songyote's profilesongyote'sPhotosBlogListsMore Tools Help

songyote's

songyote waeohongsa

Occupation
Location
e-mail address: songyotew@yahoo.com
27 October

Southeast Asian Film Show 6th “My Dear ASEAN”

มีบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเทศกาลภาพยนตร์อุษาคเนย์ครั้งนี้กับสถานีโทรทัศน์ Thai PBS
สามารถชมบทสัมภาษณ์และโปสเตอร์ + รายละเอียดของหนังแต่ละเรื่องได้ที่
 
 
 
     

Southeast Asian Film Show 6th “My Dear ASEAN”

On the occasion of its 10th Anniversary, 2000-2009, the Southeast Asian Studies Program, Thammasat University will hold a Southeast Asian Film Show 6th under the theme of “My Dear ASEAN” on every Friday and Saturday from 30 October to 4 December 2009 (1 pm to 4 pm) at Rewat Buddhinan Room, Floor U2 Pridi Panomyong Library, Thammasat University, Tha Prachan Campus.

Free admission!

*********************************************

· วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2552/ 30 October 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Burma VJ ( Burma )
วิทยากร/Commentator : Soe Aung

· วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 / 31 October 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Un Soir Apres La Guerre (ONE EVENING AFTER THE WAR) (1998, Rithy Panh, Cambodia, 108 min)
วิทยากร/ Commentator: อ. ทรงยศ แววหงษ์/Songyote Waehongsa

· วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2552/ 6 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง My Magic ( Singapore)
วิทยากร/Commentator: ผศ. กำจร หลุยยะพงศ์ / Kamjohn Louiyapong

· วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552/ 7 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Bagong Buwan (NEW MOON) (2001, Marilou Diaz-Abaya, Philippines, 130 min)
วิทยากร/Commentator: อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์/Sirote Klampaiboon

· วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2552/ 13 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Nerakhoon ( Laos)
วิทยากร/Commentator: อ.ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ/Dr. Charnvit Kasetsiri

· วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552/14 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Wonderful Town (Thailand)
วิทยากร/Commentator: Prof. Benedict Anderson

· วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 / 20 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Laskar Pelangi (THE RAINBOW TROOPS) (2008, Riri Riza, Indonesia, 124 min)
วิทยากร/Commentator: อ. อรอนงค์ ทิพย์พิมล/Onanong Thippimol

· วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2552/ 21 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Journey From The Fall (2006, Ham Tran, Vietnam, 135 min)
วิทยากร/Commentator: ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี/Dr. Sriprapha Petcharamesree

· วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2552/ 27 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง The Last Communist ( Malaysia)
วิทยากร/ Commentator: คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี/Supalak Ganjanakhundee

· วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552 / 28 November 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง Long Road To Heaven (2007, Enison Sinaro, Indonesia)
วิทยากร/ Commentator: อ.ชญานิตย์ พูลยรัตน์/Chayanit Poonyarat

· วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552/ 4 December 2009
ฉายภาพยนตร์เรื่อง A Hero’s Journey (Grace Phan, Timor Leste)
วิทยากร/ Commentator: ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์/Dr. Saranarat Kanjanavanit

***************************

For more information, please contact Southeast Asian Studies Program, Faculty of Liberal Arts Thammasat University at 02-6132672 02-6132672 or click http://seas.arts.tu.ac.th

03 September

คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ อดีต-ปัจจุบัน

 

โดย ทรงยศ แววหงษ์ - อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม เดือนกันยายน 2552 

          หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์อาจารย์ทรงยศเรื่องประวัติศาสตร์ไทย  เราได้นั่งคุยกันต่อเรื่องความหมายของ ประวัติศาสตร์”  และอดีตในสายตาคนรุ่นใหม่  ซึ่งมีหลายประเด็นที่คิดว่าคนทั่วไปอาจจะอยากร่วมเปิดประเด็นด้วยกัน (แน่นอนว่าทั้งหมดที่เราคุยกันเป็นความเห็นของ คนรุ่นเก่า” 2 คนที่มีต่อคนรุ่นใหม่”  ส่วนที่ว่าคนรุ่นใหม่จะคิดเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ยังคงต้องรอให้คนรุ่นใหม่ตัวจริงออกมาแสดงความคิดเห็นกันอยู่นะคะ)

ทรงยศ: ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเวลาที่ผมพูดคุยกับนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่อื่นๆ ผมมักจะรู้สึกว่าชุดความรู้ของเขาสามารถขาดตอนออกจากชุดความรู้ในอดีตได้ เช่น เรื่องการดูหนัง ผมพบว่าคนดูหนังในปัจจุบันสามารถดูแล้วรับรู้เรื่องราวของหนังเรื่องนั้นได้โดยที่ไม่นึกอิงไปถึงหนังในอดีตเลย  ที่เคยนิยมกันว่ามีหนัง 100 เรื่องที่ควรจะต้องดู  คนปัจจุบันอาจจะบอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย รู้จักแค่หนังดังๆ เมื่อปีสองปีที่แล้วก็พอ

          หรือเวลาผมพาคนรุ่นใหม่ไปดูจิตรกรรมฝาผนัง เขาก็ดูจะไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องราวของชาดกหรือพุทธประวัติซึ่งเป็นความรู้ชุดเดิมที่เดินทางต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

          ผมเลยเกิดคำถามว่าคนรุ่นปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีชุดความรู้ที่สืบเนื่องมาจากอดีต  เรามักจะได้ยินคนรุ่นเราๆ บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักความเป็นมาของบรรพบุรุษ  ผมไม่รู้ว่านี่เป็นคำบ่นที่ชอบธรรมหรือไม่  หรือว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อดีตอีกต่อไป  ตัดตอนเลยได้ไหม  และจะมีวิธีคิดที่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างไร

อู่ทอง: ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าคนรุ่นปัจจุบันยังคงควรต้องเรียนประวัติศาสตร์หรือไม่

ทรงยศ: ถ้าเราบอกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเวลา เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้สึกว่าเวลาในอดีตมีความสำคัญเท่ากับเวลาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

          ผมคิดว่านี่เป็นภาพสะท้อนของกระแสการศึกษาทั่วโลก  การเรียนการสอนเกือบทุกระดับเป็นการศึกษาแบบ How to มากขึ้นทุกขณะ เพื่อที่จะเอาไปตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน  ด้วยเหตุนี้  คนในรุ่นปัจจุบันจึงบอกว่าอดีตไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจิตรกรรมมีเนื้อหาที่สำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นใครในประวัติศาสตร์  อยากรู้แค่คอมพิวเตอร์ทำงานยังไงก็พอแล้ว

          แม้แต่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้  เราจะเห็นกระแสความต้องการของผู้เรียนที่อยากเรียนแต่สิ่งที่เอาไป  “ทำอะไรได้  สิ่งที่เป็นพื้นฐานสร้างสมวิธีคิดและความเข้าใจอย่างปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแนวคิดต่างๆ หรือแม้แต่วรรณคดีมักไม่ได้รับความสนใจในหมู่นักศึกษา  ขณะเดียวกัน เราเริ่มได้ยินการพูดถึงนักศึกษาว่าเป็น ลูกค้าที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา  ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบและเลี้ยงตัวเอง ผมก็เชื่อว่าการไหลตามกระแสและความต้องการของ ตลาดก็จะยิ่งสูงขึ้น

อู่ทอง: ที่ตลกก็คือนักวิชาการมักกล่าวหาชาวบ้านว่าโง่ที่ชอบปลูกอะไรตามๆ กันจนพืชผลล้นตลาด  แต่แวดวงมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน  เวลามีงานใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมขึ้นมา ก็มีคนแห่กันไปเรียนจนไม่มีงานพอให้ทำ  อย่างนิเทศศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งก็ไม่ค่อยมีคนเรียน  พองานนักข่าวฮิตขึ้นมา ก็แย่งกันเข้าคณะนิเทศศาสตร์ยังกะอะไร  พอกระแสเริ่มอิ่มตัวและซบเซาลง ก็มีคนตกงานกันเป็นทิวแถว

          อีกอย่างที่เราว่าเป็นความคล้ายคลึงที่น่าสนใจก็คือในแง่หนึ่ง ชีวิตชาวบ้านทั่วไปอยู่กับความรู้แบบ Know how ที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันมานานแล้ว  พวกเขาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวจากพ่อแม่  จึงไม่มีความจำเป็นและอาจไม่อยากรู้หรอกว่าพระนเรศวรเป็นใคร เพราะมันไม่มีความหมายกับการเอาชีวิตและครอบครัวให้รอด  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกเดียวกับเด็กสมัยนี้  เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าโลกสมัยใหม่กำลังวนกลับไปที่เดิมมากกว่าจะกำลังก้าวไปข้างหน้าหรือเปล่า

          เราคิดว่าตัวกระตุ้นอันหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อดีตจากประวัติศาสตร์ก็คือในโลกปัจจุบัน เด็กไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดและความก้าวหน้าจากผู้ใหญ่  แต่ก่อน เวลาที่ชาวนาเรียนการทำนา ก็เรียนจากพ่อแม่  พ่อค้าก็เรียนรู้การค้าขายจากครอบครัว  บางเผ่าต้องอาศัยประสบการณ์ที่ยาวนานจึงจะรู้ว่าจะหาแหล่งน้ำได้จากไหน  คนสมัยก่อนจึงต้องอาศัยผู้ใหญ่คอยสั่งสอนบอกเคล็ดลับ

          แต่ในปัจจุบัน พ่อแม่จำนวนมากยังมีความรู้สู้ลูกไม่ได้เลยในเรื่องการดำรงชีวิตแบบสมัยใหม่  ยังต้องอาศัยลูกให้อัดเพลงอัดละครให้  ให้สอนวิธีใช้อินเตอร์เน็ตให้  ดังนั้น ความสำคัญของผู้อาวุโสและความรู้ที่สะสมกันมาจากอดีตจึงลดน้อยถอยลง  คนที่มีความรุ่งเรืองในปัจจุบันคือคนที่ก้าวไปข้างหน้าโดยอาศัยฐานความรู้ชุดใหม่มากกว่าฐานความรู้จากอดีต

ทรงยศ: ผมคิดว่ากรณีชุดความรู้ของชาวนาในอดีตนั้น ชาวนาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของพระนเรศวรเลย แต่เขามีความรู้จำนวนมากเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว ดินที่ใช้ปลูก การจัดการน้ำ ต่างๆ นานา ซึ่งก็ยังเป็นความทรงจำจากอดีตทั้งสิ้น  แต่พอมาถึงปัจจุบันกลับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้องการการดูแลและมีวิธีการปลูกด้วยเทคนิคสมัยใหม่ที่มาจากห้องทดลองแทน  คือเกิดการเปลี่ยนชุดความรู้ที่จำเป็นเป็นอีกชุดหนึ่งไปเลย อย่างที่นักวิชาการมักเรียกกันว่า paradigm shift  ดังนั้น แม้แต่เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป

