่าจ้างที่งดงาม กลับพบกับความพิลึกพิลั่นสุดคาดเดา

29 มิถุนายน : Shadow Kill / India/ 2001  ยาว 91 นาที

กำกับการแสดง : Adoor Gopalakrishnan

          ทศวรรษที่ 1940 อินเดียใต้ประหารชีวิตคนด้วยการแขวนคอ เพชฆาตเก็บเชือกประหารเอาไว้ในห้องบูชา เศษเชือกที่นำไปเผาเป็นยาวิเศษที่ช่วยชีวิตคนเจ็บป่วยได้  การประหารชีวิตนั้นเป็นบาป เพชฆาตผู้รับคำสั่งกับมหาราชาผู้ออกคำสั่ง ใครกันแน่ที่เป็นคนบาป

6 กรกฎาคม :Closely Watched Trains / Czech/ 1966  ยาว 93 นาที

กำกับการแสดง : Jiri Menzel

          เด็กหนุ่มได้รับภาระของการประจำยามที่สถานีรถไฟเล็ก ๆ เช่นเดียวกับบรรพบุรุษ ภาระหน้าที่ของเขาคือการเดินทางของชีวิตที่จะค้นพบตัวเอง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แบะการประกอบวีรกรรมท่ามกลางการยึดครองของเยอรมัน

13 กรกฎาคม : Zelig / US / 1983/  ยาว 79 นาที

กำกับการแสดง : Woody Allen

นำแสดง : Woody Allen/ Mia Farrow

          Zelig เข้าใกล้ใคร เขาก็จะกลายเป็นคนลักษณะเช่นนั้น เขาเป็นเสมือนกับ จิ้งจกที่เปลี่ยนสี ได้

20 กรกฎาคม : Voyages / Israel / 1999  ยาว 115 นาที

กำกับการแสดง : Emmanuel Finkiel

          Rivka เดินทางไปโปแลนด์พร้อมสามี ได้พบว่าชีวิตคู่ของเธอล้มเหลว Regine คิดว่าพ่อของเธอตายไปในค่ายกักกันเยอรมัน แต่การพบกันกลายเป็นความเจ็บปวด เช่นเดียวกับ Vera ผู้เดินทางมาจากรัสเซียเพื่อหาญาติคนสุดท้ายในอิสราเอล กลับพบแต่คนแปลกหน้าในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

          การเดินทางของหญิงทั้งสามหาปลายทางไม่พบ

27 กรกฎาคม : Danton / Poland – French/ 1983  ยาว 130 นาที

กำกับการแสดง : Andrezj Wajda

นำแสดง : Wojciech Pszoniak/ Gerard Depadieu

          การปฏิวัติฝรั่งเศส นำมาซึ่งยุคแห่งความหวาดกลัว โดยมี Robespierre เป็นหัวเรือใหญ่  ความหวาดระแวงทำให้คนแล้วคนเล่าเสียหัวภายใต้กิโยติน แม้กระทั่งคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน เช่น Danton เพราะเขาคือปฏิปักษ์ของคณะกรรมการเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ

3 สิงหาคม : Chronicle of a Disappearance / Palestine / 1997   ยาว 88 นาที

กำกับการแสดง : Elia Suleiman

นำแสดง : Elia Suleiman/ Ola Tabari

          Elia Suleiman ตลกร้ายเช่นเคย (เหมือนกับเรื่อง Divine Intervention) หนังแบ่งเป็นตอน ๆ ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวแบบไม่เกี่ยวกัน เช่น ดาราสาวพยายามหาห้งอพักในกรุงเยรูซาเล็มซีกตะวันตก เจ้าของร้านค้าของที่ระลึกในเขตศักดิ์สิทธิ์ของเยรูซาเล็มเตรียมสินค้าต้อนรับทัวริสต์ญี่ปุ่น/ ยายแก่ช่างนินทาและทหารปวดท้องฉี่

          ทั้งหมดนี้เกี่ยวกันได้อย่างไร สงสัยจะเป็นภาระของคนดู

10 สิงหาคม : Children of Revolution / Australia / 1996   ยาว 101 นาที

กำกับการแสดง : Peter Duncan

นำแสดง : Judy Davis/ Sam Neill / Geoffrey Rush/ F. Murray Abraham

          ดาราสาวกลับมาจากมอสโคว์ แล้วตั้งท้อง  ใครคือพ่อของเด็ก ???  สายลับสองหน้า   ตำรวจวิปริต   หรือแม้กระทั่งสตาลินเอง ?????????

17 สิงหาคม : Moolaadé / Senegal / 2004   ยาว 120 นาที

กำกับการแสดง : Ousmane Sembene

นำแสดง : Fatoumata Coulibaly/ Maimouna Helene

          ในหมู่บ้านจำนวนมากในอาฟริกา สตรีถูก ขลิบ  Colle ทราบดีถึงความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานนี้ เธอให้ความคุ้มครองเด็กหญิง 4 คน แต่เธอต้องเผชิญหน้ากับคนเกือบทั้งหมู่บ้าน

24 สิงหาคม : Journey to Kafiristan / Germany / 2003  ยาว 100 นาที

กำกับการแสดง : Fosco & Donatello Dubini

นำแสดง : Jeanette Hain / Nina Petri

          สองหญิงนักเขียนกับนักมานุษยวิทยา เดินทางจากเจนีวาเข้าไปยังอาฟกานิสถานในปลายทศวรรษ 1930  โลกต่างถิ่นอันน่าตื่นตา ทำให้โลกของคนทั้งสองเปิดไปสู่มิติใหม่

31 สิงหาคม : Mr. Arkadin / 1955 และ 2006  ยาว 105 นาที

กำกับการแสดง : Orson Welles

          Mr. Arkadin เป็นหนังของ Orson Welles ซึ่งเพิ่งค้นพบ และร้อยเรียงขึ้นมาใหม่ เป็น 3 เวอร์ชั่น คือ  The Corinth Version ( 1955 – 99 นาที)  Confidential Report(1955 – 98 นาที) และ The Comprehensive Version (2006 – 105 นาที)

7 กันยายน : Duck Season / Mexico / 2005   ยาว 84 นาที

กำกับการแสดง : Fernando Eimbeke

นำแสดง : Paula Markvitch / Felipe Cazals

          เด็ก 2 คน เตรียมสนุกกับเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งพ่อและแม่ไม่อยู่บ้านด้วยวิดีโอเกมส์ หนังป็ และ อาหารขยะ แต่แล้วแผนการก็ต้องพังทลายเพราะหนุ่มส่งพิซซ่าไม่ยอมลากลับ แถมด้วยเด็กสาวข้างบ้านได้เจ้ามาขอใช้เตาอบทำขนม

14 กันยายน : The Saddest Music in the World / Canada / 2003  ยาว 101 นาที

กำกับการแสดง : Guy Maddin

นำแสดง : Isabella Rossellini/ Mark McKinney

          ในขณะที่โลกตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อเมริกาห้ามการขายสุรา เลดี้พอร์ท ฮันท์ลีย์ แห่งเมือวินิเปก คานาดาประกาศการประกวด ดนตรีที่เศร้าทีสุดในโลก”  ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาร่วมงาน  เบียร์ของเธอไหลไปหล่อเลี้ยงผู้คนที่กระหายหิว

          หนังใช้ภาษาภาพและภาษาเสียงแบบหนังสมัยเก่า ทำได้น่าสนใจอย่างยิ่ง

24 กันยายน : The Ugly American /US / 1963  ยาว 121 นาที

กำกับการแสดง : George Englund

นำแสดง : Marlon Brando / Eiji Okada / มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

          ประเทศสารขัณฑ์ แบ่งเป็น 2 ส่วน ตอนเหนือครอบครองโดยพวกคอมมิวนิสต์ ทางใต้มีรัฐบาลเสรีนิยม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอเมริกัน  อเมริกันพยายามสร้างถนนเพื่อให้ชนบทสามารถรับความ ช่วยเหลือ จากรัฐบาล และอเมริกัน

          เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำหลายตอนในเมืองไทย และมีบุคคลสำคัญชาวไทยนำแสดงด้วย

28 กันยายน : Mirrormask /2006  ยาว  104 นาที

กำกับการแสดง : Dave McKern

นำแสดง : Jason Barry / Rob Brydon / Stephanie Leonidas

          สาวน้อย Helena  อยากจะหนีไปจากคณะละครสัตว์ของครอบครัว การเดินทางของเธอไปสู่ดินแดนแห่งความมืดดำ ซึ่งมีทั้งยักษ์ นกปนลิง สฟิงค์ การค้นพบหน้ากากกระจกเงาเท่านั้น ที่จะทำให้เธอรอดพ้นจากดินแดนหมองหม่นนี้ได้

เส้นสายและสีสันของทะเลใต้

มติชน 4 มีนาคม 2547

          ผมแวะไปคุยกับอาจารย์วินัย ผู้นำพล ตอนสายๆ ของวันหนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะได้ยินข่าวว่าอาจารย์กำลังจะจัดแสดงงานเขียนชุดใหม่ต้นเดือนมีนาคมนี้

          เรานั่งคุยกันที่ท่าน้ำปูด้วยแผ่นไม้กระดานซึ่งปลูกล้ำส่งไปในสระน้ำขนาดเล็กกั้นเป็นแนวอาณาบริเวณตัวบ้านของอาจารย์ ตลิ่งของขอบสระฝั่งตรงข้ามบ้านปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ กอไผ่ขนาดกลางลำต้นสีเขียวปนเหลืองใบยาวเรียวแหลม กอเตยหนามขนาดใหญ่ใบยาวใหญ่สีเหลืองจางทาบทับตัวแนวสีเขียวตามความยาวของใบ แคฝรั่งใบฝอยเล็กสีเขียว ชบา พู่ระหงกอเตี้ย รูปกอทรงกลมใบเขียวสดชื่น เถาต้นพวงประดิษฐ์เลื้อยพาดกิ่งก้านจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง พาใบหนาคายสีเขียวเข้มแต่หม่นขาวไปทาบทับกับที่ต่างๆ ช่อดอกรูปดาว กลีบยาวสีชมพูอมม่วงจางๆ ผุดแทงช่อแต่งแต้มสีสดใสเป็นระยะๆ

          ผมรู้สึกถึงเส้นสายของสีในรูปทรงต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวผม ความสงบนิ่งของหมู่พันธุ์ไม้ซึ่งเคลื่อนไหวเป็นพักๆ ตามจังหวะการพัดไกวของลมอ่อน สลับกับเสียงฮุบของปลาสีสดใสที่เคลื่อนตัวช้าๆ อยู่ในสระ

        อาจารย์ดูมีความสุขที่เล้าย้อนไปถึงประสบการณ์ในวัยเยาว์ กับการที่ได้ใช้นิ้วมือละเลงแป้งผสมสี โดยที่อาจารย์ไม่ทราบเลยว่าต่อมาอีกเกือบ 40 ปี ประสบการณ์ของการใช้มือละเลงสีนี้จะได้กลายมาเป็นเทคนิคของการถ่ายทอดอารมณ์ศิลปะที่อาจารย์พึงพอใจมากที่สุดแบบหนึ่งในขณะนี้

          เมื่อผมได้เห็นงานของอาจารย์วินัยครั้งแรกก็เป็นระยะที่อาจารย์วาดภาพด้วยสีน้ำแล้ว งานของอาจารย์ใช้ฝีแปรงขนาดใหญ่ที่ปาดสีอย่างรวดเร็วเห็นเป็นแถบสีขนาดใหญ่ก่ายเกยกัน และเห็นความเคลื่อนไหวที่รุนแรง ขอบของแถบสีมักจะซึมกระจายผสมกันข้ามขอบ แต่ก็มีความรู้สึกที่ขัดแย้งต่อกัน เพราะคู่สีที่อาจารย์ใช้นั้นมักจะดุเดือด และอยู่กันคนละฟากของโทนสี

          โดยรวมแล้วแม้ภาพของอาจารย์จะปรากฏเห็นสีแดง สีแสดส้มอยู่บ้าง แต่ก็มักจะถูกสีทึบแถมเศร้าของดำ น้ำเงิน และเขียวเข้มข่มทับ จนกลายเป็นความสุขเล็กๆ ท่ามกลางความเศร้าที่ปกคลุมไปทั่ว

         "การใช้พู่กันและสีน้ำไม่สามารถรองรับอารมณ์ความรู้สึกได้" เป็นข้อสรุปของอาจารย์วินัย และเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจารย์ให้ความสนใจกับการวาดสีน้ำมันมากขึ้น อีกทั้งการใช้มือ(กำปั้น ฝ่ามือและนิ้วมือ) ก็กลายมาเป็นอุปกรณ์ในการวาดที่อาจ "ควบคุม" ได้ดังใจ

          ผมมาเห็นภาพ "เขียน" สีน้ำมันของอาจารย์ก็เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สองภาพที่ยังติดตาอยู่เสมอ(เพราะมีโอกาสได้เห็นซ้ำๆ อีกหลายครั้ง) ก็คือภาพพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งติดอยู่ที่ผนังห้องสำนักเลขานุการคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร และภาพ "โฉลกหลำ" เกาะพงัน สุราษฎร์ธานี ซึ่งติดอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          ภาพแรกเป็นภาพวังนารายณ์ที่มองเห็นเป็นมุมกว้างทแยงลงไปยังตัวอาคาร สีโทนอุ่นทั้งน้ำตาล ส้ม แสด แดง ประสมกันเคลื่อนตามจังหวะของนิ้วที่ปาดป้ายทำให้พระราชวังนารายณ์อายุ 300 ปี ดูกลับมามีชีวิตและเคลื่อนไหวได้อย่างน่าตื่นเต้น

          หมู่ไม้สีเขียวทั้งควบคุมและทั้งเคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของตัวอาคาร ในขณะที่ฟ้าที่มีทั้งสีส้ม แดง ฟ้า น้ำเงินปนขาวควบคุมการเคลื่อนไหวจากด้านบนของภาพทำให้ดูทั้งสงบและเคลื่อนไหวอย่างมีท่วงทำนองที่งามสง่า

          ส่วน "โฉลกหลำ" นั้น ทั้งภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางภาพ ท้องฟ้าที่พอมองเห็นบางส่วนและท้องทะเลบริเวณอ่าวด้านหน้าของภูเขา ทั้งหมดเป็นสีในโทนเย็น ทั้งเขียวเข้ม เขียวอ่อน น้ำเงินและฟ้า ที่ผมชอบก็คือสีแดงกับสีโทนสว่างกลุ่มเล็กๆ ที่ปาดป้ายเป็นเรือประมงสีฉูดฉาดสไตล์ "ปักษ์ใต้" กำลังเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในท้องทะเลของอ่าว ภายใต้เงาทะมึนที่ดูสงบนิ่งของขุนเขาตรงกลางภาพ

          แม้จะรู้ดีว่าไม่ยุติธรรมกับอาจารย์นัก แต่ผมก็อดจะแสดงความรู้สึกปนคำวิจารณ์หน่อยๆ ไม่ได้ว่าเห็นงานของอาจารย์วินัยทำให้ผมนึกถึงมุ้งค์ แฟนก้อกฮ์ และ เอฟเฟนดี ถึงอาจารย์จะออกตัวว่าชอบงานของ ดาลี ก็ตาม

          สำหรับผมแล้ว งานของดาลีในเรื่องของเนื้อหานั้นดูน่าเบื่อและซ้ำซาก หากไม่เป็นเรื่องปมเขื่องก็เป็นเรื่องปมจ้อยของ "ไอ้จ้อน" นอกนั้นก็เป็นประเด็นทางศาสนา(ดูหนักๆ แบบคาทอลิก) ประเด็นเมียคนสุดท้ายของแกและที่เหลือก็เป็นภาพเชิงเหนือจริงที่ดูว่างเปล่า ความชำนาญในงานช่างของดาลีมีสูงมาก จนทุกภาพเหมือนไหลออกมาจากการเทพิมพ์หล่อแบบ(plastic form) อันเดียวกัน ซึ่งงานประเภทนี้มักเป็นที่ชื่นชอบทั้งในเมืองไทยและเมืองเทศ เพราะดูง่าย สบายตา จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ช่างมัน

          งานเขียนของอาจารย์วินัยเต็มไปด้วยเส้นสายและเส้นสี ที่ทั้งเคลื่อนไหวตามกันและขัดกัน ไม่มีภาพไหนเลยที่หยุดนิ่ง ทั้งๆ ที่อาจารย์อ้างว่าชอบงานของครูเก่าของอาจารย์ คืออาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์

          แต่งานช่วงหลังของอาจารย์เฟื้อ ในชุดเส้นสายเชิงจิตรกรรมประเพณี ก็ดูสงบและสุขุม ซึ่งต่างจากอารมณ์ภาพของอาจารย์วินัยอย่างสิ้นเชิง

          การแลกเปลี่ยนความคิดในทางศิลปะกับอาจารย์มีเซียม ยิบอินซอยขณะทำงานร่วมกันในช่วงบั้นปลายชีวิตของอาจารย์มีเซียม ดูจะเห็นร่องรอยของการ "สนทนา" กันในงานเขียนภาพของอาจารย์วินัย มากกว่าการ "สนทนา" กับงานของอาจารย์เฟื้อ

          การแสดงงานครั้งนี้ของอาจารย์วินัยที่ชื่อว่า "สีสันฤดูใบไม้ร่วงแห่งแปซิฟิกใต้ : ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์" อาจดูต่อเนื่องกับการแสดงงานชุด"ชีวาลัยแห่งถิ่นใต้ไทย-ฝรั่งเศส" เมื่อ 7 ปีที่แล้ว

          แนวหลักของภาพที่นำมาจัดแสดงในคราวนี้ยังคงเป็นเรื่องทิวทัศน์ของเมือง ท้องฟ้า ทะเล ภูเขาและต้นไม้ เพียงแต่ครั้งนี้แรงบันดาลใจคือทิวทัศน์ที่ได้ซึมซับมาจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งอาจารย์ได้เดินทางไปสอน วิจัยและทำงานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

          ภาพที่นำมาจัดแสดงคราวนี้มีถึงร้อยกว่าภาพ เป็นภาพที่มีขนาดไล่เลี่ยกันหมด และถ้าจะว่าไปแล้ว ทั้งเนื้อหาของภาพ เทคนิควิธีของการวาด และโครงสีทั้งหมดก็ดูจะมีเอกภาพเป็นอย่างยิ่ง

          ด้วยเทคนิคการวาดภาพด้วยนิ้วและมือที่รวดเร็วทำให้อาจารย์วินัยจับแสง สีและเงาของภูเขาและท้องทะเลของสวอนเลค ที่โรโลไอรา(นิวซีแลนด์) เอาไว้ได้ การเคลื่อนตัวของหมู่เมฆในท้องฟ้าก่อให้เกิดเงาทะมึนที่ทาบทับเป็นสีม่วงปนเทาทึบบนไหล่เขาด้านหนึ่ง และในขณะเดียวกันแดดก็ส่องให้สีเขียวมรกตของน้ำทะเลเบื้องหน้าดูใสลึกงดงาม(รูปทะเลสาบของหงส์ที่โรโลไอรา)

          "แหล่งนกทะเลแกนเนต หาดมูริไว" เห็นเป็นหน้าผาที่ขาดลึกดิ่งลงไปในทะเลซึ่งมีคลื่นรุนแรงถาโถมอย่างบ้าคลั่ง และเอาเป็นเอาตาย

          "สะพานสีข่าวที่อ่าวแฟนเทล" มีต้นไม้ลำต้นสีแดงสูงชะลูดตัดกับพื้นหลังสีเหลืองสดใส มีใบไม้หยิกสีเขียวคลอเคลียลำต้นอยู่ สะพานเตี้ยมีลูกกรงซี่ที่ทั้งหมดทาด้วยสีขาว ดูน่าสนใจภายใต้บรรยากาศของสีแดง เหลืองและเขียว

          "โบสถ์เมืองไครส์เชิร์ช" เป็นโบสถ์หลังเล็กสีม่วงปนชมพูแต่งแต้มด้วยเส้นสีแดงจางๆ ส่วนโรสวินโดว์เป็นสีเหลืองส่งทอดไปยังกลุ่มใบ(ดอก) ไม้สีเหลือง(ของต้นวัตเทิล?) หนาแน่น ซึ่งมีลำต้นสูงเป็นสีแดงโค้งๆ

          แต่ "โบสถ์ที่ท่าเรือลีตเทิลตัน" นั้นให้ความรู้สึกเหมือนองค์พระเจดีย์ที่นครปฐม แต่สีเหลืองตุ่นซึ่งมีนาฬิกากลมประดับอยู่ตรงบริเวณบัลลังก์เหนือองค์ระฆัง

          "สถานีรถไฟฟลินเดอร์สตรีต" ของเมลเบิร์น ดูเหมือนมหาวิหารสีเหลืองขนาดใหญ่ โดมครึ่งวงกลมสีฟ้าอ่อนทาบทับอยู่กับท้องฟ้าสีทึบ(ม่วงอมน้ำเงิน-น้ำเงินเข้มและจาง) ของยามค่ำคืน ซึ่งปกคลุมอยู่เหนือมหานครเมลเบิร์น

          เรือยอชต์ลำสีขาวหลายลำจอดทอดสมอลดใบลงเห็นเสากระโดงสลอนอยู่ในภาพ "ท่าเรือ วิลเลียมทาวน์ยามเย็น 1" ท้องน้ำยามเย็นที่นี่มีปุยเมฆสีเหลือง ซึ่งถูกลมอ่อนพัดกระจายตัวไปอย่างช้าๆ ตรงขอบน้ำกับฟ้าชนกัน สีเหลืองกำลังกลายเป็นสีม่วงเข้มของยามเย็นแล้ว

          สีแดง สีเหลือง แล้วก็สีแดง แล้วก็สีเหลืองให้อารมณ์ที่สนุกสนานของย่าน ไชน่าทาวน์ของนครซิดนีย์ เหมือนกับไชน่าทาวน์ที่ไหนๆ ในโลกเป็นกัน

          ทั้งหมดข้างต้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของการ "เดินทางพร้อมสนทนา" ตามจินตนาการของผมร่วมไปกับอาจารย์วิจัย ผู้นำพลโดยผ่านงานแสดงภาพเขียนสีน้ำมันชุด "สีสันฤดูใบไม้ร่วงแห่งแปซิฟิกใต้ : ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์"

          งานแสดงของอาจารย์เหมือนกับการเดินทางอันยืดยาว ผ่านทะเลสีต่างๆ ภูเขารูปทรงแปลกตาลูกแล้วลูกเล่า ต้นไม้รูปทรงสัณฐานที่หลากหลายบ้านเรือนและผู้คนมากหน้า ต่างเพศพันธุ์ ประดังประดามาสังสันทน์กับเราด้วยเส้นสาย และแถบสีที่น่าตื่นตา ตื่นใจ

          เมื่อผมเดินมาถึงภาพสุดท้าย ที่ปลายของเส้นสี ผมทราบดีว่าการเดินทางนี้จะยังมีต่อไปอีกในภายหน้า

          งานแสดงชุดนี้จัดขึ้นที่ห้องนิทรรศการของโรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ร่วมกับ พณฯ ไมลส์ คุเปอร์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิด ในวันอังคารที่ 9 มีนาคม เวลา 18.30 น. และจะแสดงไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคมนี้

                                                                                ทรงยศ แววหงษ์

ทักษิณ-บุช มหาธีร์ หรือ มหาธีร์-บุช-ทักษิณ - 20 ตุลาคม 2546

  

          ใคร ๆ ก็พากันกลับบ้านไปหมดแล้ว คงเหลือแต่นายกของเรากับภริยา ยิ้มหน้าบานเป็นปลื้มสุด ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการจัดงานประชุมเอเปคได้อลังการ์อย่างน่าประทับใจ

           การจัดงานครั้งนี้ ได้รับคำชมจากบรรดาผู้นำทุกประเทศ สื่อมวลชนไทยทุกแขนง ทุกประเภท เช่นกัน

           นายบุช เป็นคนแรกที่เผ่นออกจากไทย นัยว่าไปสเปนต่อ จะว่าไปแล้ว ทริปนี้ของแกเริ่มที่ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไทย แล้วก็ไปสเปน ก็เป็นทริปที่แกหวังจะปลุกระดมเรื่องการก่อการร้ายทั้งสิ้น ดังนั้นบรรดาประเทศที่แกแวะ จึงเป็นประเทศที่เข้าร่วมรบในสงครามอิรักทั้งนั้น ต่อจากนั้น ก็เป็นบรรดาผู้นำชาติอื่น ๆ ที่ทยอยกันเดินทางกลับ พร้อมกับทิ้งคำหวานให้กำลังใจเจ้าภาพตามธรรมเนียม ที่พูดซ้ำ ๆ อย่างนี้มาแล้วทั่วโลก

          เมื่อวันที่ 20 ตุลา นั้น ผมสาบานกับตัวเองว่า จะอยู่ให้แสนไกลจากกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมเอเปค เช่น ละแวกที่พักของบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ พร้อมซีอีโอโชห่วยทั้งหลาย สถานที่จัดประชุมเอเปค ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ สนามหลวง พระราชวัง แม่น้ำเจ้าพระยา (เกือบหมดกรุงเทพฯ แล้วครับ !) เพราะเขาจะจัดการปล่อยประทีปโคมลอย แห่เรือพระราชพิธี และลอยกระทง ด้วยผมเข้าใจว่า รถคงจะติดอย่างมากมายเป็นแน่

          สมดังคาดครับ ผมจำเป็นอย่างเหลือหลายที่ต้องออกจากบ้าน แม้จะอยู่คนละโยชน์จากที่เหล่านั้น แต่รถก็ติดบนทางด่วนอย่างบรรลัยกัลป์เลยครับ !  ผมนับหนึ่งถึงร้อย ถึงพัน จนถึงหมื่น….. อย่ากระนั้นเลย เปิด จ.ส.100 ฟังดีกว่า เผื่อจะหาทางเลี่ยงไปที่อื่นได้  จ.ส. 100 ดูอารมณ์ดี เลี่ยงทุกคำพูดที่จะบอกตรง ๆ กับผู้ฟังว่า รถที่มันติดบนทางด่วนน่ะ ก็เป็นเพราะเขาปิดทางด่วนเสียหลายตอน  และทางด่วนที่ออกแบบมาให้มันไหลต่อเนื่องกันไป จึงจะเป็นทางด่วนได้นั้น หากไปปิดกั้นมันเพื่อเลี่ยงขบวนใดก็ตาม มันย่อมหมดสภาพด่วนไปโดยปริยาย ผู้ฟังของ จ.ส. 100 ที่พูดสายเข้ามา ก็ดีใจหาย แม้ทุกสายจากทุกที่จะบอกว่ารถติด (กว่าปรกติ) แต่ก็ยอมรับสภาพไป แถมบางคนยังบอกว่า รถติดนั้น ถูกทดแทนด้วยความเป็นปลื้มที่ประเทศเราได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค

          ผมต้องขอสารภาพตรงนี้ว่า ผมละอายที่ความรักชาติของผมนั้นน้อยกว่าโฆษก และท่านผู้ฟัง จ.ส. 100  ตลอดจนบรรดาสื่อทุกชนิด ทุกแขนงของไทยครับ  ผมคิดว่าคนสำนึกผิดแบบผมนั้น คงจะรวมคนทุกคนที่ร่วมติดการจราจรตามสถานที่ที่ต่างกัน ต่างระยะเวลายาวนาน อีกทั้งบรรดารถแท๊กซี่ ตุ๊ก-ตุ๊ก ที่หาผู้โดยสารไม่ได้ บรรดารถเข็น แผงลอยตามทางเท้าซึ่งถูกกวาดออกไปจากถนน  เราทุกคนย่อมจะร่วมรักชาติ เสียสละเวลา เงินทอง โอกาส สิทธิเสรีภาพส่วนตัวของเราเพื่อเอเปคครับ

 เราและชาวบ้านที่ต้องหยุดหาบแร่ แผงลอย แผงหน้าร้าน ทั้งหลายแหล่ ได้รับการบอกเล่าว่าจะต้องได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ชดเชยที่ต้องท้องกิ่วกัน 4-5 วัน เราคนไทยต้องใจดี และเชื่อง ไม่เชื่อดูสื่อทุกประเภท ทุกแขนงดูสิ ไม่มีใครคิดว่าเอเปคไม่ดีเลย

อย่างไรก็ตาม ผมรู้นึกไม่ค่อยสบอารมณ์ตาเฒ่ามหาธีร์จากมาเลเซียเท่าไรนักนะครับ ที่แกดันมาทำลายบรรยากาศการจัดงานของบ้านเรา  สถานีโทรทัศน์ บีบีซี ถ่ายทอดคำพูดท่อนหนึ่งของแกในที่ประชุมเอเปคว่า “…..we are ready to be exploited, but it must be fairly exploited…”  แปลเป็นภาษาไทยของผม เห็นจะได้ความว่า “…พวกเราน่ะยอมให้เอาเปรียบอยู่แล้ว แต่มันก็ต้องเกรงอกเกรงใจกันบ้าง….”

ผมไม่ทราบว่า ใครคือคนเอาเปรียบ และการเอาเปรียบที่ว่านั้น คืออะไร

หรือแกจะหมายถึงการที่ตาบุชมาเปลี่ยนบรรยากาศการประชุมทางการค้าเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องภัยคุกคามของการก่อการร้าย (และกรณีเกาหลีเหนือ ซึ่งดันทดสอบจรวดนิวเคลียร์พิสัยไกลในวันที่ 19 เช่นกัน)  ความจริงก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ตาบุชแกเทศนา (ตกร่อง) อย่างนี้มาทุก ๆ ที่ ล่าสุดก่อนไทย ก็คือตอนที่แกแวะฟลิปปินส์อยู่ 8 ชั่วโมง อาจจะต่างกันบ้างก็ตรงที่แกเปิดแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ซ้อนในงานของเรา  แถมนางคอนโดลีซซา ไรซ์ และนายคอลิน พาวเวล ก็เปิดอีก 2 เวที พูดเรื่องเดียวกันเสียอีก (โดยไม่มีใครไปกล้าถากถางว่า เป็น “แผ่นเสียงตกร่อง”) เอ..อย่างนี้จะเป็นการเตี๊ยมกันมาก่อนไหม ? และเป็นการกระทำที่บอกเราผู้เป็นเจ้าภาพก่อนไหม ? หรือโดยมารยาท ควรจะทำเช่นนี้ไหม ?  

