songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
October 27 Southeast Asian Film Show 6th “My Dear ASEAN”มีบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเทศกาลภาพยนตร์อุษาคเนย์ครั้งนี้กับสถานีโทรทัศน์ Thai PBS
สามารถชมบทสัมภาษณ์และโปสเตอร์ + รายละเอียดของหนังแต่ละเรื่องได้ที่
Southeast Asian Film Show 6th “My Dear ASEAN” On the occasion of its 10th Anniversary, 2000-2009, the Southeast Asian Studies Program, Thammasat University will hold a Southeast Asian Film Show 6th under the theme of “My Dear ASEAN” on every Friday and Saturday from 30 October to 4 December 2009 (1 pm to 4 pm) at Rewat Buddhinan Room, Floor U2 Pridi Panomyong Library, Thammasat University, Tha Prachan Campus. Free admission! ********************************************* · วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2552/ 30 October 2009 · วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 / 31 October 2009 · วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552/ 6 November 2009 · วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552/ 7 November 2009 · วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2552/ 13 November 2009 · วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552/14 November 2009 · วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 / 20 November 2009 · วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2552/ 21 November 2009 · วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2552/ 27 November 2009 · วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552 / 28 November 2009 · วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552/ 4 December 2009 *************************** For more information, please contact Southeast Asian Studies Program, Faculty of Liberal Arts Thammasat University at 02-6132672 02-6132672 or click http://seas.arts.tu.ac.th September 03 คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ อดีต-ปัจจุบัน
โดย ทรงยศ แววหงษ์ - อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม เดือนกันยายน 2552 หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์อาจารย์ทรงยศเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เราได้นั่งคุยกันต่อเรื่องความหมายของ “ประวัติศาสตร์” และอดีตในสายตาคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีหลายประเด็นที่คิดว่าคนทั่วไปอาจจะอยากร่วมเปิดประเด็นด้วยกัน (แน่นอนว่าทั้งหมดที่เราคุยกันเป็นความเห็นของ “คนรุ่นเก่า” 2 คนที่มีต่อ “คนรุ่นใหม่” ส่วนที่ว่าคนรุ่นใหม่จะคิดเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ยังคงต้องรอให้คนรุ่นใหม่ตัวจริงออกมาแสดงความคิดเห็นกันอยู่นะคะ) ทรงยศ: ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเวลาที่ผมพูดคุยกับนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่อื่นๆ ผมมักจะรู้สึกว่าชุดความรู้ของเขาสามารถขาดตอนออกจากชุดความรู้ในอดีตได้ เช่น เรื่องการดูหนัง ผมพบว่าคนดูหนังในปัจจุบันสามารถดูแล้วรับรู้เรื่องราวของหนังเรื่องนั้นได้โดยที่ไม่นึกอิงไปถึงหนังในอดีตเลย ที่เคยนิยมกันว่ามีหนัง 100 เรื่องที่ควรจะต้องดู คนปัจจุบันอาจจะบอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย รู้จักแค่หนังดังๆ เมื่อปีสองปีที่แล้วก็พอ หรือเวลาผมพาคนรุ่นใหม่ไปดูจิตรกรรมฝาผนัง เขาก็ดูจะไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องราวของชาดกหรือพุทธประวัติซึ่งเป็นความรู้ชุดเดิมที่เดินทางต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมเลยเกิดคำถามว่าคนรุ่นปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีชุดความรู้ที่สืบเนื่องมาจากอดีต เรามักจะได้ยินคนรุ่นเราๆ บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักความเป็นมาของบรรพบุรุษ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นคำบ่นที่ชอบธรรมหรือไม่ หรือว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อดีตอีกต่อไป ตัดตอนเลยได้ไหม และจะมีวิธีคิดที่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างไร อู่ทอง: ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าคนรุ่นปัจจุบันยังคงควรต้องเรียนประวัติศาสตร์หรือไม่ ทรงยศ: ถ้าเราบอกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเวลา เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้สึกว่าเวลาในอดีตมีความสำคัญเท่ากับเวลาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่านี่เป็นภาพสะท้อนของกระแสการศึกษาทั่วโลก การเรียนการสอนเกือบทุกระดับเป็นการศึกษาแบบ How to มากขึ้นทุกขณะ เพื่อที่จะเอาไปตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ คนในรุ่นปัจจุบันจึงบอกว่าอดีตไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจิตรกรรมมีเนื้อหาที่สำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นใครในประวัติศาสตร์ อยากรู้แค่คอมพิวเตอร์ทำงานยังไงก็พอแล้ว แม้แต่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ เราจะเห็นกระแสความต้องการของผู้เรียนที่อยากเรียนแต่สิ่งที่เอาไป “ทำ” อะไรได้ สิ่งที่เป็นพื้นฐานสร้างสมวิธีคิดและความเข้าใจอย่างปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแนวคิดต่างๆ หรือแม้แต่วรรณคดีมักไม่ได้รับความสนใจในหมู่นักศึกษา ขณะเดียวกัน เราเริ่มได้ยินการพูดถึงนักศึกษาว่าเป็น “ลูกค้า” ที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบและเลี้ยงตัวเอง ผมก็เชื่อว่าการไหลตามกระแสและความต้องการของ “ตลาด” ก็จะยิ่งสูงขึ้น อู่ทอง: ที่ตลกก็คือนักวิชาการมักกล่าวหาชาวบ้านว่าโง่ที่ชอบปลูกอะไรตามๆ กันจนพืชผลล้นตลาด แต่แวดวงมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน เวลามีงานใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมขึ้นมา ก็มีคนแห่กันไปเรียนจนไม่มีงานพอให้ทำ อย่างนิเทศศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งก็ไม่ค่อยมีคนเรียน พองานนักข่าวฮิตขึ้นมา ก็แย่งกันเข้าคณะนิเทศศาสตร์ยังกะอะไร พอกระแสเริ่มอิ่มตัวและซบเซาลง ก็มีคนตกงานกันเป็นทิวแถว อีกอย่างที่เราว่าเป็นความคล้ายคลึงที่น่าสนใจก็คือในแง่หนึ่ง ชีวิตชาวบ้านทั่วไปอยู่กับความรู้แบบ Know how ที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันมานานแล้ว พวกเขาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวจากพ่อแม่ จึงไม่มีความจำเป็นและอาจไม่อยากรู้หรอกว่าพระนเรศวรเป็นใคร เพราะมันไม่มีความหมายกับการเอาชีวิตและครอบครัวให้รอด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกเดียวกับเด็กสมัยนี้ เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าโลกสมัยใหม่กำลังวนกลับไปที่เดิมมากกว่าจะกำลังก้าวไปข้างหน้าหรือเปล่า เราคิดว่าตัวกระตุ้นอันหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อดีตจากประวัติศาสตร์ก็คือในโลกปัจจุบัน เด็กไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดและความก้าวหน้าจากผู้ใหญ่ แต่ก่อน เวลาที่ชาวนาเรียนการทำนา ก็เรียนจากพ่อแม่ พ่อค้าก็เรียนรู้การค้าขายจากครอบครัว บางเผ่าต้องอาศัยประสบการณ์ที่ยาวนานจึงจะรู้ว่าจะหาแหล่งน้ำได้จากไหน คนสมัยก่อนจึงต้องอาศัยผู้ใหญ่คอยสั่งสอนบอกเคล็ดลับ แต่ในปัจจุบัน พ่อแม่จำนวนมากยังมีความรู้สู้ลูกไม่ได้เลยในเรื่องการดำรงชีวิตแบบสมัยใหม่ ยังต้องอาศัยลูกให้อัดเพลงอัดละครให้ ให้สอนวิธีใช้อินเตอร์เน็ตให้ ดังนั้น ความสำคัญของผู้อาวุโสและความรู้ที่สะสมกันมาจากอดีตจึงลดน้อยถอยลง คนที่มีความรุ่งเรืองในปัจจุบันคือคนที่ก้าวไปข้างหน้าโดยอาศัยฐานความรู้ชุดใหม่มากกว่าฐานความรู้จากอดีต ทรงยศ: ผมคิดว่ากรณีชุดความรู้ของชาวนาในอดีตนั้น ชาวนาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของพระนเรศวรเลย แต่เขามีความรู้จำนวนมากเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว ดินที่ใช้ปลูก การจัดการน้ำ ต่างๆ นานา ซึ่งก็ยังเป็นความทรงจำจากอดีตทั้งสิ้น แต่พอมาถึงปัจจุบันกลับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้องการการดูแลและมีวิธีการปลูกด้วยเทคนิคสมัยใหม่ที่มาจากห้องทดลองแทน คือเกิดการเปลี่ยนชุดความรู้ที่จำเป็นเป็นอีกชุดหนึ่งไปเลย อย่างที่นักวิชาการมักเรียกกันว่า paradigm shift ดังนั้น แม้แต่เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป ผมคิดว่าท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่า paradigm shift นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ช่วงรอยต่อของมันน่าสนใจมากทีเดียวว่าการเปลี่ยนผ่านชุดความรู้เช่นนี้จะรุนแรงขึ้นหรือมีความถี่ (เกิดเร็ว) ขึ้นมากน้อยแค่ไหน ความรู้เพียงเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะยังใช้ได้หรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ มนุษย์เราจะมีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าจะเกิดแรงเสียดทานที่มหาศาลอย่างไร สังคมจะมีสภาพอย่างไร คุณค่าของสังคมจะอยู่ตรงไหน อู่ทอง: เราคิดว่าจุดแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่างความรู้ชุดเก่ากับความรู้ชุดใหม่คือเรื่องของคุณค่า เราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้แต่เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอรรถประโยชน์ (utility) มากกว่าคุณค่า (value) และความหมายที่ “ใช้ประโยชน์” อะไรไม่ค่อยได้ ในขณะที่การเรียนรู้ในโลกดั้งเดิมนั้นจะพ่วงความเชื่อ ความเข้าใจและคุณค่าบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคนิคหรือการเอาชีวิตรอดเข้าไปด้วย เช่น ในขณะที่ชาวนาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าว เขาจะได้รับการสั่งสอนให้เคารพแม่โพสพและประเพณีการทำบุญข้าวซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันไปด้วยพร้อมกัน เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้อดีตคือการซาบซึ้งหรือตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีความหมายกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยตรง เช่น คุณค่าของความเป็นไท ความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี เหล่านี้เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกผูกพันด้วยโดยไม่มีเหตุผล ผูกพันกับมันทั้งที่อาจไม่มีประโยชน์กับชีวิตประจำวัน (และอาจเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ) แต่คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออรรถประโยชน์เพียงอย่างเดียว เราอยู่เพื่อคุณค่าบางอย่างด้วย เรายังเชื่อว่าคนยังยอมตายเพื่อคุณค่าบางอย่าง เช่น ตายเพื่อชาติได้ ถึงแม้ว่าคุณค่าดังกล่าวอาจดูไม่มีเหตุผลในแง่อรรถประโยชน์ แต่ปัจจุบัน จะด้วยอะไรก็ตามแต่ คนส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นคุณค่าของคุณค่าอีกแล้ว แต่กลับวัดคุณค่าด้วยราคา สิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ จะมีค่าขึ้นมาได้ต้องมีราคา แม้แต่ความสำคัญของแม่ก็มีการเสนอให้แสดงกันด้วยปริมาณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เช่น เงินที่ประหยัดได้จากค่านม ค่าคนเลี้ยงเด็ก ค่าคนทำความสะอาดบ้าน ค่าคนซักรีดเสื้อผ้า ฯลฯ) เกิดกระแสการแปรทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน มีการวัดความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนทรัพย์สินที่หามาได้ ฯลฯ อาจด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่คนรุ่นใหม่ดูจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตอีกต่อไปเพราะสิ่งที่เขาสนใจก็คืออะไรก็ตามที่ทำประโยชน์ให้เขาได้ในปัจจุบันมากกว่า ทรงยศ: ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเรียกว่า “คุณค่า” นั้นคงยังมีอยู่ แต่คงต่างออกไปจากของเรา เช่น มีคนรุ่นใหม่คนหนึ่งพยายามเอาเพลงที่เขาชอบมาให้ผมฟัง ผมไม่ชอบเลยเพราะมันใช้เสียงที่ผสมขึ้นมาจาก synthesizer จำนวนมาก ซึ่งเขาพยายามอธิบายว่าคนที่แต่งเพลงนี้ได้รับรางวัลจากการประพันธ์เพลงในชุดนี้และอะไรอีกมากมาย ซึ่งก็เป็นคุณค่าบางอย่างสำหรับเขาและเป็นเหตุผลที่สำคัญมากในการเลือกของเขา แต่ผมคิดต่างไป ผมเลยพูดถึงไวโอลินโดยย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีนักสร้างไวโอลินชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่มีแหล่งไม้สำหรับผลิตไวโอลินของตัวเองโดยเฉพาะ และสร้างไวโอลินแต่ละตัวโดยใช้มือขูดด้วยตัวเองและชำนาญพอที่จะรู้ว่าต้องขูดไม้จนบางแค่ไหนถึงจะได้ไวโอลินที่ให้เสียงแบบที่เขาต้องการ เมื่อได้ฟังเสียงที่เกิดจากไวโอลินที่เขาทำ ผมรู้สึกว่ามันช่างไพเราะเหลือเกิน ไวโอลินชุดนี้มีเหลืออยู่ไม่กี่ตัวในโลก และแต่ละตัวก็มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเฉพาะของตัวเองทั้งนั้นเลย ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง ผมถามเพื่อนคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่าเสียงของไวโอลินในเพลงชุดที่เขาเอามาให้ผมฟังเป็นอย่างไร เขาให้คำอธิบายเครื่องดนตรีอย่างชื่นชมมาก แต่เมื่อฟังสิ่งที่เขาเรียกว่าคุณค่าเหล่านั้นแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ามัน match กับความชื่นชมของผมอย่างไร อู่ทอง: จริงๆ แล้ว เราไม่ได้คิดว่าคนในยุคปัจจุบันจะไม่สนใจเรื่องคุณค่าเลย แต่เสียดายว่าคุณค่าทุกวันนี้ดูจะเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงมาก คนสมัยนี้คงไม่พอใจกับการใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเขียนหนังสืออมตะเพียงเล่มเดียวในชีวิตแต่อยากเขียนหนังสือออกมาให้ได้หลายๆ เล่มมากกว่า ดังนั้น เวลาที่ฟังคุณพูดชื่นชมว่ากว่าจะสร้างไวโอลินชนิดนั้นขึ้นมาได้ ต้องใช้ความพยายามสักเท่าไร คนปัจจุบันอาจจะคิดว่าไม่ควรจะต้องเสียเวลามากขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่คิดเครื่องมืออะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้ เพราะการไปให้ถึงเป้าหมายและความสำเร็จต่างหากคือสิ่งสำคัญที่ควรชื่นชม จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยฉายหนังให้นักศึกษาดู ซึ่งทุกคนจะรู้สึกประทับใจกับความสำเร็จของตัวเอกอย่างมาก แต่เมื่อเราถามว่ามีใครเคยนึกชื่นชมผู้ที่ล้มเหลวบ้างไหม ไม่มีใครเลยที่เห็นคุณค่าของความล้มเหลว เราพบว่ามันยากมากที่จะให้นักศึกษาเห็นว่าความพยายามนั้นมีคุณค่าและสำคัญยิ่งกว่าผลสำเร็จของมันเสียอีก เราเองรู้สึกเหมือนที่เราเขียนไว้ในเรื่องพระมหาชนกว่าสิ่งที่พุทธศาสนาพยายามจะสอนคือกระบวนการของความพยายามต่างหากที่มีคุณค่า ผลสุดท้ายของความเพียรนั้นจะเป็นความสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่คนรุ่นปัจจุบันดูจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ความพากเพียรพยายามดูจะไร้ความหมายถ้าไปไม่ถึงฝั่งฝัน ตลกดีนะที่คุณกับเรามานั่งปรารภกันเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าเราไม่พอใจและอยากให้โลกเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริง เรารู้สึกเหมือนคุณตรงที่ว่าเวลาได้ยินคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจะบอกเสมอว่าเขารู้ เพียงแต่เขารู้คนละอย่างกับที่เรารู้ และสิ่งที่เขารู้หลายอย่าง เราก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะคนรุ่นเก่าที่โตมากับความรู้ชุดหนึ่ง ย่อมรู้สึกเสียดายที่ความรู้ชุดซึ่งเราเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของมันดูจะหมดความหมายลงไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกวิตกอะไรเพราะคิดว่าโลกมันก็คงหมุนไปแบบนี้แหละ และคนรุ่นก่อนหน้าเราก็คงเคยวิตกจริตกับคนรุ่นเราเหมือนๆ กัน แล้วคนแก่รุ่นเก่า 2 คนก็หัวเราะให้แก่กัน....