          ผมคิดว่าท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่า paradigm shift นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว  ช่วงรอยต่อของมันน่าสนใจมากทีเดียวว่าการเปลี่ยนผ่านชุดความรู้เช่นนี้จะรุนแรงขึ้นหรือมีความถี่ (เกิดเร็ว) ขึ้นมากน้อยแค่ไหน  ความรู้เพียงเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะยังใช้ได้หรือไม่  ถ้าหากไม่ได้ มนุษย์เราจะมีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าจะเกิดแรงเสียดทานที่มหาศาลอย่างไร  สังคมจะมีสภาพอย่างไร  คุณค่าของสังคมจะอยู่ตรงไหน

อู่ทอง: เราคิดว่าจุดแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่างความรู้ชุดเก่ากับความรู้ชุดใหม่คือเรื่องของคุณค่า  เราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้แต่เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอรรถประโยชน์ (utility) มากกว่าคุณค่า (value) และความหมายที่  “ใช้ประโยชน์”  อะไรไม่ค่อยได้  ในขณะที่การเรียนรู้ในโลกดั้งเดิมนั้นจะพ่วงความเชื่อ ความเข้าใจและคุณค่าบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคนิคหรือการเอาชีวิตรอดเข้าไปด้วย เช่น ในขณะที่ชาวนาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าว เขาจะได้รับการสั่งสอนให้เคารพแม่โพสพและประเพณีการทำบุญข้าวซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันไปด้วยพร้อมกัน

          เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้อดีตคือการซาบซึ้งหรือตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีความหมายกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยตรง เช่น คุณค่าของความเป็นไท ความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี เหล่านี้เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกผูกพันด้วยโดยไม่มีเหตุผล ผูกพันกับมันทั้งที่อาจไม่มีประโยชน์กับชีวิตประจำวัน (และอาจเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ)  แต่คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออรรถประโยชน์เพียงอย่างเดียว  เราอยู่เพื่อคุณค่าบางอย่างด้วย  เรายังเชื่อว่าคนยังยอมตายเพื่อคุณค่าบางอย่าง เช่น ตายเพื่อชาติได้ ถึงแม้ว่าคุณค่าดังกล่าวอาจดูไม่มีเหตุผลในแง่อรรถประโยชน์

          แต่ปัจจุบัน จะด้วยอะไรก็ตามแต่ คนส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นคุณค่าของคุณค่าอีกแล้ว แต่กลับวัดคุณค่าด้วยราคา  สิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ จะมีค่าขึ้นมาได้ต้องมีราคา  แม้แต่ความสำคัญของแม่ก็มีการเสนอให้แสดงกันด้วยปริมาณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เช่น เงินที่ประหยัดได้จากค่านม ค่าคนเลี้ยงเด็ก ค่าคนทำความสะอาดบ้าน ค่าคนซักรีดเสื้อผ้า ฯลฯ)  เกิดกระแสการแปรทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน มีการวัดความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนทรัพย์สินที่หามาได้ ฯลฯ  อาจด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่คนรุ่นใหม่ดูจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตอีกต่อไปเพราะสิ่งที่เขาสนใจก็คืออะไรก็ตามที่ทำประโยชน์ให้เขาได้ในปัจจุบันมากกว่า

ทรงยศ: ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเรียกว่า คุณค่านั้นคงยังมีอยู่ แต่คงต่างออกไปจากของเรา เช่น มีคนรุ่นใหม่คนหนึ่งพยายามเอาเพลงที่เขาชอบมาให้ผมฟัง  ผมไม่ชอบเลยเพราะมันใช้เสียงที่ผสมขึ้นมาจาก synthesizer จำนวนมาก ซึ่งเขาพยายามอธิบายว่าคนที่แต่งเพลงนี้ได้รับรางวัลจากการประพันธ์เพลงในชุดนี้และอะไรอีกมากมาย ซึ่งก็เป็นคุณค่าบางอย่างสำหรับเขาและเป็นเหตุผลที่สำคัญมากในการเลือกของเขา แต่ผมคิดต่างไป

          ผมเลยพูดถึงไวโอลินโดยย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18  มีนักสร้างไวโอลินชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่มีแหล่งไม้สำหรับผลิตไวโอลินของตัวเองโดยเฉพาะ และสร้างไวโอลินแต่ละตัวโดยใช้มือขูดด้วยตัวเองและชำนาญพอที่จะรู้ว่าต้องขูดไม้จนบางแค่ไหนถึงจะได้ไวโอลินที่ให้เสียงแบบที่เขาต้องการ  เมื่อได้ฟังเสียงที่เกิดจากไวโอลินที่เขาทำ ผมรู้สึกว่ามันช่างไพเราะเหลือเกิน  ไวโอลินชุดนี้มีเหลืออยู่ไม่กี่ตัวในโลก และแต่ละตัวก็มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเฉพาะของตัวเองทั้งนั้นเลย  ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง

          ผมถามเพื่อนคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่าเสียงของไวโอลินในเพลงชุดที่เขาเอามาให้ผมฟังเป็นอย่างไร เขาให้คำอธิบายเครื่องดนตรีอย่างชื่นชมมาก  แต่เมื่อฟังสิ่งที่เขาเรียกว่าคุณค่าเหล่านั้นแล้ว  ผมนึกไม่ออกว่ามัน  match  กับความชื่นชมของผมอย่างไร

อู่ทอง: จริงๆ แล้ว เราไม่ได้คิดว่าคนในยุคปัจจุบันจะไม่สนใจเรื่องคุณค่าเลย  แต่เสียดายว่าคุณค่าทุกวันนี้ดูจะเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงมาก  คนสมัยนี้คงไม่พอใจกับการใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเขียนหนังสืออมตะเพียงเล่มเดียวในชีวิตแต่อยากเขียนหนังสือออกมาให้ได้หลายๆ เล่มมากกว่า ดังนั้น เวลาที่ฟังคุณพูดชื่นชมว่ากว่าจะสร้างไวโอลินชนิดนั้นขึ้นมาได้ ต้องใช้ความพยายามสักเท่าไร  คนปัจจุบันอาจจะคิดว่าไม่ควรจะต้องเสียเวลามากขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่คิดเครื่องมืออะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้ เพราะการไปให้ถึงเป้าหมายและความสำเร็จต่างหากคือสิ่งสำคัญที่ควรชื่นชม

          จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยฉายหนังให้นักศึกษาดู ซึ่งทุกคนจะรู้สึกประทับใจกับความสำเร็จของตัวเอกอย่างมาก  แต่เมื่อเราถามว่ามีใครเคยนึกชื่นชมผู้ที่ล้มเหลวบ้างไหม  ไม่มีใครเลยที่เห็นคุณค่าของความล้มเหลว เราพบว่ามันยากมากที่จะให้นักศึกษาเห็นว่าความพยายามนั้นมีคุณค่าและสำคัญยิ่งกว่าผลสำเร็จของมันเสียอีก เราเองรู้สึกเหมือนที่เราเขียนไว้ในเรื่องพระมหาชนกว่าสิ่งที่พุทธศาสนาพยายามจะสอนคือกระบวนการของความพยายามต่างหากที่มีคุณค่า  ผลสุดท้ายของความเพียรนั้นจะเป็นความสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่คนรุ่นปัจจุบันดูจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ความพากเพียรพยายามดูจะไร้ความหมายถ้าไปไม่ถึงฝั่งฝัน

          ตลกดีนะที่คุณกับเรามานั่งปรารภกันเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าเราไม่พอใจและอยากให้โลกเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริง เรารู้สึกเหมือนคุณตรงที่ว่าเวลาได้ยินคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจะบอกเสมอว่าเขารู้ เพียงแต่เขารู้คนละอย่างกับที่เรารู้ และสิ่งที่เขารู้หลายอย่าง เราก็ไม่รู้  แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะคนรุ่นเก่าที่โตมากับความรู้ชุดหนึ่ง ย่อมรู้สึกเสียดายที่ความรู้ชุดซึ่งเราเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของมันดูจะหมดความหมายลงไปเรื่อยๆ

          แต่จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกวิตกอะไรเพราะคิดว่าโลกมันก็คงหมุนไปแบบนี้แหละ และคนรุ่นก่อนหน้าเราก็คงเคยวิตกจริตกับคนรุ่นเราเหมือนๆ กัน

          แล้วคนแก่รุ่นเก่า 2 คนก็หัวเราะให้แก่กัน....

 

06 August

สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย”

 

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์

จากเว็บไซต์ *หมายเหตุสังคม ปี 2 เดือนสิงหาคม

อยากถามอาจารย์ว่ามีเรื่องใดบ้างที่อาจารย์อยากเห็นมีผู้ศึกษาเพิ่มเติมในประวัติศาสตร์ไทย
1. “ประวัติศาสตร์ไทยช่วงก่อนสุโขทัย
          ถ้าจะพูดในภาพใหญ่ก่อนเลยก็คือผมมักจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ไทยมักจะขาดความสลับซับซ้อน หมายความว่าเรามักจะถูกสั่งสอนว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับกรุงสุโขทัย  แล้วช่วงก่อนสุโขทัยล่ะ ดินแดนหรือผู้คนแถบนี้เป็นอย่างไร  ประวัติศาสตร์ของเรานับถอยหลังไปได้แค่ 800 ปีเพียงแค่นั้นหรือ  ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยควรจะเริ่มตรงไหนกันแน่  ผมคิดว่านี่เป็นจุดบอดที่ใหญ่มาก

          เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย มันมีคำถามใหญ่มากๆ ว่าเราจะใช้กรอบอะไรไปจับว่าอะไรคือประวัติศาสตร์ ไทย”  เราหมายถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติที่เฉพาะเจาะจงลงไป หรือหมายถึงรูปแบบพัฒนาการของสังคมที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้  ถ้าเราเปิดกว้างว่ามีชนชาติหลากหลายมากมายที่ค่อยๆ พัฒนาชุมชนของตัวเองและคลี่คลายไปจนในที่สุดมีความชัดเจนในเรื่องของพื้นที่เขตแดนที่เรียกกันว่าอาณาจักรสยาม  ผมคิดว่าเราคงพอจะบอกได้ว่านี่ล่ะคือประวัติศาสตร์สยาม (ซึ่งไม่ได้มีแต่ชนชาติไทยเท่านั้น)  แต่เรื่องที่ว่าแต่ก่อนนี้ มีกลุ่มคนหลากหลายที่ค่อยๆ ช่วยกันสานคนละเล็กละน้อยจนเกิดมีลักษณะชุมชนที่ต่อมาคือสยามนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง จะเริ่มมีการพูดถึงนครรัฐหรืออาณาจักรเล็กๆ ซึ่งกระจายตัวและดำรงอยู่มาก่อนช่วงสุโขทัย-อยุธยา ทั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกแล้วก็ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเรายังมีความรู้ด้านนี้น้อยเกินไป