ความจริง หลายประเทศ บ่นว่า ตาบุช ชักใบให้เรือเสีย ใคร ๆ เขาก็อยากจะคุยเรื่องการค้าโชห่วยกัน แกดันจะเอาประเด็นการเมืองมาเป็นประเด็นหลัก แต่คนส่วนใหญ่มักบ่นเบา ๆ เอาแต่พอให้นักข่าวได้ยิน (เช่นประธานาธิบดีของเม็กซิโก) แต่ตาเฒ่ามหาธีร์ แกพูดดัง ๆ ให้ทุก ๆ คน (รวมทั้ง ตาบุช ตาปูติน และเฮียหูจินเต่า ด้วย) ได้ยินชัด ๆ หมด

พูดอย่างนี้ ผมรู้สึก (ไปคนเดียว) ว่า มันเป็นการตบหน้าคุณธรรมรักษ์ อิศรางกูรฯ ที่เปิดเวทีให้ตาบุชมาเป็นพระเอก กล่าวขอบคุณทหารหาญของเรา (ในฐานะพระรอง) ที่ส่งทหารไปช่วยรบในอาฟกานิสถาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอิรัก  แม้ตาบุชจะยอมยกให้ไทยเป็นพันธมิตรพิเศษทางทหาร และเอื้อสิทธิพิเศษบางประการทางการค้า

อีกทั้งยังอาจเป็นการตบหน้า (ขอย้ำว่าผมคิดไปคนเดียว) ท่านนายกฯของเรา ที่หากไม่ทราบโพยมาก่อน ก็ดูเป็นความไม่รอบคอบ หากรู้โพยอยู่ก่อน แล้วก็กลายเป็นว่า จัดเวทีตั้งลูกถวายใส่พานให้ตาบุชเลย ดูเหมือนจะไม่ดีทั้งขึ้น ทั้งล่อง

งานผ่านไปแล้ว เมืองไทยและกรุงเทพฯกลับไปเป็นเหมือนเดิม ผักชีทั้งหลายเหี่ยวเฉาโรยราไปแล้ว สะพานข้ามเจ้าพระยาทั้ง 3 แห่ง เปิดใช้การได้เหมือนเดิม การสัญจรทางน้ำ ถนนหนทาง ทางด่วนทุกช่องทาง ก็กลับมา ดี-เลว ดังเดิม  แม่ค้า พ่อค้า ก็คงได้รับสิทธิตามธรรมชาติของคนเมือง ให้ทำมาค้าขายข้างถนนประทังความยากจนเหมือนเดิม

ผมออกจะงง ๆ เหมือนกันนะครับว่า ค่าปลูกผักชีของเราในคราวนี้ ประเมินแล้ว เราต้องจ่ายอะไรไปบ้าง และเป็นมูลค่าสักเท่าไร จำนวนของเงิน งาน เวลา โอกาส ความสูงค่าของวัฒนธรรม

 

ประเพณี สิทธิเสรีภาพของคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องจ่ายกันไปในรูปลักษณ์ต่าง ๆ นั้น รวมแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร 

คุณจักรภพ เพ็ญแข ผู้ประกาศที่ผมชื่นชอบในลีลา ท่าทาง และความชัดถ้อยชัดคำ ระบุว่า บริษัทรถกระบะญี่ปุ่น และฝรั่ง ตัดสินใจลงทุนในไทยทันที ในขณะที่คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ กล่าวปราศรัยในงานนี้ว่า ต้องการให้การประชุม คุยกันลงไปถึงการปฏิบัติ ที่จะแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งทางการค้า – เศรษฐกิจอย่างไร อย่าเสียเวลาคุยกันกว้าง ๆ ความล้มเหลวของการประชุม WTO ที่แคนคูนนั้น เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างมากในท่าทีทางการค้าที่มีต่อกัน เห็นจะต้องแปลว่า ความเห็นของคุณศุภชัย แย้งกับของคุณจักรภพ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผู้ประกาศทางการของเอเปค (เพราะกระจายภาพในทีวี ที่มีอักษรภาษาฝรั่งว่า APEC อยู่ใตัจอ)

สถานีโทรทัศน์ บีบีซี ว่าสหรัฐอเมริกาขโมยเวทีไปจากคุณทักษิณ นายกฯ ของเรา และคนที่จะได้ประโยชน์ทางการค้าคือ จีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ – การเมือง - การทหาร ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้

แต่ผมว่าคนที่ได้มากที่สุดเห็นจะเป็น ตามหาธีร์ นั่นเอง ก็ดูเอาเถิด แกไม่ต้องปลูกผักชีเลยสักต้น แถมยังยืนบนแปลงผักชีของเรา เป่าลมปากของแกเพียงแป๊บเดียว กลายเป็นหัวข่าวหน้าหนึ่ง รวมถึงทางวิทยุ โทรทัศน์ทั่วโลกเลย

 

ต่อไปนี้ หากใครเอาท่านนายกทักษิณ ไปเทียบว่าจะเป็นตัวแทนมหาธีร์ ในอนาคต เห็นทีจะต้องถูกแบล๊คลิสต์ และถือว่าไม่หวังดี 

                                                                                     ทรงยศ แววหงษ์

20 ตุลา 2546

6月11日

ชวนไปม็อบภาค 2

29 มีนาคม 2549

อาจารย์รุจน์ครับ

เมื่อคราวที่อาจารย์ชวนผมไปม็อบนั้น (ผมอยู่ในจดหมายลูกโซ่ด้วย เลยถือว่าอาจารย์ชวนผมเหมือนกัน) ผมได้อาศัยลายแทงที่อาจารย์ให้ไว้ในจดหมาย เดินทางเข้าไปในม็อบ ก็สะดวกสบายทุกประการ ยกเว้นครั้งหลัง ๆ ที่คนมาจนล้นหลาม ผมเลยไปปักหลักเอาแถวด้านที่ต่อกับงานกาชาด ก็สะดวกสบายดี

ความจริงนึกจะเขียนมาถึงอาจารย์เร็วกว่านี้เพื่อเติมลายแทงของอาจารย์ว่ายังขาดข้อมูลเกี่ยวกับอาหารการกินอยู่ ผมพบว่าในม็อบมีอาหารการกินอยู่อุดมสมบูรณ์ ลูกชิ้นปิ้ง ข้าวจี่ ข้าวโพดต้มก็อร่อยมาก ๆ ที่ชอบที่สุดก็คือกาแฟกู้ชาติถ้วยละ 10 บาทเท่านั้น หวานมันทั้งรสชาติของกาแฟและทั้งจากอรรถรสของการสนทนากับคนขายที่ช่างจำนรรจา

ความจริงในม็อบยังมีของกินอีกมาก ราคาย่อมเยา รสชาติพอกินได้ ที่มาบริการฟรีก็มีไม่น้อย แต่ที่หากินไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็นน้ำใบบัวบก ผมเข้าใจว่าตอนนี้กำลังขาดตลาด โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ

เมื่อม็อบเขาจะย้ายไปแถวย่านสยาม ใครหลายคนบอกว่าจะเกิดความไม่สะดวก ซึ่งก็คงจะจริงครับ ในหนังสือพิมพ์เมื่อวันก่อนเห็นคนเดินกันเต็มเมืองลอส แองเจลลิส เพราะเขาประท้วงรัฐบาลเรื่องเกี่ยวกับมาตรการแรงงาน อันนั้นก็คงจะไม่สะดวก

ส่วนหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าก็เห็นภาพคนฝรั่งเศสนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อรอรถไฟซึ่งพนักงานไปประท้วงกันเรื่องค่าแรง นั่นก็คงจะไม่สะดวกอีก

ผมเข้าใจว่าการชุมนุมกับความไม่สะดวกคงเป็นของคู่กันเพราะหากแต่ละคนต่างแยกย้ายกันชุมนุมอยู่ตามบ้านของตัวเอง นั่งกินเบียร์แกล้มถั่วแล้วบ่นไป แม้ว จ๊กมกแกคงทำตลกหน้าตายของแกไปได้เรื่อย ๆ

การชุมนุมซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกบ้างนี้คงจะต้องประเมินเอาว่าความไม่สะดวกบ้างในตอนนี้กับความไม่สะดวกในชีวิตอย่างสาหัสสากรรจ์ระยะยาวหากแม้ว จ๊กมกยังอยู่ เราจะเลือกอะไร เข้าทำนองฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือกระมัง

แต่ถ้าจะว่ากันไปแล้วการไปม็อบแถวสยามนี่น่าจะดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะไปได้ทั้งรถลอยฟ้า ทั้งรถใต้ดิน เรามีทางเลือกจอดรถราเราเอาไว้ตรงไหนก็ตามที่อยู่ใกล้กับสถานีรถ 2 ชนิดนี้ แล้วเดินทางต่อเข้าไปถึงใจกลางม็อบได้โดยสะดวก ผมวางแผนว่าจะนั่งรถไฟฟ้าไปแถวสีลมเพื่อไปเยี่ยมคุณพิมพ์พรที่ซอยละลายทรัพย์ก่อน อยากให้เธอสำแดงให้ดูว่าเสียงเธอจะดังแค่ไหน (ชอบจังที่ได้เห็นหน้าสุดเจื่อนของคุณจักรภพเบอร์ 2 แต่เดิมผมก็ชอบเธออยู่บ้าง แต่พอมาเดินจ๋อง ๆ ตามแม้วก็รู้สึกว่าเธอน่าจะรักศักดิ์ศรีของเธอมากกว่านี้ เมื่อวันก่อน ผมเข้าใจว่าเสียงของคุณพิมพ์พรคงจะก้องกังวานทะลุทะลวงเข้าไปสะท้อนอยู่ในอกทั้งของคุณทักษิณและคุณจักรภพ เผลอ ๆ คุณจักรภพอาจจะเจ็บกว่าเพราะคุณทักษิณก็คงจะปรามาสเจ้าของพื้นที่อย่างคุณจักรภพที่อ่อนหัดและเตรียมการมาไม่ดีพอ อีกทั้งคุณจักรภพและคุณทักษิณก็คงจะตระหนักว่า อาณาจักรที่ไม่เคยเห็นขอบเขตของตนนั้น บัดนี้ได้หดตัวเล็กลง และหลายพื้นที่ในสาธารณะนั้นก็ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่ง

หนังสือพิมพ์รายงานว่าวันถัดมาคุณทักษิณไปกินข้าวซอยเนื้อที่ฟ้าฮ่าม เชียงใหม่ น่าประหลาดที่ไม่มีทั้งเสียงเชียร์ ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคนมาขอลายเซ็นและถ่ายรูปด้วย คุณทักษิณคงจะตระหนักว่าความเงียบที่ไร้เสียงเชียร์นั้น มันสงัดเพียงใด)

เอาล่ะ ผมเข้าซอยไปเสียไกล ขอกลับมาที่สยามใหม่นะครับ หลังจากแวะที่ซอยละลายทรัพย์แล้ว ผมก็จะนั่งรถไฟฟ้าต่อมาลงที่สยามเพื่อเข้าสู่ม็อบ

ผมตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เก็บเอกสาร เพราะผมคิดว่าการชุมนุมอันยืดยาวนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปแล้ว รายละเอียดของอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ นั้นมีอย่างเหลือคณานับ และควรที่จะได้รับการบันทึกเอาไว้ หากอาจารย์รุจน์และเพื่อนพ้อง จะช่วยกันเก็บหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้ มอบให้กับหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ (ซึ่งเก็บหลักฐานต่าง ๆ ของเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลาและพฤษภา ปี '35) ก็จะเป็นพระคุณยิ่งครับ

อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่างหนึ่งว่า ความสนุกในการไปม็อบก็คือการได้ไปพบเพื่อน ๆ ทั้งเก่าและใหม่ โดยเฉพาะบางคนซึ่งหายหน้าจากกันไปตั้งเกือบครึ่งค่อนชีวิต

เวลานึกว่าจะไปม็อบโดย underground มันครึ้มใจดีนะครับ เพราะความหมายของมันในภาษาฝรั่ง ก็บอกอยู่แล้วว่า "จะเล่นใต้ดิน"

ทรงยศ แววหงษ์

ลัท

บทความจาก ฟิล์มไวรัส 3 ฉบับอีสาวกายสิทธิ์

 พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2549

 

แม้การ์ตูนลัท จะอยู่ในใจของผมเสมอ แต่ผมก็ลืมนึกถึงไปนาน จนกระทั่งมาเห็นบางส่วนของการ์ตูนลัทในหนังสือบุ๊คไวรัส 02 ของคุณสนธยา ทรัพย์เย็น

          เป็นการ์ตูนสี่หน้าที่ตัดทอนมาจากตอนต่าง ๆ ของหนังสือการ์ตูน ชื่อ Kampung Boy อันลือลั่นของลัท (Lat) นักเขียนการ์ตูนผู้โด่งดังชาวมาเลย์เซีย

          กำปุงบอย หรือ เด็กบ้านนอก เป็นเรื่องของเด็กชายลัท (ชื่อเดียวกับผู้วาด เพราะเป็นการ์ตูนกึ่งอัตชีวประวัติของเขา) ซึ่งเกิดและเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทชาวสวนยางของมาเลย์เซีย ต่อเมื่อเรียนจบชั้นประถมจึงจะได้เดินทางเข้าสู่เมือง กลายมาเป็นเด็กในเมือง

หนังสือบุ๊คไวรัสเล่มสองของคุณสนธยา เป็นหนังสือว่าด้วยหนังสือและงานวรรณกรรมประเภท ชวนกบฏ” (ซึ่งปัจจุบันเกือบสูญพันธุ์แล้ว) ตลอดรวมไปถึงหนังสือวรรณกรรมที่กลายมาเป็นภาพยนตร์  และแม้ภาพยนตร์ที่มีรสทางวรรณกรรม ดังเช่นบทความที่เกี่ยวกับ เอ็งกิ บิลาล นักเขียนการ์ตูนผู้อยู่เหนือขอบเขตแห่งจินตนาการ   มาเกอริต ดูราส์ นักสร้างหนังเชิงนามธรรม   มิลาน กุนเดอรา ผู้เขียน ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต”   สุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของจินตนาการไร้บรรทัด   มิเคลันเจโล่ อันโตนีโอนี่ ผู้รังสรรค์บทกวีลงบนแผ่นฟิล์ม   แซม เชพพาร์ด ดาราและนักเขียนบทภาพยนตร์มือทอง   พี่น้องโคน นักสร้าง-กำกับ-เขียนบทภาพยนตร์นอกสูตรที่กลายมาเป็นต้นตำรับของสูตรใหม่  และอื่น ๆ อีกมาก  การ์ตูนลัท ได้ถูกเลือกให้เป็นภาพปิดเล่ม เป็นภาพที่เด็กชายลัทลาเพื่อน ๆ ซึ่งเล่นและเติบโตมาด้วยกันในหมู่บ้านโดยโบกมือลาผ่านกระจกด้านหลังของรถเมล์ประจำทาง เพื่อจะเดินทางเข้าสู่เมือง อันจะเป็นฉากสุดท้ายของการ์ตูนเล่มนี้ และจะนำไปสู่การ์ตูนตอนที่สองที่มีชื่อว่า Town Boy อันเป็นตอนจบของการ์ตูนเรื่องยาวชุดนี้

          ตอนแรก ผมรู้สึกประหลาดใจนิด ๆ ว่า การ์ตูนของลัทสอดรับกับเนื้อหาอันหนักหน่วง (แม้จะแพรวพราวไปด้วยลูกเล่น) ของหนังสือแบบบุ๊คไวรัสได้อย่างไร แต่นึกไปอีกที บุ๊คไวรัสก็เข้ากันได้ดีกับบรรยากาศของเมืองไทยในยุคสมัยปัจจุบัน ยุคที่หนังยอดฮิตต้อง โหมโรง  หนังยอดสนุกต้อง หลวงพี่เท่ง  หนังยอดแย่ต้อง สัตว์ประหลาด (โปรดหาหนังสาหัสสารคดีเรื่อง รุมกัดสัตว์ประหลาด มาดูประกอบ) นักเขียนยอดนิยมคือ พัชรศรี เบญจมาศ (กาละแมร์) และผู้กำกับดังของไทยกำลังควานหาผู้แสดงเป็นตัว หนูหิ่นอยู่อย่างขะมักเขม้น (ขณะเขียนบทความนี้ฉะนั้น การ์ตูนลัท ก็น่าจะเข้ากันได้กับบุ๊คไวรัสเฉกเช่นเดียวกับบริบทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

          ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มต้นรู้จักกับการ์ตูนของลัทเมื่อไร แต่จะรู้จักมากขึ้นโดยผ่านการ์ตูนของเตรียม ชาชุมพร นักเขียนการ์ตูนแนว เพื่อชีวิต” (จริง ๆเตรียมเขียนการ์ตูนสะเทือนใจสะท้อนภาพของเด็กหญิงที่ตกเป็นเหยื่อของธุรกิจค้ามนุษย์ซึ่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในอดีตและปัจจุบันของไทย   เตรียมเขียนการ์ตูนชุด คำแพง ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นยาว 2-3 นาที แพร่ภาพทางทีวีอยู่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ (มาก)   ตัวคำแพง เป็นเด็กชายผอมกะหร่องเห็นซี่โครงบาน หัวฟู มือคอยเกี่ยวกางเกงตัวหลวมไม่ให้หลุด แอนิเมชั่นคำแพงทางทีวีนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากจน  เกี่ยวกับป่าไม้ถูกตัดทำลาย และความแล้งร้อนของชนบทอีสาน  คำแพงได้รับการฉายออกอากาศอยู่ในระยะเวลาสั้นมาก (ไม่ทราบเหตุผล)   แม้ลักษณะของคำแพงจะได้รับอิทธิพลจากลัทเป็นอย่างมาก แต่การ์ตูนคำแพงก็ทำหน้าที่ในสังคมเช่นเดียวกับลัท ที่พยายามจะพูดถึงความเป็นจริงของสังคมจากมุมของคนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง

          เตรียมจากไปเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนน ขณะเดินทางออกจากไปเดลินิวส์ ซึ่งเป็นที่ทำงานสุดท้ายของเขา  รถที่ชนแล้วคร่าชีวิตเตรียมไป ยังลอยนวลอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

          เตรียมจากไปพร้อมกับตัวการ์ตูนคำแพงตลอดกาล

          “ไม้ค์เป็นเพื่อนฝรั่งอีกคนที่ช่วยให้ผมรู้จักลัทมากขึ้น ไม้ค์ได้ส่งกาเลนดาร์ (Kalendar) ประจำปี 2535 ซึ่งมีภาพการ์ตูนลัทประกอบในแต่ละเดือนเดือนละภาพ  ผมประหลาดใจที่รู้สึกว่า ลัทไม่เข้ากับไม้ค์ (เหมือนที่รู้สึกว่าลัทดูไม่เข้ากับบุ๊คไวรัส) เพราะไม้ค์สนใจแต่เรื่องหนัก ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ภาษา - โบราณคดีของอินเดีย ศรีลังกา คัมภีร์และเรื่องยาก ๆ ภาพลัทหัวฟูจึงดูไม่ค่อยจะเข้ากับศิลาจารึกหลัก 1 ตามที่ไม้ค์ถนัดเท่าไรนัก  อย่างไรก็ดี รูปการ์ตูนประกอบกาเลนดาร์ของลัท ช่วยให้ผมผ่อนคลายกับบรรยากาศทางการเมืองไทยอันแสนจะอึดอัดภายใต้รัฐบาล รสช. ก่อนที่จะระเบิดเป็นเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 2535 ได้เป็นอย่างมากไม่เชื่อก็ดูรูปการ์ตูนประกอบของเดือนมีนาคมที่แนบมานี่สิครับ

          ต่อมาเมื่อระยะหลังนี้ คนไทยที่พูดถึงลัทอย่างผ่าน ๆ อีกคนหนึ่งก็คือ เทพศิริ สุขโสภา รูปการ์ตูนของลัทถูกนำมาประกอบบทความในหนังสือ คนวาดภาพประกอบ (2547) น่าเสียดายที่รูปของลัทที่เอามาลง ถูกย่อจนขนาดเล็กมาก ทำให้ไม่อาจจะดูรายละเอียดซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการ์ตูนลัท (คนที่ควรจะถูกกล่าวโทษน่าจะเป็นคนทำอาร์ตเวิร์คของหนังสือกระมัง) แต่ที่น่าเสียดายไปยิ่งกว่า คือการที่ไม่ได้กล่าวถึงกลิ่นอายการ์ตูนของลัท เพราะความจริงแล้วสาระหลักของการ์ตูนของลัท (Kampung Boy และ Town Boy) นั้น  มีกลิ่นอายเดียวกันเป๊ะกับ บึงหญ้าป่าใหญ่ [1] ของเทพศิริ (ซึ่งเป็นหนังสือเล่มโปรดที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตของผม)และผมคิดว่าหากจะมีใครสักคนที่จะพูดถึงลัทได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นเทพศิรินี่แหละ  แต่อย่างว่า เหตุที่เทพศิริเขียนถึงลัทอย่างผ่าน ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็อาจจะเป็นว่าเทพศิริมีอะไรที่จะเล่าให้เราฟังมากมาย (อันเป็นลักษณะเด่นของงานเขียนของเขา) จนอาจรู้สึกว่าการเล่าถึงลัทโดยลงไปในรายละเอียดนั้น น่าจะเป็นเวลาและสถานที่อื่นอาจเหมาะกว่า

          ลัท (Lat) เกิดในชนบทของโกตาบาห์รู รัฐเปรักของประเทศมาลายู (ในขณะนั้น) มีชื่ออย่างเป็นทางการแต่เดิมของเขาก็คือ โมฮัมหมัด นอร์ บินกาลิด (Mohamad Nor bin Khalid) มีชื่อเล่นว่า บูลัท (Bulat) และนี่ก็คือที่มาของชื่อ ลัท(Lat) ซึ่งจะเป็นทั้งนามปากกา ชื่อของตัวการ์ตูนหลักในเรื่อง และชื่อของหนังสือรวมเล่มการ์ตูนของเขาส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะเล่นกับคำว่า ลัท เช่น Lat and His Lot / Lots of Lat / Lat’s Lot / With a Little Bit of Lat / It’s a Lat, Lat, Lat, Lat World / Better Lat than Never  และ Lat 30 Years Later เป็นต้น

          ชีวิตในหมู่บ้านของลัท ก็คงจะเหมือนกับชีวิตในหมู่บ้านไหน ๆ ของอุษาคเนย์ ในช่วงทศวรรษที่ 50 (เขาเกิดในปี 1951)  เป็นชุมชนที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ ไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าเพราะรู้จักกันตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด มีเรื่องตลกโปกฮาคุย และเป็นที่รู้ความนัยกันเฉพาะในหมู่พรรคพวก    เด็ก ๆ เล่นและเติบโตมาด้วยกันกับเกมพื้นถิ่นที่อิงอยู่กับวัสดุ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ หมู่บ้านมากกว่าเครื่องเล่นอิงเทคโนโลยี     พ่อ แม่ ครู พระ เป็นทั้งเพื่อนบ้าน  เป็นเพื่อนเรียนในอดีต หรือแม้กระทั่งญาติกันด้วยซ้ำไป เป็นต้น

          อีกเกือบ 20 ปีต่อมา ลัทจึงเข้าสู่เมืองเล็ก และต่อมายังเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ในท้ายที่สุด ทั้งเรียนและเป็นนักวาดการ์ตูนประจำหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กหลายฉบับ จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการวาดภาพลงใน The Asia Magazine (ออกในฮ่องกง) ซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวางทั่วเอเชีย จากนั้น ที่ทำงานที่เกือบเป็นบ้านถาวรของลัทคือ The New Straits Times  ในปี 1993 ลัทได้รับเลือกให้ทำแอนิเมชั่นให้กับองค์การยูเนสโก เพื่อรณรงค์เรื่องการศึกษาของเด็ก ๆ ทั่วโลก

          ลัทเชื่อว่าสำนักงานเป็นที่จองจำจินตนาการของนักเขียนการ์ตูน แม้จะมีรายได้ประจำและมีความมั่นคงในชีวิตซึ่งทำให้ลดปัญหาเรื่องปากท้องก็ตาม ฉะนั้นโจทย์ของเขาที่จะต้องขบคิดให้ตกก็คือทำอย่างไรนักเขียนการ์ตูนจึงจะสามารถมีรายได้พอเพียงหรือดีกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่ไม่ต้องถูกบีบรัดโดยหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่ง  แน่นอน ความฝันนี้ไม่ใช่ความพยายามแก้ปัญหาส่วนตนโดยลำพังหากแต่เผื่อแผ่ไปถึงคนร่วมอาชีพคนอื่น ๆ มากกว่า เพราะถ้าจะว่าไปแล้วฐานะของเขาในปัจจุบันนั้นเป็นที่รู้จักทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ  งานการ์ตูนเขียนของเขากลายเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นชุดกำปุงบอย ซึ่งได้รับรางวัล Annecy Award ของฝรั่งเศส พูดง่าย ๆ ก็คือ สถานะทางรายได้ของเขาเกินไปจากปัญหาข้างต้นนี้แล้ว

          ลัทผลิตงานรายชิ้น ซึ่งต่อมารวมเป็นเล่มได้ (ประมาณ ) 23 เล่ม นับตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมา แต่เล่มที่ถือว่าเป็นคลาสสิกก็คือ เรื่อง The Kampung Boy (พิมพ์ครั้งแรกในปี 1977) Town Boy (พิมพ์ครั้งแรก ปี 1980) และ Mat Som (1990)  ซึ่งอาจจะรวมเอาเรื่อง Kampung Boy Yesterday and Today (1993) ซึ่งเป็นการให้รายละเอียดชีวิตของเด็กชนบทในอดีตเพื่อให้คนอ่านได้มองเปรียบเทียบกับปัจจุบัน 

          สามเล่มแรกโดยเฉพาะ เด็กบ้านนอก และเด็กเมือง มีลักษณะเกือบเป็นอัตชีวประวัติ ในขณะที่ มัทสม มีความเป็นอัตชีวประวัติน้อยกว่า แต่จะว่าต่อเนื่องกันก็ได้ แม้ตัวละครหลักของเรื่องจะไม่ใช่ตัวลัทตรง ๆ อย่างเช่นในสองเล่มแรก

เด็กบ้านนอก  (The Kampung Boy)

          ลัทเริ่มต้นประโยคแรกของหนังสือการ์ตูนกึ่งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่ารักว่า     

          “ผมจำเรื่องราวจริง ๆ ใน 2-3 ปีแรกของชีวิตผมไม่ได้ กว่าจะรู้ก็เมื่อผมหัดพูด และตอบโต้กับแม่ได้นั่นแหละที่ผมจะได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องต้นชีวิตผม”  ยายเป็นคนทำคลอดให้แม่ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นยายก็เรียกพ่อดัง ๆ ว่า มาอุ้มลูกของเธอสิพ่ออุ้มลัทน้อยเอาไว้ในวงแขนดูเหมือนหมีตัวใหญ่กอดลูกตัวน้อย แล้วกระซิบสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าเบา ๆ ที่หู เช่นเดียวกับชาวมุสลิมผู้เป็นพ่อทั้งหลายกระทำกับบุตรแรกเกิดของตน

          ลัท เกิดในบ้านไม้กระดาน หลังคามุงสังกะสีกึ่งจาก(มีรูรั่ว)ทรงมะนิลา ใต้ถุนยกพื้นเป็นโถง ตัวบ้านจริง ๆ ชั้นบนนั้นตรงกลางเป็นห้องโถงยาว ๆ จากมุขด้านหน้าจนถึงท้ายบ้าน ส่วน 2 ด้านของโถงกลางนั้น เป็น ห้องซึ่งถูกแบ่งชั่วคราว โดยตู้ ชั้น ผ้าม่านตามแบบเอเชีย ด้านท้ายสุดเป็น ห้องครัวซึ่งทุกคนกินข้าวในสำรับร่วมกันบนพื้นที่ถัดจากครัวปรุงอาหาร

          ลัทเติบโตท่ามกลางเครือญาติ และความใกล้ชิดของชุมชนชาวบ้าน (เกษตรกรรม) แก้ผ้า คลานไปมาบนพื้นบ้านชั้นบน เพราะบันไดบ้านทั้งด้านหน้าและหลังถูกกั้นเอาไว้ บางครั้งเพื่อนเล่นของเขาคือลำแสงแดดที่ส่องทะลุรูรั่วของหลังคา ตกลงมาเป็นจุดขาวๆ บนพื้น บางลำแสงก็หาร่องรอยของมันไม่พบ เพราะมันตกลงไปในตะกร้าก้นลึก ทำความประหลาดใจให้ลัทน้อยพอควร

          เมื่อลัทเริ่มเดินและวิ่งได้ อย่างหนึ่งที่เขาชอบมากคือไปดูเพื่อนข้างบ้านทำ นมจากต้นยางโดยการใส่กรดลงไปในน้ำยางซึ่งรวบรวมมาจากลูกถ้วยตามต้นยาง รอจนกระทั่งมันจับตัวเป็นก้อน การได้ช่วยย่ำและกระทืบบนแผ่นยาง เป็นการ ช่วยที่สนุกดีแท้  อย่างไรก็ดี แม่จะโกรธมากหากลัทจะได้วิ่งเล่นเลยสุดสวนยางไปยังเรือตักแร่ดีบุก ซึ่งส่งเสียงคำรามดังกึงกังอยู่ถัดจากสวนยางของบ้านไป แม่คงจะมีความคิดอะไรบางอย่างในใจซึ่งยากเกินกว่าลัทน้อยจะเข้าใจ

          ส่วนพ่อของลัท เป็นเสมียนเล็ก ๆ ของหน่วยราชการ พ่อเป็นคนสนุก ขี้เล่น ครั้งที่ลัทจำได้แม่นก็คือ คราวที่พ่อพาลัทและน้องสาวไปอาบน้ำที่ท่าน้ำท้ายบ้าน พ่อกระโดดลงมาจากกิ่งไม้หลังโห่ร้องเสียงก้องป่าแบบทาร์ซาน แต่เมื่อตัวพุ่งลงมาถึงน้ำแล้วนั่นแหละ ทาร์ซานพ่อถึงได้รู้ว่าโสร่งยังติดคาอยู่ที่กิ่งไม้ข้างบน และที่แย่สุดก็คือ บรรดาแม่บ้านกำลังอุ้มลูกจูงหลานมุ่งตรงมาเพื่ออาบน้ำที่ท่าเดียวกันนี้

          พ่อขี่จักรยานเป็นพาหนะทั้งไปที่ทำงาน และไปไหนๆ ลัทชอบนั่งคร่อมแกนที่ตรึงอานกับคอจักรยานด้านหน้า โดยมีพ่อนั่งอยู่บนอานและดูเหมือนกำลังคร่อมตัวลัทอยู่  ทั้งคู่ไป ตลาดกัน ห้องแถวในตัวตลาดเป็นย่านร้านขายของของคนจีน ซึ่งมีทั้งของแห้ง ของชำ ขนมหวาน กระทะ กระแป๋ง ไม้กวาด เสื้อผ้า ยางแผ่น ซ่อมจักรยาน ตู้เพลง และอื่นๆ ชาวจีนมักมีกระด้งตากดอกไม้ ใบชาใช้แล้ว เศษข้าว แม้เศษถ่านป่นที่นำมาปั้นเป็นก้อนใหญ่เพื่อนำมาใช้อีกทีหนึ่ง ตากวางที่พื้นถนนด้านหน้าของร้าน ที่ตลาดมีป้ายรถเมล์ประจำทางซึ่ง นาน ๆ จะมาซักคัน แต่ที่นี่ก็เป็นที่พักรอผู้โดยสารซึ่งมักมีคนมารวมกันเพราะมีทั้งหนังสือพิมพ์ ขนมผลไม้แช่น้ำแข็ง เครื่องดื่มขายและที่เด็ก ๆ ชอบมากก็คือ น้ำแข็งไสราดน้ำเชื่อมรส/สีต่าง ๆ บางที พลตระเวนตำรวจก็ขี่จักรยานมาดู ๆ อยู่ด้วย  สถานีรถไฟของหมู่บ้านเป็นสถานีเล็ก ๆ ฉะนั้น บ่อยครั้งที่ลัทจะเห็นรถไฟที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนตามองไม่ทัน ไม่รู้ว่าคนในขบวนรถไฟจะมองเห็นมือเล็ก ๆ ของลัทที่โบกให้เขาหรือไม่

          การศึกษาขั้นต้นของลัท เริ่มเมื่ออายุได้ 6 ขวบ การศึกษาเบื้องต้นที่ว่านี้คือ การเรียนการอ่านอักขระอารบิคเพื่อจะได้อ่านพระคัมภีร์อัลกุรอานได้ต่อไป  เด็กน้อยลัทถูกนำไปพบกับครู ซึ่งพ่อเรียกอย่างให้ความเคารพว่า ตวนพร้อมกับข้าว 1 ชามเงิน 1 เหรียญ และหวายเส้นเล็กยาว 1 คืบ พร้อมกับกล่าวตามธรรมเนียมว่า ตวน ผมขอมอบบุตรของผมให้อยู่ในความดูแล กรุณาสอนให้เขาได้รู้ และเข้าใจในพระคัมภีร์ โปรดดูแลเขาเหมือนลูก เหมือนหลาน... หากเขาดื้อ เขาซน ก็จงได้ทำโทษเขาด้วยหวายเส้นนี้ ... แต่ก็อย่าให้ถึงกับกระดูกแตกหัก หรือสูญสิ้นนัยน์ตา”  ครูพยักหน้ารับเครื่องไหว้ โดยเฉพาะหวายเส้นเล็ก แต่จริง ๆ แล้ว ข้างกายครูมีหวายเส้นยาวเกือบเมตร ปลายแตกเป็นเสี้ยนย่อย แสดงถึงความบ่อยในการใช้งานวางอยู่ด้วย

          การออกเสียงตามแบบฉบับของภาษาอาหรับไม่ง่ายเลย อีกทั้งการเรียนพระคัมภีร์ก็ชวนให้ง่วงสัปหงกอยู่เสมอ เสียงปลุกที่ได้ผลก็คือ เสียงฟาดพื้นของหวายประจำตัวครูนั่นแหละที่จะทำให้เด็กลืมตาโพลงขึ้นอีกครั้ง

          เมื่อพ้นเวลาเรียน เด็กผู้ชายมักรวมแก๊งกันไปแก้ผ้ากระโดดน้ำเล่น บางทีก็แอบล้วงเอาปลาจากลอบดักปลาของชาวบ้านเขามาด้วย