August 06 สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย”เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์ จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนสิงหาคม อยากถามอาจารย์ว่ามีเรื่องใดบ้างที่อาจารย์อยากเห็นมีผู้ศึกษาเพิ่มเติมในประวัติศาสตร์ไทย เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย มันมีคำถามใหญ่มากๆ ว่าเราจะใช้กรอบอะไรไปจับว่าอะไรคือประวัติศาสตร์ “ไทย” เราหมายถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติที่เฉพาะเจาะจงลงไป หรือหมายถึงรูปแบบพัฒนาการของสังคมที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ ถ้าเราเปิดกว้างว่ามีชนชาติหลากหลายมากมายที่ค่อยๆ พัฒนาชุมชนของตัวเองและคลี่คลายไปจนในที่สุดมีความชัดเจนในเรื่องของพื้นที่เขตแดนที่เรียกกันว่าอาณาจักรสยาม ผมคิดว่าเราคงพอจะบอกได้ว่านี่ล่ะคือประวัติศาสตร์สยาม (ซึ่งไม่ได้มีแต่ชนชาติไทยเท่านั้น) แต่เรื่องที่ว่าแต่ก่อนนี้ มีกลุ่มคนหลากหลายที่ค่อยๆ ช่วยกันสานคนละเล็กละน้อยจนเกิดมีลักษณะชุมชนที่ต่อมาคือสยามนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง จะเริ่มมีการพูดถึงนครรัฐหรืออาณาจักรเล็กๆ ซึ่งกระจายตัวและดำรงอยู่มาก่อนช่วงสุโขทัย-อยุธยา ทั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกแล้วก็ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเรายังมีความรู้ด้านนี้น้อยเกินไป นั่นเป็นความอยากรู้อันแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย 2. ภาพชีวิตของ “คน” โดยเฉพาะสามัญชนในประวัติศาสตร์ไทย หรือแม้แต่การศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์เองก็ตาม กว่าที่ผู้นำทางการเมืองจะลงตัวมาเป็นระบบกษัตริย์ มันคลี่คลายมาอย่างไร กว่าที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้นั้นมาได้โดยวิธีไหนบ้าง อ้างอิงกับอำนาจของอะไร มีการจัดสรรอำนาจทางการเมืองกันอย่างไร ผมคิดว่าส่วนนี้เราก็ยังไม่มีความชัดเจน บ่อยครั้งที่เรามักจะเอาความเข้าใจของปัจจุบันไปสวมให้อดีต เช่น การสืบสายรัชทายาทต้องสืบทางเด็กผู้ชายและต้องเป็นคนโตที่สุด หรือแม้กระทั่งความคิดเรื่องพระมเหสี ผมก็คิดว่ากว่าจะมาเป็นสถาบันพระมเหสีได้นั้น น่าจะเป็นช่วงหลังมากๆ เลย เพราะผมคิดว่าช่วงแรกๆ อำนาจยังไม่ตกผลึก การที่ระบุไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าลูกคนไหนจะได้สืบบัลลังก์ หรือผู้หญิงคนไหนได้เป็นใหญ่ที่สุดในราชสำนักฝ่ายในนั้น ทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งมีโอกาสเป็นอันตรายมาก ยิ่งเรื่องชีวิตของผู้คนทั่วไปว่าอยู่กันอย่างไร ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ เวลานึกอยากรู้เรื่องชีวิตชาวบ้าน ผมมักจะนึกถึงตำนานพื้นบ้านบางเรื่อง เช่น นางนาค นางนาคมักจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องความรักของหญิงชาย แต่สำหรับผมนั้น คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวชาวนากับรัฐได้อย่างดี ผู้หญิงสมัยก่อนถ้าไร้ญาติขาดพี่น้องดูแล แล้วผัวก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ผู้หญิงคนนั้นต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากมากเหมือนกับนางนาค ผมเองเลือกที่จะตีความในประเด็นนี้มากกว่า แต่การตีความในกระแสหลักทางหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความเข้าใจและสนใจเรื่องราวในแง่มุมของสามัญชนน้อยเกินไป อาจารย์คิดว่าถ้ามีคนสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สังคมกันจริงๆ เราจะมีข้อมูลหรือหลักฐานมากเพียงพอที่จะศึกษาหรือเปล่าเพราะคนไทยไม่ขยันจด ไม่ขยันบันทึกกันสักเท่าไร ตัวอย่างเช่น หลักฐานในภาษาจีนหรือเอกสารของพวกพ่อค้าดัตช์ที่เข้ามาตั้งสถานีการค้าในอยุธยามาตั้งแต่เริ่มต้นเลย แน่นอนว่าต้องมี แต่ผมถามว่ามีนักประวัติศาสตร์สักกี่คนที่มีความรู้ในการใช้เอกสารเหล่านั้น ผมว่านับนิ้วได้เลย เอกสารโปรตุเกสที่เรามักจะพูดถึงเสมอ ทำไมจึงมีแค่ของปิ่นโต นอกจากนี้ ผมคิดว่าต้องมีจดหมายทางการค้าระหว่างอยุธยากับปัตตาเวีย หรือแม้แต่อยุธยากับที่อื่น เช่น เรามีการแต่งสำเภาการค้าไปค้าขายกับญี่ปุ่นที่เกาะริวกิว แต่ยังมีการสำรวจเอกสารด้านนั้นน้อยมาก จะยังมีอีกมากสักแค่ไหนที่เราอาจจะสามารถขุดค้นมาได้ เพราะฉะนั้น สำหรับผมเอง คำอธิบายที่บอกว่าคนไทยไม่ชอบขีดเขียน หรือสอง เอกสารและร่องรอยหลักฐานของเราได้สูญหายไปหมดกับสงครามใหญ่สองครั้งและสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง ก็เป็นเหตุที่พอเข้าใจได้ แต่คำถามยังอยู่ที่เดิมว่าเรามีความพยายามในการค้นหาหลักฐานมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะขณะนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ช่วงที่มีความเจริญด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้ขุดค้นสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าสมัยก่อนมาก สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย” 2/2ถ้าเราสนใจจะศึกษาประวัติศาสตร์ชาวบ้าน อาจารย์คิดว่าเราควรจะเริ่มที่ไหน ผมนึกถึงนักวิชาการท่านหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว คืออาจารย์ไมเคิล ไรท์ อาจารย์ศึกษาโองการแช่งน้ำโดยถอดออกมาเป็นภาษาสามัญ ปรากฏว่าเราสามารถเข้าใจเรื่องราวของโองการแช่งน้ำได้อีกหลายอย่างทีเดียว ตัวอย่างรูปธรรมคือเขาสำรวจว่าในโองการแช่งน้ำมีการใช้ภาษาเขมรมากน้อยแค่ไหน มีภาษาบาลี-สันสกฤตเท่าไร แล้วยังมีภาษาที่ไม่ใช่ทั้งหลายที่กล่าวมาและอาจจะอนุโลมว่าเป็นภาษาไทยมากน้อยแค่ไหน คำที่ใช้เป็นคำประเภทไหน สะท้อนสังคมได้อย่างไร เป็นต้น การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น ผมคิดว่านอกจากจะอาศัยบันทึกลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นจารีตของนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังต้องอาศัยเครื่องมือต่างแขนงอีก เช่น หลักฐานทางโบราณคดี มีนักวิชาการญี่ปุ่นที่ค้นพบเปลือกข้าวในอิฐกับภาชนะดินเผา ทำให้สามารถวิเคราะห์หาอายุและลักษณะของข้าวที่กินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างชุมชนอื่นๆ ซึ่งกินข้าวในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในแบบที่มักเรียกกันว่าบูรณาการ 3. ความซับซ้อนของประวัติบุคคลสำคัญ แต่ถ้าถามว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับทั้งสองพระองค์แค่ไหน ผมคิดว่าก็ยังไม่พออยู่ดี ตอนที่หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรออกมาสู่สังคมนั้น หลายคนตั้งคำถามว่ามณีจันทร์มีจริงหรือเปล่า มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับตัวพระองค์น้อยมากๆ ขณะเดียวกัน ผมลองนึกสนุกๆ ว่าถ้าประวัติศาสตร์ไทยสนใจตามรอยบุคคลสำคัญจริงๆ เราน่าจะตามรอยใครบ้าง ผมคิดว่ายังมีอีกหลายคนมากที่มีสีสันเหลือเกินและอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขา เช่น ถ้าพ่อขุนรามคำแหงมีตัวตนจริง ผมก็อยากรู้อยากเห็นรายละเอียด เช่น พระองค์คือใคร มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเช่นไร หรืออย่างพระเจ้าปราสาททองที่เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือแม้กระทั่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ เอง ในแง่บันทึกต่างประเทศ เราเห็นร่องรอยของกษัตริย์พระองค์นี้ว่ามีสีสันมาก ท่านรวบรวมอำนาจอย่างไรกว่าจะขึ้นครองราชย์ได้ ท่านสร้างฐานอำนาจและต่อสู้กับอำนาจในกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างไร มี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้ แต่เท่าที่เห็น ก็มีเพียงคนเดียว ทำไมเราไม่พยายามทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมา หรือกรณีตำนานพระพุทธบาทในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม เราไม่ค่อยพูดถึงการค้นพบพระพุทธบาทว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้กับรัฐบาลของท่าน แต่กลับมองเป็นกฤษฎาภินิหาร กลายเป็นของเรื่องตำนานซึ่งกระเดียดไปทางนิยายเสียมากกว่า หรือรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงเป็นนักการค้าที่ยิ่งใหญ่มาก ท่านสามารถรักษาดุลยภาพระหว่างกลุ่มฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างไรโดยไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันบ้างเลยหรือ แล้วกลุ่มสกุลขุนนางใหญ่ๆ อย่างตระกูลบุนนาค หรือกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในสมัยนั้น รวมไปถึงกลุ่มชาวตะวันตกอีกล่ะ ท่านจัดการอย่างไร โดยสรุปแล้ว ในเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับบุคคลสำคัญต่างๆ แต่ทำไมถึงยังไม่มีความหลากหลายเท่าที่ควร ผมไม่ได้รังเกียจถ้านักประวัติศาสตร์จะสนใจเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่จะดีมากถ้าเขาได้ศึกษาบุคคลสำคัญหลายๆ คน เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นคำถามและคำตอบต่อกัน และท้ายสุด เราอาจจะได้เห็นภาพของประวัติศาสตร์ไทยที่มีความหลากหลายมิติมากขึ้น 4. ประวัติศาสตร์ไทยในบริบทของประวัติศาสตร์โลก การที่เอาประวัติศาสตร์จากหลายๆ ที่มาวางไว้บน Time line เดียวกัน อย่างน้อยที่สุดสำหรับผมเองก็ช่วยให้สามารถนึกภาพรวมที่กว้างขึ้น เช่น เมื่อพูดถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่าตรงกับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผมก็จะกวาดสายตาไปว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกนี้ ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงว่าในขณะที่สังคมไทยเรากำลังเป็นแบบนี้ สังคมอื่นเป็นแบบไหน แน่นอนที่สุดว่าพัฒนาการของสังคมแต่ละที่นั้นมักแตกต่างกันทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น การที่เราเอาช่วงเวลาของไทยไปวางไว้บน Time line ของโลกนั้นยังอาจช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนั้นด้วย เช่น กรณีเรื่องโรคห่าระบาดที่เป็นเหตุให้พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงศรีอยุธยานั้น เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Black Death ซึ่งคร่าชีวิตคนในยุโรปไปมากมาย ซึ่งเมื่อสนใจสืบสาวต่อไปจริงๆ ก็อาจพบว่ามันอาจจะมาจากหนูที่ติดมากับเรือสินค้าจากเมืองจีนก็ได้ หรืออย่างกรณีความรุ่งเรืองของอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการที่เส้นทางการค้าสายไหมทางบกที่เคยใช้กันมาถูกปิดไป อยุธยาจึงกลายเป็นจุดผ่านทางที่สำคัญของการค้าทางทะเลและร่ำรวยขึ้นมาอย่างที่อาจเรียกได้ว่าส้มหล่น จะเห็นได้ว่าการอธิบายเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์ในภูมิภาคอื่นๆ ได้ พูดอีกอย่างก็คือ การที่ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยมีพื้นที่ทางเวลาร่วมกันหมายถึงการมีพื้นที่ (การอธิบาย) ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดเช่นนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย July 03 เสน่ห์อิสฟาฮานเรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนกรกฎาคม 2552
จะด้วยฝีมือโปรโมทของอิหร่านที่พยายามหาพันธมิตรไว้สู้อเมริกา หรือด้วยความสดใหม่ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวก็ตามที ปัจจุบัน คนไทยทยอยไปเที่ยวอิหร่านกันมากขึ้นและทุกคนที่พวกเรารู้จักล้วนกลับมาด้วยความประทับใจเมืองๆ หนึ่งเป็นพิเศษ เดือนนี้ *หมายเหตุสังคมจึงขอพาทุกท่านมารู้จักเสน่ห์ของเมืองที่ชื่อว่า Esfahan ผ่านสายตามัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างอาจารย์ทรงยศกันค่ะ อิสฟาฮานเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมเปอร์เซียรุ่งเรืองถึงขีดสุดในทุกๆ ด้าน เวลาที่เราพูดถึงเมืองอิสฟาฮาน เราจึงมักจะนึกถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมเปอร์เซีย ซึ่งผมคิดว่าคงคล้ายๆ กับเวลาที่เราพูดถึงอยุธยาว่าสำคัญอย่างไรต่ออารยธรรมไทย คืออะไรก็ตามที่เคยรุ่งเรืองในอิสฟาฮานได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของอิหร่านในปัจจุบัน ความรุ่งเรืองด้านต่างๆ นี้ยังคงสืบทอดต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบันและยังสามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในอาคารบ้านเรือนต่างๆ ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวมักไปเยือนเป็นแห่งแรกคือจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ชาวเมืองอิสฟาฮานทุกวันนี้ยังคงบอกว่าที่นี่คือลานกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ยิ่งถ้าเทียบกับสถานที่ที่คล้ายคลึงกันในช่วงศตวรรษที่ 15-17 ด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของเปอร์เซียในยุคนั้นเพราะขนาดของจตุรัสกลางเมืองในยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับขนาดของจตุรัสแห่งเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลต่อกัน หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นในจตุรัสนั้นได้แก่พระราชวังหลวง ในช่วงสมัยเดียวกันนั้น ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีพระราชวังไหนที่หรูหราฟู่ฟ่าเท่ากับพระราชวังแห่งอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นอาคารสูง 6 ชั้น ผนังด้านในมีจิตรกรรมเขียนสีซึ่งมีลายเส้นที่อ่อนหวานประดับประดาไว้ทั่วไปหมด เมื่อไต่บันไดขึ้นไปถึงชั้นที่สาม เราจะเห็นว่ามีน้ำพุอยู่บนนั้น ตัวบันไดเองก็มีสีสันงดงามอัศจรรย์เพราะกรุด้วยกระเบื้องเคลือบที่ทำลวดลายเป็นดอกไม้สีต่างๆ ปัจจุบัน ตั้งแต่ชั้นที่ 4-6 กำลังซ่อมอยู่
ผมคิดว่าบรรดาราชสำนักที่อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่างพูดถึงพระราชวังที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้เป็นเสียงเดียวกัน ผมจะขอยกตัวอย่างความน่าทึ่งบางอย่าง เช่น กระเบื้องเคลือบหลากสีสันที่นำมาใช้ประดับประดาพระราชวังนั้นต้องอาศัยความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาอย่างมากว่าต้องใช้โลหะชนิดไหนมาผสมลงไปในน้ำเคลือบและทำการเผาอยู่ที่อุณหภูมิเท่าใด จึงจะได้สีกระเบื้องตามที่ต้องการและยังคงสีที่สดใสอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เพียงแค่สีของบันไดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องของดนตรีที่มีพัฒนาการสลับซับซ้อนมาก ในโลกของเปอร์เซียนั้น มีการศึกษาเรื่องดนตรีอย่างลึกซึ้ง มีการศึกษาถึงขั้นว่าเสียงของห้องจังหวะใดจะสามารถให้เสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสุขสบายได้ หรือสร้างห้องดนตรีแบบไหนถึงจะเกิดความนุ่มนวลของเสียงเมื่อนักดนตรีบรรเลงเครื่องดนตรีพร้อมๆ กัน ส่วนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็มีการพัฒนาไปด้วยในขณะเดียวกัน
นอกเหนือไปจากความงดงามของอาคารต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว ผมคิดว่ายังมีด้านอื่นๆ อีกที่น่าสนใจ เช่น วิธีคิดว่าสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ที่ควรจะประกอบขึ้นเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองนั้นควรจะมีอะไรบ้าง ในจัตุรัสนั้น นอกจากพระราชวังหลวงแล้ว ยังมีตลาดและสุเหร่าอยู่ 2 สุเหร่า ถัดจากอาคารพระราชวังเป็นตลาดหรือบาซาร์ (Bazaar) ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรารับมาใช้แล้วเพี้ยนเป็นคำว่า “ปสาน” ในสมัยอยุธยา หมายความว่ารัฐไม่สามารถคงอยู่ได้ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคงดีพอ เปอร์เซียรุ่งเรืองเพราะทำตัวเป็นคนกลางในการเก็บเกี่ยวสินค้าจากโลกตะวันออกที่หมายถึงจีน อินเดีย แล้วส่งไปขายต่อยังโลกตะวันตกที่ยุโรป ตัวบาซาร์สมัยนั้นมีการพัฒนาไปไกลมากถ้าเทียบกับโลกส่วนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน สมัยก่อน สินค้ามักมีไม่มากพอที่จะขายได้ทั้งวัน การค้าขายมักจะเป็นภาพของพ่อค้าวัวต่างม้าต่างที่รวบรวมสินค้าตามรายทางพร้อมกับตระเวนขายไปตามรายทาง ตลาดส่วนใหญ่จึงมีลักษณะเป็นตลาดนัดมากกว่าตลาดถาวร ในยุโรปเองก็มีตลาดนัดที่เรียกว่า flea market เพราะเปรียบเสมือนตัวหมัดที่กระโดดไปมาตามแหล่งต่างๆ แต่สิ่งที่เราเห็นในเมืองอิสฟาฮานเป็น covered bazaar คือตลาดที่เป็นตัวอาคารถาวรขนาดใหญ่ แสดงว่าที่นี่เป็นที่รวมสินค้ารายทางจำนวนมหาศาล เป็นศูนย์รวมของพ่อค้ามากมาย ผมจินตนาการว่าในตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตลาดตรงนี้เป็นแหล่งค้าขายพรม ตรงนั้นขายหมวก ตรงนี้ขายเครื่องเหล็ก ตรงนั้นอาจจะเป็นที่ขายทอง ถัดมาเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการทำน้ำหอม เครื่องแก้ว แล้วก็เครื่องเทศนานาชนิด การที่ตลาดจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตลาดถาวรที่มีสินค้าขายได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก ถัดจากอาคารที่เป็นตัวคุมเศรษฐกิจ ก็เป็นอาคารที่มีบทบาทในการควบคุมความคิด เราเห็นสุเหร่า 2 แห่ง ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง สุเหร่าเล็กที่ชื่อชัยค์ลุฏฟุลลอฮนั้นใช้เฉพาะราชสำนัก ปกติ สีที่ใช้ด้านนอกตัวสุเหร่ามักจะเป็นสีเขียวหรือไม่ก็น้ำเงิน แต่ที่นี่สีพื้นกลับเป็นสีเบจ คือสีน้ำตาลและเนื้ออ่อนสลับกับสีน้ำเงินและเขียว เมื่อเห็น จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นสีที่นุ่มนวลมาก แต่ที่วิเศษกว่านั้นคือเมื่อเดินเข้าไปในอาคาร เราจะเห็นร่องรอยความคิดทั้งเรื่องของเรขาคณิตและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมาก เช่น จตุรัสเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ตัวอาคารของสุเหร่ามีเงื่อนไขว่าต้องหันไปทางทิศที่ตั้งของนครเมกกะ ซึ่งไม่สัมพันธ์กันเลยกับผังสี่เหลี่ยมของลานเมือง สถาปนิกจึงต้องออกแบบให้เราเดินเบี่ยง ที่น่าทึ่งก็คือเรากลับไม่รู้สึกถึงการถูกบังคับให้ต้องเดินเบี่ยงเลย และเมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก็ต้องตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ในการเขียนลวดลายประดับประดาต่างๆ ที่เป็นศิลปกรรมแบบอิสลาม ทั้งลายแบบพรรณพฤกษาและการใช้ตัวอักขระจากพระคัมภีร์ที่เรียกว่ากูฟิค (kufic) หรืออักษรประดิษฐ์มาประดับ ซึ่งสำหรับคนเปอร์เซียแล้วมันคือส่วนหนึ่งของการชื่นชมสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น ศิลปะ สีกับพระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือเมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน จะเห็นลายเป็นวงขนาดใหญ่และค่อยๆ เล็กลงเข้าหาจุดศูนย์กลาง มองเผินๆ ก็ดูเหมือนลายวงกลมธรรมดา แต่ถ้ามีแสงมากระทบโดนในมุมที่ถูกต้อง เราจะเห็นลายนั้นคลี่ตัวออกเป็นรูปนกยูงรำแพนหางได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะตลอดวัน นี่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการคำนวณแสงในสถาปัตยกรรมที่น่าอัศจรรย์มาก นอกจากสุเหร่าเล็กที่ใช้เฉพาะราชสำนักแล้ว ยังมีสุเหร่าใหญ่หรือมัสยิดญามิอ์ซึ่งเป็นที่สำหรับให้ชาวเมืองมาทำนมาซร่วมกันในวันศุกร์ พื้นที่ของสุเหร่าจึงต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับชาวเมืองจำนวนมากได้ สุเหร่านี้ยังประกอบด้วยส่วนที่เป็นโรงเรียนอยู่สองด้าน เป็นปีกซ้ายขวา ในโลกของคนอิสลามเรียกส่วนนี้ว่า “มะดระซะ” หมายถึงโรงเรียน (ศาสนา) ในสมัยก่อน โรงเรียนลักษณะนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องของศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิชาคำนวณ การแพทย์และอื่นๆ ด้วย มะดระซะที่นี่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับฤดูกาล ในฤดูร้อน จะใช้ด้านที่เป็นอาคารเปิดโล่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ออกแบบให้มีประตูเปิดปิดได้เพื่อให้อบอุ่นเหมาะกับการเรียนในฤดูหนาว มีทั้งห้องเรียนขนาดเล็กที่น่าจะจุคนได้สัก 20 คนเป็นอย่างมากและห้องเรียนขนาดใหญ่ ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างดียอดเยี่ยม อีกอย่างที่อาจทำให้เราแปลกใจคือเวลาอยู่ในเมืองอิสฟาฮาน เราจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา น้ำเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของคนเมืองนี้ จะมีน้ำพุอยู่ในสวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วเมือง พวกเขาเอาน้ำมาจากไหนกันในเมื่อถัดจากตัวเมืองที่แผ่ออกไป ล้วนเป็นที่โล้นแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปของอิหร่าน อิสฟาฮานได้น้ำจากสองแหล่งด้วยกัน แหล่งแรกคือแม่น้ำสายสั้นๆ ที่ไหลผ่านเมือง ส่วนอีกแหล่งคือน้ำซับใต้ดิน หมายความว่าต้องอาศัยผู้รู้ว่าน้ำซับนั้นอยู่ตรงไหนแล้วจัดการชักน้ำเหล่านั้นขึ้นมาใช้ น้ำจะถูกเพิ่มความดันเป็นระยะเพื่อให้เกิดแรงผลักจากใต้ดินจนกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ซึ่งน้ำพุนี้สามารถไปโผล่ได้ถึงชั้นสามของพระราชวังกลางเมือง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับน้ำที่สลับซับซ้อน น้ำคือความร่มเย็น น้ำคือชีวิต พอตกเย็น ผู้คนจะไปนั่งคุยกันอยู่ริมแม่น้ำ ไปปิกนิก นัดรวมญาติ ถ่ายรูป และเป็นที่นัดพบของหนุ่มสาว ตามสวนจะมีการสร้างน้ำพุเพื่อให้ความชุ่มชื่นร่มเย็นแก่ชีวิต นอกจากนั้น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแบบมุสลิมก็คือเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบริเวณบ้าน สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือสวนซึ่งมีน้ำพุขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง ทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมุสลิมชื่นชมน้ำอย่างมาก นอกจากจัตุรัสกลางเมืองแล้ว ยังมีพระราชวังขนาดเล็กอยู่อีกประมาณ 30 วัง พระราชวังเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีการสลักเสลาและเขียนสีในแต่ละราชวงศ์ แต่ละวังมีอาคารซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยป่า ที่ไม่เรียกว่าสวนเพราะต้นไม้ที่นั่นมีขนาดใหญ่มากเพราะปลูกมาตั้งแต่สมัยสร้างวัง จึงมีอายุประมาณ 100-200 ปี ต้นไม้ที่นิยมกันมากเพราะนำไปใช้ได้คือต้น sycamore ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นเมเปิ้ล เช่น พระราชวังที่ชื่อว่าเชเฮลโซตูน ซึ่งแปลว่าวังที่มีเสาไม้ 40 ต้นนั้น เสาทุกต้นทำจากไม้ซิกคาหม่อทั้งสิ้น เมืองอิสฟาฮานทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ อิสฟาฮานยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อีก เช่น หลุมฝังศพของมหากวีที่ชื่อว่าฮาเฟซ ซึ่งคนอิหร่านเองก็ยังไปที่หลุมศพนี้กันอยู่ในปัจจุบัน พอไปถึง ก็จะอ่านบทกวีของท่านกัน ถัดจากหลุมศพ มีร้านน้ำชาเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการแสวงหาความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนอิหร่านซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ พวกเราก็ไปนั่งกินขนมที่หน้าตาคล้ายกับซ่าหริ่มในน้ำกุหลาบซึ่งทำจากดอกกุหลาบจริงๆ และมีขายทั่วไปในอิหร่าน ผมคิดว่าอิสฟาฮานมีอะไรให้ดู ให้ได้เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอยู่มากจริงๆ May 14 คุยกับหนัง - มิถุนายน 52 / TU Movie Program - June 09ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
ชมฟรีเช่นเคย - แต่กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ก่อนทุกครั้ง (กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ) The show is at Rewat Buddhinan Activity Room on Basement 2, Pridi Banomyong Building. The program is open to public for free. Please inform the library staff that you are attending the show.