          นั่นเป็นความอยากรู้อันแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย

2. ภาพชีวิตของ คนโดยเฉพาะสามัญชนในประวัติศาสตร์ไทย
          อันที่สอง มุมมองของประวัติศาสตร์ไทยนั้น เรามักจะเดินตามรอยราชวงศ์และรัชกาล หมายถึงเรามักพุ่งความสนใจไปที่ตัวผู้นำในทางการเมืองเป็นหลัก  แต่กับภาพของตัวชุมชนนั้น มีอยู่น้อยมากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ระบบสังคมของเราเป็นอย่างไร  ระบบเกษตรกรรมหรือการจัดเก็บภาษีในระยะต้นเป็นอย่างไร  กว่าที่จะค่อยๆ คลี่คลายจนกระทั่งชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์  เราแทบไม่เคยมีการศึกษาสิ่งเหล่านี้เลย

          หรือแม้แต่การศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์เองก็ตาม  กว่าที่ผู้นำทางการเมืองจะลงตัวมาเป็นระบบกษัตริย์ มันคลี่คลายมาอย่างไร  กว่าที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้นั้นมาได้โดยวิธีไหนบ้าง   อ้างอิงกับอำนาจของอะไร  มีการจัดสรรอำนาจทางการเมืองกันอย่างไร  ผมคิดว่าส่วนนี้เราก็ยังไม่มีความชัดเจน บ่อยครั้งที่เรามักจะเอาความเข้าใจของปัจจุบันไปสวมให้อดีต เช่น การสืบสายรัชทายาทต้องสืบทางเด็กผู้ชายและต้องเป็นคนโตที่สุด หรือแม้กระทั่งความคิดเรื่องพระมเหสี ผมก็คิดว่ากว่าจะมาเป็นสถาบันพระมเหสีได้นั้น  น่าจะเป็นช่วงหลังมากๆ  เลย เพราะผมคิดว่าช่วงแรกๆ อำนาจยังไม่ตกผลึก  การที่ระบุไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าลูกคนไหนจะได้สืบบัลลังก์ หรือผู้หญิงคนไหนได้เป็นใหญ่ที่สุดในราชสำนักฝ่ายในนั้น ทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งมีโอกาสเป็นอันตรายมาก

          ยิ่งเรื่องชีวิตของผู้คนทั่วไปว่าอยู่กันอย่างไร ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่  เวลานึกอยากรู้เรื่องชีวิตชาวบ้าน ผมมักจะนึกถึงตำนานพื้นบ้านบางเรื่อง เช่น นางนาค  นางนาคมักจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องความรักของหญิงชาย  แต่สำหรับผมนั้น คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวชาวนากับรัฐได้อย่างดี  ผู้หญิงสมัยก่อนถ้าไร้ญาติขาดพี่น้องดูแล แล้วผัวก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ผู้หญิงคนนั้นต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากมากเหมือนกับนางนาค  ผมเองเลือกที่จะตีความในประเด็นนี้มากกว่า  แต่การตีความในกระแสหลักทางหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความเข้าใจและสนใจเรื่องราวในแง่มุมของสามัญชนน้อยเกินไป

อาจารย์คิดว่าถ้ามีคนสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สังคมกันจริงๆ เราจะมีข้อมูลหรือหลักฐานมากเพียงพอที่จะศึกษาหรือเปล่าเพราะคนไทยไม่ขยันจด ไม่ขยันบันทึกกันสักเท่าไร  
          ผมยังรู้สึกว่านี่เป็นคำอธิบายที่มีมาตลอด   แต่หากเราลองมองย้อนกลับไป  นักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์  เช่น
จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ใช้หลักฐานเหมือนที่เรามีอยู่แต่เขาได้สร้างความคิดใหม่ขึ้นมาโดยอาศัยทฤษฎีบางอย่าง  ที่สำคัญ ผมคิดว่าหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมันยังมีอยู่ในภาษาอื่นอีกมาก แต่ความพยายามของเราที่จะไปค้นหามาอาจจะยังไม่มากพอ

          ตัวอย่างเช่น หลักฐานในภาษาจีนหรือเอกสารของพวกพ่อค้าดัตช์ที่เข้ามาตั้งสถานีการค้าในอยุธยามาตั้งแต่เริ่มต้นเลย  แน่นอนว่าต้องมี  แต่ผมถามว่ามีนักประวัติศาสตร์สักกี่คนที่มีความรู้ในการใช้เอกสารเหล่านั้น ผมว่านับนิ้วได้เลย  เอกสารโปรตุเกสที่เรามักจะพูดถึงเสมอ   ทำไมจึงมีแค่ของปิ่นโต   นอกจากนี้ ผมคิดว่าต้องมีจดหมายทางการค้าระหว่างอยุธยากับปัตตาเวีย หรือแม้แต่อยุธยากับที่อื่น  เช่น เรามีการแต่งสำเภาการค้าไปค้าขายกับญี่ปุ่นที่เกาะริวกิว  แต่ยังมีการสำรวจเอกสารด้านนั้นน้อยมาก  จะยังมีอีกมากสักแค่ไหนที่เราอาจจะสามารถขุดค้นมาได้

          เพราะฉะนั้น สำหรับผมเอง คำอธิบายที่บอกว่าคนไทยไม่ชอบขีดเขียน หรือสอง เอกสารและร่องรอยหลักฐานของเราได้สูญหายไปหมดกับสงครามใหญ่สองครั้งและสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง ก็เป็นเหตุที่พอเข้าใจได้  แต่คำถามยังอยู่ที่เดิมว่าเรามีความพยายามในการค้นหาหลักฐานมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะขณะนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ช่วงที่มีความเจริญด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้ขุดค้นสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าสมัยก่อนมาก

สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย” 2/2

ถ้าเราสนใจจะศึกษาประวัติศาสตร์ชาวบ้าน อาจารย์คิดว่าเราควรจะเริ่มที่ไหน 
          ผมคิดว่าเรื่องนิทานพื้นบ้านกับภาษา สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกทำลายจึงยังโอบอุ้มร่องรอยหลักฐานอะไรอีกเยอะทีเดียว อย่างการเก็บเพลงพื้นบ้านนั้นอาจจะช่วยเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องความคิดความเชื่อได้เยอะมาก  สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการจัดการการศึกษาอย่างมีระบบและรอบด้าน

          ผมนึกถึงนักวิชาการท่านหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว คืออาจารย์ไมเคิล ไรท์  อาจารย์ศึกษาโองการแช่งน้ำโดยถอดออกมาเป็นภาษาสามัญ  ปรากฏว่าเราสามารถเข้าใจเรื่องราวของโองการแช่งน้ำได้อีกหลายอย่างทีเดียว  ตัวอย่างรูปธรรมคือเขาสำรวจว่าในโองการแช่งน้ำมีการใช้ภาษาเขมรมากน้อยแค่ไหน  มีภาษาบาลี-สันสกฤตเท่าไร  แล้วยังมีภาษาที่ไม่ใช่ทั้งหลายที่กล่าวมาและอาจจะอนุโลมว่าเป็นภาษาไทยมากน้อยแค่ไหน  คำที่ใช้เป็นคำประเภทไหน สะท้อนสังคมได้อย่างไร เป็นต้น

          การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น ผมคิดว่านอกจากจะอาศัยบันทึกลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นจารีตของนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังต้องอาศัยเครื่องมือต่างแขนงอีก เช่น หลักฐานทางโบราณคดี  มีนักวิชาการญี่ปุ่นที่ค้นพบเปลือกข้าวในอิฐกับภาชนะดินเผา ทำให้สามารถวิเคราะห์หาอายุและลักษณะของข้าวที่กินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างชุมชนอื่นๆ ซึ่งกินข้าวในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในแบบที่มักเรียกกันว่าบูรณาการ

3. ความซับซ้อนของประวัติบุคคลสำคัญ
          ประวัติศาสตร์ไทยในทางจารีตมักจะเน้นเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่ผมมักจะนึกสงสัยว่าทำไมบางคนจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นพิเศษมากๆ  อย่างกรณีรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้นชัดเจนที่สุด  แต่กว่าที่เราจะเกิดความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ ร.5 ขึ้นมาอย่างจริงจังนั้น ผมคิดว่าอาจจะหลังมากๆ  ทำไมก่อนหน้านั้นถึงไม่มี  หรืออย่างสมเด็จพระนเรศวรนั้น กว่าที่เราจะมีข้อมูลหรือภาพที่ชัดเจน ผมคิดว่าถอยไปได้ไกลที่สุดคือช่วงรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง  แล้วจึงกระโดดข้ามมามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 7 ด้วยฝีมือของกรมพระยาดำรงฯ  และกลายเป็นกึ่งนวนิยายในสมัยของหลวงวิจิตรฯ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  จะเห็นได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาโดดเด่นเป็นช่วงๆ

          แต่ถ้าถามว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับทั้งสองพระองค์แค่ไหน ผมคิดว่าก็ยังไม่พออยู่ดี ตอนที่หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรออกมาสู่สังคมนั้น หลายคนตั้งคำถามว่ามณีจันทร์มีจริงหรือเปล่า  มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับตัวพระองค์น้อยมากๆ

          ขณะเดียวกัน ผมลองนึกสนุกๆ ว่าถ้าประวัติศาสตร์ไทยสนใจตามรอยบุคคลสำคัญจริงๆ  เราน่าจะตามรอยใครบ้าง  ผมคิดว่ายังมีอีกหลายคนมากที่มีสีสันเหลือเกินและอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขา  เช่น  ถ้าพ่อขุนรามคำแหงมีตัวตนจริง  ผมก็อยากรู้อยากเห็นรายละเอียด  เช่น พระองค์คือใคร  มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเช่นไร  หรืออย่างพระเจ้าปราสาททองที่เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือแม้กระทั่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ เอง  ในแง่บันทึกต่างประเทศ เราเห็นร่องรอยของกษัตริย์พระองค์นี้ว่ามีสีสันมาก  ท่านรวบรวมอำนาจอย่างไรกว่าจะขึ้นครองราชย์ได้  ท่านสร้างฐานอำนาจและต่อสู้กับอำนาจในกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างไร  มี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้ แต่เท่าที่เห็น ก็มีเพียงคนเดียว  ทำไมเราไม่พยายามทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมา

          หรือกรณีตำนานพระพุทธบาทในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม  เราไม่ค่อยพูดถึงการค้นพบพระพุทธบาทว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้กับรัฐบาลของท่าน แต่กลับมองเป็นกฤษฎาภินิหาร กลายเป็นของเรื่องตำนานซึ่งกระเดียดไปทางนิยายเสียมากกว่า

