songyote さんのプロフィールsongyote'sフォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
9月2日 คุยกับหนัง เดือนกันยายน 2551ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ 4 ก.ย. 2551 : Tommy : The Movie (1975/106 min/US) 11 ก.ย. 2551 : Borsalino & Co. (1974) 18 ก.ย. 2551 : The Hidden Fortress (1958/140 min/Japan) 25 ก.ย. 2551 :Opera Jawa (2007/120 min/Indonesia) กำกับการแสดง : Garin Nugroho ผู้แสดง : Martinus Miroto / Artika Sari Devi Setio และ Sitti สองสามีภรรยามีอาชีพปั้นหม้อในหมู่บ้าน ซึ่งมี Ludiro พ่อค้าหน้าเลือด ครอบงำทุกอย่าง Ludiro ใช้โอกาส "ลักพา" Sitti ขณะที่ทั้งคู่ประสบเคราะห์กรรมทางเศรษฐกิจ เหมือนอย่างกับพระราม Setio ต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อภรรยาของเขา 8月8日 คุยกับหนัง สิงหาคม 2551ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
ชมฟรีเช่นเคย - แต่กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ก่อนทุกครั้ง (กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ) 7 ส.ค. 2551 : The Suspended Step of the Stork (1991/126 min/Greece) 14 ส.ค. 2551 : Knafayim Shvurot(Broken Wings) (2002/87 min/Israel) 21 ส.ค. 2551 : Svjedoci (Witnesses) (2003) + Little Terrorist (2004/7 min/India) 28 ส.ค. 2551 : Harakiri (1962/133 min/Japan) กำกับการแสดง : Masaki Kobayashi ผู้แสดง : Tatsuya Nakadai/ Rentaro Mikuni ซามูไรไร้นาย (โรนิน) ฮันชิโร่ สุกาโม่ ได้ขอทำพิธีปลิดชีพตามเกียรติของซามูไรที่ทำเนียบของเจ้านายต่างที่ คำขอของเขาได้รับการหยามหมิ่นผลลัพธ์ที่ตามมา จึงพ้นการควบคุมของใครๆ 7月29日 สะ-บาย สะ-บาย30 พ.ค. 2530
ผมพยายามนึกอยู่นานว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่อาศัย "ความบ้า" มาเป็นประเด็นหลักของเรื่อง แต่เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น
ฟรานเซส (2525) เป็นเรื่องแรกที่ผมนึกถึง เจสสิกา แลงก์ รับบทเป็นฟรานเซส ฟาร์เมอร์ ดาราสาวฮอลลีวู้ดในทศวรรษที่ 2470 (มีจิตวิญญาณเป็นกบฎต่อสังคมขณะนั้น วิญญาณกบฎของเธอจบลงอย่างเศร้าๆ ในสถานบำบัดทางจิต เพราะสังคมเห็นว่าเธอเป็นบ้า แต่คนดูพอจะรับสารที่สื่อออกมาจากหนังได้ว่า การที่วิญญาณเสรีของเธอต้องถูกตราว่าเป็นบ้าก็เพราะสังคมนั่นแหละเจ็บป่วยทางปัญญา
หนังที่ทำได้ประทับใจกว่าคือเรื่อง วัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ (2518) หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากนวนิยายขายดีของเคน เคซีย์ ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2506 แจ๊ค นิโคลสัน รับบทเป็น อาร์ พี แม็คเมอร์ฟี่ ผู้ตกเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดทางจิต ได้พยายามต่อสู้กับการรักษาพยาบาลที่มีขั้นตอนในการทำลายความเป็นมนุษย์อย่างน่ากลัวและอย่างเป็นระบบ หนังและละครเวทีเรื่องนี้มีส่วนผลักดันให้เกิดการทบทวนความคิดเกี่ยวกับการบำบัดผู้พิการทางจิตอยู่บ้าง แต่ปัญหาใหญ่ก็ยังดำรงอยู่เช่นเดิม ความเป็นคนบ้าหรือคนดีถูกตัดสินกันที่ว่าใครยอมตามสังคมมากน้อยแค่ไหน
เดล วอสเซอร์แมน (ผู้ซึ่งเขียนบทละครเรื่องวัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ด้วย) ได้ดัดแปลงเรื่องดอน กิโฮเต้ ของเซอร์วานเตสมาเป็นบทละครเวทีและกลายเป็นหนังเรื่องแมนออฟลามันช่า (2515) แม้เดลจะให้ดอน กิโฮเต้เป็นคนช่างฝันในคุณงามความดี แต่คนอื่นๆ ในเรื่องก็พากันมองดอน กิโฮเต้ว่าเป็นเพียงคนแก่บ้าๆ ที่ไม่ยอมตามไปกับสังคมเท่านั้น
บราซิล (2528) หนังแนวแฟนตาซีเชิงหัสคดีที่มีเนื้อหาหลักอยู่ที่การต่อต้านสังคมด้วยการล้อเลียน เสียดสีอย่างคมคายนั้น จบเรื่องลงโดยการให้ตัวแซม ลาวรีย์ (นำแสดงโดยโจนาธาน ไพรซ์ ดารามาแรงชาวอังกฤษ) ผู้ต่อต้านระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในอนาคตถูกจับไปบำบัดทางจิตและโปรแกรมความคิดเสียใหม่ให้เข้าได้กับสังคม
ความบ้าในบรรดาหนังที่ผมพอจะนึกออกตอนนี้จึงมักจะเป็นความบ้าชนิดต่อต้านสังคม และหนังเหล่านี้ก็ชวนให้คิดไปในทางกลับกันว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ดี" และทำตามๆ กันไปนั้น แท้จริงมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์สักแค่ไหน
และความคิดเช่นว่านี้ก็ได้มาปรากฎเป็นหนังดูสบายสบายแต่ชวนคิดเรื่องล่าสุดของยุทธนา มุกดาสนิท เรื่อง หลังคาแดง มีหลายตอนที่คล้ายคลึงกับวัน ฟลูว์ โอเว่อร์ เดอะ คุกคู'ส เนสต์ สำหรับผมแล้วหลังคาแดงมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างและป็นตัวของตัวเองจนไม่ควรที่จะถือเอาความคล้ายกันมาเป็นเครื่องตัดสินแต่ประการใด
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ทองดี (ธงไชย แมคอินไตย) ขอทานที่มีพื้นเพมาจากสุพรรณผู้ซึ่งเคยใฝ่ฝันถึงความร่ำรวยแต่เด็ก ได้เกิดสับตัวกันกับ โกยทอง เศรษฐีผู้ชอบปลอมแปลงตัวเองเพื่อหลีกเร้นจากโจรภัย ทั้งคู่ได้ตกเข้าไปอยู่ในสถาบำบัดทางจิต "หลังคาแดง"
ทองดีตัวเอกของเรื่องได้พบเพื่อนๆ "หลังคาแดง" แปลกๆ หลายคน แต่ที่เด่นๆ ก็คือ อาลัย (จินตรา สุขพัฒน์) สาวผู้เคยถูกหลอกและเฝ้ารอคอยญาติ ซึ่งไม่เคยมาเยี่ยม ดาว ดารา (อมรา อัศวนนท์) ดาวโรยผู้ติดค้างอยู่กับความรุ่งโรจน์ในอดีต และสายัณห์ ชายผู้ซึ่งนิยมการขึ้นไปยืนบนหลังคาศาลาริมท่าน้ำเพื่อบูชาเสรีภาพของนกที่บินอยู่บนขอบฟ้ากว้าง ตลอดจนดวงตะวันที่ส่งแสงอยู่ทุกวัน
ทางฝ่ายคนดีๆ นั้น ทองดีได้พบกับผู้อำนวยการสถานบำบัด (ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง) ผู้เป็นเผด็จการ และมักจะมีความคิดอันพิสดารในการบำบัดคนไข้ ธิติมา (สังขพิทักษ์) นักสังคมสงเคราะห์ที่พร้อมจะเข้าใจคนไข้ อัจฉราพรรณ (ไพบูลย์สุวรรณ) นักจิตวิทยา ผู้ซึ่งป่วยมากกว่าคนไข้และพร้อมที่จะจับคนไข้ยัดเข้าไปในกล่องทางทฤษฎีจิตวิเคราะห์ตามที่เคยร่ำเรียนมา และมยุรา (ธนะบุตร) เมียของโกยทองผู้เต็มไปด้วยแผนการฮุบสมบัติของสามี แต่ต้อนท้ายก็ยังมีมโนธรรมพอที่จะไม่ทอดทิ้งสามีผู้น่าสงสาร
หลังคาแดง เป็นหนังที่แสดงออกมาในรูปเหนือจริง ฉะนั้น ความอลวนอลเวงในเรื่องจึงไม่อาจจะใช้เหตุผลแบบสมจริงเข้าไปตัดสินได้
เช่นการที่ผู้อำนวยการตัวจริงถูกจับเข้าไปขังในสวนรื่น.....อ้า,ไม่ใช่ครับ ตึกรื่นฤดี แดนลึกลับในสถานบำบัดแห่งนั้น แล้วคนไข้จากแดนนั้นออกมาแสดงบทผู้อำนวยการทั้งเรื่องโดยที่ไม่มีใครสงสัยเลย (แม้ผู้ร่วมงานคนอื่นๆ) ดูจะไม่สมเหตุสมผลในทางสมจริง แต่หากจะมองว่าผู้สร้างหนังตั้งใจเสียดสีผู้อำนวยการอันเป็นตัวแทนของสถานบำบัดทางจิตว่าอาจป่วยยิ่งกว่าคนไข้ ก็ถือว่าได้ประเด็นตามต้องการ
หรือการที่ให้ทองดีขอทานธรรมดาๆ แสดงบทเป็นคนฉลาดมีเหตุผล แถมยังร้องเพลงดีดกีร์ต้าให้ความบันเทิงและเตือนสติคนไข้คนอื่นๆ ก็ดูจะไม่สมจริงอีกเช่นกัน
ความไม่สมจริงทั้งหมดในหนังถูกจินตนาการและความมีอารมณ์ขันของยุทธนาซ่อนเอาไว้ในรูปของความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงของหนัง จนคนดูคล้อยตามไปจนจบเรื่อง
หลังคาแดงมีฉากเด่นๆ ตลอดรวมทั้งมุขขำขันแบบตลกร้ายมากมาย เช่น ฉากเปิดเรื่องเป็นแสงสลัวที่ห้องยามหน้าแดนรื่นฤดี ที่มีล้อต๊อกแสดงเป็นยามสายตาสั้นสุดขีด และติดละครวิทยุเป็นชีวิตจิตใจ ให้ความรู้สึกทั้งทึมทึบน่ากลัวและทั้งน่าขบขันในภาพพจน์ของล้อต๊อกที่ต่างไปจากเรื่องอื่นๆ
ฉากสายัณห์ปีนขึ้นไปบนหลังคาศาลาแดงท่าน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า จนท้ายสุดก็กระโดดน้ำหนีไปกับเรือโยง ก็สะใจคนดูที่คอยเอาใจช่วยสายัณห์เหมือนกับคนไข้อื่นๆ
ฉากทองดีร้องเพลงให้ความหวังกับคนไข้คนอื่น แม้จะยืดยาวจนเต็มเพลงก็คงจะขายพวกวัยรุ่นมิตรรักนักเพลงได้พอๆ กับฉากที่ทองดีร้องเพลง "สบาย สบาย" ได้สนุกสุดขีด
อาลัยพาทองดีมุดลงไปที่ใต้ศาลาริมท่าน้ำเพื่อจะอวด "สมบัติบ้า" ของเธอในหีบใบใหญ่คงจะประทับใจหลายคนได้
และฉากสุดท้ายที่ทุกคนชุลมุนกันแย่งพวงกุญแจทองคำของโกยทอง แม้จะยืดยาวอีกเช่นกัน แต่ก็เรียกเสียงฮาได้ไม่หยุด
สำหรับมุขเด็ดที่ยุทธนาแฝงเอาไว้นั้น ทำได้ขำขันและแนบเนียนดี นับตั้งแต่ชื่อของ อาทิตย์ กำลังเอกที่หลุดออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยโดยคนไข้คนหนึ่ง ตลอดรวมไปถึงการเสียดสีวัฒนธรรมแบบทหารก็เข้าท่าดี
สรุปรวมแล้ว หลังคาแดง ของยุทธนาเป็นหนังที่แสดงให้เห็นความกล้าและความสามารถของผู้กำกับไทยรุ่นใหม่อย่างน่าสนใจ
ความบ้าในหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาแสดงอย่างน่ารักในขณะที่เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างมีประเด็นและน่าสนใจ
การผสมผสานรสนิยมวัยรุ่น (โดยใช้ดาราทั้งธงไชยและจินตหรา) กับรสนิยมแบบชาวบ้านในขณะที่สามารถรักษาประเด็นหลักของหนังไว้ได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจในขณะที่หนังไทยส่วนใหญ่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตหนังวัยรุ่นไร้สารถ หรือหนังชีวิตแนวตลาดที่เน้นการเชือดเฉือนคารมกันเป็นชุดๆ หรือแม้กระทั่งการยึดติดกับวรรณกรรมดีเด่นในอดีตจนลืมมองไปว่าเมืองไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดแล้ว
ส่วนดาราที่แสดงเรื่องนี้ กรณีธงไชยและจินตหราอาจจะชี้ให้เห็นถึงความสามารถของผู้กำกับได้ไม่น้อย ใครที่เคยดูธงไชยเล่นหนังเรื่องอื่นๆ (เช่น ด้วยรักและผูกพัน) คงจะพอเปรียบเทียบคำกล่าวที่ว่านี้ได้ดี ล้อต๊อกก็ดูจะไม่ล้นบทอย่างที่เคยๆ เป็นจากเรื่องือ่น
ธิติมาแสดงได้ดีสม่ำเสมออย่างที่เธอเคยเป็นมา ในขณะที่มยุรา ธนะบุตรไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ สำหรับอัจฉราพรรณและชนประคัลภ์นั้น เหมาะสำหรับละครเวทีเบาสมองมากกว่า ส่วนอมรานั้นแสดงได้บ้าสุดขีด ถ้าจะมีงามตา ศุภพงศ์ อีกสักคนตรงนี้ คงได้หัวเราะกันเจ็บสีข้างเป็นแน่
เชื่อว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นเรื่องหนึ่งในบรรดาหลายเรื่องที่ยุทธนาเคยประกาศหลังจากได้รับรางวัลอีสต์ เวสต์ อะวอร์ดจากเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เมื่อปลายปีที่แล้วว่า "ตั้งแต่นี้ต่อไป ก็จะขอทำภาพยนตร์ตามที่ตนต้องการสักที โดยไม่ต้องคำนึงถึงตลาดให้มากนัก"
แต่ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้คงจะไม่ใช่หนังเรื่องที่ดีที่สุดตามที่ตั้งใจเอาไว้นะครับ. 7月24日 เมษายน เมื่อ 100 ปีที่แล้วตอนตีสี่ของวันคริสต์มาสเมื่อ 12 ปีมาแล้ว โลกได้สูญเสียนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ ผู้ซึ่งเกิดมาในแถบที่ยากจนของกรุงลอนดอน เพื่อจะเกิดมาเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยที่อเมริกา แล้วถูกประเทศอเมริกาผลักไสออกจากประเทศเมื่อปี 2495 แม้เขาจะได้รับการศึกษาอย่างกระท่อนกระแท่นที่สุด แต่ก็ได้รับดุษฎีบัณฑิตสาขาอักษรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี 2505 และแม้เขาจะกำเนิดในครอบครัวที่ต่ำต้อยที่สุด แต่ก็ได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่สอง ให้เป็นขุนนางในปี 2518 คุณจะเรียกเขาว่า เซอร์ ชาร์ลส สเปนเซอร์ ก็ได้ แต่เขาคงจะพอใจให้เรียกเขาวว่า ชาร์ลี แชปลิน เสียมากกว่า คงจะไม่เป็นการผิดนักถ้าจะกล่าวว่า ชาร์ลี แชปลินเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติภาษาไหน มีความเชื่อทางลัทธิการเมืองอะไร และไม่ว่าคุณจะเป็นนักดูหนังหรือไม่ คุณก็คงจะคุ้นเคยเขาจากบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวที่อาจปรากฏเป็นภาพในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งในบ้านของคุณ ปฏิทินที่ติดอยู่ข้างฝาบ้าน บนเสื้อยืดของคนที่เพิ่งเดินผ่านคุณไป บนแผงโฆษณาสีทาบ้านและภาพยนตร์โฆษณากรอบเต็มในทีวี และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านเนิ่นนานไปเพียงใด ชาร์ลี แชปลินก็ยังคงมีภาพพจน์เช่นเดิมของชายร่างเล็กผู้ซึ่งพยายามแต่งกายอย่างสุภาพที่สุด (อย่างที่สุภาพบุรุษอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษชอบแต่งกัน) คือสวมเสื้อ 3 ชั้น เสื้อกั๊กลายตลก เข้ากันพอดีกับแจ็คเก็นตัวคับติ้วแต่ยาวเกินพอดี กางเกงที่สุภาพแต่ก็หลวมโพรก รองเท้าเก่าที่ขนาดเหมาะกับตัวตลกมากกว่าผู้ดี หมวกโบว์เลอร์สีดำดูเก่ามอซอและเล็กกว่าหัวใครๆ ในโลกนี้ เขาถือไม้เท้าเสมอ เพียงแต่ว่ามันดูน่าขบขันมากกว่าน่าภูมิฐาน และสิ่งที่ใครก็สามารถจะจดจำเขาได้เสมอก็คือหนวดจิ๋มทรงเดียวกับที่ฮิตเลอร์มีนั่นเอง แชปลินตายไปเมื่อ พ.ศ. 2520 โดยทิ้งผลงานเป็นภาพยนตร์ทั้งขนาดสั้นและยาวประมาณ 80 เรื่องไว้ให้เป็นสมบัติของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต หากเขาจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ 15 เมษายน ปีนี้ เขาก็จะมีอายุครบหนึ่งร้อยปีพอดี คุณผู้อ่านคงจะเป็นเหมือนกับผมที่จะรู้จักชาร์ลี แชปลินผ่านหนังหลายเรื่องของเขา เช่น เดอะคิด และดิ ไอเดิล คลาส (2463) เดอะ โกลด์ รัช (2468) ซิตี้ ไลท์ (2474) โมเดอร์น ไทมส์ (2479) เดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (2483) และไลม์ไลท์ (2496) หนังของเขา (เช่นเดียวกับตัวเขา) ดูตลกขบขันแต่ก็ดูเศร้าในขณะเดียวกัน และสิ่งนี้ก็คือเสน่ห์ตลอดกาลของชาร์ลี แชปลิน หนังของเขาวิพากษ์วิจารณ์สังคม เศรษฐกิจ การเมืองได้อย่างแหลมคม ในขณะที่ตัวของเขาซึ่งปรากฏในฐานะเป็นตัวเอกของเรื่องไม่สนใจกับฐานะทางสังคม ไม่มีความรู้เรื่องระบบเศรษฐกิจ และไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ อย่างที่มนุษย์ธรรมดาตัวเล็กในสังคมอันกว้างใหญ่และสลับซับซ้อนเป็นอยู่ทุกวันนี้ นี่คือเคล็ดลับอันอัศจรรย์ที่แฝงอยู่ในงานของเขาเกือบทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องหลังๆ) หากจะมีใครสักคนที่จะสรุปลักษณะหนังของชาร์ลี แชปลิน ว่าเกี่ยวกับอะไร คนคนนั้นก็คงจะเป็นตัวแชปลินเอง ที่ได้เคยบันทึกเอาไว้ในอัตชีวประวัติว่า แม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมากมายมหาศาลในการที่ทำให้เขามองเห็นชีวิตของมนุษย์ในแง่ของความขบขันและความเศร้า ความรัก ความน่าสงสาร และความมีมนุษยธรรม แม่ของแชปลินชื่อ ฮันนาห์ เป็นลูกสาวของนักปฏิวัติชาวไอริช ชื่อ ชาร์ล ฮิล ผู้ซึ่งเมื่อรัฐบาลอังกฤษทำการกวาดล้างใหญ่ เขากลับหนีเข้ามาสู่ลอนดอน ใจกลางของอังกฤษ และยึดอาชีพเป็นช่างรองเท้าตลอดมา ส่วนยายของแชปลินนั้นเป็นครึ่งสแปนิชและครึ่งยิปซี
แม่ยึดอาชีพเป็นนักแสดงตัวคนใช้กึ่งผู้ช่วยของนางเอก เธอแสดงตลกได้เก่งเท่าๆ กับการร้องเพลง ส่วนพ่อของแชปลินนั้นชื่อเดียวกับเขาคือ ชาร์ลส แชปลิน เป็นนักแสดงตลก เป็นนักร้อง และท้ายสุดเป็นขี้เมา จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตอันแสนสั้น แชปลินมีพี่ชายต่างพ่อชื่อซิดนีย์ ซึ่งผจญความทุกข์ยากร่วมกันตั้งแต่วัยเด็ก จนกระทั่งถึงความรุ่งโรจน์ของชีวิตและตายจากไปก่อน
ความยากจนได้เข้ามาเยือนแชปลินและพี่ชายเมื่อพ่อเลิกกับแม่ โดยเฉพาะเมื่อแม่เริ่มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกล่องเสียง กระทั่งครั้งหนึ่งในการแสดงบนเวที เสียงของแม่เกิดหายไปเฉยๆ กลางคัน คนดูโห่ฮาอย่างขบขันจนแม่ต้องถอยกลับเข้าฉากไป แชปลินถูกผู้จัดการเวทีจูงมือออกไปยืนแทนที่ แล้วเขาก็เริ่มร้องเพลงตามประสาเด็กด้วยเพลงแจ๊ค โจนส์ อันเป็นเพลงที่พวกขายผลไม้ตามตลาดในลอนดอนชอบร้องกัน คนดูพอใจพากันโยนสตางค์มาบนเวที ซึ่งทำให้แชปลินตาลุกแล้วบอกกับคนบนเวทีว่าขอเวลาเก็บสตางค์ก่อนแล้วจึงจะร้องเพลงต่อ ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนโยนสตางค์มาอีกมากมาย
แชปลินขณะนั้นอายุ 5 ขวบ เขากล่าวว่านั่นเป็นการแสดงครั้งแรกในชีวิตของเขา และก็เป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ได้แสดงบนเวทีด้วย