4 มิ.ย. 52 : The Crow (1994/102 min/USA) เดอะ โครว์เป็นหนังประเภท cult ระคนไปด้วยความตาย ความเศร้าโศก ความรัก ความแค้น ความรุนแรง และศาสนา ดนตรีแบบฮาร์ดร็อค และภาพพจน์ของแบรนดอน ลีในฐานะ "หน้ากากแห่งความตาย" จากหนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อศิลปะร่วมสมัยมิใช่น้อย 4 June 09 : The Crow (1994/102 min/USA) Director: Alex Proyas Actors: Brandon Lee / Ernie Hudson / Michael Eincolt Eric Draven and his fiance were brutally murdered by gangsters. He rose from the grave with painful memory of how he was killed. He passed on such pains to each of those who murdered him, one by one. The Crow is a "cult" filem. It contains death, sorrow, love, vengeance, violence and religion. Hard rock music and Brandon Lee image as "mask of dead" fro this film has a lot to do with the contemporary art. 11 มิ.ย. 52 : Mr.Thank You (1936/78 min/Japan) และ Ornamental Hairpin (1941/70 min/Japan)
Mr.Thank You
กำกับการแสดง : Hiroshi Shimizu/ดัดแปลงจากนวนิยายของ Yasunari Kawabata
ผู้แสดง : Michiko Kuwano / Ken Uehara คนขับรถเมล์ไปกลับระหว่างโตเกียวกับหมู่บ้านที่ห่างออกไป 80 กม. ผู้สุภาพอ่อนน้อม เขาขอบคุณทุกคนที่อยุ่ตามรายทาง ใครๆ จึงเรียกเขาว่า Mr.Thank You ในวันนี้ รถของเขาจะนำเด็กสาวพร้อมแม่ที่มุ่งเข้าโตเกียวเพื่อ "เป็นสาวใช้" บ้านคนรวย ผู้โดยสารคนอื่นมีทั้งชายขี้ลืม พ่อค้าต่างเมือง เฒ่าหัวงู และหญิงผู้เจนโลก เรื่องราวชีวิตของแต่ละคนทั้งในรถและที่พบตามรายทาง สานขึ้นเป็นภาพสังคมญี่ปุ่นก่อนสงครามอย่างน่าสนใจ Ornamental Hairpin
กำกับการแสดง : Hiroshi Shimizu/ดัดแปลงจากนวนิยายของ Masuji Ibuse
ผู้แสดง : Shinichi Himori / Kanji Kawara / Hiroko Kawasaki
เหล่าสตรีนักแสวงบุญพากันเข้าพักยังโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในชนบท เสียงเจี๊ยวจ๊าวของสตรีทำให้อาจารย์ใหญ่นักประพันธ์รำคาญใจเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเธอจากไปในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เหยียบโดนปิ่นประดับผมกัลปังหาแดงในบ่ออาบน้ำ สตรีคนหนึ่งที่ได้จากไป ส่งจดหมายมาบอกว่าเธอจะกลับมารับปิ่นชิ้นนี้ เธอจะเป็นหญิงสาวหรือหญิงมีอายุ เธอโสดหรือมีครัวเรือน และเธอสวยหรือขี้เหร่ คำตอบของแต่ละคำถามคือโครงสร้างของบทกวีอันจะนำไปสู่เรื่องราวที่จะตามต่อมาโดยที่ไม่มีใครอาจคาดเดาได้
11 June 09 : Mr.Thank You (1936/78 min/Japan) + Ornamental Hairpin (1941/70 min/Japan)
Mr.Thank You
Director: Hiroshi Shimizu/adapted from Yasunari Kawabata's novel Actors : Michiko Kuwano / Ken Uehara A gentle bus driver drives between Tokyo and a village 80 km away. He always thanks every single passenger. Therefore, they call him Mr. Thank You. Today, Mr. Thank You drives his bus as usual. His passengers are a girl and her mother heading for Tokyo to be a maid in a rich man's house. Other passengers are namely a forgetful man, a merchant from other town, an old goat and an artful lady. Stories of each passenger and those who are on the way entwine to be an interesting episode of Japanese society during pre-WWII period.
Ornamental Hairpin
Director: Hiroshi Shimizu/adapted from Masuji Ibuse's novel
Actors : Shinichi Himori / Kanji Kawara / Hiroko Kawasaki Female pilgrims stay overnight in a small inn in countryside. Their boisterous annoys the poet/headmaster a great deal. In the morning when the pilgrims left, a young man stepped on a red coral hairpin in the bath tub. The inn received a letter from a lady who spent a night there notified that she was the owner of such hairpin. She will stop by to fetch it. Is she young or old, single or married, beautiful or ugly? Answers to these questions are the yarns which are woven to be poetry of lives and very much unexpected stories. 18 มิ.ย. 52 : Chop Shop (2007/84 min/USA) อเลฮานโดร และอิสมัรอายุ 16 อาศัยอยู่ชั้นบนของอู่ขนาดเล็กในย่านเซียงกง เขตควีนส์ของนิวยอร์ก ทั้งสองมีความฝันว่า การเก็บหอมรอมริบเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้สามารถซื้อรถตู้ เปิดร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดสำหรับคนจนแถวข้างถนน แต่ฝันของคนจนไม่หอมหวานอย่างคนชั้นกลางและคนรวยเลย 18 June 09 : Chop Shop (2007/84 min/USA) Director: Ramin Bahrani Actors: Alejandro Polanco / Isamar Gonzale Alejandro and Isamar, ages 16, live in the second floor of a small garage in Queens, New York. They dream of gradually saving money to buy a van and convert it into a mobile fast food store for the poor in the area. Nonetheless, the dream of the poors is far from being such a sweet dream as those of middles classes and the riches. 25 มิ.ย. 52 : The Fall (2006/117 min/USA) กำกับการแสดง : Tarsem Singh
ผู้แสดง : Catinca Untaru / Justine Waddell / Lee Pace
เด็กน้อยฟื้นจากการสลบในโรงพยาบาล ชายผู้ป่วยในเตียงข้างๆ เล่าเรื่องนิทานอันแสนแปลกประหลาดเพื่อคลายเธอจากความเศร้าหมอง นิทานที่มีทั้งตัวเธอ ครอบครัวของเธอ และคนที่อยู่รอบข้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของจินตนาการที่เต็มไปด้วยสีสันเจิดจ้า
25 June 09 : The Fall (2006/117 min / USA)
Director: Tarsem Singh Actors : Catinca Untaru / Justine Waddell / Lee Pace A girl is being conscious from her operation. A man in the bed beside hers tells her amazing stories to pull her out of sadness. The girl and her family members are part of the imaginative, vibrant stories.
April 08 ข้างหลังภาพเรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนเมษายน 2552
อย่างเช่น รูปกรมพระยาดำรงราชานุภาพรูปนี้ เป็นรูปที่ถ่ายตอนที่ท่านอายุยังน้อยอยู่ แต่งตัวธรรมดา นั่งด้วยอาการธรรมดาและกำลังโอบกอดเด็กเล็กๆ ที่แต่งตัวธรรมดาหมดเลยทุกคน ผมคิดว่าหลายคนที่ได้เห็นรูปนี้ จะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ แต่อย่างที่เราทราบๆ กัน ผู้ชาย “ธรรมดาๆ” คนนี้ทรงมีบทบาทในสังคมไทยอยู่มากทีเดียว ทั้งในแง่ของการเมืองการปกครอง วิชาการ และอาจจะรวมไปถึงด้านอื่นๆ อีกมาก ดูรูปนี้แล้วทำให้นึกว่าจริงๆ แล้ว คนแต่ละคนที่เราเห็นนั้นล้วนมีเรื่องราวข้างหลังภาพอยู่อีกเยอะแยะมากมาย ภาพถ่ายยุคแรกๆ แน่นอนว่านั่นเป็นยุคสมัยซึ่งโลกตะวันตกได้เข้ามาอยู่ในสังคมสยามแล้ว ผมคิดว่าความน่าสนใจมากๆ อย่างหนึ่งคือท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างหมิ่นเหม่เหลือเกิน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะว่าวิธีการนั่งเก้าอี้แบบคนตะวันตกน่าจะเป็นของใหม่ในสังคมสยาม แต่เดิมนั้น ถ้าเราไม่นั่งลงไปบนพื้น เราก็อาจจะนั่งอยู่บนเตียงตั่ง คือแท่นสี่เหลี่ยมยกพื้นเตี้ยๆ ซึ่งเราอาจจะนั่งด้วยอาการขัดสมาธิ หรือชันเข่า หรือไม่ก็ห้อยเท้า แต่ว่าการนั่งเก้าอี้นั้น ผมมักนึกถึงมันว่าเป็นการนั่งในแบบของโลกตะวันตกหรือจีนมากกว่า ดังนั้น ผมคิดว่าท่านั่งในรูปของสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ นั้นคงเป็นการนั่งที่ไม่สบายเท่าไรนัก ลักษณะอีกประการคือท่านไม่ได้มองกล้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่าท่านถือเป็นหัวหน้าของฝ่ายในหรือนางห้าม อย่าลืมว่าผู้หญิงในราชสำนักของสยามประเทศเป็นผู้หญิงของพระราชาซึ่งเป็นคนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แต่การถ่ายรูปได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกๆ คนสามารถมองเห็นได้แม้แต่สตรีที่โดยปกติไม่อาจปรากฏตัวให้เห็นในที่สาธารณะ ดังนั้น การที่ท่านไม่มองกล้องนั้น ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นวิธีคิดสองอย่างที่เผชิญกันอยู่ต่อหน้าเราคือในทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านกำลังกลายเป็นของสาธารณะ ทั้งที่ในอีกทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านเป็นของต้องห้าม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจผมอย่างมาก
อีกรูปหนึ่งเป็นรูปของท่านเช่นกันแต่ฉลองพระองค์แปลกมาก เหมือนกับเป็นเสื้อคลุมผ่ากลางด้านหน้ายาวตลอด ปักดิ้นเป็นสองแถบ เสื้อตัวชั้นในดูเหมือนเป็นเสื้อปกติ ไม้เท้าเป็นแบบไม้เท้าของคนเดินทาง อีกอย่างที่น่าสนใจคือท่านนั่งประทับเคียงคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ การปรากฏตัวของบุรุษและสตรีพร้อมกัน บนพื้นที่ที่เท่าเทียมกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกๆ ของเราที่เกิดภาพของพระราชาและพระราชินีปรากฏต่อสาธารณะในลักษณะนั่งเคียงคู่โดยเท่าเทียมกันบนแผ่นดินสยาม หากเทียบกับรูปถ่ายในสมัยถัดมาคือ ร.5 กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) แล้ว จะเห็นได้ว่าต่างออกไปเลยทั้งวิธีการแต่งตัวและท่าทาง ทั้งสองพระองค์ทรงดู “ลงตัว” แล้ว คือฝ่ายบุรุษสวมเสื้อแจ็กเก็ตและเป็นเสื้อประดิษฐ์ในแบบของเสื้อพระราชทาน (royal pattern) หรือที่เราเรียกเป็นไทยๆ ว่าเสื้อราชปะแตน ส่วนฝ่ายสตรีเป็นเครื่องแต่งกายแบบประยุกต์แล้ว คือผ้านุ่งเป็นแบบจีบหน้านาง แต่สวมเสื้อแบบที่ฝรั่งเรียกว่า blouse ที่มีแขนจีบพอง (ที่เราเรียกกันว่าเสื้อขาหมูแฮม) ซึ่งเป็นความนิยมในหมู่สตรีตะวันตกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย ผมคิดว่าจากรูปถ่าย เราเห็น “ความมั่นใจ” ของทั้งสองพระองค์ได้จากอากัปกิริยา และเช่นเดียวกัน เรามักเห็นสิ่งของที่เป็นของโลกตะวันตกอยู่ในฉากหลังของรูปไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา เมื่อประดิษฐกรรมรูปถ่ายได้เข้ามาอยู่ในราชสำนัก เราจะเห็นว่ามีรูปของพระราชโอรส พระราชธิดาหรือเชื้อพระวงศ์ที่กำลังทรงถือกล้องอยู่กับตัว ในแง่ของการอ่านภาพ ก็หมายความว่าประดิษฐกรรมของใหม่เหล่านั้นได้ถูกควบคุมอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้แล้ว ถ้าดูรูปถ่ายของสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ รูปนี้ จะเห็นว่าแม้จะยังทรงพระเยาว์อยู่ แต่ท่านก็ทรงยืนด้วยความมั่นใจ ผมคิดว่าการถ่ายรูปลักษณะนี้น่าจะต้องมีผู้ให้คำแนะนำว่า หนึ่งท่านควรจะแต่งตัวอย่างไร สองควรจะยืนด้วยกิริยาท่าทางแบบไหน เราจะเห็นสมเด็จฯ ทรงฉลองพระองค์ครึ่งบนเป็นผ้าลูกไม้ซึ่งเป็นแบบที่นิยมเหลือเกินในโลกตะวันตก ผ้าห่มสไบเฉียงนั้นถูกประยุกต์ให้มีการติดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ เพิ่มการสวมติดอัญมณีต่างๆ ครึ่งล่างเป็นผ้าโจงกระเบนซึ่งเป็นแบบของราชสำนักกัมพูชาซึ่งเรารับเข้ามานานมากจนเรามักลืมไปแล้วว่าที่มาของมันนั้นมาจากไหน ถัดลงไป ท่านสวมถุงเท้าโดยมีลายลูกไม้ประดับที่ด้านบนสุด รองเท้า ฉากหลัง โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนเป็นของตะวันตกทั้งหมด ภาพถัดมาเป็นรูปการละเล่นในราชสำนักฝ่ายใน เราเห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ซึ่งทรงดูมีอายุมากขึ้นกว่ารูปก่อนๆ ในขณะที่ทรงพักผ่อนอยู่ท่ามกลางหมู่สตรีในราชสำนักที่กำลังเล่นอะไรบางอย่างโดยที่มีคนหนึ่งขี่อีกคนหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นภาพที่แปลกมากเพราะผมนึกไม่ออกว่าในโลกสากล การที่บุคคลคนหนึ่งขี่อีกบุคคลหนึ่งอยู่นั้นจะอ่านความหมายนี้ว่าอย่างไร ผมคิดว่าท้ายที่สุด ประดิษฐกรรมรูปถ่ายก็ค่อยๆ ถูกทำให้แพร่หลายออกไปสู่สาธารณะมากขึ้นๆ จากภาพชนชั้นสูงในราชสำนัก ก็ลงไปสู่ชนชั้นกลางและชั้นล่างมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนว่าพัฒนาการเทคโนโลยีรูปถ่ายนั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้วก็ถูกลงไปเรื่อยๆ เรามีรูปถ่ายกันได้สะดวกขึ้นจนผมคิดว่าแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่เคยถูกถ่ายรูป ภาพถ่ายยุคต่อมา ตัวเนื้อหาของภาพเองก็มีความน่าสนใจคือสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสังคมเครือญาติของวัฒนธรรมจีน ทุกคนจะไปร่วมในงานศพเดียวกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้รับรู้ว่าสายสกุลของเรามีใครอยู่บ้าง ผมคิดว่าภาพเช่นนี้เป็นที่นิยมในครอบครัวคนจีนในสมัยหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าภาพแบบนี้ยังคงหาได้อยู่หรือไม่ ถึงแม้ในทางเทคนิค ภาพเหล่านี้จะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่ความนิยมอาจจะค่อยๆ ลดลงไป ซึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในการนับญาติเริ่มเสื่อมถอยลง หรือบางทีญาติที่ถูกนับนั้นอาจต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้วอย่างดี มีการตัดญาติบางคนออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในสังคมปัจจุบันที่ไม่คิดว่าการผูกพันทางสายโลหิตเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่สำคัญอะไรนัก ภาพถ่ายยุคดิจิทัล ผมหมายถึงว่าการถ่ายรูปในสมัยก่อนนั้นมีความหมายถึงการบันทึกถึงสถานที่ด้วย อาจเป็นไปได้ว่าสถานที่บางแห่งนั้นไปถึงได้ยาก ดังนั้น การถ่ายรูปให้เห็นว่าตนเองได้ไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งจึงมีความหมายเหลือเกิน โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ที่แปลกๆ หรือไปได้ยาก เราจะเห็นว่ามีความนิยมอย่างหนึ่งในสมัยก่อนที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสถานที่ นั่นคือ เมื่อไปร้านถ่ายรูป ที่นั่นจะมีฉากหลังที่ถูกจัดทำไว้แล้วเพื่อให้เราไปยืนอยู่ข้างหน้า เช่น ฉากป้ายสถานีรถไฟเชียงใหม่ (น่าจะเป็นเพราะการไปเชียงใหม่ไม่สามารถไปได้ทุกวัน แล้วในสมัยนั้น วิธีเดียวที่คนทั่วไปจะไปถึงที่นั่นได้ก็ต้องไปโดยรถไฟ) บันทึกความทรงจำของสถานที่และวิธีการที่จะไปถึงที่นั่นจึงมีความหมายของมัน แต่เมื่อมาถึงสมัยปัจจุบัน การเดินทางทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น จึงอาจเป็นเหตุให้คนให้ความสำคัญกับสถานที่น้อยลง ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในยุคสมัยของเราว่าเราเห็นตัวของเราชัดมาก แต่เราเห็นสิ่งแวดล้อมหรือบริบทน้อยเกินไป บ่อยครั้งที่ผมสังเกตเห็นว่าเวลาเราคุยกับคนในยุคปัจจุบัน เรามักจะไม่ค่อยเห็นบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเขา แต่จะเห็นชัดขึ้นถึงความคิดของเขาว่าเขาคิดหรือรู้สึกว่าอะไร จึงอาจจะไม่น่าแปลกใจก็ได้ที่เรามักจะเห็นรูปถ่ายประเภทที่เห็นหน้าคนจำนวนมากเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นฉากหลัง ซึ่งพอกลับมาดู เผลอๆ บางคนก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าถ่ายรูปนั้นที่ไหน เป็นไปได้ไหมว่ารูปถ่ายแบบนี้อาจจะสะท้อนให้เราเห็นข้างหลังภาพได้ว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นเห็นบริบทในเรื่องสถานที่สำคัญน้อยกว่าตัวเขาเองและเพื่อนฝูง...