          หรือรัชกาลที่  3 ซึ่งทรงเป็นนักการค้าที่ยิ่งใหญ่มาก  ท่านสามารถรักษาดุลยภาพระหว่างกลุ่มฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างไรโดยไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน  ไม่มีการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันบ้างเลยหรือ   แล้วกลุ่มสกุลขุนนางใหญ่ๆ   อย่างตระกูลบุนนาค  หรือกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในสมัยนั้น รวมไปถึงกลุ่มชาวตะวันตกอีกล่ะ  ท่านจัดการอย่างไร

          โดยสรุปแล้ว ในเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับบุคคลสำคัญต่างๆ  แต่ทำไมถึงยังไม่มีความหลากหลายเท่าที่ควร  ผมไม่ได้รังเกียจถ้านักประวัติศาสตร์จะสนใจเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่จะดีมากถ้าเขาได้ศึกษาบุคคลสำคัญหลายๆ คน เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นคำถามและคำตอบต่อกัน และท้ายสุด เราอาจจะได้เห็นภาพของประวัติศาสตร์ไทยที่มีความหลากหลายมิติมากขึ้น

4. ประวัติศาสตร์ไทยในบริบทของประวัติศาสตร์โลก
          อีกประเด็นที่อยากจะพูดถึงคือการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมักจะโดดเดี่ยวและแยกออกมาจากประเทศอื่นๆ  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมมักจะตั้งคำถามอยู่ตลอด   เวลาที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์ยุโรป   ประวัติศาสตร์โลกหรืออะไรก็ตามแต่ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น  ประเทศไทยอยู่ตรงไหน  ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่มีภาพนี้

          การที่เอาประวัติศาสตร์จากหลายๆ ที่มาวางไว้บน Time line เดียวกัน อย่างน้อยที่สุดสำหรับผมเองก็ช่วยให้สามารถนึกภาพรวมที่กว้างขึ้น เช่น เมื่อพูดถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่าตรงกับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผมก็จะกวาดสายตาไปว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกนี้ ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงว่าในขณะที่สังคมไทยเรากำลังเป็นแบบนี้ สังคมอื่นเป็นแบบไหน  แน่นอนที่สุดว่าพัฒนาการของสังคมแต่ละที่นั้นมักแตกต่างกันทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

          นอกจากนั้น การที่เราเอาช่วงเวลาของไทยไปวางไว้บน Time line ของโลกนั้นยังอาจช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนั้นด้วย เช่น กรณีเรื่องโรคห่าระบาดที่เป็นเหตุให้พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงศรีอยุธยานั้น เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Black Death ซึ่งคร่าชีวิตคนในยุโรปไปมากมาย ซึ่งเมื่อสนใจสืบสาวต่อไปจริงๆ ก็อาจพบว่ามันอาจจะมาจากหนูที่ติดมากับเรือสินค้าจากเมืองจีนก็ได้  หรืออย่างกรณีความรุ่งเรืองของอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการที่เส้นทางการค้าสายไหมทางบกที่เคยใช้กันมาถูกปิดไป อยุธยาจึงกลายเป็นจุดผ่านทางที่สำคัญของการค้าทางทะเลและร่ำรวยขึ้นมาอย่างที่อาจเรียกได้ว่าส้มหล่น

          จะเห็นได้ว่าการอธิบายเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์ในภูมิภาคอื่นๆ ได้  พูดอีกอย่างก็คือ การที่ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยมีพื้นที่ทางเวลาร่วมกันหมายถึงการมีพื้นที่ (การอธิบาย) ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดเช่นนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

 
03 July

เสน่ห์อิสฟาฮาน

 

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์
 

จะด้วยฝีมือโปรโมทของอิหร่านที่พยายามหาพันธมิตรไว้สู้อเมริกา หรือด้วยความสดใหม่ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวก็ตามที  ปัจจุบัน คนไทยทยอยไปเที่ยวอิหร่านกันมากขึ้นและทุกคนที่พวกเรารู้จักล้วนกลับมาด้วยความประทับใจเมืองๆ หนึ่งเป็นพิเศษ  เดือนนี้ *หมายเหตุสังคมจึงขอพาทุกท่านมารู้จักเสน่ห์ของเมืองที่ชื่อว่า Esfahan ผ่านสายตามัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างอาจารย์ทรงยศกันค่ะ

            อิสฟาฮานเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมเปอร์เซียรุ่งเรืองถึงขีดสุดในทุกๆ ด้าน  เวลาที่เราพูดถึงเมืองอิสฟาฮาน เราจึงมักจะนึกถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมเปอร์เซีย ซึ่งผมคิดว่าคงคล้ายๆ กับเวลาที่เราพูดถึงอยุธยาว่าสำคัญอย่างไรต่ออารยธรรมไทย  คืออะไรก็ตามที่เคยรุ่งเรืองในอิสฟาฮานได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของอิหร่านในปัจจุบัน  ความรุ่งเรืองด้านต่างๆ นี้ยังคงสืบทอดต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบันและยังสามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในอาคารบ้านเรือนต่างๆ

            ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวมักไปเยือนเป็นแห่งแรกคือจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่มาก  ชาวเมืองอิสฟาฮานทุกวันนี้ยังคงบอกว่าที่นี่คือลานกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  ยิ่งถ้าเทียบกับสถานที่ที่คล้ายคลึงกันในช่วงศตวรรษที่ 15-17 ด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของเปอร์เซียในยุคนั้นเพราะขนาดของจตุรัสกลางเมืองในยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับขนาดของจตุรัสแห่งเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลต่อกัน

            หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นในจตุรัสนั้นได้แก่พระราชวังหลวง ในช่วงสมัยเดียวกันนั้น  ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีพระราชวังไหนที่หรูหราฟู่ฟ่าเท่ากับพระราชวังแห่งอิสฟาฮาน  ซึ่งเป็นอาคารสูง 6 ชั้น ผนังด้านในมีจิตรกรรมเขียนสีซึ่งมีลายเส้นที่อ่อนหวานประดับประดาไว้ทั่วไปหมด  เมื่อไต่บันไดขึ้นไปถึงชั้นที่สาม เราจะเห็นว่ามีน้ำพุอยู่บนนั้น  ตัวบันไดเองก็มีสีสันงดงามอัศจรรย์เพราะกรุด้วยกระเบื้องเคลือบที่ทำลวดลายเป็นดอกไม้สีต่างๆ  ปัจจุบัน ตั้งแต่ชั้นที่  4-6  กำลังซ่อมอยู่

 ชั้นบนมีห้องดนตรีซึ่งเป็นห้องที่มีการจัดระบบเสียงได้ดียอดเยี่ยม  ลักษณะห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก  มีการกรุกำแพงด้วยแผ่นยิบซั่มบางๆ  ซึ่งฉลุเป็นลวดลายภาชนะต่างๆ  เช่น  เหยือกแก้ว  คนโทน้ำ  แจกัน  ผลของมันก็คือเมื่อนักดนตรีเล่นเพลงอยู่ในห้อง เสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกดูดเข้าไปในช่องฉลุเหล่านั้นทำให้เสียงดนตรีที่ได้ยินเป็นเสียงที่ประณีตละเอียดอ่อน  ลองนึกถึงภาพงานเลี้ยงที่ชั้น 3  แล้วมีเสียงดนตรีลอยลงมาจากห้องที่อยู่ชั้นบน  ผู้คนในงานเลี้ยงจะไม่เห็นนักดนตรีเลยแต่สามารถได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะได้ทั่วงาน

            ผมคิดว่าบรรดาราชสำนักที่อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่างพูดถึงพระราชวังที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้เป็นเสียงเดียวกัน  ผมจะขอยกตัวอย่างความน่าทึ่งบางอย่าง เช่น กระเบื้องเคลือบหลากสีสันที่นำมาใช้ประดับประดาพระราชวังนั้นต้องอาศัยความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาอย่างมากว่าต้องใช้โลหะชนิดไหนมาผสมลงไปในน้ำเคลือบและทำการเผาอยู่ที่อุณหภูมิเท่าใด จึงจะได้สีกระเบื้องตามที่ต้องการและยังคงสีที่สดใสอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน  เพราะฉะนั้น เพียงแค่สีของบันไดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว

            เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องของดนตรีที่มีพัฒนาการสลับซับซ้อนมาก  ในโลกของเปอร์เซียนั้น มีการศึกษาเรื่องดนตรีอย่างลึกซึ้ง  มีการศึกษาถึงขั้นว่าเสียงของห้องจังหวะใดจะสามารถให้เสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสุขสบายได้ หรือสร้างห้องดนตรีแบบไหนถึงจะเกิดความนุ่มนวลของเสียงเมื่อนักดนตรีบรรเลงเครื่องดนตรีพร้อมๆ กัน  ส่วนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็มีการพัฒนาไปด้วยในขณะเดียวกัน

 นี่เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่อยู่กลางเมืองอิสฟาฮาน  พระราชวังที่ชื่ออาลี คาพู (Ali Kapu หมายถึงประตูสวรรค์) นี้ยังมีเรื่องที่ผมประทับใจอีกอย่าง คือเมื่อเดินเข้าประตูไป จะเห็นอักขระที่เป็นภาษาฟาร์ซี ซึ่งก็คือภาษาเปอร์เซีย  (คำว่า เปอร์เซียเป็นการเรียกเพี้ยนโดยคนกรีก  ถิ่นฐานดั้งเดิมของคนกลุ่มนี้คือจังหวัดฟาร์ส (Fars)  เมื่อคนกรีกเข้ามาถึง ได้เรียกเพี้ยนไปเป็นพาร์ส เพอร์สและกลายเป็นเปอร์เซียในที่สุด)  อักขระภาษาฟาร์ซีที่จารึกไว้ ณ ที่นั้นนำมาจากบทกวีของโอมัร คัยยาม (ผู้แต่งรุไบยาต)  ไกด์ท้องถิ่นแปลให้เราฟังว่ามนุษย์นั้นออกมาจากประตูหนึ่งและท้ายที่สุดจะได้เข้าไปสู่ประตูหนึ่ง”  ประตูที่เราออกมาคือประตูสวรรค์และท้ายสุดประตูที่เราจะเข้าไปและไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลยคือประตูแห่งความตาย

            นอกเหนือไปจากความงดงามของอาคารต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว ผมคิดว่ายังมีด้านอื่นๆ อีกที่น่าสนใจ เช่น วิธีคิดว่าสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ที่ควรจะประกอบขึ้นเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองนั้นควรจะมีอะไรบ้าง  ในจัตุรัสนั้น นอกจากพระราชวังหลวงแล้ว ยังมีตลาดและสุเหร่าอยู่ 2 สุเหร่า