          การแต่งงานมักจะเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้าน เพราะเป็นงานของทุก ๆ คนด้วย  เจ้าบ่าวจะถูกขอให้ท่องข้อความสั้น ๆ ทางศาสนาต่อหน้าเถ้าแก่และแขกเหรื่อ บางทีเจ้าบ่าวก็ต้องท่องอยู่หลายครั้งจนกว่าเถ้าแก่จะพอใจ  พอดึกหน่อยด้านนอกงานก็มีวงดนตรีเสียงดัง แถมยังมีนางรำด้วย  ลัทจำได้ว่าคืนนั้นพ่อเป็นคนแรกที่ก้าวขึ้นเวที พ่อเต้นรำได้ดี โดยมีแม่ยืนตาเขียวอยู่ข้างล่าง และเมื่อถึงบ้านคืนนั้น แม่ก็เทศนาเสียงดุ แต่นุ่มนวลและยืดยาว โดยมีพ่อนั่งฟังอยู่โดยดุษฎี ประโยคสุดท้ายที่ลอยมาเข้าหูก่อนลัทจะผล็อยหลับไปก็คือ “......หากคราวหน้าเธอทำอย่างนี้อีก ฉันจะขึ้นเวทีไปดึงหูเธอลงมา

          ลัทเริ่มโตขึ้น และชอบที่จะไปขลุกอยู่กับเพื่อน ๆ จนเย็นย่ำ ทำให้พ่อปรารภเอากับแม่ว่าเป็นห่วงเรื่องการเรียน และลัทก็เริ่มพบว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนที่โรงเรียนก็มักจะบอกว่า ลัทเป็นคนช่างฝัน เพราะชอบอยู่ตัวคนเดียว อย่างไรก็ตาม ในวิชาวาดเขียน ลัทชอบ และทำได้ดีจนครั้งหนึ่งครูได้เอารูปของลัทมาชมเชยและยกเป็นตัวอย่างที่ดีหน้าชั้น ซึ่งตรงข้ามกับวิชาเลขคณิต การบ้านของลัทก็มักถูกยกเป็นตัวอย่างในทางที่แย่ด้วยเช่นกัน  ที่จำได้แม่นอีกอย่างที่เกี่ยวกับโรงเรียนก็คือ โครงการอาหารเสริมของรัฐบาล เด็ก ๆ ได้รับนมร้อนชงดื่มคนละถ้วย นี่เป็นครั้งแรกของเด็ก ๆ ที่ได้กินนมผงกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกด้วยที่เด็ก ๆ  ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำกันจ้าละหวั่น

          วันศุกร์เช้า เด็กๆ พากันไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่สุเหร่า ซึ่งจะต้องรองรับคนมาก เพราะเป็นวันพระ เด็กจะได้รับค่าตอบแทนเป็นข้าวบูรีสีเหลืองกับแกงกะหรี่เนื้อ เมื่อการสวดมนต์ผ่านไป ตอนบ่ายเด็กๆ พากันไปเล่นน้ำ หากเป็นฤดูผลไม้ เด็กๆ มักชอบไปเฝ้าสวนทุเรียนของเพื่อนบ้าน และการเฝ้านี้มักจะจบลงด้วยการนอนเรอ โดยมีเปลือกทุเรียนสุกทิ้งเป็นกองอยู่ใต้ถุนเถียงนาที่นอนกันอยู่

          เมื่ออายุเข้าเกณฑ์ 10 ขวบ ยายก็เดินไปเยี่ยมเพื่อนบ้านเกือบทุกหลังเพื่อเชื้อเชิญมางานพิธีเข้าสุหนัตของลัท ซึ่งจัดร่วมไปกับญาติเด็กชายอีก 2 คน เมื่อถึงวันงานซึ่งจัดขึ้นที่บ้าน เด็กทั้งสามได้รับการแต่งตัวอย่างงดงามเป็นพิเศษ กินข้าวสำรับเฉพาะที่แยกไปจากแขกเหรื่อคนอื่นที่พูดคุยและกินกันอย่างสนุกสนานเป็นวงใหญ่ภายใต้การบัญชาอย่างแข็งขันของยาย ซึ่งเป็นแม่งานใหญ่ นอกจากเด็กสามคนที่กังวลและใจระทึกแล้ว คนอื่น ๆ (ที่เป็นชาย) ก็คุยกันอย่างสนุกสนานและกินดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะวาระสำคัญแห่งชีวิตเช่นนี้ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นใครได้ผ่านพ้นพวกเขาไปนานแล้ว

          พ่อหมอครูทำสุหนัตชวนเด็กคุยถึงเรื่องกระจุกกระจิกแล้วชวนให้กิน ช้อกโกแลตซึ่งจริง ๆ เป็นหมากกับพลูที่มีรสแสนจะฝาด (ลัทมารู้ภายหลังว่า ช้อกโกแลตของพ่อหมอครูนี้จะช่วยทำให้ไม่เจ็บปวดมากนักในขณะที่ถูกขลิบ) จากนั้น วงดนตรี Rebana (รำมะนา) เล่นเพลงแบบอาหรับ ขณะที่พ่อเด็กจะเอาลูกของตนขี่คอพาไปที่แม่น้ำข้างหมู่บ้านเพี่อทำการชำระร่างกาย จากนั้นเด็กก็เปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นโสร่งตัวเดียวเพื่อให้เหมาะกับเรื่องราว ซึ่งจะดำเนินไปโดยการนั่งคร่อมบนลำต้นกล้วย เผชิญหน้ากับพ่อหมอครู

          เด็กทั้งสามคนนอนพักฟื้นเรียงกัน โดยโสร่งด้านหน้าถูกผูกรั้งขึ้นเป็นกระโจม เพื่อให้ ตรงนั้นไม่ต้องระคายต่อความสากของผืนผ้า คนที่ไม่เกี่ยวข้องแม้จะหวังมาให้กำลังใจจะถูกยายต้อนกันออกไปจนสิ้น เหลือเพียงหน้าเล็ก ๆ      สองสามหน้าที่ปีนป่ายสอดสายตาผ่านซี่ลูกกรงขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นกึ่งให้กำลังใจ  เด็ก ๆ ถูกยายเก็บตัวไว้อีก 2 อาทิตย์เหมือนคนอยู่ไฟ อาหารที่ได้กินก็มีแต่ข้าวกับปลาเค็มเท่านั้น

          ยายเอาใจเมื่อเวลาของการเก็บกักตัวผ่านพ้นไปแล้ว โดยการพาเด็ก ๆ ไปดูหนัง ซึ่งวันนั้นฉายเรื่องโลกของซูซี่ วอง (The World of Suzie Wong) ที่นำแสดงโดย แนนซี่ กวาน

          เพื่อนซี้ของลัทชวนไปร่อนขี้แร่ที่เหลือจากเรือตัก  เด็ก ๆ พอใจที่ร่อนแร่ได้พอสมควร แต่พ่อกลับเห็นว่า ลัทเสียเวลากับสิ่งอื่นมากกว่าการเรียน อย่างไรก็ดี ครูใหญ่ประจำหมู่บ้านก็ได้แจ้งข่าวดีให้ทราบในเวลาต่อมาว่า ลัทกับเด็กอีก 2- 3 คนของหมู่บ้าน สอบผ่านการคัดเลือกเข้าไปเรียนในโรงเรียนกินนอนที่อิโปห์ ลัทรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อจะบอกข่าวดีกับพ่อและแม่ แต่พ่อเพิ่งออกไปกับรถเก๋งของเจ้าของเหมืองที่มาติดต่อจะขอซื้อที่ดินสวนยางของที่บ้าน หากสำรวจแล้วพบว่ามีแร่ดีบุกคุ้มพอกับการทำเหมือง

          อีกหลายอาทิตย์ต่อมา ลัทก็เตรียมตัวที่จะเดินทางเข้าอิโปห์ พ่อเอาฟูกที่นอนม้วนใส่ท้ายจักรยานไปด้วย แม่กับน้องสองคนพร้อมพ่อ รวมทั้งแก๊งค์เพื่อนจอมแก่นตามมาส่งที่ป้ายรถประจำทาง ขณะที่รอรถอยู่ ยายได้กล่าวสั่งสอนราวกับลัทกำลังจะไปทำการอะไรที่สำคัญว่า ฟังนะลูก.....อย่าเป็นคนเย่อหยิ่งแต่ต้องสุภาพเรียบร้อยนะ เพราะพวกเราทุกคนมีชื่อว่าเป็นคนเรียบร้อย ต้องไม่ละเลยพระเจ้า และต้องไม่ลืมพวกเราที่อยู่ข้างหลังในหมู่บ้านนะ

          ลัท โบกมือลาทุกคนผ่านกระจกหลังของรถประจำทาง

 ผมไม่อาจบรรยายความรู้สึกขณะที่รถพาผมและพ่อจากหมู่บ้านไป ไม่ทราบว่าชาวเมืองที่จะได้พบนั้น จะเคยได้ยินชื่อหมู่บ้านของเราไหม...หมู่บ้านของเราช่างเล็ก...มีคนแค่หยิบมือ แต่ผมก็รักหมู่บ้านของผม ลำน้ำ ต้นไม้ บ้านซึ่งเงียบ และเพื่อน ๆ ของผม

 


[1]  * บึงหญ้าป่าใหญ่    เขียนเป็นตอน ๆเริ่มทยอยลงใน สตรีสาร เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ พ.. 2522

[2]  การขยายตัวของเมือง และถดถอยของชนบท สัมพันธ์กับโครงการบ้านจัดสรรของรัฐ  เข้าใจว่าจะเป็นเช่นเดียวกันเกือบทุกประเทศในอุษาคเนย์ ในทศวรรษที่ 1950 นี้ ของไทยก็เริ่มต้นในสมัยปลายรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่อยมาจนถึงโครงการบ้านเอื้ออาทรในสมัยปัจจุบัน

[3]  คงเป็นเช่นเดียวกับบทกวีของจ่างแซ่ตั้งชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีแต่คำว่า คน

[4]  City Lights ภาพยนตร์เงียบของ ชาลี แชปลิน

[5] ในชีวิตจริงของลัท  เขาได้ย้ายบ้านกลับไปสู่เมืองอิโปร์ ซึ่งสงบกว่ากัวลาลัมเปอร์ และทำงานอยู่ที่บ้านนั่นเอง

[6]  Kampung Boy:Yesterday and Today (1977) แม้จะมีความเกี่ยวเนื่องกันโดยเฉพาะ กับกำปุงบอย แต่ก็มีลักษณะเหมือนกับเป็นส่วนขยาย    ความมากกว่า เพราะ สาระส่วนใหญ่เป็นการให้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องราวที่ได้เอ่ยถึงมาแล้วใน เด็กชนบท และ เด็กเมือง

ลัท - ต่อ

เด็กบ้านนอก ให้ภาพของชาวชนบทมาเลย์ที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเครือญาติ ขนบประเพณี และสิ่งแวดล้อมแบบเกษตรกรรม  ความแตกต่างในแง่ของเชื้อชาติสำหรับเขตชนบทพอมองเห็นอยู่บ้าง ในกรณีของคนจีนที่ทำการค้าอยู่ในตัวตลาด และเป็นกรรมกรรับจ้างขุดแร่  คนมาเลย์อยู่ในภาคเกษตรกรรม ส่วนความแตกต่างในแง่ของวิถีเศรษฐกิจ ตลอดจนสัญญลักษณ์ของวิถีแห่งทุนนิยมก็พอมองเห็น อย่างเช่นเรือขุดแร่ (ที่ดูน่ากลัวเหมือนยักษ์มารในสายตาของเด็ก ๆ  เข้าใจว่าแม่ของลัทก็คงรู้สึกไม่ต่างกันเท่าใดนัก จึงได้เตือนนักเตือนหนาไม่ให้ลัทไปเล่นใกล้ ๆ มัน) และรถไฟซึ่งแล่นผ่านหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว ในแง่นึง การผ่านมาของขบวนรถไฟเหมือนกับจะมีอะไรบางอย่างที่อาจจะเกี่ยวกับชาวบ้านและหมู่บ้าน แต่ในอีกแง่นึง ก็ไม่มีอะไรเกิดกับชาวบ้านเลย ยกเว้นจะต้องหยุดรอให้ขบวนรถที่ไม่เกี่ยวอะไรกันกับหมู่บ้านได้ผ่านไปวันละหลายเที่ยว

ต่อเมื่อลัทได้กลายมาเป็น เด็กเมือง

แล้วนี่แหละ ที่การ์ตูนลัทจะได้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างที่หลากหลายมากขึ้นของเมือง ของมาเลย์เซีย และของโลกในยุคปัจจุบัน

เด็กเมือง (Town Boy)

เด็กเมือง ให้ความรู้สึกว่า โลกของลัทกว้างขึ้น และแตกต่างไปจากเดิม บทบาทของพ่อ แม่ ยาย และน้อง ๆ หายไปเกือบโดยสิ้นเชิง เพราะถูกแทนที่ด้วยโรงเรียน เพื่อน ๆ ร่วมโรงเรียน ซึ่งมีทั้งที่เป็นเชื้อชาติอินเดียน จีน และมาเลย์ มีทั้งตึกรามบ้านช่อง ร้านรวง ยวดยานพาหนะมากมาย ซึ่งลัทไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชนบท

แก็งค์เพื่อนกลุ่มใหม่ของลัทเป็นตัวอย่างที่ดีของการคละเคล้าของคนกลุ่มเชื้อชาติต่าง ๆ ดังทีกล่าวแล้วข้างต้น มีทั้งจีน-อินเดียน-มาเลย์ มีทั้งคริสต์-อิสลาม และฮินดู  แต่ในบรรดาเพื่อนทั้งหลายของลัทนั้น คนที่สนิทที่สุดคือ แฟรงกี้ และริคกี้ สองพี่น้องซึ่งเป็นลูกคนจีนร้านขายก๋วยเตี๋ยวกับกาแฟ (แบบเดียวกับร้านแถว ๆ ปักษ์ใต้บ้านเรา) อยู่ในเขตตลาดของเมืองอิโปห์

การที่ลัทรับคำเชื้อเชิญให้ไป เที่ยวบ้านของแฟรงกี้ ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดของชีวิตและองค์ประกอบของบ้านแบบจีนในสังคมมาเลย์เซีย ซึ่งทำให้เกิดภาพในเชิงเปรียบเทียบกับชีวิตแบบ มาเลย์ของลัท ซึ่งได้รู้และเห็นมาแล้วจากการ์ตูนชุด เด็กบ้านนอก  ครอบครัวคนเชื้อสายจีนชอบอาศัยอยู่ในตึกแถวซึ่งตั้งอยู่ในเขตตลาด หรือเมือง ชั้นล่างเป็นร้านขายอาหาร-เครื่องดื่ม และของจิปาถะ  ครัวและโต๊ะอาหารของร้านเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของครัว และโต๊ะอาหารของครอบครัวด้วย  ส่วนชั้นบนขึ้นไปก็เป็นที่พักอาศัยหลับนอน  มีทั้งศาลเจ้า ศาลบรรพบุรุษ โต๊ะพับ  เก้าอี้สำรองที่วางซ้อน ๆ กันเพื่อประหยัดเนื้อที่ รูปถ่ายของปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ญาติ และดารา ติดเคียงกันไปอยู่ที่ข้างฝา แต่ที่สำคัญของการ์ตูนลัทก็คือ เครื่องเล่นจานเสียงแบบเก่า ซึ่งทั้งแฟรงกี้ และริคกี้น้องชายจะได้ฝึกฝนเป็นนักร้องตัวยง เพลงที่ทั้งคู่ร้องและเต้นประกอบไปกับแผ่นเสียงที่เปิดคือ ร๊อค อะราวนด์ เดอะ คล้อก  นอกจากนั้น ภาพการ์ตูนยังเผยให้เห็นปกแผ่นเสียงของ เอลวิส เพรสลีย์ คลิฟ ริชาร์ด  ริคกี้ เนลสัน และบิลลี่ ฮัลลี่ย์  วงเดอะ โคเม็ท  ซึ่งนิยมกันในทศวรรษที่ 1970s ทำให้การ์ตูนได้บรรยากาศแบบเดียวกับหนังประเภท the coming of age ทั้งหลาย (เช่น American Graffiti / Stand by Me /  มนต์รักทรานซิสเต้อร์ เป็นต้น)

แฟรงกี้ เป็นเด็กเมืองโดยแท้ ฉะนั้น เวลาแฟรงกี้บอกกับอาป๊าว่าจะพากันไป ห้องสมุดจึงอาจไม่ได้หมายความตามนั้นเสียทีเดียว  เส้นทางของทั้งสองคือ โรงหนังที่ตลาด (ซึ่งกำลังฉายเรื่อง Lawrence of Arabia)  ทั้งคู่ตรงไปยังมุมเกมและของเล่น ซึ่งที่ตรงนั้นมีตู้หยอดเหรียญที่มีป้ายเขียนว่า Dancing Girl : Adults Only

ผลัดกันขี่คอ ผลัดกันดู แล้วโดนยามจับโยนออกมาจากโรงหนังด้วยกันทั้งคู่ !

ตอนโพล้เพล้ของวันหนึ่ง แฟรงกี้ถามขึ้นเกือบจะลอย ๆ ว่า ความฝันของนายคืออะไร”  ความจริงคำถามนี้ยากที่จะเป็นคำถามของเด็กชั้นประถมจะถามกัน  ยากยิ่งไปกว่าคำถามคือคำตอบ  ฉะนั้น ลัทจึงลังเลก่อนที่จะตอบอย่างที่เกือบจะคาดเดาได้ว่า จะเป็นเสมียนแบบที่พ่อเป็นในทางนึงก็อาจเข้าใจได้ว่า เพราะพ่อเป็นความมั่นคงของครอบครัวลัท และการที่พ่อมั่นคงได้ ก็เพราะงานเอกสารแบบเสมียนของพ่อนี่แหละ หรือในอีกทางหนึ่ง เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว อาชีพการงานไม่ได้มีให้เลือกอย่างมากมายหลายหลากเหมือนอย่างในปัจจุบัน

แม้ครอบครัวของลัทจะได้ย้ายตามเข้ามาอยู่ที่เมืองอิโปห์  (เข้าใจว่าขายที่ให้กับนายทุนทำเหมือง แล้วเข้ามาซื้อบ้านราคาถูกตามโครงการบ้านจัดสรรของรัฐบาล) [2] แต่เรื่องที่ลัทเล่าให้เราฟังส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน และกับเพื่อน ๆ ที่ในโรงเรียนเสียมากกว่า  ตลอดรวมทั้งอีกแง่มุมที่สำคัญของ the coming of age ก็คือ ผู้หญิง

โดยเฉพาะเมื่อวัยเริ่มเป็นทีนเอจในทศวรรษที่ 60 ตอนปลาย ทศวรรษที่นิกสันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ  ฟิลิปปินส์ขัดแย้งกับมาเลย์เซียเรื่องรัฐซาบาห์  รัสเซียรุกรานเชคโกสโลวาเกีย  พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านเสด็จเมืองอิโปห์  แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโลกกว้าง ทีนเอจแฟรงกี้ และลัท ก็ดำเนินชีวิตไปตามปรกติเช่นเดียวกับชาวอิโปห์ทั่วไป

วัยรุ่นชายทุกคนใส่กางเกงขายาวลีบ ผมทรงเอลวิส คลิฟ หรือไม่ก็บีทเติ้ล  ใส่เสื้อโปโล สรวมแว่นตากันแดด พกหวีที่กระเป๋าหลังกางเกง (ยกเว้นทารา ซิงห์ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เพราะต้องโพกศีรษะ) และชอบยืนโชว์ตัวตามที่สาธารณะเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะจากเพศตรงข้ามในวัยเดียวกัน

เริ่มจากความสนใจวาดภาพ นู้ดในชั่วโมงศิลปะ แย่งกันเต้นรำกับพวกสาวในเวทีรำวง และที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือการจีบสาวสุดฮอตซึ่งเป็นที่หมายปองของบรรดาเพื่อนร่วมแก๊งค์  เธอชื่อ นอร์มาฮ์

นอร์มาฮ์ต้องการคำแนะนำในเรื่องศิลปะ (ภาพวาด) แม้ลัทจะอาศัยยืมคำพูดของครูศิลปะมาให้คำแนะนำกับนอร์มาฮ์ แต่ลัทเองก็มีความสามารถและความเห็นที่เป็นของตัวเองในเรื่องภาพวาด ซึ่งเขามีความชอบเป็นพิเศษ บทสนทนาของทั้งคู่เริ่มจากเรื่องภาพวาด  เลื่อนไปถึงเรื่องบทกวี แล้วก็เรื่องหนังสือ (นวนิยาย ซึ่งดูเหมือนว่า นอร์มาฮ์จะก้าวไปไกลกว่าลัทมากนัก) ท้ายสุด ก็จบลงด้วยการชักชวนกันไปดูหนังเรื่อง ทาร์ซานกับแฟนสาว” (Tarzan and His Mate)  แน่นอน ฉากที่วัยรุ่นหนุ่มชอบมากที่สุดก็คือ ฉากที่ทาร์ซานประทับจูบบนริมฝีปากของเจนแฟนสาวตอนจบของเรื่อง  นอร์มาฮ์รักษาสัมพันธภาพกับลัทสม่ำเสมอในฐานะเพื่อนร่วมโรงเรียน

และแล้ว เทอมสุดท้ายของปีสุดท้ายของมัธยมต้นก็เดินทางมาถึง เพื่อนๆ ร่วมแก๊งค์ได้คะแนนพอใช้ได้กันทั้งนั้น  ลัทเองได้คะแนนรวมเท่ากันกับเพื่อน แต่ได้คะแนนศิลปะถึง ส่วนนอร์มาฮ์นอกจากคะแนนรวมจะดีกว่าคนอื่น ๆ แล้ว เธอยังได้คะแนนศิลปะระดับดีเยี่ยมอีกด้วย  แต่ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดแล้ว แฟรงกี้ได้คะแนนรวมมาเป็นอันดับที่หนึ่ง เหนือกว่าใคร ๆ ในแก๊งค์และในชั้นปี

          เป็นที่แน่นอนว่าชั้นจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ และต้องรีบไปโดยด่วนกับรถไฟ

          เที่ยวบ่ายหนึ่งเพื่อเข้ากัวลาลัมเปอร์ และบินต่อไปยังอังกฤษ  

ลัทอ่านโน้ตสั้น ๆ ของแฟรงกี้แล้วรีบปั่นจักรยานไปที่สถานีรถไฟทันที

แฟรงกี้!”  ลัทตะโกนเสียงดังผ่านเหล็กยืดกั้นของชานชลาแข่งกับเสียงจอแจของสถานีรถไฟซึ่งพลุกพล่านไปด้วยผู้คน

แฟรงกี้เดินลงจากขบวนรถมาหาเพื่อจะบอกลา จากนั้น รถไฟก็แล่นออกจากชานชาลา โดยมีแฟรงกี้  โบกลาอยู่บนรถ รับกับลัทซึ่งโบกมือลาอยู่หลังเหล็กยืดกั้นของสถานี เป็นนาทีที่น่าประทับใจเหมือนตอนจบของหนังเรื่อง คาซาบลังก้า

มัทสม (Mat Som)

การ์ตูนเรื่องมัทสม เขียนขึ้นเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1990 แม้จะไม่มีตัวละครจาก เด็กบ้านนอก และ เด็กเมืองเลย โดยเฉพาะลัทตัวการ์ตูนหัวฟู แต่เราก็ยังคงซึมซับได้ว่า เรื่องราวของมัทสมการ์ตูนตัวใหม่ก็คือเรื่องราวของลัทซึ่งเข้ามาใช้ชีวิตในกัวลาลัมเปอร์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ตอนปลาย จนถึงทศวรรษ 1990  ในบรรยากาศของการอพยพของคนหนุ่มสาวเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ การขยายตัวของภาคเอกชนทางเศรษฐกิจ  สภาพของเด็กเมืองซึ่งไร้รากทางวัฒนธรรมเดิม และตอบรับต่อวัฒนธรรมตะวันตก  พ่อแม่คนชั้นกลางเริ่มมีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง คนวัยหนุ่มสาวบางกลุ่มเริ่มแสวงหาตัวตนผ่านงานเขียนรุ่นใหม่ (เช่นงานของกามูส์) บทกวีแบบไร้ฉันทลักษณ์แบบกลอนเปล่าเข้ามามีบทบาทแข่งกับงานเขียนแนวจารีต และดนตรีก็คลี่คลายไปสู่แนวฮาร์ดร้อค และเฮฟวี่

การ์ตูนมัทสม เป็นส่วนผสมของเมืองและชนบทแบบหวนหาอาลัย มีลักษณะเป็นนวนิยาย (เรื่องสั้น) มากกว่าความเรียง(ประกอบภาพ) แบบเด็กบ้านนอก และเด็กเมือง สองเล่มแรกที่เคยได้รับความนิยมสูงสุด

มัทสม เริ่มเรื่องโดยการแนะนำตัวละครหลักคือมัทสมเองว่า ...เป็นนักเขียนพาร์ทไทม์ ซึ่งพยายามจะเป็นนักเขียนเต็มเวลาที่มีรายได้ชนิดเป็นรายเดือน...”  “...โดยสถิติของทางราชการแล้ว ผมเป็นคนคนหนึ่งเช่นเดียวกับคนมาเลย์เซีย 16 ล้านคนเช่นกัน”  ดูจะเป็นคำประกาศกึ่ง ๆ แนวเอ็กซอสแตนเชียลิสต์ ซึ่งเป็นบรรยากาศของยุคสมัย

มัทสม แชร์ห้องเช่ากับโซอุด เพื่อนจากหมู่บ้านเดียวกัน  โซอุดทำงานอยู่ในร้านขายอาหารแล็ก ๆ ในขณะที่มัทสมเป็นนักเขียนอิสระกึ่งสังกัดสำนักพิมพ์ ทั้งคู่ต่อสู้ชนิดปากกัดตีนถีบในสังคมเมืองใหญ่แบบกัวลาลัมเปอร์

พ่อเขียนจดหมายจากหมู่บ้านว่า ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมหมู่บ้านเรื่องการเป็นฝั่งเป็นฝาระหว่างมัทสมกับฟาริดาห์ ซึ่งเข้ามาทำงานอยู่ในเค.แอล.เช่นกัน เพราะทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนเล่นกันสมัยเด็ก   แม้มัทสมอยากจะตามใจพ่อ แต่ก็ขัดข้องด้วยเหตุผล 2 ประการคือ ฐานะที่ง่อนแง่นทางการเงินของตัวเอง ซึ่งแม้จะดูแลตัวเองให้รอดไปแต่ละเดือนก็ยากเต็มที สองก็คือ เขาไม่รู้ว่าฟาริดาห์จะเป็นอย่างไร เพราะจากกันไปเสียตั้งแต่เล็ก  ซึ่งนั่นก็นานเสียเหลือเกินแล้ว 

การนัดหมายเพื่อจะได้พบกับฟาริดาห์ตามคำขอของพ่อ มีเหตุให้คลาดแคล้วกันอยู่เสมอ ๆ เพราะภารกิจของฟาริดาห์ซึ่งดูเหมือนจะยุ่งเหยิงมาก ทำให้มัทสมพยายามจะหาภาพในมโนสำนึกเกี่ยวกับฟาริดาห์ แต่ก็มักจะติดอยู่กับภาพของฟาริดาห์ เด็กหญิงขี้มูกโป่งซึ่งมักจะร้องตามพี่ ๆ ผู้ชายอันเป็นแก๊งค์ของมัทสม

ในขณะที่สำนักพิมพ์ได้มอบหมายงานใหม่ให้มัทสม คือการรายงานความเคลื่อนไหวของแวดวงกวีและนักเขียน  และก็ที่นี่เองที่มัทสมได้พบกับความคิดแปลกใหม่ของบรรดากวีปัญญาชนแห่งยุคสมัย เช่น บทกวีของกาฟาร์ อิบราฮิม (Ghafar Ibrahim) ที่ชื่อว่า “Tak Tun” (1978)     ซึ่งตลอดทั้งบทกวีมีแต่คำว่า Tak Tun เท่านั้น [3] หรืออย่างบทกวี “Aku” ของ Salleh ben Joned (1987) ที่ว่า

สำหรับฉัน เสรีภาพก็คือภาระ...

สิ่งใดที่ผู้นำกล่าว ฉันต้องทำตาม

สมองที่พระเจ้าประทานให้มา ไม่จำต้องใช้

เว้นแต่ที่จะทำมาหากิน....

ความสงสัย ความโหยหาของจิตวิญญาณ (หากมี)

บำบัดได้โดยการวิ่ง

วิ่งจากบ้านไปที่ทำงาน

                   จากที่ทำงานกลับไปบ้าน

                              จนกว่า....

                             คำถามทั้งหลายจะถูกกลบหายไปกับเสียง(ดัง)

                             ของโทรศัพท์......

                   “และฉันจะแคร์น้อยลง   น้อยลง

                   ฉันอยากจะมีชีวิตเฉกเช่นนี้

                   อีกสักพัน ๆ ปี

          ลัทดึงมัทสมออกจากบรรยากาศของการแสวงหาความหมายแบบปัญญาชนชั่วคราว โดยให้มัทสมเดินทางกลับไปหมู่บ้าน  ทางเข้าบ้านที่ลดเลี้ยวเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่ร่มรื่น ตัวบ้านยกใต้ถุนดูสงบและมั่นคงท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อย โถงยาวของบ้านชั้นบนจากด้านหน้าจรดหลัง ดูคลับคล้าย …. ใช่เลย ! บ้านของลัทในเด็กบ้านนอกนั่นเอง

          แม่บอกว่า พ่อสุขภาพไม่ดีนัก แม้กระนั้น พ่อก็ขอให้มัทสมขี่รถเครื่องซ้อนพ่อเข้าตลาด นัยว่าพ่อจะไปตัดผม แต่แท้จริงพ่ออยากจะอวดลูกชายของตัวเองกับใคร ๆ ในตลาด ตั้งแต่วีลูช่างตัดผม ยิปและภรรยาซึ่งขายเครื่องดื่มและน้ำแข็งไสที่ป้ายรอรถเมล์ของหมู่บ้าน ว่ามัทสมลูกชายของตนซึ่งบัดนี้อาศัยอยู่ในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ และแถมยังเป็นนักเขียนมีชื่อปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นครั้งเป็นคราวด้วย

          คืนนั้น มัทสมได้ สนทนากับพ่ออย่างยืดยาว โดยพ่อเริ่มที่เรื่องฟาริดาห์ และการแต่งงานให้เป็นฝั่งเป็นฝา ซึ่งมัทสมเห็นว่า เขายังอยากให้โอกาสกับชีวิตของตนที่จะได้พบ ได้เห็น ได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ ซึ่งพ่อไม่เคยได้ไป ได้เห็น เพราะพ่อไม่เคยออกไปจากหมู่บ้านเลย แม่แย้งว่าแม้กระนั้นพ่อก็รู้เรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การสนทนาจบลงห้วน ๆ ด้วยความรู้สึกที่ค้างคาใจของทั้งสองฝ่าย

          ก่อนลากลับกัวลาลัมเปอร์โดยกะทันหัน มัทสมได้เดินทางไป ที่ทำงานของพ่อ ซึ่งเขาได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตว่า ที่ที่พ่อทำงานก็คือ อยู่ในห้องเครื่องมืด ๆ ใต้ท้องเรือตักแร่ดีบุก ซึ่งพ่อคงอยู่ที่นี่ เนื้อตัวมอมแมมด้วยคราบน้ำมันเครื่องเช่นนี้ตลอดเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา  บ้าน แม่ และพ่อช่วยให้เขาเห็นความหมายอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ต่างไปจากคนในเมืองใหญ่

          การที่ได้พบกับฟาริดาห์หลังจากที่คลาดแคล้วกันครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งทำให้เขาเห็นความหมายของชีวิตว่า เขากับฟาริดาห์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

          ฟาริดาห์เรียกชื่อแฟนหนุ่มว่า ราชิดี้ ซึ่งดูทันสมัยกว่าชื่อราชิด และเธอก็ถูกเรียกโดยเขาว่าเฟย์แทนชื่อเต็ม ๆ ว่า ฟาริดาห์

          มัทสมเขียนจดหมายถึงพ่อว่า

          การแต่งงานเป็นเรื่องที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดแล้ว หากจะเรียกมันว่าชะตา ปลาในทะเลย่อมไม่อาจไปได้ด้วยกันกับต้นมะขามซึ่งอยู่บนบก...แม้มนุษย์จะพยายามวางแผนการใดๆก็ตาม”......