อย่างไรก็ดี แชปลินได้กล่าวว่า มรดกสำคัญที่แม่ได้ให้กับเขาก็คือการสังเกตท่าทางและเลียนแบบคน อันจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในชีวิตการแสดงของเขาต่อไปข้างหน้า แต่ที่อาจจะกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุดคือการอ่านพระคัมภีร์ใหม่ให้เขาฟังในขณะที่เขาป่วยหนัก แม่เล่าถึงชีวประวัติของพระเยซูจนกระทั่งถึงบทสุดท้ายซึ่งพระองค์ถูกตรึงกางเขนแล้วได้ทรงรำพึงว่า เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพระองค์ ตรงนี้แม่ได้ตีความว่า เห็นไหมว่าพระองค์ทรงเหมือนกับเรา (แม่ลูก) พระองค์ทรงเป็นมนุษย์เหมือนเรา และชีวิตก็คือเรื่องราวของความรัก ความน่าสงสาร ตลอดจนมนุษยธรรมซึ่งแชปลินจะได้สะท้อนเข้าไปอยู่ในงานของเขาจนกระทั่งเรื่องสุดท้าย
เมื่อแชปลินย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม พื้นฐานของการแสดงดาดๆ เช่นการเต้น การร้องเพลง และการเลียนแลลท่าทางคนที่แม่ได้วางไว้ให้ เริ่มเป็นประโยชน์กับเขาในฐานะนักแสดงเล็กๆ คนหนึ่งในคณะตลกของเฟรด การ์โน แรกๆ เขาก็เป็นเช่นนักแสดงทุกคนที่ฝันว่าสักวันจะได้รับบทสำคัญและได้เป็นตัวแสดงหลักของเรื่อง กระทั่งวันหนึ่งเขาตั้งใจแสดงท่าเลียนแบบของ “หมอเถื่อน” ชื่อวัลฟอร์ด โบดี้ เขาตั้งใจทำด้วยอาการเคร่งขรึม เขาตั้งใจจะคล้องไม้เท้าเข้ากับแขน แต่ปรากฏว่าเขาหยิบด้านปลายมาคล้องแทนที่จะเป็นด้านปลายบนที่มีความโค้ง ไม้เท้าตกลงไปบนพื้น และเมื่อเขาก้มลงไปเก็บไม้เท้า หมวกท็อปแฮ็ทกลับตกลงไปอีก เขาจึงก้มลงไปเก็บหมวกอีกครั้งเพื่อจะสวมลงไปบนศีรษะอย่างเดิม แต่หมวกกลับทะลุเป็นรูกลวงโต มันโตพอที่จะทำให้หัวของเขาหายไปในหมวกทั้งหมด เมื่อถึงตอนนี้คนดูพากันหัวเราะอย่างงอหาย และก็คราวนี้แหละที่แชปลินรู้แน่ว่าเขาได้พบสิ่งที่เป็นตัวของเขาแล้ว และก็คราวนี้เช่นกันที่แชปลินรู้ว่าเส้นทางการแสดงของเขาได้เปิดออกกว้างและทอดยาวออกไปในอนาคตทีเดียว
สแตน ลอเรล (ตลกผอมซึ่งคู่กับตลกอ้วนชื่อโอลิเวอร์ ฮาร์ดี้) เป็นนักแสดงตลกในคณะเฟรด การ์โน เช่นเดียวกับแชปลินกล่าวอย่างอารมณ์ดีและภาคภูมิใจว่า แชปลินเคยเล่นเป็นตัวแทนของเขาในเรื่องจิมมี่ เดอะ เพียร์เลส เพราะแต่แรกเฟรดต้องการให้แชปลินเล่นเป็นตัวจิมมี่ แต่แชปลินไม่ยอมเล่น สแตนเลยรับบทไป แต่ต่อเมื่อการแสดงรอบแรกๆ ผ่านไป แชปลินเกิดเปลี่ยนใจ แชปลินจึงรับบทแทน สแตนคิดว่าบทของจิมมี่เด็กกรรมกรช่างฝันถึงการผจญภัย การอ่านนิยายสิบสตางค์ที่สมัยนั้นเรียกว่า “เพนนี่ บลัดดี้” ได้ฝันว่าตัวเองปีนเข้าไปช่วยหญิงสาว ต่อสู้กับคนร้าย ได้พบขุมสมบัติและชนะใจสาวในท้ายสุด ได้กลายมาเป็นความประทับใจของแชปลินจนสร้างมาเป็นบุคลิกของ “แทรมป์” หนวดจิ๋มอย่างที่เรารู้จักกัน และความฝันชนิดนี้ก็ปรากฏอยู่ในหนังหลายเรื่องของแชปลินเสมอๆ
แม่ของเขากลับมาปรากฏตัวในหนังของเขาบ่อยที่สุดในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงเต้นรำประจำบาร์ในเรื่อง เดอะ โกลด์ รัช (2458) หญิงดาราแสดงในคณะละครสัตว์จากเรื่อง เดอะ เซอร์คัส (2471) หญิงตาบอดผู้น่าสงสารในเรื่อง ซิตี้ ไลท์ส (2474) เด็กหญิงลูกกรรมการผู้จะร่วมชะตากรรมไปกับ “แทรมป์” ในโมเดอร์น ไทมส์ (2479) และ ฮันนาห์ (ชื่อเดียวกับแม่ของเขา) เด็กสาวที่แสนดีต่อช่างดัดผมเชื้อสายยิวในหนังเรื่องเดอะ เกรท ดิคเตเตอร์ (2483) เป็นต้น หญิงทั้งหมดในเรื่องต่างๆ ของแชปลินเป็นคนดีทั้งจิตใจและตัว เป็นคนยากไร้แต่อ่อนหวานและอบอุ่น ตลอดจนมีมานะบากบั่นอย่างที่แม่ของเขาเป็น
หนังเรื่องต่างๆ ของแชปลินประสพความสำเร็จอย่างที่เรารู้ๆ กัน แต่เห็นทีจะต้องย้ำว่าไม่ได้ประสพความสำเร็จทางการเงินอย่างเดียวอย่างที่ขยะบนแผ่นฟิล์มในสมัยปัจจุบันจำนวนมากประสพความสำเร็จ แต่เป็นเพราะงานเหล่านี้มีความงามทางศิลปะ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความหวังและความงดงามของมนุษยชาติโดยกว้างได้อย่างลึกซึ้ง
พลังของความศรัทธาต่องานของเขาทั่วโลกผลักดันให้เขาได้รับเกียรติจากสำนักพระราชวังของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น พลังนี้มีมากพอที่จะกดดันให้ศิลปินนักแสดงในอเมริกาประกาศต้อนรับให้เขากลับสู่ประเทศ ประเทศซึ่งเคยตั้งข้อรังเกียจว่าเขาฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จนต้องลี้ภัยออกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 เขากลับมาอย่างผู้มีชัยในเดือนตุลาคม 2515 เพื่อรับรางวัลออสการ์ที่ฮอลลีวู้ด
เมื่อวันที่เขาตายลงอย่างสงบที่บ้านของเขาชื่อมานัวร์ เดอ แบง ในเวอเวย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำนักข่าว 2 สำนักซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิงคือ สำนักข่าวทาสส์ ของสหภาพโซเวียต และสำนักข่าววิทยุแห่งนครวาติกันต่างก็ประกาศสดุดีเขา ในฐานะนักมนุษยธรรมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษ
เขาได้ตายจากโลกนี้เพื่อไปสู่ความเป็นอมตะ
7月3日 มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน 1/2โดยทรงยศ แววหงษ์ (หมายเหตุ FILMVIRUS:บทความนี้เคยตีพิมพ์ใน สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ วันที่ 20 ก.ค.2529 ปีที่ 33 ฉบับที่ 5) (หมายเหตุ 2 : ขอขอบคุณคุณสนธยา ทรัพย์เย็นที่ส่งบทความนี้มาให้)
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเข้าใจว่าหลายคนคงจะเหมือนกับผม ตรงที่นั่งจ้องอยู่หน้าจอทีวีติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหว (อันผิดปกติ) ที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ ใจนึงผมก็ค่อนข้างจะประหวั่นพรั่นพรึง เพราะการปลุกม็อบต่อต้านและลองหยั่งกำลังของรัฐบาลคุณนายอาคีโน่น่ะมีมาตลอด มาคราวนี้ถึงกับมีการเผชิญหน้าโดยตรง เหตุการณ์อาจจะหลุดพ้นไปจากการควบคุม ก้าวไปสู่สงครามกลางเมือง และท้ายสุดผู้พ่ายแพ้ก็คือประชาชนฟิลิปปินส์ แต่อีกใจนึง (ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเท่าไร) ก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังดูหนังอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ตัวโกงมีสองตัว ตัวนึงเป็นตาแก่อายุ 70 กว่า ยืนตาโหลอยู่ในพิธีสาบานตัวรักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในโรงแรมกลางกรุงมะนิลา อีกตัวนึงแก่พอกัน แต่หน้าตาบวมฉุยืนอยู่ท่ามกลางบริษัทบริวารที่เกาะฮาวาย ฉากทหารเดินถือปืนเกร่ไปมาพร้อมกับชูนิ้วเป็นรูปตัววี (ตามแบบที่พวกอเมริกันชอบใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ) ให้กับกล้อง เป็นภาพที่ให้สีสันบรรยากาศกึ่งเครียดกึ่งสนุก ส่วนตัวนางเอกนั้นดูสบายๆ สง่าสมตัวและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เธอให้สัมภาษณ์ว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้คืนตัวโดยเร็วที่สุด แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ ซะด้วย ก็เป็นอันว่าฝันกลางฤดูร้อนคราวนี้ผ่านไปได้อีกตาหนึ่ง จนกว่าจะถึงคราวหน้าแหละครับ (ความจริงฝ่ายกบฏน่าจะฉลาดพอที่เอาเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในเมืองไทยเป็นบทเรียนนะครับ เพราะมันช่างคล้ายกันซะจริงๆ เลยทีเดียว) โคราซอน อาคิโน่ ต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ผมเลิกแขม่วท้องและถอนหายใจได้ยาวๆ อย่างผ่อนคลาย ผมถึงได้รู้สึกตัวเองว่าออกจะชอบบุคลิกของคุณนายอาคีโน่อยู่ไม่น้อย ผมคิดว่าเธอดูสบายๆ เป็นธรรมชาติ เธอดูยิ้มแย้มแจ่มใส (แม้ปัญหาปวดขมองจะรุมล้อมอยู่เป็นอย่างมากขณะนี้) แถมหน้าตายังดูไม่ขี้ริ้ว แม้จะไม่สวยอย่างเจิดจ้า ยิ่งเทียบกับคุณนายมาร์กอส ผู้ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตจนดูทะมึน เวลายืนกับใครก็ดูจะข่มและกดบีบความสำคัญของคนอื่นเสียหมด (แม้กระทั่งสามีของเธอเองก็เถอะ) แถมความมั่นใจในมหาอภิสิทธิ์อำนาจของเธอ ทำให้เธอเหมือนจักรพรรดินีผู้ซึ่งอาจจะสั่งตัดหัวใครที่ไม่พอใจเอาได้ง่ายๆ สองคนนี้จึงดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในสายตาของผม และเพื่อให้คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์หนังไม่ใช่การวิเคราะห์ข่าวการเมืองต่างประเทศ ผมก็อยากเชื่อมประเด็นบุคลิกของบุคคลกับดาราสตรีเท่าที่พอจะนึกว่าประทับใจและเท่าที่พอจะนึกออกในยามนี้
สำหรับ เอลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ (Elizabeth Taylor)(ภาพที่ 2) ผู้ซึ่งเกิดในปี 1932 (ปี 2475 ไงครับ !) แล้วก็แสดงหนังตั้งแต่เมื่อตอนอายุได้ 10 ขวบ พออายุ 11 ก็ได้เล่นหนังอีกเรื่องนึงกับ แลสซี่ ดาราหมาผู้ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด (Lassie Come Home) จากนั้นก็ไม่มีใครจะหยุดเธอได้อีก เพราะเธอมีงานแสดงมากมายจนจดจำไม่หวาดไหว เท่าที่พอจะนึกออกในขณะนี้ก็มี Giant (1956), Cat on a Hot Tin Roof (1958), Cleopatra (1964) และ Who’s Afraid of Virginia Woolf ? (1966) ความมีเสน่ห์ของเธออยู่ตรงที่การแสดงอารมณ์ได้อย่างดุเดือด และความงามอย่างน่าเกรงขามของเธอ โดยเฉพาะในบทของพระนางคลีโอพัตรา แต่ความงามและความมีเสน่ห์ของเธอก็ค่อยๆ หดหายไปเป็นสัดส่วนผกผันกับเนื้อหนังมังสาที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากของเธอ
เขาว่า แคธเธอรีน แฮปเบิร์น (Katherine Hepburn)(ภาพที่ 1) เล่นบทเข้มๆ ได้ดีนัก แต่ผมก็ดูหนังที่เธอแสดงน้อยเกินกว่าที่จะพูดถึงได้ มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe)(ภาพที่ 6) ดูสวยหวานอย่างมีเสน่ห์ยั่วใจ น่าเสียดายที่เธอมักจะได้บทชนิด “สาวผมสีทอง ที่ไม่ค่อยมีสมอง” ไดแอน คีตั้น (Diane Keaton)(ภาพที่ 3) ออกจะชอบบท (ภาพยนตร์) ที่ไม่เป็นฮีโร่เท่าไร ยกเว้นหนังเรื่องล่าสุดของเธอ (?) Little Drummer Girl ผมชอบบทของ จิลล์ เคล์เบิร์ก (Jill Clayburgh) ในหนังเรื่องล่าสุดของ Costa-Gavras เรื่อง Hannah K. (แม้นักวิจารณ์หนังในเมืองไทยบางคนจะบอกว่าไม่ชอบเลย แต่ใจผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ คอสต้า-กาฟราส ทำหนังแนวการเมืองได้ลึกซึ้ง ดีกว่าเรื่อง Z ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนังที่มีจุดเด่นอยู่ตรงการให้ข้อมูลทางการเมือง และ Missing ซึ่งเนื้อหาดีแต่ออกจะหวือหวาไปหน่อย ส่วน Hannah K. สะท้อนปัญหายิว –อาหรับได้ลึกซึ้งดีกว่า ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหลุดออกมาจากวงล้อมของการโฆษณาชวนเชื่อนิยมยิว อย่างที่คนไทยมักจะเป็นกันด้วยครับ) จิลล์รับบทเป็นทนายสาวเยอรมันในอิสราเอลที่รับความให้ชาวปาเลสไตน์ และท้ายสุดเธอพบว่าปัญหาที่เธอเผชิญอยู่คือ เรื่องของความฉ้อฉลของกฎหมายกับมนุษยธรรม บุคลิกของเธอเริ่มจากคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร พัฒนาไปจนกระทั่งกลายเป็นบุคลิกที่เข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นต่อต้านระบบอันฉ้อฉลทั้งระบบ มาดสตรี จากมะนิลาจนถึงบอสตัน 2/2
จนเมื่อปลายปีที่แล้วผมจึงมีโอกาสได้ดูบทบาทของดาราคนโปรดของผมคนนี้อีกในหนังเรื่อง The Bostonians หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายของ เฮนรี่ เจมส์ (Henry James) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นบันทึกทางความคิดของนักเขียนดังที่ต่อต้านขบวนการสิทธิสตรียุคแรก ตอนปลาย ศตวรรษที่19 นั่นเอง
เรื่องย่อก็มีอยู่ว่า โอลิฟ ชานเซลเลอร์ (Olive Chancellor / วาเนสสา) เป็นสตรีผู้ได้รับการศึกษาและมั่งคั่งมาก เธอสนับสนุนขบวนการสิทธิสตรีของ Boston อย่างเต็มที่ จนวันนึงเธอได้พบกับเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ชื่อ เวเรน่า แทรันท์ (Verena Tarrant / Madeleine Potter) เวเรน่า มีพรสวรรค์ในการพูดที่จับใจยิ่ง โอลิฟอยากให้เวเรน่า มาเป็น “เพื่อนทางปัญญา” ของเธอ และเป็นกำลังให้กับขบวนการสิทธิสตรีด้วย ทั้งคู่ทุ่มเทกำลังกายและความรู้สึกนึกคิดจิตใจให้กับขบวนการที่เธอเชื่อมั่น จนกระทั่งวันนึงศัตรูของขบวนการก็ได้เข้าหาจู่โจมจุดที่อ่อนที่สุด ญาติของโอลิฟชื่อ เบซิ่ล แรนซอม (Basil Ransom / Christopher Reeve) ผู้ซึ่งไม่เคยเชื่อถือและให้ความเคารพใดๆ กับขบวนการสตรีเลย ได้เข้ามาแย่งเวเรน่าไปจากโอลิฟและขบวนการ ความเศร้าหมองได้เข้ามาครอบงำจิตใจของโอลิฟ แต่มันกลับได้กลายเป็นพลังอันเข้มแข็งให้กับเธอในท้ายที่สุด ดังที่เธอได้กล่าวคำประกาศในตอนท้ายของเรื่องว่า
“ ... เราจักแกร่งกร้าวประหนึ่งดังสัจจะ จักไม่ประนีประนอมประหนึ่งดังความยุติธรรม ต่อประเด็นเช่นนี้ เราจะไม่ยอมย่อหย่อน ทั้งในความคิด การพูด หรือการขีดเขียนใดๆ เราจักไม่กล่าวคำขอโทษ หรือคำอ้อมค้อมใดๆ และเราก็จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว และ (เมื่อนั้น) คำเรียกร้องของเราก็จะได้รับการตอบสนอง ! ”
ผมไม่ได้อ่านนวนิยายของ เฮนรี เจมส์ เล่มนี้ แต่เท่าที่ดูเค้าโครงเรื่องของหนัง ก็พอจะมองเห็นอคติของผู้ชายเมื่อร้อยปีมาแล้วได้ชัดเจนพอควร (หนังสือนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1886 ครับ) ที่ออกจะชื่นชมแกอยู่บ้างก็ตรงที่แกมีความสามารถในการรับรู้ว่าประเด็นนี้จะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของสังคมในระยะเวลาต่อมาข้างหน้า
เราไม่รู้จุดประสงค์ของผู้สร้าง (Ismail Merchant) ว่าต้องการอะไรจากหนังเรื่องนี้ แต่ผู้เขียนบทภาพยนตร์ก็ฉลาดพอที่ไม่ทำความคิดของ เฮนรี เจมส์ ให้ประเจิดประเจ้อจนอาจสร้างความไม่พอใจกับสตรีสมัยใหม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างโอลิฟและเวเรน่าจึงปรากฏออกมาในรูปของ “เพื่อนทางปัญญา” ที่นั่งอ่านงานคลาสสิคด้วยกัน ถกเถียงกันในประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่าง ชาย-หญิง อย่างคนที่ได้รับการศึกษา ความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองก็คือการประกาศให้สังคมที่ใจคับแคบได้มีทรรศนะใหม่ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมองฐานะ และความสัมพันธ์ต่อสตรีด้วยกัน และแม้เมื่อตอนจบเรื่องคนเขียนบทภาพยนตร์ก็ยอมให้ โอลิฟ ลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญที่จะประกาศเจตนารมย์ของเธอและขบวนการสตรีทั้งมวล ทั้งๆ ที่หัวใจของเธอเพิ่งแหลกสลายไปกับการจากไปของเวเรน่า
กระทั่งต้นปี 1982 วาเนสสา จึงได้รับบทของโอลิฟและจะต้องเดินทางไปถ่ายทำในบอสตัน เมืองซึ่งเธอมีคู่กรณีเป็นวงดนตรีชื่อดัง The Boston Symphony Orchestra เนื่องจากการที่เธอนิยมในขบวนการพีแอลโอและต่อต้านพวก Zionist สมาคมชาวยิวซึ่งมีอิทธิพลต่อวงดนตรี จึงกดดันจนการแสดงของเธอในละครชื่อ Oedipus Rex ทั้งที่ในบอสตันและนิวยอร์ค แต่ท้ายสุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี การถ่ายทำประสบผลสำเร็จทุกประการ คดีความของเธอที่เรียกร้องค่าชดใช้ความเสียหายจากคณะดนตรีก็ได้ชัยชนะอย่าง (ค่อนข้าง) งดงาม
วาเนสสาในบทของโอลิฟดูน่าเชื่อถือและน่าประทับใจยิ่ง ด้วยเสื้อผ้าสีหนักๆ และเรียบๆ (แม้จะอยู่ในยุควิคตอเรียน) เมื่อประกอบเข้ากับบุคลิกของวาเนสสาซึ่งมีรูปหน้ายาว คางที่แข็งแรง และดวงตาที่แสดงความรู้สึกลึกๆ ได้ดี ภาพของโอลิฟ ชานเซลเลอร์จึงดูชัดเจนมากในสายตาของผู้ดูหนัง/ใบหน้านัยตาและท่าทางของเธอดูกระตือรือร้นเมื่อยามที่อ่านวรรณกรรมคลาสสิคหรือฟังเพลงหวานๆ (Song Without Word) ของ Mendelsohn ดูดื่มด่ำ เต็มไปด้วยความหวัง ความศรัทธา ขณะเมื่อฟังสุนทรพจน์ของเวเรนา และดูอมทุกข์ อึดอัดทุกคราวที่เบซิลญาติหนุ่มของเธอปรากฏตัวขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายที่เวเรน่า
วาเนสสาในบทของโอลิฟอาจจะกลายเป็นภาพพจน์ที่ประทับใจของผู้ดูไปอีกนาน ในขณะที่เมเดลีน พอตเตอร์ ผู้มีเสียงอันใสกังวาน ไม่ได้ดูมีเสน่ห์นักในบทของเวเรน่าสาว ผู้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของขบวนการสิทธิสตรี ส่วน คริสโตเฟอร์ รีฟ ก็ดูแข็งๆ (เหมือนอย่างเคย) และไม่ประทับใจเลย ผมคิดว่าคริสเหมาะกับบทซุปเปอร์แมนที่สุด เพราะซุปเปอร์แมนไม่เคยมีกริยาท่าทางเหมือนคนธรรมดาเลย ภาพของซุปเปอร์แมนอย่างที่เป็นและอย่างที่คนคาดหวังคือภาพของการโพสท่าทาง (เพื่อให้ดูสง่างาม) และความไม่เป็นคนธรรมดาที่เห็นได้ชัดที่สุดในตัวของซุปเปอร์แมนก็คือการแต่งตัว แม้เขาจะใส่ผ้ายืดรัดตัวและนุ่งกางเกงใน (เอาไว้ข้างนอก) เพียงตัวเดียว (แถมสีแดงซะด้วย !) แต่ทุกคนก็ดูจะยอมรับสิ่งนั้นไปโดยดุษฎีเสียแล้ว เรื่องที่ผมคิดว่าคริส ดูจะแสดงดีที่สุดก็คือเรื่อง Death Trap (1982)