            ถัดจากอาคารพระราชวังเป็นตลาดหรือบาซาร์ (Bazaar) ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรารับมาใช้แล้วเพี้ยนเป็นคำว่า ปสานในสมัยอยุธยา  หมายความว่ารัฐไม่สามารถคงอยู่ได้ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคงดีพอ  เปอร์เซียรุ่งเรืองเพราะทำตัวเป็นคนกลางในการเก็บเกี่ยวสินค้าจากโลกตะวันออกที่หมายถึงจีน อินเดีย แล้วส่งไปขายต่อยังโลกตะวันตกที่ยุโรป  ตัวบาซาร์สมัยนั้นมีการพัฒนาไปไกลมากถ้าเทียบกับโลกส่วนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน

         

   สมัยก่อน สินค้ามักมีไม่มากพอที่จะขายได้ทั้งวัน  การค้าขายมักจะเป็นภาพของพ่อค้าวัวต่างม้าต่างที่รวบรวมสินค้าตามรายทางพร้อมกับตระเวนขายไปตามรายทาง  ตลาดส่วนใหญ่จึงมีลักษณะเป็นตลาดนัดมากกว่าตลาดถาวร  ในยุโรปเองก็มีตลาดนัดที่เรียกว่า flea market เพราะเปรียบเสมือนตัวหมัดที่กระโดดไปมาตามแหล่งต่างๆ  แต่สิ่งที่เราเห็นในเมืองอิสฟาฮานเป็น covered bazaar คือตลาดที่เป็นตัวอาคารถาวรขนาดใหญ่  แสดงว่าที่นี่เป็นที่รวมสินค้ารายทางจำนวนมหาศาล เป็นศูนย์รวมของพ่อค้ามากมาย

            ผมจินตนาการว่าในตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ  ตลาดตรงนี้เป็นแหล่งค้าขายพรม ตรงนั้นขายหมวก ตรงนี้ขายเครื่องเหล็ก ตรงนั้นอาจจะเป็นที่ขายทอง  ถัดมาเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการทำน้ำหอม เครื่องแก้ว แล้วก็เครื่องเทศนานาชนิด  การที่ตลาดจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตลาดถาวรที่มีสินค้าขายได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก

 

            ถัดจากอาคารที่เป็นตัวคุมเศรษฐกิจ ก็เป็นอาคารที่มีบทบาทในการควบคุมความคิด  เราเห็นสุเหร่า 2 แห่ง ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง  สุเหร่าเล็กที่ชื่อชัยค์ลุฏฟุลลอฮนั้นใช้เฉพาะราชสำนัก  ปกติ สีที่ใช้ด้านนอกตัวสุเหร่ามักจะเป็นสีเขียวหรือไม่ก็น้ำเงิน  แต่ที่นี่สีพื้นกลับเป็นสีเบจ คือสีน้ำตาลและเนื้ออ่อนสลับกับสีน้ำเงินและเขียว  เมื่อเห็น จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นสีที่นุ่มนวลมาก  แต่ที่วิเศษกว่านั้นคือเมื่อเดินเข้าไปในอาคาร เราจะเห็นร่องรอยความคิดทั้งเรื่องของเรขาคณิตและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมาก เช่น จตุรัสเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ตัวอาคารของสุเหร่ามีเงื่อนไขว่าต้องหันไปทางทิศที่ตั้งของนครเมกกะ ซึ่งไม่สัมพันธ์กันเลยกับผังสี่เหลี่ยมของลานเมือง  สถาปนิกจึงต้องออกแบบให้เราเดินเบี่ยง  ที่น่าทึ่งก็คือเรากลับไม่รู้สึกถึงการถูกบังคับให้ต้องเดินเบี่ยงเลย

            และเมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก็ต้องตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ในการเขียนลวดลายประดับประดาต่างๆ ที่เป็นศิลปกรรมแบบอิสลาม ทั้งลายแบบพรรณพฤกษาและการใช้ตัวอักขระจากพระคัมภีร์ที่เรียกว่ากูฟิค (kufic) หรืออักษรประดิษฐ์มาประดับ ซึ่งสำหรับคนเปอร์เซียแล้วมันคือส่วนหนึ่งของการชื่นชมสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้น ศิลปะ สีกับพระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

            ที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือเมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน จะเห็นลายเป็นวงขนาดใหญ่และค่อยๆ เล็กลงเข้าหาจุดศูนย์กลาง  มองเผินๆ ก็ดูเหมือนลายวงกลมธรรมดา แต่ถ้ามีแสงมากระทบโดนในมุมที่ถูกต้อง เราจะเห็นลายนั้นคลี่ตัวออกเป็นรูปนกยูงรำแพนหางได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะตลอดวัน  นี่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการคำนวณแสงในสถาปัตยกรรมที่น่าอัศจรรย์มาก

            นอกจากสุเหร่าเล็กที่ใช้เฉพาะราชสำนักแล้ว ยังมีสุเหร่าใหญ่หรือมัสยิดญามิอ์ซึ่งเป็นที่สำหรับให้ชาวเมืองมาทำนมาซร่วมกันในวันศุกร์  พื้นที่ของสุเหร่าจึงต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับชาวเมืองจำนวนมากได้  สุเหร่านี้ยังประกอบด้วยส่วนที่เป็นโรงเรียนอยู่สองด้าน เป็นปีกซ้ายขวา  ในโลกของคนอิสลามเรียกส่วนนี้ว่า มะดระซะหมายถึงโรงเรียน (ศาสนา)  ในสมัยก่อน โรงเรียนลักษณะนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องของศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิชาคำนวณ การแพทย์และอื่นๆ ด้วย

            มะดระซะที่นี่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับฤดูกาล  ในฤดูร้อน จะใช้ด้านที่เป็นอาคารเปิดโล่ง  ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ออกแบบให้มีประตูเปิดปิดได้เพื่อให้อบอุ่นเหมาะกับการเรียนในฤดูหนาว  มีทั้งห้องเรียนขนาดเล็กที่น่าจะจุคนได้สัก 20 คนเป็นอย่างมากและห้องเรียนขนาดใหญ่  ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างดียอดเยี่ยม

            อีกอย่างที่อาจทำให้เราแปลกใจคือเวลาอยู่ในเมืองอิสฟาฮาน เราจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา  น้ำเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของคนเมืองนี้  จะมีน้ำพุอยู่ในสวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วเมือง  พวกเขาเอาน้ำมาจากไหนกันในเมื่อถัดจากตัวเมืองที่แผ่ออกไป ล้วนเป็นที่โล้นแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปของอิหร่าน

            อิสฟาฮานได้น้ำจากสองแหล่งด้วยกัน แหล่งแรกคือแม่น้ำสายสั้นๆ ที่ไหลผ่านเมือง ส่วนอีกแหล่งคือน้ำซับใต้ดิน หมายความว่าต้องอาศัยผู้รู้ว่าน้ำซับนั้นอยู่ตรงไหนแล้วจัดการชักน้ำเหล่านั้นขึ้นมาใช้  น้ำจะถูกเพิ่มความดันเป็นระยะเพื่อให้เกิดแรงผลักจากใต้ดินจนกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ซึ่งน้ำพุนี้สามารถไปโผล่ได้ถึงชั้นสามของพระราชวังกลางเมือง

            เรางุนงงสงสัยเพราะเราคิดว่าน้ำต้องสัมพันธ์กับต้นไม้  แล้งอย่างนี้จึงไม่น่ามีน้ำได้  แต่น้ำของคนเปอร์เซียนั้นสัมพันธ์กับหิมะที่ละลายซึมลงในชั้นใต้ดิน  แผ่นหินที่สลับซับซ้อนได้กักเก็บน้ำเอาไว้เป็นโตรกธารที่ไหลเวียนอยู่ใต้ดิน คนเปอร์เซียจึงพัฒนาความรู้เรื่องการสร้างลำรางส่งน้ำที่สัมพันธ์กับชั้นใต้ดินที่อยู่ห่างไกลร่วมร้อยกิโลเมตร  ในโลก มีอยู่ไม่กี่วัฒนธรรมที่มีความรู้เรื่องการทำอุโมงค์ใต้น้ำเช่นนี้  ในความเป็นจริง อิสฟาฮานจึงมีน้ำอยู่มากเกินพอด้วยซ้ำไป

            สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับน้ำที่สลับซับซ้อน  น้ำคือความร่มเย็น น้ำคือชีวิต  พอตกเย็น ผู้คนจะไปนั่งคุยกันอยู่ริมแม่น้ำ ไปปิกนิก นัดรวมญาติ ถ่ายรูป และเป็นที่นัดพบของหนุ่มสาว  ตามสวนจะมีการสร้างน้ำพุเพื่อให้ความชุ่มชื่นร่มเย็นแก่ชีวิต  นอกจากนั้น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแบบมุสลิมก็คือเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบริเวณบ้าน สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือสวนซึ่งมีน้ำพุขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง  ทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมุสลิมชื่นชมน้ำอย่างมาก

            นอกจากจัตุรัสกลางเมืองแล้ว ยังมีพระราชวังขนาดเล็กอยู่อีกประมาณ 30 วัง  พระราชวังเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีการสลักเสลาและเขียนสีในแต่ละราชวงศ์  แต่ละวังมีอาคารซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยป่า  ที่ไม่เรียกว่าสวนเพราะต้นไม้ที่นั่นมีขนาดใหญ่มากเพราะปลูกมาตั้งแต่สมัยสร้างวัง จึงมีอายุประมาณ 100-200 ปี  ต้นไม้ที่นิยมกันมากเพราะนำไปใช้ได้คือต้น sycamore ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นเมเปิ้ล เช่น พระราชวังที่ชื่อว่าเชเฮลโซตูน ซึ่งแปลว่าวังที่มีเสาไม้ 40 ต้นนั้น เสาทุกต้นทำจากไม้ซิกคาหม่อทั้งสิ้น  เมืองอิสฟาฮานทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้

            อิสฟาฮานยังมีที่เที่ยวอื่นๆ  อีก เช่น หลุมฝังศพของมหากวีที่ชื่อว่าฮาเฟซ   ซึ่งคนอิหร่านเองก็ยังไปที่หลุมศพนี้กันอยู่ในปัจจุบัน พอไปถึง ก็จะอ่านบทกวีของท่านกัน  ถัดจากหลุมศพ  มีร้านน้ำชาเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการแสวงหาความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนอิหร่านซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ  พวกเราก็ไปนั่งกินขนมที่หน้าตาคล้ายกับซ่าหริ่มในน้ำกุหลาบซึ่งทำจากดอกกุหลาบจริงๆ และมีขายทั่วไปในอิหร่าน

            ผมคิดว่าอิสฟาฮานมีอะไรให้ดู ให้ได้เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอยู่มากจริงๆ

11 June

ไทยมีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย...