หมายเหตุ:
March 05 ความหมายที่ซ่อนไว้ในโบสถ์เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนมีนาคม 2552
ในความคิดของผม ครูตั้งใจจะบอกเราว่า... 1. พระพุทธเจ้าเป็นใคร นอกจากตำแหน่งที่เด่นสะดุดตาแล้ว วิธีการออกแบบยังลงไปใน นอกจากทศชาติแล้ว ก็จะเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติเรื่อยไปจนจบชีวิตของพระองค์ อย่างไรก็ตามที ตอนที่สำคัญที่สุดที่ครูที่ออกแบบตั้งใจจะบอกเราก็คือเรื่องราวตอนที่มีการเปลี่ยนผ่านสภาวะจากการเป็นนักบวชธรรมดาไปเป็นนักบวชที่ได้ค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง ซึ่งชาวพุทธถือกันว่าเป็นสภาวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือการตรัสรู้ เพราะฉะนั้น พระประธานส่วนใหญ่เรามักจะเห็นว่าเป็นพระนั่งหนึ่งในสองแบบ บางองค์ก็จะเป็นปางสมาธิ แต่บางองค์จะนั่งโดยวางมือข้างขวาไว้บนหัวเข่าให้ปลายนิ้วจรดลงไปที่พื้น ปลายนิ้วนั้นจรดลงไปเพื่อเรียกเจ้าแม่ดินหรือแม่พระธรณีมาเป็นพยาน เราเรียกปางนี้ว่ามารวิชัยซึ่งเป็นเหตุการณ์ช่วงที่พระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะตรัสรู้และถูกขัดขวางโดยพญามารจนพระองค์ต้องเรียกแม่พระธรณีมาช่วย นอกจากจะเอาฉากมารวิชัยมาสร้างเป็นพระประธานแล้ว จารีตของการวาดจิตรกรรมยังนิยมใช้ผนังด้านที่อยู่ตรงข้ามพระประธาน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุด วาดเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวคือสภาวะการเปลี่ยนผ่านจากนักบวชธรรมดาไปเป็นพุทธะ ผู้ตื่นจากกิเลสทั้งปวง ซึ่งก็คือเหตุการณ์ตอนชนะมารหรือตอนตรัสรู้นั่นเอง 2. โบสถ์เป็นพื้นที่สมมุติในเวลาสมมุติ ในแง่ของการเป็นพื้นที่สมมตินั้นหมายถึงว่าเมื่อเราผ่านเข้าไปในพระอุโบสถแล้ว ห้องสี่เหลี่ยมนั้นได้กันความเป็นจริงทุกอย่างเอาไว้ภายนอกหมด ไม่มีรถ ไม่มีร้านค้า ไม่มีอะไรเลย นอกจากพระพุทธเจ้าซึ่งนั่งอยู่กลางห้อง นอกจากนั้นโดยจารีต เพดานของห้องจะมีลักษณะสำคัญสองอย่าง คือหนึ่ง บนเพดานจะประดับประดาด้วยไม้แกะสลักหรืออย่างน้อยที่สุดก็วาดรูปซึ่งมีลักษณะคล้ายดวงดาว รูปวาดหรือไม้แกะสลักนั้นเราเรียกว่าดาวเพดาน จึงเสมือนหนึ่งว่าเพดานคือท้องฟ้าเพราะมีดาวประดับอยู่ ซึ่งสัมพันธ์กับสอง สีของเพดานซึ่งทาด้วยสีแดง หมายถึงสีอันสุกสว่าง ซึ่งก็คือรังสีความรู้ของพระพุทธเจ้าจากการตรัสรู้ที่ได้ฉาบท้องฟ้าหรือจักรวาลเอาไว้ทั้งหมด จารีตทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งยืนยันอีกประการว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมในอุโบสถนั้นเป็นพื้นที่และเวลาสมมุติ เสมือนประหนึ่งว่าเรากำลังเดินทางไปในจักรวาลในช่วงเวลาของการตรัสรู้ของ 3. โบสถ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แต่เดิมนั้น ผมเข้าใจว่าคนสมัยใหม่คงลืมความคิดนี้ไปแล้ว นั่นคือเรื่องของการควบคุมแสง เราจะเห็นว่าในอุโบสถแต่เดิมจะมีการควบคุมไม่ให้แสงสว่างจนเกินไป หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญในทางสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถจะเปิดพื้นที่ให้แสงเข้ามาได้มากๆ แต่ในหลายกรณี สามารถยืนยันได้ว่ามีการควบคุมแสงจริงๆ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ผมนึกถึงคือพระวิหารของวัดมหาธาตุที่พิษณุโลก ผมจำได้ว่าเวลาที่เห็นรูปถ่ายเก่าๆ นั้น จะมีการควบคุมแสงที่ดีมาก คือด้านหลังของพระพุทธชินราชจะเป็นพื้นที่ทาสีดำ มีลายดอกไม้ร่วงและมีเทวดาประดับอยู่สองข้าง เราจะเห็นว่ามีการควบคุมแสงโดยการเจาะหลังคาด้านบนทั้งบ่าซ้ายและขวาของพระพุทธรูป แสงจากท้องฟ้าจึงตกลงมาโดนองค์พระ ทำให้ดูว่าพระพุทธชินราชต้องแสงสว่างจนเหมือนท่านลอยออกมาจากพื้นหลัง อย่างนี้เป็นต้น ผนังโดยรอบพระวิหารก็เช่นเดียวกัน คือมีการเจาะเป็นช่องแสงยาวๆ เอาไว้เพื่อคุมแสงให้พอเหมาะ ผมมักจะจินตนาการเสมอว่าถ้าเราจุดเทียนสักเล่มสองเล่ม เปลวเทียนซึ่งอาจจะขยับตัวเบาๆ จากแรงลมที่ผ่านเข้ามาในห้องนั้น จะทำให้เกิดเงาและแสงจนอาจทำให้ดูเหมือนพระพุทธชินราชทรงเคลื่อนไหวได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะให้เกิดความรู้สึกว่านี่คือพื้นที่สมมุติซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก บางท่านอาจจะบอกว่าผนังวิหารที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นมาเติมทีหลัง ซึ่งก็ถูก หากแต่เดิมนั้น หลังคาพระวิหารเป็นลักษณะที่เราเรียกกันว่าทรงปีกนกซึ่งยื่นยาวลงมาจนเกือบจรดพื้นดิน ผลที่เกิดตามมาก็คือการควบคุมแสงอยู่ดี ถึงไม่มีช่องหลังคาหรือฝาผนังด้านข้างเลยก็ตาม ในโบสถ์มหาอุดก็เช่นกัน ถึงแม้จะก่อผนังทึบ ไม่มีช่องหน้าต่างและมีประตูเข้าแค่ทางเดียว แต่เขากลับเจาะช่องเล็กๆ ไว้บนผนังด้านหลังพระประธาน เมื่อเราปิดประตู แสงที่ออกมาจากด้านหลังจะทำให้ดูเหมือนพระประธานทรงเปล่งรัศมีออกมาโดยรอบ ก่อเกิดเป็นบรรยากาศที่ดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ด้วยแสงที่มลังเมลือง เป็นการควบคุมปริมาณและทิศทางของแสงอย่างฉลาดของคนโบราณ ในปัจจุบัน การสร้างพระอุโบสถหรือพระวิหารก็ดีอาจจะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปแล้ว เรากลับเอาแสงไฟนีออน สปอตไลท์ใส่เข้าไปในพระอุโบสถ บางที่ก็ใส่กระจกเงาเข้าไปด้วยเพื่อให้เกิดการสะท้อนแสง เป็นความสวยงามในรสนิยมของคนสมัยใหม่ แต่ความหมายที่ว่านี่เป็นพื้นที่ในเชิงสมมุติและได้กันเอาเวลาและพื้นที่ปัจจุบันออกไปนอกอาคารกลับหดหายไป 4. สังคมมีลำดับชั้น นอกจากลักษณะการจัดวางตำแหน่งแล้ว เรายังเห็นการจัดลำดับชั้นได้ในจิตรกรรมด้วย ตามจารีตดั้งเดิมของการเขียนจิตรกรรมฝาผนังในสมัยอยุธยานั้น นิยมเขียนรูปเทพหรืออะไรก็ตามนั่งพนมมือเรียงกันเป็นตับอยู่บนพื้นที่เหนือหน้าต่างสองข้างพระประธาน แถวล่างสุดอาจเป็นรูปนักพรตปะปนกับสิ่งมีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในจักรวาล เช่น พญาครุฑ พญานาค ยักษ์ ถัดขึ้นไปเป็นแถวเทวดา เหนือขึ้นไปอีกเป็นเทวดาที่มีหน้าตาเหมือนกันหมด นั่นคือพรหมซึ่งเป็นเทวดาชั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อเป็นพรหมแล้ว หน้าจะเหมือนกันหมด แยกแยะไม่ได้แล้ว ถึงแม้ในตำราจริงๆ พรหมจะยังสามารถแยกได้อีกเป็นหลายระดับด้วยกัน ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่าเทพชุมนุม เหนือแถวของพรหมจะมีเส้นหยักๆ ที่เรียกว่าเส้นสินเทา ระหว่างเส้นสินเทากับเพดาน จะวาดรูปพวกนักสิทธิ์วิทยาธรซึ่งก็คือคนที่มีความรู้นิดหน่อย พอจะเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ยังติดอยู่ในกิเลส สะท้อนให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกชายขอบของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาล จะเห็นได้ว่านี่คือการตอกย้ำว่าแม้ในหมู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีลำดับชั้น แต่เงื่อนไขของการจัดลำดับสำหรับชาวพุทธนั้นอยู่ที่การทำความดี คนโบราณมักจะสั่งสอนกันว่าต้องทำดี ทำดีแค่นี้อยู่ลำดับนี้ ถ้าทำดีมาก ก็จะได้ขึ้นไปอยู่ลำดับบนขึ้นไปอีก ผมคิดว่าลำดับชั้นในสังคมถูกสอน ถูกถ่ายทอดผ่านวิธีคิดในทางศาสนา แล้วสะท้อนออกไปนอกวัดว่าในสังคมทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีลำดับชั้นและแต่ละคนต้องรู้ลำดับชั้นของตนเอง 5. เราตอบรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย อีกตัวอย่างได้แก่กระจกเล็กๆ ที่ใช้ประดับตามที่ต่างๆ ในวัด เราเรียกมันว่ากระจกเกรียบ มีสีสันต่างๆ สวยงาม เวลามีแสง จะสะท้อนว้อบแว้บ เห็นได้แต่ไกล กระจกเล็กๆ เหล่านั้นมาจากไหน คำตอบอาจจะเดินทางกลับไปถึงเปอร์เซียซึ่งเข้ามาในสยามประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 สิ่งที่คนตะวันตกเรียกว่าโมเสกนั้น เมื่อเข้ามาในสังคมไทยแล้ว เราไม่ได้เรียกชื่อนั้นอีกต่อไป แต่เรียกว่าการประดับด้วยกระจกสี ด้านหนึ่งเป็นการประดับประดาเพื่อความสวยงาม แต่อีกด้านหนึ่งคือแสงสว่างซึ่งมีความสำคัญในทุกศาสนาว่าเป็นสัญลักษณ์ถึงความกระจ่างแจ้ง การมองเห็นและปัญญา ส่วนทวารบาลทั้งหลายที่เรามองว่าเป็นของไทยนั้น ถ้าถามว่าคตินี้มาจากไหน ก็คงมองย้อนกลับไปที่อินเดีย มีทวารบาลเต็มไปหมดในศาสนสถานของฮินดู ทวารบาลของไทยบางแห่งจะแกะสลักไม้เป็นผู้ชายไว้หนวดเครายาว ซึ่งแน่นอนว่าสังคมสยามไม่ไว้หนวดและเคราแบบนั้น แถมเรายังเรียกทวารบาลแบบนี้ว่าเสี้ยวกาง ทำให้ยิ่งเห็นว่าเป็นอิทธิพลของจีนซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทวารบาลบางตัวอาจยืนอยู่บนสิงโตซึ่งหากมองดีๆ จะดูเหมือนหมาพันธุ์ปักกิ่งของจีน นอกจากนั้น เสี้ยวกางบางตัวยังถือกริช กริชมาจากภาคใต้ ในกลุ่มคนมาเลย์ ผมจึงบอกว่าสิ่งที่เราเรียกว่าศิลปะหรือสถาปัตยกรรมไทยนั้น ในรายละเอียดมันเป็นสิ่งที่ตกผลึกมากับเวลา มีอะไรหลายอย่างที่มาจากต่างวัฒนธรรม ต่างประเพณีและความเชื่อที่ค่อยๆ ร้อยเข้าไว้ด้วยกัน อย่างลายดอกไม้โตๆ ที่เรามักเรียกกันว่าดอกพุดตานหรือดอกโบตั๋นนั้น เป็นลายที่มาจากฝรั่งก็ได้ มาจากจีนก็ได้ ความเป็นจีนที่แทรกอยู่ในวัดไทยนั้นมีมานานแล้วแต่มาเด่นชัดเอาในสมัย ร.3 ที่เรียกว่าศิลปะแบบพระราชนิยม เราเห็นกระเช้าดอกไม้ที่ดูเผินๆ เหมือนลายฝรั่งประดับเป็นลายปูนปั้นที่กรอบประตูหน้าต่าง แต่ความจริงคือสัญลักษณ์ของความมั่งมีศรีสุข ความอยู่ดีกินดี ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคติของจีน นอกจากนั้น ยังมีรูปลูกท้อ ผลทับทิม ต้นไผ่ เมฆ น้ำ นกกระเรียน ค้างคาว ซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งมีความหมายรวมๆ ถึงสิ่งที่เป็นมงคลและความมั่งมีศรีสุข ลวดลายมงคลเล็กๆ เหล่านี้แทรกตัวอยู่ในโบสถ์มานานมากแล้วและดำรงสืบมา เราจึงอาจจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโบสถ์อีกอย่างก็คือการดำรงอยู่ร่วมกันของความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจสำหรับวัดที่ตกแต่งด้วยศิลปกรรมสมัยใหม่ เช่น ที่วัดร่องขุ่น วัดเขียน (อ่างทอง) ก็คือความเป็นจีนและอื่นๆ ได้ถูกลดลงไปและมีความพยายามที่จะสร้างภาพในเชิงอุดมคติ หรืออาจเรียกว่าความเป็นไทยบริสุทธิ์ขึ้นมา จะว่าน่ายินดีหรือน่าเสียดายก็แล้วแต่มุมมอง… February 03 โลกอาหรับเรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
เนื่องจากอาจารย์ทรงยศกำลังแปลและเป็นบรรณาธิการแปลหนังสือชื่อ “History of the Arabs” เว็บ*หมายเหตุสังคมจึงขอสัมภาษณ์อาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้
หนังสือ History of the Arabs พูดถึงเรื่องอะไรบ้าง
หนังสือเล่มนี้ยังเจาะลึกรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ นอกเหนือไปจากเรื่องของศาสนาด้วย อย่างเช่น ความเจริญเฟื่องฟูด้านศิลปวิทยาการ มีการพูดถึงดาราศาสตร์ที่มีการบันทึกสืบต่อกันมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นตำราดาราศาสตร์ขึ้นมา เรื่องเลขอารบิคที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากคือการพบเลข 0 ซึ่งทำให้เกิดการผสมตัวเลขได้อีกมากมายมหาศาล (น่าสนใจว่าคนอาหรับเรียกเลขชนิดนี้ว่าฮินดี ซึ่งอาจจะแสดงว่าเลขชุดนี้จริงๆ แล้วมาจากอินเดียก็ได้) หรือในทางการแพทย์ ได้เล่าถึงการทดลองหาที่ตั้งของโรงพยาบาลในกรุงแบกแดดโดยการนำชิ้นเนื้อไปวางตามจุดต่างๆ ในเมือง และสรุปว่าถ้าพื้นที่ตรงไหนทำให้เนื้อนั้นเน่าช้าที่สุด ก็จะเป็นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการสร้างโรงพยาบาล เป็นต้น
ทำไมถึงอยากจะแปลหนังสือเล่มนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมได้เดินทางในดินแดนแถบตะวันออกกลาง จึงอยากจะหาความรู้เกี่ยวกับคนอาหรับ บังเอิญได้พบหนังสือเล่มนี้ที่ซีเรีย พอหยิบมาอ่าน ก็รู้สึกว่าช่วยให้ผมเข้าใจคนอาหรับมากขึ้น ได้ตระหนักว่าเรายังเข้าใจอาหรับผิดๆ อยู่หลายเรื่อง ที่สำคัญ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจมากในแง่ของประวัติศาสตร์สังคม เราได้เห็นความรุ่งเรืองในอดีต เห็นจุดบกพร่องต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจกันในที่สุด
อีกเหตุผลหนึ่งคือผมสนใจเรื่องราวของมุสลิม ในปัจจุบัน บทบาทของมุสลิมทั่วโลกมีความสำคัญมากขึ้น แต่เรากลับมีความเข้าใจเขาน้อยมาก ทำให้ดูเหมือนเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก เช่น ปัญหาภาคใต้ของเรานั้น ผมคิดว่าสาเหตุที่มันวุ่นวายไม่รู้จบก็เพราะเราไม่เคยรู้จักเขาเลย
จริงอยู่ที่ว่าทุกวันนี้ มุสลิมจำนวนมากไม่ได้เป็นคนอาหรับแล้ว ยกตัวอย่างเช่น คนที่นับถืออิสลามในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ในไทย หรือแม้กระทั่งในบางแคว้นของจีนหรือในทวีปอัฟริกาเหนือ แต่ผมเชื่อว่าถ้าอยากจะเข้าใจศาสนาอิสลาม เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจลักษณะพื้นฐานของโลกอาหรับก่อน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้กัน
ขอเหตุผลแรกก่อนแล้วกันนะคะ อาจารย์เห็นว่าเรายังเข้าใจอาหรับผิดๆ ในเรื่องอะไรบ้างคะ เรื่องแรกเลยก็คือเรามักจะเหมารวมว่าอาหรับคือมุสลิมและมุสลิมคืออาหรับทั้งที่มีคนอาหรับที่นับถือศาสนาอื่นๆ อีกเยอะแยะ นอกจากนั้น เวลาเราพูดคำว่าอาหรับ เรามักจะมีภาพว่าคือคนที่มาจากตะวันออกกลาง จะเห็นได้ว่าเราใช้คำว่าอาหรับ มุสลิมและตะวันออกกลางแทนที่กันไปมาราวกับว่ามันคือสิ่งเดียวกัน แถมเวลาที่นึกถึงตะวันออกกลาง คนไทยยังมักจะเหมารวมกลุ่มประเทศในเอเชียกลางอย่างอุซเบกิสสถานเข้าไปด้วย
ยังมีคำอีกคำหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าและดูเหมือนจะมีความหมายบางส่วนทับซ้อนกันอยู่ นั่นคือคำว่า “แขก” ในภาษาไทย “แขก” มีความหมายตั้งแต่การเป็นผู้มาเยือนซึ่งเป็นใครก็ได้ ไปจนถึงคนพวกหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของไทย แขกอาจจะหมายถึงแขกอินเดีย อาจจะหมายถึงแขกเปอร์เซีย (ที่เรามักเรียกว่า “แขกขาว”) ต่อมา คำว่า “แขก” ก็ใช้เรียกคนอาหรับอื่นๆ ในตะวันออกกลางนอกเหนือจากเปอร์เซีย และเมื่อคำว่าอาหรับกับมุสลิมแทบจะมีความหมายเดียวกันสำหรับคนไทย คำว่า “แขก” จึงถูกขยายไปใช้เรียกใครก็ตามที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น แขกมาเลย์ แขกอินโดฯ หรือแม้แต่คนกรุงเทพฯ ที่เป็นมุสลิม ทั้งที่ในแง่ของชาติพันธุ์แล้ว กลุ่มคนเหล่านี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ศาสนาอิสลามเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวอาหรับ แต่เพิ่งถือกำเนิดในศตวรรษที่ 7 นี้เอง อาหรับจึงเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า เก่าแก่กว่ามุสลิม กลุ่มชาติพันธุ์อาหรับเป็นกลุ่มชนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเราเรียกว่าซาอุดิอาระเบียมาช้านาน แต่ในสมัยก่อน ไม่มีคำว่าซาอุดิ มีแต่คำว่าอาระเบีย ซึ่งแปลตรงๆ ว่าดินแดนของคนอาหรับ
ความเข้าใจผิดอีกอย่างที่อยากพูดถึงคือเรื่องผู้หญิงในโลกอาหรับที่คนนอกมักจะมองว่ามีสถานภาพที่ไม่เท่าเทียมกับเพศชายในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้ถึงสี่คน ผมคิดว่าบทบัญญัติเพียงแต่เปิดช่องเอาไว้ว่าหากมีเหตุอันจำเป็น (เช่น ภรรยาไม่สามารถให้ความสุขได้ ไม่สามารถมีลูกสืบสกุลได้ หรือถ้าจำเป็นต้องช่วยเลี้ยงดูหญิงที่สามีตายในที่รบ) ก็สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องสามารถเลี้ยงดูภรรยาทุกคนได้เสมอหน้ากันและต้องได้รับฉันทานุมัติจากภรรยาคนแรก เป็นต้น แต่เรามักไปย่นย่อประเด็นดังกล่าวลงเหลือแค่ชายมุสลิมมีเมียได้สี่คนเท่านั้น
นอกจากนั้น คนนอกมักมองว่าผู้หญิงมุสลิมเป็นพลเมืองชั้นสองที่ต้องเก็บตัวและปิดหน้าอยู่เสมอ แต่ถ้ามองจากมุมของคนอาหรับซึ่งมีการปล้นสะดมอยู่ตลอด โอกาสที่ผู้หญิงจะถูกทำร้ายมีสูงมาก ผู้หญิงจึงเปิดเผยตนเองแต่เฉพาะกับคนในครอบครัว บางบ้านถึงกับมีที่เคาะประตูต่างกันสองอันเพื่อให้คนในบ้านรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นหญิงหรือชาย ถ้าเป็นชาย พวกผู้หญิงก็จะหลบไป เท่ากับเป็นการลดโอกาสที่จะเกิดอันตรายกับผู้หญิงไปในตัว
ความจริงแล้ว เวลาผู้หญิงอยู่ในหมู่ของตัวเอง ก็จะเปิดหน้าพูดคุยกันและมีชีวิตที่สนุกสนานเฮฮาไม่ต่างจากผู้หญิงอื่นๆ มีข้อสังเกตทางมานุษยวิทยาว่าในสังคมซึ่งผู้หญิงมีชุมชนของเขาเอง เช่น ในฮาเร็ม ผู้หญิงจะเป็นผู้มีอำนาจจนอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ควบคุมกิจการของราชสำนักตัวจริง ซึ่งความคิดดังกล่าวถูกประยุกต์มาสู่ครอบครัวมุสลิมด้วย บ่อยครั้งที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายกุมอำนาจภายในครอบครัวในขณะที่อำนาจของผู้ชายคือการได้ออกจากบ้านไปนั่งคุยกัน แต่คนที่มีอำนาจแท้จริงกลับอยู่ในบ้าน