ผมมักจะรู้สึกว่า ลินดา ฮันท์ (Linda Hunt) ปรากฏตัวผิดที่ผิดทางเสมอ (ยกเว้นเรื่อง The Year of Living Dangerously ซึ่งเธอได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนั้น) ผมคิดว่าบทของเธอไม่มีความหมายอะไรเลยในเรื่อง Silverado คาวบอยยอดฮิต ที่ลงโรงไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องนี้ ลินดารับบทเป็น Dr.Prance สตรีร่างเล็กผู้ซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของสตรีบางคน และทรรศนะต่อสตรีของ เฮนรี เจมส์ แต่ความจริงถึงจะไม่มีเธอเลยในเรื่อง (ในหนัง) ทรรศนะอย่างที่ว่าก็มีอยู่โดยทั่วไปและค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว
แม้การเป็นดาราที่เก่งกาจคือความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองจนกลมกลืนเข้ากับบทที่ได้รับ จนเราไม่อาจสังเกตเห็นตัวดาราคนนั้นอีกต่อไป ที่จะเห็นก็มีแต่ตัวละครที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่ ตัวอย่างของดารายอดเยี่ยมพวกนี้ก็อย่างเช่น ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ (Lawrence Olivier), อเล็ก กินเนสส์ (Alec Guinness), โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) เป็นต้น แต่สำหรับบางกรณี การที่ดาราบางคนเปล่งประกายของความเป็นดาราและบุคลิกส่วนตัวจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นค่านิยมชมชื่นได้เช่นกัน อย่างวาเนสสา เรดเกรฟ ผู้ซึ่งให้ภาพพจน์ของสตรีที่ยืดหยัดคัดค้านความไม่ยุติธรรมของสังคมนี้ คงจะเป็นคนหนึ่งที่จะประทับใจคนหลายๆ คนตลอดไป 6月25日 คุยกับหนัง กรกฎาคม 2551ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
ชมฟรีเช่นเคย - แต่กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ก่อนทุกครั้ง (กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ) 3 ก.ค. 2551 : The House of Bernada Alba (1987/100min/Spain)
กำกับการแสดง : Mario Camus ผู้แสดง : Irene Gutierrez Caba / Ana Belen เมื่อสามีของเธอสิ้นชีวิตลง คุณนายเบอร์นาร์ดา ควบคุมลูกสาว 5 คน ไว้ทุกข์อยู่แต่ภายในบ้านเกือบ 8 ปี จวบจนชายหนุ่มหนึ่งได้กรายเข้า มาในบ้านหลังนี้ 10 ก.ค. 2551 : Arsenal (1928/70 min/USSR)
กำกับการแสดง : Aleksandr Dovzhenko ผู้แสดง : Semyon Svashenko / Amvrosi Buchma แม้ภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในรัสเซียจะเกิดขึ้นในปี 1971 แท้จริงแล้วในแต่ละเขตแคว้น การต่อสู้ยังดำเนินไปเรื่อยๆ ดอฟเชนโก สะท้อนให้เห็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มปฏิปักษ์การปฏิวัติ ซึ่งมีจำนวนมาก เข้าบดขยี้กลุ่มบอลเซวิค ยูเครน ซึ่งปักหลักสู้อย่างทรหดในเหตุการณ์ จริงของปี 1918 หลายคนให้ความเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีความละม้ายเรื่องเรือรบโปเทมกิน ของไอเซ่นสไตน์ อันโด่งดัง 24 ก.ค. 2551 : DArAtt (2006/96 min/Chad)
กำกับการแสดง : Mahamat-Saleh Haroun ผู้แสดง : Ali Barkai / Youssouf Djaoro อาติม แฝงตัวเข้าเป็นลูกมือของนาสสาร่า ช่างทำขนมปัง โดยหวังจะ แก้แค้นให้พ่อซึ่งถูกนาสสาร่าฆ่าเมื่อคราวสงครามกลางเมือง รัฐบาล นิรโทษกรรมต่อความรุนแรงทุกอย่างของทุกคนในอดีต แม้นาสสาร่า มีใจจะรับอาติมเป็นลูก และอาติมก็หวนหาความเป็นพ่อ จากนาสสาร่า แต่ความแค้นยังดำรงอยู่ 31 ก.ค. 2551 : Iraq : In Fragments (2006/90 min/US) กำกับการแสดง : James Longley เด็กชายอายุ 11 ขวบ กำพร้าเพราะสงครามที่อเมริกันกระทำต่ออิรัก ร่วมรับรู้สภาพของอิรักผ่านสายตาเด็กชายคนนี้ ที่มองคนสามกลุ่ม ของประเทศคือ ซุนหนี่ ชีอะห์ และเคอห์ด 5月17日 ศิลปะกับมนุษย์และสังคมเว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์อ.ทรงยศ แววหงษ์ “ศิลปะ” คืออะไร ผมจึงคิดว่าเวลาพูดถึง “ศิลปะ” คนทั่วไปมักไม่ค่อยได้นึกถึงศิลปะในแง่ของผลงานที่ผลิตขึ้นมาโดยกลุ่มคนพิเศษกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “ศิลปิน” แต่นึกถึงสิ่งที่สวยงามและทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจ แจกันที่ปักดอกไม้สวยๆ สักชิ้นหนึ่งก็อาจดูมี “ศิลป์” ได้ ด้วยนิยามเช่นนี้ ผมจึงคิดว่า “ศิลปะ” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในแวดวงของกลุ่มที่เรียกว่า “Academic Art” เท่านั้น ความงามของศิลปะกับอัตวิสัยของผู้ชม
ส่วนเทคนิคการวาดของแวนโก๊ะที่ใช้การป้ายสีที่หนาเป็นปื้นและไม่ใช้วิธีการตัดเส้น อาจทำให้ผู้ดูบางคนรู้สึกว่าเป็นภาพที่หยาบ แข็ง แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นธรรมชาติ ดูดิบและดูงดงามเหลือเกิน ดังนั้น การตีความงานศิลปะของคนทำงานศิลปะหรือคนดูศิลปะจึงต่างๆ กันไป อย่างไรก็ตาม มีงานศิลปะบางประเภทที่สามารถทำให้ผู้ดูหรือได้ยินจำนวนมากรู้สึกดีหรือจับใจได้ งานพวกนี้มักจะมีลักษณะกลางๆ ไม่หวือหวาหรือสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เช่น รูปในโปสการ์ด ซึ่งมักเลือกรูปที่เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและเห็นว่าสวยอยู่แล้ว ดังนั้น ภาพโปสการ์ดจึงสามารถเข้าถึงและเป็นที่พอใจของคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับเพลงที่มีโทนนิ่มนวล กลางๆ ก็น่าจะเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากกว่าเพลงร็อคหรือเพลงแจ๊ส ซึ่งต้องการความคุ้นเคยในระดับหนึ่ง แต่บางครั้ง อัตวิสัยของผู้ชมก็มีมากเสียจนเบียดบังความงาม ทำให้ไม่มีใครสนใจเนื้อหาของศิลปะได้เหมือนกัน เช่น ในกรณีของกลุ่มคนเดินทางประเภทที่เรียกว่าฉิ่งฉับทัวร์ ผู้คนมักร่วมร้องเพลง ส่งเสียงดังกันโดยไม่ได้สนใจความไพเราะของเพลงที่ร้อง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือท่วงทำนอง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางคือการเปลี่ยนที่ซึ่งต้องสร้างและคงบรรยากาศของความสนุกสนานไว้ให้ได้เพื่อให้ต่างไปจากชีวิตปกติ เพราะฉะนั้น การฟังดนตรีจึงไม่ใช่เพื่อความไพเราะอีกต่อไป แต่เป็นการเสพจังหวะ เพื่อเอาจังหวะนั้นมาสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของตนเองระหว่างการออกท่าออกทางเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ศิลปะกับการเชื่อมโยง
หรือดนตรีจำพวกวอร์แดนซ์ (war dance) นั้น ผมคิดว่าเพลงประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถทำให้คนฟังรู้สึกฮึกเหิม แล้วก็รักหมู่เหล่า พร้อมที่จะเสียสละได้ เคยมีคนตั้งคำถามว่าในสมัยก่อน เราใช้เพลงหรือดนตรีลักษณะไหนปลุกเร้าใจผู้คน ซึ่งก็มีคนบอกว่าเราน่าจะใช้แตรหรือกลอง แต่ท่วงทำนองเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เมื่อช่วงประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา เกิดมีเพลงประเภทที่เรียกกันว่า “อเมริกันมาร์ช” ออกมาจำนวนมาก และท้ายที่สุดกลายเป็นแม่แบบในการกำหนดว่าเพลงของทหารทั่วโลก ซึ่งฟังแล้วจะเกิดความฮึกเหิม รักชาตินั้น จำเป็นจะต้องเป็นเพลงประเภทเพลงมาร์ช พอสรุปได้ว่าการที่ศิลปะจะตอบสนองหรือสื่อสารกับกลุ่มผู้คนอย่างไรนั้นจำเป็นต้องมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิต วัฒนธรรมหรือสถานการณ์บางอย่างกับคนกลุ่มนั้นๆ ศิลปะทำหน้าที่อะไรบ้างในสังคม หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือผมคิดว่าภาพวาดในครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว รายละเอียดทางสังคมบางอย่าง ดังนั้น ภาพวาดจำนวนมากจึงมีลักษณะเหมือนจริง ซึ่งในสมัยต่อมา เทคโนโลยีการถ่ายภาพได้เข้ามาแทนที่หน้าที่ของภาพวาดในส่วนนี้ อย่างกรณีรูปวาดของ Rembrandt และ Vermeer นั้นมีชื่อเสียงเพราะสามารถวาดรูปได้เหมือนจริงมาก แต่ผมคิดว่าในขณะที่ภาพของ Rembrandt บอกเล่าภาพชีวิตร่วมสมัยด้วยความเหมือนจริงแล้วหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ภาพของ Vermeer กลับชวนให้คนดูคิดต่อไปได้อีกมาก จนเหมือนมีคำถามค้างคาอยู่ในใจเวลาดูภาพของเขา หรือกรณีภาพผู้หญิงเทนม คนที่ดูจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเทนมอย่างตั้งอกตั้งใจ ศิลปินให้รายละเอียดของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น รอยเย็บที่แขนเสื้อนั้นหยาบ ไม่ประณีตเรียบร้อย ซึ่งบอกให้เรารู้ถึงฐานะของผู้หญิงคนนี้ได้ว่าเธอน่าจะอยู่ในฐานะชาวนาหรือชนชั้นแรงงาน แต่ขณะเดียวกัน ความมีสมาธิอย่างมากของเธอก็ชวนให้ผู้ดูตั้งคำถามว่าเธอกำลังคิดถึงอะไร กำลังครุ่นคิดถึงปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิตลำเค็ญของเธออยู่หรือเปล่า เช่นเดียวกับฮูปแต้มในภาคอีสานของไทย ที่ทั้งสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงว่าในขณะนั้นผู้คนเป็นอย่างไร บ้านเรือนเป็นอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนภาพทางอุดมคติและจินตนาการผ่านเรื่องเล่าซึ่งสืบทอดกันมาเพราะเขาคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นสะท้อนความงดงามของความดีและส่งผลดีต่อชีวิต หรือในกรณีของภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นที่วาดเป็นรูปคลื่น มีภูเขาไฟฟูจิเป็นแบคกราวนด์ มีภาพหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่สวยงาม หรือภาพการ์ตูนของศิลปินมาเลเซียที่ชื่อ Lat ซึ่งใช้ภาพลายเส้นสื่อสารเรื่องราวทางสังคมได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ทั้งหมดที่พูดถึงนั้นได้ใช้ภาพวาดเพื่อบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไปพร้อมๆ กับบอกเล่าความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีงามในอุดมคติของพวกเขา ความสำคัญของศิลปะอีกประการหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้คือการที่คนบางกลุ่มได้นำศิลปะมารับใช้เจตนาบางอย่าง เช่น การโฆษณา ผมคิดว่าโฆษณาเป็นตัวอย่างสุดยอดตัวอย่างหนึ่งที่ใช้พลังของศิลปะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ เช่น อาศัยการผสมผสานระหว่างเสียงที่คนอยากจะได้ยิน (เสียงดนตรีบ้าง เสียงคนพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดีบ้าง) ตัวละครซึ่งคนทั่วไปอยากจะเห็น (พระเอกนางเอกยอดนิยมบ้าง คนที่มีภาพลักษณ์ดี น่าเชื่อถือบ้าง) เข้ากับการนำเสนอด้วยภาพที่ผ่านการคัดสรรและตกแต่งมาอย่างดี เรียกว่าใช้ศิลปะทุกรูปแบบเพื่อส่งเสริมการบริโภคและเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายได้อย่างมี “ศิลป์” อย่างยิ่ง กล่าวโดยสรุปก็คือผมคิดว่าศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับสิ่งใดๆ เนื้อหาของงานศิลปะจึงล้วนแต่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทั้งความเป็นจริง จินตนาการและความใฝ่ฝันของยุคสมัย และในทางตรงกันข้าม ศิลปะก็อาจถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาเพื่อที่จะรับใช้เจตนารมณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปลุกใจให้ฮึกเหิมรักชาติ หรือกระตุ้นให้เกิดความอยากได้สินค้าบางชนิดมาครอบครอง คนตัวเล็กๆ’ ในหนังไทยจากบทสนทนาระหว่างทรงยศ แววหงษ์กับทีมงาน *หมายเหตุสังคม
‘คนตัวเล็กๆ’ ในหนังไทยได้เปลี่ยนบทบาทไปแล้วจริงหรือไม่ เปลี่ยนไปอย่างไร เพราะสาเหตุใด คือหัวข้อสนทนาที่อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ นั่งคุยกับทีมงานของ *หมายเหตุสังคม ‘คนตัวเล็กๆ’ เปลี่ยนบทบาทในหนังไทยไปจริงหรือไม่ อย่างไร
ในช่วงถัดจากนั้นไม่นาน ก็มีการนำชีวิตหรือความเป็นอยู่ของชนชั้นสูงมาล้อเลียน เช่น “มาดามยี่หุบ” เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็น ‘สาวบ้านนอก’ ที่ชะตาชีวิตพลิกผันให้กลายเป็น ‘สาวไฮโซ’ และต้องเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในบ้านสุดหรูในเมืองกรุง แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปโดยสะท้อนให้เห็นความดัดจริตของชนชั้นสูง ซึ่งถ้าดูจากกระแสสังคมสมัยนั้น ยังเป็นช่วงของความรู้สึกที่ต้องการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมในเรื่องที่ชนชั้นล่างถูกกระทำและถูกโกหกหลอกลวงจากชนชั้นสูง หนังจึงออกมาในทำนองเสียดสีชีวิตอันหลอกลวงของพวกไฮโซ ซึ่งอาจจะมีนัยของการไม่ยอมรับหรือความรู้สึกต่อต้านชนชั้นเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ปัจจุบัน ชนชั้นล่างกลับเป็นฝ่ายถูกนำมาล้อเลียนเสียดสีเพื่อสร้างความตลกขบขัน ถ้าดูจากตลาดภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมา เราอาจจะพอกล่าวได้ว่าหนังที่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ (ซึ่งก็สะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกดูหนังประเภทนี้) คือหนังตระกูลตลกทั้งหลาย ซึ่งตัวเอกล้วนเป็น ‘คนตัวเล็กๆ’ ไม่ว่าจะเป็น “ข้ามากับพระ” “โหน่งเท่งนักเลงภูเขาทอง” “ผีหัวขาด” และอื่นๆ อีกมากมาย มีบ้างเหมือนกันที่หนังนำชีวิตชนชั้นล่างมานำเสนอด้วยความรู้สึกโหยหาอาลัยอดีต/ ชนบท ‘ที่แสนดีและงดงาม’ อย่างกรณี “มนต์รักทรานซิสเตอร์” (น่าสังเกตว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากวรรณกรรมยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน) ตัวละครเอกมีความฝันที่จะมีชีวิตที่หลุดออกมาจากหมู่บ้าน จึงเข้าไปอยู่ในคณะวงดนตรีลูกทุ่ง เดินทางเข้ากรุง เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ ต้องเจอะเจอกับความหลอกลวงไม่จริงใจของชนชั้นอื่น (นายทุน?) แล้วในท้ายที่สุด ก็ต้องกลับไปสู่อ้อมอก ‘อันอบอุ่นและจริงใจ’ ของชีวิตในชนบทอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ส่อความรู้สึกของการโหยหาอาลัยอดีตเช่นเดียวกับเรื่อง “เรือนแพ” และ “แผลเก่า” (“ขวัญกับเรียม” ในเวอร์ชั่นใหม่) ทำไมผู้สร้างหนังจึงเลือกที่จะหยิบ ‘คนตัวเล็กๆ’ มาเป็นตัวละครหลัก เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เกิดกระแสความนิยมนำ ‘ชีวิตเล็กๆ’ ของ ‘คนเล็กๆ’ หรือ ‘เรื่องเล็กๆ’ มาเป็นประเด็นหลักของหนัง เพราะไม่อาจมองข้าม ‘คนตัวเล็กๆ’ เหล่านี้อีกต่อไป? ดูแต่ผู้กำกับที่ชื่อ “เป็นเอก รัตนเรือง” ซึ่งถือเป็นผู้กำกับชนชั้นกลางและค่อนข้างมีหัวสมัยใหม่ ตัวละครที่อยู่ในหนังของเขาก็เป็น ‘คนตัวเล็กๆ’ เช่น ใน “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เขาให้นางเอกเป็นสาวเซเว่น ส่วนพระเอกเป็นมือปืนรับจ้าง เพราะคนอยากดูหนังตลก และหนังตลกที่ ‘ปลอดภัย’ คือหนังเกี่ยวกับ ‘คนตัวเล็กๆ’? เป็นไปได้ไหมว่าคนอยากผ่อนคลายให้หายจากความเครียดในชีวิตจริง จึงพยายามแสวงหาอะไรที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้ ตลกคาเฟ่จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนนิยมดูมากมาย ส่วนหนึ่งแน่นอนว่าคนชื่นชมความ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราไปดูหนังตลก ดูความเปิ่น ความเชย ความผิดพลาดของคนอื่น เพื่อเติมเต็มกำลังใจให้ตัวเอง อย่างตัวการ์ตูนเด็กที่ชื่อ “ชาร์ลี บราวน์” นั้น ตอนที่ปรากฏตัวใหม่ๆ เป็นเด็กฉลาดช่างคิดแต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เขามามีชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างสูงเมื่อกลายเป็นเด็กไม่ฉลาด แถมทำอะไร ‘โง่ๆ’ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหมาแสนรู้ของตัวเองที่ชื่อสนู้ปปี้ เป็นไปได้ไหมว่าการเห็นความล้มเหลว การเสียท่าของตัวละครอาจช่วยให้คนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่กลุ่มคนฉลาด ประสบความสำเร็จ หรือ perfect) รู้สึกดีจากการที่มีคนอื่นๆ ที่แย่กว่าเราอีก ตลกคาเฟ่หรือหนังตลกที่ออกไปในทาง ‘โหดร้าย’ ทำนองนี้จึงช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าหรือชีวิตไม่เลวร้ายจนเกินไปนักของคนดูได้ และถ้าคิดจะนำชีวิตใครสักคนหรือสักกลุ่มมาทำให้ ‘ตลก’ สร้างความขบขันให้คนดูหัวเราะได้เต็มที่ ก็น่าจะ ‘ปลอดภัย’ กว่าที่จะนำชีวิตของ ‘คนตัวเล็กๆ’ มาทำ ไม่อย่างนั้น ชีวิตของผู้สร้างหนังเองก็อาจวุ่นวายได้เหมือนตอนที่เด๋อ ดอกสะเดาคิดจะสร้างหนัง ‘ตลก’ เรื่อง “ยอดชายนายโอ๊ก อ๊าก” แล้วต้องได้รับเกียรติ ‘เยี่ยมเยียน’ ถึงที่จากตำรวจสันติบาล เพราะ ‘หน้าที่’ ของหนังต่อคนดูเปลี่ยนไป?