          “.....บางทีความเป็นจริงนี้ อาจทำให้พ่อต้องทุกข์ใจบ้าง แต่ผมเชื่อว่าพ่อจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าผม อย่างที่เขาพูดๆกันนั่นแหละว่า ในโลกนี้มีดอกไม้มากกว่าหนึ่งดอก และมีผึ้งมากกว่าหนึ่งตัว และผึ้งตัวนี้ก็จะต้องพยายามหาโชคจากไม้ดอกอื่น...”

          มัทสมพบว่า แท้จริงดอกไม้ที่เขาแสวงหา คือสาวข้างบ้านเช่าที่ชื่อว่ายัม (Yam) เขาและเธอเดินไปฟังร๊อคคอนเสิร์ตของรามลี สาริป (Ramli Sarip) ซึ่งร้องเพลงชื่อ คนเมือง (Orang Kota) อันมีเนี้อหาเกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อชีวิตของคนเมือง

          ทั้งคู่ไม่ถึงขนาดจับมือกันเดินไปสู่ถนนที่ทอดยาวไปข้างหน้าอย่างมีความสุขและมั่นใจเหมือน   แทร้มป์กับสาวน้อยในเรื่อง ซิตี้ไลท์  [4] ของชาลี แชปลิน แต่อย่างน้อยมัทสมก็พบคำตอบให้กับปัญหาหลายเรื่อง ทั้งความกังวลของพ่อที่อยากจะให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝา มัทสมได้เป็นผึ้งที่เลือกดอกไม้ตามที่ตนชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ มัทสมได้ค้นพบความหมายของชีวิตตามแบบของตัวเองที่แตกต่างไปจากปัญญาชนคนชั้นกลางในเมือง เพราะรากของเขาหยั่งลึกลงไปยังวัฒนธรรมแบบมุสลิม และวัฒนธรรมของหมู่บ้าน ซึ่งสืบทอดอย่างมั่นคงและยาวนานกว่าชาวเมือง[5]

          นอกเหนือไปจากงานทั้งสามเล่มที่กล่าวถึงไปแล้ว [6]  ลัทยังมีการ์ตูนช่อง ๆ รวมเป็นเล่มอีกประมาณ 20 เล่ม เพราะจะว่าไปแล้วงานหลักที่ลัททำเป็นประจำมาตลอด 30 กว่าปีก็คือ การวาดการ์ตูนช่องในหนังสือพิมพ์รายวัน   การ์ตูนของลัทเกี่ยวกับทุกเรื่อง ทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิต จากมุมมองของคนธรรมดา ๆ

          การที่ลัทสามารถก้าวข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม (ซึ่งความจริงทำได้ยากยิ่งในสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมแบบมาเลย์เซียทำให้งานของลัทมีความเป็นสากลทั้งในมาเลย์เซีย และในระดับระหว่างประเทศ

          งานของลัทในภาษามาเลย์ แพร่หลายทั่วไปทั้งในมาเลย์เซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบางส่วนของฟิลิปปินส์ และโดยการที่มาเลย์เซียใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างแพร่หลาย งานของลัทจึงมีพากย์ภาษาอังกฤษด้วยในเวลาเดียวกัน  และด้วยเหตุนี้เอง การ์ตูนลัทจึงมีความแพร่หลายอยู่ในโลกการอ่านของผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษด้วย ดังจะเห็นว่า การจะค้นคำว่า Kampung Boy โดยผ่าน Google ก็จะได้คำตอบว่ามีบทความที่เกี่ยวเนื่องถึงสี่หมื่นเจ็ดพันสองร้อยรายการ แม้กระทั่งลองสุ่มดูในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan State University) ก็จะพบว่ามีการ์ตูนของลัทอยู่ถึง 13 รายการ ผมเข้าใจว่าในห้องสมุดมหาวิทยาลัยของไทย (ยกเว้นที่ทับแก้ว) อาจไม่มีเลยแม้แต่เล่มเดียว

          อีกส่วนหนึ่งของความแพร่หลายก็น่าจะเป็นเพราะการที่ Kampung Boy ได้รับการปรับเป็นการ์ตูนสั้นฉายทางโทรทัศน์ โดยทีมงานผลิต Matinee Entertainment ซึ่งมีฐานอยู่ที่ลอส แองเจลิส สหรัฐอเมริกา  ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ Best TV Series Annecy Award ในปี 1999 ในงาน International Animation Festival ที่ประเทศฝรั่งเศส

          ในความเห็นของผมแล้ว การ์ตูนชุดนี้ให้รสชาติต่างไปจากหนังสือเป็นอย่างมาก เสียงของลัทและเพื่อนไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษามาเลย์ (มีทั้งสองภาษา) ให้ความรู้สึกที่ต่างไปจาก เสียงในจินตนาการของเราขณะอ่าน  และเรื่องราวของการ์ตูนสั้นก็แบน ๆ ไม่กินใจเท่ากับการอ่านด้วยเช่นกัน

               การ์ตูนลัท ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วในปี 2003

          รางวัลที่อาจถือได้ว่าเป็นเกียรติประวัติก็คือรางวัลฟูกูโอกะ ครั้งที่ 13 ปี 2002 ซึ่งลัทรับรางวัลศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกันกับจางอี้โหมว จากจีนซึ่งได้รับรางวัล Grand Prize   คินสลี่ย์ มัทธุมุนี เดอ ซิลวา จากศรีลังการับรางวัลทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์  และ  แอนโธนี รีดจากออสเตรเลียรับรางวัลวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์เช่นกัน

          ในคำบรรยายประกอบการมอบรางวัลให้ลัท กล่าวเอาไว้ว่า

 “...การ์ตูนของเขาเน้นความสนใจในหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องการทำลาย

สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นด้านลบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

และการขยายตัวของเขตเมือง   การทำลายวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน 

ชัยชนะของฝ่ายการเมืองที่ยึดแต่ผลประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงอย่าง

รวดเร็วทางสังคมอันเนื่องมาจากการคืบคลานเข้ามาของบรรษัททุนข้ามชาติ

งานของเขา(ลัท)เป็นที่รักและชื่นชอบของประชาชนในทุกระดับ

และส่งอิทธิพลต่อนักวาดการ์ตูนชาวเอเชียด้วยกัน...”    

หนังกับการเมือง และการเมืองในหนัง (มิถุนายน 2547)

เมื่อตอนต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับทั้งการเมืองและแวดวงการแสดง ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างกับทั้งสองวงการนี้อย่างน่าสนใจ

 ข่าวแรกคือ ตำรวจสันติบาลได้เดินทางไปพบกับ เด๋อ ดอกสะเดา ผู้กำกับหนังเรื่อง ยอดชายนายโอ๊ก อ๊าก

 ส่วนข่าวที่สองคือ ข่าวแกรมมี่จะนำชีวประวัตินายกฯ มาทำเป็นละครโทรทัศน์

 ข่าวทั้งสองสะท้อนให้เห็นทัศนะของคนหลายฝ่ายต่อแนวคิดที่เชื่อและยึดถือกันมาตลอดในวงการแสดง (และบันเทิงทุกแขนงสาขา) ซึ่งก็คือ ต้อง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ไม่มีใครในแวดวงการแสดงเคยนิยามอย่างชัดแจ้งว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนั้น หมายถึงอะไร เป็นเพียงแต่เข้าใจกันกว้าง ๆ ว่า ต้องหลีกเลี่ยงเรื่องราวของบุคคลที่เกี่ยวพันกับแวดวงทางการเมือง และที่สำคัญ คือ ยังมีอิทธิพล บารมีอยู่ในขณะปัจจุบัน

ซึ่งตามนิยามนี้ ก็จะเห็นว่าข่าวทั้งสองชิ้นข้างต้นนั้นเกี่ยวพันหรือไม่เกี่ยวพันกับการเมืองเท่าๆ กัน

แต่ก็น่าประหลาดใจที่ข่าวการทำหนังของ เด๋อ ดอกสะเดานั้น ได้รับการตัดสินใจจากทั้งคณะสภาโจ๊ก (ซึ่งขอถอนตัวออกจากการแสดง) จากสื่อมวลชน ประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือจากตำรวจสันติบาล (ถึงขนาดให้เกียรติไปเยี่ยมเยือน) ว่าเป็นหนังที่ มีการเมือง ในขณะที่ข่าวแกรมมี่ทำละครจากชีวิตนายกฯ กลับได้รับการยอมรับจากสื่อและสาธารณชน (ตลอดจนตำรวจสันติบาล) ว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง

ฉะนั้น นิยามที่ว่า การแสดงที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในแวดวงการเมือง จะต้องมีสภาพ (จำเลย) ว่า เป็นการเมืองจึงไม่จริงเสมอไป เช่น มีคนจะเอาเรื่องราวของนักการเมืองจมูกชมพู่ไปสร้างหนัง แต่ถูกแบน เช่นเดียวกับหนังที่จะมีบทหนังเกี่ยวกับจอมพลเผด็จการก็ถูกห้าม ในขณะที่หนังสตรีในประวัติศาสตร์ และชาวบ้านในประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และการต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการยอมรับอย่างสูง และไม่ถือว่าละเมิดจารีต ไม่ยุ่งการเมือง ของแวดวงบันเทิงของไทย

หากแต่ว่า การไม่ยุ่งกับการเมืองนั้น โดยแท้จริงแล้วก็คือการยุ่ง เกี่ยวพัน พาดพิงกับทั้งตัวบุคคล  คณะบุคคล เหตุการณ์ทางการเมือง แต่จะต้องเป็นไปในลักษณะที่ รับได้

การยกย่อง เชิดชู สรรเสริญเยินยอบุคคลที่ยังมีอำนาจการเมืองอยู่คือสิ่งที่ รับได้

ฉะนั้น หนังของเด๋อ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจว่า จะเสียดสี ล้อเลียนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายกฯจึงเสมือนหนึ่งเป็นการให้ร้ายกับตัวนายกฯเองด้วย(อย่างน้อยการมีปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วอย่างผิดปรกติของสันติบาล ก็มีนัยไปในทางนั้น หรือแม้ตัวนายเด๋อเองก็ร้อนตัว ให้สัมภาษณ์ว่า “…ใครจะไปกล้าเล่นนายกฯ ผมก็เป็นคนเลือกนายกฯ ผมรักท่าน ใครทำท่านเสียหายผมก็ไม่ยอม…” [1]

และการทำเช่นนั้น ก็เป็นการกระทำที่มีวาระแฝงเร้นทางการเมือง

(ความจริง ตรรกะของเด๋อ ที่ให้เหตุผลว่า เขาเลือกนายกฯ เพราะฉะนั้น นายกฯคือตัวแทนของเขา เขาจึงไม่อาจทำร้ายตัวนายกฯได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำร้ายตัวเองด้วย นี่ต้องบอกว่า เด๋อพูดแบบนักรัฐศาสตร์ที่ชอบสาธยายทฤษฎีความเป็นตัวแทน -  representation - ซึ่งเป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยเลยทีเดียว แต่เด๋อคงจะลืมไปว่า นายกฯมักอ้างตนเป็นตัวแทนคน 11 ล้านคน และมีความชอบธรรมกว่าเด๋อ ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 11 ล้านที่เลือกนายกฯ คนนี้)

ปรากฏการณ์ของข่าวสองชิ้นที่ยกมาจึงสะท้อนให้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนของสัมพันธภาพระหว่างการเมืองกับการแสดง

ในแวดวงการแสดง มักจะเซ็นเซ่อร์ตัวเอง เป็นระดับ เป็นขั้น เป็นตอน ตั้งแต่คนเขียนบท นักแสดง คนกำกับ และผู้อำนวยการสร้าง (คนออกเงิน) แต่หากยังมีกรณีใดที่หลุดรอดมาได้ (อย่างกรณีของเด๋อ) ข้าราชการในหลายส่วนก็พร้อมที่จะก้าวออกมา เป็น ขาประจบ ให้เจ้านายและกระทำการตัดตอนการเมืองออกจากหนังเรื่องนั้น ๆ หนังและแวดวงการแสดงของไทย จึงสามารถรักษาตัวรอดมาได้โดยตลอด อย่างที่นักสร้างหนังอิหร่านคนหนึ่งเคยกล่าวถึงสถานการณ์เซ็นเซ่อร์ในอิหร่านว่า  ห้ามทำหนังที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองในเรื่องดังต่อไปนี้คือ ศาสนา การเมือง เซ็กซ์ ความรุนแรง ยาเสพติด ซึ่งก็แปลว่าเกือบไม่เหลืออะไรให้สร้างเป็นหนังได้อีก แม้กระนั้นเราก็ยังจะได้พบว่า อิหร่านมีหนังดี ๆ (ฉลาด มีสาระ มีรสนิยม) ออกมามากมาย (เช่นหนังของ Abbas Kiarostami, Mohsen และ Samira Makmalbaf, Majid Majidi ฯลฯ) ในขณะที่หนังไทย หาทางออกให้ตัวเองไม่ค่อยเจอเท่าไรนัก เราจึงได้ดูหนังวัยรุ่น ตลกโปกฮา และหนังน้ำเน่าในรูปแบบต่าง ๆ (แม้ว่าหนังพวกนี้จะมีฐานะและสาระควรแก่การวิเคราะห์วิจารณ์ แต่ก็คงจะไม่ใช่ในที่นี้)

อย่างไรก็ดี ข้อยกเว้นของหนังที่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์การมเองและรัฐอย่างชัดเจน ก็เห็นจะเป็นหนังที่ถูกผลิตออกมาในระยะเวลาระหว่างปี 2516 จนถึง 2519* ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ประชาธิปไตยทางการเมืองเบ่งบาน ควบคู่ไปกับการขยายตัวของธุรกิจภาคเอกชน และคู่ขนานไปกับการฆาตกรรมทางการเมือง(ที่สันนิษฐานเช่นนี้เพราะผู้ถูกกระทำจนถึงแก่ชีวิตคือผู้นำนักศึกษา กรรมกร และชาวนา ซึ่งไม่มีรายใดเลยที่เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมลงโทษตัวฆาตกรได้)

หนังที่อาจยกเป็นตัวอย่างของบรรยากาศในช่วงนี้ ได้แก่ ผู้แทนนอกสภา ทองปาน และ ประชาชนนอก ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2518 จนถึง 2519 ก่อนการฆาตกรรมหมู่ทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์ และทั่วขอบเขตประเทศ อันเป็นระยะเวลาที่เคล้ากันด้ยบรรยากาศของการรณรงค์ทางการเมืองในการเลือกตั้ง บรรยากาศของขวาพิฆาตซ้าย การฆาตกรรมทางการเมือง และบรรยากาศของการรณรงค์เพื่อสร้างอุดมการณ์สังคมนิยม

ผู้แทนนอกสภา

กำกับการแสดงโดย สุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับซึ่งเกือบจะยึดแนว เพื่อชีวิตในหนังเกือบทุกเรื่องของเขา หนังที่เด่นมากอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ครูบ้านนอก

ผู้แทนนอกสภา อาจได้รับการสนับสนุนจากพรรคกิจสังคม ภายใต้การนำของ ม...คึกฤทธิ์ ปราโมช  ฉะนั้น เราจึงจะเห็นบุคคลสำคัญหลายคนของพรรคกิจสังคม ทั้ง ม...คึกฤทธิ์ฯ นายบุญชู โรจนเสถียร  นายประสิทธิ์ ณรงค์เดช  อาจารย์สุเทพ อัตถากร  นายโกศล ไกรฤกษ์  และท่านอื่น ๆ อีกมาก ฉากเปิดเรื่องก็เป็นฉากสุนทรพจน์ของ ม...คึกฤทธิ์ ฯ ซึ่งอำนวยพรให้กับบรรดาสมาชิกพรรค ให้ประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง อีกทั้งท่านยังประกาศอย่างมีความหวังว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงจะเป็นการเลือกแนวนโยบายพรรค มิใช่การเลือกตั้งตัวบุคคล ซึ่งจะว่าไปแล้ว พรรคกิจสังคมของคุณชายคึกฤทธิ์ฯ ก็มีแนวนโยบายเกือบจะชัดเจนกว่าพรรคการเมืองอื่นในขณะเดียวกัน โดยพรรคกิจสังคมจะทุ่มเทงบประมาณให้กับชนบทภายใต้โครงการที่เรียกว่า เงินผัน

ตัวเอกของหนังเป็นลูกบ้านนอกที่ประสบผลสำเร็จในการเรียนจบชั้นปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ธรรมศาสตร์ก็มักจะเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน พ.ศ. 2518 ธรรมศาสตร์มีอธิการบดีที่ชื่อ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์

เมื่อจบการศึกษาในเมืองหลวงแล้ว ตัวเอกของเรื่องก็เดินทาง กลับบ้านสู่ชนบท เพื่อรับใช้มาตุภูมิอันเป็นแนวคิดที่นิยมในเชิงอุดมการณ์ของสมัยนั้น แม้จะเป็นทนาย ก็เป็นทนายเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน (ความจริง ความเฟื่องฟูของนักกฏหมายในฐานะเนติบริกร ก็เริ่มจะปรากฏอยู่แล้วพอควร) และเมื่อจังหวะทางการเมืองเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ทนายคนยากก็กระโดดลงรับสมัครเลือกตั้ง โดยมีความหวังว่า จะสามารถขยายบทบาทรับใช้ชาวบ้านได้มากขึ้น

น่าสังเกตว่า อาชีพครูต่างจังหวัด ได้รับการยอมรับว่า คงจะฉ้อฉลได้น้อยกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะห่างไกลจากทั้งอำนาจและเงินทอง ฉะนั้น ตัวเอกจึงเลือกครูบ้านนอกเป็นคนรัก และเป็นผู้ช่วยในการแข่งขันการเลือกตั้ง

หนังสะท้อนให้เห็นทั้งความใฝ่ฝันในอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาว ซึ่งมีทั้งนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหม่ นักศึกษา ในขณะที่พวกนักเลือกตั้วสนใจแต่กลวิธีสารพัดที่จะหลอกเอาคะแนนเสียงจากประชาชน โดยการล่อ การหลอก ใช้เงิน-สิ่งของ ใช้อิทธิพล และประชานิยมรูปแบบต่าง ๆ พวกนักเลือกตั้งเหล่านี้มีทั้งที่เป็นพวกหัวเก่า และมีทั้งที่เกี่ยวพันกันกับอิทธิพลท้องถิ่น (นายทุน และข้าราชการ) ซึ่งต้องการชนะเลือกตั้งเพื่อจะได้นำไปขยายบทบาทของตน อันจะนำไปสู่อำนาจผละผลประโยชน์ในท้ายที่สุด  ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งก็คือ กลุ่มชาวบ้าน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ภาพสะท้อนในหนังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนักแม้ปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นภาพของพวกที่ทั้งไร้การศึกษาจึงไม่เข้าใจประชาธิปไตย เห็นแก่อามิสสินจ้างข้าวของที่เขาเอามาให้ และรวมทั้งเป็นภาพของคนที่รอคอยโอกาสที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งการเมืองแบบประชาธิปไตย ได้เปิดโอกาสให้อย่างไม่เคยมีมาก่อน

การเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นหัวใจที่สำคัญสุดของประชาธิปไตย และเป็นยาวิเศษที่จะแก้ไขโรคเรื้อรังทุกชนิดที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย

ผู้แทนที่ดี ย่อมอยู่ตรงกันข้ามกับผู้แทนที่เลว และผู้แทนที่เลวย่อมใช้เล่ห์เพทุบายทุกชนิด เพราะเดิมพันของการชนะเลือกตั้งคือผลประโยชน์นานาชนิด เมื่อการขัดขวางผู้แทนดีไม่ประสบความสำเร็จ ทางสุดท้ายคือการลอบฆ่า

พระเอกผู้แทน ถูกฆ่าตายเฉกเช่นเดียวกับการฆาตกรรมทางการเมืองที่มีอยู่เนือง ๆ ในโลกการเมืองนอกจอหนัง ดูเหมือนสุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับจะตระหนักความเป็นจริงของสังคมไทยได้ดี แต่ผู้กำกับก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียวกับประชาธิปไตยแววมีการเลือกตั้ง เขาจึงเลือกจบหนังของเขา โดยให้การประกาศผลการเลือกตั้งตัดสินให้ตัวพระเอกชนะ แต่ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่พระเอกผู้แทนสิ้นลมหายใจจากคมกระสุนของผู้มีอิทธิพล

พระเอกของสุรสีห์ จึงเป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชน แต่ไม่มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในสภา หรือบางทีผู้กำกับอาจจะตระหนักด้วยซ้ำว่า ส.ส.ที่อยู่ในสภาล้วนแล้วแต่เป็นนักเลือกตั้ง สภาจึงไม่ใช่สถานที่จะทำให้เจตจำนงของประชาชนบรรลุผลได้ ตัวแทนที่ดีของประชาชนจึงดีเกินกว่าที่จะคู่ควรกับรัฐสภา

สิ่งที่น่าสะเทือนใจก็คือ ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ช่วงปีที่พรรคกิจสังคมได้รับชัยชนะทางการเมือง โดยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้จะเป็นพรรคที่มี ส.ส. เพียง….คน เท่านั้น แต่ผู้ที่สูญเสียชีวิตจริง ๆ คือผู้นำกรรมกร ชาวนา และนักศึกษา เช่น…….

 [1] A day weekly, 18-24 มิถุนายน 2547 หน้า 66

* บรรยากาศของหนังประเภท เพื่อชีวิตกล่าวคือ ไม่วิจารณ์ระบบการเมืองโดยตรง แต่สะท้อนให้เห็นความไม่ยุติธรรมทางสังคมจะยังคงดำเนินต่อไป แม้หลังจาก รัฐบาลหอย ของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร  สมัคร สุนทรเวช ดุสิต ศิริวรรณ และอื่น ๆ ได้ถูกทำการรัฐประหารไปในปี 2520 แล้ว

หนังกับการเมือง และการเมืองในหนัง - ต่อ

ทองปาน

เป็นหนังที่ไม่ระบุชื่อของผู้สร้าง และทีมงานทั้งหมด ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ หากจะเป็นเพราะว่าต้องการปิดลับ เพราะเกรงภัยทางการเมือง ซึ่งก็อาจพอฟังขึ้นสำหรับการปกปิดรายชื่อบุคคลในทีมงาน แต่สำหรับผู้แสดงแล้ว เขาเหล่านั้น (เช่น อ.เสน่ห์ จามริก .สุลักษณ์ ศิวรักษ์  คำสิงห์ ศรีนอก  ดร.พัทยา สายหู  เทพศิริ สุขโสภา เป็นต้น) ก็ดูจะมีชื่อเสียงเกินกว่าจะสามารถปิดลับได้ แม้จะมิได้ระบุชื่อในภาพยนตร์ก็ตาม ฉะนั้น อาจสันนิษฐานได้อีกทางก็คือ คณะผู้สร้างเป็นผู้ที่ถ่อมตัวเองว่า เกือบไม่มีความสำคัญอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือสาระที่พวกเขาจะได้นำเสนอในหนัง

หนังเรื่องทองปาน สร้างเมื่อปลายปี 2518 หรือต้นปี 2519 แม้ฉบับที่ฉายดูกันส่วนใหญ่ จะระบุปี 2520 แต่ก็เป็นที่ทราบดีว่า หนังเรื่องนี้ได้รับการตัดต่อหลายครั้ง จนกระทั่งฉบับที่คณะผู้สร้างพอใจที่สุดคือฉบับปี 2520

ตัวเนื้อเรื่องหลักของหนัง เป็นเรื่องของการสัมมนาเชิง ประชาพิจารณ์” (ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเครื่องหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะซึ่งเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของเหตุการณ์ปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516) ระหว่างข้าราชการ ผู้เชี่ยวชาญ ชาวบ้าน และผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนผามอง ที่ อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ให้เป็นเขื่อนผลิตพลังกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดบนแม่น้ำโขง

การสัมมนาเต็มไปด้วยบทสนทนาของทุกฝ่าย ยกเว้นชาวบ้านที่มีฐานะเป็นเพียงตังประกอบของการ ประชาพิจารณ์

ผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง (ปีเตอร์ เอฟ. เบลล์ นักเศรษฐศาสตร์) สาธยายสรรพคุณของเขื่อนว่า จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมากมาย นักมานุษยวิทยา (ดร.พัทยา สายหู) เห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการพัฒนา ที่หากอยากจะได้น้ำ ก็ต้องเสียดิน (หมายถึงเขื่อนจะควบคุมปริมาณน้ำในฤดูแล้ง แต่น้ำจะต้องท่วมบริเวณหลังเขื่อนเป็นพื้นที่กว้างขวาง) นักอนุรักษ์นิยม(.สุลักษณ์ ศิวรักษ์) กล่าวว่า เขื่อนจะท่วมทับอาคารบ้านเรือน โบราณสถาน และจะกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลาบึกในแม่น้ำโขงวิศวกร (เทพศิริ สุขโสภา) กล่าวถึงคุณความดีของเขื่อนคล้ายผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง ในแง่ความอุดมสมบูรณ์ของพลังงานที่จะใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ แม้แปรรูปกล้วยตาก นักศึกษา (.ชเนษฎ์วัลลภ ขุมทอง) และนายแพทย์ มีความเห็นในทางลบว่า เขื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อเมืองและภาคอุตสาหกรรม แต่ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชาวนา  นายอำเภอได้แสดงความชื่นชมว่า การประชาพิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องไม่มองฝ่ายราชการด้วยสายตาที่มุ่งร้ายเกินไป  ปัญญาชนนักเขียน (คำสิงห์ ศรีนอก) แสดงความสงสัยของการประชาพิจารณ์ว่า จะมีประโยชน์อะไรอย่างแท้จริง เพราะผู้กุมอำนาจที่แท้จริงก็จะตัดสินทุกอย่างตามที่ตนต้องการ การระดมความเห็นและเหตุผลเป็นเรื่องที่จะไม่มีน้ำหนักและไร้ค่า เพราะผู้ปกครองย่อมตัดสินทุกอย่างตามที่ตนต้องการ การระดมความเห็นและเหตุผล เป็นเรื่องที่จะไม่มีน้ำหนักและไร้ค่า เพราะผู้ปกครองย่อมตัดสินทุกอย่างจากผลประโยชน์ของตน และแม้กระทั่งการประชาพิจารณ์ก็ดูจะเป็นการพูดของฝ่ายอื่น ๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความเห็นของตน

ความจริง ในขณะที่การสนทนาดำเนินไป ทองปาน ชาวนาและคนรับจ้างถีบสามล้อจากอีสาน ซึ่งได้รับการชักชวนจากนักศึกษา (เรืองยศ จันทรคีรี) ให้มาร่วมสัมมนา ก็เพียงแต่ฟังการสนทนาไปอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่จิตใจล่องลอยย้อนลับไปถึงความเป็นมาของตน

ทองปาน เป็นเกษตรกรที่ต้องอพยพเพราะที่นาของตนถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนลำปาว เมื่อเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ก็กลายเป็นกรรมกรขายแรงงาน ทางปาน ชกมวยเพื่อหวังเงินรางวัล รับจ้างเลี้ยงไก่ของนายทุน จนกระทั่งอพยพมาทำกินในพื้นที่กันดารของอ.เชียงคาน แต่เขื่อนผามองก็ได้ตามทองปานและเกษตรกรคนอื่น ๆ มาอีก ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เป็นไปตามประแสนิยมเขื่อน ในขณะเป็นตัวแทนเชิงสัญญลักขณ์อย่างหนึ่งของการพัฒนาที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทยนับแต่ทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา และแม้กระทั่งปัจจุบัน กระแสการสร้างเขื่อนก็ยังคงมีอยู่ทั้งในประเทศไทยและในประเทศ ด้อยพัฒนาเกือบทุกภูมิภาคในโลก

ทางออกของเพื่อนบ้านของทองปาน คืออพยพ หนีเขื่อนเข้าไป บุกเบิกที่ทำกินใหม่ ๆ ซึ่งความจริงรัฐบาลเผด็จการถนอม-ประภาส ได้เคยประกาศว่า ไม่มีที่ใหม่ใด ๆ ที่เกษตรกรสามารถจะบุกเบิกได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น การ บุกเบิกที่ทำกินของชาวบ้านนั้น แท้จริงคือการอพยพเข้าไปอยู่ในที่เลวที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ซึ่งเป็นชายขอบของเขตป่าสงวน ของรัฐ

ทองปาน นั่งฟังการ ประชาพิจารณ์ซึ่งเต็มไปด้วยภาษายาก ๆ และเรื่องราวที่ไกลไปกว่าปัญหาของชาวบ้าน ซึ่งแค่ปัญหาวันต่อวันก็ยังยากต่อการแก้ใขด้วยกำลังของประชาชนอย่างเรา ฉะนั้น ปัญหาที่ใหญ่และครอบคลุมเวลายาวนานกว่านั้น แม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ บูรณาการ” (ศัพท์ที่พวกเทคโนแครตและข้าราชการชอบใช้) แต่ก็ดูจะไม่สอดรับกับความเป็นจริงและความจำเป็นเฉพาะหน้าของทองปาน เพราะปัญหาของเขาคือทำอย่างไรจึงจะมีน้ำพอที่จะปลูกข้าวในฤดูนี้ ทำอย่างไรในแล่งน้ำ (ของทางราชการ) จึงจะมีปลาพอให้เขาจับเป็นอาหารในวันนี้ และวันพรุ่ง ทำอย่างไรลูก 3 คนจะมีอาหารการกินอย่างเพียงพอ และทำอย่างไรเมียซึ่งป่วยหนักจะได้รับการเยียวยา

ทองปาน ออกไปจากการสัมมนาโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น หลังงานศพเมียของเขา ทองปานก็เดินออกไปจากความรับรู้ของใคร ๆ (โดยเฉพาะจากสังคมเมืองหลวงซึ่งเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ) ก่อนที่ใคร ๆ จะรับรู้ (แม้ในปัจจุบัน)

หนังทองปาน ได้รับการ แอบฉายดูกันในหมู่เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด  บรรยากาศ “1984” อันน่าสะพรึงกลัว(หากความหมายของterrorismคือการสร้างบรรยากาศให้เป็นที่น่าสะพรึงกลัว บรรยากาศเมืองไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519 ก็คือความหมายที่แท้จริงของ terrorism ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย) ของรัฐบาลขวาตกขอบ ภายใต้การนำของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการสร้างรัฐตำรวจ

แม้หนังเรื่องทองปาน จะไม่ได้เอ่ยชื่อของบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่เป็นจริงใด ๆ ไม่ได้พูดถึงปัญหาคอรัปชั่นซึ่งมักจะพัวพันกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนายทุน ไม่ได้พูดถึงกลไกใดๆ ทางการเมือง (นักการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐสภา นโยบายทางการเมือง) ไม่ได้พูดถึงอุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ  (แม้ว่าบทพูดของนายแพทย์จะดูคล้ายกับทฤษฎีสัญญาประชาคม social contract หรือบทพูดของทองปาน ที่ระบายความคับแค้นของการเอาเปรียบค่าจ้างแรงงานเลี้ยงไก่ จะดูคล้ายกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์สังคมนิยม) แต่หนังทองปาน ก็ได้พูดถึงประเด็นที่กว้างขวาง และครอบคลุมในความหมายของการเมืองที่รอบด้านที่สุด

เขื่อนใหม่ ๆ ในเมืองไทย ยังรอเวลาและจังหวะทางการเมืองที่จะผลักดันให้มีการก่อสร้างต่อไป (นักวิชาการหลายคน เช่น ศาสตราจารย์เบเนดิค แอนเดอร์สัน และ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร  ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ตั้งข้อสังเกตว่า นักการเมืองไทยจำนวนมาก ก่อร่างสร้างตัวมาจากโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่ได้รับการประมูลรับจ้าง) การประชาพิจารณ์ ยังคงดำเนินไปในหมู่เทคโนแครตซึ่งปกปิด และมีลักษณะรวบรัดมากกว่าแต่ก่อน และมีลักษณะของการรักษารูปแบบมากกว่าการสืบสานเจตนารมย์ของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของผู้มีอิทธิพล ต่อประชาชน ทั้งในรูปของการสร้างเขื่อน การเวนคืนที่ดิน การไล่ชาวบ้านออกจากเขต ป่าสงวนการทำลายเขตทำกินของชาวบ้าน ซึ่งต้องอาศัยธรรมชาติ เช่น เขื่อนแม่มูล โรงไฟฟ้าบ้านกรูด ท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่อำเภอจะนะ การสร้างทางด่วนลงทะเลที่แหลมผักเบี้ย และอื่น ๆ อีกมาก แม้จะมีรูปร่างที่แตกต่างไปจากปี 2518 ในหนังทองปาน แต่โดยสาระของประเด็นปัญหาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม หรือหนักหน่วงกว่า