คราวนี้มาถึงเหตุผลข้อหลังบ้าง ทำไมอาจารย์จึงคิดว่าการจะเข้าใจศาสนาอิสลามได้ จำเป็นต้องเข้าใจโลกอาหรับก่อน เพราะศาสนาอิสลามถือกำเนิดในดินแดนอาระเบีย โดยเกิดขึ้นในกลุ่มชาติพันธุ์อาหรับก่อนแล้วจึงกระจายไปยังกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ศาสดาของอิสลามก็เป็นคนอาหรับ ดังนั้น วิถีชีวิตและวิธีคิดของคนอาหรับย่อมจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดแนวทางต่างๆ ของชาวมุสลิมไม่มากก็น้อย
อาจารย์ช่วยเล่าประวัติของศาสดาศาสนาอิสลามหน่อยได้ไหมคะ จากบันทึกที่เล่าประวัติของท่านมุฮัมมัด เรามักจะเห็นภาพท่านนั่งอยู่ในบ้านที่เป็นบ้านดินและปักชุนผ้าอยู่ตรงประตูบ้าน ใครไป ก็เจอท่านได้ ทำให้เราเห็นภาพบุคคลคนหนึ่งซึ่งอายุมากแล้ว มีวัตรปฏิบัติที่งดงาม เรียบง่าย
ตามที่มีจารึกไว้ ท่านเกิดในตระกูลพ่อค้า กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กและได้รับการเลี้ยงดูโดยอา ท่านเดินทางติดตามอาทำการค้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้พบและแต่งงานกับหญิงม่ายที่มีอายุมากกว่าและมีฐานะร่ำรวย ท่านจึงมีเวลาได้ไปจำศีลภาวนาในสถานที่สงบๆ อย่างที่ท่านชอบ ต่อมา เมื่อภรรยาคนแรกเสียชีวิตไป ท่านก็มีภรรยาและลูกอีกหลายคน
มีบันทึกว่าท่านชอบเข้าไปนั่งในถ้ำเล็กๆ เพื่อครุ่นคิดใคร่ครวญปัญหาต่างๆ วันหนึ่ง ท่านเกิดนิมิตว่าเทวทูตมากระซิบบอกว่าท่านจะเป็นคนที่เผยแพร่พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ตามจารึกยังบอกอีกว่าท่านเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษา พูดจาก็ไม่คล่องแคล่ว แต่เทวทูตก็ยังย้ำหลายครั้ง เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการประจักษ์ของพระมุฮัมมัด หลังจากนั้น ก็เกิดนิมิตที่สำคัญอีกครั้งคือท่านถูกพาตัวไปยังเมืองเยรูซาเล็ม จากที่นั่น ท่านได้ขึ้นไปสวรรค์ชั้นที่ 7 เพื่ออัญเชิญพระคัมภีร์อัลกุรอานจากสรวงสวรรค์ลงมาสู่โลก พระคัมภีร์นี้พระเจ้าทรงเขียนเป็นภาษาอาหรับโบราณซึ่งนักภาษาศาสตร์บอกว่าเป็นภาษาที่มีโครงสร้างงดงามสลับซับซ้อน ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อกันว่าพระคัมภีร์ต้องเขียนด้วยภาษาอาหรับเท่านั้นเพราะหากแปลเป็นภาษาอื่น ความหมายดั้งเดิมก็อาจจะผิดเพี้ยนไปได้
หลังจากนั้น ท่านก็ถือว่ากิจกรรมสำคัญที่ต้องทำคือเผยแพร่คำพูดของพระเจ้าให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย คนในเมืองเมกกะที่ท่านอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ไม่เห็นพ้องกับท่าน จึงเรียกท่านว่า “มุสลิม” ซึ่งหมายถึงคนที่ทรยศหรือคนที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดิม ท่านจึงเดินทางไปยังเมืองมะดีนะห์ ที่นั่นมีการตอบรับศาสนาของท่านดีทีเดียว เราจึงถือว่าศาสนาอิสลามเริ่มขึ้นที่เมืองมะดีนะห์ เมื่อมีคนสนับสนุนมากขึ้น ท่านจึงเดินทางกลับมาและมีชัยชนะเหนือเมืองเมกกะในท้ายที่สุด น่าสังเกตว่าศาสนาอิสลามนั้นนอกเหนือจากการเป็นศาสนาแล้ว ยังถือเป็นชุมชนที่มีลักษณะทางการเมืองด้วย คือเป็นรัฐอิสลาม
หลังจากประกาศศาสนาได้ 2-3 ปี ท่านก็มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและสิ้นชีวิตที่เมืองมะดีนะห์
ช่วยขยายความที่อาจารย์กล่าวว่าถ้าอยากจะเข้าใจศาสนาอิสลาม เราควรจะต้องรู้จักพื้นฐานของโลกอาหรับด้วยค่ะ
อาระเบียไม่มีต้นไม้ใหญ่ สิ่งที่จะช่วยให้ยังชีพได้คือพืช ต้นไม้เล็กๆ หรือหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณที่ยังคงความชื้นไว้ได้ เมื่อหญ้าบริเวณนั้นหมด ก็ต้องย้ายไปยังแหล่งอื่นต่อไป มันจึงเกิดเป็นการหมุนเวียนว่าในแต่ละช่วงฤดู พวกเขาควรจะอยู่ที่ไหน (วิถีชีวิตลักษณะนี้ทำให้ผมนึกถึงไร่หมุนเวียนของพวกชาวเขาของเรา) เมื่อผู้คนทั้งหมดจำเป็นต้องเดินทางไปในบริเวณที่มีอาหาร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรซึ่งมีอยู่จำกัดมากๆ ชนเผ่าอาหรับจึงมีการปล้นสะดมกันอยู่เนืองๆ จนมีคำพูดตลกๆ ที่บอกว่า ถ้าไม่ปล้นชนเผ่าอื่น ก็อาจจะต้องปล้นพี่น้องที่อยู่ข้างๆ แทน
อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่เกิดการปล้นสะดมกันเองอยู่ตลอดเวลานั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างค่านิยมอะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติหรือ code of conduct อาจจะเป็นข้อยกเว้นหรือกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างที่ช่วยตัดสินใจว่าจะปล้นสะดมใครเมื่อไร พวกเขาจำเป็นต้องเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อความอยู่รอด นี่อาจจะเป็นเหตุให้คนภายนอกเห็นว่าพวกอาหรับและมุสลิมมีกฎเกณฑ์ มีข้อห้ามต่างๆ มากมายและดูเคร่งครัดเหลือเกิน
เบดูอินเป็นพวกที่เชื่อมั่นในเกียรติและในการรักษาคำพูด เพราะมิฉะนั้น ก็จะไม่สามารถเรียกความนับถือยำเกรงและความไว้วางใจจากผู้อื่นได้ การที่จะให้ทรยศต่อเกียรติภูมิและคำพูดของตนเองจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเด็กที่ขายของคิดเงินเกิน ระหว่างที่เถียงกันอยู่นั้น ไก๊ด์ซึ่งเป็นคนมุสลิมเดินมาถามผมว่าแน่ใจใช่ไหมว่าเด็กคนนี้โกงเพราะถ้าเขาโกงจริง เขาจะต้องถูกทำโทษอย่างรุนแรงเพราะถือเป็นการไม่มีสัจจะ อย่างนี้เป็นต้น
นอกจากนั้น พวกเบดูอินยังมีความผูกพันและยึดมั่นในชนเผ่าของตนและเคร่งครัดมากว่าเมื่อแขกมาถึงเรือนชานแล้ว เขาต้องดูแลดีมากกว่าคนที่อยู่ในบ้านด้วยซ้ำไป นี่เป็นอีกวัตรปฏิบัติที่ได้กลายเป็นหลักการที่ยึดถือกันทั่วไปในสังคมมุสลิม ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ใด เชื้อชาติไหน สัญชาติใดก็ตาม แต่หากคุณเป็นมุสลิมด้วยกันแล้ว เราก็เป็นพี่น้องกัน ผมคิดว่าหลายศาสนาก็มีแนวความคิดเช่นเดียวกัน เช่น ศาสนาคริสต์ก็มีหลักคำสอนเรื่อง brotherhood แต่ศาสนาอื่นๆ ไม่สามารถรักษาความเชื่อทำนองนี้ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
อยากให้อาจารย์ปิดท้ายนิดนึงว่าอาจารย์ทึ่งเรื่องอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับโลกอาหรับและศาสนาอิสลาม คงจะเป็นเรื่องของการเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่เรียกกันว่า “ฮัชญ์” ลองนึกภาพว่าผู้คนมากมายเดินทางมาจากทุกสารทิศ บางคนมาจากชนบทที่ห่างไกลในเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา มีคนที่เดินทางมาจากโมรอกโค มาจากอินโดนีเซีย มาจากภาคใต้ของไทย คนเหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย มีประวัติศาสตร์ มีเชื้อชาติและภาษาถิ่นที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าร่วมพิธี “ฮัชญ์” คนเหล่านี้ก็จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กันเหมือนเป็นคนคุ้นเคย ศาสนาอิสลามจึงต้องมีกลไกที่สามารถร้อยสิ่งที่หลากหลายเข้าเป็นหนึ่งเดียวได้ อย่างเช่นภาษา ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะพูดภาษาอะไรในชีวิตประจำวันก็ตามที แต่เมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาแล้ว ก็ต้องเรียนรู้และใช้ภาษาอาหรับเท่านั้น สำเนียงพูดอาจต่างกันได้แต่ตัวเขียนจะเหมือนกันหมด ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่มหัศจรรย์มากที่ความหลากหลายถูกร้อยเป็นแกนเดียวกัน อยู่บนโครงครอบใหญ่มากๆ คือศาสนาอิสลาม January 08 FORUM FOR THOUGHT-PROVOKING FILMSBy: PLOENPOTE ATTHAKOR and YINGYONG UN-ANONGRAK
Bangkok Post : Outlook : 7/1/09 Every Thursday this month a group of cinema buffs brace bustling Bangkok traffic to arrive at Thammasat University, Tha Phra Chan campus at 5pm. Their destination is Pridi Banomyong Library's activity room where they are to take part in a free weekly film programme "Movie Talk".
For over 10 years the programme - a screening of so-called non-mainstream films and a brief discussion hosted by Songyote Waeohongsa of Silpakorn University - is part and parcel of this library since its opening. Open to the public, the programme is held parallel with the school schedule: From June to September and November to February. Named after the late Rewat Buddhinan, the legendary musician and big boss of Grammy, the small underground room contains 80 seats in five rows. The films, primarily of non-Hollywood type, are from Songyote's private collection. Located in the basement of the library the activity room was an initiative of Nualchawee Suthamwong, who was then head of the Thammasat Library Bureau. She wanted to renovate the existing audio-visual room in the old central library.
"We had hoped to open the Pridi Banomyong Library in June of 1997 to replace the worn-out central library. However, the audio visual equipment from the old library was in such poor condition that it needed a major revamp. But there was no budget allocated for this," she said, referring to her efforts to upgrade the audio-visual room into an activity room.
Nualchawee approached the Rewat Buddhinan Foundation after learning that they had money reserved for charity purposes. Both Rewat and his wife are alumni of Thammasat University.
The foundation gave a positive response to her project, agreeing to provide the necessary equipment since the library did not accept cash. It also gave some keepsake in memory of Rewat - such as posters and photos when he was a member of the now-defunct pop band, the Impossibles - including his note sheets, a guitar and other personal effects.
Yet the film screening programme was quite a stir at the time, she recalls.
"Some people still wanted to manage the library in a conventional way. That meant that there should be no other items except books in the library. But in my opinion, the place would be dull without other activities. Films with discussion and musical programmes should fit that emptiness," she said, adding her project attracted criticism from some university officials who regarded it as a "waste of money".
But film watching, she argues, can be a kind of learning activity. "To begin with ... an individual can improve their language skills [by watching films in English or those with English correct sub-titles]," she said. And on top of that, films, if well selected, can help broaden the audience's perspective.
Nualchawee says she invited Songyote Waeohongsa, a lecturer at Silpakorn University's Arts Faculty, to join the programme when it first launched. From Songyote's many connections, DK Film House also joined the programme and hosted a separate film screening on Sundays in the afternoon.
"With long experience in film talk Songyote was the most suited choice for the job, which is of voluntary nature," she said, referring to the lecturer's similar programme at Silpakorn University's library at Thab Kaew campus and takes place on Mondays.
Songyote says the cinema at Silpakorn University, which began in the 1980s, was named Rongnang Rangkhai or A Nestling Film Theatre.
"It was given such a name because we placed paper egg-containers on the walls to minimise the sound echo. More importantly, the university film theatre serves more like a nestling place where viewers are groomed," he added.
Such "grooming" may lead to a new group of quality viewers, he says. "Some may become film critics or writers, others may remain film enthusiasts."
Initially, his movie talk at Pridi Banomyong Library began with a short introduction before screening, which is wrapped up with a discussion with the lecturer as a host, handling questions and observations from the viewers.
He cherishes the post-screening view exchanges among the viewers, saying "some people may see and hear what others may have missed from the films and share them during the discussion".
He says he tends to choose films that he has not seen before.
"I'd rather follow the films together with my viewers. That gives a fresh experience."
He is strict to the idea of alternative films, saying the programme, at Thammasat and Silpakorn should not be redundant with commercial cinemas and film rental shops. Songyote says he has turned down a call for a compromise at his Rongnang Rangkhai - that the programme accommodates mainstream films - to make it more attractive to general viewers, particularly young students.
He maintained that the university cinemas should provide film alternatives and diversity.
The only compromise he did make was that his films, unlike the Sunday programme - which seeks to primarily satisfy hardcore viewers - are not too abstract or it would be difficult to follow.
At times, the films coincide with world or national events, he says. For instance, war films are occasionally screened in the programme. But instead of promoting heroism, Songyote says his movie picks are those that represent small soldiers as human beings. These, for instance, include Burmese Harp and Fires on the Plain (both Japanese productions).
Drawing from the films the viewers are able to understand human weakness better, he says.
"More interestingly, by watching such films like Batman, we have found that people tend to put all their hopes in 'super-human' beings. The Magnificent Seven, a Hollywood adaptation of Japanese Akira Kurosawa's Seven Samurai, reflects the dire need of outside help for poor people."
The current programme comprises award-winning works from Europe, Latin America and the Middle East. There are smaller Hollywood collections, too. Most of the works are chosen simply because of the director, the lead actors or the awards it has won, he shares.
Songyote says the number of viewers is small - somewhere between 10 to 30 people - at each showing, and students remain a minority at both universities. "But that is not the problem," he maintained.
According to Songyote, the programme's regulars are people from various professionals from bookshop owners, painters and artists to university graduates and office employees.
Sukanya Makutonrudee, a senior official at Pridi Banomyong Library, says the film talk serves a public service.
"The university is lucky to have Ajarn Songyote. He is highly knowledgeable at this voluntary job. And without him, the library would have never emerged."
Saranpat Piriyaprasit, a viewer who recently graduated from Silpakorn University's Arts Faculty, says she is a member at Songyote's Rongnang Rangkhai. Now that she's finished her studies, Saranpat regularly drops by the Thammasat programme in her free time.
When asked what attracted her to the programme, she replied, with a giggle: "It's free. And it's a good programme. The films are rare and thought-provoking. You can't find that at commercial movie cinemas."
At the end of each programme show Songyote affirms that he has kept his hopes up over the years.
"It is my hope that this programme will have some effect on audiences."