แต่ในปัจจุบัน คนทำหนังอาจประเมินว่าคนที่ (ยังมีเวลา) เข้าโรงหนัง (อยู่) ส่วนใหญ่มักเป็นวัยรุ่น ซึ่งไม่น่าจะไปดูหนังเพื่อที่จะไปดู ‘ความฝันที่เป็นไปไม่ได้’ ของตนเองอีกต่อไป แต่น่าจะไปดูเพื่อ ‘หาเพื่อน’ ทั้งในสองแง่ กล่าวคือ แง่หนึ่งเพื่อจะได้คุยเรื่องเดียวกับเพื่อนฝูงได้ กับอีกแง่หนึ่งเพื่อหารูปแบบการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นแบบที่ตนพึงพอใจหรือทำ/ เป็นอยู่แล้ว (การปรากฏอยู่ในหนังอาจช่วยให้รู้สึกดีว่าได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง) เมื่อกลุ่มคนดูไปดูหนังเพื่อหารูปแบบความเป็นไปได้ของชีวิตที่ตนเองอยากจะเป็น ไม่ใช่ไปดูเพื่อตอบสนองความฝันที่เป็นไปไม่ได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป ผู้สร้างหนังจึงต้องหยิบรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนธรรมดาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มา ‘เล่น’ ซึ่งทำให้นึกเชื่อมโยงไปถึงลักษณะการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนึ่งที่นิยมกันมาก คือใช้มือถือถ่ายรูปตัวเอง เพื่อเก็บไว้ดูหน้าของตัวเองที่อยู่ในจอว่าเป็นอย่างไร นี่คือกระบวนการตอบสนอง self-concern ของกลุ่มคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ ดังนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่หนังไทยบางเรื่องมุ่งเน้นที่จะตอบสนองด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในแบบของตัวเอง เป็นความเหมือนจริงที่งดงามและทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่คาดเดาได้ (แน่นอนที่สุดว่าตัวเอกของหนังในเรื่อง “รักแห่งสยาม” คงไม่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายตอนจบจากการเป็นเกย์!) อุดมการณ์ปัจเจกชนนิยมในหนัง? ซึ่งอาจจะสะท้อนว่าผู้คนในสังคมยอมรับ (และถือเสมือน) ว่าเราจำเป็นต้องยอมรับสภาพการณ์อย่างที่มันเป็น ไม่ว่าจะเป็นสังคมที่เป็นแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หรือการเมือง (ที่มีรัฐบาล) แบบนี้ และการจะเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้นั้น เราต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ก่อน แล้วจึงค่อยอาศัยความพยายามดิ้นรนด้วยตัวเองไปตามระบบ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ หนังจึงสื่อว่าชีวิตที่เราอยากจะเป็นนั้น มันเป็นไปได้ถ้าเรามีความพยายาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับอุดมการณ์แบบปัจเจกชนนิยมที่เป็นแนวคิดแบบตัวใครตัวมัน ความสำเร็จหรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับมือของเรา และเราไม่ควรหวังหรือสนใจอีกต่อไปว่าจะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรืออะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราได้ด้วยน้ำมือของเรา คิดๆ ดูก็น่าตลกที่ว่าถึงแม้หนังจะยกระดับ ‘คนตัวเล็กๆ’ ขึ้นมาเป็นตัวละคร ‘หลัก’ หรือเป็นพระเอกนางเอกของเรื่อง แต่เนื้อหาโดยรวมกลับช่วยตอกย้ำถึง ‘ความเล็ก’ ของพวกเขาที่ไม่อาจ (มีวันก้าวขึ้นมา?) เป็น ‘หลัก’ ให้กับสังคมได้ ได้แต่ใช้ชีวิตต่อไปอย่าง ‘คนตัวเล็กๆ’ ที่ไม่มีพลังหรือความสามารถพอที่จะขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในสังคม –ทั้งที่พวกเขาได้ขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในหนังแล้ว 5月14日 คุยกับหนัง - ธรรมศาสตร์ มิถุนายน 2551ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
K ได้รับการเรียกให้เดินทางไปยังผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่ใน "ป้อมปราสาท" ในหมู่บ้านนั้น ยิ่งพยายามเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกล และไม่สามารถเข้าถึงปราสาทแห่งนั้นได้ 3月31日 ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 1/2อรุณี เรื่อง สุทธิพันธ์ ภาพ สกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับที่ 2790 วันที่ 8 เมษายน 2551
"ผมมีความเชื่อว่า หนังก็เหมือนกับหนังสือ เราสามารถได้อะไรหลายอย่างมาจากการดูหนังเช่นเดียวกับการอ่านหนังสือ และกิจกรรมนี้ทำให้มีคนหลายคนจากหลายที่ได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน ผมคิดว่าการสร้างกระแสในทางวัฒนธรรมเล็กๆ แบบนี้ มันสร้างแรงกระเพื่อมออกไปในสังคม เช่น คนที่มาดูหนังบางคนเป็นนักศึกษาปริญญาโท เมื่อจบไป เขาก็ไปมีกิจกรรมต่างๆ นานาของเขา ซึ่งบางส่วนอาจจะมาจากรายการของเราที่ได้เสนอความคิดอะไรบางอย่าง ผมคิดว่า นี่เป็นความสนุกสนาน เป็นกำลังใจที่อยากจะทำต่อไป" เปิดประตูสู่โลกของหนัง "ผมเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2511 ในช่วงนั้นนักศึกษาในรุ่นของผมเริ่มเป็นกบฎ คือไม่ค่อยชอบเข้าห้องเรียน และออกไปแสวงหาอะไรข้างนอก กิจกรรมหนึ่งที่ทางมหาวิทยาลัยโดยคณะวารสารศาสตร์ฯ ทำคือ เปิดเพลงกับฉายหนังให้นักศึกษาดูตอนเที่ยง ผมก็เข้าไปดู และรู้สึกมันเหมือนกับเราได้เรียนรู้อะไร แต่ผมยังไม่ทราบว่าคืออะไร แต่รู้สึกว่ามีความสุข อาจจะเป็นการหนีไปจากโลกของความเป็นจริงชั่วคราว ในขณะที่บรรยากาศของการแสวงหาส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้น ความรู้สึกแบบนี้มันฝังอยู่ในใจ หลังจากนั้น ผมคิดว่าหนังมีบทบาทต่อนักศึกษาและนักคิด นักเขียนในสมัยนั้นในแง่ที่ว่า มันเป็นแหล่งของการเสนอประเด็นความคิดบางอย่างในสังคม นักศึกษากับปัญญาชนในรุ่นของผมจึงไปดูหนังในแง่ของการเสพความคิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังจากฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น แต่จะไม่ใช่เป็นหนังที่เรียกว่า เป็นแนวทางเลือกอย่างชัดเจน แต่มันจะเป็นหนังบางอย่างที่อาจจะเสนอความคิดที่ต่อต้านสังคมหน่อยๆ หลังจากนั้นเมื่อวัยมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้พบว่ากิจกรรมที่สำคัญมากอันหนึ่งของนักศึกษาและปัญญาชนคือกิจกรรมในเชิงวัฒนธรรม ดังนั้น หนังก็เริ่มมีลักษณะที่จริงจังมากขึ้นสำหรับผมในแง่ของการแสวงหาว่า อะไรคือความคิดที่แทรกอยู่ในหนัง คือมันจะเริ่มชัดมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าหนังถูกสร้างขึ้นมาในบรรยากาศบางอย่าง ทั้งบรรยากาศของความคิด เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เมื่อเป็นอย่างนั้น เวลาเราดูหนัง นอกจากดูในแง่ความบันเทิง เรายังพยายามแสวงหาว่า อะไรคือความคิดที่มันต้องการจะสะท้อนออกไป ซึ่งสำหรับผม ผมคิดว่า ถ้าเราดูหนัง เราสามารถหาภาพสะท้อนนั้นได้ เราสามารถให้คำอธิบายสังคมในช่วงใดช่วงหนึ่งได้โดยผ่านหนัง
ในช่วงนั้นโลกของหนังกว้างขึ้นเป็นอย่างมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากโรงหนังที่ฉายตามปกติ ที่เรียกกันว่า หนังตลาด หรือ Commercial Film ทั้งหลายแหล่ มันยังมีหนังอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า หนังนอกกระแส หรือหนังกระแสรอง ก็จะมีโรงหนังเล็กๆ ซึ่งเฉพาะคนที่สนใจเท่านั้นที่จะไปดูกัน เกิดเป็นกลุ่มเพื่อนที่ดูหนังเพื่อจะถกเถียงกัน ผมก็จะไปตรงนั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีไม่เยอะ ไม่ว่าในเมืองไทยหรือเมืองนอก"
"โรงหนังรังไข่" และ "คุยกับหนัง" แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์ความคิด
"เมื่อมาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มมีความสนใจว่า ตอนที่ไปเรียนทั้งที่ธรรมศาสตร์และต่างประเทศ เราจำได้ว่า สิ่งเหล่านี้มันค่อยๆ บ่มเพาะความรู้สึกนึกคิด รสนิยมบางอย่าง ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นกับนักศึกษาของเราบ้าง ผมเลยตั้งโครงการที่เรียกว่า 'โรงหนังรังไข่' ขึ้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยร่วมมือกับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เป็นความฝันของผมคือ เราฉายหนังให้นักศึกษาได้ดู และมีโอกาสได้พูดคุยถกเถียงกัน ถือเสมือนหนึ่งว่า นี่คือโรงที่บ่มเพาะฟองไข่ วันหนึ่งเขาจะเติบใหญ่เป็นนกแล้วก็บินไป เป็นการยกระดับคนดู ดังนั้น โปรเจ็คท์นี้จึงเริ่มมาพร้อมกับการสะสมหนังของผม ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 2/2 โครงการนี้เป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรเราจัดกันตอนเย็น สนุกมากๆ ครับ จะมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เข้ามาร่วมทำงานด้วยกัน รวมทั้งเพื่อนๆ อาจารย์หลายคนที่แวะเวียนกันเข้ามาและให้ความเห็น บางทีเราก็จัดเทศกาลหนังเล็กๆ ของเราเอง แต่ทำอยู่สี่ห้าปี พอนักศึกษาเริ่มเปลี่ยนผ่านรุ่นไป ความสนใจของเขาก็คลี่คลายไป แล้วผมคิดว่าปรากฏการณ์หนึ่งในบ้านเราคือ เมื่อเปิดให้ตลาดหนังของโลกภายนอกเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น โอกาสที่คนจะแสวงหาหนังได้ด้วยตัวเองก็มีมากขึ้น จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมการดูหนังที่ทับแก้ว ซึ่งค่อนข้างจะห่างไกล ค่อยๆ ถดถอยลงไป ผมก็มาเริ่มใหม่ที่ธรรมศาสตร์คือ "โครงการคุยกับหนัง" ซึ่งถ้าเทียบกัน โครงการที่ทับแก้วเกิดขึ้นได้ยากมากในหลายเหตุผล แต่ที่สำคัญคือสมัยนั้นหาตัวหนังยากมาก ผมจะมีแหล่งศูนย์วีดีโอซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่าเราจะมีโอกาสเลือกหนังได้มากกว่าหนังที่ตลาดทั่วไปมีอยู่ แต่ก็ยากเหลือเกินกว่าที่จะหาหนังมาลงโรงตามที่ต้องการได้ แต่ที่ธรรมศาสตร์หลายอย่างง่ายมาก ตอนนั้นห้องสมุดมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ มีห้องฉายภาพยนตร์ซึ่งจุคนได้ประมาณ 80 คน และมีคอนเซ็ปต์ซึ่งปัจจุบันทุกห้องสมุดเกือบจะมีเหมือนกันคือ ห้องสมุดนั้นควรมีลักษณะเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต เป็น live library เขาจึงอยากให้มีกิจกรรมต่างๆ ผมก็เลยได้จังหวะพอดี มีห้องฉายแล้ว เราเพียงแต่ออกแรงหาหนังมา ซึ่งตอนหลังก็หาได้ง่ายขึ้น และเป็นดีวีดี ซึ่งคุณภาพในการฉายดีกว่าสมัยก่อนมาก โดยแนวหนังของผมจะอยู่ครึ่งๆ คือไม่ต้องการฉายหนังซึ่งเป็นหนังตลาด เพราะปัจจุบันเราสามารถเสพหนังแนวนี้ได้จากโรง และศูนย์บริการต่างๆได้ แต่ผมจะเลือกหนังที่มีวิธีคิด มีความคิดอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปของยุคสมัยนั้น
ส่วนผลตอบรับ ผมมาฉายที่ธรรมศาสตร์เพราะคิดว่าที่นี่มีคณะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์คือ วารสารศาสตร์ฯ และมีนักศึกษา อาจารย์ที่ถือกันว่าหัวก้าวหน้าที่สุดในประเทศไทย ธรรมศาสตร์อยู่กลางทุกสิ่งทุกอย่าง เดินทางง่าย ดังนั้น ผมก็หวังว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีสำหรับแวดวงบรรยากาศของปัญญาชนเหมือนกันกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในโลก ขอแทรกนิดหนึ่งครับว่าผมรู้จักอาจารย์ท่านหนึ่งคือ อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ก็เล่าว่า สมัยเรียนที่อังกฤษ ทุกวันพุธท่านจะไปดูหนังกับอาจารย์ป๋วย แล้วก็นั่งคุยกัน นี่คือบรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีกิจกรรมในทางวัฒนธรรม แต่เมื่อมาฉายที่ธรรมศาสตร์ สิ่งที่พบคือ 1. นักศึกษาน้อยมาก 2. อาจารย์เกือบไม่มาเลย บุคลากรทั้งหลายก็ไม่ค่อยได้พบ แต่ว่าคนที่มาดูหนังของผมจะเป็นคนที่ผมไม่รู้จัก ไม่ทราบว่ามาจากที่ไหน และเป็นคนหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนเป็นคนสูงอายุ ใส่แต่กางเกงขาสั้น ไม่ชอบใส่กางเกงขายาว แล้วก็มาโดยไม่เคยคุยกับใครเลย แต่มุ่งมาเพื่อจะดูหนัง กลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายไปอีกทาง แต่ผมก็แฮปปี้ เพราะเหมือนกับว่าเขามีความสนใจมากพอ และผมก็นึกย้อนหลังไปว่า รายการหนังแบบนี้ในโลกตะวันตก เช่นที่ปารีสซึ่งผมเคยไปดูมา หรือเนเธอร์แลนด์ซึ่งผมเคยไปเรียน คนดูหนังก็มีสี่ห้าคนต่อบางโปรแกรม เช่นเดียวกับโรงหนังของผมก็จะมีประมาณ 10-15 ซึ่งผมพอใจแล้ว บางครั้งก็จะเสนอรายชื่อหนังของผมซึ่งตอนนี้มีอยู่ 3,243 รายการให้แฟนๆ ในรายการของผมดูว่าสนใจมั้ยหนังแนวนี้ โดยมีเรื่องย่อๆ และรวมทั้งเปิดหูฟังว่าใครต้องการที่จะดูหนังอะไร แต่รายการของผมจะเปิดและปิดพร้อมกับเทอมของการศึกษา และต้องเรียนว่าทางห้องสมุดก็เอื้อเฟื้อมากถึงขนาดว่าจัดเงินให้ก้อนหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้พยายามไปหาหนัง และบริจาคกลับเข้ามาในห้องสมุดเพื่อให้เป็นสมบัติของส่วนรวม และทุกคนสามารถเข้ามาใช้สิ่งเหล่านี้ร่วมกันได้
นอกจากนี้ ลักษณะที่เฉพาะของโปรแกรมหนังของผมก็คือ หลังจากฉายจบ เราจะนั่งคุยกับคนดู จึงใช้ชื่อว่า "คุยกับหนัง" ผมอาจจะเริ่มประเด็น แล้วเดี๋ยวก็จะมีผู้ชมโยนประเด็นอื่นขึ้นมา บางทีก็เป็นประเด็นที่อยู่ในหนัง หรือบางทีก็เฉียดฉิวข้างเคียง หรือดูแล้วเรานึกถึงอีกอย่างก็ดึงเข้ามาคุยกัน และที่จะถือเป็นแนวหลักของโปรแกรมคือ เราไม่ถือว่าใครมีความรู้มากกว่าใคร ทุกคนดูหนังในเวลาเดียวกัน รวมทั้งผมด้วย ดูซิว่าในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เราเห็นอะไร เราได้ยินอะไร เพราะหนังไม่ใช่แค่ภาพเท่านั้น เรายังเห็นการแสดง ดนตรี เครื่องแต่งตัว การตัดต่อ การเขียนสคริปท์ เพราะฉะนั้น ทุกคนจะมีมุมมองจากประเด็นที่ตัวเองสนใจ มันทำให้เราได้หลายสิ่งหลายอย่างมาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้การดูหนังสมบูรณ์มากขึ้น
ถ้าถามความรู้สึก ผมพอใจ ดีใจ บางทีก็ท้อใจ แต่อันนี้เป็นสิ่งที่ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ผมก็จะจัดไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างสมัยก่อน เวลาคุยกัน เพื่อนๆ ถามว่าความฝันคืออะไร ความฝันของผมก็คือ อยากมีโรงหนังเล็กๆ และมีมุมหนึ่งตั้งโต๊ะกาแฟ ให้คนเข้ามาดูหนังสามารถไปชงกาแฟดื่ม แล้วมานั่งคุยกัน และนี่ก็คือความฝันที่ใกล้ความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว
3月19日 บาม : เมืองที่ถูกธรณีสูบ 1/2ศิลปวัฒนธรรม มีนาคม 2547
คืนของวันที่ 26 ธันวาคม 2546 หนึ่งวันหลังคริสต์มาส เป็นปีที่คนในโลกตะวันตกเฉลิมฉลองด้วยความกังวลภัยของการก่อการร้าย (ตามการคาดการณ์ของหน่วยข่าวกรองอเมริกัน) และหนึ่งวันก่อนการถล่มค่ายบิมา เมืองคาร์บาลา ในอิรัก อันมีผลให้ทหารไทยเสียชีวิตไป 2 นาย พร้อมกับทหารบัลแกเรียอีกสี่ และคนบาดเจ็บนับร้อย บาม (Bam) เมื่องที่สร้างขึ้นมาจากอิฐดิบ ซึ่งกำลังหลับใหล ได้ถูกแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 6.3 ริกเตอร์ถล่มใส่ ภายในเวลาเพียง 10 วินาที ป้อมปราสาทศูนย์กลางของเมืองอายุประมาณ 2,000 ปี ได้ถล่มราบลงมาทั้งหมด กลายสภาพเป็นเพียงภูเขาดินขนาดมหึมา เฉกเช่นเดียวกับบ้านเรือนอีกเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของเมือง ผู้คนซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ ไม่มีโอกาสแม้จะลุกมาจากที่นอน ทั้งตายและสูญหายไปอย่างไม่ทราบจำนวน จนอีกหลายวันต่อมาจึงสามารถนับจำนวนผู้เสียชีวิตได้ว่ามีถึงประมาณครึ่งแสนคน นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดในแง่ของภัยจากแผ่นดินไหวของอิหร่านและของโลก อิหร่านอยู่ในเขตแผ่นดินไหวรุนแรงที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากจะลองนับย้อนปีกลับไป อาจจะมองเห็นสถิติดังนี้ คือ 10 เมษายน 2515 มีแผ่นดินไหวที่เมืองกีร์ คาร์ซิน (Ghir Karzin) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ รัศมีของคลื่นแผ่นดินไหวครอบคลุมพื้นที่ถึง 500 กิโลเมตร ความรุนแรงของแผ่นดินไหวคราวนั้นสูงถึง 7.1 ริกเตอร์ คนตายไปถึง 5,374 คน 16 กันยายน 2521 ความรุนแรงของแผ่นดินไหวขนาด 7.5 – 7.9 ริกเตอร์ ถล่มเมืองตาบาส (Tabas) ราบเป็นหน้ากลอง คนตายไป 15,000 คน 21 มิถุนายน 2533 บริเวณรอยต่อของจังหวัดกิลาน (Gilan) และซานจาน (Zanjan) ละแวกทะเลสาบแคสเปียนทางตอนเหนือของประเทศ ได้รับภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ คร่าชีวิตคนไป 3,500 คน บาดเจ็บนับแสนคน และไร้ที่อยู่อาศัยอีกครึ่งล้าน แม้กรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศเอง ถึงจะยังไม่เคยมีแผ่นดินไหวรุนแรง แต่ก็จัดว่าอยู่ในฐานะของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ความคิดที่จะย้ายเมืองหลวงไปที่อื่น ได้รับการถกเถียงมานาน แต่ก็ยังไม่ได้มีการตัดสินใจในทางใดทางหนึ่ง เข้าทำนอง “วัวหายจึงล้อมคอก” ซึ่งเป็นอาการร่วมกันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้กรณีอาจจะหนักบ้าง เบาบาง แตกต่างกันไป อดีตของเมืองบาม (Bam) อิหร่านเป็นประเทศที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยืดยาว ความจริงร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในอิหร่าน ก็มีอย่างอุดมสมบูรณ์และน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง คนอิหร่านถือว่าโคตรเหง้าศักราชของตัวเองเป็นชนชาวอารยันที่อพยพต่อเนื่องกันมาจากบริเวณเทือกเขาคอเคซัสจะมา “ร่วมกอ” กับพวกอาหรับก็จนเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก้าวมาสู่ความเป็นประเทศสมัยใหม่จึงหันกลับไปเรียกชื่อประเทศของตนเองว่าอิหร่าน (Iran) ซึ่งหมายถึงอารยัน (Aryan) ราชวงศ์แรกของอิหร่านคือราชวงศ์ อาเคมีนิค (Achaemenic) ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 2,600 ปีที่แล้ว แก่กว่าพุทธกาลนิดหน่อย ในราชวงศ์นี้มีกษัตริย์เก่งๆ ที่เราเคยได้ยินอยู่หลายพระองค์ เช่น ไซรัส (Cyras) มหาราช ดาริอุส (Darius) เซอร์เซส (Xerxes) ที่ยกทัพไปตีกรีซ แล้วยังมีตำนานเด็กจากเมืองมาราธอนซึ่งวิ่งทางไกลมาแจ้งข่าวที่เอเธนส์ จนเป็นที่มาของคำว่ามาราธอน (Marathon) ซึ่งหมายความถึง “ความอึด” ในภาษาอังกฤษนั้นแล