หากทองปานมีตัวตนจริง ๆ ยายไฮ คงจะเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งของทองปาน ในขณะที่ยายไฮได้รับที่ดินคืน หลังจากการต่อสู้อันยาวนานถึง 27 ปี (ตั้งแต่ปี 2520) แต่คนแบบทองปาน ซึ่งต่อสู้ด้วยวิธีต่าง ๆ มายาวนานถึง 29 ปี (ตั้งแต่ปี 2518) มีจำนวนเป็นพัน เป็นหมื่น หรืออาจมากกว่านั้น ยังไม่ประสบผลสำเร็จเฉกเช่นกรณีของยายไฮ นักการเมืองย่อมถือว่ากรณีของยายไฮเป็นต้นทุนที่ยอมจ่ายได้ เพื่อผลทางการเลือกตั้งที่จะมาถึงเร็ว ๆ นี้ ส่วนอีกพัน หมื่น หรือแสนทองปาน เป็นรายจ่ายที่ไม่ควรจะต้องเสียเพราะเกินจำเป็น

ประชาชนนอก

สร้างโดย มานพ อุดมเดช  (ในระยะเวลาน่าจะเป็นปีที่ไล่เลี่ยกับทั้งผู้แทนนอกสภาของสุรสีห์ ผาธรรม และทองปาน ของไพจง ไหลสกุลร่วมกับไมค์ มอร์โรว์ นักหนังสือพิมพ์นิตยสาร Far Eastern Economic Review)         

มานพ ดำเนินเรื่องคู่ขนานกันระหว่างเมืองกับชนบท โดยให้ตัวละครเด็กหนุ่มจากหมู่บ้าน เดินทางไปเรียนเกษตรศาสตร์ในเมือง เพื่อจะพบว่าเมืองไม่ใช่คำตอบ แต่ความหมายที่แท้จริงคือการเดินทาง กลับหมู่บ้านพร้อมกับแนวคิดใหม่ ๆ กล่าวคือการ …ร่วมแรงฟันฝ่า ก้าวไปกับประชาด้วยศรัทธายิ่งใหญ่…”  การร่วมแรงช่วยกันในการผลิต ร่วมมือกันเรียกร้องจากราชการ ต่อรองราคาพืชผลจากพ่อค้าคนกลาง ได้ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นซึ่งเป็นเขยของพ่อค้าคนกลางมองเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนั้น จะเป็นอันตรายต่อระบบอุปถัมภ์ที่เคยดำรงอยู่ (ทั้งพ่อค้ากับชาวบ้าน และข้าราชการกับชาวบ้านเขาเห็นว่าอันตรายที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะความคิดแบบคอมมิวนิสต์ และเด็กหนุ่มที่กลับบ้านคนนี้ (ซึ่งมักมีเพื่อน ๆ นักศึกษามาเยี่ยมเยือน) ก็คือตัวแทนความคิดแบบคอมมิวนิสต์นี้ และวิธีขจัดปัดเป่าปัญหาที่ง่ายที่สุดคือการลอบฆ่า (ซึ่งน่าสังเกตว่าวิธีการเช่นว่านี้ ถูกใช้เสมอมาและเป็นที่รับกันอย่างกว้างขวางว่า อาจเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตัวอย่างที่น่าจะอนุโลมให้อยู่ในข่ายเดียวกัน ก็เช่น การฆ่าตัดตอนภายใต้โครงการปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล  กรณีการล้อมปราบเยาวชนมุสลิมที่สุเหร่ากรือเซะ และอีกหลายแห่งที่ปัตตานีในระยะเวลาเดียวกัน  การอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร แบะบ่าสุด กรณีลอบฆ่าเจริญ วัดอักษร แกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก)

ในระยะเวลาเดียวกันกับที่นักศึกษาเกษตรกลับหมู่บ้าน  ชายหนุ่มบ้านเดียวกันอีกคนหนึ่งเดินทางเพื่อไปหางานทำในเมือง เพื่อหวังจะมีรายได้พอเพียงที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวตนในชนบท เขารับจ้างเป็นกรรมกรรายวันขุดดิน ถีบรถสามล้อส่งน้ำเข็ง จนกระทั่งได้เข้าทำงานในโรงงานทอผ้า ซึ่งดูเหมือนว่าจะมั่นคงกว่างานรับจ้าง 2 ชนิดแรก แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เขาก็จะได้พบว่า ระบบโรงงานไม่ได้ดีไปกว่าการเป็นกรรมกรรับจ้างรายวันเลย เพราะค่าแรงถูกกดจนต่ำสุด กรรมกรจะถูกบอกเลิกจ้างเมื่อระยะเวลาการทำงานของกรรมกรจะครบกำหนดให้ว่าจ้างเป็นลูกจ้างประจำ ซึ่งจะได้รับสวัสดิการตามกกฎหมายแรงงาน การบอกเลิกจ้างแล้วรับกลับเข้าทำงานใหม่ ทำให้การนับเวลาต้องเริ่มต้นใหม่ และเท่ากับไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานเลย สภาพการทำงานก็เป็นอันตรายกับสุขภาพของกรรมกร (เช่นเสียงดังเกินพิกัดจนทำให้กรรมกรมักสูญเสียการได้ยินตามปรกติ  เครื่องจักรที่เป็นอันตรายจนทำให้กรรมกรบาดเจ็บ หรือพิการถาวร  โรงงานมีฝุ่นละอองมากและขาดอุปกรณ์ป้องกันจนทำให้กรรมกรมักป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจการขาดสวัสดิการที่พอเพียง เช่น  สถานที่พักผ่อน การปฐมพยาบาล ห้องสุขาที่เพียงพอกับจำนวนกรรมกรเป็นร้อยเป็นพันคน) และท้ายสุด ทางฝ่ายนายจ้างมักหาทางกลั่นแกล้งกรรมกรที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งตั้งขึ้นตามที่กฎหมายอนุญาต

ส่วนในโรงงาน ได้ชักนำให้ชายหนุ่มจากหมู่บ้านเข้าสู่ขบวนการต่อสู้  เรียกร้องค่าจ้างของกรรมกร ซึ่งจบลงด้วยการที่ฝ่ายนายจ้าง (โดยการสมคบร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างใกล้ชิด) ได้ขจัดเขาแลเพื่อนพ้องโดยอาศัยกฎหมายภายใต้ข้อกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์

มานพ วาดภาพให้เห็นว่า ชาวบ้านไม่ว่าจะเลือกอยู่ในหมู่บ้าน หรือเข้าเมือง ก็จะเป็นฝ่ายถูกกระทำด้วยกันทั้งสิ้น   หากพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีเดิมที่เคยเป็นอยู่ และศัตรูถาวรของชาวบ้านคือการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการกับพ่อค้า โดยพ่อค้าต้องอาศัยมือของข้าราชการเพื่อกระทำต่อประชาชน แม้ในปัจจุบัน โดยรูปแบบก็ยังเป็นอยู่เช่นที่มานพแสดงให้ปรากฏในหนังเมื่อเกือบ 3 ทศวรรษที่แล้ว แต่ในวันนี้ ก่อค้าได้แสดงศักดานุภาพว่า เป็นฝ่ายเหนือข้าราชการ และข้าราชการทุกฝ่ายก็ล้วนเกรงกลัวและเอาอกเอาใจพวกพ่อค้านักการเมืองจนออกหน้าออกตา กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของพ่อค้า นักการเมือง ที่ใช้โดยผ่านฝีมือของข้าราชการฝ่ายต่าง ๆ

หนังทั้งสามเรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ทั้งเรื่องผู้แทนนอกสภา ทองปาน และ ประชาชนนอก จึงเป็นตัวแทนของสาระทางการมเองไทยที่อยู่ในหนังเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว โดยผู้แทนนอกสภา แสดงดถึงความฉ้อฉลในกระบวนการเลือกตั้งและตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นตัวแทนของ ส..ต่อเจตจำนงของประชาชน  ทองปาน พูดถึงการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องการแย่งชิวทรัพยากรจาประชาชนหมู่มากโดยฝีมือของรัฐเพื่อเอาไปให้คนหมู่น้อยแต่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง และ ประชาชนนอก  เน้นให้เห็นความพยายามของประชาชนตัวเล็ก ๆ (“นอกไปจากขอบเขตของอำนาจ”) ที่ต่อสู้เพื่อที่จะยังชีพของตน

อาจกล่าวโดยกว้างๆ และรวมๆว่า หนังไทยในทศวรรษที่ 2520 และโดยเฉพาะ 2530 ไม่ค่อยสะท้อนการเมืองในรูปแบบและสาระอย่างในทศวรรษ 2510 ตอนปลายดังที่ยกมาเป็นตัวอย่างนัก กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเฟื่องฟู และกลายเป็นฟองสบู่ในทศวรรษที่ 2530 นั้น สาระของหนังที่เพื่อจะตอบสนองต่อรสนิยมและปัญหาของคนชั้นกลางในเมืองเป็นหลัก หากการหลีกหนีไปจากสภาพความเป็นจริง (escapism) จะเป็นการเมืองชนิดหนึ่ง กล่าวคือเลือกที่เป็นหมันทางการเมือง (ไม่แสดงฝ่าย ไม่อิงอุดมการณ์) ก็เป็นที่นิยมอย่างดกดื่นในวงการหนังและแวดวงบันเทิงของไทย วัยรุ่นซึ่งเริ่มเป็น อิสระเพราะการกินดีอยู่ดีของคนชั้นกลาง ทำให้มีส่วนเกินทางการเงินมากพอที่จะตอบสนองลูกหลานของตน เขาและเธอเหล่านี้จึงมีฐานะทางการเงินมากพอที่จะแสดงความ อิสระของตนในแง่มุมต่าง ๆ ได้ เช่นการเดินทาง การแต่งตัว การเสพบริโภควัตถุ การเลือกไลฟ์สไตล์แม้กระทั่งรสนิยมทางเพศ  หนังไททยตกอยู่ในสภาพตามกระแสรสนิยมของวัยรุ่นซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ดูหนัง (ในขณะที่คนที่เลยวัยรุ่นนั้น เกือบจะเลิกดูหนังโดยสิ้นเชิง) ฉะนั้น หนังไทยจึงตกอยู่ในสภาพเป็นหมันทางการเมืองอยู่ยาวนานมาก

ในรอบทศวรรณที่ 2540 อาจมีหนังที่พอจะนับได้ว่ามีนัยยะทางการเมืองอยู่บ้าง เช่น สุริโยทัย ซึ่งเน้นการช่วงชิงสถานะทางการเมืองของวีรสตรีในประวัติศาสตร์  บางระจัน เน้นความคลั่งชาติท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและถูกทำให้เชื่อกันว่า ศัตรูร้ายคือพวกต่างชาติ แม้ศัตรูร้ายในบางระจันคือพม่าซึ่งโหดร้ายและป่าเถื่อนจะไม่ใช่พวกที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 แต่คนไทยก็มักจะนึกอยู่เสมอว่า แรงงานเถื่อนพม่าคือผู้ร้ายในระบบเศรษฐกิจไทย ความเป็นผู้ร้ายของแรงงานพม่ายังมาปรากฏอีกในหนังแหวกจารีตในเชิงเทคนิคภาพยนตร์ไทย เรื่อง คนจร

แม้หนังเรื่อง 14 ตุลาสงครามประชาชน ดูจะเป็นการย้อนกลับไปหาต้นตอของกระบวนการสานสร้างประชาธิปไตยระลอกที่ 3 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (หากนับเหตุการณ์ ร.. 130 และการปฏิวัติ 2475 เป็นระลอกที่ 1 และที่ 2) แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ประเด็นทางการเมืองในหนังเป็นเพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์ในความทรงจำของวีรชนเดือนตุลาคม  (2516) เพียงคนเดียว เป้นนนนประเด็นทางการเมืองที่เกือบจะหยุดนิ่งไปกับเวลาที่ผ่านไปแล้วถึง 3 ทศวรรษ หนังยังเกือบเสนอประเด็น ชาตินิยมในการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่มากก็น้อย ตอบรับต่อประเด็นชาตินิยมที่ฝ่ายรัฐกำลังเชิดชูอยู่พอดี

หนังสองเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นคือ เรื่อง ยอดชายนายโอ๊กอ๊าก และละครทีวีชีวประวัติของนายทักษิณ ชินวัตร โดยแกรมมี่ อาจเป็นหนัง (และละคร) ที่ชวนแก่การกล่าวขวัญถึง  ศัตรูที่ร้ายกาจของนักการเมืองก็คือ การทำให้นักการเมืองเป็นแค่ตัวตลก ความตลกย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือ ซึ่งนักการเมืองแต่ละคนต้องใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงและระยะเวลาอันยาวนานต้องเสื่อมค่าไป ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ เด๋อ ดอกสะเดา กลายเป็นเป้ากดดันจากหลายฝ่าย และในขณะเดียวกันก็ทำให้หนังของเขากลายมาเป็นเรื่องการเมืองได้ในชั่วข้ามวัน

ในขณะเดียวกัน ที่ละครอิงชีวประวัติของนายกฯ กำลังทำหรือจะทำ ละครเรื่องนื้ก็มีฐานะเป็นการเมืองในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแสดงของไทย (หากไม่นับหนังชีวประวัติของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งกำลังสร้าง) ที่จะมีการแสดงชีวประวัติของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

ปาหี่

 เมษายน 2547  

สื่อมวลชนหลายสำนักพากันใช้คำว่า ปาหี่ เพื่ออธิบายภาพที่มี ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน คุณลลิตา ฤกษ์สำราญ และคุณสนั่น สุธากุล นั่งยิ้มอยู่ด้วยกัน

 

    แม้เหตุการณ์ อุ้มข้อสอบของ รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ซึ่งทำให้มีตัวละครออกมาแสดงบทอยู่มากมาย (เข้าใจว่าที่แอบอยู่หลังฉากก็ยังมีอีกไม่น้อย) และดำเนินต่อเนื่องกันค่อนข้างนาน

    แต่สื่อมวลชนก็ไม่เคยใช้คำว่า ปาหี่ เลย

    มาจนเมื่อคุณลลิตามาอุ้ม รตอ..ดร.วรเดช ไปต่อหน้าต่อตาคุณสนั่น ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา รัฐสภา ทำงานตามมติกรรมาธิการชุดใหญ่ให้สอบสวนเรื่อง การอุ้มข้อสอบว่าเป็นการอุ้มไปเพื่อเอาไปกล่อมให้นอนหลับสบาย หรือว่าเป็นการปล้นกลางแดด

และเห็นจะต้องบอกต่อไปว่า คุณสนั่นและอนุกรรมาธิการการศึกษาชุดนี้ ใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อที่จะได้ตัว รตอ.ศ.ดร.วรเดช มาให้ปากคำ

 

เมื่อคุณลลิตา มาอุ้ม รตอ.ศ.ดร.วรเดช ไปต่อหน้าต่อตา คุณสนั่นจึงโกรธจนควันออกหู  ทั้งคู่ แลกคำพูดกันผ่านสื่อหลายแขนง หลายวาระ

ฉะนั้น พอในวันต่อมา เมื่อทั้งคู่มานั่งยิ้มแป้นอยู่ด้วยกันต่อหน้า ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน จับมือกันให้นักข่าวดู สื่อทั้งหลายจึงให้คำอธิบายเหตุการณ์คราวนี้ว่า เป็นการเล่นปาหี่

รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ก็จะได้มีเวลาไปพักอยู่หลังหลืบม่านได้อีกพักใหญ่ ๆ อย่างน้อยก็จนกว่าวันที่ ๑๖ เมษายน  วันเวลาซึ่งใคร ๆ ก็คงจะเย็นลงแล้ว บิ๊กเด็ก ที่ได้รับอานิสงส์จากการนี้ ก็รายงานตัวที่มหาวิทยาลัยตามที่ตั้งใจจะเลือกเรียนไปแล้ว พ่อแม่ที่มีลูกหลานสอบเข้าในปีนี้ด้วย ก็คงจะยอมรับว่าเป็นชะตากรรม ทั้งพวกที่ลูกตนสอบเข้าไปได้ ก็คงจะเห็นว่าพ้นปัญหาของตัว ที่สอบไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็คงจะคิดว่าเป็นเพราะความด้อยของลูกตนอยู่แล้ว อีกส่วนคงคิดว่าตัวเองก็เป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ  ไงๆก็ไม่มีทางไปต่อกรกับคนที่มีทั้งอำนาจ ทั้งอิทธิพล

ที่กระตือรือร้นแบบกลุ่มของคุณหมอกมลพรรณ ก็คงจะรามือไป และยอมรับว่ากลไกของระบบราชการมันใหญ่ และซับซ้อนเกินกำลังกลุ่มตน

สื่อก็คงจะหันไปพูดเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากสงกรานต์ ไม่ว่าจะในแง่ แย่กว่าปีที่แล้ว หรือปีอื่น ๆ”  หรือในแง่ที่ว่า โชคดี ปีนี้เทพีสงกรานต์ท่านไม่กระหายเลือดอย่างที่เราหวาดกลัวกัน

ความจริง ผมไม่เคยสนใจว่า ความหมายจริง ๆ หรือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า ปาหี่ ว่า คืออะไร คงยึดเอาความรู้สึกเลือน ๆ ความหมายกว้าง ๆ แบบคุณ ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายว่า สิ่งที่เราเห็น ที่เราดูชมอยู่นั้น ดูจริงจัง แต่จริง ๆ เป็นเพียงการแสดงที่มีการเตี๊ยมกันมาอย่างดี หรือแม้หากจะทราบดีว่า ที่ดูอยู่นั้นเป็นเพียงการแสดง  แต่เราก็คาดหวังตอนจบของการแสดง ว่าคงจะถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณสมกับที่รอคอย แต่การณ์ก็กลับเป็นว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทำนองว่า รอดูนักเล่นกลโต้ตอบกับอับดุลต่าง ๆ นานา จนจะเอางูจงอางออกจากลังไม้ มาสู้กับพังพอนให้เห็นชัดๆ ว่า พังพอนสู้กับงูนั้นมันจะเป็นอย่างไร

แต่ท้ายสุด งูจงอางที่ออกมาจากลังไม้ เป็นงูหงอย ๆ ที่เกล็ดถลอกเกือบทั้งตัว ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง พอ ๆ กับพังพอนแก่ที่ถูกเอาออกมาโชว์จากอีกลังนึง งูเคล้าคลอเคลียกับพังพอนอยู่ครู่ใหญ่ ๆ (แทนที่จะสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง) นักเล่นกลกับอับดุล (หน้าตาที่เปิดเผยหลังจากเลิกผ้าขาวม้าคลุมหัวว่า ที่แท้ไม่ใช่แขกอับดุลที่ไหน เพราะหน้าตาแกกระเดียดเป็นชาวนาแถวสิงห์บุรีซะมากกว่า)ก็จับงูกับพังพอนเก็บเข้าลังแล้วหันไปขายยาผีบอกเสียเฉย ๆ งั้นแหละ

อย่างนี้แหละครับ ที่ผมเข้าใจว่า คือการแสดงแบบที่เรียกกันว่าปาหี่

ฉะนั้น เพื่อให้ทราบชัด ๆ จริง ๆ ว่า ปาหี่ คืออะไรกันแน่ ผมจึงพึ่งพาพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ดู  ซึ่งท่านก็ให้ความหมายไว้อย่างนี้ครับ การแสดงกล หรือกายกรรมของนักแสดงเร่ร่อนตามที่ต่าง ๆ” (หน้า ๖๙๗)

แม้จะรู้สึกสบายใจว่า เข้าใจความหมายของคำคำนี้ได้ใกล้เคียงกับท่านผู้รู้ แต่ก็งง ๆ ว่าจะเอาไปอธิบายปรากฏการณ์ ดร.วิจิตร-คุณลลิตา-คุณสนั่น และ รตอ.ศ.ดร.วรเดช ได้อย่างไร

ใครเป็นแขก ใครเป็นอับดุล แล้วงูกะพังพอนล่ะ คือใคร

เพราะดูจากดีกรีของแต่ละท่าน (เท่าที่ผมรู้) ก็มีคุณภาพชนิดล้นแก้วด้วยกันทั้งนั้น

ดร.วิจิตร มีประสบการณ์ในการบริหารวิชาการมายาวนานที่สุดคนนึงในเมืองไทย ผมเชื่อว่า ท่านเคยเป็นประธานกรรมการสารพัดสารพันทำนองนี้ จนไม่มีทางที่ใคร หรือแม้ตัวท่านเองจะจดจำได้  แต่คราวนี้ทำไมท่านมาตายน้ำตื้น  ตรงที่เป็นประธานกรรมาธิการชุดใหญ่ แต่ไปลงนามในจดหมายเชิญของกรรมาธิการชุดเล็ก ที่คุณสนั่นเป็นประธานอยู่

ผมเข้าใจว่า ท่านอาจจะลืมไปด้วยซ้ำว่า การประชุมกรรมาธิการชุดใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ เมษายน แม้จะไม่มีเรื่องของ รตอ.ศ.ดร.วรเดช อยู่ในวาระการประชุม แต่จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะนำเข้าประชุมในฐานะเป็นวาระจรได้ ก็แบบเดียวกับที่เขาชอบทำ ๆ กันเวลาจะเอาเรื่องที่ต้องการให้ผ่านกรรมการด้วยความรวดเร็วและลุกลี้ลุกลนนั่นเแหละ

ที่ผมตั้งข้อสังเกตนี้ ก็เพราะนึกเสียดายโอกาส การที่จะได้ รตอ.ศ.ดร.วรเดช มานั้น ง่ายเสียที่ไหน แล้ววันนั้น ท่านก็มายืนจ่อรออยู่หน้าห้องประชุมแล้ว

คุณลลิตานั้น ท่านก็คุณภาพคับแก้วเช่นกัน เมื่อคราวที่ท่านยังอยู่กับคุณสมัคร ที่พรรคประชากรไทย นั้น ผมคิดเอาเองว่า คุณสมัคร คงจะพ้นวัยไปไม่นาน และมองไปที่พรรคนั้น ก็เห็นแต่คุณลลิตานี่แหละ ที่คงจะแทนกันได้

ท่านฉะฉาน เสียงดังฟังชัด พูดจาคมคาย ไหลลื่น อุดมการณ์ อุดมคติต่อเรื่องต่าง ๆ ก็ถอดพิมพ์เดียวกันมากับคุณสมัคร แม้เมื่อท่านเข้ามาอยู่ไทยรักไทยแล้ว คุณภาพของท่านก็เชื่อว่าล้นปรี่ เหมือนเดิม

คุณลลิตา อุ้ม รตอ.ศ.ดร.วรเดช ไปคุยอยู่เป็นนานสองนาน กล่อมจนท่านศาสตราจารย์กลับไป แถมคุฌลลิตายังสำทับว่าพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ ๙ เมษายน) ให้มาใหม่

คุณลลิตา ให้เหตุผลกับคุณสนั่น และนักข่าวว่า แม้จดหมายเชิญที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องเล็กนั้น (ยกเว้นท่าน และสส.ร่วมพรรคอีก2ท่านที่ผมจำชื่อไม่ได้เพราะเวลาพวกนักการเมืองจะแถลงเรื่องอะไรก็มักจะมีพวกที่มายืนๆอยู่ข้าง โดยไม่มีใครทราบว่าคนพวกคือใคร และมายืนอยู่ทำไม เลยทำให้ผมจำชื่อทั้งสองท่านที่ว่านี้ ต้องขออภัยด้วย) แต่สำหรับคนเคยเป็นครูบาอาจารย์อย่างคุณลลิตาแล้ว ท่านเห็นเป็นเรื่องใหญ่

ท่านว่าเพราะบ้านเมืองจะต้องปกครองด้วยความถูกต้องของกฎระเบียบ ความถูกต้องของจดหมายฉบับนั้นเป็นเรื่องของการรักษากฎระเบียบ จึงเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับท่าน

ผมเข้าใจว่า คุณลลิตาคงจะลืมไปว่า ที่คุณลลิตาไปบอกให้ รตอ.ศ.ดร.วรเดช มาประชุมในวันถัดไปนั้น เป็นการกล่าวด้วยวาจา ซึ่งในสารบบของระเบียบราชการนั้น ท่านถือว่าฟังได้ แต่ไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ ลายลักษณ์อักษรนั้นสำคัญกว่า และลายลักษณ์อักษรที่ถูกต้อง ก็สำคัญมากในแง่ของกฎระเบียบ อย่างที่ท่านเพิ่งพูดเองอยู่หยก ๆ

ผมไม่รู้จักคุณสนั่น แม้ว่าจะได้ยินชื่อท่านผ่านหูอยู่เรื่อย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร และคราวไหน ผมรู้สึกสงสารในบทที่ท่านได้รับมา เพราะท่านคงจะนึกว่าตัวเองได้บทที่เด่นมาก ถึงขนาดได้บทซัก(ฟอก)ถาม รตอ.ศ.ดร.วรเดช ซึ่งถือได้ว่า เป็นตัวละครเอกในเรื่องนี้

คุณสนั่น ผม  และใคร ๆ ก็ต้องพากันนึกอยู่ดีว่า บทของคุณสนั่นนี่แหละที่จะคลี่คลายละครเรื่องนี้ให้นำไปสู่ตอนจบได้

ไม่นึกเลยว่า นอกจาก รตอ.ศ.ดร.วรเดช จะไม่ยอมมาตามคำเชิญทั้ง ๓ ครั้งก่อน และพอมาคราวนี้ จู่ๆ คุณลลิตา ก็โผล่จากหลืบม่านมาโฉบตัวท่านศาสตราจารย์ไปเสียเฉย ๆ ผมเข้าใจว่า คุณสนั่นคงจะเสียหน้าไม่น้อย

แต่พอวันรุ่งขึ้น เมื่อคณะกรรมการชุดใหญ่ยุบคณะอนุกรรมการของท่านลง คุณสนั่นคงจะเสียใจ ส่วนผมนั้น งง เพราะเมื่อยุบกันง่าย ๆ ขนาดนี้ ก็เข้าใจว่า คณะทำงานชุดนี้คงไม่มีความสำคัญใดๆ  จะมีก็ได้ จะเลิกเสียก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วตั้งขึ้นมาแต่ตอนต้นทำไม

ดูเหมือนตัวละครหลัก (ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าพระเอกได้หรือไม่ และคนจะยอมรับได้ไหม) จริง ๆ ก็น่าจะเป็น รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร นี่แหละ

ท่านเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวบนเวทีน้อย เช่นเดียวกับบทเจรจาของท่าน ความจริงหากจะนึกแบบการแสดงจริง ๆ แล้ว ท่านดูลึกลับ น่าสนใจ เพราะแม้การไป อุ้มข้อสอบท่านก็ไม่ได้ปรากฏตัวบนเวทีเลย จะมีก็แต่คนที่ท่านวานให้เขาไปเอามาให้ท่าน

ฉะนั้น เมื่อท่านปรากฏตัวบนหน้าจอทีวี ทั้งรูปและเสียงพร้อมกัน จึงน่าสนใจ หลังได้ฟังคำสัมภาษณ์สั้นๆของท่าน ผมก็ออกจะเข้าข้างกับทั้งยังคัดค้านคนอื่น ๆ ที่ต่อว่าท่าน

ผมว่า ท่านดูซื่อ ๆ และตรง ๆ บทเจรจาของท่านก็ดูจะเหมือนนักแสดงที่ขึ้นเวทีเป็นครั้งแรก ดูแข็ง ๆ เหมือนกลัวลืมบทเจรจา ท่านจึงพูดซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และด้วยอาการ ท่องบท”  แม้กระนั้น ความซ้ำ ๆ ของท่านก็ดูจะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง (ตรงนี้ต้องเรียนว่าเป็นความรู้สึกของผม ซึ่งอาจจะผิด เพราะไม่อาจยืนยันเป็นรูปธรรมได้ ว่าคำพูดซ้ำๆของท่าน มันแตกต่างกันตรงไหน)

ฉะนั้น ที่ทั้งอาจารย์กาญจนา นาคสกุล และอาจารย์รัตนา สายคณิต บอกว่า ท่าน พูดไม่หมดและ พูดไม่เหมือนกัน จากครั้งแรก จนถึงครั้งสุดท้าย ผมกลับเห็นเพียงว่า ท่านท่องบทไม่เก่ง จึงพูดบทเจรจาไม่ได้สิ้นกระแสความในแต่ละคราว

ผมไม่ค่อยเข้าใจ รตอ.ศ.ดร.วรเดช จันทรศร อยู่อย่างเดียวก็คือ ตอนที่ท่านบอกว่าเข้าใจผิดที่ตอบรับคำเชิญมาให้การเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน นั้น เข้าใจว่าจะมาให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ เมื่อการณ์กลับเป็นว่าเป็นเรื่องของกรรมธิการชุดเล็ก ซึ่งไม่ตรงกับหัว และท้ายจดหมาย ท่านจึงไม่ขอให้ปากคำ

แต่ความจริง คุณสนั่นบอกว่า ก็จดหมายที่เคยเชิญไปเมื่อ ๓ ครั้งก่อน ที่หัวและท้ายจดหมายก็เขียนแบบเดียวกันทุกประการ ทำไมท่านจึงไม่เคยมาเลย จะมาติดใจอะไรกันในคราวนี้ และเป็นการคิดได้หลังจากที่คุณลลิตามาอุ้มตัวไป คุย กันตั้งชั่วโมง

 

ผมเข้าใจว่า ละครเรื่องนี้คงจบไปแล้ว

 นักข่าวคงจะเลิกสนใจ ไม่ว่าผลการสอบสวนของคณะกรรมาธิการจะเป็นอย่างไร  รตอ.ศ.ดร.วรเดช ก็คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป แล้วจัดการสอบต่อไปในปีหน้า(แม้จะไม่มีอาจารย์กาญจนาและอาจารย์รัตนา)ซึ่งคงไม่มีอะไรอึกทึกครึกโครมเพราะเข้าใจว่าบุตรหลานของบรรดาบิ๊ก ๆ คงจะเข้ามหาวิทยาลัยไปได้สมปรารถนาหมดแล้ว

เครือข่ายผู้ปกครองเด็กก็คงกลับไปทำมาหากินตามปรกติของตัว

อาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ และอาจารย์สมพงษ์ จิตรระดับ ก็ได้ชื่อคนคัดค้านครบ ๒๐๐ คนตามต้องการ แต่ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การจะคาดหวังว่าจะมีการบอยคอตต์ แซงค์ชั่น จากทั้งอาจารย์ และนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เด็กเอื้ออาทร เข้าเรียน (หากมีจริง ๆ) ก็คงจะไม่มีอะไรแบบที่เคยเกิดในสมัยเผด็จการถนอม-ประพาส ครองเมือง ด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ตรงนี้

และทั้งอาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์สมพงษ์ จิตรระดับ และอาจารย์สุชาติ ตันธนะเดชา ก็คงจะทราบดีว่า บัดนี้ เผือกร้อน อยู่ในมือของอาจารย์แล้วครับ

ขาขึ้น ขาลง และขัดขา

๕ เมษา ๒๕๔๗ 

 การลาออกของอาจารย์กาญจนา นาคสกุล และอาจารย์รัตนา สายคณิต จากการเป็นกรรมการออกข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักวิชาการทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือ ว่าเป็นผู้ที่มีวุฒิธรรม และความสุจริตเป็นที่ตั้ง

แต่สำหรับนายอดิศัย โพธารามิก รมต.ศึกษา แล้ว อาจารย์ทั้งสองมีค่าเพียงเจ้าหน้าที่๒ คน ซึ่งหากจะลาออกไป ก็ยังจะมีเจ้าหน้าที่อีกเยอะในกระทรวงที่จะเอาไว้ใช้สอย

การลาออกของทั้งสองอาจารย์ ดูจะเข้าทางของนายอดิศัย เพราะเท่ากับทางเลือกมีอยู่ ๒ ทางคือ ถ้าเลือกอาจารย์กาญจนา และอาจารย์รัตนา ก็เท่ากับจะต้องปฏิเสธ รตอ.วรเดช จันทรศร  ผลของทางเลือกนี้ ก็เท่ากับยอมรับกลาย ๆ ว่าการสอบเข้าเอื้ออาทรคราวนี้ มีมูล และเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องเข้าไปชำระเรื่องราวให้ขาวสะอาด เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน

การเข้าไปรื้อฟื้นเรื่องนี้ อาจจะนำไปสู่ความยุ่งยาก และอาจหลุดไปจากความควบคุมได้ในท้ายที่สุด

ทางเลือกนี้ ย่อมจะถือได้ว่า เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะความชำนาญของทั้งสองอาจารย์ นั้น มีต้นทุนที่สูงเกินไป เพราะท่านอยู่นอกคาถา และนอกคำสั่ง

จะสั่ง ท่านก็ไม่ยอมทำตาม (อย่างที่เห็นอยู่

จะขู่ ท่านก็เป็นข้าราชการเกษียณ จะเอาอะไรไปขู่ท่านก็ไม่มี

หรือจะตกรางวัล ก็เข้าใจว่า ยากพอ ๆ กับ ๒ มาตรการข้างต้น

ฉะนั้น ด้วยวิสัยทัศน์แบบพ่อค้า การเลือก รตอ. วรเดช (และนายพจน์ สะเพียรชัย) โดยทิ้ง อ.กาญจนา และ อ.รัตนา จึงเสี่ยงน้อยกว่า มีต้นทุนที่ถูกกว่า

แม้นักวิชาการกุมเป้า จะไม่เก่งเท่ากับทั้งสองอาจารย์ แต่ก็มีให้เลือกใช้ได้อีกมากทั้งในและนอกกระทรวง

ผลของการเลือกแนวทางนี้ ก็เท่ากับขจัดตัวปัญหาออกไป ในขณะที่รักษา รตอ.วรเดช เอาไว้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองการสอบเข้าเอื้ออาทร และลูกหลานของบรรดาบิ๊กทางการเมืองเอาไว้ได้

ส่วนเมื่อลูกหลานนักการเมืองเหล่านั้นจะเผชิญชะตากรรมอย่างไรในมหาวิทยาลัย เช่นการตกเป็นเป้าของการติฉินนินทาจากทั้งครู/อาจารย์ จากบรรดานิสิต/นักศึกษา หรือแม้กระทั่งจะถูกบอยคอตต์ ก็เป็นเรื่องในอนาคต ที่นายอดิศัยไม่ต้องคิดถึง

เพราะวิสัยทัศน์แบบพ่อค้าซีอีโอโชห่วย ย่อมนึกถึงการค้า และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเฉพาะ ๒-๓ วันข้างหน้าเท่านั้น

ความจริง นายอดิศัย แม้จะเป็นแบบอย่างของความเป็นซีอีโอโชห่วยของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่าก็คือ ตัวนายทักษิณ

พ่อค้ามักภาคภูมิใจในความสามารถของตน ที่ก่อร่างสร้างตัวมาจากเสื่อ ๑ ผืน หมอน ๑ใบ เพราะเป็นตัวแบบของความมานะพากเพียร ขยันขันแข็ง อดทน และยังประกอบด้วยปฏิภาณ ความเฉลียวฉลาด

ความสำเร็จในทางธุรกิจ ความร่ำรวย มั่งคั่ง ครอบครัวที่แสนดีและอบอุ่น จึงเป็นรางวัลตอบแทนในเบื้องปลาย

นายทักษิณและบริวาร จึงมักขายภาพว่า เขาเป็นคนตีนติดดินเคยขายกาแฟ และช่วยพ่อที่โรงหนังเมื่อคราวอยู่ต่างจังหวัด เมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนระดับหนึ่ง ก็ได้ไปเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งก็เรียนไป ทำงานไป โดยเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด (แดกด่วน) เมื่อเข้าสู่ธุรกิจ ก็ช่วยกันประกอบการกับภริยา จากทุนน้อยเท่าหอยเบี้ย จนสามารถผูกขาดกิจการโทรคมนาคมได้ และร่ำรวยขั้นมหาเศรษฐีโลก

ด้วยเหตุนี้ นายทักษิณจึงเอ่ยปากฝากงานให้ลูกลาวคนเล็ก ให้เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด (แดกด่วน) เช่นที่ตนเคยทำ และเคยเป็น

คำแนะนำของนายทักษิณ ทั้งต่อลูกสาวคนเล็ก (คนกลาง กับลูกชาย ดูจะหมดห่วง เพราะร่ำรวยจากการเล่นหุ้น) และต่อครู อาจารย์มหาวิทยาลัยว่าควรหาเวลาทำงานนอกเวลาบ้าง” (ขายฟาสต์ฟู้ด ?) จึงเป็นคำแนะนำที่จริงจากหัวใจของพ่อค้าแบบนายทักษิณ

หลายคน ทั้งสื่อ ทั้งสาธารณชน และคณะที่ปรึกษาของบริษัทไทยรักไทย จำกัด กล่าวว่า ความปากไวของนายทักษิณ จึงทำให้เกิดอาการขาลง (ของบริษัทไทยรักไทยจำกัด) และของตลาดหุ้น ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จทุกประการของรัฐบาลชุดนี้)

ผมหาความหมายของคำว่าปากไวในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๒) ไม่พบ จะมีที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุดก็คือคำว่าปากไม่มีหูรูด”)

ท่านให้ความหมายปากไม่มีหูรูดว่า พูดพล่าม พูดพล่อย หรือพูดโดยไม่ยั้งคิดเสียก่อนว่า อะไรควรพูด หรือไม่ควรพูด” (หน้า ๖๙๒)

ผมกลับคิดว่า จริตของนายทักษิณ ไม่ตรงกับคำว่าปากไวหรือแม้ปากไม่มีหูรูดสิ่งที่นายทักษิณพูดนั้น ตรงกับใจจริงของเขา

พ่อค้า ย่อมคิดถึงสินค้า และคิดแบบพ่อค้า

นายทักษิณ แสดงตัวตนของความเป็นพ่อค้าอย่างไม่ต้องปิดบังอำพรางใด ๆ

ผมหวนรำลึกถึงภาพนายทักษิณเมื่อทราบข่าวของชัยชนะการเลือกตั้งชนิดถล่มทลายว่า วันนั้น นายทักษิณดื่มกาแฟจากถ้วยกระดาษสตาร์บั๊ค (กาแฟสายพันธุ์อเมริกันซึ่งถือกำเนิดที่ชิคาโก) หลังให้สัมภาษณ์สั้น ๆ นายทักษิณ กับนายพานทองแท้ ก็ขับรถกอล์ฟออกไป (นัยว่าไปตีกอล์ฟทางการเมืองกับนักการเมืองซึ่งนิยมสุมหัวกันอยู่ตามสนามกอล์ฟ และนิยมเรียกกลุ่มตัวเองว่า ก๊วน

เมื่อคราวหวัดนกระบาด นายทักษิณ พร้อมพนักงานรัฐบาลไทยรักไทย จำกัด ทุกหัวหน้าแผนก ได้ร่วมสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัยในการกินไก่ โดยสั่งไก่ทอดมาจากร้าน เคเอฟซี (ไก่ทอดสายพันธุ์อเมริกัน ที่มีสโลแกนเริ่มแรกว่ากินแล้วเลียนิ้วด้วย”)

ฉะนั้น เมื่อคราวที่จะให้ลูกสาวทำงานฆ่าเวลา ขณะรอฟังผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ด้วยใจระทึก.....ของสาธารณชน เพราะเธอกล่าวตรงจากใจว่า หากเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้เลย ก็จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชินวัตรของพ่อเธอ ไม่ทราบว่าจะเป็นการวิจารณ์คุณภาพของมหาวิทยาลัยนี้อย่างไร หรือไม่) นายทักษิณจึงเลือกร้านแมคโดนัลด์ (ขนมปังสอดไส้เนื้อสายพันธุ์อเมริกัน) เพราะรู้จักสนิทดีกับเจ้าของบริษัท

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นการแสดงตัวตนที่แท้จริง/ที่ชัดเจนของนายทักษิณ มิใช่อาการปากไวอย่างที่ชอบพูด ๆ กัน

และด้วยเหตุนี้ นายทักษิณจึงเกรี้ยวโกรธอย่างสุด ๆ เมื่อบริวารของบริษัทแผนกต่าง ๆ (นายอุทัย แผนกที่ปรึกษา และรัฐสภา, อดีตวีรบุรุษซึ่งมีเกียรติสูงส่งจากการต่อต้านเผด็จการถนอม /ประพาส  นายกร อดีตหัวหน้าพรรคขนาดกลาง  และนางสุดารัตน์ อดีตขวัญใจผู้ลงคะแนนเสียงย่านบางกะปิ) มาวิจารณ์ว่า อาการขาลงของบริษัทไทยรักไทย จำกัด เกิดเพราะหลายสาเหตุ รวมทั้งความปากไวของหัวหน้าบริษัทด้วย

หัวหน้าแผนกต่าง ๆ ดังกล่าว ได้กล่าวอำพราง(ต่อสาธารณชน และหัวหน้า) ว่า ขาลง-ขาขึ้น เป็นเพียงความหมายถึงสายการบังคับบัญชาในบริษัทจำกัดเท่านั้น

ผมเชื่อว่า สาธารณชนไม่เชื่อ เช่นเดียวกับหัวหน้าบริษัทก็ไม่เชื่อ และแม้กระทั่งตัวหัวหน้าแผนกดังกล่าวข้างต้น ก็คงไม่เชื่อเหตุผลของตัวเอง/ไม่เช่นนั้น คงจะเป็นการดูแคลนสติปัญญาของทุก ๆ คนจนเกินไป

ความเป็นพ่อค้าของนายทักษิณ จึงทำให้เขากล้าที่จะกล่าวอย่างเปิดเผยว่าบริษัทก็คือประเทศ/ประเทศก็คือบริษัท ทั้งสองอย่างนี้เหมือนกัน การบริหารการจัดการก็เหมือนกัน” (อ้างตาม ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในรายงานวิชาการชื่อ “ A country is a company, a PM. is a CEO” – ประเทศก็คือบริษัท, นายกก็คือ ซีอีโอ ซึ่งนายทักษิณเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐)

.ผาสุก ยังได้กล่าวต่อไปว่า การก้าวขึ้นมาของนายทักษิณ ถือได้ว่า เป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของบรรดาบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ต่อการเมืองของไทย

กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ควบคุมทั้งเทคโนโลยี ความรู้ การศึกษา การตลาด และการเงิน

ระบอบการเมืองเดิม (ก่อนปี ๒๕๔๐) ไม่อาจรักษาผลประโยชน์ของพวกเขาได้ดีพอ ฉะนั้น วิธีการเดียวที่จะต้องกระทำคือการเข้าครอบงำระบอบการเมืองโดยตรง

ต้องทำการเมืองให้เป็นธุรกิจ ทำประเทศให้กลายเป็นบริษัท แล้วใช้การบริหารแบบธุรกิจเข้าไปบริหารจัดการการเมืองทั้งหมด

หัวหน้ารัฐบาล จึงระลึกเสมอว่า ตนเป็นหัวหน้าบริหารบริษัท (CEO)

สายการบังคับบัญชา จะต้องเริ่มจากซีอีโอ แล้วบัญชาลงไปยังเบื้องล่าง ซึ่งมีหัวหน้าแผนก หัวหน้ากอง และหัวหน้าหน่วยรองรับ

และซีอีโอ ย่อมสามารถล้วงลูกลงไปได้ในทุก ๆ ระดับ 

รัฐมนตรี และรัฐสภา (ทั้งล่างและบน) จึงกลายสภาพมาเป็นหัวหน้าแผนก

ระบบราชการทั้งระบบ กลายสภาพเป็นหัวหน้ากอง

การโยกย้ายเจ้าพนักงานบริษัทจึงเกิดขึ้นโดยง่าย อย่างที่นายทักษิณบ่นเมื่อวันศุกร์ที่ ๒ เมษายน ว่าเหนื่อย และเบื่อกับการย้าย และปลดคน

คนแรกที่ถูกปลดย้าย (เพราะเป็นทั้งการปลดออกจากตำแหน่งเดิม และย้ายไปสู่ตำแหน่งใหม่) ก็คือ นายเกริกไกร จีระแพทย์ (ปลัดกระทรวงพาณิชย์) และคนสุดท้าย (ขณะที่เขียนบทความนี้) ก็คือ พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์

ในระหว่าง ๒ คนนี้ ยังมีอีกมากมายตามรายทาง และระยะเวลา

และที่โยกและย้ายเพื่อเป็นการให้คุณก็ยังมีอีกมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติของตน ของภรรยา และของบริวารในบริษัท

เพื่อให้ธุรกิจการเมืองในระบอบบริษัทไทยรักไทย (จำกัด) สามารถผูกขาดได้อย่างเต็มที่ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ตามการวิเคราะห์ของ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์)

การปลด ย้าย โยก และย้ายในบางคราว ยังอาจใช้วิธีการจ่ายเงินเก๋าเจี๊ยะด้วย ดังจะเห็นถึงคำเรียกร้องของบริวารในแผนกรัฐสภา จะขอเบี้ยประชุม หรือการจ่ายเงินเก๋าเจี๊ยะให้ลูกน้องในแผนกรัฐสภาแบบให้เปล่าในช่วงสงกรานต์

ปรากฏการณ์ปลดย้ายข้าราชการนั้น ทำได้ยากอยู่เหมือนกัน เพราะติดระเบียบราชการหลายอย่าง การปลดย้ายพวกเช้าชาม-เย็นชาม จึงทำได้ ๒ ทาง คือการใช้เงินล่อให้ลาออกไปเอง หรือการย้ายไปอยู่ที่ไกลปืนเที่ยง

ประเภทหลังนี้ ก่อให้เกิดข้าราชการแปรพักตร์ไปเป็นสมุนเจ้าพ่อท้องถิ่น เพราะพวกนี้รู้ดีว่า เอาดีในระบบไม่ได้ แต่ไปเอาดีจากเจ้าพ่อนั้นง่ายกว่า (.เบเนดิค แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สรุป)

การบริหารบริษัทไทยรักไทย จำกัดนั้น ดำเนินแนวนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดขึ้น ทั้งแก่คนจน และคนรวยในคราวเดียวกัน (dual track ตามคำของ ศ.อัมมาร์ สยามวาลา)

โดยการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจที่เกิดการชะงักงัน เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ โดยอาศัยทฤษฎีเศรษฐกิจแบบเคนส์ ผสมกับทฤษฎีแชร์แม่ชม้อย กล่าวคือ :

เม็ดเงินจำนวนมาก ถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเศรษฐกิจตามทฤษฎีของเคนส์

และการเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ตามทฤษฎีของแชร์แม่ชม้อย ก็เพื่อจุนเจือให้วิธีการแรกเกิดประสิทธิผล

การใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ แม่ชม้อย ก่อให้เกิดนโยบายประชานิยมจำนวนมาก (สุดจะจารนัย) ซึ่งอาจสรุปได้ว่าคืออาการขาขึ้นตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา

ต่อมาเมื่อถึงต้นปีนี้ คือตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ร้ายแรงหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลสะเทือนต่อบริษัทไทยรักไทย จำกัดอย่างรุนแรง

จนทำให้ ทั้งสื่อมวลชน สาธารณชน และแม้กระทั่งภายในระบอบทักษิณเอง เริ่มพูดถึงอาการขาลงอย่างหนาหูขึ้นทุกที

การปล้นค่ายทหาร เผาโรงเรียน ความตายของนายทหารไทยที่อิรัก การแก้ปัญหาไข้หวัดนก การโยกย้ายนายทหารและตำรวจ การกระจายหุ้นอันเนื่องจากการแปรรูป ปตท.จนกระจุกอยู่ที่บริวารว่านเครือของบริษัท ๑๐ ตระกูล การปรับครม. ซึ่งได้รับคำวิจารณ์ว่าก็คนเดิม ๆการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่สงขลา

การปล้นกลางแดดซ้อน ๆ กันถึง ๓ ครั้งคือ การปล้นทีวีเสรีการปล้นข้อสอบเข้าเพื่อเอื้ออาทร และการปล้นคดีทุจริตยา

การชุมนุมประท้วงยืดยาวของรัฐวิสาหกิจซึ่งเริ่มได้รับแรงหนุนจากนักธุรกิจ (นายเกษม จาติกวณิช และอดีตผู้ว่าฯกฟผ.เกือบทุกคน นายณรงค์ โชควัฒนา) นักวิชาการ และประชาชน (ที่เกรงว่าจะต้องจ่ายค่าสาธารณูปโภคราคาแพง และเกรงว่าผลประโยชน์จะไปตกกับ ๑๐ ตระกูลอภิสิทธิ์ชน)

และประการสุดท้ายคือการหน่ายร้างของสื่อมวลชนหลายสำนัก (โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งควบคุมได้ค่อนข้างยาก เว้นแต่จะมีสายป่านที่เยอะและยาวมาก ๆ)

(นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงการต่อรองผลประโยชน์ของบรรดานักการเมือง มุ้งการเมือง พรรคการเมืองที่มีมากขึ้น และคุมยากขึ้น)

ทั้งหมดนี้ อาจส่ออาการขาลงที่ไม่ใช่ทั้งการเดินก็ต้องเอาขาลงดิน” (นายทักษิณ และนางสุดารัตน์) และไม่ใช่ทั้งการติดต่อบัญชาการจากระดับบนมาระดับล่าง” (นายกร และนายอุทัย)

แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการแบบขาขึ้น แต่ก็ถาโถมทับซ้อน จนพ่อค้าซีอีโอโชห่วยต้องก่ายหน้าผาก

ได้มิตรจากแดนไกล แต่อาจเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน

กรุงเทพธุรกิจ 27 ตุลาคม 2546

ทรงยศ แววหงษ์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

          วันที่ 18 ตุลาคม 2546 ขณะที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช แวะที่โตเกียว ในระหว่างเส้นทางสู่การประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ  ที่เมืองคาร์บาลา ในประเทศอิรักได้เกิดการยิงกัน ทหารอเมริกันตาย 4 คน คนอิรักตาย 9 และมีคนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายอีกจำนวนหนึ่ง

          และในขณะเดียวกันการประชุมกลุ่มประเทศมุสลิมนานาชาติที่มาเลเซีย ก็ได้มีมติหลายประการ หนึ่งในหลายประการที่ว่าก็คือ เจตนารมณ์ที่จะให้อิรักปลอดจากการเข้าครอบครองจากทหารต่างชาติ

          นายบุช เดินทางแวะญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และจะลงท้ายที่ประเทศไทย ประเทศทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในสงครามต่ออิรัก ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และอังกฤษทั้งสิ้น

          ทุกประเทศมีส่วนร่วมที่อาจแตกต่างกันในระดับของการร่วมในสงคราม อังกฤษ และออสเตรเลียเดินหน้าอย่างเต็มสูบ ฟิลิปปินส์แข็งขันน้อยกว่า 2 ประเทศแรก แต่ก็มากกว่าสิงคโปร์ และไทย ทั้งนี้ก็เพราะแต่ละประเทศหวังผลจากการเข้าร่วมสงครามกับอเมริกาในระดับที่แตกต่างกันไป

          อังกฤษ และออสเตรเลีย มีความรู้สึกว่า เครือข่ายมุสลิมหัวรุนแรงในชื่อต่างๆ กัน เป็นอันตรายต่อความมั่นคงภายในประเทศของตน อังกฤษซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า เป็นต้นทางของเต้าข่าว และการปั่นข่าวอาวุธอำนาจทำลายล้างรุนแรง  นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรี ได้นำประเทศเข้าร่วมสงครามนี้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดยอมเสียความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย 

          ขณะนี้ความนิยมในตัวนายแบลร์ในหมู่คนอังกฤษ เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ และอาจจะถึงที่สุดเมื่อผลของการสอบสวนคดีความตายของนายเดวิด เคลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของรัฐบาลเอง (ซึ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจประกาศสงครามอิรัก) จะสรุปผลในประมาณเดือนธันวาคม นี้

          ออสเตรเลียนั้น เชื่อว่า การวางระเบิดสถานบันเทิงที่เกาะบาหลี ซึ่งมีคนออสเตรเลียได้ตายไปเกือบ 200 คน นั้น เกี่ยวพันกับเครือข่ายของพวกมุสลิมหัวรุนแรง และเชื่อมโยงไปถึงอิรัก อัฟกานิสถาน อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย

          ฟิลิปปินส์นั้น มีปัญหาของการก่อการร้ายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาบูเซยาฟ ทั้งฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ที่มีกองทหารที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่งกับกองทัพสหรัฐอเมริกา

          ประธานาธิบดีบุช นอกจากจะมาปรากฏตัวในการประชุมเอเปคแล้ว ก็ยังพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอบคุณที่ส่งทหารไปร่วม "ฟื้นฟู" ประเทศ ทั้งในอัฟกานิสถาน และอิรัก อีกทั้งยังแสดงการยกย่องให้ไทยเป็น "พันธมิตรพิเศษ" นอกกลุ่มนาโต ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ข้อมูลข่าวกรอง และการวิจัยและพัฒนาการทหารร่วมกับสหรัฐอเมริกาด้วย

          ทั้งหมดที่เกี่ยวกับไทยนั้น ฟังแล้วดูดีเกือบหมด แต่ผมอยากให้เราลองตั้งสติแล้วค่อยๆ ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหลายดูอีกที

          สถานะของบุชและแบลร์

          ทั้งบุชและแบลร์นั้น อยู่ในฐานะที่ไม่สดใสนักในเรื่องที่เกี่ยวกับอิรัก ทั้งคู่อยู่ในฐานะที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะประเมินว่า การประกาศสงครามลุยอิรักโดยไม่ได้การรับรองจากสหประชาชาตินั้น ทุกอย่างจะดีขึ้นหากค้นพบอาวุธอานุภาพทำลายล้างรุนแรง หรืออาวุธชีวภาพในอิรัก  แต่การณ์กลับเป็นว่า สงครามจบลงรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ การต่อต้านโดยกองทัพอิรักเกือบไม่มี อาวุธร้ายแรงชนิดใดๆ ก็ไม่เจอะเจอพอที่จะสร้างความชอบธรรมในการกระทำสงครามคราวนี้เลย

          นายแบลร์ แม้จะยังใจดีสู้เสือ และยืนยันต่อสาธารณะเสมอว่า ในที่สุดก็จะต้องพบอาวุธร้ายแรงที่ว่า  และแม้ว่าท่าทีที่ดูจริงใจของเขา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่เคยเป็นที่นิยมของคนอังกฤษ แต่ผลกลับเป็นว่า ความนิยมในตัวเขากลับตกต่ำลงเรื่อยๆ แถมคณะกรรมการพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนความตายของ ดร.เดวิด เคลลี ผู้เชี่ยวชาญทางอาวุธ อาจนำไปสู่การสรุปว่า นายแบลร์ตัดสินใจผิดพลาดเกี่ยวกับอาวุธร้ายแรงของอิรัก จนนำพาประเทศเข้าสู่สงครามโดยไม่จำเป็น

          ส่วนนายบุชนั้น ด้านหนึ่งมีสถานะที่ดีกว่า เพราะคนอเมริกันฝังหัวเชื่อว่า การถล่มอิรักเป็นการตัดเชื้อการก่อการร้ายแต่ต้นลม เพราะกรณีระเบิดตึกแฝดเวิลด์เทรดเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2001 ได้สร้างความกลัว (และอาจเกลียด "แขก") จนกลายเป็นความแค้นฝังใจ นายบุชอาศัยความกลัว-เกลียด และเคียดแค้นของชาวอเมริกัน ไปถล่มอิรัก ฉะนั้น แม้จะไม่เจออาวุธร้ายแรง คนอเมริกัน ก็ยังรับได้อยู่ดีต่ออาชญากรรมที่นายบุชมีต่อชาวอิรักทั้งประเทศ

          ปัญหาของนายบุชก็คือ ทำอย่างไรจะได้เงินเพิ่มเพื่อไปรักษาสถานะของตนในอิรัก (และอัฟกานิสถาน) การแถลงคำขอเงินอีก 87 พันล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการนี้ต่อรัฐสภานั้น ไม่แน่ว่าจะได้รับตามคำขอ ส่วนในเวทีระหว่างประเทศนั้น การขอให้สหประชาชาติเข้าไปช่วยแบกรับภาระ (เพื่อสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐ และแบ่งภาระค่าใช้จ่าย) โดยไม่ยอมมอบบทบาทผู้นำให้กับสหประชาชาติ สหรัฐก็ได้รับการตอบรับอย่างเย็นชาเช่นกัน

          ส่วนทริปที่บุชกำลังเดินทางอยู่ในเอเชียขณะนี้นั้น บุชคงเข้าใจดีว่า การจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินนั้น ก็คงจะหวังได้ก็แต่จากญี่ปุ่น (ได้ไป 1.5 พันล้านดอลลาร์) เท่านั้น  ไทยกับฟิลิปปินส์ก็คงช่วยได้แต่ส่งทหารไปร่วม "บูรณะ หรือฟื้นฟู" ประเทศอิรักเท่านั้น แต่แค่นี้ สหรัฐก็คงจะพอใจแล้ว ไม่เช่นนั้น บุชคงไม่กล่าวคำผูกมัดตนในรัฐสภาของฟิลิปปินส์ว่า จะช่วยจัดการกับพวกอาบูเซยาฟ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า จะยกฐานะให้ไทยเป็นพันธมิตรพิเศษทางการทหาร

          แต่สัญญาทั้งหมดนี้ คงจะขึ้นกับ 87 พันล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลบุชจะได้รับจากรัฐสภา และ/หรือนายบุชจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยในปีหน้านี้เท่านั้น

          สถานะของทหารไทยในคาร์บาลา

          ทหารไทยเกือบ 400 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติการ "เพื่อมนุษยธรรม" และ "เพื่อบูรณะและฟื้นฟูประเทศ" ยังเมืองคาร์บาลาในอิรัก และอัฟกานิสถาน  นัยว่าเป็นเมืองที่สถานการณ์ปลอดภัย และงานของเราเกี่ยวกับการแพทย์และการทหารช่างไทย และจะทำงานภายใต้การบัญชาการของกองพลน้อยโปแลนด์

          เรามักเข้าใจกันไปเองว่า งานของช่างซ่อมแซม และงานการแพทย์ น่าจะทำให้เราปลอดภัยจากการลอบซุ่มโจมตีจาก "ผู้จงรักภักดีต่อระบบเก่า" (ตามคำเรียกขานของสหรัฐ)

          ความจริงเราควรจะเข้าใจเสียใหม่ว่า ทหารของเราอยู่ภายใต้ร่มธงของสหรัฐอีกทีหนึ่ง ซึ่งในสายตาของอิรักแล้ว สหรัฐอเมริกามีฐานะเป็นทั้งผู้ปลดปล่อยจากระบบหฤโหดของซัดดัม ฮุสเซ็น ก็จริง แต่ก็มีฐานะเป็นผู้เข้ายึดครองประเทศอิรักด้วย  ยิ่งนานวันที่สหรัฐไม่สามารถรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในอิรักได้ดีพอ ภาพของสหรัฐในฐานะผู้ยึดครองที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และอาจกลบทับภาพของผู้ปลดปล่อยจนหมดไปสิ้น

          แม้สหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีฝึกฝนให้คนอิรักจัดการกับคนอิรักเอง และระดมทหารนานาชาติให้มาเป็น "ผักชี" ให้กับกองทหารอเมริกันเท่าไร  ตราบเท่าที่สหประชาชาติยังไม่มีบทบาทนำอย่างแท้จริง กองทหารของไทยเราก็อาจมีฐานะเท่ากับเป็นกองกำลังของสหรัฐอยู่ดี

          เราต้องไม่ลืมว่า แม้หน่วยงานของสหประชาชาติเอง (ซึ่งใครๆ ก็คิดว่าเป็นกลางแล้ว) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่กลางกรุงแบกแดด ก็เคยถูกโจมตีอย่างรุนแรงมาแล้ว จนสหประชาชาติเองต้องถอนเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ออกจากแบกแดด เช่นเดียวกับองค์การกาชาดสากล ซึ่งก็ต้องกระทำตามในแบบเดียวกัน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ของตน  ภาพพจน์ของทหารไทยชุดแพทย์สนามคงจะไม่ดีไปกว่าองค์การกาชาดสากล ซึ่งเกี่ยวกับการแพทย์และเป็นกลางทางการเมืองเป็นแน่

          ฉะนั้น การปะทะกันระหว่างทหารอเมริกัน กับฝ่ายนิยมศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่เพิ่งผ่านมานี้ คงจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทหารไทยควรจะต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่  คาร์บาลาไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยชั้นสูงกล่าวเอาไว้เมื่อตอนส่งทหารชุดแรก 21 นายไปอิรักเป็นแน่

          การดำเนินชีวิตของทหารไทยในคาร์บาลาเมืองศักดิ์สิทธิ์ ของพวกชีอะห์ (เพราะเป็นที่ฝังศพของอาลี บุตรเขยของพระมะหะหมัด) คงจะต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เราคงจะต้องตระหนักว่า เมื่อระบอบเก่าซัดดัมสูญสลายอำนาจไป พลังที่เป็นกลุ่มก้อนที่สุดของชาวอิรักก็คือ กลุ่มชีอะห์นี่เอง ซึ่งหากเราไม่ลืม เราก็คงจะจำได้ว่า กลุ่มชีอะห์นับหมื่นคน ได้รวมตัวกันที่เมืองนาจาฟ เมืองศักดิ์สิทธิ์อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ช้างเคียงคาร์บาลา เพื่อจะแห่ศพผู้นำศาสนาของเขาที่ถูกลอบฆ่าตายด้วยระเบิดเมื่อเดือนที่แล้ว

          ไทยกับเพื่อนบ้าน

          ในขณะที่เราเอาใจสหรัฐอเมริกา เพื่อจะได้รับการยกย่องให้เป็นพันธมิตรพิเศษทางทหาร และอาจจะตามมาด้วยผลประโยชน์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา แต่ขณะเดียวกัน เราก็มีเพื่อนบ้านเป็นประเทศอิสลามขนาดใหญ่ถึง 2 ประเทศ ด้วยกัน อันได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

          มหาธีร์ ผู้นำทางการเมืองของมาเลเซียเอง ตีความว่า การรณรงค์ปราบผู้ก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำต่อชาวมุสลิมโดยรวม ฉะนั้น การที่เราเอาอกเอาใจสหรัฐจนเกินกว่าเหตุ แน่นอนที่สุดที่ย่อมจะเป็นที่หวาดระแวงของเพื่อนบ้านทั้งสองเป็นแน่แท้

          แม้ทั้งสองประเทศ จะต้องการกำราบและปราบปรามพวกมุสลิมหัวรุนแรง แต่เราคงจะเห็นว่า อินโดนีเซียเลือกใช้วิธีดำเนินการทางการศาลต่อผู้ต้องสงสัยก่อการระเบิดในบาหลีและโรงแรมแมริออทที่ประเทศของเขา ภายใต้กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายของเขาเอง

          ซึ่งผิดกับกรณีที่เราจับนายฮัมบาลีส่งให้สหรัฐอเมริกาไปดำเนินการต่อ เราไม่ทราบว่า สหรัฐ จัดการกับนายฮัมบาลีอย่างไร และที่ไหน หลายฝ่ายคาดเดาว่า คงจะถูกส่งไปที่ค่ายควบคุมตัวที่อ่าวกวนตานาโม เช่นเดียวกับเชลยตาลีบัน และเชลยศึกอิรัก  การควบคุมตัวคนเหล่านี้ สหรัฐใช้วิธีการอันทารุณในการสอบสวน ไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาที่ชัดเจน ละเมิดสิทธิ์ในการตั้งทนายแก้ต่าง และควบคุมตัวโดยไม่มีกำหนด สิ่งเหล่านี้ ถูกมองว่า ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เปิดเผย และไม่นำพาต่อกฎหมายใดๆ ในโลก

          คำปราศรัยของนายบุชที่ประเทศไทย ก็เหมือนกับที่ปราศรัยต่อรัฐสภาในฟิลิปปินส์และที่ไหนๆ  ในโลก ที่เขาเดินสายปราศรัย  สาระที่ซ้ำซากเป็นแผ่นเสียงตกร่องก็คือ ประณามการก่อการร้ายว่า การก่อการร้ายในนามของศาสนา (ซึ่งมักจะหมายถึงพวกมุสลิม) นั้น แท้จริงแล้วไม่มีศาสนาใดๆ ที่จะเห็นชอบด้วยต่อความรุนแรง และยังเรียกร้องให้นานาชาติผนึกกำลังกันต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกับสหรัฐ

          ทั้งนี้ และทั้งนั้น บรรดาประเทศมุสลิม และประเทศเล็กๆ อีกจำนวนมากในโลก คงอยากจะบอกนายบุชว่า ผู้ก่อการร้ายระดับโลกตัวจริงก็คือ นายบุช นั่นเอง

จงอย่าเป็นปฏิบัติการม้าอารี

9 กันยายน 2546

 ทหารไทยจำนวน 21 นายเดินทางออกจากเมืองไทยเพื่อไปร่วม ปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม ที่ประเทศอิรัก เมื่อเวลา 6.30 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2546 สืบเนื่องมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546

 พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้โอวาททหารไทยว่า ให้มีวินัย รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของไทย และแสดงความห่วงใยว่าให้ระมัดระวังเรื่องการถูกเอาเปรียบ ไม่ให้มีการมอบภาระซึ่งเกินกว่าหน่วยอื่น ๆ (ของชาติอื่น ๆ ที่ร่วมปฏิบัติการคราวนี้)  นี่เป็นมิติใหม่ของการปฏิบัติการของทหารไทย นับแต่การปฏิบัติการในติมอร์ตะวันออก

 ทหารไทยจะปฏิบัติการร่วมภายใต้การบัญชาการของกองพลน้อยที่ 1 ของโปแลนด์ และจะปฏิบัติการที่เมืองคาร์บาลา ซึ่งจะต้องดูแลพื้นที่ต่อเนื่องกับเมืองนาจาฟ ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 400 กิโลเมตร

 การเดินทางของทหารไทยคราวนี้ดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองและการทหารที่สลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่งของการยึดครองอิรักของกองกำลังร่วมอเมริกัน-อังกฤษนับตั้งแต่การประกาศสิ้นสุดสงครามโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมปีนี้

 นับตั้งแต่การประกาศดังกล่าวของนายบุช การปฏิบัติการค้นหาอาวุธอานุภาพทำลายล้างรุนแรง (MDW) ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ในขณะที่ทหารอเมริกันและอังกฤษกำลัง ตายรายวัน

 ในอังกฤษ นายโทนี่ แบลร์ ตกเป็นเป้าของการสอบสวนเกี่ยวกับความตายของ ดร.เดวิด เคลลี่ ผู้เชี่ยวชาญทางอาวุธของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อความในรายงานที่ส่งให้รัฐบาลที่ว่า อิรักมีศักยภาพในการปฏิบัติการอาวุธอานุภาพทำลายล้างรุนแรงได้ภายในเวลา 45 นาที ซึ่งสาธารณชนเชื่อกันว่าเป็นที่มาของการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษและอเมริกาที่เข้าไปทำสงครามในอิรัก

 ความนิยมในตัวของนายแบลร์ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นว่านายแบลร์ใช้ข้อมูลที่ผิดพลาดตัดสินใจผิดพลาดและนำพาประเทศเข้าสู่สงครามโดยไม่จำเป็น

ส่วนในอิรักนั้น นอกจากการ ตายรายวัน ของทหารอังกฤษและโดยเฉพาะอเมริกันแล้ว การวินาศกรรมสำคัญเกิดขึ้นตลอดเวลา นับจากการลอบทำลายท่อลำเลียงน้ำมันจากอิรักไปตุรกี การทำลายท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ในกรุงแบกแดด การลอบวางระเบิดทำลายที่ทำการของสหประชาชาติกลางกรุงแบกแดดจนเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงที่สุดคือนายเซอร์จิโอ เดอ เมลโย ถึงแก่ชีวิต  หน่วยงานกาชาดสากลประกาศถอนเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ออกจากอิรัก และล่าสุดคือ การลอบวางระเบิดสังหาร อยาโตเลาะห์ อับดุลเลาะห์ บักเคอร์ อัล-ฮากีม (Abdoullah Baqr al-Hahim) ผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามนิกายชิอะต์ ที่เมืองนาจาฟ

 โลงศพบรรจุชิ้นส่วนของร่างกายของท่านฮากีมถูกแห่งแหนโดยประชาชนจำนวนนับหมื่น ๆ คน จากเมืองนาจาฟไปยังเมืองคาร์บาลา และกลับมายังนาจาฟเพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อไป

 ในแง่ของการเมืองนั้น สหรัฐอเมริกาพยายามกีดกันบทบาทของสหประชาชาติ และได้ตั้งสภาการปกครอง (Governing Council) ภายใต้ผู้ว่าการชาวอเมริกันคือนายพอล เบรเมอร์ (Paul Bremer) ซึ่งล่าสุดได้ประกาศจัดตั้งรัฐมนตรีชั่วคราว ประกอบด้วยตัวแทนชนกลุ่มต่าง ๆ โดยมีองค์ประกอบของผู้นำชิอะต์ 15 คน สุนหนี่ 5 คน คริสเตียน 1 คน ชนชาวเคิร์ด 5 คน และเตอร์กอีก 1 คน

 ในขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้ นานาชาติ ช่วยส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการในอิรัก (ภายใต้การนำของสหรัฐฯ) ซึ่งมีชาติที่ตอบรับที่ล้วนแล้วแต่ เกรงใจ สหรัฐฯ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และโปแลนด์ เป็นต้น ซึ่งเราคงจะจำได้ว่าก่อนสงครามนั้น ชาติเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ลังเลใจว่าจะเข้าร่วมสงครามกับสหรัฐฯ และอังกฤษในขอบเขตใด บ้างก็ถึงขนาดต่อรองผลประโยชน์เรื่องความช่วยเหลือที่อเมริกาจะมีต่อตน เช่นกรณีตุรกีและโปแลนด์

 ไทยนั้นพลิกพลิ้วอยู่ห่าง ๆ ซึ่งก็ได้รับการต่อว่าต่อขานจากอเมริกาพอควรทีเดียว

 ในช่วงที่ไทยส่งกองกำลังล่วงหน้า 21 นายไปร่วมปฏิบัติการคราวนี้ (ทหารอีก 400 นายจะถูกส่งเข้าไปสมทบอีกในราววันที่ 20 กันยายนนี้) สหรัฐฯ ได้กดดันด้วยท่าทีข่มขู่ของนายบุชเหมือนเคยให้สหประชาชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น  แต่ข้อเสนอของสหรัฐฯและอังกฤษก็ได้รับการปฏิเสธจากฝรั่งเศสและเยอรมนีทันที โดยให้เหตุผลว่าบทบาทที่สหรัฐอเมริกาจะมอบให้กับสหประชาชาตินั้นยังไม่พอเพียง อีกทั้งยังเสนอว่าควรจะให้อิรักมีบทบาทฟื้นฟูประเทศอย่างแท้จริง  ข้อเสนอของฝรั่งเศสและเยอรมนีได้รับการขานรับจากรัสเซียในทำนองเดียวกัน

 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อนดังกล่าวมาข้างต้นนี้ มีคำถามว่าไทยเราจะมีบทบาทในคราวนี้ได้อย่างไร  และความจริงเราน่าจะได้ทราบด้วยว่าคณะรัฐมนตรีของไทยซึ่งได้มีมติในวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานั้นได้ใช้ข้อมูลอะไรในการปฏิบัติการ คุณขอมา ของสหรัฐฯ

 หากจะยึดเหตุผลว่าทหารของเราจะได้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับทหารนานาชาติเช่นที่ พ.ท. พีรพงศ์ โพธิ์เหมือน (ฝ่ายยุทธการกองกำลัง) กล่าวว่า “….ทั้งยังได้เห็นเทคโนโลยี อาวุทยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ ของกองทัพต่างประเทศ…” ก็พอฟังได้ แต่เราก็จะต้องทราบว่าปฏิบัติการคราวนี้ย่อมจะแตกต่างจากกรณีติมอร์ตะวันออกอย่างลิบลับ

 กรณีติมอร์ตะวันออกนั้น เราเข้าไปปฏิบัติการได้อย่างงดงามน่าภาคภูมิใจ ทั้งนี้เพราะเราไปในนามของสหประชาชาติ และที่สำคัญที่สุด เราไปทำงานภายใต้ความต้องการของผู้นำที่แท้จริงของติมอร์ตะวันออก

 แต่ในคราวนี้ การปฏิบัติงานของเราจะต้องดำเนินไปภายใต้ร่มธงของสหรัฐฯและอังกฤษ ซึ่งความชอบธรรมในการประกาศสงครามและการยึดครองอิรักเต็มไปด้วยความน่ากังขา  แม้จะมีการตั้งคณะรัฐมนตรีชั่วคราวชาวอิรักขึ้นมาแล้ว แต่คณะรัฐมนตรีที่ว่านี้ก็อยู่ภายใต้อาณัติของสหรัฐอเมริกา

 และถึงแม้ว่าสหประชาชาติอาจจะเข้าร่วมในท้ายที่สุด (ซึ่งในขณะที่เขียนบทความนี้ ก็ยังไม่ค่อยเห็นวี่แววนัก) สำหรับชาวอิรักแล้ว ภาพของสหประชาชาติก็ถูกทับซ้อนด้วยภาพมหึมาของสหรัฐฯอยู่ดี

 เพราะชาวอิรักทราบดีว่า ความยากลำบากตลอด 12 ปีที่ผ่านมาที่เด็ก ๆ ต้องตายเพราะขาดอาหาร คนจำนวนไม่น้อยต้องตายเพราะขาดเวชภัณฑ์ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะฝืดเคืองอย่างสาหัสก็เพราะสหประชาชาติประกาศเขตห้ามบินทั้งทางตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศ อีกทั้งประกาศห้ามอิรักขายน้ำมันซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

 ฉะนั้น ภาพที่น่าชังของสหประชาชาติจึงไม่ค่อยแตกต่างจากภาพของสหรัฐฯสำหรับชาวอิรักตลอด 12 ปีที่ผ่านมา

 เมื่อพูดถึงเขตปฏิบัติการของทหารไทย คือเมืองคาร์บาลาและครอบคลุมไปถึงนาจาฟนั้น ที่พ.อ. นภดล มังคละทน (เสนาธิการกองกำลังฯ ไทย/อิรัก) ท่านประเมินว่า “…รายงานล่าสุด เหตุการณ์ในเมืองคาร์บาลายังอยู่ในสภาวะปรกติ…..” นั้น ผมเองไม่ค่อยแน่ใจว่า อยู่ในภาวะปรกติ เพียงใด

 สถานการณ์ในอิรักโดยรวมนั้น ไม่ปรกติ และแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นจากรายงานข่าวของสำนักข่าวนานาชาติอยู่เนือง ๆ และโดยเฉพาะในคาร์บาลาซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับนาจาฟนั้น รุนแรงและเปราะบางเป็นที่สุด

 ในกรุงคาร์บาลามีสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุร่างของท่านฮุสเซน (หลานตาของพระมะหะหมัด) ซึ่งท่านเสียชีวิตเพราะถูกล้อมกรอบโดย ศัตรู (ซีเรีย) ที่มีกำลังพลมากมาย ท่านตามในศตวรรษที่ 7 และท่านคือต้นกำเนิดของนิกายชิอะต์

 ในกรุงนาจาฟมีสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์พอกันเพราะเป็นที่ฝังร่างของท่านอาลี (บุตรเขยของพระมะหะหมัด) สุเหร่าของท่านเป็นที่เคารพบูชาของชนชาวมุสลิมเป็นอย่างยิ่ง

 และเราต้องทราบว่าความตายของท่านฮากีมเมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น เกิดที่นาจาฟเมืองซึ่งสามารถรวมชาวอิรักได้นับเป็นหมื่นๆ คน อันอาจจะนับได้ว่าเป็นการรวมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวอิรักได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดสงคราม และแม้ว่าประเทศจะยังถูกยึดครองโดยสหรัฐอเมริกาก็ตาม

 การแห่แหนโลงศพของท่านฮากีมจากนาจาฟไปคาร์บาลาไปยังแบกแดดแล้วย้อนกลับมานาจาฟ เป็นสัญญลักษณ์ของการสร้าง พื้นที่ ใหม่ของชาวอิรักเพื่อเรียกร้องความปลอดภัยที่สหรัฐฯไม่สามารถให้หลักประกันต่อพวกเขาได้

 ที่เราบอกกับตัวเองว่าทหารของเรา (ซึ่งประกอบด้วยชุดแพทย์สนามและชุดช่างซ่อมบำรุง) มีปฏิบัติการเน้นหนักไปในทางมนุษยธรรม มีความพร้อมเรื่องการเตรียมการพอควร มีทหารที่ถือศาสนาอิสลามและจะอาศัยนักเรียนไทยช่วยเป็นล่ามนั้น มีคำถามว่าเพียงพอมากน้อยเพียงใดกับปฏิบัติการที่ล่อแหลมคราวนี้ เพราะเท่าที่อ่านรายชื่อของนายทหาร 21 ท่านแรก ก็ไม่ทราบชัดเจนว่ามีผู้ที่ถืออิสลามสักกี่ท่าน  ที่ทราบชัด ๆ ก็น่าจะเป็น ร.ต. ฟารุก มะลิวัลย์ (ช่างเทคนิค) ส่วนที่จะหวังพึ่งนักศึกษาไทยเป็นล่ามนั้นอย่าลืมว่านักศึกษาเหล่านั้นท่านก็มีภาระประจำของท่านอยู่แล้ว และอาจจะเรียนอยู่ต่างเมือง ท่านเหล่านี้จะช่วยทหารได้ตลอดเวลาการปฏิบัติการ 1 ปีหรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่

 ทหารอเมริกันและอังกฤษนั้นมีความพร้อมในการตระเตรียมตัว ทั้งในแง่การฝึกอบรม ทั้งในแง่ผู้ปฏิบัติงานที่รู้เรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมของชนชาวอิสลามและประเทศอิรัก ก่อนที่จะไปลงสนามจริง ๆ  ส่วนของเรานั้น เราคงไม่ทราบได้ว่าความพรักพร้อมที่ว่านั้นเป็นอย่างไร อย่างมากการเตรียมการ หากจะมี ก็คงจะเป็นไปหลังจากการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมาร รวมระยะเวลาคือ 1 เดือนเท่านั้น

 เมื่อคราวที่ทหารอังกฤษปฏิบัติการยึดเมืองบัสราฮ์ได้ในเดือนเมษายนนั้น ทหารอังกฤษพากันประหลาดใจที่ชาวเมืองบัสราฮ์มิได้พากันต้อนรับอังกฤษในฐานะ ผู้ปลดปล่อย จากทุกข์อันแสนสาหัสที่พวกเขาได้รับจากซัดดัม ฮุสเซน 

 พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างเดียดฉันท์ในฐานะผู้เข้ายึดครอง

 บัดนี้ ยอร์จ บุชได้หันหน้าไปทางรัฐสภาและประกาศดัง ๆ ว่า ต้องการเงินอีก 87 พันล้านดอลลาร์เพื่อเข้าไปกวาดส้วมในอิรักและอาฟกานิสถาน  แล้วหันหน้ามาทางบรรดามิตรสหายแล้วขู่ดังๆ ว่า มาช่วยการล้างส้วมหน่อย

 

ทรงยศ แววหงษ์

คณะอักษรศาสตร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร

สงครามทำลายอารยธรรมโลก!

กรุงเทพธุรกิจ  4 เมษายน 2546

          นับแต่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ร่วมกันโจมตีอิรัก ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสีย แก่ชีวิตและความรู้สึก ของคนทุกฝ่ายแล้ว ในอีกแง่หนึ่งสงครามครั้งนี้ ยังเป็นการทำลาย แหล่งอารยธรรม เก่าแก่ที่สุดของโลก ที่ชื่อดินแดนเมโสโปเตเมีย หรือวัฒนธรรม ไทกริส-ยูเฟรติส ทรงยศ แววหงษ์  อาจารย์ จากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำเสนอภาพชีวิตผู้คน และความยิ่งใหญ่ ของโบราณสถาน เมื่อครั้งปลอดเสียงระเบิด และเสียงร่ำระงม

 สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดป้องโบราณสถาน หากบุช-แบลร์และซัดดัมเจ๊งไป ก็ขอให้โบราณสถานยังอยู่ยั้ง

          วันที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นวันที่ 13 ของการถล่มอิรักโดย บุช-แบลร์ ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะเข้าไปปลดปล่อยชาวอิรักจากระบอบซัดดัม และจากวันนี้ไปอีก 13 วัน ก็จะครบ 3 ปีที่ผมได้เดินทางไปเยือนอิรัก

          ใช่แล้วครับ ผมไปฉลองสงกรานต์ที่อิรักเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

          .......................................

          ขณะที่ผมดูทีวีข่าวการถล่มเมืองต่างๆ ของอิรัก ความคิดของผมย้อนกลับไปถึงชาวอิรักหลายๆ คนที่ผมได้เคยพบเคยเจอ นับตั้งแต่เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าเมืองคาร์บาล่า พ่อกับลูกสาวตัวน้อยที่ริมแม่น้ำไทกริส

          ตอนเมืองแบกแดด ชายแก่ผู้อารีเจ้าของบ้านต้นกกที่เมืองอูร์ใกล้ๆ กับเมืองนัสสิริยาห์ เจ้าของร้านอาหารอร่อยที่เมืองสมาร์ร่า อาจารย์นักโบราณคดีสูงอายุที่นำเราไปชมแหล่งขุดค้นที่เป็นผลงานของท่านที่เมืองนิมรุด ใกล้ๆ กับเมืองโมซุล

          ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยที่โอบอ้อมอารีเหล่านั้น ทยอยผุดขึ้นมาในมโนภาพของผมอย่างต่อเนื่อง

          บัดนี้ คนเหล่านั้นยังจะอยู่ดีหรือ

          เจ้าของร้านขายขนมหวานอร่อยที่สุดในเมืองแบกแดดซึ่งเคยขายของมือเป็นระวิง คงต้องปิดกิจการไปโดยอาจจะเป็นการถาวร พ่อกับลูกสาวตัวน้อยคงต้องวิ่งหนีตายจากภัยระเบิดที่ถล่มแบกแดดอยู่ทุกๆ วัน เด็กขายข้าวโพดคั่วที่หน้าสุเหร่าอาจกลายเป็นทหารตัวน้อยที่ถือปืนรบกับคอหนังอังกฤษ-อเมริกันที่มีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดของโลก อาจารย์นักโบราณคดีคงจะต้องหยุดการขุดค้นของท่านเพราะระเบิดมหาประลัยสร้างหลุมระเบิดมากมายทั่วประเทศ

          แหล่งโบราณสถานเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาตั้งแต่แปดพันปีที่แล้ว ต่อเนื่องลงมาถึงอารยธรรมเก่าแก่ของดินแดนเมโสโปเตเมีย เช่น ซูเมอเรียน บาบิโลเนียน อัสสิเรียน ปาร์เทียนปนกรีก-โรมัน ตลอดจนอิสลามระยะแรก ฯลฯ ซึ่งมีอยู่มากมายกระจายกันทั่วประเทศ คงจะถูกถล่มย่อยยับลงไป ไม่มากก็น้อย

          แม้ระบอบบุช-แบลร์จะกล่าวอ้าง (หากถูกถาม) ว่าพยายามหลีกเลี่ยงต่อโบราณสถานเหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าสถานที่โบราณทั้งหลายนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีจำนวนมากที่อยู่ใกล้กับเมืองที่กำลังถูกถล่มอยู่ขณะนี้ อีกทั้งโบราณสถานเหล่านี้จำนวนมากก่อสร้างขึ้นจากอิฐดิบ ซึ่งเปราะบางเป็นอย่างมากต่อแรงสั่นสะเทือนทุกชนิด มิพักต้องพูดถึงว่าแรงสั่นสะเทือนในคราวนี้เกิดจากระเบิดสมัยใหม่ที่มีอานุภาพอย่างรุนแรงที่สุดของโลก

          ......................................................................

          ในสมัยโบราณ ดินแดนของประเทศอิรักเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่เราเรียกกันว่าเมโสโปเตเมีย ซึ่งจริงๆ แล้วครอบคลุมไปจนถึงทางตะวันออกของซีเรียด้วย

          เมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีก มีที่มาจากคำว่า เมโสส (mesos) ซึ่งแปลว่า 'ระหว่าง' ในขณะที่โปเตเมียมาจากคำว่า โปเตโมส (potamos) ซึ่งแปลว่า 'น้ำ' หรือ 'แม่น้ำ' (ฮิปโปโปเตมัส ก็มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกัน ฮิปโปแปลว่า ม้า  ฉะนั้น ฮิปโปโปเตมัสจึงแปลว่า ม้าน้ำ ไม่ใช่ช้างน้ำ อย่างที่ใช้กันในภาษาไทย)

          บริเวณพื้นที่เมโสโปเตเมียจึงหมายถึงพื้นที่ระหว่าง 2 แม่น้ำ ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 400 กิโลเมตรตลอดสายน้ำ แม่น้ำทั้งสองนี้ไหลมาจากที่ราบสูงในประเทศตุรกี

          แม่น้ำไทกริส ยาว 2,700 กิโลเมตร ไหลผ่านทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอิรัก ตอนบนของลำน้ำไหลเซาะลึกลงไปกลายเป็นหุบในแถบเทือกเขาซากรอส ซึ่งเป็นพรมแดนร่วมกันกับประเทศอิหร่าน แม่น้ำนี้พัดจัดรุนแรง และยากแก่การเดินเรือ คนโบราณจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า 'กระแสน้ำที่ไหลรวดเร็วดุจดังลูกธนู' (idiglat ในภาษาอัคคาเดียน และ idigna ในภาษาสุเมเรียน อันเป็นที่มาของคำว่า tigris ในภาษากรีก)

          ส่วนแม่น้ำยูเฟรติสนั้นยาว 1,900 กิโลเมตร ไหลขนานไปทางใต้ของแม่น้ำไทกริส เป็นแม่น้ำที่ไหลช้ากว่า ตลิ่งเตี้ยกว่า จึงเหมาะแก่การสัญจรและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด (โดยเฉพาะข้าวสาลี และบาร์เลย์ ซึ่งเริ่มเพาะปลูกที่นี่เป็นครั้งแรกในโลก)

          โดยธรรมชาติที่แม่น้ำทั้งสองนี้จะมีปริมาณท่วมท้นในฤดูน้ำหลาก (ช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นพฤษภาคม ซึ่งก็คือช่วงเดือนนี้นี่เอง!) อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะจากต้นน้ำในที่ราบสูงตุรกี ซึ่งระยะเวลาช่วงนี้ของปี เป็นช่วงที่เลยระยะเริ่มต้นของวงจรพืชนานาชนิดไปแล้ว ฉะนั้น เพื่อที่จะให้การเพาะปลูกได้ผล การควบคุมปริมาณน้ำเพื่อให้มีอย่างเพียงพอก่อนฤดูน้ำหลากและให้ไม่ท่วมไร่นาเมื่อน้ำได้หลากมาถึง จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเกษตรกรรมของบริเวณนี้

          จากการศึกษาทางโบราณคดีเราจึงได้พบว่า ระบบการชลประทานแรกๆ ของมนุษย์โดยการสร้างฝาย เขื่อนดินขนาดเล็ก และการขุดคู คลอง ได้พัฒนาขึ้นที่นี่

          (เทียบกับแม่น้ำไนล์แล้ว แม่น้ำไนล์ไหลจากทิศใต้ไปเหนือ จากตอนกลางของทวีปแอฟริกาไปลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ประเทศอียิปต์ ฤดูน้ำหลากของไนล์คือช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินจึงได้ถูกน้ำพัดพามาบำรุงดินมาตั้งแต่ปลายปี เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกในเดือนมีนาคม ปริมาณของน้ำกับความอุดมของดิน จึงสอดรับกับวงจรการเพาะปลูกพอดี)

          แม่น้ำไทกริส ยูเฟรติสไหลมาบรรจบพบกันเป็นแม่น้ำสายเดียวที่เราเรียกว่า ชัตต์ อัล-อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไปบริเวณตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นปลายน้ำนี้เกิดเป็นเขตพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่ มีป่ากกขึ้นมากมายและเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญทางใต้ เช่น บาซราห์ และถัดขึ้นไปทางเหนือคือเมืองอูร์ (เป็นเมืองโบราณ) กับเมืองนัสสิริยาห์

          บน 2 ฟากฝั่งแม่น้ำทั้งสองนี้ มีทั้งเมืองโบราณและเมืองสำคัญในปัจจุบันเป็นจำนวนมากมายตั้งอยู่ (จากเหนือลงใต้) เช่น นิมรุด นิเนเวห์ โมซุล สามาร์ร่า แบกแดด ซเตสิฟอน บาบิลอน คาร์บาลา นาจาฟ นัสสิริยาห์ อูร์ และบาซราห์ เป็นต้น

          ผมจะลองไล่เรียงกล่าวถึงโบราณสถานของแต่ละเมืองว่ามีอะไรบ้าง โดยเกาะติดตามลำน้ำไทกริสและยูเฟรติส เริ่มจากกรุงแบกแดดขึ้นไปทางเหนือ แล้วจึงวกจากแบกแดดลงไปทางใต้

          .................................................................

 แบกแดด (Bagdad)

          ตั้งอยู่บนแม่น้ำไทกริส มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน ปัจจุบันการจะเดินทางเข้าถึงได้ก็โดยทางรถยนต์เท่านั้น โดยเริ่มจากกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดนเป็นระยะทาง 812 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทาง 15 ถึง 18 ชั่วโมง) เดินทางข้ามทะเลทรายนูฟูดทางตอนเหนือ

          แบกแดดเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.762 (พ.ศ.1305) โดยกาหลิบจาฟาร์-อัล-มันซูร์ (Jafa al-Mansur) ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริส แล้วจึงขยายข้ามฟากมาด้านฝั่งตะวันออก แบบเดียวกับเมืองกรุงเทพฯ ของเรา (ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2325 หรือ 1782 หลังคริสตกาล)

          แบกแดดเจริญรุ่งเรืองทางการค้า ศิลปะ และศาสตร์ทุกแขนง คู่ขนานไปกับเมืองบาซราห์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ปลายน้ำอันเป็นเมืองท่าต่อลงไปยังอ่าวเปอร์เซีย ความรุ่งเรืองสุดยอดของแบกแดดนั้นอยู่ในสมัยของกาหลิบ อัล-มามูน และกาหลิบฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid) ผู้ลูก ใครที่เคยอ่านนิยาย 'พันกับหนึ่งราตรี' หรือ 'นิทานอาหรับราตรี' (One Thousand and One Nights หรือ Arabian Nights หรือ The Nights) คงจะจำได้ว่า มีการกล่าวอ้างถึงความโอ่อ่า รุ่งเรืองของแบกแดดในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 นี้

          ตลอดระยะเวลา 496 ปี มีการสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ เช่น พระราชวังของราชวงศ์อับบาสิค (ค.ศ.1179/พ.ศ.1722) โรงเรียนสอนศาสนา อัล-มุสตาน สิริยาห์ ที่โอ่อ่า  (ค.ศ.1232/พ.ศ.1775) และสุเหร่างามชื่อ มิรจาน (ค.ศ.1358/พ.ศ.1901) ความรุ่งเรืองของเมืองเสื่อมถอยลงเพราะถูกโจมตีโดยฮูลากุ หลานของเจงกิสข่าน ในค.ศ.1258/พ.ศ.1801 (ตรงกับสมัยสุโขทัย)

          แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน (ก่อนการถล่มแบกแดดคราวนี้)

 ซเตซิฟอน (Ctesiphon)

          ตั้งอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดลงไปทางตอนใต้ 30 กิโลเมตร เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรปาร์เทียน (200 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2203 ปีมาแล้ว) และตั้งอยู่กึ่งกลางของเส้นทางสายไหมระหว่างจีน กับกรุงโรมพอดี ต่อมาเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซัสซานิค (ค.ศ.226/พ.ศ.769) ปัจจุบันมีอาคารหลงเหลือจากสมัยซัสซานิคเป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดมหึมา ไม่มีเสายันเพดาน เพราะมีอาร์คโค้งสูงถึง 29 เมตรเป็นตัวเพดาน อาคารทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐเผา และอาจเคยประดับประดาด้วยเครื่องเคลือบต่างๆ

 บาบิลอน (Babylon)

          เป็นเมืองใต้แบกแดดไป 120 กม. แต่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบาบิลอน (1894 ก่อนคริสตกาล หรือ 3897 ปีมาแล้ว) ผลผลิตของอาณาจักรบาบิลอนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันคือ ระบบกฎหมายแรกของโลกที่เกิดขึ้นในสมัยของกษัตริย์ ฮัมมูราบี

          วลีที่เราพูดว่า 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' ซึ่งหมายถึงบทลงโทษอาญาต่อการกระทำผิด (และยังเป็นพื้นฐานของกฎหมายบางด้านในปัจจุบัน) ก็คือส่วนหนึ่งของกฎหมายที่มาจากสมัยนี้

          ส่วนวัตถุที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันในเมืองบาบิลอนนี้ คือซากฐานของสวนลอยแห่งกรุงบาบิลอน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดของโลกสมัยโบราณ และปฏิมากรรมสิงห์แห่งบาบิลอนซึ่งจำหลักขึ้นจากหินแกรนิต

          ตัวเมืองบาบิลอนสร้างจากอิฐเผาขนาดมหึมา พร้อมบางส่วนของประตูชัยแรกของโลกซึ่งบูชาเทพี   อิชตาห์ พร้อมจำหลักเทพอะดัด (วัว) เทพมาร์ดุก (งูผสมเหยี่ยว และ สิงห์) และเทพีอิชตาห์ (สิงโต)

          ประตูชัยนี้ถูกปล้นสะดม และขนย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน กรุงเบอร์ลิน โดยนักขุดค้นชาวเยอรมัน       ประตูชัยอิชตาห์นี้เก่าแก่กว่า และอาจเป็นแม่แบบประตูชัยทั้งสามในกรุงโรม (รุ่นโรมัน) ส่งอิทธิพลลงไปที่ประตูชัยปารีส และประตูชัยอื่นๆ ในยุโรป ตลอดมาจนถึงที่กรุงเวียงจันทน์ เขตเมืองเก่าบาบิลอนนี้ยังมีซากของพีระมิดโบราณที่เรียกว่า ซิกกูรัต บูชาเทพนานนา (พระจันทร์)  ซึ่งพีระมิดนี้ สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของความคิดเรื่องหอบาเบล ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลส่วนเก่าด้วย

 คาร์บาลา และนาจาฟ (Karbala และ Najaf)

          มีประชากรสองแสนเก้า และสามแสนคน ตามลำดับ เป็นเมืองอยู่ถัดกันไม่ไกลจากเมืองบาบิลอน ซึ่งกำลังถูกปิดล้อมโดยกองทัพอเมริกัน-อังกฤษอยู่ขณะนี้

          บริเวณนี้ เคยเป็นสมรภูมิรบที่สำคัญของมุสลิม 2 เผ่า ซึ่งช่วงชิงการนำกันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระนบี มะหะหมัด สายหนึ่งอยู่ที่กรุงดามัสกัส (ซีเรียปัจจุบัน) ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นหลานของพระมะหะหมัด ชื่อฮุสเซน

          ฮุสเซนถูกล้อมด้วยทัพของศัตรูที่มีจำนวนมากมายมหาศาล (แบบที่ทัพอเมริกัน-อังกฤษ กำลังปิดล้อมอยู่นี้) และเสียหัวให้กับศัตรูในท้ายสุด แต่ชื่อและวีรกรรมของท่านมีชีวิตอยู่มาจนปัจจุบัน ผู้นับถือท่านตั้งเป็นนิกายสำคัญของศาสนาอิสลามคือ นิกายชิอะห์ ชื่อของท่านกลายเป็นที่นิยมโดยทั่วไปของอิสลามิกชาย

          ในเมืองคาร์บาลา มีสุเหร่าอุทิศให้ท่านฮุสเซน (Husayn ibn Ali ซึ่งแปลว่า ฮุสเซนผู้เป็นบุตรชายของอาลี) ส่วนในเมืองนาจาฟเอง มีสุเหร่า (และหลุมศพ)ของท่านอาลี (บุตรเขยของพระมะหะหมัด)

          เมืองทั้งสองจึงเป็นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของอิสลามิกนิกายชิอะห์ และเป็นเมืองต้นทางของการจาริกแสวงบุญไปยังนครศักดิ์สิทธิ์เมกกะ ซึ่งอยู่ในซาอุดีอาระเบีย

 อูร์ (Ur)

          เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติสตอนปลาย เลยต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงเมืองนัสสิริยาห์ ซึ่งกำลังถูกระดมโจมตีอย่างหนักจากทัพอเมริกัน-อังกฤษ

          ที่เมืองอูร์นี้มีแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีใหญ่อยู่มาก และเป็นแหล่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ และของโลก (6,000 ปี)

          แหล่งขุดค้นเก่าแก่อายุ 4,603 ปี (2,600 ปีก่อนคริสตกาล) ขุดโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเพนนซิลวาเนีย ฉะนั้น ของส่วนหนึ่งจึงถูกเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์เพนนซิลวาเนีย และนิวยอร์ก

          ชนใน 3 ศาสนา คือ ยูดาย คริสต์ และอิสลาม เชื่อว่าบรรพชนที่ชื่ออับราฮัม (อิบรอฮิม) เป็นคนเกิดเมืองนี้ ท่านอพยพเดินทางไกลไปตามเส้นทางของดินอุดมรูปเสี้ยวจันทร์ (fertile crescent) และบรรพชนรุ่นต่อมาคือโมเสสจะได้นำพาลูกหลานชาวยิว อพยพออกจากอียิปต์ไปหาดินแดนตามพันธสัญญา (แน่นอน ข้อความตอนนี้พวกยิวและคริสต์เน้นหนักหนา) ซึ่งจบลงที่เมืองเจริโก (ในจอร์แดนปัจจุบัน) ในบรรพชนรุ่นต่อจากโมเสส คือโจชัว ดินแดนอุดมซึ่งมีทั้งนม และน้ำผึ้ง (milk and honey)

          อับราฮัม เป็นบิดาของอิชมาเอล ต้นสายของพวกอาหรับ และยังเป็นบิดาของไอแซค ต้นสายของพวกยิวด้วย

          ฉะนั้น ซากเมืองโบราณอิฐของที่นี่ จึงถูกเรียกกันว่า 'บ้านของอับราฮัม' และเชื่อถือกันในหมู่คนพื้นถิ่น

          ในเมืองนี้ยังมีซิกกูรัคบูชาเทพนานนา (พระจันทร์) ขนาดมหึมา (เคยสูงถึง 30 เมตร หรือเท่ากับตึกประมาณ 10 ชั้น) ปัจจุบันเหลือประมาณ 2 ใน 3 และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียิ่ง เพราะนี่คืออดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรซูเมอเรี่ยน (3,100 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 5,102 ปีที่แล้ว)

ซามาร์รา (Samarra)

          เมื่อเราวกกลับมายังกรุงแบกแดด แล้วเลยขึ้นไปทางทิศเหนือบนฝั่งแม่น้ำไทกริสอีก 120 กม. ก็จะถึงเมืองนี้

          ในเมืองมีเขตโบราณสถานพื้นที่ขนาด 57 ตารางกิโลเมตร เพราะตรงนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อับบาสิค  (ค.ศ.836-92/พ.ศ.1379-1435) เมื่อย้ายเมืองหลวงจากแบกแดดขึ้นมาที่นี่

          ซากอาคารสุเหร่ารวมทั้งป้อมปราการ ที่พักกองคาราวานสินค้า และโรงเรียนสอนศาสนาขนาดมหึมา (400x470 เมตร) ที่ได้รับการบูรณะไว้อย่างดี เป็นพยานของความยิ่งใหญ่ในอดีต

          ส่วนหนึ่งของสุเหร่า อาบู ดูลาฟ ที่ได้รับการบูรณะไว้ดียอดเยี่ยมคือ หอสูง (55 เมตร) หรือหอบัง (มีนาเรต) ซึ่งมีบันไดเวียนอยู่ภายนอกของหอจากฐานจนถึงยอดสุด

          สุเหร่านี้อายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1,200 ปี !