December 12 ช่างมันฉันไม่แคร์ช่างมันฉันไม่แคร์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมพูดถึงหนังไทยแบบเก่าในฐานะของการเป็นตัวอย่างที่ชาวบ้านเขาอ่านข่าวอาชญากรรมผ่านจอภาพยนตร์ สำหรับอาทิตย์นี้ ผมอยากจะพูดถึงหนังไทยอีกประเภทหนึ่ง ที่ต้องการจะสื่อถึงเรื่องราวชีวิตของคนในเมืองใหญ่ ในรูปลักษณ์และรสนิยมอันเป็นแบบแผนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่เรียกว่าชนชั้นกลางแบบเราๆ นี่แหละครับ ช่างมันฉันไม่แคร์ เริ่มขึ้นมาด้วยเสียงแซกโซโฟนที่แหบโหยในทำนองของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ ซึ่งหงา (สุรชัย จันทิมาทร) เอามาเรียบเรียงเสียงใหม่ โดยมี ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุลเป็นผู้ใส่คำร้อง เนื้อเพลงยังคงพูดถึงความใฝ่ฝันของคนที่อยากจะก้าวข้ามไปให้ถึงที่ที่มีแต่ความสุขอันอยู่สุดปลายของสายรุ้งตามเนื้อหาเดิมของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียงดนตรีบางท่อนที่เป็นเสียงเดี่ยวๆ ของแซ็กโซโฟนให้ความรู้สึกหวานระคนเศร้า โดดเดี่ยวและเหงาๆ สำหรับใครก็ตามที่เคยมีความรู้สึกเหงาใจยามเดินสวนกับฝูงคนบนถนนสายจอแจ คงจะรับรู้ความรู้สึกจากดนตรีท่อนนี้ได้ดี ตัวละครสองตัวถูกปล่อยออกมาบนเส้นทางชีวิตซึ่งอยู่กันคนละมุมของสังคมกรุงเทพฯ เบิร์ด (ลิขิต เอกมงคล) เป็นจิ๊กกะโล่หนุ่มผู้มีรูปร่างดี มีอาชีพขายตัวอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง พิม (สินจัย หงษ์ไทย) เป็นสาวปราดเปรียว และมือทองของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เส้นชีวิตของคนทั้งสองเดินทางมาบรรจบพบกันโดยบังเอิญ เพราะพิมกำลังต้องการนายแบบโฆษณากางเกงชั้นในสุภาพบุรุษและเบิร์ดก็ต้องการเงิน หลายคนอาจประหลาดใจที่ผู้สร้างกำหนดให้โฆษณาชิ้นแรกที่พระเอกหนุ่มของเราได้รับเป็นโฆษณากางเกงชั้นใน ผมเองตอนแรกก็รู้สึกเช่นนั้น แต่พอมานึกๆ อีกที ก็รู้สึกเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราโฆษณาชนิดนี้ต้องการความเป็นหนุ่มซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราที่มีอาชีพขายความเป็นหนุ่ม โฆษณาชนิดนี้ไม่ต้องการคนที่มีสติปัญญามากนัก ซึ่งก็เหมาะกับพระเอกของเราอีก และที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นการปูความรู้สึกให้คนดูได้รับรู้ถึงความโง่เง่าไร้สาระของวงการโฆษณาอันจะส่งลูกต่อไปยังความคิดสำคัญของตัวนางเอกในตอนท้าย เหตุผลในการขายตัวของเบิร์ดไม่ต่างจากคนอาชีพเดียวกันที่ต่างเพศเท่าไหร่นัก กล่าวคือต้องส่งเสียให้กับพ่อแม่และน้อง การที่เขาได้เป็นนายแบบโฆษณาทำให้เขาได้เป็นดารายอดนิยมในอาชีพประจำของเขาด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่สำคัญเท่ากับความใกล้ชิดกับพิมที่มีมากขึ้นจนกระทั่งเขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชีวิตขาดไป นั่นก็คือความรักและความอบอุ่น ส่วนพิมนั้นความจริงเธอมีความสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้วกับคมสัน (สหัสชัย ชุมรุม) นักธุรกิจหนุ่มซึ่งมีอนาคตอันรุ่งเรือง แต่ยิ่งนานวันสัมพันธภาพของทั้งสองคนก็ยิ่งห่างกันออกไปทุกที เพราะคมสันคนเดิมที่พิมเคยรักได้ตายไปจากความรู้สึกของพิมนานแล้ว และเมื่อค่ำคืนที่คมสันพยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำพิมแต่เบิร์ดเข้ามาช่วยทัน ก็ยิ่งทำให้พิมและคมสันแยกทางกันเดินโดยถาวร มาถึงตรงนี้ พิมผู้ซึ่งเมามายก็เปิดเผยความเป็นมาของตัวเองต่อคนดูโดยผ่านการเล่าให้เบิร์ดฟัง เธอเคยเป็นแอ็คติวิสต์สมัยเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ พิมได้เห็นการฆาตกรรมทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างใกล้ชิด และเกือบจะต้องตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรมครั้งนั้นด้วย หากคมสันเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน ทั้งสองหนีกันไปที่เกาะเสม็ดและมีรักต่อกันที่นั่น ต่อเมื่อบ้านเมืองดี ทั้งคู่จึงกลับมาสู่เมืองและมีอาชีพแตกต่างกันไป คมสันเจริญรอยตามพ่อซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ส่วนพิมทำงานทางโฆษณาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในส่วนลึกแล้วเธอก็มีความเห็นว่ามันคือ “กระหรี่ทางปัญญา” เท่านั้น เบิร์ดพาพิมไปที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติเพื่อฟื้นจิตใจที่บอบช้ำ ความงามของกระจกสีประดับช่องหน้าต่าง ลวดลายประดับฝาแบบเวเนเทียนเรอแนสซองส์และสถาปัตยกรรมแบบกอธิกของวัดนิเวศน์ฯ ช่วยให้พิมผ่อนคลายขึ้นจากบทผู้ร้ายของคมสันเมื่อคืนก่อน ยิ่งทัศนียภาพของทุ่งนาอันกว้างขวางยิ่งทำให้พิมสุขใจขึ้น เธอพูดกับเบิร์ดว่า “หากไม่มีทุ่งนา เราก็คงไม่เป็นตัวตนกันได้หรอก” เบิร์ดดีใจที่พิมมองเห็นความสำคัญของท้องนาซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตเดิมของตน เขาขอให้พิมเรียกชื่อจริงๆ เขาว่า สมหวัง พิมคิดจะเลิกจากอาชีพโฆษณาในขณะที่สมหวังต้องการจะเลิกจากอาชีพขายตัวเพื่ออยู่กินกับพิม แต่ก็ช้าไปกว่ามืออำมหิตของคมสันผู้ผูกใจเจ็บจะเอื้อมมาถึง คมสันได้ออกอุบายให้พิมได้รู้ความจริงส่วนตัวของสมหวัง จนสมหวังวิ่งเตลิดหนีไป แต่พิมผู้ซึ่งประกาศล้างมือจากวงการ “กะหรี่ทางปัญญา” ก็ไม่แคร์กับอดีตของสมหวัง เธอได้เดินเคียงคู่ไปกับสมหวังท่ามกลางสายฝนและลมแรงแห่งชีวิตที่โหมกระหน่ำอย่างหนัก ว่ากันตามจริงแล้ว โครงเรื่องหลักของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนวนิยายโรแมนติกในช่วงหลังของทศวรรษที่ 2490 และต้นทศวรรษ 2500 เท่าไรนัก ตัวเอกซึ่งเป็นคนที่มีอุดมคติผู้เบื่อหน่ายต่อชีวิตเมืองหลวงและได้กลับคืนไปสู่ชีวิตที่เรียบง่ายในชนบท สิ่งที่แตกต่างออกไปคือการกำหนดรายละเอียดของตัวละครและของเหตุการณ์ซึ่งทำได้อย่างแนบเนียนตามสถานการณ์ของสังคมที่แปรเปลี่ยนไป บุคลิกของพิมถูกสร้างให้เป็นผู้หญิงที่แคล่วคล่องประเปรียวอย่างคนที่ต้องทำงานกับกลุ่มคนที่หวือหวาในสังคม เป็นผู้หญิงที่ทันสมัยโดยเฉพาะชีวิตทางเพศของเธอ เธอดื่มเบียร์และเหล้าตลอดจนสูบบุหรี่จัด เหมือนกับต้องการจะปลดปล่อยความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจ (เธอสูบบุหรี่ลักกี้สไตรค์ซึ่งพวกที่สูบบุหรี่ย่อมจะรู้ดีว่ามันเป็นบุหรี่ของพวกคอแข็งจริงๆ และบุหรี่ยี่ห้อนี้ก็เหมาะที่สุดกับไฟแช็คชนิดเก่าซึ่งเป็นโลหะหนาๆ รายละเอียดเช่นนี้ช่วยเสริมบุคลิกของผู้หญิงที่เข้มแข็งได้ดีทีเดียว) ส่วนบุคลิกของสมหวังหรือเบิร์ดนั้น ก็ดูเด๋อด๋าและคิดอะไรอย่างตรงไปตรงมาเหมาะสมกับคนชนบทที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงนัก หนังให้รายละเอียดมากพที่เราจะเห็นสภาพชีวิตและจิตใจของสมหวังนับตั้งแต่เดินทางมาจากชนบทจนมาจมปลักอยู่กับวงการขายตัวภายในบาร์เรนโบว์ คนที่มีภาพพจน์บางที่สุดเห็นจะเป็นคมสัน เราไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอของเขาชัดเจนนัก นอกจากเป็นนักศึกษาศิลปากร เป็นลูกเศรษฐี ได้ช่วยเหลือพิมในยามวิกฤติและต่อมาได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้กรุยกราย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงคำบรรยายจากปากของพิมมากกว่าที่คนดูจะเห็นจริงและรู้สึกตามนั้น การเปรียบเทียบระหว่างอาชีพของนักโฆษณากับชายขายรักว่าเป็นโสเภณีเหมือนกันนั้นดูคมคายดี สมหวังเป็นเพียงลูกหลานของชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งพลัดหลงเข้ามาในเมืองด้วยความใจแตกและด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชายขายรักอย่างเขานั้นเป็นได้อย่างมากก็ขายฝันหวานชั่วครั้งชั่วคราวให้แก่ลูกค้า ส่วนพิมนั้นถึงแม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอาชีพโฆษณาแต่เธอก็ซื่อสัตย์กับตัวเองพอที่จะมองเห็นว่าความสำเร็จนั้นเป็นความสำเร็จของ “กระหรี่ทางปัญญา” เพราะการโฆษณาเปรียบเสมือนการขายฝันหลอกลวงชาวบ้านนั่นเอง ตรงนี้ผู้แต่งเรื่องเสนอประเด็นได้น่าสนใจดี เพราะถ้าจะว่าไปแล้วศูนย์กลางวิถีชีวิตแบบผู้บริโภคอันเป็นลักษณะเด่นของสังคมเมือง ก็มีกลไกของการโฆษณานี่เองที่เป็นตัวผลักดันให้เฟืองทุกตัวหมุนไปได้ การกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ทำได้สวยงามมากในหลายตอน อย่างเช่นภาพของพิมคุยกับสมหวังใต้สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวลงไปในทะเลสีเขียวครามใสแจ๋ว และกว้างเวิ้งว้างสุดตานั้นสวยงามมาก ภาพอีโรติกขาวดำตอนที่พิมรักแรกกับคมสันที่เนินทุ่งหญ้า ทำให้ผมนึกถึงทุ่งหญ้างามในหนังญี่ปุ่นเรื่อง โอนิบาบะ ของคาเนโตะ ชินโต (1964) และฉากอีโรติกที่งามตาและยวนใจในเรื่องวูแมน อิน เดอะ แซนด์ ของ ฮิโรชิ เตชิกาวาระ (1964) ภาพตอนที่พิมพาสมหวังไปนั่งกินข้าวที่ร้านมิ่งหลีแล้วเจอหงากับพรรคพวก ก็สวยงามประทับใจดี ร้านมิ่งหลีอันลือชื่อซึ่งติดอยู่กับมหาวิทยาลัยศิลปากรได้กลายสภาพจากปราสาทผีดิบ (คำนี้ผมจำเอามาจากเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเขียนเรื่องประทับใจมาลงในนิตยสาร ลลนา เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เธอมีความประทับใจที่น่ากลัวทีเดียวเกี่ยวกับร้านนี้) กลายมาเป็นตึกแถวฝรั่งรุ่นแรกของไทยซึ่งได้รับอิทธิพลวิคตอเรียในเซคชั่นอันงามสง่าในอดีต เป็นต้น ในแง่การแสดงแล้วสินจัยเล่นได้ดีจนติดเพดานบินไปเสียแล้ว เธอหวีผมที่ลงเจลจนเรียบแล้วรวบไปเป็นเปียใหญ่ด้านหลัง ทำให้รูปหน้าของเธอดูเก๋และทันสมัยดี เครื่องแต่งตัวเรียบแต่มีรสนิยม ก็ดูปราดเปรียวเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ทำงานในธุรกิจโฆษณาดี ซึ่งหากเธอแต่งตัวกรุยกรายแบบที่ผู้หญิงไทยมักจะนิยมเพื่อให้ดูเป็นแหม่มหมวยแบบฮ่องกงหรือไม่ก็ไต้หวัน คงจะดูไม่เหมาะสมกับบุคลิกเธอเป็นแน่ ลิขิตนั้นยังแสดงได้ไม่เก่งพอทั้งที่ได้รับบทเดิมมากๆ คงจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะแสดงได้เป็นธรรมชาติจริงๆ แต่นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของดาราดวงใหม่ที่จะจรัสแสงที่ขอบฟ้าของโลกการแสดง ส่วนสหัสชัยนั้น ผมคิดว่าเล่นแข็งๆ เหมาะกับละครเวทีมากกว่าเล่นหนัง ผมต้องขอสารภาพว่ารสนิยมของผมไม่สอดคล้องกับบุคลิกของสหัสชัยในเรื่องนี้เลย ผมคิดว่าการแต่งตัวด้วยชุดราตรีโบไทดำนั้น ดูไม่เข้าท่าเลย ยิ่งการไว้หนวดเรียวหวีผมเสยลงน้ำมันเรียบแปล้นั้น ชวนให้ผมนึกถึง “ติงลี่” ไม่น่าที่จะไม่เป็นตัวของตัวเองโดยใช่เหตุและไร้รสนิยมขนาดนั้น เพลงประกอบหนังก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่ง เพลงหลักของเรื่องที่พูดถึงความใฝ่ฝันในชีวิตอันงดงามนั้น (ต้องขออภัยจริงๆ ครับที่จำชื่อไม่ได้จริงๆ เพราะมัวแต่ไปนึกถึงเนื้อร้องของเพลงโอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ เสียเพลิน) สุรชัยร้องได้ดีมาก แม้ท่อนที่เป็นดนตรี (โดยเฉพาะแซ็กโซโฟน) ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกดีและสอดแทรกในระหว่างเรื่องได้อย่างมีจังหวะจะโคน ส่วนเพลง ดอกไม้ให้คุณ ซึ่งสุรชัยร้องในเรื่องนี้เหมือนจะทวงความเป็นเจ้าของจากดนุพลก็ฟังดูดีเช่นเดียวกับเพลง ช่างมันฉันไม่แคร์ ตอนจบของเรื่อง พูดโดยรวมแล้ว ก็ต้องขอปรบมือให้กับ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่ทำและกำกับหนังที่ดีมีคุณภาพออกมาให้ได้ดูกัน ในยามที่หนังไทยซบเซาอยู่ขณะนี้ ช่างมันฉันไม่แคร์คงจะเป็นหนังขายดีในหมู่ผู้มีรสนิยมแบบชนชั้นกลางซึ่งปากกัดตีนถีบกันอยู่ในเมืองที่มีถนนจอแจมากมาย และมีคนเดินสวนกันขวักไขว่ แต่ทุกคนรู้สึกแปลกแยกออกจากกัน ถนนที่มีกลิ่นอาหารลอยปะปนอยู่กับกลิ่นเอียนของควันรถและแสงไฟสีส้มสลัวในยามค่ำคืน ที่นี่มีชีวิตคนอยู่มากหลายที่ถูกชะตากรรมอันเกิดจากกลไกการบริโภคพัดพาให้ดำเนินไปเหมือนตกอยู่ภายในวังวน December 06 การเมืองของต้นไม้จากเว็บไซต์ หมายเหตุสังคม เดือนธันวาคม 2551
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ทรงยศ แววหงษ์
บ่อยครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสถานที่ต่างๆ กับนักศึกษาแล้วพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จักหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับต้นไม้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่านักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นปัจจุบันนั้นเติบโตขึ้นมาก็พบเห็นต้นไม้ต่างๆ นานาเหล่านี้แล้ว และทึกทักเอาว่ามันก็คงมีอยู่เช่นนี้ตลอดมา จึงมักไม่สนใจตั้งคำถาม แต่ผมคิดว่าหากเราจำแนกพรรณไม้เป็นรายต้นแล้ว จะพบว่าทุกต้นล้วนมีถิ่นที่มาและความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งความเป็นมาของมันสะท้อนหรือบ่งบอกถึงความเป็นไปทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว เบื้องหลังแนวคิดในการจัดสวน แต่ถ้ามานั่งนึกดู มันไม่น่าประหลาดใจหรือที่พรรณไม้ซึ่งต้องการความหนาวเย็นในการเติบโตมาเบ่งบานประชันโฉมกับพรรณไม้เมืองร้อนที่ต้องการแดดจัด ความคิดของการรวบรวมพืชพรรณต่างถิ่นให้มาอยู่ที่เดียวกันนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ผู้คนจะแห่กันไปดู “ของแปลก” เช่น สมัยที่มีการริเริ่มทำสวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Gardens) ต่างๆ ขึ้นในยุโรป สวนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมกันมากทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและชั้นล่าง ในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเป็นวิธีคิดของคนไทย คือการที่โลกตะวันตกนำต้นไม้หลากหลายชนิดจากต่างสถานที่มารวมกันแล้วบอกว่านี่คือสวรรค์ โดยอ้างไปถึงแนวความคิดเก่าแก่เรื่อง “สวนอีเดน” สวนสวรรค์แห่งแรกของมนุษย์ ที่ซึ่งพระเจ้าได้เนรมิตพืชพรรณต่างๆ ขึ้นมาอยู่รวมกันอย่างหลากหลาย แนวคิดการสร้างสวนของคนมุสลิมก็อ้างไปถึงสิ่งเดียวกันคือ สวนสวรรค์ หรือ paradise ของอาดัมกับอีวา ดังนั้น ความสุขในการสร้างบ้านของคนมุสลิมอย่างหนึ่ง ก็คือการได้เนรมิต “สวน” ชนิดนั้นขึ้นมาในบริเวณบ้านของตนเอง โดยใช้ความรู้ทางเรขาคณิตจัดสวนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม โดยมากจะมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีทางเดิน ทแยงมุมและตัดเป็นเส้นตามลักษณะทางเรขาคณิต โดยที่สวนมักจะปลูกพืชหลายชนิดคละเคล้าปะปนกัน มีทั้งพืชที่ให้ผล พืชที่ให้กลิ่น เป็นต้น แต่ในบ้านเรา ผมคิดว่าการเนรมิตสวนขึ้นมาให้มีทั้งไม้เมืองหนาว เมืองร้อน ไม้แถบทะเลทราย ฯลฯ นั้นล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝีมือมนุษย์มากกว่าจะอ้างไปถึงสวนสวรรค์ อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงพลังอำนาจของผู้เป็นเจ้าของที่สามารถเนรมิตพืชพรรณจากถิ่นต่างๆ ให้มาอยู่รวมกันได้ ความคิดเช่นนี้ความจริงเป็นความคิดที่แอบแฝงอยู่ในการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์มานานแล้ว ผมคิดว่าการสร้างสวนทำนองนี้มี นัยสำคัญอย่างหนึ่งว่าสถานที่ซึ่งสวนตั้งอยู่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด ทุกอย่างจึงสามารถมาขึ้นอยู่ด้วยกันได้ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นหลักฐานในการแผ่อำนาจพลานุภาพของตน เช่น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษสร้างสวนคิว (Kew Gardens) ขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะบอกหรือแสดงว่าตนเองนั้นมีอำนาจทางการเมืองเหนือพื้นที่ต่างๆ ในโลก ดังนั้น จึงสามารถเคลื่อนย้ายพืชเขตร้อนเข้ามาปลูกในลอนดอนซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของอังกฤษได้ สาเหตุที่ผลักดันการเคลื่อนย้ายของพืชพรรณ ลักษณะที่สำคัญร่วมกันของพืชอาณานิคมดังกล่าวคือมันถูกย้ายถิ่นไปพร้อมๆ กับกระบวนการล่าอาณานิคม ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาข้อจำกัดทางพื้นที่ของประเทศกลุ่มยุโรป ด้วยความที่ยุโรปมีขนาดเล็ก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องบุกเบิกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการเพาะปลูกกสิกรรมในประเทศของตนเอง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ การเดินเรือเพื่อบุกเบิกค้นหาพื้นที่ใหม่จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองความจำเป็นและแก้ไขปัญหาดังกล่าว แรงงานก็ได้จากชาวพื้นเมืองหรือทาสที่คนยุโรปเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ใช้แรงงาน ปัญหาต่อไปที่ต้องคิดคือควรจะเพาะปลูกพืชชนิดไหน เลี้ยงสัตว์อะไร เพื่อเลี้ยงดูผู้คนในประเทศตนเองได้อย่างเพียงพอและได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงเห็นปรากฏการณ์การทำกสิกรรมขนาดมหึมา นอกจากนั้น ความเชื่อในเรื่องการแบ่งงานกันทำว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ยังนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากที่ปลูกพืชหลายหลากชนิดเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว วิธีการเพาะปลูกคือใช้พื้นที่เยอะเพื่อให้ได้พืชในปริมาณมากที่สุด เก็บเกี่ยวง่ายแล้วส่งออกเพื่อขาย พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย กาแฟ ชา โกโก้ ในกลุ่มนี้จะขอยกตัวอย่างเรื่องกาแฟ ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่ากาแฟมีพื้นถิ่นมาจากละตินอเมริกาเพราะเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน แต่ความจริง กาแฟนั้นถูกผูกขาดอยู่ในโลกของมุสลิมมานานมาก จนถึงคริสตศตวรรษที่ 17 พวกดัทช์จึงสามารถขโมยกาแฟได้สำเร็จจากเมืองที่ชื่อว่ามอคค่า กาแฟทุกวันนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “มอคค่า” ด้วย ชาวดัทช์ได้นำกาแฟมาทดลองปลูกอยู่หลายแห่ง สถานที่ที่ประสบความสำเร็จคือในอินโดนีเซีย ทั้งสุมาตรา บาหลีและติมอร์ สายพันธุ์กาแฟ ดังกล่าวจะมีกลิ่นของเครื่องเทศอยู่ด้วย ต่อมา พวกอังกฤษ เยอรมันและฝรั่งเศสได้ทดลองนำกาแฟไปปลูกในแถบละตินอเมริกาจนกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างทุกวันนี้ ตามตำนานนั้น พวกฝรั่งเศสนำต้นกาแฟใส่เรือไปและต้องจัดทหารเฝ้ารักษาไม่ให้มีใครมาทำลายต้นกาแฟเหล่านั้นได้ ขนาดเมื่อน้ำหมด ยังต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้รดต้นกาแฟทั้งๆ ที่คนในเรือไม่มีน้ำจะกิน ถ้าเรามองหาพืชเศรษฐกิจของไทยที่เป็นพืชท้องถิ่นแท้ๆ ผมก็จะนึกถึงข้าวซึ่งเป็นพืชที่มีการแลกเปลี่ยนค้าขายในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียงมาช้านาน เช่น ในสมัย ร.3 มีการส่งออกข้าวไปยังอินโดนีเซียด้วย จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมที่ยุโรปพยายามผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำ ไทยถูกวางตัว (โดยประเทศในยุโรป!) ให้ specialize ในการผลิตข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ดังนั้น การผลิตข้าวแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงการผลิตเพื่อกิน จึงได้รับแรงกระตุ้นจากหลายทางให้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อส่งออกในปริมาณที่มากขึ้นๆ จนคลี่คลายไปเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย ทีนี้มาดูเรื่องพืชที่เราคุ้นเคยในครัวกันบ้าง ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าพริกเป็นพืชท้องถิ่นของไทยเพราะใช้ในการปรุงอาหารหลายอย่างมาช้านาน รวมทั้งน้ำพริกซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวไทยด้วย ความจริง พริกเป็นพืชท้องถิ่นแถบละตินอเมริกาที่เดินทางมาพร้อมกับการค้นพบโลกใหม่ ตามบันทึกกล่าวว่าในปี 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางไปถึงละตินอเมริกาและนำพริกใส่เหยือกกลับมาด้วย ตามบันทึกยังบอกอีกด้วยว่ากะลาสีเรือหลายคนตายด้วยโรคลักปิดลักเปิด หลายคนยังเสียดายว่าถ้าขณะนั้นโคลัมบัสรู้ว่าในพริกอุดมด้วยวิตามินที่จะช่วยแก้โรคนี้ได้ การกินพริกก็อาจจะช่วยให้คนเหล่านี้ไม่ต้องล้มตาย อย่างไรก็ตาม บางคนเชื่อว่าพริกบางสายพันธุ์ก็เป็นพืชท้องถิ่นของเอเชีย เช่น ในมณฑลเสฉวนทางตอนใต้ของจีน ผู้คนกินอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบก่อนที่พวกสเปนหรือโปรตุเกสจะเดินทางไปถึง ดังนั้น น้ำพริกทางเหนือและอีสานของไทยที่กินกันอยู่ทุกวันนี้จึงน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับวัฒนธรรมการกินพริกในตระกูลดังกล่าวซึ่งเป็นพริกที่ไม่มีความเผ็ดร้อนมากนัก น่าสังเกตว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียนั้น ถึงอาหารจะมีรสเผ็ด แต่ก็ไม่นิยมทานเผ็ดมาก จะยกเว้นก็แต่ในอินเดียใต้ ศรีลังกา ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่พบว่ามีการปลูกพริกที่มีลักษณะเผ็ดร้อนอยู่ คราวนี้ก็มาดูตัวอย่างพืชที่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลความเชื่อทางศาสนากันบ้าง ในปัจจุบัน เราจะพบต้นโพธิ์ขึ้นแพร่หลายอยู่ทั่วไปในเมืองไทยจนหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นพืชท้องถิ่นของเรา แต่ความจริง พื้นถิ่นของต้นโพธิ์อาจจะอยู่ที่อินเดีย เนื่องจากต้นโพธิ์ถูกเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา จึงมีการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูกในเมืองไทย ปัจจุบัน ผมคิดว่าทั้งไทย เขมรและลาวเชื่อกันว่าหน่อจากต้นโพธิ์ดั้งเดิมที่พระพุทธองค์ ทรงตรัสรู้นั้นอยู่ที่ศรีลังกา ตามตำนานที่ว่าในสมัยพุทธกาล มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้อัญเชิญหน่อต้นศรีมหาโพธิ์ดั้งเดิมที่อินเดียมาปลูกไว้ที่ศรีลังกาและได้รับการดูแลรักษาสืบต่อกันเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความนิยมในการนำต้นโพธิ์ไปปลูกตามวัดสำคัญต่างๆ ในไทยนั้นอิงอยู่กับเรื่องการเมืองด้วย กล่าวคือ ตามคติความเชื่อทางพุทธนั้น พุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่จะมีอายุเพียง 5,000 ปีก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ คือ พระศรีอาริย์ เมื่อผ่านกึ่งหนึ่งคือ 2,500 ปีไปแล้ว พุทธศาสนาก็จะเริ่มเสื่อมและสังคมก็จะร่วงโรยลงตามกันไปด้วย จนท้ายสุดจะสิ้นยุคพุทธกาล เกิดการทำลายล้างและเกิดสังคมใหม่ที่ดีกว่าคือสังคมแห่งพระศรีอาริย์ จากความเชื่อดังกล่าว เราจึงตระหนกว่าเมื่อผ่านกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ทุกอย่างจะเลวลงหมด ในแง่ของรัฐ การที่ปล่อยให้คนในสังคมเกิดความวิตกกังวลว่าสังคมกำลังเคลื่อนเข้าสู่ความเสื่อมทรามในยุคสมัยของตนเอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ.2500 ที่ถือกันว่าเป็นช่วงกึ่งพุทธกาล ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงมีโครงการเนื่องในพุทธศาสนาผุดขึ้นหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้าง “พุทธมณฑล” ให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา มีการคิดออกแบบกันว่าพระพุทธรูปลักษณะใดจึงจะเหมาะกับพื้นที่และบริบททางสังคมในขณะนั้น ในที่สุด จึงเกิดพระประธานที่เรารู้จักกันดี โดยการออกแบบของ อ.