ราชวงศ์นี้สร้างเมืองหลวงที่มีปราสาทพระราชวังอันโอ่อ่าตระการตา ชื่อเพอร์เซโพลิส (Persepolis) อยู่ทางตอนใต้ของประเทศปัจจุบัน ปราสาทนี้ถูกปล้นสะดม เผาทำลาย “โดยไม่ได้ตั้งใจ” ด้วยฝีมือของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อ 2,400 ปีที่แล้ว
แม้กระนั้น ซากของเมืองที่เหลือก็ยังเป็นมรดกสำคัญของประเทศและของโลก ที่ดึงดูดทั้งนักโบราณคดี และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยือนประเทศอิหร่านจนปัจจุบัน
ราชวงศ์ที่สองของอิหร่านคือราชวงศ์ซาสสานิค (Sassanic) ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 767 (ค.ศ. 224) และยืนยาวต่อมาจนถึง พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638๗
ลำดับราชวงศ์ต่อๆ ไป ผมจะไม่พูดถึงละนะครับ เพราะเข้าใจว่าท่านผู้อ่านที่สนใจคงจะหาอ่านเอาเองได้จากที่อื่น และจุดมุ่งหมายที่ผมมาหยุดเอาตรงนี้ ก็เพียงเพื่อจะบอกว่าเมืองบามที่จะพูดถึงนั้น เริ่มก่อสร้างอาคารหลังแรกๆ ก็ในสมัยราชวงศ์นี้แหละ
จะตรงไหน อย่างไร ข้อมูลที่มีอยู่ไม่มีรายละเอียดเพียงแต่บอกว่าซากปราสาทเมืองบามบางส่วนยืนยันได้ว่าตกทอดลงมาจากราชวงศ์ซาสสานิค แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นในรูปก่อนจะถล่มทลายไป เป็นการก่อสร้างทับซ้อนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดส์ (Safavids) เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่แล้ว หรือเทียบคร่าวๆ ก็คือตอนกลางสมัยอยุธยาของเรานั่นเอง
ในยุคสมัยนี้ เรามักจะเรียกรวมๆ ว่าเป็นสมัยกลาง โดยเทียบกับการแบ่งยุคสมัยของยุโรป ซึ่งในยุโรปฏ้มีการสร้างปราสาทราชวังเป็นแบบป้อมค่ายที่ใช้หิน (castle) เพราะสอดรักับเทคโนโลยีในการศึกสงครามสมัยนั้นตลอดทั่วทั้งตะวันออกกลาง (ความจริงรวมเอาอินเดีย อียีปต์ โมร็อกโกด้วย) ก็มีการสร้างปราสาทลักษณะป้อมค่ายแบบเดียวกันโดยทั่วไป บาม : เมืองที่ถูกธรณีสูบ 2/2ทำไมบามจึงต้องใช้อิฐดิบ ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ก็มันไม่มีวัสดุชนิดอื่นให้ใช้นี่ครับ ตอบแบบขยายความอีกหน่อย ก็เห็นจะต้องบอกว่ามันเป็นกฎของสากลโลก ที่ช่างย่อมจะใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นถิ่นหรือที่ตนมีความชำนาญ หรือเท่าที่สอดรับกับแรงงานที่มีหรือเท่าที่กำหนดเวลาอำนวยให้ เช่น ช่างอินเดียใต้ที่เมืองมัลลาปูรัม ย่อมให้หินบะซอลต์ที่มีอยู่ทั่วไป และมีความรู้ในการสร้างเครื่องมือเหล็ก โลหะที่แกร่งพอที่จะสกัดหินชนิดนี้ได้นั้นดีพอแล้ว ช่างเขมรสร้างนครวัด ย่อมใช้หินทราย เพราะการชักลากหินทรายจากเขาลิ้นจี่ (พนมกุเลน) นั้น ไม่เหลือบ่า และไม่กว่าแรง อีกทั้งหินทรายย่อมตอบสนองต่อความเชื่อว่าบ้านของพระเจ้าย่อมมั่นคง แข็งแรง เหนือกาลเวลาอันเป็นสิ่งสมมติของมนุษย์ตัวกระจ้อยอย่างเราๆ มหาพีระมิดที่กิซาห์ใช้หินปูน เพราะสถานที่ตั้งนั้นเป็นที่ราบสูงหินปูน (lime) แต่หินทรายและแกรนิตที่นำมาใช้ประกอบในการก่อสร้างด้วยต้องออกแรงมากขึ้น เพราะแหล่งหินทรายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งแกรนิตนั้นอยู่ห่างไกลลงไปทางใต้เมืองอัสวาน กรรมวิธีในการสกัดแกรนิตนั้น ต้องเรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็น เพราะมันแกร่งเหลือหลาย ช่างอียิปต์ต้องใช้เครื่องมือหลายชนิด โดยเฉพาะนำเอาหินภูเขาไฟแกร่งที่สุดที่เรียกว่าออบสิเดียน (obsidian) มาสกัดแกรนิตอีกทีหนึ่ง ในกรณีนี้อาจจะต้องใช้แนวคิดเรื่องอาณาจักร อุดมการณ์ ศาสนา ความสามารถในการจัดการแรงงานมนุษย์มาช่วยอธิบายด้วย ในกรณีเมืองโบราณบุคารา (Bukhara) ประเทศอุซเบกิสถาน (2,400 ปีที่แล้ว) ใช้ทั้งอิฐดิบ และอิฐเผาไฟ และในกรณีปราสาทอูกัยดีร์ (ukhaidir) ในอิรักเมื่อศตวรรษที่ 8 ใช้อิฐเผาไฟ และหินประกอบกัน เพราะบริเวณนั้นมีเหมืองหินอันอุดมสมบูรณ์ ส่วนบามนั้น พื้นที่เต็มไปด้วยดินทราบสีน้ำตาลแดงของทะเลทรายดาช-อี คาวีร์ (Dash-e Kavir) ซึ่งอากาศแห้งจัด ขาดแคลนแหล่งหิน อิฐดิบจึงดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะเพียงแต่เอาดินที่ว่านี้มาผสมกับเศษฟางหญ้าผสมกับน้ำ ปั้นเป็นก้อน ตากไว้กลางแดด และด้วยอากาศที่แห้งมาก ก็จะสามารถได้อิฐดิบที่ใช้สร้างบ้านเรือนในระยะเวลาที่รวดเร็ว ไอ้ครั้นจะให้เผาเพื่อให้มีความแกร่งนั้น ต้องบอกว่าไม้เชื้อฟืนนั้นหาได้ยากเหลือหลาย พืชที่อาจทนแล้งได้ก็เห็นจะมีแต่ลำต้นของอินทผลัม ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกไว้เก็บผลกินมากกว่าการใช้เนื้อไม้ ด้วยเหตุทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เมืองบามก่อตัวขึ้นมาจากการใช้อิฐดิบ บ้านไหนผุพังลงก็จะกลายเป็นฐานที่จะได้สร้างบ้านใหม่ทับซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นแม้บ้านรุ่นหลังๆ จะได้มีการใช้โครงเหล็กหรือแผ่นซีเมนต์มาประกอบ แต่กำแพงและฐานซึ่งปราศจากเสาเข็ม ก็ยังคงเป็นอิฐดิบอยู่ดี และการถล่มทลายของบ้านอิฐดิบนั้น มันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะอิฐอาจจะแตกเป็นผง หรืออิฐชิ้นเล็กมาก คนที่ติดอยู่ใต้ซากจึงมักขาดอากาศหายใจ เพราะไม่มีโพรงที่เก็บอากาศพอให้ยังชีพต่อไปได้นาน ภายในเมืองบาม ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึงของเขตร้อนแล้วก็คือลำธารหรือสายน้ำที่ไหลอยู่ในโตรกหินใต้ดินนั้นมีอยู่เป็นแหล่งๆ และที่ไหนที่ลำธารที่ว่านี้ผุดขึ้นมาบนดิน ก็จะเกิดเป็นแหล่งอุดมขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ที่เราเรียกกันว่าโอเอซิส บามเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนโอเอซิสของทะเลทราย 2 ผืนคือ ดาช-อี คาร์วี (Dash-e Kavir) และดาช-อี ลุต (Dash-e Lut) เป็นทะเลทรายที่เป็นพรมแดนของประเทศอิหร่านกับประเทศอาฟกานิสถานและปากีสถานในปัจจุบัน บามจึงเป็นเมืองที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองนักเดินทางและขบวนคาราวานที่เดินเท้ากันมาจาก 2 ประเทศดังกว่าว และเป็นป้อมปราการทางทิศตะวันตกของอิหร่าน ตัวเมืองบามโบราณแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นที่อยู่ของเจ้าครองนครอยู่บนเนินสูงสุด ส่วนล่างลงมาเป็นบ้านเรือนร้านค้าของพ่อค้าวาณิช และพลเมืองที่สำคัญรองลงมามีกำแพงล้อมรอบเมืองทั้งหมดนี้ 2 ชั้น ชั้นในล้อมตัวป้อมปราสาทของเจ้านาย มีหอคอยเชิงเทียน 28 หอ มีใบเสมา (ซึ่งพบทั่วไปในตะวันออกกลาง แม้เมืองเก่าๆ อย่างเช่น บาบิลอน) ประกอบเหนือตลอดความยาวของกำแพง ข้อมูลไม่ได้บอกว่าเมืองบามในสมัยโบราณนั้นเพาะปลูกอะไรกิน แต่เมืองบามปัจจุบันมื่อในเรื่องผลอินทผลัมรสดีและมีพืชสวน (ซึ่งผลไม้มีชื่อของตะวันออกกลางก็มีทั้งส้ม ทับทิม ถั่วนานาชนิด แม้กระทั่งองุ่น) แม้บามจะมีชื่อในด้านการถักทอมาตั้งแต่อดีต แต่หากจะพูดถึงฝ้ายแล้ว พืชชนิดนี้กินน้ำจุเหลือหลาย ฉะนั้นการถักทอก็น่าจะเป็นการถักทอขนสัตว์ประเภทแกะและแพะ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทนทาน และเล็มหญ้าหรือพืชเรี่ยดิน เป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนหลัก (เนื้อ นม เนย และเนยแข็ง) ของประชากรในตะวันออกกลาง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า สินค้าประเภทเครื่องถักทอนี้ (ผ้าและพรม) เป็นหัวใจอย่างหนึ่งของเมืองบามที่ดึงดูดพ่อค้า และช่างฝีมือจำนวนมากให้พากันมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้
นานเข้าเมืองบามก็ขยายตัวขึ้นกลายเป็นเมืองที่ต่อเชื่อมเส้นทางการค้า ที่ผ่านออกจากอัฟกานิสถานและปากีสถานปัจจุบัน เลี่ยงทะเลทราย จากนั้นจึงเลี้ยวลงใต้เพื่อลงทะเลที่อ่าวเปอร์เซียอีกด้านหนึ่ง เดินทางต่อไปยังเมืองที่อยู่ทางตอนกลางของประเทศ แล้วทะลุเข้าไปยังเมืองที่อยู่บนลุ่มน้ำไทกริส กับยูเฟรติส เช่น ฮัตรา (Hatra) ในอิรัก เมืองปาล์มีรา (Palmyra) ในซีเรีย เมืองเปตรา (Petra) ในจอร์แดน จากนั้นก้ไปยังเมืองท่าของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น บิบลอส (Byblos) เมืองไท (Tye) ซิดอน (Sidon) และอื่นๆ จากนั้นก็กระจายตัวเข้าไปยังยุโรป โดยกองเรือการค้าที่แล่นกันนานนับพันปีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตัวเมืองบามจึงมีหมู่อาคารจำนวนมากที่มีบทบาทหน้าที่รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย สมกับฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าต่อเนื่องกันยาวนาน หมู่อาคารเหล่านี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยชั้นในสุดและอยู่ในตำแหน่งสูงสุดเป็นที่ประทับของเจ้านายซึ่งมีกำแพงแน่นหนาล้อมเอาไว้ และมีตัวเมืองชั้นนอกออกมา ซึ่งบริเวณรอบนอกนี้ก็มีกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ในส่วนชั้นในนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ที่ประทับสี่ฤดู” หรือชาฮาร ฟาซล (Chahar Fasl) และอาคารที่เคยเป็นคลังอาวุธ สนามฝึกและกองทหาร กับโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนชั้นนอกมีทั้งบ้านเรือน คฤหาสน์สำหรับคนชั้นสูง สุเหร่าถึง 3 แห่ง จัตุรัสลานกว้าง ตลาดปสาน (bazaar) และที่พักกองคาราวาน (caravan-serai) พื้นที่ทั้งหมดนั้นคะเนด้วยสายตาก็น่าจะกินบริเวณกว้างประมาณ 6 ตารางกิโลเมตร พอๆ กับเกาะอยุธยาซึ่งเป็นบริเวณของเมืองก่าทั้งเมือง และเคยมีประชากรถึง 9,000 – 13,000 คน ความเรืองรองของบามค่อยๆ ร่วงโรยไปพร้อมๆ กับเส้นทางทางการค้าใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น และการรุกรานของอัฟกานิสถานในศตวรรษที่ 15 จนเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย) ศูนย์กลางของเมืองเก่าได้ถูกทิ้งร้าง เช่นเดียวกับหมู่อาคารร้านค้า โรงงานช่างฝีมือ ตลอดจนศาสนสถาน เมืองเก่ากลายเป็นเพียงอนุสรณ์แห่งกาลเวลา เมืองใหม่ซึ่งเกิดขึ้นรอบนอกกำแพง เป็นเพียงชุมชนการเกษตรที่ปลูกอินผลัม และพืชสวนผลไม้ จุดจบและการเกิดใหม่ คนกลุ่มใหม่ที่เดินทางมาสู่เมืองบาม คือนักท่องเที่ยว จวบจนวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา บามได้กลับกลายเป็นเพียงภูเขาธุลีสีดิน รัฐบาลอิหร่านประกาศว่าจะได้บูรณะเมืองบามขึ้นมาอีกครั้ง โดยห้ามการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นอิฐดิบ แต่ก็คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามเจตนารมณฒ เพราะความอ่อนล้าของเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งดำเนินไปท่ามกลายการผันแปรทางการเมืองของแรงกดดันจากโลกตะวันตกในฐานะเป็น “แกนแห่งความชั่วร้าย” (axis of evil) และจากการเผชิญหน้ากันของกลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายปฏิรูปภายในประเทศ เอกสารประกอบการค้นคว้า
3月18日 นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 1/3นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย ทรงยศ แววหงษ์
“...แม่นาคนี่เป็นผีประจำชาติอยู่คนเดียว เป็นตำนานซึ่งคนรู้จักทั่วประเทศ”
อัศศิริ ธรรมโชติ คงจะพยายามอธิบายว่าทำไมแม่นาคพระโขนงจึงกลายเป็นกระแสนางนากระบาดอย่างแพร่หลายในบ้านเราไปเมื่อเร็วๆ นี้
ผมเองก็ออกจะเห็นด้วยกับคุณอัศศิริ เพราะเท่าที่ลองทบทวนดูว่ามีผีตัวไหนบ้างที่พอรู้จัก และอาจมีศักดิ์ศรีถึง “ประจำชาติ” ได้ด้วย ก็ออกจะมืดแปดด้าน อาจจะเป็นเพราะชีวิตของผมในฐานะที่เป็นคนของศตวรรษที่ 20 ก้าวย่างสู่ศตวรรษที่ 21 และโดยอาชีพไม่ค่อยจะมีอะไรเกี่ยวกับผีเท่าไรนัก แต่เอาที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นแม่นาค (พระโขนง) และผีปอบอี “หยิบ” นี่แหละที่พอจะคุยได้ว่าสนิทสนมกันพอควร ทั้งคู่เป็นผีที่ผมชื่นชอบและชื่นชม เพราะเธอทั้งคู่ “ขยันทำงาน” (นี่เป็นคำพูดของล้อต๊อกที่พูดถึงแม่นาคพระโขนง ภาค 1 : 2520) ก็เลยมีผลงานเยอะกว่าผีตัวอื่น และเลยทำให้ผมมีความมักคุ้นเป็นพิเศษกว่าผีตัวอื่น
หรือจะมาจากขุนช้าง-ขุนแผน ผมพยายามนึกชื่อผีตัวอื่นๆ ซึ่งก็จำได้กระท่อนกระแท่น เลยคิดว่าน่าจะลองปรึกษา “ขุนช้าง–ขุนแผน” ดู ซึ่งก็เป็นที่พึ่งได้พอควร ผมพลิกดูรายชื่อผีในสังกัดของพลายเพชร หลานขุนแผน ตอนที่ท้าวเธอจัดทัพผีเพื่อรบกับทัพเชียงใหม่ซึ่งเป็นศัตรูเก่าแก่ของอยุธยา ก็ได้รายชื่อพลผีในทัพผีของพลายเพชร ดังนี้
“ผีห่าป่าแลโหงพราย---พระปู่สมิงพราย---ตานีอีพราย---บ้างหัวแร้งหัวกา---หัวหมูหัวหมา---หัวเสือหัวสางช้างน้ำมัน หัวควายหลายพรรณ---ผีดิบป่า---ผีปอบผีชมบครบหกแสน---ผีกระสือ---ผีกระหัง”
เรียกได้ว่ามีการจาระไนชื่อผีเกือบครบทุกตัวในสารบบผีไทยเลยทีเดียว นอกไปจากนี้แล้ว ใน “ขุนช้าง-ขุนแผน” ยังพูดถึงผีที่สำคัญอีก 2 ตัว ซึ่งผมออกจะสงสัยว่าอาจจะมีอะไรที่เกี่ยวพันกับแม่นาคพระโขนงอยู่ ผี 2 ตัวที่ว่านี้ก็คือ
ผี (เปรต) ของนางวันทอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญตอนมาห้ามทัพพระไวย กับทัพของพลายชุมพล (และขุนแผน) ไม่ให้รบกันเสียเอง
ส่วนตัวที่ 2 ก็คือ ผีกุมารทอง ซึ่งขุนแผน (ไม่ใช่เณรแอ) ผ่าเอาออกมาจากท้องของนางบัวคลี่ (เมียของขุนแผนเองซึ่งเป็นลูกสาวโจร) นางบัวคลี่ตายโหงแบบทั้งกลม เป็นการตายและเป็นผีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยทั่วไป
ฉะนั้น หากแม่นาคพระโขนงจะมาตายทั้งกลมอีก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วก็ไม่ต้องมาอธิบายความให้เยิ่นเย้อว่าความตายชนิดนี้จะทำให้ผีเฮี้ยนเพียงใด
นอกไปจากกรุผีที่ปรากฏใน “ขุนช้าง-ขุนแผน” แล้ว ผมยังนึกไปถึง แถน ผีประจำท้องฟ้าซึ่งมีหน้าที่บันดาลฝน และความอุดมให้กับคนทั้งที่อยู่ในล้านนาและล้านช้าง แม่พระธรณีนั้นเล่า เดิมก็คงจะเป็นผีประจำพื้นดิน (อันนี้ผมจำมาจากขี้ปากของคุณไมเคิล ไรทเมื่อคราวไหนก็จำไม่ได้ หากคุณไมเคิลจะปฏิเสธว่าไม่ได้พูดก็เชิญปฏิเสธเอาเองนะครับ) ต่อเมื่อมาเข้ากับพุทธศาสนาซึ่งมาทีหลัง ด้วยฤทธิ์เดชของนางผีดินซึ่งยังคงมีมากอยู่ พุทธศาสนาก็เลยยืมมาเป็นพวกกัน (อันนี้เป็นธรรมเนียมการอุปถัมภ์แบบศักดินานั่นแหละ) ก็เลยยกระดับจากผีมาเป็นพระ
ส่วนผีตานีนั้นเป็นผีประจำต้นกล้วยป่า ซึ่งให้ใบตองที่ดีและใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดในสมัยก่อน จึงมีผีประจำดูแลอยู่ด้วย ผีตะเคียนกับแม่ย่านางอาจใกล้ชิดกันมาก เพราะผีตะเคียนประจำต้นไม้ป่าคือต้นตะเคียนเป็นไม้ที่ถูกล้มมาทำเรือยาว เธอ (หรือท่านดี?) จึงย้ายออฟฟิศมาประจำอยู่ที่หัวเรือ กลายมาเป็นแม่ย่านาง (ไม่เชื่อก็ไปดูที่โรงเรือพระราชพิธีที่คลองบางกอกน้อยดูสิครับ ยังพอมีให้เห็นอยู่จริงๆ)