ด้วยความที่มีคนเมล์กระทู้ของพันทิปมาให้อ่าน เพื่อให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียและเป็นอันดับสองของโลก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7899316/A7899316.html ผมอ่านแล้ว มีข้อสังเกตแบบนี้ครับ
 
.....ความจริง ตั้งใจจะร่วมวงคุยเรื่อง พิพิธภัณฑ์หลังจากได้รับเมล์นานแล้ว แต่ก็มัวแต่ทำอะไรต่างๆจิปาถะอยู่นานจนกระทั่งตอนนี้นี่แหละ ผมมีความรู้สึกคล้ายกับคนที่โพสต์กระทู้นี้ ที่รู้สึกประหลาดใจกึ่งสงสัยในตัวเลขสถิติ และรู้สึกคล้ายๆกับเขาว่าคนไทยไม่ค่อยอยากไปพิพิธภัณฑ์เพราะไปแล้วก็พบแต่ลุงหรือป้าคนเดิมนั่งสัปหงกหรือตรวจหวยเบอร์อยู่ในห้องจัดแสดงที่มืดทึมหรือ/และอบอ้าว ป้ายอธิบายส่วนใหญ่เป็นเพียงการบอกว่าของนั้นๆเรียกว่าอะไร(เป็นศัพท์ที่แบบนักวิชาการใช้) ศิลปะสกุลไหน ปีพุทธศักราชอะไร ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับคนชั้นกลาง รับราชการ บ้านอยู่เซ็นต์หลุยส์ซอย 3 สาทร อย่างบ้านผม และเดาว่าคงจะไม่สัมพันธ์กับบ้านไหนๆด้วย แต่เมื่ออ่านข้อมูลที่ส่งเมล์มาอีกที ก็พบอะไรบางอย่างทีผมสนใจครับ การที่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆอย่างทีว่ากระจายอยู่เยอะแยะไปหมดนั้น ผมเดาต่อว่าส่วนใหญ่คงจะเป็นของเอกชนหรือของชุมชน(โดยเฉพาะวัด) และปรากฏการณ์นี้น่าจะเพิ่งเกิดในรอบ 10-20 ปีนี้กระมัง ทั้งนี้ผมไม่รวม "เอกชน" ประเภทวังสวนผักกาด หรือเอกชนประเภทเสี่ยเล็กที่ได้รับการ "ยุ"จนขึ้นจากนักโบราณคดีชั้นนำบางคน เอกชนเล็กๆที่ว่าและนอกไปจากข้างต้น(บางระดับ) ลุกขึ้นมาเก็บข้าวของที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพราะรู้สึกว่าของเหล่านั้นอาจทำให้ท้องถิ่นของเขามีที่มีทางอยู่ในกระแสประวัติศาสตร์หลวงบ้าง ปรากฏการณืนี้น่าจะคู่ขนานกับ ความรู้สึกท้องถิ่นนิยมกระมัง อย่างไรก็ตามท้องถิ่นนิยมที่ว่ายังต้องอิงๆอยู่กับประเทศ-ชาติ-เจ้านิยมอยู่(เมื่อเร็วๆนี้ผมเดินทางไปจันทบุรี-ระยอง ไปดูวัดสองวัด วัดเอาประวัติของตัวเองไปอิงกับพระเจ้าตากสินเพื่อให้มีจุดน่าสนใจ ไปน้ำตกพลิ้ว ก็มีการอิงกับพระนางเรือล่มและการที่ร.5 เสด็จกลับจาก"ไกลบ้าน" (คศ.1907) ท่านได้เสด็จมา "ต้อนรับ" จันทบุรี ระยอง เข้าสู่สยามประเทศก่อนเดินทางกลับเข้าสู่พระนคร อย่างนี้เป็นต้น) หากจะคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นมีหน้าที่ ตอกย้ำความเป็นตัวเป็นตน พิพิธภัณฑ์ที่เรากำลังพูดถึงนี้คงกำลังหาช่องทางของตัวเองโดยอิงกับกระแสระดับชาติไปก่อนกระมัง (กรอบการมองของระดับชาติเองก็มีพลังมากจนชุมชนท้องถิ่นยังหาช่องทางชัดๆของตัวเองลำบากอยู่) ผมเกิดคำถามในใจว่าการเกิดของพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆในโลกนั้นเกิดขึ้น...
14 May

คุยกับหนัง - มิถุนายน 52 / TU Movie Program - June 09

ฉายที่ห้องเรวัต พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
ชมฟรีเช่นเคย - แต่กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ก่อนทุกครั้ง (กรุณาแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ราชการ)
The show is at Rewat Buddhinan Activity Room on Basement 2, Pridi Banomyong Building.  The program is open to public for free.  Please inform the library staff that you are attending the show.
 
 

4 มิ.ย. 52 : The Crow (1994/102 min/USA)

กำกับการแสดง : Alex Proyas
ผู้แสดง : Brandon Lee / Ernie Hudson / Michael Eincolt

เอริค ดราเวน พร้อมคู่หมั้นสาว ถูกแกงค์อันธพาลรุมฆ่าตายอย่างทารุณ เขาฟื้นขึ้นมาจากหลุมพร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ผ่านกลับมาในความทรงจำ ความเจ็บปวดที่เขาจะได้ถ่ายทอดย้อนกลับไปยังฆาตกรทีละคน/ทุกคน

เดอะ โครว์เป็นหนังประเภท cult ระคนไปด้วยความตาย ความเศร้าโศก ความรัก ความแค้น ความรุนแรง และศาสนา ดนตรีแบบฮาร์ดร็อค และภาพพจน์ของแบรนดอน ลีในฐานะ "หน้ากากแห่งความตาย" จากหนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อศิลปะร่วมสมัยมิใช่น้อย

4 June 09 : The Crow (1994/102 min/USA)

Director: Alex Proyas

Actors: Brandon Lee / Ernie Hudson / Michael Eincolt

Eric Draven and his fiance were brutally murdered by gangsters.  He rose from the grave with painful memory of how he was killed.  He passed on such pains to each of those who murdered him, one by one.

The Crow is a "cult" filem.  It contains death, sorrow, love, vengeance, violence and religion.  Hard rock music and Brandon Lee image as "mask of dead" fro this film has a lot to do with the contemporary art.

 
 
11 มิ.ย. 52  :  Mr.Thank You (1936/78 min/Japan) และ Ornamental Hairpin (1941/70 min/Japan)
 
Mr.Thank You
กำกับการแสดง : Hiroshi Shimizu/ดัดแปลงจากนวนิยายของ Yasunari Kawabata
ผู้แสดง : Michiko Kuwano / Ken Uehara

คนขับรถเมล์ไปกลับระหว่างโตเกียวกับหมู่บ้านที่ห่างออกไป 80 กม. ผู้สุภาพอ่อนน้อม  เขาขอบคุณทุกคนที่อยุ่ตามรายทาง ใครๆ จึงเรียกเขาว่า Mr.Thank You  ในวันนี้ รถของเขาจะนำเด็กสาวพร้อมแม่ที่มุ่งเข้าโตเกียวเพื่อ "เป็นสาวใช้" บ้านคนรวย ผู้โดยสารคนอื่นมีทั้งชายขี้ลืม พ่อค้าต่างเมือง เฒ่าหัวงู และหญิงผู้เจนโลก  เรื่องราวชีวิตของแต่ละคนทั้งในรถและที่พบตามรายทาง สานขึ้นเป็นภาพสังคมญี่ปุ่นก่อนสงครามอย่างน่าสนใจ
 
Ornamental Hairpin
กำกับการแสดง : Hiroshi Shimizu/ดัดแปลงจากนวนิยายของ Masuji Ibuse
ผู้แสดง : Shinichi Himori / Kanji Kawara / Hiroko Kawasaki
เหล่าสตรีนักแสวงบุญพากันเข้าพักยังโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในชนบท  เสียงเจี๊ยวจ๊าวของสตรีทำให้อาจารย์ใหญ่นักประพันธ์รำคาญใจเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเธอจากไปในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เหยียบโดนปิ่นประดับผมกัลปังหาแดงในบ่ออาบน้ำ สตรีคนหนึ่งที่ได้จากไป ส่งจดหมายมาบอกว่าเธอจะกลับมารับปิ่นชิ้นนี้ เธอจะเป็นหญิงสาวหรือหญิงมีอายุ เธอโสดหรือมีครัวเรือน และเธอสวยหรือขี้เหร่ คำตอบของแต่ละคำถามคือโครงสร้างของบทกวีอันจะนำไปสู่เรื่องราวที่จะตามต่อมาโดยที่ไม่มีใครอาจคาดเดาได้
 
11 June 09  :  Mr.Thank You (1936/78 min/Japan) + Ornamental Hairpin (1941/70 min/Japan)
 
Mr.Thank You
Director: Hiroshi Shimizu/adapted from Yasunari Kawabata's novel
Actors : Michiko Kuwano / Ken Uehara
 
A gentle bus driver drives between Tokyo and a village 80 km away. He always thanks every single passenger. Therefore, they call him Mr. Thank You.  Today, Mr. Thank You drives his bus as usual.  His passengers are a girl and her mother heading for Tokyo to be a maid in a rich man's house.  Other passengers are namely a forgetful man, a merchant from other town, an old goat and an artful lady.  Stories of each passenger and those who are on the way entwine to be an interesting episode of Japanese society during pre-WWII period.
 
Ornamental Hairpin
Director: Hiroshi Shimizu/adapted from Masuji Ibuse's novel
Actors : Shinichi Himori / Kanji Kawara / Hiroko Kawasaki
 
Female pilgrims stay overnight in a small inn in countryside.  Their boisterous annoys the poet/headmaster a great deal.  In the morning when the pilgrims left, a young man stepped on a red coral hairpin in the bath tub.  The inn received a letter from a lady who spent a night there notified that she was the owner of such hairpin. She will stop by to fetch it.  Is she young or old, single or married, beautiful or ugly?  Answers to these questions are the yarns which are woven to be poetry of lives and very much unexpected stories.
 

18 มิ.ย. 52 : Chop Shop (2007/84 min/USA)

กำกับการแสดง : Ramin Bahrani
ผู้แสดง : Alejandro Polanco / Isamar Gonzales

อเลฮานโดร และอิสมัรอายุ 16 อาศัยอยู่ชั้นบนของอู่ขนาดเล็กในย่านเซียงกง เขตควีนส์ของนิวยอร์ก ทั้งสองมีความฝันว่า การเก็บหอมรอมริบเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้สามารถซื้อรถตู้ เปิดร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดสำหรับคนจนแถวข้างถนน แต่ฝันของคนจนไม่หอมหวานอย่างคนชั้นกลางและคนรวยเลย

18 June 09 : Chop Shop (2007/84 min/USA)

Director: Ramin Bahrani

Actors: Alejandro Polanco / Isamar Gonzale

Alejandro and Isamar, ages 16, live in the second floor of a small garage in Queens, New York.  They dream of gradually saving money to buy a van and convert it into a mobile fast food store for the poor in the area.  Nonetheless, the dream of the poors is far from being such a sweet dream as those of middles classes and the riches.