ศิลป์ พีระศรี ให้เป็นพระพุทธรูปปางลีลาที่ประยุกต์ให้ดูเป็นศิลปะร่วมสมัย เพื่อเป็นนัยว่าเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่สังคมที่มีความหวังต่อไปในภายภาคหน้า จะเห็นได้ว่า รัฐได้พยายามสร้างอะไรหลายอย่างเพื่อเป็นประจักษ์พยานเฉลิมฉลองและบอกกล่าวผู้คนว่าสังคมไทยกำลังก้าวต่อไปอย่าง มีอนาคต ผมจึงมองว่าการนำต้นโพธิ์ซึ่งมีนัยของการสืบต่อพุทธศาสนามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐพยายามสร้างและตอกย้ำความหวังทางสังคมเช่นกัน สุดท้าย ผมอยากยกตัวอย่างของดอกไม้บ้าง ลั่นทมเป็นพืชพื้นถิ่นของละตินอเมริกาซึ่งถูกปลูกไว้ข้างหลุมศพในสุสาน จึงมีชื่อในภาษาดั้งเดิมที่มีความหมายว่า “ต้นไม้ประจำสุสาน” ที่น่าสนใจคือหลายประเทศในเอเชียก็นิยมปลูกลั่นทมด้วยโดยเรียกชื่อต่างๆ กัน ในศรีลังกาเรียกลั่นทมว่า “อาลาเรีย” ลั่นทมที่นั่นมีหลายสี หลากรูปทรงและเป็นดอกไม้ที่ใช้ในงานมงคล เช่น ร้อยเป็นพวงมาลัยถวายพระพุทธรูป ใช้เป็นเครื่องหอม ไม้ประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ ส่วนในลาวเรียกว่าจำปาขอม ผมไม่แน่ใจว่าเขมรเรียกว่าอะไร น่าจะเรียกว่าจำปาเช่นกัน และชื่อนี้น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับพวกจาม ซึ่งเป็นคนเผ่าหนึ่งในเวียดนามตอนกลางหรือแถวเมืองเว้ในปัจจุบัน และเคยมีบทบาทรบพุ่งกับอาณาจักรขอมโบราณอย่างยาวนาน น่าแปลกที่ว่าในแทบทุกที่ที่ปรากฏต้นลั่นทมนั้น ดอกไม้ชนิดนี้มักมีความหมายของการเป็นไม้มงคลและลืมเลือนความหมายของชื่อดั้งเดิมของมัน มีแต่ในเมืองไทยของเราที่เรียกไม้ชนิดนี้ว่าลั่นทม แล้วบังเอิญมีเสียงที่ใกล้เคียงกับ คำว่า “ระทม” ซึ่งมีความหมายที่ไม่เป็นมงคล เลยกลายเป็นพันธุ์ไม้ที่ผู้คนถือ ไม่นิยมนำมาปลูกกันในบ้านเพราะเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความระทมแก่ผู้เป็นเจ้าของ เดิมเราจึงพบต้นลั่นทมในเขตวัดเท่านั้นทั้งที่เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม รูปทรงสวยทั้งดอกและลำต้น จนกระทั่งเกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อของลั่นทมเป็น “ลีลาวดี” จึงเกิดกระแสนิยมการปลูกต้นลั่นทมกันในบ้านจนราคาพุ่งขึ้นไปถึงต้นละเป็นหมื่น ส่งผลให้ดอกไม้ที่เคยเป็นอัปมงคลนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ผมคิดว่าการเมืองของต้นไม้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามค้นคว้า แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักชีววิทยา นักเกษตรหรือนักพฤกษศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์ของต้นไม้น่าจะช่วยให้นักสังคมศาสตร์มีงานทำเพิ่มขึ้นอีกด้านและช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว November 20 คุยกับหนัง พฤศจิกายน 2551 - กุมภาพันธ์ 2552October 06 มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์เรื่องและภาพจากคอลัมน์ "นานาสาระ" ในเว็บไซต์หมายเหตุสังคม ปีที่ 2 ประจำเดือนตุลาคม 2551
มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์
กำเนิดของแนวคิดเรื่อง “พิพิธภัณฑ์”
ผู้ที่มีบทบาทในการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะตะวันตกในสมัยแรกๆ คือบรรดากลุ่มขุนนาง ราชสำนัก เศรษฐีพ่อค้า ที่มักนิยมเก็บสะสมงานศิลปะเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง จนกระทั่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง จึงทำให้บรรดางานศิลปะถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เช่น การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) ของฝรั่งเศสที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้สมบัติที่เคยอยู่และชื่นชมกันแต่ในราชสำนักกลายมาเป็นสมบัติของชาติที่เปิดแสดงให้ผู้คนทั่วไปในสังคมสามารถเข้าถึงงานศิลปะเหล่านั้นได้ ต่อมา มีคนที่สนใจเก็บรวบรวมของต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น การตัดสินใจเลือกของที่จะเก็บสะสมจึงปะปนกันระหว่างการชื่นชมความงามทางด้านศิลปะกับความชื่นชมต่อความแปลกประหลาด (curios) ด้วย (ในแง่หนึ่ง เศรษฐีมักชอบเก็บของที่ “แปลก” สำหรับสังคมตนเองเพราะแสดงว่าสามารถเข้าถึงสิ่งที่ผู้คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ครอบครองด้วย -เหมือนทุกวันนี้ที่เศรษฐีก็ยังชอบใช้ของนอกมากกว่าของที่ผลิตในประเทศอยู่) ผู้ที่เลือกสะสมของแปลกจึงอาจจะไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับความงามหรือสุนทรียภาพใน concept เดิมของคำว่า museum หรือไม่ พิพิธภัณฑ์หลายแห่งจึงมีทั้งของสวยและของแปลก (สำหรับสังคมสมัยนั้น) จัดแสดงปะปนกันอยู่ เส้นทางของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์น่าจะเริ่มเข้ามาในสังคมไทยประมาณรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเป็นคนแรกที่สร้างอาคารขึ้นมาเพื่อเก็บของต่างๆ นานาทั้งของสวยงามและแปลกประหลาด และให้ชื่อเรียกสถานที่แบบนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์” พิพิธ หมายถึงสิ่งที่หลากหลาย ภัณฑ์ คือวัสดุสิ่งของต่างๆ ดังนั้น ต้นกำเนิดวิธีคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ของไทยเราจึงพัฒนามาจากการเก็บสิ่งของต่างๆ ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน แนวคิดนี้เกิดขึ้นในหมู่ของชนชั้นสูงในสังคมไทยเป็นระยะเวลานานมากก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณชน วิธีคิดในการคัดเลือกและการจัดแสดงสิ่งของจึงเป็นการโชว์ของสวย ของมีค่า พอๆ กับของแปลกประหลาดและของหายาก ซึ่งมีนัยสะท้อนถึงความเหนือกว่าของคนในระดับสูง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าแนวคิดซึ่งเป็นกระแสหลักของการจัดทำพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราคือความเป็นอนุรักษ์นิยม หนึ่งคือการจัดแสดงนั้นเป็นไปเพื่อโชว์การสะสมสิ่งของ และสองคือเป็นไปเพื่อบอกกล่าวตอกย้ำและเชิดชูฐานะของบรรดาชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้ ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์ของเราน่าจะหันมารักษาความหมายของ museum ดั้งเดิมให้มากขึ้น นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกอิ่มเอิบใจเมื่อได้พบเห็นสิ่งของ มองเห็นถึงความงดงามทางด้านจิตใจ นอกจากนั้น สิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคือพิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถสื่อสารถ่ายทอดความรู้ทางสังคมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากอดีตสู่ปัจจุบันได้ด้วย การจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ควรออกจากกรอบวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับผู้คนในทุกระดับ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาจิตใจของผู้คนในสังคมและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างไรก็ตาม ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการจัดแสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีเรื่องราวและรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมไปถึงให้ความสำคัญกับความรู้สึกด้านสุนทรียะมากขึ้น ประการถัดมาคือผมคิดว่าเกิดความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์มากขึ้น นอกจากพิพิธภัณฑ์ในส่วนของรัฐแล้ว ยังเกิดพิพิธภัณฑ์ที่จัดสร้างและจัดแสดงโดยเอกชนและองค์กรต่างๆ นานา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ประการที่สามคือพิพิธภัณฑ์หลายแห่งแม้แต่ของรัฐเองได้เริ่มมีความเป็น “ท้องถิ่น” เพิ่มมากขึ้น ทำให้แง่มุมทางสังคมได้ไปปรากฏในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่มีความเป็น “ท้องถิ่น” เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวีที่พิษณุโลก ที่จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในยุคหนึ่งซึ่งเป็น ชาวบ้าน ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าอกเข้าใจว่าในชุมชนหนึ่งๆ นั้น นอกจากจะมีชีวิตของคนในระดับสูงแล้ว ยังมีชีวิตของราษฎรอยู่ในสังคมด้วย หรือกรณีบ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณอเนก นาวิกมูล ซึ่งเป็นเอกชน ได้จัดแสดงเรื่องราวของ “ของเล่น” ที่สะท้อนถึงวิธีการบ่มเพาะคนในสังคม ในขณะเดียวกัน ก็เกิด “พิพิธภัณฑ์ชาวนา” ในหลายพื้นที่ด้วยกันซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการบันทึก “วิถีชาวนาดั้งเดิม” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของเกษตรกรในปัจจุบัน การจัดแสดงอาจจะยังดูน่าเบื่อ แต่อย่างน้อย ผมก็คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ความเป็น “ท้องถิ่น” ที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นความต่อเนื่องของชีวิตของชาวบ้านธรรมดา ซึ่งแต่เดิมเราไม่ค่อยได้รับรู้เพราะว่าการสืบค้นยังไม่ค่อยมี หลักฐานต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้เสมือนเป็นสะพานเชื่อมกลับไปสู่การทำความเข้าใจถึงชีวิตของชาวบ้านธรรมดาได้ดีทีเดียว นอกจากนั้น ยังมีความพยายามที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์ก้าวไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ของกรุงเทพฯ ที่มีสื่อใหม่ๆ ให้ผู้เข้าไปชมสามารถค้นคว้าหรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ความสนุกสนานในรูปแบบต่างๆ นี้น่าจะช่วยดึงดูดให้ผู้ดู โดยเฉพาะเด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นการคลี่คลายตัวของพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราในช่วงประมาณสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา โดยรวมๆ แล้ว ผมคิดว่าแนวโน้มเรื่องพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยนั้นจะมีลักษณะท้องถิ่นและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คือ นอกจากจะสะท้อนความเป็นท้องถิ่น ความเป็นเมือง ความเป็นประเทศของตนแล้ว พิพิธภัณฑ์จะมีลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงเรื่องการแพทย์ การคมนาคม พูดถึงเฉพาะเรื่องของเล่น เป็นต้น พิพิธภัณฑ์น่าจะสะท้อนบริบททางสังคม ส่วนที่ผมคิดว่าขาดเวลาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยก็คือผมรู้สึกว่าสิ่งของต่างๆ มักถูกนำมาจัดแสดงในลักษณะที่หยุดนิ่ง ไม่มีบริบทในเรื่องของเวลาและความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับเรื่องอื่นๆ ในสังคม ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความรู้ และ/หรือ ความสามารถในการจัดแสดงน้อยเกินไป เช่น ถ้าจะจัดแสดงเรื่องของข้าว ผมคิดว่านอกจากสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น เครื่องมือการเกษตรต่างๆ แล้ว น่าจะนำเสนอเรื่องราวที่มาที่ไปว่าข้าวเข้ามาสู่สังคมเราได้อย่างไรหรือนานเท่าไรแล้ว พันธุ์ข้าวมีความหลากหลายและสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างไร ข้าวถูกแปลงไปสู่รูปแบบอื่นๆ อย่างไร ความสัมพันธ์ของข้าวกับคน วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับการปลูกข้าว ฯลฯ ด้วย ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการนำเสนอโดยส่วนใหญ่ยังไม่น่าสนใจพอ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มักจะถูกจัดวางให้อยู่นิ่งๆ ในพิพิธภัณฑ์ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะพบเห็นคำอธิบายที่ยืดยาวอยู่ข้างๆ แต่ก็มักเป็นข้อมูลความรู้ในรายละเอียดมากกว่าจะช่วยให้เห็นมิติต่างๆ ของสิ่งของนั้นโดยรอบและโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผมเห็นความตั้งใจและความพยายามอันดีที่จะเก็บสิ่งของต่างๆ เพียงแต่ยังขาดความคิดในการเรียบเรียงจัดการและนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือขาดงบประมาณ ผมขอยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านหนองขาว กาญจนบุรี ทั้งเจ้าอาวาสและชาวบ้านเองมีความตั้งใจดีมากๆ ที่จะพยายามเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในหมู่บ้าน แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเอาของเหล่านั้นมารวมกันไว้เพื่อไม่ให้สูญหาย แต่ยังขาดวิธีคิดว่าจะจัดการกับมันอย่างไร เช่น จะขยายความหมายของตะเกียงหนึ่งชิ้นให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างไร และที่สำคัญ ยังขาดงบประมาณที่จะนำมาตอบสนองเพื่อจะนำไปสู่เรื่องราวดังกล่าว (เช่น ให้ทุนศึกษาวิจัย) ด้วย อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ผมคิดว่าวิธีคิดในเรื่องพิพิธภัณฑ์กำลังถูกแพร่ขยายออกไปสู่ชุมชนเล็กชุมชนน้อยในสังคมไทยต่างๆ อย่างรวดเร็ว บทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย ผมคิดว่าหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์คือการเชื่อมโยงความเป็นมาของสังคมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนเส้นทางของผู้คนในสังคมให้มองเห็นรากเหง้าของตนเอง เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่มาที่ไปของตนเองและชุมชน รวมทั้งช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ของตนเองกับชุมชน ที่ผ่านมา คนในระดับชาวบ้านยังไม่สามารถกุมสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” และใช้มันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราถูกสอนให้มีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผินมาก ในขณะที่หากเทียบกับชนชั้นสูง การที่เขาต้องพยายามรักษาสถานะทางสังคมไว้ให้ได้ทำให้เขาค้นคิดวิธีจนสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างความหมาย สร้างฐานะ เพื่อดำรงฐานะทางชนชั้นตนเอง รวมไปถึงการนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ควบคุมชนชั้นระดับล่างได้ด้วย ผมจึงคิดว่าการให้ความรู้กับชาวบ้านในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้นเป็นหนทางหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กับชนชั้นที่สูงกว่าในสังคม ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าชุมชนต่างๆ มีความพยายามในการกลับไปสู่รากเหง้าหรือท้องถิ่นของตนเอง คนในรุ่นเก่าถึงแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวในอดีตแต่ก็เป็นความเข้าใจในครรลองเดิมๆ ซึ่งเป็นมิติที่แคบเกินไป เพราะฉะนั้น พิพิธภัณฑ์เองต้องสามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะนำเสนอแนวคิดที่หลากหลายในการแสวงหา “ความหมาย” ของความรู้ที่สะสมไว้ในท้องถิ่นและชุมชนของตน ผมยังคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นนอกจากจะถ่ายทอดความงามและความรู้แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ช่วยเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมมนุษย์กับชุมชน เห็นเส้นทางพัฒนาการของชุมชนจนถึงปัจจุบันในแง่มุมที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้ที่ชัดเจนหนักแน่น และนั่นก็หมายถึงอนาคตที่มั่นคงแข็งแรงด้วย ด้วยเหตุนี้ พิพิธภัณฑ์จึงมีความจำเป็นต่อทุกสังคม และผมคิดว่าเราน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอเรื่องราวของสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ในลักษณะที่ช่วยกระตุ้นความคิดของผู้ชมให้มากขึ้น เช่น การมองชีวิตผู้คน มองสภาพสังคม โดยผ่านสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งว่ามันทำหน้าที่อะไรในแต่ละยุคสมัย แทนที่จะให้ความรู้เพียงว่าของนั้นเรียกว่าอะไร ทำด้วยวัสดุอะไร สร้างในสมัยไหนเท่านั้น ทำไมถึงชอบไป “พิพิธภัณฑ์” ตอบตามความเป็นจริงก็คือพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลุดไปจากความยุ่งเหยิงไปปัจจุบัน ทำให้ผมสามารถมีใจจดจ่อกับเรื่องราวในอดีต ทำให้ใจสงบและเกิดความคิดดีๆ ในการที่จะไปคิดเรื่องราวอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย คงคล้ายๆ กับการฟังเพลงหรือดูหนังครับที่ช่วยพาเราออกไปจาก “โลกแห่งความเป็นจริง” ชั่วคราวและช่วยให้ใจว่างพอจะหันกลับมามองประสบการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่จริงได้ชัดเจนขึ้น September 10 ดูหนังแล้วนั่งวิจารณ์จากจุลสาร "วิกรังไข่" ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2531 (ใช้นามปากกาว่า "คำแว่น")
(วิกรังไข่คืออะไร มีคำตอบที่ "กว่าจะมาเป็นรังไข่" และ "ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 1" กับ "ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 2")
ว่ากันว่าหนังนั้นเกิดขึ้นจากความเซ็งของมนุษย์โดยแท้ ก็แรกเริ่มเดิมทีเมื่อลิงตัวแรก (หมายถึง ape น่ะนะ) เริ่มใช้หัวแม่มือได้ ก็เริ่มขีดเขียนรูปตามผนังถ้ำกันยกใหญ่ รูปที่เขียนตามผนังถ้ำนั้น เป็นรูปนิ่งอยู่กับที่เฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปกวาง รูปช้าง ม้า วัว ควาย คนถือหอก ก็ล้วนแล้วแต่อยู่นิ่งๆ เคลื่อนไหวไม่ได้ รูปวาดพวกนี้ดูตอนแรกก็คลายเซ็งไปพักนึง แต่พอนานเข้า ผนังถ้ำตั้งแต่พื้นจรดเพดานก็ไม่มีที่จะให้ใส่รูปอะไรเข้าไปอีก ความเซ้งก็เริ่มเข้ามาครอบครองถ้ำอีกเช่นเคย
อยู่มาวันหนึ่ง ชาวถ้ำคนหนึ่งแกนอนมองรูปคนถือหอกล่ากวางอยู่อย่างฝืดๆ แกเลยพลิกตัว ขณะนั้นแกก็เกิดความสว่างไสวขึ้นในกะโหลกใบน้อยๆ ของแก (เหมือนกับทายาทคนหนึ่งของแกที่ชื่อนิวตันถูกลูกแอปเปิ้ลตกใส่หัวในระยะเวลาต่อมา) เพราะภาพที่แกเห็นนั้นเคลื่อนไหวได้ ตั้งแต่นั้นมา ชายถ้ำทุกคน จึงสามารถแก้ความเซ็งได้โดยการนอนดูรูปภาพฝาผนังแล้วส่ายหัวเร็วๆ ก็จะเห็นภาพทั้งหลายเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันเป็นเรื่องราวได้
และนับว่าการค้นพบนี้ได้ตกทอดกันมาในพันธุกรรมของมนุษย์ (อยู่ในโครโมโซม z) และเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการถ่ายรูปได้ ตาโทมัส อัลวา เอดิสันก็ได้เอารูปเหล่านี้มาเรียงต่อกันเป็นเรื่อง และแทนที่จะต้องมาส่ายหัวแบบบรรพบุรุษ ตาเอดิสันแกคิดว่าการเคลื่อนรูปแต่ละใบให้ต่อเนื่องกันนั้นง่ายกว่า (และเมื่อยตาน้อยกว่า) ฉะนั้น ภาพยนต์จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
แต่หนังนั้นจะต้องมีคนดูและคนดูก็ต่างจิตต่างใจกัน ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าเมื่อมีหนังก็มีการวิจารณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน (อะฮ้า เข้าเรื่องซะที!)