ที่สาธยายมาแม้ว่าจะมาก แต่เข้าใจว่ายังไม่หมด แต่ก็คงจะพอสมควรที่จะพอมองภาพคร่าวๆ ของกระบวนผีไทย และนำไปสู่ข้อสังเกตว่า “ผีประจำชาติ” ของไทยนั้นเป็นผู้หญิง (หรือจะใช้สามัญนามว่าตัวเมียดีนะครับ) เสียเป็นส่วนใหญ่ ข้อสังเกตนี้อาจจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับผีฝรั่งตัวที่สำคัญๆ ซึ่งแจ้งเกิดในโลกภาพยนตร์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับแม่นาคพระโขนงของเรา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเพศผู้ทั้งสิ้น
ผีฝรั่งเป็นเพศผู้ หากจะนับเนื่องกันก็จะได้ภาพตามลำดับเวลาดังนี้ครับ :
แฟรงเก้นสไตน์ สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2474 (นำแสดงโดยบอริส คาร์ลอฟ) แดรกคูล่า ก็สร้างครั้งแรกในปีเดียวกัน (นำแสดงโดยเบลา ลูกาซี) มัมมี่ เจ้าตำรับของแท้ดั้งเดิมต้องแสดงโดยบอริส คาร์ลอฟเจ้าเก่า สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2475 ซึ่งเมื่อเทียบกับแม่นาคพระโขนงที่สร้างโดย ม.ร.ว.อนุศักดิ์ หัสดินทร์ อันถือเป็นฉบับแรกสุดนั้น สร้างขึ้นในปี 2479 (เนชั่น สุดสัปดาห์ : 9-15 กันยายน 2542) เราก็คงจะเห็นว่าแม่นาคพระโขนงของเรามีอายุอ่อนกว่าผีดังๆ ของโลกแค่ 4-5 ปีเท่านั้นเอง
หรือจะให้ชัดก็คือผีดังของโลกรวมทั้งแม่นาคของเราล้วนแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษที่ 30 ซึ่งเป็นช่วงที่มีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และหนังขายดีของยุคสมัยนั้นก็คือหนังประเภท “หนีโลก” (escapism) ซึ่งมีทั้งประเภทประโลมโลก ประเภทไซไฟ แฟนตาซี ประเภทยอดมนุษย์ทั้งหลาย และประเภทผีซึ่งมีอยู่นานาชนิด
ซูเปอร์ผีทั้งสี่ ถึงตรงนี้ต้องขออนุญาตพรรณากำพืดของผีทั้ง 4 ตนนี้สักหน่อยนะครับ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการพูดถึงแม่นาคพระโขนงต่อไปข้างหน้า
แฟรงเก้นสไตน์
สร้างจากนวนิยายเชิงปรัชญาที่แต่งโดย แมรี่ วอลล์สโตน คราฟท์ เชลลี่ เมื่อตอนเธออายุ 20 ปีเท่านั้น (พ.ศ. 2361) เป็นเรื่องราวของหมอที่เก็บชิ้นส่วนของคนตายมาประกอบกันแล้วสร้าง “ชีวิต” ขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ทั้งมนุษย์ ไม่ใช่ทั้งพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งใดๆ เลย เพราะในฝ่ายคริสเตียนย่อมจะเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นที่มีอำนาจในการสร้าง และพระองค์ก็ได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งยังได้ทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน เจ้าตัวประหลาดที่หมอแฟรงเก้นสไตน์สร้างขึ้นมาจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน และแปลกแยกไปจากสรรพชีวิตทั้งหลายรอบตัว ความทุกข์จึงกลายเนความแค้น ซึ่งจะได้ออกอาละวาดเป็นหนังอยู่ถึง 11 ตอนด้วยกัน นี่ยังไม่นับที่แตกลูกแตกหลานเป็นหนังเล็กหนังน้อยเรื่องอื่นๆ อีก ผู้ที่รับบทและวางภาพพจน์ให้กับแฟรงเก้นสไตน์นับแต่แรกก็คือ บอริส คาร์ลอฟ (พ.ศ. 2474) ส่วนล่าสุดก็คือ โรเบิร์ต เดอนีโร ภายใต้การกำกับของเคนเนธ บรานาห์ (พ.ศ. 2537)
สาระสำคัญของโครงเรื่องหลักนี้น่าจะอยู่ที่การย้ำให้มนุษย์ยอมรับความจำกัดในความสามารถของมนุษย์เอง มนุษย์อาจจะทำอะไรได้สารพัดอย่าง ยกเว้นการสร้าง “ชีวิต” และ “มนุษย์” ด้วยกันเอง แม้กระทั่งประเด็นการโคลนนิ่งในปัจจุบันก็ยังอยู่ในบริบทของการถกเถียงเช่นว่านี้
มัมมี่ สร้างกันมาแล้วถึง 12 ครั้ง ครั้งที่ดังที่สุดก็คือครั้งแรก (พ.ศ. 2475) ซึ่งบอริส คาร์ลอฟ แสดงโดยอาศัยภาพลักษณ์มัมมี่พระศพของฟาโรห์ราเมสเสสที่ 3 (อายุประมาณ 3,000 ปี) มาเป็นต้นแบบ ส่วนครั้งล่าสุดซึ่งฉายไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ไม่มีใครพูดถึงเนื้อหา ความน่ากลัว ความลึกลับและการตีความบทมัมมี่ หรือแม้กระทั่งความสามารถของดาราผู้แสดงอีกต่อไป คนไปดูหนังสมัยนี้เขามักพูดกันถึงการทำเทคนิคพิเศษซึ่งพิเศษสุดๆ ช่างทำให้สิ่งที่ไม่จริงดูเหมือนจริงอะไรจะปานนั้น
มัมมี่ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง (และต้องขอย้ำว่าบอริส คาร์ลอฟได้วางแบบแผนการตีความมัมมี่ฉบับแรกได้ดูน่ากลัว ลึกลับ อำมหิต และดีที่สุดแล้ว) ที่มีชื่อว่าอิมโฮเทปนั้น โดยแท้จริงแล้วอิมโฮเทปที่เป็นพระชั้นผู้ใหญ่และมีความสำคัญ มีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ซึ่งก็คืออิมโฮเทปที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของฟาโรห์ชื่อพระเจ้าซอเซอร์ (4,600 ปีที่แล้ว) ท่านผู้นี้เป็นทั้งกวี นักบริหาร นักการปกครอง เป็นสถาปนิกซึ่งสามารถคำนวณและสร้างพีระมิดองค์แรกของโลกซึ่งเรารู้จักกันในนามของพีระมิดขั้นบันไปแห่งเมืองซัคคารา (ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวมาสร้างตามที่สำนักต่วย’ตูนมักจะขยายขี้เท่ออยู่เสมอๆ แถมยังขายได้ตลอดด้วย) อีกทั้งท่านผู้นี้ยังเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ จนท้ายสุดได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าอีกด้วย [ตามจารึกและจำหลักที่วิหารบูชาเทพซอเบก (จระเข้) และเทพฮอรัส (เหยี่ยว) แห่งเมืองคอม-ออม-โบ ในอียิปต์ปัจจุบัน]
ฉะนั้น เนื้อเรื่องของหนังเรื่องมัมมี่จึงเป็นการสร้างขึ้นจากนิยายโดยแท้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และชื่อที่เหมือนกันก็เชื่อว่าเป็นการพ้องกันโดยการตั้งใจของผู้เขียนเรื่องโดยแท้
การที่หนังเรื่องนี้ “ขาย” ได้ น่าจะมาจากเหตุ 2-3 ประการก็คือ หนึ่ง หนังที่ขายได้ในระหว่างทศวรรษที่ 30 ก็คือหนังหนีโลกประเภทรักน้ำเน่า ทั้งหวานจ๋อยและเหม็นคลุ้ง หรือหนังประเภทไซไฟ และหนังผีๆ นี่แหละ
อีกเหตุที่น่าสนใจก็คือ อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปี พ.ศ. 2465 (ปลายรัชกาลที่ 6) นายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ได้ขุดค้นทางโบราณคดีบันลือโลกในอียิปต์ เพราะได้มีการพบหลุมพระศพของฟาโรห์ตุตังคาเมน ซึ่งให้หลุมศพนี้มีข้าวของเครื่องใช้ของฟาโรห์เกือบจะครบถ้วนทุกชิ้น ตั้งแต่ของเล็กของน้อย เช่น ถุงมือ ถุงเท้าสมัยทรงพระเยาว์ กล่องเครื่องเขียน ชุดชั้นใน เกม ของเล่น เตียงสนาม (พับได้) ตลอดไปจนถึงพระโธรนดุนลายทอง เครื่องประดับพระศพ โดยเฉพาะหน้ากากคลุมพระพักตร์ การค้นพบนี้ทำให้โลกรู้จักชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนอียิปต์โบราณมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ฉลาดๆ อย่างเราก็อยากจะเลือกเชื่อความเห็นประเภทข่าวลือมากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดจากวิทยาศาสตร์แห่งการขุดค้น (ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่มิใช่หรือ)
คนแรกๆ ที่กระพือข่าวลือเกี่ยวกับความลึกลับของอียิปต์โบราณก็คือแมรี่ คอเรลลี่ คนที่แต่งนิยายดังๆ หลายเรื่อง ที่ดังมากในบ้านเราก็คือ เดอะ ซอร์โรว์ ออฟ ซาตาน ไงครับ (อยากทราบว่าดังอย่างไรก็ต้องไปถามสิงห์สนามหลวง กับรัศมี เผ่าเหลืองทองดูเอาเอง) เธอผู้นี้เป็นคนแรกๆ ที่พูดถึงความตายอย่างผิดธรรมชาติของทีมขุดค้นร่วมกับคาร์เตอร์ว่า “ความตายติดปีกมาเยี่ยมเยือนผู้เข้าไปในหลุมพระศพของฟาโรห์” ผู้ที่ร่วมใส่ไข่อย่างเมามันคนต่อไปก็คือ เซอร์อาร์เธอร์ โคแนนดอยล์ คนเดียวกับที่เขียนนิยายนักสืบเชอร์ล็อคโฮล์มสนั่นแหละ ท่านเซอร์อาเธอร์ผู้นี้มีรสนิยมในการเป็นร่างทรงอยู่เป็นประจำ (ฉะนั้น การที่นักเขียนไทยจะเขียนนิยายโดยอาศัยการทรงก็ดูจะไม่แปลก เพราะมันมีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน) ท่านเซอร์ผสมโรงว่า ความตายเป็น “การแก้เค้นของฟาโรห์”
ก็นี่แหละครับ คือต้นตอของความเชื่อเรื่องคำสาปของฟาโรห์
นางนาค : หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 2/3ซึ่งจริงๆ แล้วข้อความที่ลอกๆ กันมาโดยอ้างว่าเป็นคำสาปนั้น โดยแท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือประกอบพิธีศพที่เราเรียกว่า บุ๊ค ออฟ เดด (ผมเลี่ยงการแปลว่า คัมภีร์มรณะ ตามที่ส่วนใหญ่ใช้กัน เพราะชื่อนี้อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดซ้ำซากและคิดว่าหนังสือนี้มีอำนาจทำให้ใครตายได้) ซึ่งเป็นหนังสือบอกวิธีผ่านประตูแห่งความตายไปสู่การมีชีวิตอมตะกับเทพโอไซริสในโลกหน้า ส่วนคำแช่งนั้นมีอยู่จริง เพราะหลุมพระศพถูกขโมยอยู่เสมอๆ (ตั้งแต่สมัยโน้น) จนต้องมีการซ่อนพระศพ (พร้อมสมบัติ) ในรูปแบบต่างๆ เสมอมา ซึ่งหากคำสาปมีพลังจริง ก็คงจะไม่มีการโจรกรรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยนู้น อีกทั้งฟาโรห์คงจะไม่ต้องย้ายหลุมหนีโจรอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฏเป็นพัฒนาการของหลุมพระศพแบบต่างๆ ที่เราๆ รู้กันอยู่
คนฝรั่ง (ถือคริสต์) ฝังใจกับชาวอียิปต์โบราณในฐานะที่เป็นสิ่งลี้ลับและลึกลับ นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 แล้วที่ฝรั่งเชื่อว่ามัมมี่ชนิดป่นเป็นผงมีสรรพคุณในการแก้ท้องเสีย ส่วนชนิดที่เอาไปเคี่ยวทำน้ำมันก็ช่วยแก้เคล็ดขัดยอกตามเนื้อตัวได้ (นี่ก็อีกแหละ เหมือนกับที่สวนจตุจักรเราขายน้ำมันเลียงผา โดยผู้ขายอ้างสรรพคุณนานาประการ) แม้กระทั่งหมอหลวงประจำพระองค์ของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (ศตวรรษที่ 15-16) ก็ถวายยาหม่องชนิดนี้ให้กับพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยๆ ด้วย
ฉะนั้น มัมมี่ที่มีความแค้นซึ่งสามารถฟื้นจากความตายจึงขายได้ในฐานะหนังเสมอมา อิทธิพลทางรูปแบบของผีพันผ้าแบบมัมมี่เห็นได้เสมอๆ ในหนังผีไทย และอาการของผีที่ต้องยกแขนสองข้างยื่นไปข้างหน้าเพื่อบีบคอก็มีให้เห็นอีกเสมอๆ เช่นกัน ทั้งในหมู่หนังผีไทยและผีจีนจนถึงปัจจุบัน
แดรกคูล่า
สร้างมาจากนิยายขายดีของบราห์ม สโตเกอร์ เค้าโครงเรื่องอิงอยู่บนเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าชายวลาดทีเปส แห่งทรานซิลวาเนีย (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศโรมาเนียปัจจุบัน) ว่ากันโดยตำแหน่งที่ตั้งของแคว้นนี้ จัดว่าอยู่ในบริเวณที่ถือว่าลี้ลับของยุโรป เพราะเป็นเขตป่าเขาตรงพรมแดนของยุโรปกับโลกทางฝ่ายตะวันออกซึ่งเป็นดินแดนของชนชาวมุสลิม เป็นเขตแดนที่ศาสนาคริสต์ไม่อาจควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จและถาวร อีกทั้งยังเป็นเขตแดนที่ถือว่าเป็นกันชนของอันตรายใดๆ ที่จะพุ่งเข้าสู่หัวใจของยุโรป
เจ้าชายองค์นี้มีชีวิตอยู่ตอนคริสต์ศตวรรษที่ 15 ยุคสมัยที่ยุโรปเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ศาสนาเสื่อมทราม ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปใหญ่ของศาสนาคริสต์ในศตวรรษต่อไป เป็นยุคสมัยที่กษัตริย์ช่วงชิงอำนาจกับศาสนจักร เป็นยุคสมัยที่อาณาจักรอิสลามิกรุ่งเรือง และเป็นรอยต่อของยุคสมัยที่ฝรั่งจะได้เดินทางค้นพบเส้นทางการเดินเรือโดยสเปนและโปรตุเกส
ตำนานความป่าเถื่อนของเจ้าชายวลาด “จอมเสียบ” (ฉายาของท่าน) แพร่หลายว่าขอบฆ่าฟันศัตรูด้วยความป่าเถื่อน ถึงขนาดชอบดูการทรมานและฆ่าคนในขณะที่กินอาหารไปด้วย หรือแม้กระทั่งดื่มเลือดคน และนี่คือตัวอย่างของคริสเตียนที่เลว เค้าเรื่องกลายเป็นเชื้อของนิยายขายดีของสโตเกอร์ที่เราจะรู้จักกันต่อๆ มาในนามของแดรกคูล่า
นิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นหนังครั้งแรกภายใต้ชื่อ นอสเฟอราตู โดยบรมครูภาพยนตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อว่าเมอเนา ในปี พ.ศ. 2465 (สมัยรัชกาลที่ 6)
ท้องเรื่องถูกเปลี่ยนจากประเทศโรมาเนียมาเป็นเมืองเบรเมนในเยอรมนีแทนอังกฤษจากเค้าเรื่องเดิมของสโตเกอร์ ต่อเมื่อ พ.ศ. 2424 จึงมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อแดรกคูล่าซึ่งถือเป็นต้นแบบของฉบับที่เราๆ ท่านๆ ได้ดูกันต่อมาถึง 32 เรื่อง (เป็นอย่างน้อย)
แดรกคูล่าจึงดื่มเลือด (ซึ่งเป็นข้อห้ามของทั้งศาสนายิวและคริสเตียน) แดรกคูล่าอาจแปลงร่างเป็นหมาป่า (สัตว์ที่เป็นอันตรายของชาวนาและของปศุสัตว์ของยุโรป) ค้างคาว (สัญลักษณ์ของแม่มดซึ่งเป็นปฏิปักษ์ของศาสนาคริสต์) และหนูก็เกี่ยวกันกับแดรกคูล่าด้วย (ดังปรากฏอยู่ในเวอร์ชั่นของเมอเนา) ทั้งนี้ก็เพราะคนยุโรปจำได้ดีว่าหนูนำกาฬโรคมาระบาดฆ่าคนยุโรปตายกันเป็นเบือในสมัยกลาง หนูจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต้านศาสนาคริสต์ด้วย
และก็ด้วยเหตุผลเช่นนี้ แดรกคูล่าจึงอาจปราบได้ด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ กางเขนและโลหะเงิน การตอกลิ่มลงหัวใจ และแสงสว่างซึ่งส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์อีกเช่นกัน ในแดรกคูล่าบางฉบับตีความว่าแดรกคูล่าคือซาตานซึ่งเกิดมาพร้อมกับโลกและเคยคิดกบฏต่อพระเจ้าของฝ่ายคริสต์เสียด้วยซ้ำไป (ขอให้ดูเรื่องพาร์ดอน มี บัท ยอร์ ทีธ อาร์ ออน มาย เนค ของโปลันสกี้ และอินเทอร์วิว วิธ เดอะ แวมไพร์ เป็นต้น)
เอาละครับ ผมสาธยายมายืดยาวเพื่อเราจะได้เห็นนิสัยใจคอ และที่มาที่ไปของบรรดาผีฝรั่งซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของแม่นาคพระโขนงของเรา เพราะหนังเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีอายุแก่กว่าแม่นาคพระโขนง 4-5 ปีทั้งสิ้น แต่ก็ยังต้องถือว่าร่วมบริบทของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอันปั่นป่วนของยุคเศรษฐกิจตกต่ำทั้งนั้น ที่น่าสังเกตก็คือผีฝรั่งพวกนี้ถือเพศผู้ทั้งสิ้น ทำไมก็ไม่ทราบ
ต้องย้ำอีกทีนะครับว่าหนังผีขายดีเสมอไม่ว่ายุคไหน ก็เพราะชีวิตหลังความตายนั้นเป็นคำถามใหญ่ต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ทุกเหล่า และเมื่อใดก็ตามที่เราอยากจะหนีไปจากความเป็นจริงทั้งเศรษฐกิจอันเลวร้าย ข้าวยากหมากแพง หรือการเมืองปั่นป่วน หนังผีกับหมอผี (ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเรื่องหมอดู และหมอฮวงจุ้ยทั้งหลายด้วย) ก็ติดกระแสทั้งสิ้น
แม่นาคพระโขนงฉบับคลาสสิค คราวนี้ถ้าเราจะวกกลับมาหาแม่นาคพระโขนงล่ะ เราจะให้คำอธิบายว่าอย่างไร
ผมขออิงกับข้อมูลของเนชั่น สุดสัปดาห์ (9-15 กันยายน 2542) อีกทีนะครับว่า หนังแม่นาคพระโขนงถูกสร้างครั้งแรกใน พ.ศ. 2479 และจะได้สร้างต่อๆ มาถึง 21 ครั้งเป็นอย่างน้อย
คนที่วางแบบให้กับแม่นาคพระโขนงน่าจะเป็นเสน่ห์ โกมารชุน ซึ่งให้ปรียา รุ่งเรืองเป็นแม่นาคถึง 2 ครั้ง แล้วจะได้มาแสดงอีก 2 ครั้ง โดยทีมงานซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับเสน่ห์ผู้วายชนม์ไปแล้วในขณะนั้น ฉะนั้น แม่นาคพระโขนงภาคที่ 1 (พ.ศ. 2520) ผู้สร้างจึงใช้ชื่อว่าศิษย์เสน่ห์ศิลป์ และเมื่อสร้างแม่นาคพระโขนงภาคที่ 2 (พ.ศ. 2522) จึงได้ออกนามว่าคือเสนีย์ เป้าประดิษฐ์ สองตำรับหลังนี้ระบุว่าตัวเองคือ “ต้นตำรับ” อีกทั้งยังระบุด้วยว่าเป็น “บทประพันธ์ของชาวบ้านซึ่งเสน่ห์ โกมารชุนเป็นผู้เรียบเรียง”
ตอนต่างๆ ของแม่นาคพระโขนงมีดังนี้คือ นางนาคพระโขนง, นางนาคคืนชีพ, นาคพระโขนง, นางนาคพระโขนง (ภาคพิเศษ), แม่นาคพระโขนง, วิญญาณรักแม่นาคพระโขนง, สัญญาใจแม่นาคพระโขนง, แม่นาคพระนคร, แม่นาคอเมริกา (The Pot), แม่นาคบุกโตเกียว, แม่นาคภาคพิสดาร, แม่นาค ’30, แม่นาคอาละวาด, แม่นาคคืนชีพ, แม่นาคเจอผีปอบ. แม่นาค (หนังทดลอง ความยาว 33 นาทีของพิมพกา โตวิระซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง) และนางนากของนนทรีย์ (ชื่อทั้งหมดไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา)
ดูจากชื่อเรื่องข้างบน (เพราะจำไม่ได้ว่าผมเคยดูตอนไหนมากแล้วบ้าง) คงจะเห็นความพยายามของผู้สร้างที่จะตีความเรื่องแม่นาคให้มีหลากหลายกันออกไป ทั้งในแง่ของสถานที่ (แม่นาคพยายามจะขยายอิทธิพลเข้ามาในพระนคร ไม่ใช่ผีบ้านนอกชานเมืองอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งอาละวาดไปยังหัวเมืองหลักของโลก ทั้งกรณีโตเกียวและอเมริกา) ทั้งในแง่ของการเอาชนะเหนือดินแดนแห่งความตาย จึง “คืนชีพ” มาในแบบต่างๆ นานา แต่อย่างไรก็ดี โครงเรื่องของความรัก ความผูกพันกับผัวเป็นโครงเรื่องหลักที่เสน่ห์ โกมารชุนวางเอาไว้และก็กลายเป็นพลังที่ทุกตำรับต้องสยบให้กับการตีความนี้