 
 
25 มิ.ย. 52  :  The Fall (2006/117 min/USA)
กำกับการแสดง : Tarsem Singh
ผู้แสดง : Catinca Untaru / Justine Waddell / Lee Pace
เด็กน้อยฟื้นจากการสลบในโรงพยาบาล ชายผู้ป่วยในเตียงข้างๆ เล่าเรื่องนิทานอันแสนแปลกประหลาดเพื่อคลายเธอจากความเศร้าหมอง นิทานที่มีทั้งตัวเธอ ครอบครัวของเธอ และคนที่อยู่รอบข้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของจินตนาการที่เต็มไปด้วยสีสันเจิดจ้า
 
25 June 09 : The Fall (2006/117 min / USA)
Director: Tarsem Singh
Actors : Catinca Untaru / Justine Waddell / Lee Pace
 
A girl is being conscious from her operation.  A man in the bed beside hers tells her amazing stories to pull her out of sadness.  The girl and her family members are part of the imaginative, vibrant stories.
 
08 April

ข้างหลังภาพ

เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ ทรงยศ แววหงษ์

          ผมคิดว่าเวลาคนดูรูป หลายคนคงตั้งคำถามกับความหมายของรูปว่ามันคืออะไร  ถ้าจะตอบคำถามนี้ ผมคิดว่าเราอาจจะต้องเริ่มต้นจากการนิยามหน้าที่ของรูปว่ามันมีหน้าที่อะไรก่อน  ผมคิดว่ารูปถ่ายเป็นสิ่งที่ยืนยันความทรงจำและความทรงจำนั้นอาจจะสื่อความหมายอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งบางครั้งก็ชัดเจนในตัวของมันเอง  แต่บ่อยครั้ง เราต้องอาศัยภูมิหลังอะไรอีกมากมายเพื่อจะได้เข้าใจความหมายที่อยู่ข้างหลังภาพนั้น

          อย่างเช่น รูปกรมพระยาดำรงราชานุภาพรูปนี้  เป็นรูปที่ถ่ายตอนที่ท่านอายุยังน้อยอยู่ แต่งตัวธรรมดา นั่งด้วยอาการธรรมดาและกำลังโอบกอดเด็กเล็กๆ ที่แต่งตัวธรรมดาหมดเลยทุกคน  ผมคิดว่าหลายคนที่ได้เห็นรูปนี้ จะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ  แต่อย่างที่เราทราบๆ กัน ผู้ชาย ธรรมดาๆคนนี้ทรงมีบทบาทในสังคมไทยอยู่มากทีเดียว ทั้งในแง่ของการเมืองการปกครอง วิชาการ และอาจจะรวมไปถึงด้านอื่นๆ อีกมาก  ดูรูปนี้แล้วทำให้นึกว่าจริงๆ แล้ว คนแต่ละคนที่เราเห็นนั้นล้วนมีเรื่องราวข้างหลังภาพอยู่อีกเยอะแยะมากมาย

ภาพถ่ายยุคแรกๆ
          รูปถ่ายเป็นประดิษฐกรรมในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี  ดูเหมือนว่ามนุษย์เราอยากจะวาด อยากจะบันทึกสิ่งที่ตัวเองต้องการเห็น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ สิ่งแวดล้อมหรือตัวบุคคล ให้เหมือนจริงมากที่สุด ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนก็มีความพยายามที่จะผลิตรูปเขียนประเภทที่เรียกว่า รูปเหมือน (Realistic) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปวาดประเภท portrait มาแต่ดั้งเดิม  พอเริ่มมีประดิษฐกรรมรูปแบบใหม่คือรูปถ่ายเข้ามา ซึ่งมีความเหมือนยิ่งกว่าการวาดรูป  รูปถ่ายจึงเป็นที่นิยมและเข้ามามีบทบาททดแทนรูปวาดอย่างมาก

          สำหรับในเมืองไทยนั้น ผมคิดว่าประดิษฐกรรมการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาเมื่อปลาย ร. 3  แต่ดูเหมือนว่าเราไม่เคยเห็นรูปถ่ายในสมัยนั้นเลย  รูปเก่าที่สุดที่เราจะสามารถพบเห็นได้คือรูปสมัยร.4 ซึ่งมักเป็นรูปบุคคลที่มีความสำคัญในสมัยนั้น โดยเฉพาะรูปของ ร.4 เองกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ซึ่งผมขอเรียกสั้นๆ ว่าสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ  ภาพหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือรูปเดี่ยวของพระองค์  เป็นภาพของสตรีไทยที่มีผมสั้น นุ่งห่มสไบตามแบบจารีตของไทยสมัยก่อนและไม่ทรงฉลองพระบาท  ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยที่ท่านไม่ได้สบตากับกล้อง  เก้าอี้นั้นเป็นเก้าอี้แบบฝรั่งและฉากหลังทั้งหมดเป็นแบบตะวันตก

 

          แน่นอนว่านั่นเป็นยุคสมัยซึ่งโลกตะวันตกได้เข้ามาอยู่ในสังคมสยามแล้ว  ผมคิดว่าความน่าสนใจมากๆ อย่างหนึ่งคือท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างหมิ่นเหม่เหลือเกิน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะว่าวิธีการนั่งเก้าอี้แบบคนตะวันตกน่าจะเป็นของใหม่ในสังคมสยาม  แต่เดิมนั้น ถ้าเราไม่นั่งลงไปบนพื้น เราก็อาจจะนั่งอยู่บนเตียงตั่ง คือแท่นสี่เหลี่ยมยกพื้นเตี้ยๆ  ซึ่งเราอาจจะนั่งด้วยอาการขัดสมาธิ หรือชันเข่า หรือไม่ก็ห้อยเท้า  แต่ว่าการนั่งเก้าอี้นั้น ผมมักนึกถึงมันว่าเป็นการนั่งในแบบของโลกตะวันตกหรือจีนมากกว่า  ดังนั้น ผมคิดว่าท่านั่งในรูปของสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ นั้นคงเป็นการนั่งที่ไม่สบายเท่าไรนัก

          ลักษณะอีกประการคือท่านไม่ได้มองกล้อง  ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่าท่านถือเป็นหัวหน้าของฝ่ายในหรือนางห้าม  อย่าลืมว่าผู้หญิงในราชสำนักของสยามประเทศเป็นผู้หญิงของพระราชาซึ่งเป็นคนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน  แต่การถ่ายรูปได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกๆ คนสามารถมองเห็นได้แม้แต่สตรีที่โดยปกติไม่อาจปรากฏตัวให้เห็นในที่สาธารณะ  ดังนั้น การที่ท่านไม่มองกล้องนั้น ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นวิธีคิดสองอย่างที่เผชิญกันอยู่ต่อหน้าเราคือในทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านกำลังกลายเป็นของสาธารณะ ทั้งที่ในอีกทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านเป็นของต้องห้าม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจผมอย่างมาก

          อีกองค์หนึ่งที่มีรูปหลงเหลือให้เราเห็นอยู่มากมายคือ ร.4 ในอากัปกิริยาต่างๆ นานา เช่น ภาพที่มีคำอธิบายว่าท่านทรงสายสะพายแบบ Legion d’Honneur ของฝรั่งเศส  เราจะเห็นว่าการแต่งกายของท่านล้วนเป็นแบบตะวันตก  ท่านทรงหมวกแบบฝรั่งเศสและห้อยประดับเหรียญตราต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในราชสำนักของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษในรัชสมัยของพระนางเจ้าวิคตอเรีย  เมื่อรูปทำนองนี้ถูกส่งไปยังโลกตะวันตก (ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของมันและเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ร.4 ทรงถ่ายรูปไว้มากมาย)  เมื่อฝรั่งได้ดู ก็คงคิดว่า อ้อ เหมือนกัน

          อีกรูปหนึ่งเป็นรูปของท่านเช่นกันแต่ฉลองพระองค์แปลกมาก เหมือนกับเป็นเสื้อคลุมผ่ากลางด้านหน้ายาวตลอด ปักดิ้นเป็นสองแถบ เสื้อตัวชั้นในดูเหมือนเป็นเสื้อปกติ ไม้เท้าเป็นแบบไม้เท้าของคนเดินทาง  อีกอย่างที่น่าสนใจคือท่านนั่งประทับเคียงคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ  การปรากฏตัวของบุรุษและสตรีพร้อมกัน บนพื้นที่ที่เท่าเทียมกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกๆ ของเราที่เกิดภาพของพระราชาและพระราชินีปรากฏต่อสาธารณะในลักษณะนั่งเคียงคู่โดยเท่าเทียมกันบนแผ่นดินสยาม

          อย่างไรก็ตาม บางทีรูปนี้อาจไม่ปรากฏต่อสาธารณชนชาวสยามจริงๆ ก็ได้ เพราะตามบันทึกเขียนไว้ว่ารูปนี้เป็นรูปที่ได้พระราชทานแก่ประธานาธิบดีของอเมริกาในสมัยนั้น ซึ่งก็เหมาะสมดีกับความเชื่อของทางตะวันตกในเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันของบุรุษและสตรี  ลักษณะที่น่าสนใจอีกประการคือทั้งสองท่านมองตรงมายังกล้องหรือมองคนที่กำลังดูรูปถ่าย และสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ เองก็มีลักษณะท่าทางไม่เหมือนกับรูปก่อนแล้ว

          หากเทียบกับรูปถ่ายในสมัยถัดมาคือ ร.5 กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) แล้ว จะเห็นได้ว่าต่างออกไปเลยทั้งวิธีการแต่งตัวและท่าทาง  ทั้งสองพระองค์ทรงดู ลงตัวแล้ว คือฝ่ายบุรุษสวมเสื้อแจ็กเก็ตและเป็นเสื้อประดิษฐ์ในแบบของเสื้อพระราชทาน (royal pattern) หรือที่เราเรียกเป็นไทยๆ ว่าเสื้อราชปะแตน ส่วนฝ่ายสตรีเป็นเครื่องแต่งกายแบบประยุกต์แล้ว คือผ้านุ่งเป็นแบบจีบหน้านาง แต่สวมเสื้อแบบที่ฝรั่งเรียกว่า blouse ที่มีแขนจีบพอง (ที่เราเรียกกันว่าเสื้อขาหมูแฮม) ซึ่งเป็นความนิยมในหมู่สตรีตะวันตกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย  ผมคิดว่าจากรูปถ่าย เราเห็น ความมั่นใจของทั้งสองพระองค์ได้จากอากัปกิริยา และเช่นเดียวกัน เรามักเห็นสิ่งของที่เป็นของโลกตะวันตกอยู่ในฉากหลังของรูปไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา

          เมื่อประดิษฐกรรมรูปถ่ายได้เข้ามาอยู่ในราชสำนัก เราจะเห็นว่ามีรูปของพระราชโอรส พระราชธิดาหรือเชื้อพระวงศ์ที่กำลังทรงถือกล้องอยู่กับตัว  ในแง่ของการอ่านภาพ ก็หมายความว่าประดิษฐกรรมของใหม่เหล่านั้นได้ถูกควบคุมอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้แล้ว  ถ้าดูรูปถ่ายของสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ รูปนี้ จะเห็นว่าแม้จะยังทรงพระเยาว์อยู่ แต่ท่านก็ทรงยืนด้วยความมั่นใจ  ผมคิดว่าการถ่ายรูปลักษณะนี้น่าจะต้องมีผู้ให้คำแนะนำว่า หนึ่งท่านควรจะแต่งตัวอย่างไร สองควรจะยืนด้วยกิริยาท่าทางแบบไหน

          เราจะเห็นสมเด็จฯ ทรงฉลองพระองค์ครึ่งบนเป็นผ้าลูกไม้ซึ่งเป็นแบบที่นิยมเหลือเกินในโลกตะวันตก  ผ้าห่มสไบเฉียงนั้นถูกประยุกต์ให้มีการติดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่  เพิ่มการสวมติดอัญมณีต่างๆ  ครึ่งล่างเป็นผ้าโจงกระเบนซึ่งเป็นแบบของราชสำนักกัมพูชาซึ่งเรารับเข้ามานานมากจนเรามักลืมไปแล้วว่าที่มาของมันนั้นมาจากไหน  ถัดลงไป ท่านสวมถุงเท้าโดยมีลายลูกไม้ประดับที่ด้านบนสุด  รองเท้า ฉากหลัง โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนเป็นของตะวันตกทั้งหมด

          ภาพถัดมาเป็นรูปการละเล่นในราชสำนักฝ่ายใน  เราเห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ซึ่งทรงดูมีอายุมากขึ้นกว่ารูปก่อนๆ  ในขณะที่ทรงพักผ่อนอยู่ท่ามกลางหมู่สตรีในราชสำนักที่กำลังเล่นอะไรบางอย่างโดยที่มีคนหนึ่งขี่อีกคนหนึ่ง  ผมคิดว่าเป็นภาพที่แปลกมากเพราะผมนึกไม่ออกว่าในโลกสากล การที่บุคคลคนหนึ่งขี่อีกบุคคลหนึ่งอยู่นั้นจะอ่านความหมายนี้ว่าอย่างไร

 

         ผมคิดว่าท้ายที่สุด ประดิษฐกรรมรูปถ่ายก็ค่อยๆ ถูกทำให้แพร่หลายออกไปสู่สาธารณะมากขึ้นๆ  จากภาพชนชั้นสูงในราชสำนัก ก็ลงไปสู่ชนชั้นกลางและชั้นล่างมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งสะท้อนว่าพัฒนาการเทคโนโลยีรูปถ่ายนั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้วก็ถูกลงไปเรื่อยๆ  เรามีรูปถ่ายกันได้สะดวกขึ้นจนผมคิดว่าแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่เคยถูกถ่ายรูป

ภาพถ่ายยุคต่อมา
          การถ่ายรูปในสมัยต่อมานั้น ผมคิดว่ามันเป็นการบันทึกความทรงจำส่วนบุคคลหรือของครอบครัว ว่าได้ผ่านประสบการณ์หรือเหตุการณ์สำคัญบางอย่างร่วมกัน  ภาพที่ผมมักจะนึกถึงและประทับใจเป็นอย่างมากคือรูปถ่ายของการไปงานศพของคนในตระกูลจีนทั้งหลาย  ผมคิดว่าภาพถ่ายนั้นน่าจะมีความยาวเป็นฟุตหรือสองฟุตด้วยซ้ำไป  ผมคิดว่าภาพประเภทนี้เป็นภาพที่พยายามทำให้เห็นรูปของทุกๆ คนที่มาร่วมในงานศพ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความเกี่ยวดองกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกัน  เหตุที่ผมกล่าวว่าน่าสนใจก็เพราะสมัยนั้นไม่มีเทคนิคการถ่ายภาพแบบพาโนรามา  การถ่ายภาพคนจำนวนมากให้อยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกันจึงต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะอย่างมาก

          ตัวเนื้อหาของภาพเองก็มีความน่าสนใจคือสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสังคมเครือญาติของวัฒนธรรมจีน  ทุกคนจะไปร่วมในงานศพเดียวกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้รับรู้ว่าสายสกุลของเรามีใครอยู่บ้าง  ผมคิดว่าภาพเช่นนี้เป็นที่นิยมในครอบครัวคนจีนในสมัยหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าภาพแบบนี้ยังคงหาได้อยู่หรือไม่  ถึงแม้ในทางเทคนิค ภาพเหล่านี้จะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ  แต่ความนิยมอาจจะค่อยๆ ลดลงไป ซึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในการนับญาติเริ่มเสื่อมถอยลง  หรือบางทีญาติที่ถูกนับนั้นอาจต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้วอย่างดี  มีการตัดญาติบางคนออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในสังคมปัจจุบันที่ไม่คิดว่าการผูกพันทางสายโลหิตเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่สำคัญอะไรนัก

ภาพถ่ายยุคดิจิทัล
          เทคโนโลยีได้พัฒนาต่อมาจนกล้องถ่ายรูปในสมัยปัจจุบันราคาถูกลงมาก  ที่สำคัญ ไม่ต้องใส่ฟิล์มหรือสไลด์ ซึ่งทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  แต่ก่อน การถ่ายรูปมีต้นทุนที่แพงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่  ดังนั้น การจะถ่ายรูปแต่ละครั้งจึงจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบว่าต้องการให้รูปสื่อเรื่องอะไร  แต่ปัจจุบัน การถ่ายรูปแบบดิจิทัลแทบไม่ใช้ต้นทุนอะไรเลย แถมยังสามารถนำมาแก้ไขดัดแปลงรูปที่ถ่ายมาได้อีก  การถ่ายรูปในปัจจุบันจึงทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งทำได้ทุกโอกาส ซึ่งน่าจะทำให้การคัดสรร มุมมองและความหมายของรูปในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิธีคิดของคนสมัยก่อนเป็นอย่างมาก  การถ่ายรูปกันอย่างมากมายในปัจจุบันโดยแทบจะไม่เลือกเวลาและสถานที่อาจเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของรูปถ่ายในการช่วยจำ  หรือไม่ การถ่ายรูปก็อาจจะมีความหมายเพียงการช่วยจำตัวบุคคลเท่านั้น

          ผมหมายถึงว่าการถ่ายรูปในสมัยก่อนนั้นมีความหมายถึงการบันทึกถึงสถานที่ด้วย อาจเป็นไปได้ว่าสถานที่บางแห่งนั้นไปถึงได้ยาก ดังนั้น การถ่ายรูปให้เห็นว่าตนเองได้ไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งจึงมีความหมายเหลือเกิน โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ที่แปลกๆ หรือไปได้ยาก เราจะเห็นว่ามีความนิยมอย่างหนึ่งในสมัยก่อนที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสถานที่ นั่นคือ เมื่อไปร้านถ่ายรูป ที่นั่นจะมีฉากหลังที่ถูกจัดทำไว้แล้วเพื่อให้เราไปยืนอยู่ข้างหน้า เช่น ฉากป้ายสถานีรถไฟเชียงใหม่ (น่าจะเป็นเพราะการไปเชียงใหม่ไม่สามารถไปได้ทุกวัน แล้วในสมัยนั้น วิธีเดียวที่คนทั่วไปจะไปถึงที่นั่นได้ก็ต้องไปโดยรถไฟ) บันทึกความทรงจำของสถานที่และวิธีการที่จะไปถึงที่นั่นจึงมีความหมายของมัน

          แต่เมื่อมาถึงสมัยปัจจุบัน การเดินทางทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น จึงอาจเป็นเหตุให้คนให้ความสำคัญกับสถานที่น้อยลง  ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในยุคสมัยของเราว่าเราเห็นตัวของเราชัดมาก แต่เราเห็นสิ่งแวดล้อมหรือบริบทน้อยเกินไป  บ่อยครั้งที่ผมสังเกตเห็นว่าเวลาเราคุยกับคนในยุคปัจจุบัน เรามักจะไม่ค่อยเห็นบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเขา แต่จะเห็นชัดขึ้นถึงความคิดของเขาว่าเขาคิดหรือรู้สึกว่าอะไร  จึงอาจจะไม่น่าแปลกใจก็ได้ที่เรามักจะเห็นรูปถ่ายประเภทที่เห็นหน้าคนจำนวนมากเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นฉากหลัง ซึ่งพอกลับมาดู เผลอๆ บางคนก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าถ่ายรูปนั้นที่ไหน

          เป็นไปได้ไหมว่ารูปถ่ายแบบนี้อาจจะสะท้อนให้เราเห็นข้างหลังภาพได้ว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นเห็นบริบทในเรื่องสถานที่สำคัญน้อยกว่าตัวเขาเองและเพื่อนฝูง...


หมายเหตุ:
รูปเก่าๆ ทั้งหมดได้จากหนังสือชื่อ การแต่งกายไทย เล่ม 1 ที่จัดทำโดยสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ

 

 

 
Photo 1 of 694

Thanks for visiting!

Comments, questions and discussions are welcome na krub.

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
อาจารย์ครับ วันนี้หนังเรื่อง Driver for Vera สนุกดี โดยเฉพาะคุยกันหลังหนังจบแล้ว ความเห็นหลากหลายดี เดี๋ยวอาทิตย์หน้าผมไปดูอีกครับ เมือกี้อ่าน review เรื่อง Shadows of Forgotten Ancestors บอกว่าได้รับรางวัลเยอะจากหลายประเทศ (ที่เชื่อมโยงกับ Driver for Vera ได้อาจจะเพราะผู้กำกับเรื่อง Shadows โดนปรักปรัมจากรัฐบาลโซเวียดและเป็นนักโทษทางการเมืองหลายปีหลังจากที่หนังเรื่องนี้ออกมาครับ)
30 July
i_am_tawwrote:
Hello Ajarn
I have not seen you for a long time since I graduated from Silpakorn. I still miss that moment when we enjoyed the movies on every monday evening. Are you still doing that? I hope I can go there and join you again.

20 July
None wrote:
Sawasdeeka Ajarn Songyote,
I just want to drop a line to say hi!
I'll have a proper read through your blogs.
Hope you're doing well,
thinking of you with all due respect
Pin
 
25 May