อันการวิจารณ์หนังนั้นแสนจะแปลกประหลาดตรงที่ว่าการกำเนิดของมันนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับคนดู แต่อยู่ๆ ไป การวิจารณ์หนังกลับค่อยๆ ถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่เราเรียกว่า "นักวิจารณ์หนัง"
"นักวิจารณ์หนัง" มักจะเป็นผู้ที่ดูหนังมากเรื่องหรือจะพูดให้ถูกก็คือนักดูหนัง (Movie Freak) พวกนี้ดูหนังกันเป็นอาชีพจนจำได้ว่าดาราแต่ละคนเคยแสดงเรื่องอะไรมาแล้วบ้าง มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร มีประวัติส่วนตัวทั้งที่อยากเปิดเผยและที่ไม่อยากเปิดเผยอย่างไรในอดีต คนกำกับแต่ละคนมีนิสัยใจคออย่างไร ชอบกินกาแฟดำหรือใส่น้ำตาล ครีมกี่ช้อน เคยได้รับรางวัลมาแล้วกี่เข่ง พวกดูหนังเหล่านี้มักมีสายตาชอบสอดส่าย สังเกตสังกาเอาว่าในหนังแต่ละเรื่องใช้ภาพชนิดไหน มุมกล้องอย่างไร ใช้แสงสว่างหรือเล่นแสงเข้าตรงไหน ใช้สีสันอย่างไร สรุปแล้วก็คือว่าพวกนักวิจารณ์หนังกับพวกบ้าดูหนังเป็นคนชนิดเดียวกัน
มีเรื่องอันแปลกประหลาดเกี่ยวกับนักวิจารณ์หนังในเมืองไทยอยู่ 2-3 ประการที่ควรจะนำมาคุยกันก็คือว่า ประการแรกสุด นักวิจารณ์หนังที่ดังๆ ของเรานั้นไม่เคยเรียนวิชาการภาพยนตร์มาก่อน เช่น กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ เรียนมาทางรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับ น้ำผึ้ง หรือ ยศ คุโรวสันต์ สนานจิตต์ บางสะพานนั้นเรียนมาทางครู ฐิติ นันทวงศ์เป็นสถาปนิกโดยอาชีพ จะมีที่ตรงหน่อยก็เห็นจะเป็นการะเกด (อัศศิริ ธรรมโชติ) กับบุญรักษ์ บุญญเขตมาลาเท่านั้น ที่เรียนมาทางนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน
ประการที่สอง การวิจารณ์หนังในบ้านเรานั้น เน้นการวิจารณ์เชิงเทคนิคและข้อมูลมากกว่าเน้นการวิจารณ์ "เรื่อง" ซึ่งเป็น "สาร" ที่คนทำต้องการจะ "สื่อ" ถึงคนดู ประการสุดท้าย หนังที่ได้รับการวิจารณ์นั้น มักจะเป็นหนังฝรั่งมากกว่าหนังไทย และมักจะเป็นหนังที่เรียกว่า "หนังดี" (ซึ่งมีคนดูน้อยหากเทียบกับสัดส่วนของคนทั่วประเทศ) มากกว่าหนัง "น้ำเน่า" (ซึ่งมีคนดูมากกว่าประเภทแรก) อีกทั้งหนังที่ได้รับการวิจารณ์นั้นมักจะกลายเป็นเครื่องมือของพวกพ่อค้าที่ผูกขาดหนังในแง่ของการโฆษณา (แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม)
ก็ในเมื่อการวิจารณ์เป็นของคู่กับคนดู ฉะนั้นอยากจะให้กำลังใจกับใครก็ตามที่อยากจะเป็นนักวิจารณ์หนังว่าอย่าได้ถือว่าการวิจารณ์หนังเป็นเขตแดนของ "นักวิจารณ์หนัง" เท่านั้น ควรจะถือว่าเราก็มีสิทธิ์วิจารณ์ได้
หากคุณกลัวเรื่องข้อมูล ก็ขอบอกต่อไปอีกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับหนังนั้นหาได้ง่ายมากตามหนังสือทั่วไป ไม่ต้องไปนั่งจดจำให้เสียเวลาเลย นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็มี "คู่มือ" ทั้งนั้นแหละ
หากยังไม่มั่นใจในตัวเองอีก ก็ขอแนะว่าในเมื่อคนส่วนใหญ่เขาวิจารณ์ในแง่ของข้อมูลและเทคนิค เราก็หันไปวิจารณ์ในแง่ของเนื้อหาสาระซะก็หมดเรื่อง
ท้ายสุดอยากแนะนำว่าการวิจารณ์หนังนั้นอาจเริ่มจากการวิจารณ์แบบคุยกันเองแล้วเก็บประเด็นต่างๆ และลงมือเขียนทันที หนังเมืองฝรั่งจากจุลสารวิกรัง ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (ปลายปี 2531) ใช้นามปากกา "เฟรนช์ฟรายด์"
(วิกรังไข่คืออะไร มีคำตอบที่ "กว่าจะมาเป็นรังไข่" และ "ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 1" กับ "ความคิดบนแผ่นฟิล์ม 2")
เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังนี้เป็นประสบการณ์ดูหนังที่ได้อันเนื่องมาจากการไปเรียนหนังสือที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ นั่นคือ การดูหนังของไทยกับของฝรั่งไม่เหมือนกัน
โรงหนังส่วนใหญ่ในเฮก จะเป็นโรงหนังใหญ่ที่มีโรงหนังเล็กๆ หลายโรงในที่เดียวกัน ในบ้านเราเห็นที่คล้ายกันคือที่มาบุญครอง โรงใหญ่ๆ มีเพียง 1-2 โรงเท่านั้น และมักจะเอาไว้ฉายหนังฟอร์มยักษ์ เช่น Out of Africa สำหรับค่าตั๋วตก 8.50 - 12.50 บาทฝรั่ง (กิลเดอร์) หรือเทียบเป็นบาทไทยคือ 100 - 150 บาท และหากไปดูหนังคืนวันศุกร์ - เสาร์ ค่าดูจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20 กิลเดอร์ ซึ่งไม่ว่าจะนั่งติดจอ หรือไกลจอแค่ไหน ค่าดูจะเท่ากัน ช่องขายตั๋วจะมีช่องเดียว ขายราคาเดียวเท่านั้น ที่ดีก็คือ เราไม่ต้องไปผจญกับบรรดา "ผี" หน้าโรงอย่างบ้านเรา ขายหมดเป็นหมดกัน
พูดถึงเรื่องนี้ ก็นึกได้ถึงเรื่องสนุกๆ ว่าด้วยการซื้อตั๋วหนัง เรื่องเกิดขึ้นในค่ำวันเสาร์หนึ่งที่บรรดา "หนุ่มซิ่ง" ทั้งหลายที่สุดเซ็งจากการเขียนงานส่งครูมาทั้งอาทิตย์ เกิดอยากดู Mad Max ขึ้นมา ก็ลุกขึ้นแต่งตัวชวนกันไปดูหนัง เราได้เดินฝ่าลมหนาวเดือนพฤศจิกายนไปถึงโรงหนังที่ไม่ไกลบ้านพัก พอถึงโรงก็พบว่าคิดผิดแท้ๆ เพราะสภาพเหมือนไปดูหนังวันตรุษจีน เพราะวันเสาร์เป็นวันที่ทุกคนจะออกเที่ยวเตร่กัน เนื่องจากวันอาทิตย์รุ่งขึ้นไม่มีใครทำงาน เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ เราจึงให้เพื่อนคนหนึ่งต่อแถวอันยาวเหยียดนั้น อีกคนวิ่งไปดูว่ายังพอมีตั๋วเหลือสำหรับ 2 ที่นั่งหรือไม่ และคนที่เหลือก็ยืนลุ้นอย่างสนุกสนาน สายสืบกลับมารายงานว่าใช้ตาผีดูผาดๆ คิดว่าเราพอมีหวัง เพราะนับคนที่ยืนเข้าแถวได้สิบกว่าคนและที่นั่งเหลือ 20-30 ที่ เพราะฉะนั้นเราจึงภาวนาปนแช่งให้คนที่ยืนอยู่หน้าเราซื้อตั๋วคนละใบหรือสองใบเป็นอย่างมาก และภาวนาให้ไม่มีการฝากกันซื้อ สภาพการณ์เร้าใจมากและจบลงเมื่อสายสืบชะโงกไปดูอีกทีแล้วยายแหม่มก็เสียบป้าย "Gelosten" ฉับเข้าให้ เป็นอันว่าวันนั้นหนาวฟรี แต่หายเซ็ง
นอกจากโรงหนังเพื่อการค้าเช่นนี้แล้ว ยังมีโรงหนังที่มีลักษณะเป็นสตูดิโอหรือคลับสำหรับพักดูหนังอีกแห่งหนึ่งชื่อว่า "ซีนีม่าเทค" สตูดิโอนี้ได้รับเงินช่วยเหลือจากเทศบาลส่วนหนึ่ง และมีอาสาสมัคร นักเรียน นักศึกษาที่ชอบดูหนังมาช่วยงาน ลักษณะภายนอกเป็นตึกเก่า 3 ชั้น สมัยศตวรรษที่ 18 แต่เขาดูแลตกแต่งให้ดูดีและสวยมาก ด้านหน้ากรุกระจกตลอดโดยไม่ทำให้ลักษณะตึกเก่าเสียไป ชั้นบนสุดเป็นห้องฉายหนัง 2 ห้องเล็กๆ และ 1 ห้องใหญ่ ชั้นสองเป็นห้องสมุดซึ่งมีหนังสือเกี่ยวกับหนังทั้งภาษาดัทช์และภาษาอังกฤษวางอยู่ให้เราได้หยิบอ่าน ชั้นล่างสุดจะมีบรรยากาศอบอุ่น น่ารักมาก โดยเขาจะจัดเป็นบาร์เล็กๆ ขายกาแฟ ชา เหล้า เบียร์ รวมไปถึงเค้กและพาย โดยมีหนุ่มท่าทางนุ่มนิ่มคนนึงทำทุกอย่าง ตั้งแต่ขายของไปจนถึงล้างถ้วยล้างชาม ด้านของตกแต่งไปด้วยโปสเตอร์หนังเก่าๆ มีรูปมาริลีน มอนโร เป็นอาทิ มีโซฟาโต๊ะเล็กไว้ให้นั่งฟังเพลงเบาๆ จิบกาแฟหรือเหล้าไปพลางก่อนที่จะเข้าไปดูหนัง หรืออาจเป็นที่นั่งคุยกันหลังจากดูหนังแล้ว ที่นี่ค่าดูจะถูกกว่าโรงหนังธรรมดาและมีส่วนลดให้นักเรียนด้วย
ระบบการฉายหนังของซีนีม่าเทค จะมีหนังยืนโรง 1 หรือ 2 เรื่อง และจะมีหนังที่เปลี่ยนโปรแกรมทุกวัน โดยเขาจะจัดเป็นเทศกาล เช่น เทศกาลเชคสเปียร์จะมี Othello ตั้งแต่ของรัสเซีย จนถึงเรื่องที่ Orson Wells สร้าง Romeo & Juliet เป็นต้น บางเดือนจะเป็นหนังวิทยาศาสตร์รุ่นเก่า ตั้งแต่ Metropolis จนถึง Dune และบางเดือนก็จะมีหนังมาเฟียรุ่นแรกๆ จนถึง The Untouchable สำหรับหนังตามเทศกาลนี้ เขามีตั๋วเดือนขายให้ ซึ่งจะประหยัดได้มาก เพราะตั๋วเดือนใบนึง ราคาประมาณเท่ากับดูหนัง 5 เรื่อง แต่เราดูได้ทั้งเดือน ที่ดีมากๆ คือ เขาจะมีกระดาษโรเนียวเรื่องย่อ-ประวัติผู้สร้างของหนังเรื่องนั้นๆ แจกให้อ่านกัน ที่แย่ก็คือ มันเป็นภาษาดัทช์
ที่สนุกมากเห็นจะเป็นเทศกาลหนังการ์ตูน ในเดือนนั้น เราเห็นโปสเตอร์โฆษณาหนังของ Tex Avary ซึ่งเป็นการ์ตูนรุ่นเก๋า ต้นแบบของ Tom and Jerry เพื่อนซึ่งเพิ่งกลับจากฝรั่งเศสบอกว่า ตอนนี้ปัญญาชนฝรั่งเศสกำลังคลั่งการ์ตูนชุดนี้มาก เราจึงอยากรู้ว่าเขาคลั่งอะไรกัน เลยชวนกันไปดู วันนั้นผู้คนในสตูดิโอบางตากว่าเคย ไม่ค่อยมีคอหนังที่คุ้นหน้ามานั่งจิบกาแฟเช่นเคย แต่มีหนุ่มแปลกหน้านุ่งกางเกงมีสายโยง ยืนคุยกับหนุ่มขายเหล้า ซึ่งเราพบว่าแกคือคนฉายหนังนั่นเอง หมอนั่นทำท่าผิดหวังหน่อยๆ ที่มีคนดูแค่ 3 คน ซึ่งเป็นหน้าเหลืองเสีย 2 คน แต่แกก็ดูจะดีใจที่มีคนสนใจหนังของแกจริงๆ ก่อนฉายหนัง ตาหนุ่มคนนี้แกเข้ามาคุย บรรยายนำเกี่ยวกับการ์ตูนที่จะฉาย โดยพูดเป็นภาษาอังกฤษ แกเล่าว่าหนังของ Tex Avary มีเสน่ห์ตรงที่ในการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่มีเวลาฉายแค่ 5-10 นาทีนี้ มีมุขตลกหลายสิบมุขในแต่ละเรื่อง แกบรรยายถึงตัวการ์ตูนแต่ละตัวอย่างสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนกัน เช่นตัว Droopy, Duffy Duck โดยล้อเลียนวิธีพูดของการ์ตูนตัวนั้นได้อย่างเหมือนมาก และที่สนุกมากก็คือ ตอนที่แกพูดถึงหนูน้อยหมวกแดง (ยุคจรวด) แกจะแสดงท่ายั่วยวนของหนูน้อยหมวกแดง ซึ่งย้ายจากบ้านในป่ามาอยู่บน Penthouse ในนิวยอร์คแล้ว หรือพูดถึงหมาป่าใจร้ายซึ่งคือภาพของตาเฒ่าหัวงูที่ชอบล่าสาว และเมื่อเห็นหนูน้อยหมวกแดงของเราก็ถึงกับส่งเสียงหอนด้วยความรัญจวนใจ ว่าแล้วแกก็หอนให้ฟังเสียงโหยหวนทีเดียว และแกก็จะออกมาคุยกับเราสลับกับการฉายการ์ตูนทุก 2 เรื่อง
คนที่เดินออกมาจากสตูดิโอวันนั้น ล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้าราวกับเพลง "เราจะยิ้มให้กัน" ของพ่อเบิร์ดยังไงยังงั้นเลยเชียว สำหรับฉบับนี้ก็พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนนะ แล้วถ้ามีเรื่องสนุกๆ จะเขียนมาเล่าให้ฟังกันอีกในโอกาสหน้า กว่าจะมาเป็นรังไข่จากจุลสารวิกรังไข่ ปีที่ 3 เล่มที่ 3 (ประมาณปี 2534)
ปีนี้โรงหนังรังไข่มีอายุเข้าปีที่ 4 แล้ว หากเป็นนักศึกษา รังไข่ก็กำลังจะจบและออกไปเผชิญกับโลกภายนอกเต็มที่ ด้วยความเป็นมาที่ต่อเนื่องและยาวนาน (ในฐานะกลุ่มกิจกรรมอิสระ) เพื่อนหลายคนจึงมักอยากรู้ความเป็นมาของหนังโรงนี้ และทำไมถึงชื่อรังไข่
หนังโรงนี้ตั้งขึ้นโดยนักศึกษาและอาจารย์กลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีของฝ่ายห้องสมุด [มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว] จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแหล่งพบปะกันของคนชอบดูหนัง ที่คิดว่าหนังไม่ใช่เพียงสิ่งบันเทิงเท่านั้น แต่หนังมีสาระต่างๆ ที่น่าสนใจ และอาจกระตุ้นพัฒนาการทางความคิด ตลอดจนการอ่านได้
จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับฟองไข่ที่หากได้รับการทะนุถนอมอย่างดี ก็จะรอเวลาฟักตัวกลายเป็นตัวนกที่แข็งแรง พร้อมจะบินไปในขอบฟ้าทางความคิดได้
หนังที่เราเลือกมาจึงไม่ค่อยเป็นหนังตลาดนัก หากจะเป็นหนังระดับจริงจังที่ปัญญาชนในระดับสากลดูกัน เพราะเราคิดว่าหนังตลาดอาจจะหาดูได้ง่ายอยู่แล้ว
หนังที่ฉายจะเป็นหนังที่มีสาระทางความคิด อาจเกี่ยวเนื่องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวเนื่องกับหนังสือบางเล่ม เพื่อที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้มีกิจกรรมทางความคิดต่อไป
ด้วยเหตุที่หนังบางเรื่องอาจจะ "หนัก" เกินไปสำหรับผู้ชมบางคน เราจึงจัดรายการโดยมีการแนะนำหนังสั้นๆ เมื่อหนังจบลง เราก็จะมีการพูดคุยอีกที
นี่เป็นปีที่ 4 แล้ว รังไข่รังนี้คงจะฟักไข่มาแล้วหลายฟอง ฟองไข่ที่ว่าอาจจะฟักตัวในวันพรุ่งนี้ หรืออีกหลายปีข้างหน้า แค่นี้เราก็ภาคภูมิใจแล้ว
**************************************
"เมื่อหนังจบลง ไฟในโรงสว่างขึ้น แต่สาระ ความคิด คงต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด...." |
|
|