ผมลองเอาตำรับแม่นาคพระโขนง ภาค 1 และภาค 2 ซึ่งสร้างโดยเสน่ห์ โกมารชุนมาเป็นหลัก (เพราะปัจจุบันยังหาดูได้ไม่ยากนัก) สำรวจดูแล้วพอจะได้ความว่า เรื่องแม่นาคพระโขนงนั้น เป็นตำนานพื้นถิ่นของคนแถบพระโขนง ตำนานนี้มีการอ้างอิงถึงบทเสภาขุนช้าง-ขุนแผน มีทั้งการอ้างอิงถึงโดยการที่ให้แม่นาคสาวสวยแห่งทุ่งพระโขนงอ่านเสภาเรื่องนี้ให้ป้าของตนฟัง และมีการสั่งสอนกันว่า “อย่าริเอาอย่างนางพิม” (ภาค 1) และมีการอ้างถึงในรูปของการแสดงลิเกซ้อนหนัง (ภาค 2) จับตอนเปรตนางวันทอง (ก็นางพิมพิลาไลยนั่นแหละ) มาห้ามทัพพระไวยไม่ให้รบกับทัพของขุนแผน
ความจริงพล็อตของนางพิมซึ่งจะมีสองผัว ทั้งขุนช้างและขุนแผนภายใต้บริบทของสังคมศักดินาอยุธยานั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และถ้าจะพูดให้ถึงที่สุด พล็อตและซับพล็อตของขุนช้าง-ขุนแผนก็ล้วนแล้วแต่น่าสนใจอย่างเหลือเกิน โดยเฉพาะสภาพภาวการณ์ทางจิตวิทยาของไพร่ภายใต้พันธการของสังคมศักดินา อันนี้คงจะยกให้เป็นหน้าที่ของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และคุณอัศศิริ ธรรมโชติขยายความต่อไปจะดีกว่า วรรณกรรมขุนช้าง-ขุนแผนสำหรับผมจึงเป็นคลังของเรื่องสนุกสนาน ตื่นเต้น ผจญภัยแบบเดียวกับอิดิปุสของกรีก มีเรื่องของการชิงรักหักสวาทแบบเดียวกับหนังและละคร “น้ำเน่า” ทั้งหลายทั้งปวงที่มีกันอยู่ และอาจจะเป็นที่มาของแม่นาคพระโขนงที่เราดูกันมาหลายๆ ตอนด้วย
แม่นาคพระโขนง ภาคที่ 1 และภาคที่ 2 นั้น ทั้งแม่นาคและพ่อมากตลอดทั้งตัวละครทั้งหลายเป็นเกษตรกรรายย่อย เพราะมีที่นาทำกินเป็นของตัวเอง พ่อมากนั้นถูกเกณฑ์จากหลวงให้ไปรับใช้มูลนายในบางกอก ทำนองเดียวกับไอ้เณรไปรับใช้ตามบ้านของเจ้านายนั่นแหละ ในระหว่างเกณฑ์ ศัตรูทางความรักของพ่อมากก็คือไอ้เพลิง ซึ่งเป็นลูก “ข้าราชการท้องถิ่น” หรือกำนันนั่นเอง ไอ้เพลิงไม่ได้รังเกียจรังงอนว่าแม่นาคจะมีผัวแล้ว เช่นเดียวกับที่ขุนช้างไม่เคยรังเกียจนางพิมพิลาไลย ก็ใจมันรักเสียแล้วนี่นา
แม่นาคตายทั้งกลมขณะที่พ่อมากอยู่บางกอก และได้ยินข่าวของพ่อมากจากปากไอ้เพลิงว่าไปรักกับลูกสาวของมูลนาย ทำนองเดียวกับที่ขุนช้างเป่าหูนางพิมพิลาไลยและนางศรีประจันผู้เป็นแม่ของนางนั่นแล
ความตายของแม่นาค แม้จะเป็นเช่นเดียวกับที่แม่ทั้งหลายในสมัยก่อนซึ่งมักตายขณะคลอดลูก แต่แม่นาคก็ยังมีจิตคิดผูกพันกับผัว (เผลอๆ อาจจะมาจากข่าวลือที่ไอ้เพลิงเอามากรอกหูด้วย) ตามความเชื่อของคนไทยที่ว่าคนตายโดยผิดธรรมชาตินั้น วิญญาณจะผูกพันกับโลกเดิม ไม่ยอมรับสภาพของความตายตามพุทธศาสนา
แม่นาคจึงออกอาละวาดเอากับคนทั้งหลายโดยไม่เลือกหน้า จนถูกจับถ่วงหม้อทิ้งน้ำไปที่ท่าน้ำวัดมหาบุศย์ (สะกดตามภาค 1) รอเวลาให้ตาโป๋ เป่าปี่ ตลกลายครามมางมเจอ และปลดปล่อยวิญญาณแม่นาคมาอาละวาดต่อไปในตอนที่ 2
3月17日 นางนาค: หรือจะเป็นตำนานของผีตัวสุดท้าย 3/3การพัฒนาเรื่องในภาคที่ 2 นั้นได้เปิดโอกาสให้พ่อมากพบรักกับลูกสาวเจ้านายของตัว เป็นอันสมคำร่ำลือจริงๆ ผู้เขียนเรียงลำดับเวลาให้พ่อมาปลงใจในรักใหม่ต่อเมื่อได้ “ช่วย” ปลดปล่อยวิญญาณของแม่นาคแล้ว อันนี้ช่วยพ่อมากให้ดูยังเป็นชายที่มีรักแท้อยู่ได้ และไม่เสียแนวหลักของเรื่องคือเรื่องความรักแท้
ในภาคที่ 2 มีการหาทางออกให้วิญญาณแม่นาคยังคงเป็นผีที่ดีแม้จะได้ “ทำบาป” มาเยอะ บาปที่ว่าก็คือ หักคอไอ้เพลิงตายและฆ่าอาจารย์เต๊ะ ศัตรูเก่าที่เคยจับแม่นาคมาถ่วงน้ำในภาค 1 ตลอดจนชอบหลอกหลอนชาวบ้านเสียบ่อยๆ โดยให้ตัวละครเป็นเณร (บุคคลในพุทธศาสนา) อนุญาตให้วิญญาณของแม่นาคเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคนที่มีปัญหาในรัก (ปัจจุบันมีหน้าที่ปลอบประโลมคนยากแค้นทางเศรษฐกิจด้วย) อยู่ที่วัดมหาบุศย์จนกระทั่งปัจจุบัน
ภาพพจน์ของแม่นาคพระโขนงทั้งภาคที่ 1 และภาคที่ 2 จึงเป็นเพียงตำนาน หรือคือเรื่องราวที่เล่าขานกันอยู่ในท้องถิ่นเพื่อสืบทอการรับรู้ประวัติความเป็นมาของชุมชนของตน แม่นาคจึงเป็นเสมือนวีรสตรีท้องถิ่น ที่ผมยกให้เธอเป็นวีรสตรีก็เพราะเธอเป็นเหมือนตัวแทนของไพร่ทั้งหลายที่ต้องดำรงชีพอยู่ด้วยความยากลำบากแสนเข็ญในยามที่ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกันอันเนื่องมาจากพันธนาการศักดินา อย่างนี้จะไม่ยกให้เป็นวีรสตรีก็เกินไปล่ะนะครับ
ตำนานนั้นดำรงอยู่ข้ามกาลเวลาและความสมจริง แม่นาคพระโขนงทั้งภาค 1 และภาค 2 จึงให้ความเป็นแม่นาคผมยาวสลวย มีสง่าสมเป็นตัวเอกของเรื่อง แต่งตัวงดงามทำนองเดียวกับที่นางเอกลิเกแต่ชุดราตรียาวแบบฝรั่งในขณะที่พระเอกรัดเครื่องแบบละครโบราณ (ดังเช่นที่เห็นในฉากลิเกแทรกในภาค 2) สภาพท้องถิ่นที่เห็นในหนังก็คือ สภาพของชนบทไทยภาคกลางเมื่อ พ.ศ. 2520 ไม่ใช่ภาพของชนบทไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ความจนในชนบทไม่ว่าจะอยู่ในบ้านไม้หลังคามุงแฝกอย่างสมัย ร.4 หรือบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนหลังคามุงสังกะสีของ พ.ศ. 2520 นั้น เป็นความยากจนชนิดเดียวกันอย่างไม่ต้องแยกแยะ ความสมจริงในแง่นี้ จึงเป็นความสมจริงตามสารถ ไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น
พูดโดยสรุปก็คือ แม่นาคพระโขนงฉบับเก่านั้น ตั้งใจสร้างให้เป็นภาพยนตร์เชิงตำนานมากกว่าความสนใจเรื่องของความสมจริงนั่นเอง
นักดูหนังไทยหลายคนอาจตั้งข้อสังเกตอีก 2 ประการเกี่ยวกับหนังผีไทยว่า ทำไมมักจะมีฉากตลกวิ่งไล่กัน วิ่งหนีผี และมุดลงตุ่ม กับอีกคำถามว่าทำไมหนังผีไทยมักจะมีฉากโป๊เสมอ ข้อสังเกตทั้งสองนี้ตอบได้ยากและเข้าใจได้ยากจริงๆ ครับ ที่บอกว่ายากก็เพราะเรามักจะมองหนังในแนวนี้จากกรอบการมองที่แตกต่างกันออกไป ผมเองแม้จะพยายามดัดจริตดูหนังอย่างเอาใจเข้าข้างก็ดูไม่ค่อยจะสำเร็จเท่าไหร่ ดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องตลก และทำไมจะต้องโป๊ เพราะรู้สึกว่าหนังผีจะต้องน่ากลัว และจะต้องรักษาบรรยากาศให้เคร่งขรึม เพื่อให้ส่งเสริมจุดมุ่งหมายของการสร้างความกลัวตามลักษณะของหนังผีที่ควรจะเป็น
แต่ลองนึกดูอีกทีจากการใช้แม่นาคพระโขนงทั้งสองภาคเป็นหลัก ก็อาจได้ข้อสรุปว่าฉากวับแวมของปรียา รุ่งเรือง และฉากตลกวิ่งไล่กันนั้นส่งผลให้มีการลดทอนความน่ากลัวของหนังลงไป หรือจะพูดอีกทีก็คือ ทั้งฉากตลกและฉากโป๊ได้เข้ามาคั่นความรู้สึกของคนดู และตอกย้ำอยู่เสมอว่านี่เป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงหนังที่ให้ความบันเทิง นี่ไม่ใช่เรื่องจริง ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ ฉากลิเกซ้อนหนังในภาคที่ 2 จับความขุนช้าง ขุนแผน พระไวยเดินทางมากกลางป่าพร้อมตลกผู้ช่วย ผีนางวันทองหลอกเป็นสาวสวยให้ตลกผู้ช่วยได้จีบ พอจะเข้าด้ายเข้าเข็ม สาวสวยก็กลายร่างเป็นผี คนก็ได้ฮากันตึงไป ผมเชื่อว่าคนดูลิเกทุกคนรับมุขแบบนี้ได้ ในขณะที่ยังสามารถติดตามเรื่องหลักของขุนช้าง-ขุนแผนได้อย่างไม่รู้สึกสะดุด
กลวิธีแบบลิเกทำนองนี้กระมังครับที่หนังผีไทยสมัยเก่าเขาเอามาใช้ในงานของเขา และคนดูหนังรุ่นเก่าก็เป็นชุดเดียวกันกับที่ดูลิเก และการที่คนดูไม่ใช่คนดูชุดเดียวกันอย่างคนรุ่นก่อนแต่เป็นนักดูหนังที่ไม่ดูลิเกแบบเราๆ ที่ไม่เคยรู้จักหรือไม่สนใจในไวยากรณ์ของลิเกจึงรู้สึกรับไม่ได้
ตลกที่เราเห็นในหนัง ทั้งที่วิ่งไล่กัน วิ่งหนีผีเท่าไรก็หนีไม่พ้น กระโดดลงไปในตุ่มคนแล้วคนเล่าเพื่อหนีผีแต่แล้วผีก็ดันมุดตามลงมาด้วย หากเราๆ ท่านๆ ลองเปลี่ยนตัวละครให้เป็นตลกฝรั่ง เช่น คณะคีย์สโตน คอปส์ ชาลี แชปลิน บัสเตอร์ คีตัน สามเกลอหัวแข็ง หรือมาร์กซ์บราเธอร์ส ซึ่งโด่งดังในอดีต ก็คงจะนึกออกว่าตลกในยุคนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เคยวิ่งไล่กันมาแล้วทั้งสิ้น ตลกไทยก็คงจะยืมวิธีการที่เราเรียกว่า สแลปสติ๊คมาใช้เช่นเดียวกัน
คำอธิบายนี้หากยังไม่สบอารมณ์ ผมก็เห็นจะต้องหันหน้าไปขอคำปรึกษาเกจินู้ดนิวัติ กองเพียรให้ท่านช่วยตอบน่าจะแจ่มแจ้งกว่าเป็นแน่แท้
นางนาก ของนนทรีย์ นิมิบุตร
ใครๆ ที่ได้ไปดูนางนากของคุณนนทรีย์คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่แหละหนังไทยที่รอคอยมานานแสนนาน กระแสนางนากของนนทรีย์ด้านหนึ่งตอบสนองต่อยุคสมัยของการหลีกหนีความจริง และอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นการวิพากษ์ความมักง่ายของหนังไทยที่ดำรงสภาพเช่นนี้มานานแสนนาน
หนังของคุณนนทรีย์ได้เสนอภาพของนางนากในลักษณะสมจริง รายละเอียดของหนังได้รับการวิเคราะห์วิจัยจากนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ จนกำหนดออกเป็นภาพที่ทำให้เราเชื่อว่าแม่นาคพระโขนงนั้นมีจริงๆ และเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์
รายละเอียดสมจริงนั้นได้มีการกำหนดเวลาที่แท้จริงให้แม่นาค ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปีสุดท้ายของรัชกาลที่ 4 ต่อกับต้นรัชกาลที่ 5 โดยมีการกำหนดวัน เวลา และเหตุการณ์สำคัญก็คือ ภาพสุริยปราคาเต็มดวง ซึ่งเหตุการณ์นี้ชวนให้เราเชื่อมโยงไปถึงการเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอของรัชกาลที่ 4 และนำไปสู่การเสด็จสวรรคตในระยะเวลาต่อมา
มีการวิจัยเรื่องการแต่งกายของสามัญชนหรือไพร่ในสมัยนั้นว่า สตรีจะต้องนุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าแถบ ชายนุ่งโจงเฉยๆ และผ้าที่ใช้นั้นก็จะต้องเป็นสีทึบ เพราะจะมีไพร่คนไหนมามีผ้าสีซึ่งเป็นของฟุ่มเฟือยใช้กันได้ในสมัยนั้น
บ้านเรือนของไพร่ก็จะต้องเป็นเรือนไม้กระดานหลังคามุงหญ้าหรือมุงแฝก นางนากจะต้องตัดผมสั้นตามสมัย (คุณนนทรีย์ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อยืนยันความถูกต้องของเรื่องนี้) ฟันจะต้องดำเพราะเป็นธรรมเนียมการเคี้ยวหมากนั้นเป็นของสามัญทั่วไปอีกเช่นกัน
นอกไปจากนี้ คุณนนทรีย์และคณะยังได้มีการอ้างบุคคลจริงที่มีชื่อเสียงของยุคสมัยก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พหรมรังสี) ซึ่งจะได้มาปลดปล่อยวิญญาณนางนากโดยการสกัดกะโหลกหน้าผากของนางนาก ลงอักขระเพื่อปราบฤทธิ์เดช แถมยังได้อ้างอีกว่ากะโหลกชิ้นนี้ยังได้เคยตกทอดลงไปยังสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯ อีกด้วย เป็นอันว่าวิญญาณของนางนากนั้น ถูกจับขังเอาไว้ใน “เวลา” ที่แน่นอนและดิ้นไม่หลุด
กระทั่งการสะกดชื่อของแม่นาค ก็ให้สะกดเป็นนางนากโดยมีการอ้างอิงเอกสารเก่าว่าเขียนเอาไว้เช่นนั้น ซึ่งเป็นอันว่าได้ไปลบเครดิตของแม่นาคพระโขนงไปแล้วโดยปริยาย (ประเด็นนี้คงจะเถียงได้อีกหลายยกว่าการสะกดชื่อต่างๆ นั้น จะถือเอาเป็นข้อสรุปตายตัวได้เพียงใด)
รายละเอียดที่น่าชมเชยของหนังเรื่องนี้ก็คือ ภาพชีวิตของไพร่ภายใต้สมัยของศักดินาว่าฝืดเคืองยากแค้นเพียงใด ภายใต้พันธนาการนี้ ไพร่จึงไม่อาจปฏิเสธต่อการเรียกเกณฑ์ของมูลนายได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ (ความจริงประเด็นหลักของนางนากนอกจากจะเป็นเรื่องของความรักอันแน่นแฟ้นระหว่างหญิงและชายแล้ว ผมยังอ่านต่อไปว่าประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องอุปสรรคความรักของไพร่ อันเกิดจากพันธนาการของศักดินานั่นเอง)
ความสมจริงในแง่ของรายละเอียดทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ถูกกำกับออกมาเป็นภาพที่เห็นได้สมจริง ตลอดจนยังได้อาศัยการควบคุมภาษาพูดของตัวละคร อีกทั้งเสียงเพลงที่ใช้ประกอบหนังจนก่อเกิดเป็นเอกภาพของทั้งภาพ สี และเสียงตลอดจนทั้งเรื่อง
ความสมจริงเหล่านี้แน่นแฟ้น เป็นเอกภาพและไม่เปิดโอกาสให้คนดูคิดหรือจินตนาการเป็นอื่นไปได้เลย
นางนากจึงเป็นผีคนละตัวกับแม่นาคพระโขนง แต่เป็นสตรีในประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นอดีต นางนากไม่อาจมีผมยาวสลวยสวยสง่าอย่างแม่นาคพระโขนงซึ่งอาจเดินทางข้ามกาลเวลามาถึงเราได้เสมอ
ตำนานแม่นาคพระโขนงได้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไป ต่อไปเมื่อมีใครพูดถึงแม่นาคพระโขนง ก็จะต้องมีการอ้างถึงนางนากว่าเป็นความจริงแท้ และไม่ใช่อื่น เช่นเดียวกับบุคคลกึ่งตำนานหลายบุคคลซึ่งถูกชำระตำนานให้มีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ จะได้มีความหนักแน่นสมจริง เพื่อจะเสริมบารมีของบุคคลในปัจจุบันสมัยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่
สิ่งที่น่าสังเกตอีก 2 ประการของนางนากฉบับของคุณนนทรีย์ก็คือ ตำนานความเชื่อมโยงระหว่างแม่นาคพระโขนงกับเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนนั้นถูกตัดออกไป ตรงนี้ไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจของทีมงานของคุณนนทรีย์เพราะไม่เห็นความจำเป็นจะต้องให้สืบเนื่องต่อกัน หรืออาจเป็นเพราะความไม่ใส่ใจในรายละเอียดของแม่นาคพระโขนงฉบับของเสน่ห์ โกมารชุนซึ่งอ้างว่าเป็น “ต้นตำรับ” และ “เป็นบทประพันธ์ของชาวบ้าน” เพราะนางนากฉบับนี้ไม่ตั้งใจจะให้เป็นบทประพันธ์ของชาวบ้านก็เป็นได้
ประการที่ 2 ก็คือ รายละเอียดของการที่ปล่อยให้ไอ้มาก “นอน” กับอีนากนั้น จัดว่าเป็นการตีความที่แปลกออกไป ในฉบับเดิมของเสน่ห์นั้น พ่อมากแค่นอนเฉยๆ ข้างตัวแม่นาคในคืนแรกที่มาถึงบ้าน คุณเสน่ห์คงนึกไม่ออกเหมือนกันว่าคนกับผีจะไป “นอน” กันได้อย่างไร แต่การนอนกันของอีนากและไอ้มากจัดว่าเป็นการตีความเดียวที่เป็นพัฒนาการสำคัญของโครงเรื่องนี้ คนดูอาจจะตีความต่อไปเองว่าอาจจะไม่ใช่การ “นอน” กันจริง แต่เป็นเพียงสภาวะทางจิตวิทยาของไอ้มากแต่ฝ่ายเดียวก็ได้เช่นกัน
ถ้าจะประเมินกันในแง่ของคุณภาพการทำหนังแล้ว คุณภาพหนังขนาดนี้ก็คือคุณภาพของหนังไทยที่ควรจะเป็นมานานแล้ว และคุณภาพขนาดนี้ เราได้เห็นกันจนชินจากหนังในระดับสากล ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่สำหรับวงการหนังไทยแล้ว ถือว่าคุณนนทรีย์ได้วางมาตรฐานบางอย่างเอาไว้ เป็นมาตรฐานที่เกิดจากผู้ชำนาญการทำหนังโฆษณา ซึ่งถูกฝึกมากให้ต้องสร้างหนังที่กระชุบ คุมประเด็นทั้งหมดให้เกิดเป็นเอกภาพ และจุดมุ่งหมายเพื่อการเสนอภาพของ “โปรดักท์” ที่แจ่มแจ้งในมโนทัศน์ของผู้บริโภค
ตำนานกลายเป็นประวัติศาสตร์เมื่อถูกจองจำด้วยเวลา สถานที่และบริบทที่เป็นจริง
ประวัติศาสตร์กลายเป็นตำนานไปได้ด้วยการตกแต่งเสียใหม่ด้วยจินตนาการ
“เจ้าการะเกดเอย เจ้าขี่ม้าเทศ ออกไปท้ายวัง ชักกริชออกมาแกว่ง ว่าจะแทงฝรั่ง เมียห้ามเจ้าก็ไม่ฟัง เจ้าการะเกดเอย” (เพลงยาวเล่าตำนานการะเกดสมัยอยุธยา)
บทความนี้ตีพิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2542
3月8日 99 ปีของเชอร์ล็อค โฮล์ม 1/2ผมเพิ่งจะหยิบวีดีโอเรื่อง ยัง เชอร์ล็อค โฮล์มส (Young Sherlock Holmes) มาดูเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ทั้งที่นักวิจารณ์หนังหลายคนได้กล่าวถึงหนังเรื่องนี้เอาไว้มานานพอควรแล้ว เหตุที่ผมเก็บหนังเรื่องนี้เอาไว้นานก็เพราะความที่ชอบเรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มส เอามากๆ และด้วยเหตุนี้เอง จึงอยากจะลองเก็บเอาไว้ก่อนรอจนเมื่อเสียงที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ซาลงแล้วจึงลองเอามาดูซิว่า จะได้ความรู้สึกอย่างไร ซึ่งเมื่อดูจบแล้วก็รู้สึกติดใจในจินตนาการของคนเขียนเรื่องและผู้สร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแสดงแต่ละตัว คิดว่าคงจะมีตอนต่อไปออกมาอีกตามที่ท้ายหนังได้เปิดตัวละครสำคัญคือ มอริอาร์ตี้ เอาไว้ชวนให้คนดูนึกไป
ถ้าจะพูดถึงในแง่หนังสือแล้ว เรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มส ซึ่งประกอบด้วยเรื่องยาว 4 เรื่อง กับเรื่องสั้นๆ อีก 56 เรื่อง สนุกสนานมีสีสันมาก เซอร์อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์ เดินเรื่องโดยเขียนเป็นทำนองว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกเล่าโดยคุณหมอ จอห์น ฮามิช วัตสัน ผู้ช่วยคนสำคัญของเชอร์ล็อค โฮล์มส และได้ร่วมผจญภัยกับเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยกันโดยตลอด และโดยเหตุที่เรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มสมีอย่างยืดยาวมากตอนดังที่กล่าวแล้ว ตัวละครแต่ละตัวของเรื่องจึงมีโอกาสพัฒนาบุคลิกลักษณะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดูสมจริงและกลายเป็นปริศนาให้คนจำนวนมากคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ตัวละครแต่ละตัวนั้นเป็นใคร และอยู่ที่ไหนในอังกฤษขณะนั้น