โมซุล (Mosul)

          เป็นเมืองที่อยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือต่อไปอีก 280 กม. บนน้ำสายเดียวกัน เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีประชากรประมาณล้านเศษ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่กำลังถูกโจมตีลงมาจากด้านเหนือของประเทศ

          โมซุลเคยรุ่งเรืองในฐานะที่อยู่บนเส้นทางสายไหม และเป็นเมืองที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางนี้หากนับจากเมืองจีนจนถึงกรุงโรม เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องผ้าฝ้าย (แม้ในปัจจุบัน) ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดที่เราเรียกว่าผ้ามัสลิน ก็เรียกกันตามชื่อเมืองนี้เอง

          ร่องรอยของความรุ่งเรืองของโมซุลในอดีตอันไกลโพ้นอยู่ที่เมืองเล็กๆ (ปัจจุบัน) คือ ฮัตรา ซึ่งอยู่ระหว่างโมซุลกับกีรกุก และกำลังถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน เพราะบริเวณแถบนี้อุดมไปด้วยน้ำมัน

          ฮัตรา เป็นเมืองโบราณที่โอ่อ่า และได้รับการบูรณะเอาไว้อย่างดียอดเยี่ยม รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมระหว่างปาร์เทียน-กรีก และโรมัน เช่นเดียวกับปาล์มีร่า (ในซีเรีย) และเปตรา (ในจอร์แดน) เพราะอยู่บนเส้นทางการค้าเดียวกัน

นิเนเวห์ และนิมรุด (Nineveh และ  Nimrud)

          อาจถือได้ว่าเป็นเมืองบริวารของโมซุล เพราะมีระยะห่างกันภายในรัศมี 40 กม.เท่านั้น

          เมืองนิมรุดเป็นเมืองหลวงที่สอง (ถัดจากเมืองอัสซูร์ ซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน) ของอาณาจักรอัสสิเรียน ซึ่งมีอายุเกือบ 3,000 ปีแล้ว ที่เมืองนี้มีซากเมืองโบราณเป็นตัวพระราชวังของกษัตริย์อาชูร์นาสิปาลที่ 2 (2,882 ปีที่แล้ว) ปากทางเข้าท้องพระโรงและของเมืองมีทวารบาลรูปโคมีปีกเหยี่ยว หัวเป็นคน (แข็งแรงดุจโค ปัญญาดุจมนุษย์ และเคลื่อนไหวในอากาศได้ดุจเหยี่ยว) เฝ้าปากทางอยู่

          นักขุดค้นชาวอังกฤษได้ขนย้าย 1 หรือ 2 ตัวไปที่อังกฤษ ปัจจุบันอยู่ที่บริติชมิวเซียมในกรุงลอนดอน ส่วนเครื่องทองอัญมณี เครื่องใช้ประดับหลุมพระศพของพระราชินีอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยเพนนซิลวาเนีย ในสหรัฐอเมริกา

          ส่วนเมืองนิเนเวห์นั้น เป็นเมืองหลวงรุ่นที่สามถัดจากนิมรุด (อายุ 2,707 ปี) เป็นเมืองที่มีแนวกำแพงล้อมรอบยาวถึง 12 กิโลเมตร มีประตูเมืองถึง 15 ประตู สมกับเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอดีตกาล เราพบข้าวของมากมาย โดยเฉพาะอักษรลิ่ม (คูนิฟอร์ม = cunie แปลว่าลิ่ม เพราะอักขระที่จารึกนั้น เกิดจากการกดประทับรอยลงบนแผ่นดินเหนียวดิบด้วยเครื่องมือคล้ายแท่งดินสอ แต่มีเหลี่ยมสามด้าน รอยประทับจึงลึกลงไปเป็นรูปลิ่ม) เราพบจารึกเช่นนี้ถึงกว่า 20,000 ชิ้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกทางการค้า แต่ก็ทำให้เราทราบเรื่องราวต่างๆ ของคนในรุ่นนั้นได้

           ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงข้างต้นนี้ เป็นเพียงบางส่วนของโบราณสถานทั้งของอดีตอันไกลโพ้น และของประวัติศาสตร์ที่มีอายุหนึ่งพันปีเป็นอย่างน้อยทั้งสิ้น สถาปัตยกรรมต่างๆ เหล่านี้เปราะบางอย่างที่สุดต่อการรุกรานของมนุษย์ ทั้งในแง่ของการปล้นสะดม และอาวุธนานาชนิดที่ถล่มใส่กันยามสงคราม เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ประกอบกันขึ้นด้วยอิฐ (ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผา) ซึ่งมีอายุเป็นพันๆ ปี อีกทั้งยังตั้งใกล้เคียงกับเมืองทั้งหลายที่ถูกชนป่าเถื่อนรุ่นใหม่กำลังระดมโจมตีอยู่อย่างหนัก

          เราคงจะทำได้อย่างเดียวก็คือ หวังว่าปาฏิหาริย์จะได้ปกปักรักษาสิ่งเหล่านี้ให้อยู่รอดเหมือนอย่างที่อยู่รอดมาได้นับเป็นพันๆ ปี จนถึงปัจจุบัน

 

ติสสะ รณสิงหะ

         ความจริงบ่ายของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ร้อนอบอ้าวเป็นอย่างยิ่ง อาการดังกล่าวนี้ส่ออย่างชัดแจ้งว่าฤดูร้อนได้มาถึงแล้ว

          แต่บริเวณลานด้านหลังหอศิลป์เจ้าฟ้า ตรงตีนสะพานพระปิ่นเกล้า โดยเฉพาะเมื่อตะวันบ่ายคล้อย เงาของอาคารงามรุ่นรัชกาลที่ 5  ได้แผ่คลุมบางส่วนของสนาม และลมอ่อนได้พากลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้จากละแวกข้างเคียงมาพอให้ชื่นใจ ได้ทำให้บริเวณนั้นรื่นรมย์พอควรทีเดียว

         หมู่อาคารของหอศิลป์เจ้าฟ้านั้น เคยเป็นโรงทำเหรียญกษาปณ์ในอดีต น่าเสียดายที่เขา (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร) รักษาโรงกษาปณ์นี้ไว้เฉพาะแต่เค้าโครงของอาคาร ส่วนที่เป็นโรงหล่อและอื่น ๆ ถูกย้ายและทำลายลงจนสิ้น หากเป็นในประเทศอื่นเขาคงเก็บบางส่วนไว้เพื่อให้สืบเรื่องราวของการทำกษาปณ์ ซึ่งเป็นทั้งศิลปะ เทคโนโลยี และเครื่องจักรยนต์  สิ่งเดียวที่เหลือไว้ก็คือ หอน้ำเหล็กรุ่นอาร์ตนูโว ซึ่งได้กลายมาเป็นสัญญลักขณ์ของหอศิลป์แห่งนี้ ซึ่งผมต้องขอแสดงความชื่นชมเอาไว้ตรงนี้ที่ช่างคิดและมีรสนิยมอันกล้าหาญ หากไม่เช่นนั้นก็คงจะได้เป็นรูปของเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งอย่างที่เห็นกันเฝืออยู่ในปัจจุบัน

        ความจริงเมื่อได้รับบัตรเชิญจากทั้งคุณไมเคิล ไรท์ และจากอาจารย์ภูธร ภูมะธน ผู้ซึ่งมีบทบาทเป็นอย่างมากในการผลักดันเรื่องการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมไทย-ลังกา  ซึ่งมีทั้งการเสวนา การจัดระบำศรีลังกาที่กรุงเทพฯ และโนราไทยไปแสดงถวายพระธาตุเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา  ความสนใจของผมนั้นอยู่ที่การที่จะได้พบเพื่อนมากกว่าการมาชมนิทรรศการเครื่องสำริดร่วมสมัยโดย คุณติสสะ รณสิงหะ  ด้วยความฝังใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับศรีลังกานั้น มักจะเกี่ยวกับศาสนาและคร่ำครึ  อีกทั้งชาวศรีลังกานั้นก็มักจะเป็นคนที่สุภาพ อ่อนโยน จะพูดจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวเอง(ผม?)เป็นทั้งคนบาป และคนที่ไม่ดีอย่างไรก็บอกไม่ถูก

        ต่อเมื่อได้ชมงานของคุณติสสะ แล้ว ก็เปลี่ยนใจว่า เพื่อนทั้งสองและอาจมากกว่านั้นที่พบในงาน สำคัญน้อยกว่า  ทั้งยังรู้สึกต่อไปว่า ไม่มีอะไรคร่ำครึ แต่ยังเห็นอนาคตของศิลปะ แกมความเชื่ออิงศาสนาของเอเชียด้วยว่ามีอนาคต ไม่งดงามจนไร้วิญญาณอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ในบ้านเรา

         เมฆ มณีวาจา แนะนำคุณติสสะ เอาไว้ในสูจิบัตรงานว่า  เรียนมาทางเกษตรกรรม เมื่อจบแล้วก็ทำงานเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตร ทำหน้าที่แนะนำพันธุ์พืช ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงให้เกษตรกรได้เป็นเกษตรกรรมแผนใหม่อย่างที่นิยมกันทั่วโลก  ชาวนาเลยชวนให้คุณติสสะ  “ลูกเอ๋ย ! มากินข้าวด้วยกัน เป็นข้าวรสดีที่ปู่ย่าเหล่านั้น ปลูก เกี่ยว และซ้อมด้วยมือทั้งสิ้น”  โชคดีที่คุณติสสะ มีปัญญาพอที่จะทราบวดีว่า การเอามะพร้าวไปขาย(ที่)สวน(มะพร้าว)นั้นคืออะไร คุณติสสะจึงหันเหความสนใจมาในทางศิลปะอย่างที่ได้เห็นผลงานของท่าน

         งานของคุณติสสะไม่เหมือนกับตัวของคุณติสสะ เป็นความรู้สึกเดียวกันแต่กลับทางหัวเป็นหางเมื่อผมเห็นศิลปินไทย(ส่วนใหญ่)และงานของพวกเขา  คุณติสสะเป็นชายสูงปานกลาง อายุ 70 กว่า ไม่ได้ไว้ผมทรงหางม้า ไม่ได้สวมแว่นตากรอบเหลี่ยมหนานำสมัย ใส่เสื่อโปโลแขนสั้นสีเทาจางๆ ปล่อยชายแทนที่จะใส่ยีนส์อาร์มานี่รัดตัว และเสื้อสีดำอย่างที่ศิลปินทั่วโลกใส่กัน  หากผมไม่รู้มาก่อนและได้ไปเจอคุณติสสะเข้าที่ไหน ผมก็ต้องนึกว่าท่านเป็นตาแก่ชาวบ้านที่กำลังจะเดินไปรับหลานกลับจากโรงเรียน แต่ที่ผมว่ากลับหัวกลับหางกับศิลปินเปลือกนอกก็คือ งานของคุณติสสะ เป็นงานที่เป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมาก มีความกล้าหาญในการตีความ และการนำเสนอ อีกทั้งยังมีอารมณ์ขันอย่างเหลือเชื่อ

               ชื่องานของคุณติสสะ รณสิงหะ คือ “พุทธะ – เทวะทรรศนา : ประติมากรรมร่วมสมัยจากศรีลังกา”  เพราะงานประติมากรรมสำริดของคุณติสสะทั้งหมดที่นำมาแสดงคราวนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธ พราหมณ์ และผีทั้งสิ้น  สูจิบัตรของงานใช้รูป “พระคเณศ นักเขียน” เป็นปก ตัวท่านเป็นช้างเช่นเดียวกับเศียร กำลังนั่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมบนตัวเขียนด้วยอักษรสิงหลว่า คณปติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายนามของท่าน  คุณติสสะตีความให้ท่านใช้งวงเป็นปากกาหรือดินสอ ท่านคงจะจารเรื่องมหาภารตยุทธ์ให้เป็นตัวอักษรขึ้นครั้งแรกของโลก ตามที่ตำนานเก่าแก่ท่านเล่าเอาไว้เช่นนั้น  พระคเณศเงยหน้านิด ๆ เหมือนคนกำลังครุ่นคิด ท่านเป็นช้าง หรือเป็นเทวดา หรือมนุษย์ หรือเป็นทุกอย่าง

        ประติมากรรมเกี่ยวกับบุคคลในพุทธศาสนาของบ้านเรามีอยู่ 2 ประเภท คือ พุทธปฏิมา กับบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลาย (ซึ่งมีทั้งที่กราบไหว้ได้โดยสนิทใจ และที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ)

       พุทธปฏิมาของบ้านเราเกือบไม่มีการตีความใหม่ๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะฐานะของศาสนาถูกทำให้กลายเป็นของสักดิ์สิทธิ์และตายแล้ว  การตีความที่แหวกจารีตอาจทำให้ถูกเหยียบเอาง่ายๆ  พุทธปฏิมาจึงเป็นแบบ “ปาว ๆ” ท่องตามครู โดยขาดสติสัมปชัญญะอย่างที่ครูท่านมี  ฉะนั้น ละแวกเสาชิงช้าจึงเป็นที่ผลิตพระปฏิมากรรมโดยยึดเอาสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะยุคต่าง ๆ” เป็นความปลอดภัยและสรณะ  เราจึงพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เชียงแสน อู่ทอง ศรีวิชัย รัตนโกสินทร์ และอื่น ๆ สุดจะจารนัย  ซึ่งความจริงจะให้ถูกคงเรียกว่า เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ สำนักเสาชิงช้าจึงจะถูกต้อง

        ส่วนงานประติมากรรมรูปเกจิอาจารย์ทั้งหลายนั้น มีการตีความใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีชีวิตชีวาอย่างโลดโผนสุดที่จะสามารถกล่าวถึงได้อย่างละเอียดในบทความนี้

        แน่นอนที่สุดที่พระพุทธศาสนาเถรวาทมีอิทธิพลต่อชาวศรีลังกาส่วนใหญ่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ชนิดทุกลมหายใจเข้าออก  งานแสดงชุดนี้ของคุณติสสะ จึงมีหมวดที่เกี่ยวกับพระพุทธรูป และพระพุทธศาสนาอยู่ 7 ชิ้นด้วยกัน  มีทั้งชาดก เช่น นกกระยางกับปู  พระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์  และมีพระพุทธเจ้าในปางต่างๆ เช่น ทุกรกิริยา  ธรณีเป็นพยาน(มารวิชัย)  และตรัสรู้

       พระพุทธเจ้าในปางทุกรกิริยานั้น คุณติสสะล้อกับปฏิมากรรมชื่อเดียวกันยุคคันธาระอันเลื่องชื่อ (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) ได้อย่างน่าสนใจ

       พระเศียร และพระพักตร์ดูสงบนิ่ง การตกแต่งพื้นผิวแบบใหม่ทททำให้เราเห็นร่องรอยของความทุกข์ทรมานทางร่างกายได้ทุกรอยปาดที่ขรุขระ  คุณติสสะยืดตัวพระองค์ให้ยืดยาวขึ้นจนดูเหมือนผิดส่วน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับส่วนล่างลงไปซึ่งดูเล็กและแคบ  แต่ผลลัพธ์ของการตีความนี้ทำให้เราเห็นลำตัวพระองค์ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ทางร่างกายและจิตใจอย่างดุเดือด  แนวกระดูกสันหลังซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยนี้ ล้วนเสริมสร้างอารมณ์ความรู้สึกไปในทางเดียวกันได้อย่างวิเศษ  ผมเชื่อว่าเราส่วนใหญ่คงจะมีภาพพระพุทธองค์ปางทุกรกิริยาองค์คลาสสิครุ่นคันธาระอยู่ในห้วงมโนทรรศน์อย่างชัดเจน  ครูช่างโบราณซึ่งเราไม่ทราบนามท่านได้ตีความให้เราเห็นแผงซี่โครงขนาดใหญ่ของพระพุทธเจ้า  ส่วนพระอุทรนั้นเป็นช่องเว้าเข้าไปจนติดกับแผ่นหลัง เส้นโลหิตและเอ็นทั้งหลายแหล่พาดผ่านกระดูกบางส่วน  เห็นเป็นแต่รอยจางๆ  คุณติสสะได้ตีความขยายเพิ่มเติมจนภาพเหล่านี้ร่วมกับรสนิยมของเราในปัจจุบัน

       เมื่อเราอ่านพุทธประวัติตอนมารวิชัย เมื่อพระพุทธองค์จะได้แปรเปลี่ยนไปสู่ความเป็นพุทธะนั้น เราจะตีความออกมาเป็นจิตรกรรมหรือประติมากรรมอย่างไร ผมเข้าใจว่า นี่คงเป็นปัญหาร่วมกันของศิลปิน/ครูช่างทั่งโลก

       ไมเคิล แองเจลโล คงจะมีปัญหาในการตีความว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์คนแรกคือ อาดัมขึ้นมา ควรจะอยู่ในอาการเช่นไร  กว่าจะมาเป็นพระเจ้าหนวดเครารุงรัง (ทำไมต้องเป็นชาย ทำไมต้องสูงอายุ ทำไมต้องมีหนวดเครารุงรัง) ยื่นพระหัตถ์ขวาออกมา นิ้วพระหัตถ์เพิ่งจะถอยห่างเพียงเล็กน้อย จากนิ้วของอาดัมผู้ซึ่งเปลือยเปล่าและระทวยอยู่เพราะเป็นวินาทีแรกเริ่มแห่งชีวิต  ไมเคิล แองเจลโล จะใช้เวลาในการตีความเช่นนี้อยู่นานเท่าไร

       ครูช่างเราก็เช่นเดียวกัน การตีความช่วงอันวิกฤตยิ่งยวดของการแปรเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นพุทธะให้เป็นภาพของพระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ใต้ร่มเงาแห่งศรีมหาโพธิ์ พระหัตถ์ขวาจรดลงกับปฐพี เจ้าแม่ดินได้ผุดขึ้นมา เพียงแต่ลูบไปทีเส้นผมเบาๆ น้ำอันเกิดจากการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ในพระชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้าก็หลั่งไหลออกมาเป็นมหานทีใหญ่ เข้าท่วมท้นพญามารทั้งหลาย จนต้องจำนนในพระบารมีของพระพุทธองค์

       ครูโบราณท่านตีควสมได้หมดจดดีจนเราตื้นตันและรับแนวคิดของท่านเป็นขนบ และไม่รู้จะตีความกันอย่างไรต่อไปดี

       งานของคุณติสสะ 3 ชิ้น คือ มารยุทธ์  ธรณีเป็นพยาน  และมารยุทธ์/ธรณีเป็นพยาน  ตัดทัพพญาวัสวดีมารออกไป เช่นเดียวกับพระแม่ธรณี  แต่ให้พระพุทธองค์มีสองร่างที่ด้านหลังชนกัน ด้านหนึ่ง(เบื้องหลัง)ผุกร่อน ด้านหน้ากลายเป็นองค์พุทธะที่มีใบหน้าแจ่มใสชวนศรัทธา

       ที่ผมชอบที่สุดชิ้นหนึ่งก็คือชิ้นที่ชื่อว่า “ตรัสรู้” ชิ้นงานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด

43 ซม. ด้านบนเป็นรูปองค์ตั้งแต่บั้นเอวขึ้นมาถึงพระเศียรที่ผุดขึ้นมาจากรอยปาดแรงๆ เหมือนห้วงกระแสแห่งเมฆหมอก  ส่วนถัดลงไปทางใต้ภาพมีรูปพระพักตร์ เป็นกลับด้าน (negative) กำลังจมหายลงไปข้างล่าง

      เป็นอันว่างาน 7 ชิ้นที่นำมาแสดงเล่าเรื่องของพระพุทธเจ้าตั้งแต่เสวยพระชาติในอดีต มาจนกระทั่งตรัสรู้ เป็นปัจจุบันพุทธะครบเรื่อง

      ความจริงศาสนาทั้งหลายในโลกล้วนแล้วววแต่มีความเชื่อหลายอย่างปะปนกัน  บ้างบางทีเราก็แยกออก แต่ในหลายกรณีก็แยกออกจากกันยากเสียเหลือเกิน  ผี-พราหมณ์ และพุทธ ทั้งในศรีลังกา และในสยามประเทศ ก็มีลักษณะเฉกเช่นกัน

      งานของคุณติสสะที่นำมาแสดงจึงมีเทวดาใหญ่น้อยมาร่วมชุมนุมกันอย่างคับคั่ง

      ดูเหมือนพระคเณศซึ่งเป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งปวง และเทพแห่งศิลปวิทยาความรู้ จึงถูกสถาปนาให้เป็นคณบดีแห่งงานนี้

      ภริยา ฯพณฯเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย คุณLakshmi Palihakkara นาวาเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากร และคุณไมเคิล ไรท์ ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการนี้ จึงร่วมกันจุดประทีปดินเผาสังเวย และขอความเป็นศิริมงคลจากพระคเณศ  นับว่าเป็นการเปิดงานที่เก๋ดีไปกว่าการตัดริบบิ้น หรือมาลัยดอกไม้  หรือเปิดแชมเปญ (หากไม่เอาไปฟาดกับหัวเสาให้เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ)ที่มักทำๆ กัน

      รูปของพระคเณศในงานแสดงนี้มี 2 ชิ้นด้วยกัน พระคเณศนักเขียนเป็นประธานของงาน ชิ้นที่สองคือชิ้นที่ชื่อว่า พระพิฆเนศร เจ้าแห่งเมาส์ (Ganesh, Lord of the Mouse)  เป็นรูปที่ผมคิดว่ามีสีสรรพ์ที่สุดในงาน คุณติสสะปั้นพระคเณศขนาด 23 ซม. กำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พระหัตถ์ขวากุมเมาส์(พระเมาส์?) อย่างที่นักคอมพิวเตอร์ทั้งหลายแหล่กระทำ  ท่านกำลังรจนาอะไร หรือจะเป็นมหาภารตยุทธ์ตามคำบอกของฤษีวยาสที่ท่องออกมาเป็นบทโศลกอันยืดยาว  ท่านจะใช้ word 95 หรือ 98  จะประกอบภาพด้วย power point ด้วยหรือเปล่า

      คุณติสสะ “เล่น” กับทั้งประเด็นที่ว่าพระคเณศเป็นผู้รจนามหาภารตยุทธ์ และที่ว่าพาหนะของท่านเป็นเทพบุตรซึ่งแปลงร่างเป็นหนู (mouse – มูสิกะ) ถ้าศิลปินคนไหนจะวาดรูปท่านอดีตอธิบดีกรมศิลป์คุณนิคม และคุณวีระ จะเอาไอเดียไปใช้บ้างก็คงจะครึกครื้นดี

      พระศิวะเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสนาฮินดูนั้น มีทั้งตรีศูลคูณสาม(พระโคนันทิงดงามสุดพรรณนา) อัฒนารีศวร และระบำดูอีโรติค อีกทั้งน่าสนใจในแง่ของการตีความในเชิงจิตวิทยา เป็นงานที่อาจเหมาะกับคุณนิวัติ กองเพียร เป็นอย่างยิ่ง

      พระศิวะซึ่งประทับอยู่บนเขาไกรลาส และรวมทั้งแาจตีความว่าท่านก็คือเขาหลวงไกรลาศอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคาด้วยก็ได้  คุณติสสะตีความให้เขาไกรลาสเป็นส่วนหนึ่งของพระพักตร์ของพระศิวะ พระเศียรซึ่งเป็นโขดหินขนาดใหญ่ ทางเบื้องซ้ายนั้นเห็นเป็นร่องลึกของกำเนิดคงคา    พระพักตร์ของพระศิวะดูสงบนิ่งและเต็มไปด้วยเมตตา สมกัยเนื้อเรื่องตามเทพปรกรณัมที่พระแม่คงคาซึ่งโกรธเกรี้ยวเพราะมนุษย์บังอาจเชิญให้พระองค์ไหลลงจากสวรรค์ไปหล่อเลี้ยงดับทุกข์เข็ญแล้งบนโลกมนุษย์อันต่ำต้อย พระองค์ทรงเคลื่อนลงสู่มนุษยโลกด้วยอาการรุนแรงอันอาจทำลายโลกได้ในพริบตา   พระศิวะจึงได้ทรงใช้เส้นพระเกศากันเอาไว้ให้ไหลวนอยู่ในมุ่นพระเกศา (อาจกล่อมด้วยเพลงเบาๆ ด้วยใครจะรู้) จนเจ้าแม่คงคาตระหนักแน่ในความเมตตาของพระอิศวรผู้เป็นใหญ่ และสาธุการต่อบารมีของพระองค์ และกลายเป็นพระแม่คงคาบนโลกมนุษย์ทั้งในชมพูทวีป และสยามทวีป

      ที่อยากให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชมกับงานตีความที่ชาญฉลาด มีอารมณ์ขัน และทันสมัยเหลือเชื่ออีกชิ้นหนึ่งของคุณติสสะ ก็คืองานชื่อทศกัณฐ์เขย่าเขาไกรลาส

      ทศกัณฐ์ผู้ฮึกเหิมในฤทธิ์เดชของตนได้บังอาจตีเสมอกับพระศิวะ โดยใช้มือทั้งยี่สิบ ชลอยกเขาไกรลาสอันเป็นบัลลังก์ของพระศิวะ พูดด้วยภาษาปัจจุบันคือ “บังอาจเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี”

      ช่างของพราหมณ์ยัชญวราหะผู้สร้างบันทายสรีที่ประเทศเขมร จำหลักหน้าบันด้านหนึ่งให้เป็นรูปของทศกัณฐ์กำลังชลอยกเขาไกรลาส  ฝูงพราหมณ์ เทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งเจ้าแม่อุมาที่ประทับนั่งบนตักของพระศวะพากันหวั่นไหวว่าจักรวาลจะถึงแก่กาลอวสาน

      ช่างเทวดาแห่งบันทายสรี ท่านแกะสลักหินทรายให้พระศิวะซึ่งโอบอุ้มพระอุมาพระชายาด้วยความมั่นคง ทรงผายพระหัตถ์ขวาออก  แล้วกดพระบาทขวาลง  เขาไกรลาสก็ “สถิตย์อยู่ได้ดังเดิม”  ทศกัณฐ์ก็หงอยไป (ก็มีเสียงอยู่ตั้งสามร้อยกว่า ทั้งสภาล่าง สภาบน มีพรรคกระยาจกสนับสนุนตั้ง 3-4 พรรค ทั้งมีทุนอุดหนุนอยู่จนเป็นมหาเศรษฐีโลก เอาแค่คนใช้กับคนขับรถก็เป็นเศรษฐีระดับประเทศ จะไปกลัวอะไร จะไปกลัวใคร)

       คุณติสสะ ปั้นเรื่องนี้ให้เห็นเป็นขุนเขาที่ยกสูงขึ้นมานิดเดียว  ข้างใต้ภูเขามีทศกัณฐ์ มือยุ่บยั่บกำลังทำท่าเจอร์กอยู่  ยอดบนสุดของเขาไกรลาสมีส่วนปลายเท้า และหัวแม่เท้าขนาดใหญ่กดจิกลงบนขุนเขานั้น

       นี่แหละครับที่ผมว่าชาญฉลาด ทันสมัย และขำกลิ้ง

       มหิษาสุระที่เรามักจะเห็นจำหลักอยู่ทั่วไปตามเทวสถานของพวกไศวนิกายนั้น มักจะเป็นรูปสตรีที่มีมือยั้วเยี้ยถือศาสตราวุธนานาชนิดยืนเหยียบควาย ซึ่งกำลังกลายร่างเป็นอสูรหนีออกไป  แต่มหิษาสุระของคุณติสสะเป็นรูปควายตัวมหึมา นอนหงายชนิดแอ้งแม้ง เจ้าแม่ทุรคาเหยียบอยู่ตรงท้องช่วงล่าง  พระหัตถ์ทั้งสองกดหอกด้ามยาวแทงลึกลงไปในลำคอของมหิงษาอสูร  คุณติสสะย้ำให้เห็นความอหังการ์ของอวิชชาในยุคสมัยของเรา โดยให้ขนาดของควายนั้นใหญ่เหลือหลาย แต่ปัญญาของมนุษย์ก็อาจกำหราบลงได้ เป็นงานที่ชี้ให้เห็นยุคสมัยของเราว่าทุกข์ทุรนแค่ไหน  แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความหวังเจืออยู่

       ผมคงจะจบลงด้วยการเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านไปร่วมชมงานแสดงที่สุดวิเศษนี้ ที่

หอศิลป์เจ้าฟ้า ตรงตีนสะพานพระปิ่นเกล้า ซึ่งจะมีการจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้

 

ทรงยศ แววหงษ์

2545