บางสมาคมอย่างเช่นสมาคม เบเกอร์ สตรีท เออเรกูล่าส์ถึงกับรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายในนวนิยายเรื่องต่างๆ ของเชอร์ล็อค โฮล์มสประมวลเข้าเป็นชีวประวัติของตัวละครแต่ละตัวเลยทีเดียว ซึ่งชีวประวัติดังกล่าวช่วยทำให้คนอ่านเข้าใจตัวละครและเรื่องราวของเชอร์ล็อค โฮล์มสได้ดีขึ้น เช่นได้มีการระบุว่า เชอร์ล็อค โฮล์มสนั้นมีชื่อเต็มว่า วิลเลี่ยม เชอร์ล็อค สก๊อตต์ โฮล์มส เพราะพ่อของเชอร์ล็อค โฮล์มสชื่นชมในตัวนักเทววิทยาและนักประพันธ์สมัยศตวรรษที่ 17 ที่ชื่อวิลเลี่ยม ส่วนแม่โปรดปรานงานของ เซอร์ วอลเทอร์ สก๊อตต์ เอามากๆ เชอร์ล็อค โฮล์มสเกิดวันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2397 และตายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2500 (อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะครบรอบ 30 ปี ของการตายของเขาแล้ว) เขามีพี่ชาย 2 คน คนหนึ่งชื่อ เชอร์รินฟอร์ด คนนี้ไม่มีบทบาทอะไร ส่วนคนที่สองชื่อว่านายครอฟท์ พี่คนที่สองนี้มีบทบาทมากในการผจญภัยของเขาหลายตอน และเป็นคนที่ เชอร์ล็อค โฮล์มส เคยออกปากว่าเป็นคนที่เก่งกาจ เฉลียวฉลาดกว่าตัวเขามากนัก (อย่างเช่นตอน “คืนชีพ” และตอน “ผจญมัจจุราช” - - - เดอะ เซเว่นโซลูชั่น เป็นต้น)
เชอร์ล็อค โฮล์มส ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากครอบครัว เรียนการชกมวยจากพ่อของเขาเอง เรียนฟันดาบจากสำนักแมเตรอะ อัลฟองซ์ เบงซีน เมื่ออายุ 18 เรียนกับครูพิเศษชื่อ ศาสตราจารย์มอร์อาร์ตี้ (ซึ่งต่อมาจะได้กลายมาเป็นศัตรูสำคัญที่สุดของเขา) แล้วจึงเข้าเรียนต่อที่อ๊อกซ์ฟอร์ดในปีเดียวกัน อีกสองปีให้หลังได้ย้ายไปเคมบริดจ์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาเรียนจบหรือไม่
ตัวละครอีกสองตัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาคือ หมอวัตสัน และไอรีน แอลเลอร์ คุณหมอวัตสันแก่กว่า เชอร์ล็อค โฮล์มส 2 ปี ได้รับการศึกษาทางศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมดิคอล สกูล ทั้งสองได้พบกันเมื่อปลายปี 2423 หรือต้นปี 2424 โดยตกลงใจร่วมกันเช่าห้องเลขที่ 221 บี.ถนนเบเกอร์ แล้วทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นเกลอสนิทและร่วมผจญภัยด้วยกันเกือบตลอดเวลา
ส่วนไอรีน แอดเลอร์นั้นเป็นสาวอเมริกันจากรัฐนิวเจอร์ซี่ ไอรีนพบกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส ครั้งแรกในเรื่อง “เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย” วัตสันได้เคยบันทึกเอาไว้ว่า “...เป็นความปราชัยของเชอร์ล็อค โฮล์มสที่ถูกปฏิภาณของหญิงคนหนึ่งลบแผนการที่วางไว้อย่างดีที่สุดเสียได้ เขาเคยแสดงความขบขันอย่างครื้นเครงต่อความฉลาดของสตรีเสมอ แต่ในตอนปลายนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้ยินดังนั้นอีกเลย และเมื่อเขาเอ่ยถึง ไอรีน แอดเลอร์ หรือกล่าวเท้าความถึงรูปภาพหล่อนขึ้นมาคราใด เขามักจะใช้คำที่ให้เกียรติแก่หล่อนว่า “ผู้หญิงคนนั้น” เสมอ (สำนวนแปลของ อ.สายสุวรรณ) ทางสมาคมเบเกอร์ สตรีท เออเรกูล่าส์ เชื่อว่า เชอร์ล็อค โฮล์มส มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ ไอรีน จนเกิดบุตรชายขึ้นคนหนึ่ง ในปี 2435 และชายคนนั้นก็ดำเนินวิชาชีพเช่นเดียวกับ เชอร์ล็อค โฮล์มส
นอกเหนือไปจาก ความสามารถในการต่อสู้อันเป็นเครื่องช่วยในอาชีพของเขาแล้ว เชอร์ล็อค โฮล์มส ยังชอบง่วนกับการทดลองทางเคมี ซึ่งก็ช่วยให้เขาคลี่คลายปมของปัญหาของคดีได้บ่อยๆ เขาชอบสูบบุหรี่และยาสูบหั่นหยาบกลิ่นฉุน โดยกล้องยา ซ้ำเคยติดโคเคนอย่างงอมแงม ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจอย่างเช่นในตอน “ผจญมัจจุราช”
เขาเคยสีไวโอลินสตราดิวาเธียส ในเพลงพลูดานูบ เวียนนาบลัด และ เทลส์ ฟรอม เวียนนาวูดส์ ให้ครอบครัวของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ฟังด้วย หลายคนสันนิษฐานว่า เขาอาจมีความสัมพันธ์อัน “ลึกซึ้ง” กับหมอวัตสัน และนี่คือเหตุที่เขาไม่ชอบผู้หญิงเอาเสียเลย คำกล่าวหานี้ออกจะรุนแรงพอดูสำหรับชายโสดในสมัยวิคตอเรียน แต่พวกนิยมชมชื่นเขาพยายามจะให้เหตุผลเป็นอื่น ดังที่จะกล่าวถึงภายหลัง ลักษณะเด่นของเขาประการสุดท้ายคือ ความสามารถในการสังเกตและการสรุปอย่างมีพลัง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นคุณลักษณะแบบเบค่อนเนี่ยนโดยแท้ คุณลักษณะนี่เองที่สามารถตรึงคนอ่านเรื่องราวของเขาอย่างเกิดวางหนังสือไม่ลงเลยทีเดียว (อ.สายสุวรรณ เชื่อว่า เซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ผู้แต่งได้รับอิทธิพลในการสังเกตเช่นนี้จากอาจารย์ชื่อ โยเซฟ เบล ขอให้ลองเทียบการสังเกตของอาจารย์ โยเซฟ เบล ต่อคนไข้ของเขา กับการสังเกตของ เชอร์ล็อค โฮล์มส ต่อหมอวัตสัน ในเรื่อง “เหตุอื้อฉาวในโบฮีเมีย” จากหนังสือ เชอร์ล็อค โฮล์มส : ชุดการผจญภัยของโฮล์มส ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อคริสต์มาสปี 2430 หรือเมื่อ 99 ปีที่แล้ว 99 ปีของเชอร์ล็อค โฮล์มส 2/2พูดถึง เชอร์ล็อค โฮล์มส ในฐานะเป็นหนัง อาจจะกล่าวได้ว่านวนิยายชุดนี้ถูกนำมาทำเป็นหนังมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ เท่าที่ทราบแน่ๆ นวนิยายเรื่องนี้เคยได้รับการสร้างเป็นหนังมาแล้วถึง 136 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกที่ผมได้ดูก็เห็นจะเป็นเรื่อง เดอะ ฮาวน์ด ออฟ เดอะ บาสเกอร์วิล์ส อันเป็นการผจญภัยเรื่องยาวที่เด่นที่สุดในสี่เรื่อง และก็เป็นเรื่องที่ได้เอามาทำเป็นหนังบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับตอนที่ผมได้ดูนั้น ปีเตอร์ คุชชิ่ง รับบทเป็นเชอร์ล็อค โฮล์มส โดยมีคริสโตเฟอร์ ลี เล่นเป็น เซอร์เฮนรี บาสเกอร์วิล์ส ผู้เป็นทายาทของตระกูลอันถูกสาปแช่ง หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2502 เดินเรื่องเกือบตามตัวอักษรของหนังสือ พูดถึงในแง่หนังแล้วก็ไม่ค่อยมีเสน่ห์นัก บทของ ปีเตอร์ คุชชิ่ง ดูจะเป็น เชอร์ล็อค โฮล์มส ได้ดีตามหนังสือ และถ้าจะว่าไปแล้วเขาดูจะเป็น เชอร์ล็อค โฮล์มส ที่เด่นที่สุดคนหนึ่งทีเดียว
เดอะเซเว่น เปอร์เซนต์ โซลูชั่น (2519) คงจะมีหลายคนสงสัยในพฤติกรรมหลายอย่างของเชอร์ล็อค โฮล์มส เช่นทำไมเขาจึงเป็นคนที่ชอบเก็บตัว ติดโคเคน ไม่สนใจผู้หญิง รักความยุติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ และจงเกลียดจงชัง ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้นักหนาในเมื่อเซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ไม่ได้เฉลยให้กระจ่าง
ต่อมานายนิโคลาส มาเยอร์ ก็เลยเอามาแต่งต่อโดยพยายามที่จะคลี่คลายประเด็นต่างๆ เหล่านั้นให้ได้ เรื่องก็เริ่มตรงที่ว่าเชอร์ล็อค โฮล์มส มีอาการประสาทหลอนอันเนื่องมาจากพิษของโคเคน หมอวัตสันจึงร่วมมือกับ มายคร้อฟท์ พี่ชายของ เชอร์ล็อค โฮล์มส ใช้ศาสตราจารย์ มอริอาร์ตี้ล่อไปพบกับ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ที่ประเทศออสเตรีย เขาได้รับการบำบัดจนหายจากการเสพติดโคเคน แถมยังได้สืบสวนคดีสำคัญเกี่ยวพันกับสงครามระหว่างประเทศด้วย
หนังเกือบเดินตามหนังสือโดยตลอดยกเว้นความอบอุ่นในครอบครัวของฟรอยด์ ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการรักษาไข้ของโฮล์มส ด้วยความที่โครงเรื่องถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน บทบาทของโฮล์มส จึงเกือบ หลุดหายไปในช่วงแรก พอมาถึงช่วงหลังบทบู๊ของเขาก็ดูจะมีมากและโลดโผนเกินพอดี ซึ่งดูจะเหมาะกับ เจมส์ บอนด์ เสียมากกว่า เช่นตอนเอารถไฟขับไล่ผู้ร้ายหรือตอนดวลดาลกับผู้ร้ายบนหลังคารถไฟ เป็นต้น นิคอล วิลเลียมสัน รับบทเป็น โฮล์มส หน้าตาจืดๆ ดีสมกับเป็นคนป่วย โรเบิร์ต ดูวาลล์ ได้บทรองในฐานะหมอวัตสัน ตกเป็นลูกไล่ตลอดกาลของ โฮล์มส คนเด่นสุดเห็นจะเป็น อลัน อาร์กิ้น ผู้ซึ่งเล่นเป็น ฟรอยด์ ผู้ซึ่งบำบัดโรคให้โฮล์มส และท้ายสุดเรื่องก็เผยออกมาว่า โฮล์มส ติดโคเคน ตั้งแต่อายุ 20 เพราะแม่มีชู้โดยการชักนำของ มอริอาร์ตี้ พ่อยิงแม่และชู้ตาย โฮล์มส จึงฝังใจในความเกลียดชัง มอริอาร์ตี้ และรังเกียจสตรีเพศ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า แม่ได้รับความยุติธรรมพอเพียงแล้วหรือ และนั่นก็คือที่มาของความสนใจของเขา
เมอร์เดอร์ บายดีกรี (2522) คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ แสดงเป็นโฮล์มส เจมส์ เมสัน รับบทเป็นหมอวัตสัน เป็นหนังอีกตอนหนึ่งที่สนุกสนาน เพราะโฮล์มส ได้เผชิญหน้ากับ แจ๊ค เดอะริปเปอร์ ฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่าผู้หญิงหากิน ผมไม่เคยอ่านเรื่องนี้จากงานของ ดอยล์ โดยตรง หากแต่ได้อ่านจากงานของ วิลเลียม เอส. บาริงค์-กูลด์ ซึ่งก็ตรงตามหนังทุกประการ ในเรื่องนี้แจ๊คถูกจับได้ ปรากฎว่าเป็นตำรวจสก็อตแลนด์ยาร์ดนั่นเอง
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังอีกเรื่องหนึ่งคือ ไทม์ อาฟเตอร์ไทม์ (สร้างในปีเดียวกัน) เป็นเรื่องของเอช.จี.เวลล์ส นักสังคมนิยมเฟเบี้ยนผู้ซึ่งได้ปล่อย แจ๊ค เดอะริปเปอร์ (เป็นหมอศัลยแพทย์เพื่อนของเขาเอง) ใช้เครื่องไทม์แมชชิน หนีมาในศตวรรษที่ 20 เวลล์ส ตามมาเพราะเชื่อว่าศตวรรษที่ 20 จะต้องเป็นสังคมที่ดี งดงามตามความเชื่อของพวกเฟเบี้ยน และแจ๊คจะทำลายอนาคตมนุษยชาติ ท้ายสุดแจ๊คได้ให้เวลส์ส ดูข่าวทางทีวีว่า ศตวรรษที่ 20 เต็มไปด้วยความรุนแรงเหมาะกับตัวคนอย่างแจ๊คที่สุด เรื่องเด่นต่อไปอีกนิดหน่อยโดยแจ๊คถูกส่งหายไปกับมิติแห่งเวลา เวลล์สเดินทางกลับสู่ยุคสมัยของเขา
ยัง เชอร์ล็อค โฮล์มส เป็นหนังที่เกี่ยวกับโฮล์มสเรื่องท้ายสุดที่ผมได้ดู สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้สร้างออกตัวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งทั้งหมด แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วทุกอย่างก็ดึงจินตนาการที่เกี่ยวกับโฮล์มส และหมอวัตสันนั่นเอง ในเรื่องนี้หมอวัตสันเดินทางมาเจอ โฮล์มส ที่โรงเรียนกินนอนในลอนดอน ทั้งคู่ได้เตียงนอนใกล้กัน เมื่อแรกพบ โฮล์มส ก็เริ่มทำการทายทักความเป็นมาของวัตสันทันที โดยทายว่า วัตสันเป็นลูกนายแพทย์ ถูกส่งมาจากทางเหนือของประเทศ (บ้านนอก) ชอบกินขนมคัสตาร์ดทาร์ต และมีชื่อว่า แจ๊ค วัตสัน
ทุกอย่างถูกหมดยกเว้นชื่อหน้าของวัตสัน (ความจริงเวลาภรรยาของหมอวัตสันเรียกสามี ก็เรียกว่า แจ๊คเหมือนกัน) วัตสันดูเงอะงะเปิ่น และซุ่มซ่าม ในเรื่องนี้โฮล์มส พบรักแรกซึ่งท้ายสุดสาวน้อย อลิซาเบธ ต้องตายไป ตามท้องเรื่องนี้เหมือนกับจะให้โฮล์มส ปักใจ และมั่นคงในรักเดียว ในเรื่องนี้ โฮล์มส และ วัตสันได้พบกับตำรวจชื่อ เลสเตรด ซึ่งตามเรื่องดั้งเดิมนั้น เลสเตรด เป็นตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด ผู้ซึ่งไม่ชอบ โฮล์มส นัก แต่ก็ต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขา
ในท้ายสุดโฮล์มสและวัตสันหนุ่มน้อยทั้งคู่ได้ช่วยกันปราบแก๊งอาชญากรลงไปได้ แต่ฉากสุดท้ายของเรื่องก็ได้เปิดตัวละครชื่อ มอริอาร์ตี้ ออกมาเป็นการเชิญชวนให้คนรอดูตอนต่อไป ทั้งโฮล์มส (นิโคลาส โรว์) และ วัตสัน (อลัน ค็อกซ) เล่นได้ดีมาก โดยเฉพาะ ค็อกซ หนังใช้เทคนิคพิเศษมากมาย ตามสไตล์ของสปีลเบิร์ก แต่ก็น่ารักดี
เชื่อว่าเรื่องของ เชอร์ล็อค โฮล์มส คงจะถูกนำมาสร้างเป็นหนังอีกเรื่อยๆ แต่คดีต่างๆ ของโฮล์มสและวัตสันคงจะพยายามจำกัดอยู่ในยุคสมัยวิคตอเรียนของเขาเท่านั้น หากเขาทั้งสองล่วงล้ำเข้ามาในศตวรรษที่ 20 เมื่อไร วิธีการสอบสวนคดี และการต่อสู้กับเหล่าร้ายตามแบบของเขาคงจะต้องอาศัยโชคและความบังเอิญอีกมากเป็นแน่ จึงจะสามารถธำรงความยุติธรรมตามอุดมคติของเขาไว้ได้
(หมายเหตุ : บทความนี้เคยตีพิมพ์ที่คอลัมน์ ดูหนัง-ดูละคร ในสยามรัฐสุดสัปดาห์ เมื่อประมาณ 21 ปีที่แล้ว และปัจจุบันปรากฏที่ กลแสง - นิตยสารหนังออนไลน์ http://atrickofthelight.wordpress.com/) 2月17日 มักกะโรนี หากจะให้กล่าวถึงหนังเทศที่กำลังครองตลาดอยู่ในปัจจุบันว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ก็เห็นจะสรุปได้ว่า หนึ่ง เป็นอเมริกัน ด้วยเหตุที่ว่าทั้งคนสร้างและคนดูส่วนใหญ่เป็นอเมริกันหรือไม่ก็มีรสนิยมแบบอเมริกัน สอง เป็นหนังที่บรรจุเนื้อหาสารถที่มีรูปลักษณะของความรุนแรง ปัญหาทางเพศและยาเสพติด อันสะท้อนภาพของความเป็นจริงในยุคสมัยปัจจุบัน และสาม เป็นหนังที่เจือไปด้วยสีสันของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอันก้าวหน้า (ทั้งวิธีการสร้าง ตลอดรวมไปถึงเนื้อหาสารถ) แต่ก็ไม่ค่อยจะมั่นใจนักว่าอนาคตที่จะมาถึงจะสามารถแก้ปัญหาของมนุษย์อย่างเราๆ ได้
ในกระแสธารของหนังตามที่ได้กล่าวถึงนี้ ยังมีหนังที่แสนจะธรรมดาแต่แสนที่จะวิเศษและอยากจะพูดถึงชื่ว่า มักกะโรนี ครับ
โดยชื่อเราก็พอจะเดาออกนิดๆ แล้วว่า คงจะเป็นเกมอารมณ์ขันและเป็นอิตาเลี่ยน ครับ ตามความเห็นของผมแล้ว หนังอิตาเลี่ยน (ชั้นดี) มักจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับความงามอย่างรุนแรง ตัวอย่างที่อาจจะยกมาแสดงให้เห็นก็อย่างเช่นหนังของวิสกองตี (Visconti) หนังของเฟลลินี่ (Fellini) ของแบร์โตลุคชี่ (Bertolucci) และของตาวิอานี่ (Taviani) เป็นต้น ในขณะเดียวกันหนังก็มักจะแทรกอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบอิตาเลี่ยนฟาร์ซอยู่เสมอๆ และก็ในหนังเรื่องมักกะโรนีนี้ก็ประกอบไปด้วยคุณลักษณะสองอย่างนี้ ซึ่งในด้านความงดงามแม้จะเทียบไม่ได้กับบรรดาครูใหญ่ที่เอ่ยนามขังต้น แต่ในด้านความมีอารมณ์ขันแล้ว ก็มีอย่างครบถ้วนและเป็นอารมณ์ที่กินใจอย่างเหลือเกินครับ
มักกะโรนีมีแกนเรื่องที่แสนจะธรรมดาอย่างที่บอกแหละครับ เรื่องเริ่มที่ตัวละครอเมริกันคนนั้นชื่อว่าโรเบิร์ต เทรเวน (แสดงโดยแจ็ค เลมม่อน) ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงรองประธานบริษัทผลิตเครื่องบินอเมริกัน เขาเดินทางมาที่เมืองเนเปิ้ลเพื่อธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องบินซึ่งทางอิตาลีต้องการจะซื้อเอาไว้ใช้งาน จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนที่ชื่ออันโตนิโอ ยาซีเอลโล่ (แสดงโดยมาเชลโล่ มาสโตรยานี่) แวะเข้ามาหา อันโตนิโอเข้ามาหาเขาเหมือนอย่างคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมเสียเต็มประดา แต่โรเบิร์ตก็นึกไม่ออกเลยว่าอีตาชาวเนเปิ้ลที่แสนจะสามัญคนนี้เคยเป็นเพื่อนรักกับเขาเมื่อคราวไหน จนกระทั่งอันโตนิโอเท้าความว่า เขาก็คือน้องชายของมาเรียผู้ซึ่งเคยเป็น "แฟน" ของโรเบิร์ตเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคราวที่โรเบิร์ตยังเป็นจีไอผู้ซึ่งเข้ามาช่วยปลดปล่อยอิตาลีให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกฟาสซิสต์ อันโตนิโอไม่ได้เล่าเรื่องเฉย แต่งัดรูปเก่าๆ ที่มีรอยยับตรงมุมมาให้ดู มันเป็นรูปของตัวโรเบิร์ตเองในชุดจีไอที่มีใบหน้าอันสดชื่นนั่งเคียงคู่กับมาเรียสมัยยังสาวๆ โรเบิร์ตเริ่มระลึกถึงวันเก่าๆ ได้บางส่วน แต่ก็คิดว่านั่นมันเป็นอดีตที่ตายไปแล้วนี่นา เขาเคยเขียนจดหมายถึงมาเรียเพียงสองฉบับเท่านั้น เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ซึ่งเขาก็ไม่ซ่อนความรู้สึกที่ว่านี้เลยแม้แต่น้อย อันโตนิโอจึงกลับไปด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง แต่ก็ได้ลืมเอารูปเก่าๆ ใบนั้นกลับไปด้วย
รุ่งเช้าโรเบิร์ตจึงสำนึกว่า เขาอาจจะแสดงความรู้สึกจนเกินกว่าเหตุและสิ่งที่อาจจะพอแก้ตัวได้ก็คือการเอารูปใบนั้นไปคืนให้กับอันโตนิโอซึ่งทำงานอยู่ที่กองจดหมายเหตุของเนเปิ้ล ระหว่างทาง ภาพความทรงจำเก่าๆ ได้ค่อยๆ ย้นกลับมาหาเขา และมันยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่เมื่อแวะกลับไปที่โบสถ์เก่าๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่น มาเรียสาวเคยนั่งยิ้มอย่างสดชื่นอยู่บนม้ายาวที่ทำด้วยปูน ผนังวาดเป็นลวดลายเถาองุ่นและไม้เลื้อยซึ่งรับกับซุ้มองุ่นจริงๆ ที่ปกแผ่ให้ความร่มเย็นอยู่บนซุ้มเหนือศีรษะ เมื่อมาถึงบ้านของอันโตนิโอเขาก็ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ดูเหมือนเพื่อนบ้านในละแวกนั้นได้ทักทายและให้การต้อนรับเขาเหมือนอย่างว่าเขาเป็นวีรบุรุษและเป็นคนที่พวกเขารู้จักสนิทสนมคุ้นเคยด้วยเป็นอย่างดี |
|
|